แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

ออมเงินในสิ่งที่เสี่ยง ให้รวยที่สุด



'เล่นหุ้น' ..ถ้าไม่เล่นเพื่อเงินแล้วเพื่ออะไร ..ใครๆ ก็บอกว่าเสี่ยง แล้วมันแย่อย่างนั้นจริงเหรอ ?


- ถ้าไม่ต้องการเงินจะเล่นหุ้นทำไม ..ดังนั้น แน่นอนลึกๆ คนที่เข้าตลาดมีเป้าหมายอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับเงินแน่นอน 


แต่ปัญหาคือ 'ใครก็ตามที่ตั้งเป้าว่าจะโกยเงินเร็วๆ จากตลาดมักพลาดและติดกับดักตลาดหุ้นง่ายๆ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นคน 80% ที่อยากเข้ามาโกย แต่สุดท้ายเสียหายหนัก !!' 


- การตั้งเป้าหมายที่ดีกว่า คือ 'ใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งออมเงิน ..แทนที่จะออมเงินโดยฝากธนาคาร เราอาจพิจารณาตลาดหุ้นเป็นแหล่งออมเงินแทน ซึ่งมันมีข้อดีดังนี้' 


1. หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด สูงกว่าที่ดิน ดังนั้น การออมเงินในหุ้นที่ดี ก็ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว


2. หุ้นที่ดี ให้ปันผลอย่างสม่ำเสมอ อันนี้ที่ทำให้ระยะยาว หุ้นได้เปรียบที่ดิน (ที่ดินระยะยาวให้ผลตอบแทน 10% ต่อปีแต่ไม่มีปันผล ส่วนหุ้นให้ 12% และมีปันผลด้วย)


3. คนส่วนใหญ่ใช้หุ้นเป็นสิ่งที่เอามาเล่นแบบเข้าบ่อน วัดดวง ซึ่งคนเหล่านี้ 80% เสียหายจากมัน แต่ทำไมเราไม่เลือกเป็น 20% คือ เป็นคนส่วนน้อยที่มาวางเงินทำงานในหุ้นแทน


4. ข้อด้อยของหุ้น คือ ความผันผวนระยะสั้น ก็คือราคาหุ้นมันแกว่งนั่นเอง ..คนที่เข้าใจจุดนี้ แก้ง่ายๆ ด้วยการถือยาว เพราะยังไงระยะยาวมันขึ้นไปเรื่อยๆ แค่มองปันผลแทนมองราคาหุ้นก็ช่วยได้แล้ว


5. หุ้นไม่เสียค่าเก็บรักษา เหมือนสินทรัพย์อื่น ..ถ้ามีบ้านก็มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซม มีสิ่งของก็ต้องดูแล แต่หุ้นในพอร์ต ไม่มีค่าใช้จ่ายในการถือ แถมมันดูแลเรา เพราะนอกจากระยะยาวราคาจะขึ้นแล้ว ยังให้เงินปันผลเลี้ยงเราอีก


ที่เล่ามาจะบอกว่า 'ทุกอย่างมีข้อดี มีข้อเสีย มีคุณ มีโทษ ...การเข้าใจมอง และเลือกรับ ข้อดี แล้วใช้ความรู้ปิดความเสี่ยง จะทำให้เราเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น - ผมเรียกสิ่งนี้ว่า คุณจะเห็นโอกาส ที่คนอื่นมองไม่เห็นนั่นเอง'


หุ้น ให้ผมมากกว่าเงิน มันเตือนสติ และ ให้ข้อคิดผมมากมาย ...ลองเอาวิธีคิดนี้ไปปรับใช้ซิครับ


'มองและเข้าใจ ในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม หรือ มองไม่เห็น'


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ยุคนี้ความสมบูรณ์แบบ คือความไม่สมบูรณ์แบบ



ยุคนี้เราหาความไม่สมบูรณ์แบบ !!


สมัยก่อนคนจะวิ่งหาความสมบูรณ์แบบ Perfect ..ใครที่พัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์แบบก็มีโอกาสในชีวิตมากกว่าคนอื่น


แต่ลองสังเกตซิ ยุคนี้โอกาสอยู่ที่ความไม่สมบูรณ์แบบ ...ยุคนี้เราไม่สามารถคิดสินค้าขึ้นมาแล้วขายมันไปเรื่อยๆ โดยไม่พัฒนาไม่ได้


มันแปลตรงๆ ว่า ...อะไรก็ตามที่เราคิดว่ามันสมบูรณ์แบบแล้ว มันกำลังจะตกยุค หมดอายุ เริ่ม Out ..กำลังล้าสมัย


ดังนั้น เราต้องพัฒนาตัวเรา หรือ สินค้าของเราให้เป็น Version แบบ iPhone เริ่มตั้งแต่ รุ่น 1 เลย ...นี่ขนาด iPhone พัฒนาตลอด เวลานี้ พอออกรุ่น 10 เริ่มมีคนพูดว่า มันกำลัง Out ละ - คิดอะไรไม่ออกแล้วหรือ ?


นี่ขนาดสินค้าระดับโลกนะ ยังต้องพัฒนาปรับ Version ของตัวเองตลอดเวลา ...มันถึงเวลาแล้วล่ะที่เราต้องถามตัวเองว่า วันนี้ตัวเราอยู่ใน Version ไหนแล้ว รุ่น 1 ..รุ่น 2 ..รุ่น 5 'อย่าหยุด!!'


ฟังดูเหมือนเหนื่อย ที่เราหยุดไม่ได้ แต่มันเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติอยู่แล้ว ..น้ำนิ่ง คือ น้ำเน่า 

..คนนิ่ง เลยเป็นคนเอ้าท์ (ใกล้เน่าแต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น)


ทำให้การเรียนรู้ เป็นเรื่องสนุก ...การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ นี่แหละ จุดเริ่มต้นของทุกความสนุกและความท้าทาย ...มองให้ถูก แล้วเราจะเห็นว่า โลกนี้เต็มไปด้วยโอกาสแม้ในวิกฤต


เมื่อเราเรียนรู้เพิ่ม 1 อย่าง ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสอีก 1 อย่าง เข้ามาในชีวิต !!


เราที่พัฒนาต่อเนื่อง ...ความไม่สมบูรณ์แบบของเรา คือ ความสนุกของชีวิตที่เติบโต 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

ว่ากันไปเรื่องไอโฟน X



วันนี้ Timeline ผมเต็มไปด้วยเรื่องนี้ ..ไอโฟน X เปิดตัว 


ไม่มียุคใดในโลก ที่สื่อเปลี่ยนไปเช่นนี้ ..มันเปลี่ยนการรับรู้ข่าวสารของมนุษย์ไปแบบหน้ามือหลังมือ


นี่เท่ากับว่า Apple ได้โฆษณาฟรีจากคนทั้งโลก โดยแทบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลย ...มานั่งคิดว่า แล้วเราเรียนรู้อะไรจาก Apple ได้บ้าง


1. อย่าสร้างสินค้าธรรมดา เพราะของธรรมดาไม่เป็นข่าว ..ต้องสร้างของไม่ธรรมดา ..จริงๆ เรื่องนี้ Elon Musk รู้ดี จึงสร้างรถ Tesla ..แล้วคนจะช่วยโฆษณาให้เราเอง 


2. สร้างความประหลาดใจอยู่เสมอ และใหม่ตลอด ...คงไม่มีอีกแล้วที่คิดอะไรขึ้นมาหนึ่งอย่างแล้วขายได้ตลอดไป ...ต้องปรับปรุงสินค้าและบริการตลอดเวลา - เหมือนเดิมแปลว่า Out !! 


3. ของแพงขายได้ ..แทบคิดไม่ทันเลยว่า เรามาถึงยุคที่โทรศัพท์เครื่องละครึ่งแสนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ...หลายคนคงต้องขายบ้าน เพื่อซื้อโทรศัพท์กันละ (คนสมัยก่อน ไม่ว่ารวยแค่ไหนก็ไม่กล้าซื้อของแพง ยุค Baby Boom ..คนยุคต่อมาก็กล้านิด ๆ Gen X ...หลังจากนี้ คงได้เห็น กางเกงใน ตัวละแสน , หมวกใบละล้าน ...คนยุคนี้ไม่สนเลยว่า จ่ายแสน ใช้ 2 ปีทิ้ง ..ชิวๆ ..555)


4. เรื่องราวของสินค้า คนติดตามเหมือนหนังเลย ..ยุคนี้จะสร้างสินค้าอะไรต้องเตรียมเขียนตำนานด้วย ...ใช่!! นักเขียน ควรผันตัวมาสร้างเรื่องราวในสินค้าและบริการ ...คนยุคนี้ซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ จึงต้องสร้างอารมณ์จากเรื่องราวและตำนาน


5. Apple สอนมวยคนทำธุรกิจยุคใหม่ โดยเขาทำให้เห็นเลยว่า ธุรกิจที่ดีต้องกำไร ..สินค้าและบริการของ Apple ทุกตัวมี Margin ที่สูงมาก 


ประมาณนี้ ..ว่ากันไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

คนเราสามารถสร้าง Asset ได้อย่างไร



คุยกับเยอะ จนหลายคนเข้าใจแล้วว่า คนที่รวย เพราะเขามี Asset เยอะ ...แล้วก็ Asset ยิ่งถือ ราคายิ่งขึ้น 

ก็รวยกันไปตามๆ กัน

แต่มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ 'แล้วคนเราสร้าง Asset ได้อย่างไร ?'

ถ้าคุยกันเรื่อง Asset มันมีหลักการง่ายๆ 3 ข้อ คือ

1. สิ่งนั้นเป็นที่ต้องการของมนุษย์ (Demand)
2. สิ่งนั้นมีจำนวนจำกัด (Limited Supply)
3. สิ่งนั้นยิ่งเก็บนาน ราคายิ่งเพิ่ม (Durability : ความคงทน)

เรามาดู สินค้าที่มนุษย์สร้างขึ้น ในอดีต ส่วนใหญ่เป็น Asset ทั้งนั้น อย่างบ้าน สมัยก่อนก็เป็นไม้จริง ไม่ใช่ไม้อัดแบบในปัจจุบัน ทำให้ขนาดผนังบ้านโบราณ ยังสามารถขายได้มีราคา

โต๊ะ เก้าอี้ เตียง สมัยก่อน ไม้จริง แกะสลัก ฝังมุก ..พวกนี้ Built to Last สร้างให้ทรงคุณค่า แล้วอยู่ตลอดไป ...ต่างกับ โต๊ะ ตู้ เตียง ปัจจุบัน ทำจากไม้คุณภาพต่ำ ใช้สักพักก็เจ๊ง ..จึงไม่แปลกที่สิ่งของ สินค้าที่สร้างในปัจจุบันล้วนทำมาเพื่อใช้ชั่วคราว แล้วสุดท้ายก็ทิ้งเป็นขยะ

พูดแค่นี้ ผมเชื่อว่า หลายคน Get เข้าใจเลยว่า ทำไมคนสมัยก่อนรวยง่าย เพราะทุกสิ่งรอบตัวคือ Asset แม้เขาลงทุนไม่เป็น แต่สิ่งของทุกอย่างที่ซื้อก็ยิ่งเก็บราคายิ่งเพิ่ม เรียกได้ ทุกการใช้จ่ายของคนสมัยก่อน มันก็การลงทุนอยู่แล้ว

แต่มาดูคนปัจจุบันซิ ทุกการใช้จ่าย มันคือซื้อสิ่งที่สุดท้ายราคาลดลงเรื่อยๆ ..ซื้อขยะนั่นเอง ...เดี๋ยวนี้คนจึงรวยยากไง เพราะ เราเก็บสะสมแต่ขยะ 

คำถามกลับมาที่ แล้วทุกวันนี้ คนเราจะสร้าง Asset อย่างไร ?

ก็ตอบง่ายๆ เลย คือ สร้างสินค้าตามหลัก 3 ข้อของ Asset ก็ได้แล้วครับ

ถ้ายกตัวอย่าง สินค้า Brand Name เช่น Patek หรือ Rolex เขาก็พยายามทำสินค้าเขาให้เป็น Asset 

- นาฬิกาเขา คนต้องการ (โฆษณาให้อยากได้ อัดงบเข้าไป ..เอาไปให้ดาราใส่ กระตุ้นความอยาก)

- นาฬิกาของเขา สร้างแบบ จำกัด (Limited Edition ..รุ่นนี้มีแค่ 200 เรือนทั่วโลก อะไรก็ว่าไป ..มุกนี้ Ferrari ก็ใช้อยู่เนืองๆ ..กระเป๋า Hermes ก็ใช้เหมือนกัน ...ไม่ใช่ใครก็ซื้อได้)

- นาฬิกาเขาขึ้นราคาทุกปี เช่น กำหนดไปเลย ราคาจะขึ้น 10 % ทุกปี ..ถ้าไม่ซื้อ ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ - เอาให้แน่ใจเลยว่า ไม่ซื้อวันนี้ จะไม่ได้ซื้อราคานี้อีก (ตรงนี้ ต้องระวังนะ เพราะบางแบรนด์ชอบมั่ว ถ้าขืนทำ ลดแลกแตกแถม มันคือการหักหลังลูกค้า ..ก็พังมาหลายแบรนด์แล้ว)

คนที่ทำ Asset อื่นๆ ก็มี อย่างเช่น ศิลปิน 

อย่าง อ.เฉลิมชัย ก็เป็นคนนึงที่สร้าง Asset ในระดับปรมาจารย์ ...เอาง่ายๆ ว่า แกเข้าใจหลักการตลาด / เข้าใจความต้องการของคนรวย และ เข้าใจหลักการสร้าง Asset ...แค่นี้ก็รวย แบบชาตินี้ไม่มีวันจนแล้วจร้า !!

ลองเอา Idea การสร้าง Asset ไปใช้กับ สินค้า และ แบรนด์ที่คุณสร้าง น่าจะดีนะครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ชีวิตคือทางเลือก ต้องเลือกให้เป็น



'ทำงานไม่เกี่ยงงาน แต่ทำไมยังไม่รุ่ง ไม่ประสบความสำเร็จ'


ประสบความสำเร็จจริงๆ เป็นทางเลือก ไม่ใช่ทางบังคับ


คนที่ทำงานไม่เกี่ยง ทำงานไม่เลือก มันดีในช่วงที่เริ่มต้นที่เรายังขาดประสบการณ์ เพราะการขาดประสบการณ์ก็เท่ากับว่า ขาดทางเลือก ...ตอนนั้นต้องไม่เลือก ต้องทำ ทำ และ ทำ เพื่อหาประสบการณ์


แต่เมื่อเรามีประสบการณ์แล้ว เราต้องเลือกให้เป็น !!


ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่มีกิน เราก็ต้องกินทุกอย่างที่มันมี เลือกไม่ได้ แน่พอเราเริ่มมีกิน ความสำเร็จอยู่ที่การเลือก ..ถ้ามีทางเลือกแล้วยังกินไม่เลือก มันก็จะออกมาไม่ดี อ้วนไป ..ทำงานหนักไป จนแยกไม่ออกว่า อะไรคือโอกาส อะไรไม่ใช่โอกาส


ดังนั้น คนที่เริ่มมีประสบการณ์ เริ่มมีทางเลือก ต้องฝึกเลือก พัฒนาฝีมือในการเลือกโอกาส ...คนเราไม่มีเวลาพอที่จะทำทุกอย่าง คว้าทุกโอกาสตรงหน้า ...การเลือกจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของคนที่อยากประสบความสำเร็จ


ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้


1. ตอนไม่มีทางเลือกให้ทำทุกอย่าง (อย่าเลือก)

2. พอเริ่มมีประสบการณ์จะเริ่มมีทางเลือก ต้องพัฒนาความสามารถในการเลือก 


การเลือก ที่ดี มี 3 ส่วน คือ 


หนึ่ง เลือกในสิ่งที่เราทำได้ดี ..อันนี้จะเกิดเมื่อเราได้ลองทำจริงๆ 


สอง เลือกในสิ่งที่เราอยากทำ ..อันนี้เราทำแล้วเราสนุก เรามีความสนุก และงานมันอธิบายตัวเราได้ดี


สาม เลือกในสิ่งที่คนอื่นชอบให้เราทำ ..อันนี้คนอื่นก็เห็นด้วยว่าเราทำได้ดีแล้วอยากให้เราทำอีก


ถ้าใครได้งานครบ 3 ส่วน ที่กล่าวมา แปลว่า คุณเลือกงานได้เหมาะกับตัวเอง เลือกทางที่ดี และ เลือกที่จะประสบความสำเร็จนั่นเอง


ใช่!! 'เมื่อมีทางเลือก ต้องเลือก' ..เลือกให้เก่ง เลือกให้เป็น 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เรียนอะไรถึงจะเป็นนักลงทุนที่เก่ง



มีรุ่นน้องถามว่า 'เรียนอะไร ถึงจะได้เป็นนักลงทุน ที่เก่ง ?'


ผมเล่าให้ฟังเยอะว่า อาชีพนักลงทุน คือ คนที่สั่งการให้เงินทำงานแทนเราได้ ..แถมเป็นอาชีพที่ยิ่งแก่ยิ่งรวย ..ทำเต็มเวลาก็ได้ ทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ เลือกได้เอง ..เป็นอาชีพที่ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง ..ดีชั่วอยู่ที่ตัวเอง ..ผลลัพธ์วัดได้ตรงๆ เลย คือ เงินเราโตขึ้นเรื่อยๆ 


ดีนะ ...แต่ถามว่า 'เรียนอะไรถึงเหมาะกับการเป็นนักลงทุน ?'


ก็มี 5 เรื่องที่ต้องเรียน (ซึ่งส่วนใหญ่มันไม่ได้สอนในโรงเรียน) ดังนี้


1. เรียนเรื่องสินทรัพย์ ...อันนี้ผมเน้นย้ำบ่อย เพราะยิ่งโลกพัฒนาก้าวหน้า สินค้าและสิ่งรอบๆ ตัวที่เราจ่ายเงินซื้อมันจะไม่ใช่สินทรัพย์ ..คิดง่ายๆ คนเราได้เงินมา 100 บาท จ่ายสัก 90 เก็บ 10 ..แต่ที่มันแย่คือ 90 ที่จ่าย มันเป็นขยะหมด ไม่ใช่สินทรัพย์ ..คนยุคใหม่ จึงมีชีวิตเหมือนคนเก็บขยะ คือ ทำงานหนัก เพื่อสะสมขยะ เพื่อเอามาเก็บในบ้าน ..บ้านแสนแพงก็คือ ถังขยะ 


2. เรียนเรื่องการตีราคาสินทรัพย์ ...สินทรัพย์ทุกอย่าง สำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือ หนึ่ง ราคา สอง มูลค่า ...ถ้าคุณคิดว่าคุณเก่งในสินทรัพย์ใด ต้องแยกให้ขาด บอกความแตกต่างให้ได้ว่า สินทรัพย์อันนี้ 'ราคา' ต่างจาก 'มูลค่าเท่าไหร่' (ถ้าตอบไม่ได้ คุณคือ มือสมัครเล่น)


3. การเข้าใจคนอื่น ...การเป็นนักลงทุน ไม่ใช่สักแต่ว่า ก้มหน้าก้มตาเก็บสินทรัพย์แบบมั่วๆ แต่ต้องศึกษา 'คน' ด้วย ...เช่น ถ้ามองย้อนไปในอดีต คุณรู้ว่า ประเทศจีนต้องเจริญ คนจีนต้องรวยขึ้น ..ถ้ารู้แบบนี้คุณต้องสะสม สินทรัพย์ที่คนจีนชอบ เช่น หยก , ของสะสมจีน (ที่ผมพูดเรื่องนี้ เพราะผมเคยอ่านประวัติของนักสะสมของเก่าชาวจีนคนนึง วันนี้เขาเป็นคนรวยระดับโลก จากการเป็นนักสะสม ..อาชีพก่อนที่เขาจะมาเป็นนักสะสมคือ คนขับแท็กซี่ ..นี่คือ เรื่องจริง)


4. การเข้าใจธรรมมะ ...ไม่ใช่แต่ไปทำบุญ ใส่บาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา นั่นมันแค่เสี้ยวเดียว ..จริงๆ ธรรมะที่ต้องเข้าใจในฐานะนักลงทุนคือ 'ทางสายกลาง และ การปล่อยวาง' ..2 เรื่องนี้ ไม่สามารถเข้าใจจากแค่อ่านตำรา ต้องปฏิบัติอย่างเดียว ...นักลงทุนที่เก่ง คือ คนที่มอง 2 ด้านเสมอ อยู่ในฝั่งผู้ให้ และ อยู่ในฝั่งผู้รับ 


5. การฝึกมองการณ์ไกล ...อันนี้เหมือนง่าย แค่ยิ่งโลกหมุนเร็ว คนรุ่นใหม่ยิ่งมองสั้นลงเรื่อยๆ วันนี้ทุกคนต้องการทุกอย่าง 'ทันที' นี่คือ จุดอ่อนของคนรุ่นใหม่ ...ผลก็คือ ทุกคนมองเร็ว มองสั้น ...การจะเป็นนักลงทุนต้องฝึกมองไกล


นี่แหละ 5 เรื่องต้องเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อให้เรามีอีกหนึ่งอาชีพเสริม 'อาชีพนักลงทุน'


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


เรื่องของ Zug เมืองใน Swiss ที่ใช้แต่ Blockchain Technology



"ลองนึกภาพที่โลก ไม่มีคนกลาง ไม่มีรัฐบาล แต่มีคอมพิวเตอร์มาควบคุมเรา ..เฮ้ย !! เริ่มเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว (แต่ผมว่า ยังต้องมีตำรวจ ไม่งั้นต้องสร้างหุ่นยนต์สังหารมาคุม อาชญากรรมแทน..ล้ำว่ะ!! ..แต่ดีไหมอ่ะ?)"


นี่เป็นเรื่อง Zug เมืองเล็กใน Swiss ที่มีคนแค่ 30,000 คน แต่เขาใช้ Blockchain เข้ามาจัดการชีวิต ตั้งแต่ Passport และเอามาเป็นตัวกลางในการใช้ชีวิต


อันนี้ล้ำโคตร เมืองทั้งเมือง ใช้ Blockchain Technology ...ก็ต้องใช้เวลาแล้วค่อยมาดูกันว่า อนาคตของ Zug จะเป็นยังไงต่อไป !!


..จริงๆ แล้ว เบื้องหลังพวก Cryptocurrency ทั้งหมดเช่น Bitcoin มี เทคโนโลยีที่ชื่อว่า Blockchain ซึ่งนี่แหละ ที่มันล้ำหน้ามาก เพราะถ้าเทคโนโลยีทำสำเร็จ มันจะแปลว่า ต่อไปโลกเราไม่ต้องมีคนกลาง


ยกตัวอย่าง 


- โอนเงิน คุณไม่ต้องมีธนาคารเลย 

- ซื้อขายหุ้น ไม่ต้องมีโบรคเกอร์ ไม่ต้องมีตลาดหลักทรัพย์

- ซื้อขายที่ดิน ไม่ต้องมี สำนักงานที่ดิน

- หน่วยงานเกือบทั้งหมดของรัฐบาล ไม่ต้องมี

- ใช่!! เป็นแนวคิด ที่โคตรโหด สุดโต่ง และ เริ่มทดลองใช้กันจริงๆ 


ถ้าสำเร็จ คือ ธุรกิจที่เป็นตัวกลาง จะเจ๊งทั้งหมด เหลือแต่ Blockchain ซึ่งก็คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ดูแลคุณ ..เออ !! เหมือนดูหนัง Sci-fi ที่มนุษย์ทำงานใต้ระบบคอมพิวเตอร์อะไรแบบนั้น


แต่อย่าเพิ่งตกใจไป มันยังไม่เปลี่ยนพรุ่งนี้ ...มันกำลังอยู่ในขั้นของการทดลองเริ่มต้น เพราะมันไม่ง่าย


อย่างพวก Cryto อย่าง Bitcoin ที่คือ เขาเอาระบบ Blockchain ไปสร้างเงินดิจิตอลขึ้นมา แล้วทดลองในโลกจริงๆ ซึ่งได้ผลบางส่วน


เช่น คนยอมรับ โอนเงินไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม โอนไปไหน ให้ใคร ไม่มีใครรู้ 


แต่ก็ยังมีข้อเสียที่ต้องแก้ไขเช่น ค่าเงินมันผันผวนมาก ขึ้นลงสุดโต่ง จนไม่สามารถเอาเงินเราทั้งหมดไว้ในนี้ได้ ไม่งั้นตอนขึ้นจะรวยมาก ตอนลงอาจจะเป็นยาจกกันไปเลย , มีการใช้โอนเงินสำหรับธุรกรรมผิดกฏหมายได้ง่าย , เรื่องความปลอดภัยก็ยังมีข้อกังขา เพราะเมื่อไม่มีใครรู้ว่าใครโอนให้ใคร เวลากระเป๋าเงินดิจิตอลโดนขโมย ก็จับมือใครดมไม่ได้ และ ไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร (ฟังจุดนี้ แล้วใครคิดจะเป็นโจรดิจิตอล ที่ไม่มีทางโดนจับ ก็คงจะมาศึกษาสายนี้แหละ)


ที่เอาเรื่องนี้มาให้ดู ไม่ใช่ชวนให้ไปเล่น Bitcoin (เพราะถ้าจะเล่น Bitcoin ต้องซื้อแบบหุ้น คือ ถ้าเล่นต้องมี StopLoss เพราะเวลามันเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง มันจะลงได้ 50-70% น่าจะคล้ายๆ หุ้นเลยแหละ)


แต่เรื่องที่น่าสนใจคือลองศึกษาเทคโนโลยี Blockchain ไว้ก็ดี ...ผมเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ ตัว Blockchain น่าจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง ในหลายๆ อุตสาหกรรมเลยทีเดียว


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560

ความลับของเศรษฐี ตอนที่ 2



มีเรื่องนึงของเศรษฐีที่คนส่วนใหญ่ลืมมอง คือ 'ก่อนที่ตระกูลนึงจะรวยเป็นเศรษฐี เคยมีคนนึงในตระกูลที่เขาเป็นคนจนมาก่อน'

..แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้คนนึง กลายเป็นคนจนคนสุดท้ายของตระกูล ?

ใช่!! เราต่างเป็นคนที่อยากเป็นคนจนคนสุดท้ายของตระกูล เพราะจากนี้ไป ฉันจะเปลี่ยนให้ทั้งตระกูลมีชีวิตที่ดีขึ้น 

วันนี้ขอเสนอคำสอนของเศรษฐีในเรื่องของเวลา 

'เวลา' คือ สิ่งที่เราแต่ละคนมีจำกัด ...คนยิ่งเก่ง ยิ่งใช้เวลาไม่เป็น ถ้าเขาไม่ฝึกที่จะเรียนรู้ในเรื่องของเวลา

ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม เวลาคือ ข้อจำกัด ...

ผมมีเพื่อนเก่งๆ หลายคนที่บ่นว่า 'อยากมีเวลาเกินวันละ 24 ชั่วโมง จะได้มีเวลาสะสางทุกอย่างที่อยากทำให้เสร็จ' ...แต่มันทำไม่ได้

สิ่งที่เศรษฐีมักสอนลูกคือ 'การรู้จักใช้คน' ..การใช้คนคือ การที่เราสามารถใช้เวลาของคนอื่นมาช่วยในการทำให้เราทำงานได้มากขึ้น และทำให้เราบรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น

แต่ปัญหาก็คือ 'ทำไมคนอื่นต้องเอาเวลาที่มีคุณค่าของเขามาให้เราล่ะ ?'

ข้อแลกเปลี่ยนมีดังนี้ 

1. คนเก่งต้องการมีคุณค่าและมีความหมาย ...ความเก่งทำให้คุณทำอะไรได้มากมาย แต่ความเก่งไม่ได้ให้ความหมายในชีวิตเรา ..เพราะคนเรามีความหมาย เพราะเราได้ทำเพื่อคนอื่น และเราได้เป็นส่วนนึงของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา (เศรษฐีต้องมองการณ์ไกล มีฝันที่ชัดเจน และกำหนดเป้าหมายนั้น ให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้)

2. คนเก่งต้องการโอกาสในการทำงานร่วมกันคนอื่น ..ปัญหาของคนเก่งคือ คนที่ชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ..การที่เขามีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนเก่ง จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

3. คนเก่งต้องการปิดทุกประตูความเสี่ยง ..การที่คนเก่งยอมทำงานให้ใคร ก็เพราะคนนั้น ยอมรับความเสี่ยงแทนให้ ลงเงินให้ รับความเสี่ยงแทน ..ปิดประตูความผิดพลาดให้

4. คนเก่งต้องการการยอมรับในผลงานที่ตัวเองทำ สิ่งนี้สำคัญกว่าเงินเสียอีก (คนเก่งไม่เคยอดตาย เพราะเขาเอาตัวรอดได้เสมอ แต่การได้รับการยอมรับต่างหากที่สำคัญกว่า)  ..เงินก็ดี แต่การยอมรับสำคัญที่สุด 

5. รางวัลที่ดีพอ ...เศรษฐีสามารถรักษาคนเก่งได้ เพราะเศรษฐีให้รางวัลคนเก่งมากพอที่ไม่คุ้มจะไปทำงานที่อื่น ..คำว่า ไม่คุ้ม คือ 'ให้ผลตอบแทน น้อยที่สุด แต่เพียงพอที่จะไม่คุ้มไปทำงานที่อื่น' ..Always Underpaid!!

สรุป 'การบริหารเวลา' คือ การรู้จักใช้คนเก่ง รู้จักการดูแลคนเก่ง ให้คนเก่งมาร่วมทำงานตามเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่เราฝันไว้

ถ้าบริหารคนเก่งได้ คุณจะเป็นคนสุดท้ายของตระกูลที่รู้จักคำว่า ยากจน

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

โอกาสธุรกิจ ปั้นชีวิตให้รุ่ง ตอนที่ 1



โอกาสธุรกิจ ปั้นชีวิตให้รุ่ง ตอนที่ 1


ทำไมบางคนพูดว่า ชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส ยุคนี้หาเงินง่าย และทำได้ตลอดเวลา ..ในขณะที่บางคนพูดว่า ยุคนี้หาเงินยาก โอกาสน้อยลงเรื่อยๆ คิดอะไรก็มีคนทำหมดแล้ว ..จะเริ่มอะไรก็ไม่มีเงิน


'คุณเป็นคนแบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2'


ผมมีเพื่อนทั้ง 2 แบบ ทั้งแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ..มันเหมือนคน 2 คนนี้ อยู่ในโลกคนละใบกัน ..แต่ที่มันแปลกคือ ทั้งสองก็เป็นเพื่อนกัน แต่เขามีชีวิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง


คุณอาจจะมองว่า อ้าวทำไม คนที่ 1 ที่ชีวิตมีแต่โอกาสไม่ยอมช่วยเพื่อนคนที่ 2 ที่ชีวิตมีแต่อุปสรรค ทำอะไรก็ติดขัดไม่สำเร็จ


 ...ใช่!! มันแปลก เพราะแต่ก่อนผมก็คิดเหมือนคุณ 


จนในที่สุดผมมาเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยใครได้เลย ถ้าตัวเขาเองไม่เปลี่ยนวิธีคิด ..คุณลองนึกซิ ถ้าเพื่อนคนที่ 1 ชวนคนที่ 2 มาทำงาน เขาก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ ยกตัวอย่าง 


1. พอเกิดวิกฤต คนที่ 1 ก็จะเห็นแต่โอกาส เพราะเขามองที่โอกาส ในขณะที่คนที่ 2 จะเห็นแต่วิกฤต ก็เพราะเขามองหาแต่วิกฤต (คุยกันไม่รู้เรื่อง)


2. ถ้าเอาเงินให้คนที่ 2 เขาก็มักใช้เงินเพื่อสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะโลกของเขาเต็มไปด้วยปัญหา ..เขารายล้อมตัวเขาไปด้วยคนที่มีนิสัยคล้ายๆกัน คือ กลุ่มเม้าส์แตก นินทาคนนุ้นคนนี้ ว่าไม่ดียังไง แย่อย่างไร ในขณะที่ตัวเอง ก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรเลยนอกจากนินทา ...คนเหล่านี้ไม่เคยคิดลงทุน ไม่เคยคิดหาความรู้เพิ่ม เพราะมองไม่เห็นว่าอะไรจะมีอนาคต ..แน่นอนเขาใช้เงินเพื่อแก้เครียด ช็อปปิ้งเพื่อระบายความทุกข์ 


3. เวลาที่คนอื่นได้ดี คนเหล่านี้ก็จะยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อว่า ทำไมตัวเราไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี ..แล้วก็ทำตัว ประชดชีวิต ตามแนวทางของเขาต่อไป


ใช่!! ที่เล่ามาคือ เรื่องจริง ...แต่เพื่อนทั้ง 2 คนนี้ ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน เป็นแค่เพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน ...นั่นแปลว่า เด็กทั้งสองคนนี้ เคยมีฐานะและชีวิตไม่ได้ต่างกัน


แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยวิธีคิดของแต่ละคน ก็นำพาให้เขามีวิถีชีวิตที่ตัวเองเลือกมอง


คนที่ 1 ก็คบอยู่กับคนที่คิดเหมือนเขา คือ มองทุกอย่างเป็นโอกาส ..ขนาดมีวิกฤตยังมองหาแต่โอกาสเลย ..มองหาความดี จากผู้คน ..แน่นอนคนทุกคนมีทั้งดีและไม่ดี ..แต่คนประเภทแรก เขาเลือกจะมองสิ่งดีของแต่ละคน ..แล้วเรียนรู้สิ่งดี ปรับใช้ เรียนรู้ไป 


ในขณะที่คนที่สอง ก็ใช้ชีวิตอยู่ตามความคิดลบ ..เลือกมองสิ่งเลวในแต่ละคน และเลือกที่จะปิดตัว ไม่เรียนรู้ 


ที่เล่ามา ผมไม่ได้จะบอกว่า สรุปแล้วเราต้องคิดแบบไหน ...เพียงแต่อยากจะบอกว่า คนเราล้วนเป็นไปอย่างที่เขาคิดและเลือกที่จะมองโลก


ถ้าทั้งชีวิต คุณเลือกที่จะมองหาสิ่งที่ดี มองหาทางแก้ปัญหา มองหาโอกาสในเวลาที่วิกฤต มองหาสิ่งที่ดี แล้วเรียนรู้จากผู้คน ..เก็บเกี่ยวความรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง แล้วปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาความคิดและความเข้าใจโลก ...คนที่คิดแบบนี้ ก็จะมีสังคมที่แวดล้อมไปด้วยคนที่เหมือนๆ กัน - สุดท้ายผลลัพธ์ของชีวิตก็จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นในแบบที่เราเลือกนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เรียนรู้เรื่องคุณค่าและความสมดุลย์ ป้องกันโรคซึมเศร้า



"องค์การอนามัยโลกคาดว่าภายในปี 2563 โรคซึมเศร้าจะเป็นสาเหตุให้ประชากรโลกเจ็บป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และก้าวสู่อันดับ 1 ในปี 2573"


- โรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายทั้วโลกกว่า 800,000 คน เช่น คนมีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง เชสเตอร์ , Robin Williams , Heath Ledger , Kurt Cobain , Amy Winehouse ..จากคนที่เป็นโรคซึมเศร้ากว่า 300 ล้านคนทั่วโลก 


- เฉพาะเมืองไทยมีคนเป็นโรคซึมเศร้าแล้วกว่า 3 ล้านคน


- แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักโรคซึมเศร้า ..หรือ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอยู่ !!?


- คนที่จากไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะเขาเจ็บป่วย (คนส่วนใหญ่มักมองคนที่เป็นโรคซึมเศร้าว่า อ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง) ..มันกระแดะรึเปล่า ? ..อ่อนน่า!! 


- ในอดีต มนุษย์ต่อสู้กับความอดอยาก ไม่มีกิน แต่วันนี้เราต่อสู้กับ จิตใจของตัวเองแทน


- ยิ่งโลกพัฒนาทางเทคโนโลยีแค่ไหน ร่างกายเราสบายขึ้นแค่ไหน จิตใจจะหนักและเหนื่อยขึ้นเป็นเงาตามตัว


- ยิ่งหุ่นยนต์และเครื่องจักร เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ เราจะอยู่กับตัวเรามากขึ้น มีเวลาให้คิดมากขึ้น (สมองถูกออกแบบให้จดจำ และคิดแต่สิ่งลบๆ สิ่งแย่ๆ เพราะ สมองสร้างให้ป้องกันมนุษย์จากภัยอันตราย ..ซึ่งบางครั้งการทำงานแบบนี้ของสมองกลับทำให้เรายิ่งอันตรายในเรื่องของจิตใจ)


- Social Network ทำให้มนุษย์ใกล้กันมากที่สุด เท่าที่โลกนี้เคยมีมา และมันก็ทำให้เราต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นมากที่สุด ..นำมาซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจ ในชีวิต ในตัวเอง มากที่สุด


- วัตถุยิ่งเจริญ จิตใจเราจะยิ่งเสื่อม (เมื่อได้อย่างนึง ย่อมสูญเสียอีกอย่าง ตามกฏธรรมชาติ)


- ลองแบ่งเวลา มาศึกษาตัวเอง เข้าใจตัวเอง ว่าจริงๆ เราอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร ?


1. คนที่ตอบว่า อยู่เพื่อคนอื่น (ฉันอยู่เพื่อลูก/ฉันอยู่เพื่อเธอ/ฉันอยู่เพื่อพ่อแม่) จะมีความสุขยาก มีความทุกข์ง่าย เพราะเราเอาความสุขไปฝากไว้กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ ...การอยู่เพื่อคนอื่น ไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้ามันมากเกินไป มันจะกลับมาทำร้ายตัวเรา


2. ถ้าหาเหตุผลให้เรารักตัวเองไม่ได้ เราจะไม่สามารถรักใครจริงๆ ได้ ..คนที่บอกว่าขาดใครไม่ได้ จริงๆ ไม่ใช่ความรัก แต่มันคือความอยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ ที่ไม่ต่างจากความเห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง


3. การรักตัวเอง และการทำเพื่อคนอื่น จึงต้องพอดี พอดี และมีทางสายกลาง ..ให้ตัวเราได้รักตัวเอง และเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นไปพร้อมๆ กัน


คุณค่าของคนเรา จึงอยู่ที่เราทำอะไรให้เรามีค่าต่อคนอื่น และ มีคุณค่าต่อตัวเราเองพร้อมๆ กัน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความลับของเศรษฐี ตอนที่ 1



ความลับเศรษฐี ตอนที่ 1


ยุคนี้เราต้องการรวยเร็ว แต่จริงๆ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่า การสร้างความรวย มันไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่มันเป็นเรื่องของ 'การสร้างความยั่งยืน'


สิ่งที่เศรษฐีต่างจากคนธรรมดา หลักๆ ก็คือ Mindset ของการสร้างความยั่งยืนนี่แหละ


ลองสังเกตซิครับว่า เวลาเศรษฐีสอนลูก เขาจะสอนไม่เหมือนคนทั่วไปสอนลูก


คนทั่วไปสอนลูก คือ 

1. ตั้งใจเรียน เอาเกรดดีๆ

2. หางานที่ดี เงินเดือนเยอะๆ

3. ใช้น้อยๆ เก็บมากๆ 


สรุป คือ คนทั่วไปสอนให้ลูก 'ทำมาหากิน' นั่นเอง : ทำงานเพื่อหากิน ใช้ เก็บ


แต่เศรษฐีสอนลูก จะสอน คือ


1. สอนให้รู้จักสินทรัพย์ ให้ลูกแยกให้ออกว่า อะไรที่เป็นสินทรัพย์ แล้วอะไรที่ไม่ใช่สินทรัพย์ (แยกให้เป็นว่า อะไรที่เก็บไว้แล้วราคาเพิ่ม กับ อะไรที่เก็บเอาไว้แล้วราคาลดลง) 


2. สอนให้สร้างระบบ(สร้างงานเอง ไม่ใช่เอาแต่หางาน) ..อย่างเวลาสอนลูกเขาจะสอนให้สร้างธุรกิจที่มีระบบ ไม่ใช่แค่ทำมาหากิน ใช้แล้วหมดไป ..แต่เขาจะสอนให้ทำธุรกิจแล้วสร้างให้มันมีระบบ ...ระบบคือ ธุรกิจจะต้องสามารถเดินต่อ โตต่อ แม้ว่าเจ้าของจะอยู่หรือไม่ก็ตาม 


(ตรงนี้มันต่างกันมาก ..เพราะถ้าทำงานแล้วหมดไป สุดท้ายพอหยุดทำมันก็ศูนย์ ..แต่ถ้ามีระบบ คือ มันต้องคิดมากกว่า ลงทุนเยอะกว่า มองยาวกว่า ...ต้องจ้างคน ต้องลงทุนให้มันอยู่ตลอดไป ซึ่งพอธุรกิจมีระบบ มันขยายได้ มันโตได้ สุดท้ายมันหาเงินแทนเจ้าของได้ ตรงนี้แหละหัวใจของคำว่า 'ธุรกิจมีระบบ')


3. ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ขอให้มีเหลือ แล้วเอาส่วนที่เหลือไปลงทุนเพื่อให้มันงอกเงย ...จะเห็นว่า คนส่วนใหญ่พอไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็จะมองว่า คนรวยไม่ประหยัด ใช้ของหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่แท้จริงแล้ว ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก


ประเด็นสำคัญ คือ การรู้จักเอาเงินเหลือ มาวางต่อยอด ให้เงินมันทำงานเพิ่ม งอกเงยเพิ่ม 


สรุป เวลาเศรษฐีสอนลูกจะไม่สอนแค่ 'ทำมาหากิน เก็บใช้' แต่จะสอนให้ 'สร้างระบบที่ทำมาหาเงินแทนเรา' - ตรงนี้ต่างกันมาก คนนึงทำมาแล้วใช้ อีกคนทำมาใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะ ออกแบบระบบที่ให้เงินมันโตตลอดเวลา


พูดมาถึงจุดนี้ หลายคนก็จะแย้งว่า ..ก็เศรษฐีมีเงินทุนถึงพูดได้นี่ แล้วคนทั่วไปที่ไม่มีทุนจะคิดแบบนี้ได้อย่างไร


ลองทบทวนดูดีๆ ซิครับ ..จริงๆ สิ่งที่เศรษฐีสอนลูก ไม่ได้เริ่มจากสอนให้มีเงิน แต่เริ่มสอนจาก ใช้เงินให้เป็นก่อน


คนที่รู้ว่าอะไรเป็น สินทรัพย์ อะไรเป็นขยะ ก็จะใช้เงินได้ฉลาด คือ ใช้เงินเป็น


พอใช้เงินเป็น คราวนี้ไม่ว่าจะเริ่มหาได้น้อย แต่พอเวลาผ่านไป มันมีแต่เพิ่ม ...ยิ่งทำก็ยิ่งเพิ่ม 


ใช่ครับ !! คนรวยไม่ใช่เริ่มจากหาเงินเก่ง แต่อย่างแรกมันต้องเริ่มจากใช้เงินเป็น ..พอใช้เงินเป็นก็จะเริ่มมีเงิน ...แล้วค่อยมาพัฒนาวิธีการหาต่อไป


เริ่มให้ถูกครับ แล้วเราจะหมดข้ออ้างที่จะรวย ...เราทุกคนเริ่มรวยได้ ถ้าใช้เงินฉลาดนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

George Clooney ดื่มเหล้าจนได้เรื่อง !!

George Clooney ดื่มเหล้าจนได้เรื่อง !! 


อันนี้ได้เรื่องจริงๆ เพราะเขาใช้เวลา 4 ปี สร้าง เตกีล่า (Tequila Brand) ที่ชื่อว่า Casamigos ขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Diageo $700 ล้านเหรียญ ทันที แล้วอีก $300 ล้านเหรียญ อีกต่อเนื่องตามยอดขาย เตกีล่า 


...ใช่!! รวม $ 1 Billions (คิดเป็นเงินไทย ก็ 35,000 ล้านบาท) สำหรับดารา Hollywood อย่าง George Clooney ที่สร้างธุรกิจแอลกอฮอล์แล้วขายในเวลาแค่ 4 ปี 


ธุรกิจนี้ George เริ่มเมื่อ 4 ปีก่อน ที่เขาและหุ้นส่วน นาย Gerber นั่งคุยกันว่า ทั้งคุณและผมก็ชอบเตกีล่ามาก ทำไมไม่ทำของเราเองล่ะ - 'Why don't we create one that 's perfect for us ?'


จากนั้นทั้งคู่ ตระเวนดื่ม เตกีล่า เป็นเวลากว่า 2 ปี เดินสายทดลองกว่า 700 สูตร เพื่อหาสูตรทำ เตกีล่า เด็ดของตัวเอง จนได้เกิดเป็น Casamigos 


จากธุรกิจที่ทำเล่นๆ เพราะความชอบ อยากทำสุดยอดเตกีล่า วันนี้ขยายเป็นธุรกิจระดับโลก ขายอยู่กว่า 20 ประเทศ 


นี่คือ ตัวอย่างของ การเอา Passion มาสร้างธุรกิจ ...แนวการสร้างธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่ หาช่องว่างและโอกาสจากสิ่งที่ชอบ ..สิ่งที่ใช่ แล้วไปให้สุด ...เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่ความ 'ที่สุดของสิ่งที่ทำ ต่างหากที่เป็นคำตอบ' - จากนั้น เงินตามมาเอง


ลองหาซิ อะไรคือสิ่งที่เรา 'อยากไปให้สุด Passion' บางทีสิ่งนั้น อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราก็เป็นได้ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จะเป็นเจ้าของทำไม ในเมื่อเช่าใช้ คุ้มกว่า



โลกที่หาเงินบน ก้อนเมฆ Cloud-base Business เราเรียนรู้อะไรจาก Adobe


หลายคนคุ้นเคยกับ Adobe Photoshop บริษัทนี้ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โปรแกรมออกแบบ ไปจนถึงเอกสาร ..ซึ่งพูดให้เห็นภาพก็คือ เขาเป็นบริษัทขาย Software 


เดิมทีเราซื้อ Software ก็มาเป็นกล่อง ซื้อขาด เขามาใช้ ..ก็เหมือนซื้อสินค้าบริการทั่วไปนั่นแหละ จ่ายซื้อทีเดียวแล้วก็เอามาใช้


บริษัท Adobe ในปี 2013 เริ่มประสบปัญหา คือ คนเริ่มหันไปใช้มือถือ Smartphone แล้วใช้ชีวิตบนเน็ตแบบขาดไม่ได้ - สิ่งที่บริษัท Adobe ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ คือ 


1. จะเลือกขายสินค้าแบบเดิม ก็ขายเป็น Software ตามปกติ ขายเป็น Product (ซึ่งยอดขายในเวลานั้น ที่ขายแบบเดิมคือ $4 Billion มีกำไร $290 Million ..พูดง่ายๆ ว่ายอดขายทั้งหมดของบริษัทอยู่ในรูปแบบเดิม)


2. หรือจะเลือกไม่ขายเป็นสินค้า แต่ขายเป็นบริการแทน (Subscription Service : จ่ายน้อยๆ แต่จ่ายตามที่ใช้ ไปเรื่อยๆ) 


ถ้าเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ คงเลือกแบบที่ 1 "ขายเป็นสินค้า" เพราะทำอยู่เดิมดีอยู่แล้ว ...การเปลี่ยนแปลง มาแบบที่ 2 "ขายบริการ" มันดูน่ากลัว แล้วก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะดีหรือไม่ 


อารมณ์มันคล้ายๆ คุณเป็น Nokia แล้วต้องเลือกว่าจะมุ่งไป โทรศัพท์แบบเดิม หรือ Smartphone ..ใช่!! Nokia เลือกแบบเดิม ...วันนี้เราก็เลยแทบไม่เห็นชื่อ Nokia อีกแล้ว !!


มาฝั่ง Adobe เขาตัดสินใจทำแบบที่ 2 คือ เปลี่ยนตัวเองมาเป็นบริษัทขายบริการ บน Cloud ..ลูกค้าจ่ายน้อยๆ เป็นรายเดือนไปเรื่อยๆ 


ผลปรากฏว่า ยอดขาย Adobe ลดลงไป 8% กำไรก็แย่ลงไป ..ลองดูตัวเลข ยอดขายและกำไร ของ Adobe


ปี 2013 ยอดขาย $4 Billion กำไร $290 Million


ปี 2014 ยอดขาย $4.1 Billion กำไร $268 Million

(แย่ลงไปอีก)


ปี 2015 ยอดขาย $4.7 Billion กำไร $629 Million (เริ่มเห็นผล หลังจากการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) 


ปี 2016 ยอดขาย $5.9 Billion กำไร $1.1 Billion


สิ่งที่ Adobe ต้องทำ คือ เปลี่ยนวิธีการขายทั้งหมด นับหนึ่งใหม่ ทีมขาย วิธีขาย ..เขาเรียกว่า Burn the boats คือ 'ทุบหม้อข้าว แล้วเข้าตีเมือง' 


ใช้กลยุทธ์ Why Buy When you can Rent ?


ซื้อทำไมเช่าซิ คุ้มกว่า ...กลยุทธ์นี้ทำให้ Adobe ต้อง รื้อโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด ทำให้ทุกวันนี้ ลดต้นทุนลง กำไรเพิ่ม ...ในส่วนยอดขายก็เพิ่ม เพราะ Adobe สามารถเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น ธุรกิจเล็กๆ ที่เดิมซื้อ Software ไม่ไหว ..ให้มาจ่ายรายเดือน ขยายไปกับตลาดที่วันนี้ธุรกิจออนไลน์เล็กๆ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดไปกับยุคนี้


หุ้นของ Adobe โตขึ้น 5 เด้ง จากปี 2013 ...'รวยขึ้น 5 เท่า จากการทุบหม้อข้าว ออกรบ'


อันนี้ไม่ได้บอกว่า ทุกคนที่กล้าเปลี่ยนแล้วดี แต่ยุคนี้ต้องคิดให้รอบคอบ แล้วเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาด


ก็ลองไปปรับใช้กับธุรกิจคุณดูครับ


"โลกที่ลูกค้า เริ่มพูดว่า จะเป็นเจ้าของทำไม ในเมื่อเช่าใช้คุ้มกว่า !!"


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




เดาซิว่า Amazon.com จ้างงานกี่คน ..มีลูกจ้างกี่คน ?



ลองทายซิว่า Amazon.com จ้างคนกี่คน ?


..พอดีไปอ่าน ข้อมูลนี้แล้ว ตกใจ !! ...ให้เดาอีก 3 ครั้ง ยังเดาผิด


ต้องเทียบกับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ปตท.(PTT) จะได้เห็นภาพ 


- PTT จ้างคนงาน 26,000 คน

- ธนาคารกรุงเทพ จ้างคนงาน 20,000 คน


- AMAZON.com จ้างคนงาน 154,000 คน

(ยอดขาย $135 Billion มีกำไร $2.3 Billion )


นึกภาพไม่ออกว่า คนงาน Amazon ทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ..หลักๆ น่าจะ Warehouse กับ Distribution - จัดการ & จัดส่ง สินค้า 


มาดู Microsoft บ้าง ...จ้างงาน 128,000 คน

แล้ว Google จ้างงาน 53,600 คน

McDonald จ้างงาน 420,000 คน

Walt Disney จ้างงาน 180,000 คน

Apple จ้างงาน 97,200 คน

Sony จ้างงาน 131,700 คน

Volkswagen จ้างงาน 592,000 คน

Toyota จ้างงาน 344,109 คน

Samsung จ้างงาน 307,000 คน


และบริษัทที่มีคนงานมากที่สุดใน บริษัท Global 500 ก็คือ Wal-mart จ้างงาน 2.2 ล้านคน


*ข้อมูลจาก นิตยสาร Fortune (จัดอันดับ Global 500) 


ลองเทียบกันดูว่า แล้วบริษัทเราใหญ่แค่ไหนแล้วเทียบกับระดับโลก


ลองมาคิดในมุมเจ้าของบริษัท ระดับโลก วันๆ คงกำลังคิดว่า


- จ้างคนมาทำอะไรเพิ่มดีหว่า ?

- แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างล่ะ ?


ในโลกปัจจุบัน ทำธุรกิจก็เหมือนทำสงคราม แต่เป็นสงครามที่มีเป้าหมายในการ 'แก้ปัญหา และ สร้างประโยชน์ให้คน' ...ขยายกำลังทหาร จ้างคน ...ขยายอาวุธ ลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยี ...ก็วางแผนกันไป


...Amazon.com จ้างคน 154,000 คน ..เฮ้ย!! ต้องไปทำการบ้านเพิ่มละ 


- ผู้น้อย สร้างปัญหา ..ผู้ยิ่งใหญ่ สร้างงาน สร้างประโยชน์ และ แก้ปัญหาให้เพื่อนมนุษย์ - คิดต่อไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คนสำคัญ



'คนสำคัญ'


ทุกคนอาจไม่ได้อยากเป็นคนรวย แต่ทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ ...นั่นแหละ 'ความหมายของชีวิต' - เราล้วนต้องการเป็นคนสำคัญ (ของใครสักคน โดยเฉพาะคนที่เราแคร์)


ดังคำพูดที่ว่า 'เรามีคุณค่า เพราะเรามีค่าต่อคนอื่น' ..'เรามีความหมาย เพราะเรามีความหมายต่อคนอื่น'


จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วความหมายของคนเรา ไม่ใช่การทำเพื่อตัวเอง แต่คือ การทำเพื่อคนอื่น


คนมีชื่อเสียง , คนประสบความสำเร็จ , คนดัง , คนสำคัญ ..คนเหล่านี้มีสิ่งนึงที่เหมือนกัน คือ เขาทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่น และสิ่งนั่นที่เขาให้คนอื่น มันมีค่ามีความหมาย มีคุณค่า


มากพอที่จะจดจำ ..ดีพอที่จะบันทึกไว้


โลกไม่สนหรอกว่า คุณจะรวยแค่ไหน เพราะในอนาคตจะมีคนที่รวยกว่าคุณ และตัวเลขนี้จะหมดความสำคัญ ...แต่สิ่งที่โลกที่แคร์คือ คุณค่าที่คุณได้สร้างให้คนอื่น ถ้ามันดีพอ มันจะถูกบันทึกไว้เป็นตำนาน


ตำนาน คือ สิ่งสำคัญที่ดีที่เราสร้างให้ผู้คน ..ดีจนต้องถูกเล่าขาน และนั่นคือตำนาน !!


คนสำคัญ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อคนอื่น ..วันนี้ลองมองตัวเราเองว่า 'สิ่งสำคัญที่เราทำเพื่อคนอื่น 

สิ่งนั้นคืออะไร ?'


คำตอบคือ เป้าหมายของชีวิตที่เราตั้งเพื่อเดินทางไป


เราทุกคนล้วนเป็นคนสำคัญ ..สร้างสิ่งที่ดี สร้างสิ่งที่มีความหมายให้ผู้คน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม





3 หลักสอนลูก สอนหลักไหน ไปหลักนั้น



3 หลักสอนลูก สอนหลักไป ไปหลักนั้น


เชื่อไหม การเลี้ยงดู และการสอนของพ่อแม่ กำหนดทั้งชีวิตของลูก ...ถ้าใครเคยไปแกะปมชีวิตจะพบว่า แทบทั้งหมดของปมชีวิต อยู่ที่วัยเด็ก และก็ขึ้นกับพ่อแม่แทบทั้งหมด


บางคนสอนลูกให้เป็นอัจฉริยะโดยไม่รู้ตัว ..บางคนสอนให้ลูกเป็นฆาตกรต่อเนื่อง - ใช่!! น้ำตาไหลทุกครั้งที่เราโดนแกะปม ..ทำไมปมชีวิตมันสำคัญขนาดนั้น ...มันกำหนดแรงบันดาลใจและความฝันของแต่ละคน


ก่อนจะแกะไกลถึงปมชีวิต เอาการสอนเรื่องมุมมองมาแบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งอันนี้กำหนดวิธีการทำงาน ที่จะส่งผลต่อการทำเงิน ว่าทั้งชีวิตจะรวยหรือจน ต่างกันดังนี้


1. สอนให้ลูกมองสั้น ..คือ ให้คิดสั้นๆ ให้หวาดระแวง ให้มองแค่ตัวเอง ทำอะไรให้ถามเสมอว่า 'ฉันจะได้อะไร' ..หาเงิน เอาให้เร็ว ..เอาให้สั้น ..หยิบเงินทันที ที่มีโอกาส ...แนวโน้ม คนนี้จะ หาเงินได้น้อย คิดสั้น มองแคบ เหนื่อยครับ ชีวิตเหนื่อย เพราะคิดลบ และไม่กล้าคว้าโอกาสในชีวิต


2. สอนให้ลูกมองยาว ..คือ คิดให้ไกล มองให้ยาว ..คิดเรื่องการลงทุน ลงวันนี้ แล้วอดทนรอผลในวันหน้า ..สอนแบบนี้ จะเหนื่อยน้อยกว่าแบบแรก แต่ต้องสอนเรื่องความอดทน ...สอนเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ..ใช่!! การมองการณ์ไกลมันขัดกับสัณชาตญาณ ที่เราต้องการไรเร็วๆ มองอะไรตรงหน้า ..คนมองยาว ชีวิตจะรวยกว่าแบบแรก


3. สอนให้ลูกมองเป็น ..คือ ให้มองทั้งใกล้และไกล โดยยึดหลักความเหมาะสม และการประสานประโยชน์ ...อาจจะฟังดูดีนะ สอนให้คนมอง ทั้งประโยชน์ของคนอื่น และผลประโยชน์ของตัวเอง ผสานกัน ..นักบุญไปหรือเปล่า ? - แต่ไม่ใช่ ..แนวโน้มที่โลก มีการต่อรอง การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรง ..คนที่ มองผสานประโยชน์ 2 ด้าน จะชนะการต่อรอง แล้วทำให้งานต่างๆ เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง


สรุป 'คิดถึงคนอื่น คิดยาวๆ มันรวยกว่า ..ดีว่ะ หล่อด้วย' 


ถ้าวันนี้ติดปัญหาอะไร ลองมองยาวขึ้น คิดถึงคนอื่นมากขึ้น แล้วทุกปัญหาจะผ่านง่ายขึ้น 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

โอกาสยุค 4.0 ในมุมของคุณ ธนินท์ แห่ง CP



โอกาสยุค 4.0 ในมุม คุณ ธนินท์ แห่ง CP ..เรื่อง 4.0 ไม่ใช่เรื่องของเครื่องจักร แต่เป็นเรื่องของคน !!


เราเห็นกลุ่ม CP เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เอาเทคโนโลยี เอาเครื่องจักรทันสมัยมาแทนคน อันดับต้นๆ ในประเทศ ..โรงงานใหม่ของ CP แทบจะเรียกได้ว่า 'ไร้คน' ใช้หุ่นยนต์ เลี้ยงไก่ คัดไข่ ดูแลควบคุมการผลิต ..ล้นต้นทุน แถมเพิ่มประสิทธิภาพ


และนี่คือ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากคุณ ธนินท์ 


1. ยุค 4.0 เทคโนโลยีแค่มาแทนงานที่คนไม่อยากทำ ..งานระดับล่างในโรงงาน วันนี้คนไทยไม่ทำแล้ว ..การใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพื่อดันคนให้ไปทำงานระดับบน ระดับบริหารคน บริหารเทคโนโลยี ที่คนอยากทำ 


2. ผู้นำต้องไปทำสิ่งเสี่ยงๆ ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะ มีภูมิคุ้มกันต่อความผิดพลาด ..ถ้าดีแล้วให้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ให้เป็นพระเอก ..เพราะพระรอง ไม่เคยได้แสดงเต็ม จึงไม่เคยได้พิสูจน์ฝีมือ


3. วันหยุดยิ่งเยอะเศรษฐกิจยิ่งดี ..ยุคคุณธนินท์หนุ่มๆ แกทำงาน 7 วัน (ผู้ประกอบการทำงานหนักทุกคน) ..คนสมัยก่อนทำงานตลอด เพราะไม่มีเครื่องทุ่นแรง ไม่มีเทคโนโลยี จากนั้น ก็เหลือทำงาน 6 วัน ..มาวันนี้ 5 วัน ...อีกหน่อยโลกยุคใหม่ต้องหยุด 4 วัน ทำงานแค่ 3 วัน ...เพราะวันหยุดคือ วันที่จับจ่าย ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และวันหยุดคือวันที่เอาไปสร้างสรรค์ 


4. คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องสนับสนุน ...ให้เขาพิสูจน์ฝีมือ ถ้าพลาดให้มองเป็นค่าเรียน ..เราทุกคนล้วนเคยจ่ายค่าเรียนแสนแพง ...ให้มองความผิดพลาดเป็นค่าเรียน 


5. เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องไปให้สุด อย่างรถไฟฟ้า มันคืออนาคต ต้องรับมา ไม่ใช่เอาแต่ไฮบริด ..อีกหน่อยมันต้องไฟฟ้าเพราะ มันดีกว่า ถูกกว่า ...ถ้าเราอยากจะเป็นผู้นำ ต้องทำแบบ Tesla คือ ไปสุดเลย ไปก่อน ไปชัด ไปเป็นผู้นำ (ไปคุยกับ Elon Musk ถามเลย ยูอยากได้อะไร ..คนเก่งมา ..ก็จะดึงคนเก่งทั่วโลกมา)


6. ทุกการเปลี่ยนแปลงมีผู้แพ้ผู้ชนะ แต่เราต้องให้เวทีทุกคนได้ลอง ..คนรุ่นเก่า หวงตำแหน่ง ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ก็ให้เขาลองทำตามแบบเดิมที่คิดว่าดีแล้ว (ทำไป) ...คนรุ่นใหม่ ก็ให้เวทีเขามา Disrupt มาลองเลย (คิดว่าดีกว่า เอ็งทำเลย) ..ทำสิ่งเดียวกัน แต่คนละวิธี วัดกันเลยที่ผลลัพธ์ ..อันไหนไม่ดี เดี๋ยวมันก็เล็กลงเอง อะไรดี มันก็ใหญ่เอง 


(การต่อสู้ที่แท้จริง ..ไม่ใช่ใช้แค่ปากโต้วาที แต่ต้องลงมือทำ)


7. ใช้คนให้เหมาะกับงาน ..คนจีนทำธุรกิจไม่เกิน 3 Generation จบ เพราะ เอาแต่ลูกชายคนโตสืบทอด ..แต่ยุโรป สามารถสืบธุรกิจเกิน 3 Generation เพราะเขาเลือกลูกคนที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนโต ..คนไหนก็ได้ที่เหมาะสม ธุรกิจเร็ว ก็ต้องใช้คนไว คนกล้าเสี่ยง คนชอบเรียนรู้ 


8. คนเก่งต้องเอาปัญหา เอาวิกฤตไปให้เขาแก้ ...เจ้าสัวสอนลูก ต้องเอาปัญหาหนักกว่าคนธรรมดาไปให้ ..ลูกคนรวย ต้องสอนด้วยอุปสรรค เพราะชีวิตมันง่ายอยู่แล้ว 


(ชีวิตง่าย งานต้องหนัก บททดสอบต้องเหนือธรรมดา ..ชัยชนะคือทุ่มทั้งชีวิต ..ต้องสร้างบททดสอบที่ท้าทาย)


9. คนเก่งชอบทำงานกับคนเก่ง ...ต้องสร้างชุมชนคนเก่ง ...คนเก่งชอบโจทย์ยาก ชอบสิ่งใหม่ ชอบสิ่งท้าทาย ชอบ Work Hard Play Hard ..เขาไป Silicon Valley เพราะคนแบบเขาไปที่นั่น (ไม่ใช่สถานที่ แต่คือ คนและสภาพแวดล้อม) 


..เอาองค์ประกอบเหล่านี้สร้างชุมชนคนเก่ง เมืองไทยเหมาะเป็นศูนย์กลาง (ใครๆ ก็อยากอยู่เมืองไทย แต่ทำไมเราไม่เคยใช้สิ่งนี้ให้มีประโยชน์ ..ใครเก่งเอาไปเลย สิทธิการเป็นคนไทย ..คนเก่ง 1 คน ต้องเสียเงินสร้างอย่างน้อย 10 ล้าน - แต่การให้คนเก่งได้เป็นคนไทยได้เกิน 100 ล้าน)


10. ยุค 4.0 สิ่งแวดล้อมต้องดี ..เมืองสะอาด ..พลังงานสะอาด ..การขนส่งไร้คนขับ ..โรงงานไม่ใช่แรงงาน ...แรงงานจะต้องพัฒนาทักษะตัวเองไปสู่ การบริหาร และ การบริการ ...ทุกคนมีคุณค่า ทุกงานมีความหมาย 


งานยุคก่อน (บังคับ) คือ สิ่งที่ต้องทำ (สิ่งนี้ให้เครื่องจักรและหุ่นยนต์มาทำแทน) 


 ...งานยุคใหม่ (เลือกเอง) คือ สิ่งที่เราเลือกที่จะทำ เพราะอยากทำ


'อยากรู้ว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ก็แค่ตั้งใจฟังคนหนุ่ม คนสาว ..ให้โอกาส ให้โจทย์ที่ท้าทาย'


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


https://youtu.be/Ch1QdKbd2gc

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ