แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

5 บททดสอบที่เปลี่ยนชีวิตคนมากที่สุด



5 บททดสอบที่เปลี่ยนชีวิตคนมากที่สุด


คืออะไร ?


มันมี 5 บททดสอบ ดังนี้


1. บททดสอบเรื่องเพื่อน ..'การเลือกเพื่อนที่คบ เปลี่ยนชีวิตเราได้' ...เหมือนการเลือกคบคน ก็ใช่เลยแหละ เราไม่สามารถคบทุกคน เพราะเรามีเวลาจำกัด


2. บททดสอบเรื่องหนังสือที่อ่าน ...'ความรู้และความเชื่อ ที่เราเลือกเอามาปรับใช้ เป็นตัวกำหนดอนาคตเราทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต'


3. บททดสอบในเรื่องงานที่เราทำ ...'งานให้เราได้ทดสอบความรู้ในโลกจริงๆ ว่ามันใช้ได้ไหม แต่เราทำงานทุกอย่างไม่ได้ เราจึงต้องเลือกงานที่พาเราเดินขึ้นบันได ให้ไปถึงจุดที่เราต้องการ'


4. บททดสอบความล้มเหลว ...'ความผิดพลาดคือ สิ่งที่มาเจียระไนเพชรในตัวเรา ให้เปล่งประกายขึ้น ...สิ่งที่เราเรียนรู้จากความล้มเหลว ผมเรียกมันว่า ประสบการณ์น้ำตาที่พาเราสูงขึ้น'


5. บททดสอบความสำเร็จ ...'ชัยชนะระหว่างทาง มันเป็นตัวบททดสอบ Ego และความสามารถในการกล้าที่จะทิ้งและเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม'


ห้าบททดสอบนี้แหละที่แบ่งคน คัดคน และ ค้นหายอดคน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ปัญหาคือความเกิน โอกาสคือความจำกัด



'คุณคิดยังไงกับ โฆษณา ?' ..ผมว่านี่คำถามระดับโลกนะ เพราะวันนี้ 2 บริษัทที่เติบโตเร็วสุด รวยสุดในโลก 2 บริษัท ทั้ง Google และ Facebook ก็คือ บริษัทที่หารายได้จากการโฆษณา


- เขาบอกว่าจะดีไหม ถ้าสามารถดูหนัง ดูรายการทั้งสาระ และ บันเทิง ได้ฟรีหมดเลย เพียงเราแค่สละเวลายอมดูโฆษณาสักนิด


- เออ!! แล้วมันต่างกับ ฟรีทีวี สมัยก่อนยุคที่ 3 5 7 9 ยังครองสื่อในอดีตอย่างไร ..ไม่เลย ไม่ต่างเลย เพียงแต่วันนี้เราแค่ ไม่ดูทีวี แต่เรามาดูมือถือแทน ...พอคนใช้เวลาในมือถือ มากกว่าที่อื่นๆ ..มือถือก็เลยเป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคนี้ โดยมียักษ์ใหญ่เพียง 2 เจ้าหลักที่กินค่าโฆษณา ของทั้งโลกเลย


- ถ้าให้เลือกดูฟรีแล้ว ต้องดูโฆษณาที่ไม่เป็นประโยชน์ ...มันอาจจะดีกว่าที่เราเลือก ไม่ฟรี แต่ตัดโฆษณาออกไป ...หรือจริงๆ เราเลือกไม่ได้กันแน่ ?


- คนพูดว่า ยิ่งโลกพัฒนา เรายิ่งมีอิสระ แต่ผมว่า มันตรงข้าม ..ยิ่งโลกพัฒนา ผมว่า โลกยิ่งผูกขาด ..ธุรกิจใหญ่ก็ยิ่งผูกขาด และ คนรวยก็ยิ่งรวย


ผมใช้เวลาช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรียนรู้โลกธุรกิจ ผ่านการเป็นผู้ประกอบการแล้วเจ๊ง ..พอมาเป็นลูกจ้างช่วงแรกๆ ผมก็ไม่รุ่ง ..นั่งเครียดอยู่นานเลยว่า เฮ้ย!! เราได้แค่นี้เหรอ ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด


จนในที่สุด ผมเริ่มเขียน Blog เป็น Blogger รุ่นแรกๆ ก่อนเฟสบุ๊คจะมา นั่นแหละจุดเปลี่ยนชีวิตเลย


ตั้งแต่เขียนบทความเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเลยว่า เกมการแข่งขันทั้งในเชิงธุรกิจและการใช้ชีวิตมันกำลังพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่


- ผมเห็นพลังของการแชร์เลยว่า ถ้าเราตั้งโจทย์ชัดเจน เพื่อแชร์อะไรบางอย่างให้คนอื่น สุดท้ายสิ่งที่เราทำนี่แหละจะเปลี่ยนชีวิตเรา


ผมตั้งธงไว้ว่า ผมจะแชร์ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นและการทำธุรกิจหาเงิน ...ถ้าเป็นสมัยก่อน ช่องทางเดียวที่คนตัวเล็กๆ จะเริ่มได้ก็คงเป็นการเขียนหนังสือ ...ใช่!! ผมเริ่มนี่นั่น


วันนี้การแชร์ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องเขียนแล้วหนังสือ ...เขียนแชร์ผ่าน Social ได้เลย ...ถ้าใครเขียนดี เดี๋ยวคนจะแชร์ต่อๆ กัน เกิดได้เลย ดังแบบไม่ต้องให้ใครปั้น 


ความยากในปัจจุบันคือ คนแชร์มากขึ้นเรื่อย วันนี้ผมว่า ถึงจุดที่ Supply มากกว่า Demand มันก็เลยกลายเป็น การแชร์มันเกินความต้องการ ..ไม่แปลกที่วันนี้การลุกขึ้นมาเขียน มาแชร์ มาทำ YouTube มันไม่ได้ดังง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน - ใช่!! วันนี้ถ้าไม่รวมแก้ผ้าโชว์ มันยิ่งแทบจะเป็นไม่ได้เลยที่จะสร้างตัวเองให้ดัง


คุณลองดูซิ วันนี้สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร ทุกอย่างที่เราบริโภค มันถึงยุคของ Supply มากกว่า Demand 


ก็แปลว่า ทั้งโลก มันกำลังอยู่บนปัญหาใหม่ คือ 'ปัญหาของความเกิน ไม่ใช่ปัญหาของการขาดแคลน'


ลองคิดซิครับ ในโลกที่เกินๆ แบบนี้ เราจะทำอะไรดี ที่ช่วยแก้ปัญหาของความเกิน


ใครตอบได้ ผมฟันธงเลย คุณต้องรีบลงมือทำเลย เพราะ มันคือ ขุมทรัพย์


- มาคิดกันเล่นๆ ถ้าอะไรเกิน ...แปลว่า โอกาสคือ การจำกัดมัน 


น่าคิดไหม 'จำกัดอะไรแล้วรวย' ...ถ้าจำกัดอากาศ มันจะมีค่ามาก ..ถ้าจำกัดน้ำ มันจะมีราคาทันที ...จำกัดข้อมูลเหรอ ...ที่อยู่ไหม ...การเดินทาง หรือ ความสุขดีล่ะ


ทิ้งประเด็นให้คิดกันต่อ ...ผมเชื่อมั่นว่า โอกาสไม่ได้อยู่ที่การแข่งกันเพิ่ม Supply อีกแล้ว ...โอกาสไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนการผลิตอีกแล้ว ...แต่โอกาสมันไปอยู่ที่ การเพิ่มคุณภาพ / การจำกัด / การคัด / การเลือก


ขอต้อนรับเข้าสู่ โลกยุคใหม่ ...ค่อยๆ แกะโจทย์นี้ไปด้วยกัน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

รู้ละ งานดีๆ ทำแบบนี้แค่นั้นเอง



ถ้าเลือกได้ คุณอยากทำงานที่ไหน ? - 'คำถามนี้ จะส่งผลต่อการออกแบบชีวิตการทำงานของเราในอนาคต ..ลองตอบดูซิครับ)

1. ทำที่เดิม (ในเมือง รถติดนี่แหละ มาพร้อมๆ กับ กลับพร้อมๆ กัน เสียเวลาบนถนนต่อวันประมาณ 3 ชั่วโมง ..ค่าน้ำมัน ..ค่าผ่อนรถ ..เพราะบ้านไกลต้องซื้อรถ ..อยากอยู่นะคอนโด แต่มีลูก มันไม่สะดวก)

2. ทำที่เดิม แต่ชั่วโมงการทำงานใหม่ (เราเลือกเวลาเข้าออกเอง Office เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เราเลือกเวลาเอง)

3. ทำอยู่บ้านเลย (จริงๆ อันนี้โหดนะ เพราะไม่ได้วัดเวลาเสนอหน้า แต่วัดผลงานจากผลลัพธ์จริงๆ เช่น เป็น Sale ก็วัดจากยอดขายเลย ..เป็น Customer Service ก็วัดตาม Return Customer Rate / Problem Solving ..อะไรก็ก็ว่าไป ที่บริษัทจะวัดจริงๆ แล้วจ่ายเงินตามผลงาน) ...อันนี้คนมีลูกจะเริ่มมีข้อจำกัดในการทำงานที่บ้าน เพราะทำไม่ได้

4. ทำงานที่ไหนก็ได้ ..ร้านกาแฟ , Co-working Space ที่อยู่ติดริมทะเล ..อยู่ในป่า ..ริมน้ำตก ...อันนี้มีแล้วนะ ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก ..เช่น ทำงานเขียนโปรแกรมอยู่ Facebook แต่นั่งทำงานที่เกาะสมุย (ใช่!! เดี๋ยวนี้เวลาเราไปเที่ยวตากอากาศ เราอาจกระทบไหล่ของพวก Young Rich ที่ทำงานเชื่อมกับ Silicon Valley นะครับ)

ถ้าให้เลือกได้ คุณเลือกแบบไหนครับ ? (ช่วยตอบหน่อย 1 , 2 , 3 หรือ 4)

ทั้ง 4 ทางเลือกนี้ กำลังเกิดขึ้นจริง พร้อมๆ กัน นี่คือ การเปลี่ยนแปลง และโอกาสใหม่ที่จะเกิดขึ้น 

ลองไปคิดซิครับว่า เมื่อ 4 อย่างนี้เกิดขึ้น ใครจะรวยขึ้นบ้าง

อันนี้ 1 คนรวยเยอะแล้ว พวกสร้างอสังหาในเมือง รวยมานาน จนมันจะเอ้าท์แล้วนะ ผู้เล่นเดิมเขาเก่ง คนมาใหม่สู้ยาก

อันที่ 2 กับ 3 พวก Software Company พวกที่เชื่อมการทำงาน , อุปกรณ์ IT , internet อะไรก็ว่าไป

อันที่ 4 ก็พวก อสังหาทางเลือกจะเกิดขึ้นทั้วประเทศ ในรูปแบบที่แปลกใหม่ รองรับ แรงงานประเภทนี้

ลองตอบดูว่า อะไรจะเยอะ จนสร้างเศรษฐีใหม่ ..โอกาสเกิดจากมองไปข้างหน้า แล้วกล้าที่จะไปเริ่มตอบโจทย์ก่อนใคร

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คาถารวยอยากนำเสนอ เลิกบ่น ชีวิตดีขึ้นทันที



'การแก้ปัญหา คือ โอกาสในการสร้างงาน และหาเงิน'


'ถ้าวันนี้เราไม่มีเงิน หรือ เงินลดลง' ก็แปลว่า เราไม่รู้จะแก้ปัญหาอะไร ...จริงเหรอ ?


ผมเห็นวันนี้ปัญหาเยอะแยะ ทุกคนบ่นนุ่น บ่นนี่ แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำเงินจากปัญหาเลย มัวแต่บ่นสนุกปาก


ปัญหาแท๊กซี่ ไม่รับผู้โดยสาร บ่นกันมาชาตินึง ..วันนี้ฝรั่งคิดแอปมาแก้ปัญหา รวยไปเป็นพันๆ ล้าน ..เราก็มาบ่นกันเรื่องต่อๆ ไป ...เราลืมไปว่า บ่น มันไม่ได้อะไร เสียเวลา เงินก็ไม่ได้


เลิกบ่น ตั้งเป็นโจทย์ แล้วลองแก้ปัญหาดู - นี่แหละ วิธีสร้างงานและสร้างเงิน ด้วยตัวเอง ในยุคนี้


ยุคนี้ เงินอยู่เต็มไปหมด ..โอกาสเต็มไปหมด ...แค่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะบ่น


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เปลี่ยนเงินไม่สม่ำเสมอ ให้เป็นเงินสม่ำเสมอ



ช่วงนี้เห็นข่าวบ่อยๆ ว่า ดาราดังพอแก่แล้วไม่มีเงิน ..หลายคนก็ตกใจว่า ดาราดัง ในอดีตก็ค่าตัวเยอะแยะ ...พูดง่ายๆ คือ ค่าตัวดารา นี่เยอะกว่ามนุษย์เงินเดือนตั้งเยอะ !!


ถ้าเทียบต่อชั่วโมง อาชีพดารา น่าจะได้ค่าจ้างสูงกว่าอาชีพหมอเสียอีก แต่ทำไมพอแก่ตัวไปแล้ว ไม่มีเงินเหลือ ?


จริงๆ ไม่แปลก แล้วยุคนี้ อาชีพอื่นๆ ที่ได้ค่าจ้างสูงๆ ก็ต้องระวังตัว 


เพราะ พอเราได้ค่าจ้างต่อชั่วโมงสูง เราจะประมาท คิดว่า เงินหาง่ายๆ ก็เลยใช้ไม่ระวัง


เราจะเห็นดาราดัง Hollywood , นักร้อง , นักมวย ที่ได้ค่าชกเป็นร้อยๆ ล้าน ทำไมล้มละลายได้ ...เราก็มักจะคิดว่า 'ถ้าเป็นเรา ไม่ทางเงินหมดหรอก' 


(แต่ไม่จริงเลย เพราะ ยิ่งได้เงินมาก เราก็ยิ่งใช้เงินมากตาม แล้วยิ่งอาชีพเหล่านี้ มันไม่ได้รุ่งตลอด มันมีช่วง Peak แค่ช่วงสั้นๆ ตามชื่อเสียง ที่มาเร็วไปเร็ว ดังนั้น คนที่ได้เงินมากๆ เร็วๆ ยิ่งต้องระวังตัว)


ที่เขียนบทความนี้ เพื่อจะเตือนสติ คนที่ได้เงินมา ให้รู้จักเปลี่ยนเงินก้อน ให้เป็นกระแสเงินสดบ้าง คือ เปลี่ยนจาก Active Income ให้เป็น Passive Income นั่นเอง


ลองเปิดใจศึกษาหุ้น ในมุมนักลงทุนระยะยาว คือ การเรียนวิธีการ 'วางเงินทำงาน' ..เรียนรู้ว่า เอาเงินวางตรงไหน แล้วเงินจะเติบโตได้ โดยทดสอบความเข้าใจตัวเองดังนี้


1. ให้ถามอย่างแรกเลยว่า เงินที่เข้ามาหาเรา คือ Active เอาแรงไปแลก (มาแล้วหมด) หรือ มันเป็น Passive (เงินมาจาก สินทรัพย์ที่เราไปลงทุน ให้ปันผลมา ..อันนี้มาเรื่อยๆ ไม่หมด แถมเติบโตด้วย)


2. ถ้าเรามี Passive น้อย แปลว่า ความรู้เรื่องการลงทุนเราไม่มี ..ให้รีบหาความรู้ด่วนครับ


3. พอเริ่มศึกษา ให้เริ่มลองใช้เงินจริง ทำตามไปด้วย แต่เริ่มจากน้อยๆ ..ผมแนะนำคือ 10% ของเงินเดือนแต่ละเดือน ...อย่าบอกว่าไม่เหลือ เพราะต้องกันส่วนนี้ออกมาก่อนใช้ 


4. พอเราเริ่มเข้าใจแล้ว ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเงินลงทุนครับ 


แล้วสุดท้ายคุณจะ ไม่มีวันกลับไปจนอีก 


เรื่องนี้ผมว่า คือเรื่องที่เปลี่ยนประเทศ โดยเริ่มที่ตัวเราเองทุกคน ...หนึ่ง รู้ปัญหา ว่าเรามีปัญหาอะไร ..สอง ลงมือเปลี่ยน โดยการเพิ่มความรู้การลงทุน แล้วเปลี่ยนตัวเองครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มองเงินแบบไหน ชีวิตไปแบบนั้น



'ถ้าได้เงินมา 1 ล้าน จะจัดการอย่างไร'


ผมว่า คนส่วนใหญ่ จะแบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก (คน 2 กลุ่มจะทำให้เงินค่อยๆ หมดไป ..ในขณะที่มีคนอีกกลุ่มที่ทำให้เงินมันเพิ่มขึ้นได้) 


คนกลุ่มที่ 1 : จะรีบเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้ แล้วเงินก็จะค่อยๆ หมดไป - 'เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผู้บริโภค : Consumer'


คนกลุ่มที่ 2 : จะรีบเอาเงินไปฝากธนาคาร แล้วทยอยใช้เงินอย่างประหยัด ..สุดท้ายเงินก็จะหมดไปอยู่ดี - 'เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผู้ประหยัดอดออม : Saver'


คนกลุ่มที่ 3 : จะเอาเงินไปลงทุน ในที่นี้คือเปลี่ยนเงินก้อนให้กลายเป็นเงินไหล หรือที่เรียกว่า Passive Income เช่น ซื้อกองทุน , ซื้อหุ้นปันผล ...กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวในสังคมมนุษย์ ที่เงินของเขามีโอกาสที่เงินจะเพิ่มขึ้น - 'เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า นักลงทุน : Investor'


คุณล่ะ เป็นคนประเภทไหน ...คนทั้ง 3 คนนี้ ไม่ได้แบ่งกันที่ฐานะ ไม่แบ่งกันที่ความฉลาด ไม่ได้แบ่งกันที่โชค แต่แบ่งกันที่ 'มุมมองในการจัดการเงิน'


ถ้ามีมุมมองแบบคนประเภทที่ 3 ...ยังไงชีวิตก็ไม่มีวันจน 


ใช่!! คนเราเปลี่ยนได้ และเปลี่ยนได้วันที่อยากเปลี่ยน ...ก็วันนี้เลยไง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


ที่ต้องเปลี่ยนคือ ทัศนคติของเราเอง



'เคยสงสัยไหมครับว่า ในยุคนี้ ที่ความรู้มีอยู่ทั่วไป ..หาได้ง่าย ..เงินมีอยู่มากมาย ..นักลงทุนที่หาที่เอาเงินมาลงก็มีเยอะกว่าแต่ก่อนมาก ...แต่ทำไมเราถึงไม่ได้รับสิ่งที่กล่าวมาเลย 

เออ.. ทำไมความรู้เราจำกัดอยู่กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตแย่ลง ..'เห็นคนอื่น หาเงินเก่งแต่เด็ก แต่ทำไมตัวเรา อายุเท่านี้แล้วยังหาเงินยากเย็น ..งานก็หนัก เงินก็น้อย ?'

เออ ..แล้วบางคนได้เงินนักลงทุนง่ายๆ เริ่มธุรกิจใช้เงินคนอื่น แต่ตัวเรา ทำไมไม่เห็นมีใครสนใจมาลงทุนในธุรกิจของฉันเลย ..หาเงินในโลกของฉันช่างยากจริงๆ ?

สิ่งที่อยากจะแชร์มีดังนี้

1. ความรู้มีมากมาย แต่ความสามารถในการเลือกความรู้ที่มีประโยชน์ มีไม่เท่ากัน ...ถ้าเรียนทุกอย่างในโลก เรียนทั้งชีวิตก็ไม่หมด - 'ความสามารถในการเลือกความรู้ จึงสำคัญ ...เลือกเรียนอะไรในเวลาที่มีจำกัด' - เลือกโฟกัสให้เป็น !!

2. เงินมีมากมาย เพียงแต่เงินไม่ได้วิ่งหาคนที่อยากได้มัน ...'เงินจะวิ่งเข้าหาคนที่ไม่ได้อยากได้มันเสมอ เช่น ธนาคารอยากให้คนที่เครดิตดีกู้แม้ว่าคนนั้นจะไม่ได้ต้องการเงิน ...เพราะเขามีความสามารถในการจัดการเงินนั่นเอง - เงินวิ่งเข้าหาคนที่จัดการเงินเป็น !!

คนทั่วไปบริหารเงินตัวเองยังไม่เป็นเลย รายจ่ายมากกว่ารายรับ เอาเงินอนาคตมาใช้ แค่นี้ก็จบละ ขืนไปทำธุรกิจก็ไม่รอดอยู่ดี

คนที่สามารถดึงดูดเงินได้ต้องมีลักษณะดังนี้

- มีความรู้จริงในเรื่องที่ทำ ในระดับที่คนอื่นเชื่อถือ
- ทำธุรกิจแบบบริหารเงินเป็น มีรายได้มากกว่ารายจ่าย อยู่ได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น เริ่มจากบริหารเงินส่วนตัวเลย (ยิ่งธุรกิจไม่ต้องการเงิน นักลงทุนยิ่งอยากเอาเงินมาให้)
- มีความสม่ำเสมอในสิ่งที่ทำ
- โชว์ความสามารถของจมูกที่ดมกลิ่นโอกาส และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ลองสำรวจตัวเองว่า สิ่งที่เราขาดอาจไม่ใช่ โชคชะตา แต่เราต้องพัฒนาความสามารถ และปรับทัศนคติในการมองโลกใหม่

'แค่เปลี่ยนวิธีคิด โอกาสชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

มองดีๆ ข้อจำกัดวันนี้อาจเป็นโอกาสในชีวิตเรา



'หลายครั้งเราคิดว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันเสียเวลา มันไม่มีเหตุผล แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันคือฐานที่ทับถมให้เรายืนสูงขึ้น เพื่อวันนึงเราจะก้าวข้ามกำแพงแห่งความสำเร็จนั่นเอง'

มีอยู่ข้อแม้เดียว ที่ทำให้สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่มีประโยชน์ ไร้ค่า และไม่สามารถต่อยอด ก็คือ เราหยุดเดิน (แค่นั้นเอง)

ใช่!! วันใดที่เราหยุดเดิน ประสบการณ์ในอดีตก็ไร้ความหมาย ..เส้นทางในอนาคตก็ไม่มี 

นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราต้องเดินต่อ ทำต่อ เรียนต่อ สู้ต่อ ...ก็เพราะชีวิตและอนาคตมันคือการเดินทางนั่นเอง

วันนี้ออนไลน์ มาแทนออฟไลน์ ..มือถือ มาแทนทีวี ..รถไฟฟ้ามาแทนรถเมล์ ..ของฟรีมาแทนของใช้ ..ของแพงมาแทนของโชว์ ..ประสบการณ์มีค่ามากกว่าความรู้ ..พื้นที่รูหนูมาแทนความใหญ่โต ..เด็กหลังห้องมาแทนเด็กหน้าห้อง ...สังคมทำหน้าที่สั่งสอนคนแทนครู ...พ่อแม่ทำหน้าที่ตามใจจนไปผิดทาง ...ผู้บริโภคผันตัวเป็นผู้ผลิต ..ลูกค้าผันตัวมาเป็นผู้ขาย ...ธุรกิจที่เคยตกดินอย่างไปรษณีย์กลับมาดีวันดีคืนเป็นดาวรุ่ง ...ความไว้ใจเอามาใช้ดีกว่าแบรนด์ ...สินทรัพย์มรดกเปลี่ยนเป็นปัญหา 

คนที่เคยแข็งแรง กลับมาอ่อนแอ ..คนที่เคยอ่อนแอ วันนี้ขึ้นมานำสังคม 

สมัยก่อนคนที่แข็งแรง ตัวใหญ่ กำลังมาก คนนั้นได้เป็นหัวหน้าเผ่า ได้เป็นผู้นำ 

...วันนี้ Nerds คนตัวเล็ก คนมีข้อจำกัดในอดีต อย่าง Bill Gates , Mark Zuckerberg , Jack Ma ..ก้าวขึ้นมาเขียนกฏ ของผู้นำโลกใหม่

'จุดอ่อน อาจเปลี่ยนเป็นโอกาส ...จุดแข็ง อาจเป็นข้อจำกัด' ....เปิดใจแล้วเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลง แล้วก้าวเดิน ทั้งๆ ที่ทางเดินยังไม่ชัด นั่นแหละ บททดสอบความสำเร็จในยุคปัจจุบัน

คุณต้องกล้า ..ต้องเปิดใจ ..และเรียนรู้ ..ไม่หยุดเดิน 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แยกให้ออกระหว่าง ความอยาก กับ ความจำเป็น



'ยิ่งโลกพัฒนาทันสมัย ก็ยิ่งยาก ที่จะแยกระหว่าง ความอยาก กับ ความจำเป็น'


ความอยาก มีราคาแพง / ความจำเป็น ราคาสมเหตุสมผล (ภาษาชาวบ้าน คือ คุ้ม !!)


ผมขอแบ่ง 'ความอยากและความจำเป็น' ออกเป็น 3 ช่วง เพื่อชี้ความเข้าใจในวัฏจักรของมัน ดังนี้


ช่วงที่ 1 - "เวลาสร้างตัว" ..ควรซื้อแต่ของจำเป็น แล้วดึงเวลาการซื้อความอยากออกไปให้นานที่สุด (เหมือนสมัยก่อน การจะกินข้าวนอกบ้านสักมื้อที่ร้าน KFC นี่ถือเป็น Luxury หรูหราในยุคผมเลยนะ ...จะซื้อของ ซื้อเสื้อผ้าสักชิ้น นี่นานๆ ได้สักที ...แต่ยุคนี้ใช้กันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะบัตรเครดิตรูดง่าย ยืมเงินอนาคตมาใช้ ...คนยุคนี้ถึงติดลบไง) 


'หรู เทสดี แต่เป็นหนี้หัวบาน'


ช่วงที่ 2 - "พอเริ่มตั้งตัวได้" ..ก็เริ่มให้รางวัลตัวเอง ให้ซื้อสิ่งที่อยากได้บ้าง (แต่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้คือ มาไม่ถึงจุดนี้ เพราะ หลงระเริงในการซื้อสิ่งที่อยากในช่วงแรก จนสร้างหนี้ แล้วก็วนเวียนทำงานแค่ใช้หนี้ก็ยังไม่พอเลย ..จริงๆ ปัญหาหลักคือ การไม่แยกให้ออกระหว่าง ความอยาก และ ความจำเป็น)


ช่วงที่ 3 - "พอสบายแล้ว" ...ถึงจุดนั้น เราจะรู้เองว่า ไอ้สิ่งที่อยาก ที่เราซื้อๆ มา มันรก มันก็แค่นั้น ...หลายคนมาไม่ถึงจุดนี้ จุดที่ซื้ออะไรก็ได้ แต่มันไม่อยากซื้อไง ...อยากทำมากกว่า อยากสร้าง อยากเปลี่ยนแปลง (จุดนี้แค่จะบอกว่า ความอยาก จุดนึง มันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากได้ ...เหมือนที่พ่อแม่หลายๆ คนพยายามสอนลูกนั่นแหละ)


ลองสำรวจตัวเราว่า ของที่เราซื้อๆ มาเต็มบ้าน ..'ความอยาก' หรือ 'ความจำเป็น' ...ยิ่งเราชะลอซื้อ 'ความอยาก' ได้เท่าไหร่ โอกาสชีวิตดี ก็มีมากขึ้นเท่านั้น


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เรียนรู้ 1 อย่าง ได้โอกาสอีกหลายๆอย่าง ดีไหม



ไปพูดให้รุ่นน้องนักศึกษาฟัง ..เขาบ่นว่า 'ไม่มีโอกาสให้คนจน'


ผมถามว่า 'ใครคือคนจน ...ถ้าคนจน หมายถึง คนที่ไม่มีเงิน จะบอกว่า คนรวยส่วนใหญ่ยุคนี้สร้างตัวเอง ก็เคยไม่มีเงินมาก่อน 


..ถ้าคนจน หมายถึง คนที่ไม่ได้รับโอกาส จะบอกว่า เราทุกคนก็เคยเจอจุดที่ไม่ได้รับโอกาส ..แต่เราก็ฝ่าฝันสร้างโอกาสกันมาด้วยตัวของเราเอง


..เราทุกคนเรียนหนังสือ จบปริญญา ก็คือเราสร้างโอกาสให้ความรู้เปิดโอกาสในการมีอาชีพ


..เราลองเริ่มทำธุรกิจ ก็คือ เราเปิดโอกาสให้เราเพิ่มอีกช่องทางหาเงินให้ชีวิต


..เราลองเรียนรู้การลงทุน ก็คือ เราเปิดโอกาสให้เงินเรา มันเพิ่มพูน ช่วยเราทำงาน


จริงๆ แล้ว คนที่ไม่มีโอกาส ..ไม่ได้เกี่ยวว่าคนจน หรือ คนรวย แต่คือ คนที่เอาแต่บ่นว่าไม่มีโอกาส แล้วไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย


แค่เราเรียนรู้อะไรใหม่ 1 อย่าง ก็เท่ากับเรา สร้างโอกาสให้ชีวิตอีกหลายๆ อย่าง


'ถ้าไม่หยุดเรียนรู้ ชีวิตก็ไม่เคยหมดโอกาส' ...แค่น้องคุยกับพี่วันนี้ มันก็คือโอกาสเล็กๆ ที่กระตุ้นให้ต้องเรียนรู้ บังคับตัวเองให้ทำอะไรใหม่ๆ จริงไหม


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Investment Space สนใจเปิดบัญชีหุ้น แวะมาเลยครับ



วันนี้มา Investment Space @ ธรรมศาสตร์รังสิต (ชั้น 1 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ตรงข้ามร้านกาแฟอเมซอน) - มา 'สอนการลงทุนให้เด็กรุ่นใหม่' ...นอกจากมาสอนน้องๆ แล้ว ก็มาเรียนรู้ด้วยว่าเด็กรุ่นใหม่เขาไปถึงไหนแล้ว


1. เขาไม่ดูทีวี ..มือถือคือโลกทั้งใบ

2. 'หนังสือพิมพ์ คืออะไรน่ะพี่' ..รุ่นต่อไปคงต้องไปอ่านในพิพิธภัณฑ์

3. เวลาเสพข้อมูล ไม่เน้น Production เน้นเนื้อหาโดนใจ ..แล้วคนรุ่นเราใส่เงินเน้น Production ก็มีหนาวนะ ...'เขาเน้นปริมาณ และความโดน'

4. สิ่งที่มีค่าในยุคต่อไป คือ 'เวลาของลูกค้า' บางธุรกิจถึงยอมจ้างลูกค้าดู ..เลยการดูฟรีไปแล้ว โคตร advance

5. ...


เครียดเลย (ในรูปหน้าเครียด เพราะคิดตามอยู่นี่ !!) ...โลกเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนให้ทัน


ไปสอนต่อละครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


อ๋อ ใครอยู่แถวๆ นี้อยากลงทุนหุ้น มาเปิดบัญชีหุ้นที่นี่ได้นะครับ เปิดเวลาราชการ จันทร์ - ศุกร์ มาได้เลย

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

The Stock Blueprint 2017 ราคา Early Bird



เหลืออีก 5 วัน !! ..สำหรับราคา Early Bird หลักสูตรออนไลน์ครบเครื่องสอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนเข้าใจการลงทุนสั้นและยาว

"ผู้ที่สนใจลองเข้าไปดู ตัวอย่าง/ เนื้อหา/ Outline หลักสูตร ในเว็บไซต์ตามลิงค์นี้เลยครับ https://goo.gl/wHXqv9 " : ตัดตัวอย่างมาจาก 51 คลิปคอร์สออนไลน์ The Stock Blueprint 2017 ..ทดลองดูได้ก่อน อันนี้ตัดมา 1 นาทีจากทั้ง  51 คลิปที่สอน คือ ให้ดู 1 ใน 30 เท่าของเนื้อหา TSBP2017 ที่สอน 30 ชั่วโมงนั่นเอง 

'เรียนกันตั้งแต่ปรับ Mindset ใน Audiobook ปูพื้นความรู้ ไปจนเป็น ทั้งลงทุนสั้นและยาว แถมมาสรุปความรู้ให้ฟังในสัมมนา พร้อมกลุ่มเรียนรู้ถามตอบข้อสงสัย เอาให้เข้าใจจริงๆ!!'

ลองทดลองดูก่อน ถ้าสนใจลุย เราไปด้วยกัน ..ราคาโปรโมชั่น Early Bird ถึงสิ้นเดือนนี้นะครับ - ใครสมัครแล้วสามารถเริ่มลุยเรียนออนไลน์ได้ทันที ไม่ต้องรอ

เนื้อหาประกอบไปด้วย : คลิปออนไลน์หลัก 30 ชั่วโมง (อันนี้อัดวีดีโอมาจาก สอนสด 5 วันเต็ม) / Audiobook ปรับวิธีคิดทั้งเล่นสั้นและยาว 5 ชั่วโมง / e-book 2 เล่ม โหลดไปอ่านได้เลย / บัตรสัมมนาใหญ่วันที่ 6 สิงหาคม (ไม่สะดวกมา ก็ดูออนไลน์ย้อนหลังได้ เพื่อความสะดวกของผู้เรียน) / สิทธิการเข้ากลุ่มเรียนรู้ของ TSBP 2017 

ลองไปดูตัวอย่างคลิปที่สอน 51 คลิปที่นี่ (ถ้าสนใจไปต่อ ก็สมัครเรียนได้เลยครับ จัดไป) https://goo.gl/wHXqv9

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สร้างตัวและรักษาความรวยแบบ Bill Gates

 


แกะรอย Bill Gates ว่าเขาสร้างตัว และรักษาความรวยอะนดับหนึ่งของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร ?


1. เอาบริษัทเข้าตลาด ..คนรวยเกือบทุกคนใช้กลไกตลาดทุน เพราะ ตลาดหุ้นมี Multiple แปลว่า ตลาดมีตัวคูณความรวยถ้าคุณทันเกม ..ซึ่งทันก็คือ ค่า P/E นั่นเอง - ความแพงที่นักลงทุนยอมลงทุนในธุรกิจเรา (วันนี้ P/E เฉลี่ย 15 เท่า แปลว่า ทุกๆ 1 บาทของกำไรธุรกิจ ..นักลงทุนยอมจ่ายให้ที่ 15 บาท)


2. ใช้บริษัทในตลาดซื้อคู่แข่ง ...เราจะเห็นบริษัท IT หรือ ธุรกิจใหม่ๆ ทุกวันนี้ที่พอเข้าตลาดก็ตลุยใช้เงินซื้อคู่แข่ง ...นาย Bill Gates เขาใช้กลยุทธ์นี้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันทำให้ กำไรโต พร้อมๆกับลดการแข่งขัน ...สุดท้ายกำไรจะดีขึ้นเรื่อยๆ 


3. การผันตัวเป็นนักลงทุน ..การที่ Bill Gates รักษาความรวยอันดับหนึ่งของโลกได้ ทั้งๆ ที่ Microsoft โดนแซงไปนานแล้ว เพราะวันนี้ เขาถือหุ้น Microsoft แค่ 2% กว่าๆ ..ที่เหลือเขาไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น ..การผันตัวไปเป็นนักลงทุนนี่แหละ ที่ทำให้ Bill Gates ยังคงรักษาตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกไว้ได้ 


4. การลงทุนในคนรุ่นใหม่ ..ให้โอกาส Start Up และ ร่วมธุรกิจกับคนรุ่นใหม่ อันนี้ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อหาเงิน แต่ทำให้เราเข้าใจโอกาส เรียนรู้ไปพร้อมคนรุ่นใหม่ 


5. มองโลกในฐานะผู้ให้ ..ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Bill Gates ทำงานในมูลนิธิของเขามากกว่าที่ Microsoft อีก แต่จุดนี้เองทำให้เขามองโอกาสผ่านสายตาผู้ให้ ..จะเห็นชัดๆว่า โลกยุคใหม่ ธุรกิจคือการแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนอื่น ..ถ้าเริ่มจากมองด้วยการให้ก่อน เดี๋ยวประตูโอกาสมันจะเปิดขึ้นเอง


นี่เป็น 5 ข้อหลักๆ ที่ช่วยสร้างและรักษา ความร่ำรวยให้เศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ..ซี่งผมเชื่อแน่ว่า ถ้ามีใครถามว่าเมื่อไหร่เขาจะเกษียณ เขาคงตอบเหมือนเศรษฐีระดับโลกคนอื่นๆ ว่า 'ทำงานจนตาย ไม่มีวันเกษียณ' 


- ก็การเป็นนักลงทุน มันสร้างเงินให้เขาแบบไม่ต้องพะวงเรื่องเงินอีก เวลาที่เหลือก็ทำงานที่รักได้แบบเต็มที่


นี่คือ Trend ใหม่ของโลก ...คือ ไม่มีเกษียณ ..ต้องถามตัวเองว่า เราอยากเกษียณเร็วๆ นั่นแปลว่า เรากำลังตามโลกไม่ทัน - เพราะคนยุคใหม่ ไม่มีเกษียณ แต่เขาจะค้นหาสิ่งที่รักให้เจอ แล้วทำจนตายนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


-------------------------------------------


ใครสนใจความรู้เรื่องการผันตัวเป็นนักลงทุน แนะนำคอร์ส The Stock Blueprint (เป็นคอร์สเรียนออนไลน์แบบทั้งสั้นและยาวครบ จบในที่เดียว)


ผู้ที่สนใจสามารถดูตัวอย่างคลิปการสอน 51 คลิปและสมัครเรียนในราคาพิเศษ Early Bird ได้ภายในสิ้นเดือนนี้นะครับ 


คลิกที่ลิงค์นี้  https://goo.gl/wHXqv9

สอบถามโทร. 063 191 0816



วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คนอื่นขายไม่ดี เราไม่รู้ แต่ตรูต้องดีให้ได้

"ยุทธวิธีรายใหญ่ ขายยังไง ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่"


วันนี้ร้านค้าทั่วไป แย่ลง เพราะ คนระวังในการใช้จ่าย ..เวลาเราไปเดินห้างนี่เห็นร้านจำนวนมากที่พนักงานเยอะกว่าลูกค้า - นี่คือความสยองของทั้งเจ้าของและลูกจ้าง 


'เป็นแบบนี้มาระยะนึงแล้วครับ ตอนนี้แย่ลงไปอีก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะแย่อีกถึงเมื่อไหร่' ..คำพูดของเจ้าของร้านในห้างที่ได้คุยกัน


แต่นี่ไม่ใช่มุมเดียวที่ผมสัมผัส ..มีอีกมุมนึง บางธุรกิจกลับดีขึ้นจนน่าตกใจ ...เผอิญช่วงนี้ผมเดินสายสัมมนาการลงทุน ก็จะไปตามจังหวัดต่างๆ บางจังหวัดก็ไปเครื่องบิน บางจังหวัดก็ไปรถยนต์


ที่ช็อคซินีม่า คือ 'แถวต่อคิวซื้อกาแฟ Starbucks มันยาวมาก ..คิวยาวแบบที่แทบนึกไม่ออกว่า นี่เขาขายหรือแจก !!' ...ทำไม เขาขายดี ในขณะที่ตลาดไม่ดี


อีกอันที่ช็อค คือ ยอดขายรถเบนซ์ครับ ..New High ...ขายไม่ทัน !! 


ไม่ใช่แค่นี้ อสังหาก็มีขายดีแบบเรามี งง ..คอนโดบางที่เปิดปั๊บขายหมดปุ๊บ ในขณะที่โครงการส่วนใหญ่ขายไม่ได้


- น่าแปลกใจจนต้องมาหาคำตอบ ว่าเขาเล่นของหรือมีของดีอะไร จะได้ใช้บ้าง ?


1. มียันต์เรียกลูกค้า (อันนี้อาจจะมีนะแต่ผมไม่รู้..555)


2. ใช้กลยุทธ์ราคา เช่น Starbucks สำหรับลูกค้าที่เป็นขาประจำ สมาชิก จะมีเกมหรือกิจกรรมมาให้เล่นรับส่วนลด ซื้อ 1 แถม 1 ..พอคำนวณราคาพบว่า เฮ้ย!! กาแฟ Starbucks ที่ใช้โปรโมชั่นนี้ ถูกกว่า กาแฟในปั๊มอีก ...ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมคิวยาว ยืนต่อแถวกัน 


(อันนี้ยิ่ง สินค้าแบรนด์หรู ราคาสูง ยิ่งได้เปรียบ เพราะลดราคาลงมาก็แทบไม่ได้กระทบกำไร แถมสกัดคู่แข่ง เพราะลูกค้าใช้เพิ่ม ...แต่ต้องระวังอย่าใช้บ่อยเกิน ไม่งั้นลูกค้าจับไต๋ได้ จะซวย) 


..เมืองไทยใช้กลยุทธ์นี้ยากหน่อย เพราะเราไม่ค่อยมี แบรนด์ ..ผมคุยเรื่อง Luxury Brand ทีไร คนก็จะมากระแนะ กระแหน่ว่า แหม่แค่เงินกินข้าวยังไม่มีเลย ..ใช่เงินกินข้าวน่ะไม่มี แต่มีเงินซื้อกาแฟ ซื้อรถหรู และคอนโดหรู (ใช่!! เรื่องนี้น่าคิด และ คุยต่อยอด ธุรกิจในอนาคต ต้องพัฒนาไปพร้อมความเข้าใจลูกค้า ถึงจะรอด)


- กลุ่ม Baby Boomer ชอบถูกและดี ..เน้น ถูก!! (ยุคนี้ Luxury Brand นั่งร้องไห้)


- กลุ่ม Gen X ชอบดีและคุ้ม ..เน้นคุ้ม (ยุคนี้เริ่มแจ้งเกิด Luxury Brand)


- กลุ่ม Gen Y ชอบดีและแพง ..แต่เงินน้อย (ตรงนี้มัน Paradox คือ เงินน้อย แต่รสนิยมสูง ยอมเป็นหนี้ ..นี้คือ ยุคเฟื่องฟูของ Luxury Brand)


3. 'สร้างลูกค้าพิเศษ'  ..สร้างลูกค้ากลุ่มพิเศษ ระบบสมาชิกแล้วให้ของพิเศษ ..กลุ่มนี้คิอ สาวกที่ช่วยโฆษณา Brand ให้ด้วย - ใครทำเรื่องนี้เก่งๆ แทบไม่ต้องโฆษณาก็มีลูกค้าช่วยโฆษณาให้ ...พูดง่ายๆ คือ ย้ายงบโฆษณามาลงใน Royalty Customer นั่นเอง (วันนี้นักการตลาดเทพๆ ขายมุ่งไปทางนี้แทน)


4. 'กลยุทธ์ใครๆ ก็ซื้อได้' ..เดี๋ยวนี่ไม่ใช่เฉพาะของถูกนะ ของแพง เดี๋ยวนี้ผ่อนได้ 0% แถมมี Balloon หมายความว่า 'คนเดี๋ยวนี้ ไม่ได้แคร์หรอกว่า สุดท้ายของที่ซื้อจะเหลืออะไร เอาง่ายๆ ..เช่าใช้ต่อไปมาแน่' ..เช่น รถยนต์เดี๋ยวนี้ที่ Finance กัน เหมือนเช่าใช้ ขอให้ผ่อนรายเดือนได้ นั่นแหละขายได้ละ


5. มีอีกเยอะแยะ ...'แค่ไม่ทำเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เคยทำ มันทำให้เราถึงวันนี้ ถ้าจะไปต่อ ดีขึ้น มันก็ต้องเปลี่ยนแปลง' ต้องถามว่า หนึ่ง ยอมเปิดใจเรียนความรู้ใหม่ และวิธีการใหม่ไหม สอง กล้าทำสิ่งใหม่ หรือเปล่า ?


ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้จะสร้างดราม่า แต่อยากบอกว่า 'ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ...มันก็มีโอกาสขึ้นเสมอ เราเพียงแต่ต้องมอง และพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงจุด'


การลงทุนก็เช่นกัน วันนี้เงินเปลี่ยนรูปแบบ คนใช้เงินเปลี่ยนพฤติกรรม ธุรกิจก็ต้องเข้าใจ นักลงทุนก็ต้องปรับแผน เตรียมตัวให้ถูก


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ย้อนเวลา หาอะไร

ถ้าคนเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะกลับไปแก้ไขอะไร 

คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน จะพูดเหมือนกันว่า ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่เปลี่ยนข้อผิดพลาดในอดีต เพราะ ข้อผิดพลาดและความล้มเหลวในอดีต มันคือ สิ่งที่หล่อหลอมให้เขาประสบความสำเร็จในปัจจุบันนั่นเอง 

ส่วนคนไม่ประสบความสำเร็จ จะพูดเหมือนกันว่า จะกลับไปแก้ไข ข้อผิดพลาด เพื่อที่ว่า ชีวิตจะได้ดีกว่านี้ 

ใช่!! ข้อผิดพลาดในชีวิต และ ความล้มเหลวเคยเกิดขึ้นกับเราทุกคน ...ไม่มีใครหนีได้ ...ความแตกต่าง อยู่ที่คนนึงล้มแล้วจมอยู่กับข้อผิดพลาดไม่แก้ไข มัวแต่คิดถึงอดีต ...ส่วนอีกคน ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเปลี่ยนตัวเอง 

ไม่มีวิธีง่ายในการแก้ไขความล้มเหลว มันก็แค่เราลุกขึ้นมาแล้วเดินต่อ ...ไม่ต้องย้อนเวลาไปแก้ไขอะไร ...แค่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองวันนี้ เพิ่มความรู้ เปลี่ยนการกระทำ แล้วอนาคตมันจะดีเอง

"ก็แค่เพิ่มความรู้ แล้วเปลี่ยนสิ่งที่เคยทำ" ...จัดเลย

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เราทำงานตรงสีหรือยัง


คนสีไหน ต้องหาเงินจากอะไร พัฒนาตัวเองไปด้านไหนจะรุ่ง !!

- คนสีแดง 'หาเงินจากมือ' ทุกอย่างที่เน้นการปฏิบัติ ลงมือเลย ไม่ต้องมาอธิบาย หรือ อ่านตำราเวิ่นเว้อ ..คนสีแดง อยากทำอะไร จะเริ่มทำเลย แล้วเดี๋ยวทางและโอกาสจะปรากฏเอง ...Steve Jobs นักบุกเบิก ผู้ประกอบการ ปั้นธุรกิจแบบคนสีแดง

- คนสีเขียว 'หาเงินจากปาก' ทุกอย่างเน้นที่ใช้วาทะศิลป์ทางการพูด ใช้ความสัมพันธ์ แคร์คน ..ต้องพัฒนาตัวเองไปในงานแนวนี้จะรุ่ง ..เจรจา ต่อรอง คน ขาย Deal maker ..Richard Branson เขาคือ นักเจรจาต่อรอง ปั้น Virgin เป็นองค์กรระดับโลก

- คนสีเหลือง 'หาเงินจากระบบ' ทุกอย่างที่ต้องวางระบบ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ Franchise ..ความสามารถคนสีเหลืองคือ เกิดมาเป็นนักจัดการ สร้างระเบียบ วางขั้นตอน สร้างระบบ ...ทุก Start-Up ที่ต้องการวางระบบ วาง Platform ต้องการคนสีเหลือง ...ทาดาชิ ยาใน ผู้ก่อตั้ง Uniqlo นี่แหละ นักวางระบบสร้างระเบียบระดับโลก

- คนสีน้ำเงิน 'หาเงินจากความคิด' ทุกอย่างที่เป็น idea ใหม่ ชอบอ่านหนังสือ ชอบศึกษาวิ่งใหม่ หาเงินจากกลยุทธ์ วางแผน ..คนน้ำเงินต้องฝึกมองภาพใหญ่ เป็นนักกลยุทธ์ นักวางแผนตัวยง ...ขงเบ้ง แห่ง 3 ก๊ก ..ถ้ายุคนี้ก็ Elon Musk ทำทุกอย่างที่ล้ำ นำสิ่งใหม่ๆ 

ลองสำรวจตัวเองว่า 'งานที่เราทำอยู่' มันตรงกับสีของเราไหม ..ถ้าใช่ ลุยให้สุด ..ถ้าไม่ใช่ลองปรับเปลี่ยน แล้วคุณจะรู้ เมื่อใดก็ตามที่เราได้ทำงาน ตรงสี ตรงแนวของเรา - งานจะสนุก ยิ่งทำ ยิ่งมันส์ ยิ่งได้เงิน

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม #เพราะตรงสีถึงมีหมื่นล้าน

--------------------------------------------

คุณสามารถลองทำ Test แบบเบื้องต้นได้ฟรี !! ..กดไปลองทำที่ลิงค์นี้ได้เลย http://www.wealthbyflow.com/test/

ผู้ที่สนใจ เข้าร่วมงาน 'สัมมนาตรงสี หาเงินดี ชีวิตพุ่ง' - วันเสาร์ที่ 1 ก.ค.นี้  ที่ตึก Thai CC สาธร : คลิ๊กดูรายละเอียดและจองที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ https://goo.gl/forms/yqXlXVmObqnKjivI2

วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อาชีพนักคิด หน้าตาเป็นอย่างไร

คนสีแดง วิธีหาเงินชัดอยู่แล้ว คือ ลงมือทำ ก็หาเงินจากมือ เรียนรู้จากหน้างานอันนี้เข้าใจได้ ถ้าปรับตัว หมั่นเรียนรู้ปรับปรุง ก็จะเป็นผู้ประกอบการที่รวยได้ไม่ยาก (จริงๆ ไม่ง่าย แต่เอาว่า เข้าใจง่าย)


แต่คนสีน้ำเงินซิ หาเงินจากความคิด อันนี้ดิ แกะยากว่า 'อะไรที่เรียกว่าหาเงินจากความคิด ?'


- ไม่ ไม่ใช่ขายของ เพราะ ถ้าสนุกหาเงินจากการขาย นั่นคนสีเขียว ..เขาเกิดมาเป็นนักขายอยู่แล้ว 


- ลองคิดเล่นๆ  ซิครับ ถ้าวันนี้ 'โจทย์ของคนสีน้ำเงิน (นักคิด) จะหาเงินเลี้ยงปากท้องจาก ความคิดอย่างไรในยุคนี้ ?'


...


...โอเค เฉลย


- ก็ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับ การได้นั่งคิด ได้อยู่กับ idea แล้วก็เปลี่ยน ความคิดนั้นให้เป็นผลงาน ..ถ้าอยู่ในทีม คนน้ำเงินก็ต้องออกความคิด หรือ เอาหลายๆ อย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้มารวมเป็นโอกาสใหม่ ที่เราเรียกว่า Converge นั่นแหละ


อาชีพของนักคิด เช่น


- อาจารย์ , นักเขียน , ที่ปรึกษา , นักสร้างแบรนด์ , นักอนุรักษ์ , นักวางกลยุทธ์ , ช่างภาพ , นักการทูต ..ลองคิดดู ก็ทุกอย่างที่ทำแล้วเราได้คิด ได้รวมสิ่งต่างๆ ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ ได้ Converge ก็สามารถต่อยอด สร้างอาชีพจากความคิดได้


คนสีน้ำเงิน ทำงานจากความคิด ...ทำงานตรงจริต ชีวิตพุ่ง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

หาจุดยืนที่เรากล้าจะโดดเด่น

"ทำไมคนเก่ง ยิ่งขยันกว่าคนไม่เก่ง" ... "ทำไมคนรวย ยิ่งทำงานหนักกว่าคนจน"

"ทำไมนักกีฬาที่เป็นแชมป์ ซ้อมหนักกว่านักกีฬาทั่วไป" ..."ทำไมมืออาชีพ ยิ่งฝึกหนักกว่าคนทั่วไป"

ใช่!! มันเหมือน คนได้เปรียบ ยิ่งพยายามสร้างความได้เปรียบของตัวเองให้มากขึ้น ...นี่เป็นเหตุผลที่เราเห็น คนสองคน ที่จริงๆ แล้วความสามารถไม่ได้แตกต่างกันมากตอนเริ่มต้น ..แต่พอคนนึงสามารถแซงอีกคนได้ เขาก็จะพยายามหนักขึ้น เพื่อให้สุดท้ายเขาชนะอีกคนอย่างขาดลอย

เรื่องนี้แปลกมาก แต่มันเป็นความจริง ...ลองสังเกตซิครับ ว่า "มนุษย์ทุกคนไม่มีใครโง่ ..ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีโอกาสชนะ เราจะยิ่งขี้เกียจ ...แต่ถ้าเรารู้ว่าเรามีโอกาสชนะ เราจะยิ่งขยันเข้าไปอีก"

ดังนั้น อยากเก่ง ...ต้องเริ่มจากการ ทดลองแข่งในสนามเล็กๆ ก่อน

ค่อยๆ เริ่มจากชัยชนะเล็กๆ ในสนามเล็กๆ จากนั้นเราจะมีความมั่นใจเพื่อก้าวต่อไปในสนามที่ใหญ่ขึ้น ..ใหญ่ขึ้น และ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนเด็กนักเรียนที่เรียนอ่อน เพราะ เขาไม่คิดว่า เขาจะชนะเพื่อนที่เก่งกว่าได้ ..แต่วันใดก็ตามที่เด็กคนนั้นได้มีโอกาสแก้ตัวในสนามใหม่  เช่น เปลี่ยนโรงเรียน หรือ พ่อแม่ส่งไปเรียนนอก .."เปลี่ยนสภาพแวดล้อม" ...วันนั้นคือ วันที่เขาจะกล้าเก่ง (ใช่!! กล้าที่จะเก่ง) -- กล้าปลดศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่

ผมว่าโลกนี้มีจุดยืนให้กับทุกคน ...แต่คุณต้องกล้าที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพื่อให้กล้าที่จะเริ่ม จริงไหม ? 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ปั้นความสำเร็จให้ยั่งยืน

ทุกวันนี้การทำธุรกิจมันยากขึ้นเรื่อยๆ ...ถ้าสังเกตให้ดี ทุกอย่างมาไว ไปไว มากๆ
หลายสินค้า ดังชั่วข้ามคืน จากนั้น ก็ดับชั่วข้ามคืน

หลายคนอาจจะเห็นร้านอาหาร ร้านขนม ที่สร้างความฮือฮา ในเวลารวดเร็จ แล้วก็หายไป !!

"เจ๊งครับ !!" ...แปลกใจไหมครับว่า ทำไมหลายๆ ธุรกิจ ดังและดับรวดเร็ว ...คุณทราบไหมว่าเพราะอะไร ?

เรื่องที่ผมพูดเป็นทั้ง "โอกาส และ กับดัก" ในเวลาเดียวกัน ...เพราะ การดังชั่วข้ามคืน สำเร็จชั่วข้ามคืน เป็นสิ่งที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด ...แต่ !!

แต่เขาลืมไปว่า "ดังชั่วข้ามคืน รวยชั่วข้ามคืน สำเร็จชั่วข้ามคืน" มันมีต้นทุน คือ "แล้วคุณจะรักษามันอย่างไร ?" ...ส่วนมากก็รักษา ความสำเร็จไว้ไม่ได้ กลายเป็นตกอับ เจ๊ง และ หายไป

ทางแก้ คือ การเข้าใจความเสี่ยงที่ตามมาพร้อมความสำเร็จ

ยกตัวอย่าง ถ้าโรงงานผลิตสินค้าดังชั่วข้ามคืน จะมีปัญหาเรื่องพยายามเร่งการผลิต สุดท้ายมันวิ่งมาถึงจุดที่ ผลิตเยอะมาก แต่สุดท้าย ความต้องการลูกค้าหายไปทันที ...สินค้าที่สร้างเป็นแค่แฟชั่น -- ในที่สุดโรงงานก็เต็มไปด้วย Stock ที่ขายไม่ได้ และ ล้มละลายในเวลาต่อมา

- ดาราที่ดังชั่วข้ามคืน ไม่สามารถ Manage ความยั่งยืน เพราะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ที่ดังเพราะอะไร ?

- คนที่ได้หุ้นเด็ด แล้วรวยชั่วข้ามคืน สุดท้ายก็กลับมาหาหุ้นเด็ดตัวต่อไป แล้วก็เจ๊งในที่สุด ...แปลกไหม ?

ครับ !! ฝากโจทย์นี้ให้ทุกคนได้คิด ...คำตอบนี้จริงๆ เป็นเรื่องของเส้นผมบังภูเขา ..การรักษาความสำเร็จให้ยั่งยืน มีขั้นตอนดังนี้

1. เข้าใจที่มาของความสำเร็จ ...ต้องตอบให้ได้ว่า เรามายืนในจุดนี้ เพราะอะไร ...ให้ทำต่อไป
2. การเตรียมพบกับ อุปสรรคที่กำลังเข้ามา ...เพราะ ทุกเส้นทางมีบททดสอบ
3. ไม่ยึดติดความสำเร็จเดิม ...ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่สำเร็จเร็ว คือ อยู่กับความกลัว และ นั่นคือกรงขังให้ไม่สามารถไปต่อ
4. ไม่พยายามปรับตัวเองสู่การมุ่งทำในสิ่งที่รัก ...อันนี้คือ การเปลี่ยน นิยามใหม่ ของงานที่ทำ เพื่อให้เรามีความสุข และ ทำสิ่งที่รัก เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ยากไหม ? ...ถ้าง่าย ก็ไม่ท้าทายซิ

...สู้ต่อไป !! 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ข้ออ้าง - อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคน

สิ่งที่ทำลายอนาคตมากที่สุดของคนเรา คือ 'ข้ออ้าง'

สิ่งที่ทำให้อนาคตดีที่สุด คือ การลงมือทำโดยปราศจากข้ออ้าง 

ลองสำรวจตัวเอง ว่าวันนี้เรายังเหลือข้ออ้างอยู่กี่ข้อ ?

ถ้าเหลือเยอะ ค่อยๆ กำจัดทีละข้อ เพราะ 'จำนวนข้ออ้างที่เรามีอยู่' ก็คือ ตัวถ่วง ตัวมาร ที่ขวางเราไม่ให้ลุกขึ้นมาทำ เพื่อเปลี่ยนชีวิตเราเอง

เริ่มจากครั้งหน้า เวลาหัวหน้าสั่งอะไร ลองทำโดยปราศจากข้ออ้าง ...เดี๋ยวอนาคตงานตรงหน้า จะเริ่มรุ่งแบบไม่รู้ตัว

ใครลองแล้วชีวิตดีขึ้น ลองแชร์ให้ผมฟังบ้างซิ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เมื่อถึงยุคที่ Office ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน

"บริษัทคนรุ่นใหม่ ทำไม Office ต้องดู ประหลาดๆ ?" 

คือมัน 'แนว' สุดๆ ..ตั้งแต่ วิธีคิด วิธีทำ มันทำตรงข้ามกับ Office บริษัทแบบเดิมๆ 

- เริ่มงานเวลาไหนก็ได้ เพราะ Office เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
- บรรยากาศเหมือนนั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือ สวนสนุก สวนสัตว์อะไรสักอย่าง
- เดินทางสะดวก ติดรถไฟฟ้า 
- ทำงานร่วมกับบริษัทคนอื่น 
- บางบริษัทมีโรงอาหาร และบริการหลายๆ อย่างให้พนักงานฟรี 

ผมนั่งคิดตั้งนาน กว่าจะคิดออกว่า "เขามี Office แบบนั้นเพื่ออะไร?"

มันลึกซึ้งกว่านั้น ดังนี้

1. 'Asset คือ คน' ..องค์กรเหล่านี้หาเงินจาก Idea คน ดังนั้น ต้องแสดงจุดยืนของความนอกกรอบ แหกกฏ เพื่อย้ำเตือนพนักงานว่า เราไม่ใช่บริษัทธรรมดา -- คนรุ่นใหม่จึงอยากมาทำงานด้วยมากมาย

2. 'Unique Identity' ..ธุรกิจเหล่านี้เน้นความแนว ความใหม่ เน้นเสนอทางเลือก ดังนั้น ทุกการสื่อสาร และ ภาพลักษณ์ ต้องเน้นย้ำจุดยืน -- และการสร้าง Ofiice แบบนี้ ทำให้องค์กรมี Identity และ ตัวตนชัด (เพราะตัวตน ไม่ใช่แค่ สถานที่)

3. 'Free Advertising' ..ธุรกิจเหล่านี้ใช้เงินโษณาน้อย เพราะทุกอย่างที่เขาทำ มันน่าเอาไปคุยต่อ ...นี่แหละเขาถึงดัง คนรู้จัก โดยแทบไม่ต้องโฆษณา ..Idea Worth Spreading!!

แค่ 3 ข้อ ก็คุ้มแล้ว แถมสร้างตันตนชัด แล้วสามารถยืนอยู่บนจุดแข็งตัวเองอีกนาน

'สิ่งที่ทำไม่ศูนย์เปล่า เหมือนไร้สาระ แต่มีเป้าหมาย และ ฉลาดล้ำลึก'

ลองไปแต่ง Office เราบ้างสิครับ ..แต่คิดดีๆก่อนนะ ว่าองค์กรเราใช่แบบนั้นหรือไม่

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

แล้วหุ่นยนต์จะมาแทนอาชีพใคร ?

"ไม่รู้เรื่องอนาคตของงานเรา อาจเสียเวลาทั้งชีวิต"

วันนี้โลกเต็มไปด้วย นวัตกรรม และ ผลิตภาพ ...ภาษาอังกฤษคือ Innovation & Productivity
แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า จริงๆ แล้ว ยิ่งโลกพัฒนาไปมากแค่ไหน คนยิ่งตกงานเท่านั้น -- มันคือ เหรียณสองด้าน 'ด้านดีคือชีวิตสบายขึ้น แต่อีกด้านคือไม่มีงานทำไง'

นั่นแปลว่า เมื่อเวลาผ่านไป งานจะถูกทดแทนด้วย Innovation เช่น เครื่องจักร , คอมพิวเตอร์ และ หุ่นยนต์ ...ส่วน Productivity ก็คือ การใช้แรงงานและคนน้อยลง แต่ใช้เครื่องมือและเครื่องจักรสร้างผลผลิตที่มากขึ้น -- ยิ่งโลกพัฒนาไปแค่ไหน ...เครื่องจักร กับ หุ่นยนต์ก็จะแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น คนในยุคนี้ ก่อนที่จะเลือกเรียน หรือ ทำงานอะไร ลองคิดก่อนว่า "สิ่งที่เราจะเรียน หรือ งานที่เราจะทำ จะถูกแทนด้วยเครื่องจักรเมื่อไหร่ ...ตอบให้ได้แล้วจะรู้ว่า อนาคตของงานเราจะเป็นอย่างไร -- เพราะมันไม่ดีแน่ หากเราทำหน้าที่หนึ่งจนเราเชี่ยวชาญ แล้วมาพบว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะถูกแทนด้วย เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือ หุ่นยนต์ จริงไหมครับ ?" 

วิธีมองง่ายๆ ว่าเครื่องจักรจะมาแทนเราหรือไม่ มองได้ดังนี้
1. ถ้างานที่เราทำมันคือการทำสิ่งเดิมซ้ำ เช่น งานในโรงงาน , งานสายพานการผลิต ...งานพวกนี้ เครื่องจักรทำได้ดีกว่า แม่นยำกว่า ดังนั้น ใครทำงานแบบนี้ในอนาคตจะมีเครื่องจักรมาทำแทน

2. งานอันตราย ..งานที่อันตราย เช่น งานก่อสร้าง , งานในเหมือง , งานในที่อันตราย ..จะถูกแทนด้วยหุ่นยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ...แต่วันนี้งานแบบนี้มักได้ค่าแรงสูง เพราะ เราเสี่ยงชีวิตในการทำงานนั้น

3. งานที่เกี่ยวกับข้อมูล ความจำ ..พวกนี้จะถูกแทนด้วย คอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลจำนวนมากๆได้ดีกว่าสมองคน และ ความจำดีกว่าคน

งานที่เครื่องจักรแทนมนุษย์ยาก คือ

1. งานที่ต้องคิดนอกกรอบ ...เพราะ หุ่นยนต์ เครื่องจักร และ คอม มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง -- ดังนั้น "งานคิดนอกกรอบ คือ งานมนุษย์"

2. งานศิลปะ ..เพราะ งานศิลปะ คือ งานที่แสดงความคิดสะท้อนตัวตน คือ การสร้างอัตลักษณ์ ...งานแบบนี้คือ ขาย Identity ....เครื่องจักรทำไม่ได้ เพราะ มันไม่ได้สร้างมาให้มีตัวตน -- ความ Art ยังเป็นของมนุษย์ต่อไป

3. งานดูแลลูกค้า(งานบริการ) ...คนไม่อยากคุยกับหุ่นยนต์ ...งานที่ดูแลคนสำคัญ หรือ ลูกค้าพิเศษ ...ยังเป็นงานของคนต่อไป

4. งานขาย ..การขายคือศิลปะแห่งการสื่อสาร ...เบื้องหลังสุดยอดการขาย มีมนุษย์อยู่ เช่น มี Steve Jobs อยู่เบื้องหลังสินค้าที่ขายดีอย่าง iPhone

ผมว่า เราต้อง Art และ คิดนอกกรอบ และ ใส่ใจมนุษย์ เราจะมีงานทำชิวๆ ตลอดไปครับ !! 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

หลังเรียนจบว่าโหดแล้ว หลังเกษียณนี่โคตรโหด

 

"ว่าด้วยเรื่อง ความสามารถในการหาเงิน" ..ก่อนเรียนจบหาเงินเก่งยังไง เรียนจบแล้ว ก็แทบไม่ได้ต่างกัน (หางานทำแทบไม่ได้เหมือนเดิมเป๊ะ !!)


สมัยเรียนหนังสือ ก็มองว่า ต่อไปเรียนจบ ฉันจะได้หาเงินเก่งซะที ..พอจบปั๊บก็รู้ทันทีว่า เฮ้ย!! มันไม่ใช่


พอถึงวันเกษียณหลายคนพบว่า ความสามารถในการหาเงิน ก่อนเกษียณกับหลังเกษียณมันต่างกันราวฟ้ากับดิน 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 'หลังเรียนจบนี่โหดแล้วนะ แต่หลังเกษียณที่โหดสาดดด !!' 


(ออมหุ้นไว้บ้าง เพราะยิ่งนาน หุ้นดีและปันผลยิ่งโต ..พอเกษียณ พอร์ตออมหุ้นนี่แหละเลี้ยงเราแทน)


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทเรียนล้มๆ ที่ผมอยากแชร์

เคล็ดลับ ธุรกิจ ล้ม ที่ผมอยากแชร์

ล้มครั้งที่หนึ่ง จะเริ่มรู้ว่า จริงๆ เราไม่รู้อะไร เพราะก่อนล้มคิดว่ารู้ทุกเรื่อง ..พอล้มจะรู้ว่าเราไม่รู้อะไร

ล้มครั้งที่สอง จะรู้จักตัวเอง จะรู้ว่า ความดื้อด้าน ความทิฏฐิอะไรที่เราต้องปรับ ..ล้มครั้งนี้ เขาเรียกดวงตาเห็นธรรม ..พูดเท่ห์ๆ คือ ตื่นรู้ทางธุรกิจ

ล้มครั้งที่สาม ..เฮ้ย ไม่ต้องล้มแล้วครับ - ดีแล้ว

คนยุคใหม่ เรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุก บุกต่อไป 

...แรกๆ เราก็อ่อนทั้งนั้นแหละ อ่อนทั้งอารมณ์ อ่อนทั้งวิธีคิด ...แล้วเราก็จะแกร่งขึ้น เก่งขึ้น !! 

ปัญหาและอุปสรรคในชีวิตไม่เคยเล็กลง เราต่างหากที่แกร่งขึ้น (จริงไหม ?) ..เห็นพ่อแม่ เลี้ยงลูกยุคนี้แล้วอ่อนใจ เลี้ยงยังกับไข่ในหิน เลี้ยงให้อ่อนแอ 

..ให้มันล้ม ให้มันเจ็บ แล้วมันจะเก่ง มันจะแกร่ง เหมือนเรา 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ก้าวแรกเพื่อรู้ อย่าก้าวแรกเพื่อเงิน

ตีความจากข่าว 'ว่างงานพุ่ง สวนทาง GDP' แปลว่า


1. บริษัทต่างๆ รวยขึ้น แต่ไม่จ้างคนเพิ่ม ...ก็น่าจะมาจาก บริษัทต่างลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ลดคน หรือ เอาเครื่องจักรมาแทนแรงงานคนเพิ่มขึ้น ..แม้ยอดขายเท่าเดิม แต่ลดต้นทุน ก็กำไรแล้ว ..ใส่เทคโนโลยีเข้าไป กำไรยิ่งพุ่ง !!


2. ความรู้ของคนจบใหม่ อาจไม่ตรงกับที่บริษัทต้องการ ..อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า ยุคนี้ตลาดให้ค่าของ ทักษะ มากกว่า ใบปริญญา ...แล้วจะยิ่งให้ค่าทักษะ แพงขึ้นเรื่อยๆ ...ทักษะ มาจาก 'ความรู้ ที่เอามาปฏิบัติในตลาดจริง ทำงานจริง ทำเงินจริง จนเชี่ยวชาญ จึงจะเรียกว่าทักษะ' (หมดยุคเพิ่มใบปริญญา เพื่อให้ค่าตัวเพิ่มแล้ว ..ยุคนี้เพิ่มทักษะ !!)


3. คนรุ่นใหม่ ไม่อยากทำงานในบริษัท อยากไป Startup เอง ...จนมีหลายๆ คนแซวแรงๆ ว่า คนตกงานในยุคก่อน มักจะเรียกตัวเองว่า ฟรีแลนด์ ..แต่คนหางานทำไม่ได้ ก็เหมาขอเรียกตัวเองว่า Startup กันหมด จนวันนี้คนในวงการ Startup ถึงกับ งง ว่า ...เฮ้ย!! มันจะบ้า มาตามกระแสอะไรกันขนาดนี้ (คน Startup จริง นี่เซ็งเป็ดกันเลย ..แห่กันมาทำให้คำนี้จากเท่ห์ เป็นโหลไปเลยครับ)


4. โชคดีที่ค่าครองชีพเมืองไทยไม่โหดนัก ..ยุคนี้เด็กจบใหม่เลยไม่รีบหางาน อยู่กับพ่อแม่ไปก่อน 


คำแนะนำ ก็คือ 'คนรุ่นใหม่ อย่าเลือกงาน ..ได้อะไรก็ทำไปก่อน ..เงินเดือนเริ่มต้น ไม่ได้สำคัญ แต่ที่สำคัญ คือ ก้าวแรกที่เราได้เรียนรู้โลกการทำงานจริง ..ทำงานจริง เจอคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริง 


..ไม่ใช่เริ่มเพื่อเงิน แต่เริ่มเพื่อความรู้'


ที่คนเจาพูดว่า ก้าวแรกสำคัญที่สุด ..ผมก็เชื่อแบบนั้น ..แม้ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ..ก็ต้องก้าวเดิน ก้าวออกไป เพราะความสำเร็จ มีไว้ให้คนที่ไม่หยุดก้าวเดิน !!


ก้าวซะ !! ..อย่าเกี่ยงงาน ..อย่าเกี่ยงเงิน !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

2 เรื่องใหญ่ ต้องรู้เพื่อสร้างตัวก่อนอายุ 30

 

2 เรื่องใหญ่ ที่ต้องรู้ ถ้าอยากสร้างตัวก่อนอายุ 30


'อะไรทำให้คนรุ่นใหม่ รวยเร็วตั้งแต่อายุน้อย ?'


สมัยก่อน การที่คนๆนึงจะรวยต้องผ่านบททดสอบ เวลา ความอดทน แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นอายุยังไม่ถึง 30 ก็รวยเป็นเศรษฐีกันแล้ว ..วันนี้ Billionaire คือ มีทรัพย์สินเกิน 35,000 ล้านบาท อายุ 20 กว่าๆ แล้ว


สงสัยไหม อะไรทำให้คนยุคนี้รวยเร็ว


1. 'ระบบทุนที่เปลี่ยน' ..สมัยก่อนจะหาทุน ถ้าไม่ไปกู้ธนาคาร ก็ต้องหนี้นอกระบบ ซึ่งการันตีเลยว่า คนปล่อยกู้รวย แต่คนกู้ไม่มีทางรวย ...แต่เดี๋ยวนี้ มีนักลงทุนเต็มไปหมดที่พร้อมลงเงินให้ธุรกิจที่มีอนาคต แถมขอส่วนแบ่งไม่เยอะ คือ ยอมให้ผู้ก่อตั้งยังถือสัดส่วนที่เยอะในบริษัท 


นี่แหละที่ทำให้คนรุ่นใหม่รวยเร็ว เพราะ นายทุนยุคใหม่ ช่วยเงินทุนตั้งต้นซึ่งในอดีตแทบเป็นไปไม่ได้ แถมขอส่วนน้อยของหุ้นส่วน แล้วยังช่วยดันให้บริษัทเข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย 


2. 'ตลาดหุ้น' ..ถ้าคิดจะรวยพันล้านขึ้นไป ไม่มีทางได้จากเงินเดือน และก็แทบจะไม่มีทางได้จากรายได้ของธุรกิจ ถึงได้ก็นานเกิน 


ธุรกิจในตลาดหุ้นมี Multiple คือ ทุกๆ บาทของกำไร นักลงทุนยอมซื้อแพง มีราคา Premium ที่เราเรียกว่า P/E นั่นแหละ ..ขั้นต่ำก็ประมาณ 15 เท่า 


นั่นแปลว่า ธุรกิจที่เข้าตลาดหุ้น นอกจากได้เงินจากนักลงทุนไปขยายธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำ แล้วยังประหยัดเวลาชีวิต อย่างน้อย 15 ปี ตาม P/E ที่นักลงทุนให้เลย ...บางบริษัท P/E 50 เท่า แปลว่า ถ้าไม่เข้าตลาด เจ้าของต้องทำธุรกิจไปอีก 50 ปี กว่าบริษัทจะมีมูลค่าตามที่เห็น


เอาแค่เบื้องต้น 2 ข้อนี้ ก็แทบไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมคนรุ่นใหม่รวยเร็ว


ใครอยากรวยเร็ว ลองไปศึกษา 2 เรื่องนี้ดู แล้วจะรู้ว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้หาเงิน และสร้างตัวในแบบเดิม 


ส่วนใครไม่รู้ ตามไม่ทัน ก็เสียเปรียบ เพราะ คุณติดอยู่ในโลกที่เงินขาดแคลน มาช้า และ โอกาสปิด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

5 หุ้นเรื่องหุ้น รู้ไว้ไม่แย่ !!

 

5 ข้อ ที่ "ไม่ควรทำ" ในตลาดหุ้น

'ตลาดหุ้น สร้างคน 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง รวยมาก ..แบบที่สอง แย่ไปเลย'

ลองดู 5 ข้อนี้ รู้เอาไว้ เพื่อให้ ไม่แย่

1. 'ไม่หูเบา' ...ลองสำรวจตัวเอง คนหูเบา พอร์ตจะเสียหายหนักทุกคน ..เพราะหุ้นมีแค่ 2 ฝั่ง คือ คนซื้อ กับ คนขาย ...ถ้าเขาอยู่ด้านไหน คุณคืออีกด้านเสมอ

2. 'อ่านงบไม่เป็น' ..งบการเงินคือ สมุดพกของบริษัท ถ้าอ่านไม่เป็น คุณจะแยกระหว่าง ทองคำ กับ ขยะได้อย่างไร ...คนอ่านงบไม่เป็น ในพอร์ตจะมีแต่หุ้นขยะ

3. 'อ่านกราฟไม่เป็น' ..กราฟหุ้น คือ การอ่านพฤติกรรมรายใหญ่ ผู้คุมราคา ..อ่านกราฟเป็นจึงจะรู้ว่า หุ้นมันอยู่ในขาขึ้น หรือ อยู่ในขาลง ..คนอ่านกราฟไม่ออก ก็โดนหลอกกระจาย 

4. 'ไม่จำกัดความเสี่ยง' ..ทุกความเสี่ยง ทั้งลงทุนสั้น และ ยาว ทุกหุ้น ทุกครั้ง ไม่ควรเสี่ยงเกิน 10 % ของพอร์ต ..ใครเสี่ยงเกินนั้น มักรวยไว และ จบด้วยตายเร็วแทบทุกคน 

5. 'ไม่เอาจริง' ..ผมไม่เคยเห็นนักเล่นหุ้นคนไหน ที่ลงเล่นๆ ขำขำๆ แล้วรวย ...คนรวยจากหุ้นทุกคน ศึกษาจริง เอาจริง พลาดก็ยังลุกขึ้นมาสู้ ...ไม่เอาจริง ไม่มีทางรวย

สรุป คุณทำให้ได้ "ไม่หูเบา / อ่านงบให้เป็น / อ่านกราฟให้ได้ / จำกัดความเสี่ยงทุกครั้งที่ลง / และ โคตรเอาจริง"

- 'ผมไม่ได้มาเล่นๆ กรูเอาจริง ..เพราะ เราคือของจริง !!'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คิดให้ห่าง จากแชร์ลูกโซ่

อะไรถึง เรียกว่าการลงทุน ..อะไรถึงเรียกว่า แชร์ลูกโซ่ !!


1. การลงทุน ต้องเริ่มจากการหาความรู้ที่ถูกต้อง คือ ศึกษาให้รู้จริงในสิ่งที่เราลงทุน ...ส่วนแชร์ลูกโซ่ ไม่ต้องศึกษาอะไรเลย แค่ชวนคนมาลงเงินแล้วได้ส่วนแบ่งตามที่เราลงนั่นแหละ


2. การลงทุนไม่สามารถกำหนดผลตอบแทนแน่นอน แต่เราพอคาดเดาได้ว่าระยะยาว จะได้เท่าไหร่ เช่น 12% ต่อปี หากลงทุนระยะยาว (5 ปีขึ้นไป ได้ประมาณนั้น) เพราะ ผลตอบแทนมันขึ้นกับผลการดำเนินงานของ บริษัทที่เราไปลงทุน ...ส่วนแชร์ลูกโซ่ ได้เงินคืนทันที สม่ำเสมอ เพราะเงินคุณได้จากส่วนแบ่งของการหาเหยื่อรายใหม่เข้ามาลงเหมือนๆ กับคุณ


3. การลงทุนยิ่งลง เรายิ่งฉลาดขึ้น เข้าใจตลาด เข้าใจธุรกิจ และ เข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะการลงทุนคือ กระจกสะท้อนความรู้และความเข้าใจในเรื่องของระบบเงินและระบบทุน ...แต่แชร์ลูกโซ่ คุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม นอกจากการหาลูกแชร์ เหมือนเราไปชวนคนอื่นให้มาโดนหลอกเหมือนกับเรา


4. การลงทุนยิ่งถือยาวยิ่งรวย เพราะบริษัทที่เราไปถือหุ้นมันโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ในประเทศเรา ไม่ต่างกับพวกเจ้าสัว หรือเศรษฐีที่รวยวันรวยคืน และยิ่งรวยเมื่อเวลาผ่านไป ...ส่วนแชร์ลูกโซ่ สุดท้ายซวยทุกราย เพราะหาคนมาลงเพิ่มไม่ได้ ก็เบื้องหลังมันไม่ได้มีธุรกิจจริงๆ มันแค่หลอกหาเงินคนใหม่ เอามาแบ่งจ่ายให้คนเก่า สุดท้ายมันก็เลยซวย โดยเฉพาะคนใหม่ จะซวยหนักสุด


5. การลงทุนมันดูไม่หอมหวน เหมือนยาขม จะเริ่มนี่ดูยาก ต้องใช้เวลาศึกษา แถมคนรอบข้างก็ไม่สนับสนุน ...ส่วนแชร์ลูกโซ่ มันดูหอมหวน ดูใหม่ ดูได้เงินเร็ว ผลตอบแทนดูดีเกินจริง แถมเพื่อนๆ ที่ลงไปก่อนก็เชียร์กันสุดตัว แต่สุดท้ายก็วงแตก แล้วแชร์ลูกโซ่วงใหม่ ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ


ทางแก้ คือ ศึกษาหาความรู้จริงจังในสิ่งที่ลงทุน ..เริ่มจากเงินน้อยๆ แล้วค่อยๆ ศึกษา อดทน ไม่คิดรวยชั่วข้ามคืน ..อย่าโลภ แต่ให้เปิดใจเรียนรู้ แล้วผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏในระยะยาว


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ความเสี่ยงไม่ใช่ผี จะหนีทำไม ?

"ทำไมเราถูกสอนว่า เราต้องหลีกหนีความเสี่ยง ..อย่าทำอะไรเสี่ยง ..ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ...ต้องทำตามแบบคนที่เขาประสบความสำเร็จ ...ต้องเรียนแบบนี้ถึงจะดี ..ทำงานแบบนี้ถึงจะรุ่ง

ในขณะที่ คนที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ เขาทำตรงข้ามทุกข้อ ..แหกกฏทุกแบบ ...ใช้ชีวิตอยู่บนใบมีด !!

ผมถามคนรุ่นใหม่ว่า ทำไมสร้าง Startup กำไรก็ไม่มี ...คนใช้ก็ฟรี ..คิดว่าจะรอดหรือ ? ...เขาตอบว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้ ยังไงก็ไม่รอดอยู่แล้ว การทำ Startup ในมุมมองของเขาคือ ทางรอดทางเดียว ที่เขาจะสามารถลืมตาอ้าปาก ในยุคที่โอกาสถูกจำกัด สำหรับคนรวยเท่านั้น (คุณว่า ธุรกิจมันแฟร์เกมหรือ ?)

ก็แค่ทำตรงข้ามกับ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เขาทำอยู่
- รายใหญ่ ทำให้ดี ..เราทำให้แปลก
- รายใหญ่ขายของดี ราคาถูก ..เราให้ใช้ฟรี ไปหุ้นส่วนกับนักลงทุน
- รายใหญ่ทำให้ใช้ฟรี ..เราผันตัวไปทำ Niche ..ไปทำแพงเลย เปลี่ยนตลาดไปเลย (อย่าไปสู้ตรงๆ สู้ไปตายเปล่าๆ)
- รายใหญ่เน้นความน่าเชื่อถือ ..เราเน้นความไว ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน (ไม่เห็นหรือว่า พอยักษ์ใหญ่ลงมาทำออนไลน์ เขาสู้รายเล็กไม่ได้ เพราะ เขาเต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่รายเล็ก เต็มไปด้วยความท้าทาย ความไว และ ความสด)

..แล้วสุดท้ายรายเล็ก ก็กลายเป็นรายใหญ่ หมุนเวียน ท้าทายกันไป

ความเสี่ยง คือ "การทำอะไรเหมือนเดิม ทั้งที่มีความรู้ และ ไม่มีความรู้ เสี่ยงหมดแหละ ..โลกเปลี่ยนแต่ดันทำเหมือนเดิม อันนี้ซวยสุด เจ๊งคนแรก"

ความไม่เสี่ยง คือ "การทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งทำสิ่งที่คนอื่นมองว่าเสี่ยง ...โดยที่เราศึกษาและรู้จักความเสี่ยงนั้นๆ อย่างดีแล้ว"

ดังนั้น "ความเสี่ยง" ในยุคนี้ ไม่ต้องเหมือนเห็นผี วิ่งหนีไม่อยากเจอ แต่กลับกัน เราต้องวิ่งเข้าใส่ความเสี่ยง ศึกษาความเสี่ยง แล้วจัดการความเสี่ยงให้อยู่หมัด

ตัวอย่าง "ออมในหุ้น" ก็เป็น หนึ่งในวิธีการจัดการความเสี่ยงในการเล่นหุ้น ที่ Make Sense ที่สุด วิธีหนึ่งในตลาด

"ไม่หนีความเสี่ยง แต่ฝึกจัดการความเสี่ยง จนเราเชี่ยวชาญ"

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ