แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Zhengrong Shi  อายุ 43 ปี รวยอันดับที่ 350 ของโลก($2.2 Billions )  ด้วย “แสงอาทิตย์”!!! 


นาย Zhengrong Shi เป็นคนจีน ไปศึกษาในออสเตรเลีย เรื่อง Solar cells แล้วกลับมาเมืองจีน ตั้งโรงงานผลิต “Solar Cells” ตอนนี้บริษัท  Suntech Power จดทะเบียนในตลาด NASDAQ  มูลค่า $5.5 Billions (ส่วนนาย Zhengrong Shi รวยถึง $2.2 Billions)…. “สร้างตัวเอง เป็น Billionaire ตั้งแต่อายุ 40  ต้นๆ”

หลายคนสงสัย ทำไมมันดู “ง่าย” แล้วทำไมมันไม่เกิดกับเราบ้าง… “ไปเรียนเมืองนอกแล้วกลับมารวยสุดๆ” ..บ้านเรามีแต่ไปเรียนเมืองนอก เสียเงินไปหลายล้าน กลับมาทำงานเมืองไทย ได้เงินหมื่นบาท ….หุ หุ หุ (แต่ไม่เป็นไรขอให้สู้ต่อไป ยังมีแสงที่ปลายอุโมงค์!!)

       มาดูเรื่อง “พลังงานที่ใช้ในโลกกัน” --เราผลิตพลังงานประมาณ 19,000  เทราวัตต์-ชั่วโมง (เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป 81.5% ..พลังงานน้ำ16.5%..พลังงานทดแทนอื่นๆ 1.37%...พลังงานลม 0.68%...พลังงานแสงอาทิตย์ 0.02% )

…ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานความร้อนมายังโลก(ต่อชัวโมง) เท่ากับถ่านหิน 21,000 ล้านตัน  --แต่ปัญหาคือ Solar Cells ยังแพงและมีประสิทธิภาพไม่สูง ( ในปี  1980 นักวิศวกรอเมริกัน ชื่อ โรแลนด์ ฮัลสตรอม ได้ทำการคำนวณว่า ถ้าวาง  Solar Cells  ครอบคุมพื้นที่เพียง 0.003  ของอเมริกา “ประมาณพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส 160 กิโลเมตร” จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า ป้อนอเมริกาทั้งประเทศได้ ---แต่จนแล้วจนเล่า “พลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยนิดมากในปัจจุบัน”

   ปัจจุบันเมืองจีน หันมาสนใจพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น โดยเน้นใช้ในการผลิตน้ำร้อน ตามบ้านเรือนในชนบท ซึ่งการเคลื่อนตัวของเมืองจีน ก็ส่งผลให้เกิด  Economic of Scale  ทำให้บริษัท Suntech ของ Zhengrong Shi กลายเป็น บริษัทที่ผลิต Solar Cells  ต้นทุนต่ำ อันดับต้นๆของโลก …อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจีนยังพึ่ง พลังงานจากถ่านหินเป็นหลัก เนื่องจาก  Supply ของถ่านหินมีเหลือ มากที่สุด เมื่อเทียบกับ พลังงานคาร์บอนอื่นๆอย่างน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งเหลือไม่ถึง 100 ปีแล้ว) …ท้ายสุด โลกเราก็ต้อง  Shift จาก “พลังงานคาร์บอน” มาเป็น “ พลังงานทดแทน” ภายใน ศตวรรษนี้อย่างแน่นอน (ขึ้นอยู่ที่เวลาเท่านั้น!!)

    จริงๆแล้วโลกเรา เพิ่งเจอ วิกฤต “พลังงานแพง” เมื่อปี  1980  แต่เนื่องจาก การเกิดขึ้นของ อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ใช้น้ำมันน้อยลง รวมทั้งการค้นพบ  Supply ที่เพิ่มขึ้น จากประเทศต่างๆ ส่งผลให้ “ราคาน้ำมันตกต่ำลง” หลังจากปี  1980 จึงเกิดภาวะน้ำมันราคาตกต่ำอีกครั้ง …ดังนั้น เทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เกิดก่อนในช่วงน้ำมันแพงในตอนนั้น เป็นอันต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าที่  GM   ผลิตออกมาขายในเวลานั้น ต้องปิดตัวไป --จากนั้นโลกก็กลับมา “ติดน้ำมันเหมือนเดิม” จนในปี  2004 เป็นต้นมา “น้ำมันก็มีราคาสูงขึ้น สูงขึ้น จนมาสูงที่สุดในปี 2008 อีกครั้ง ก่อนจะมาอยู่ที่ประมาณ 70 กว่าๆ(ต่อ บาร์เรล)ในปัจจุบัน

      สิ่งที่ผมเห็นคือ การกลับมาแพงของราคาน้ำมันอย่างถาวร “การมุ่งสู่พลังงานทดแทน กับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเอเชีย จึงเป็นสิ่งคู่กัน ที่ไม่สามารถหลีบเลี่ยงได้ ดังนั้น  “ความมั่งคั่งใหม่ในอนาคต จึงต้องมีพลังงานทดแทนเป็นส่วนหนึ่งในนั้น” ..พลังงานแสงอาทิตย์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

….ประเด็นคือ เอามาเล่าให้ฟังเฉยๆ "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม"....หุ หุ หุ

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ