แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อายุ เท่าไหร่ ที่เราจะยอมให้ชีวิตมีความสุข



“อายุน้อย” ต้องเลือกทำสิ่งใหม่ สิ่งยาก สิ่งที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ..เพราะนั่นคือโอกาสและการเติบโตแบบก้าวกระโดด


“อายุมากขึ้น” ..เมื่อเรารู้จักตัวเอง ต้องเลือกทำสิ่งที่เราถนัด เพราะ เราจะทำได้ดีกว่าคนอื่น


“อายุมากแล้ว” ..ต้องเลือกสิ่งที่ทำแล้วให้โอกาสคนรุ่นใหม่ เพราะ เมื่อชีวิตเรามั่นคง เราจะมีความสุขกับการให้โอกาสคนอื่น ..เพราะการเติบโต คือ การเรียนรู้ในความผิดพลาด และ กล้าที่จะยอมรับ เพื่อเราจะมีชีวิตและวิธีคิด ของผู้ที่เติบโต


“อายุเหลือน้อย” ต้องให้อภัย และ ยอมให้ตัวเรามีความสุขมากขึ้น


สุดท้าย อายุ เป็นเพียงตัวเลข ...การหมั่นเรียนรู้ การยอมรับ และ การให้อภัย ต่างหาก ที่จะบ่งบอก วุฒิภาวะที่แท้จริงของคนเรา


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


10 เทคนิค การเลือกงานให้โตเร็วแบบคนรุ่นใหม่



10 เทคนิค เลือกงานที่ก้าวหน้าไวแบบคนรุ่นใหม่


งานมีแบบที่ทำไปเรื่อยๆ กับ งานที่เติบโตไว เลือกยังไง ผมสรุปให้ดังนี้


1. งานที่ทำในหน่วยงานใหม่ ..องค์กรธุรกิจปัจจุบันกำลังถูกท้าทาย ทุกองค์กรจึงต้องตั้งหน่วยงานใหม่ ..เพื่อทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ให้เราเลือกทำงานตรงนี้


2. งานยาก ..งานยากจะไม่ค่อยมีคนอยากทำ เพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกงานที่มั่นคง ..ให้เราเลือกงานยาก เพราะคู่แข่งน้อย โอกาสที่เราจะโดดเด่นเป็นไปได้สูง


3. งานที่เราต้องร่วมตั้งโจทย์ ...งานส่วนใหญ่คืองานที่ทำตามโจทย์ที่หัวหน้างานเป็นคนตั้ง ...ถ้าเราได้งานที่เราต้องร่วมตั้งโจทย์แปลว่า งานนี้เราทำสิ่งแปลกใหม่ ที่แม้แต่หัวหน้างานยังไม่เชี่ยวชาญเลย ..โอกาสที่เราจะพัฒนาตัวเองเป็นหัวหน้าได้เร็วมีความเป็นไปได้สูง


4. งานที่วัดผลงานไม่ใช่เวลาที่อยู่ในที่ทำงาน ...งานที่ต้องทำอยู่ที่ทำงานเป็นงานซ้ำซากที่สุดท้ายเครื่องจักรและหุ่นยนต์จะมาทำงานแทน ...ให้เลือกงานที่วัดผลงาน อย่าเอางานที่วัดเวลาเข้าออก


5. งานที่ไม่มีคู่มือการทำงาน ..งานที่มีคู่มือการทำงาน คือ งาน Operation ที่ทำไปเรื่อยๆ ไม่ก้าวหน้า ...งานที่ไม่มีคู่มือการทำงาน คือ งานก้าวหน้าที่เราเป็นส่วนนึงในการกำหนดทิศทาง 


6. อย่าเอาเงินเดือนเป็นที่ตั้ง ..ให้เอาผลลัพธ์ของงานเป็นที่ตั้ง เพราะการทำสิ่งใหม่ สิ่งที่มีอนาคต มักเป็นงานที่ตอนเริ่มยังไม่มั่นคง ยังได้เงินไม่มาก ...แต่ถ้าเราทำได้ดี สุดท้ายเงินและอนาคตจะตามมาเองในที่สุด


7. งานที่เราได้เคลื่อนที่ ...งานที่ไม่มีอนาคตคืองานที่ทำอยู่กับที่ งานแบบนี้เป็นต้นทุนที่บริษัทต้องการลด ..ยุคนี้ธุรกิจต้องการลดต้นทุน และลดสิ่งที่ทำอยู่กับ Office เพราะต้นทุนมันสูง ...งานที่มีอนาคตจึงเป็นงานที่เราเคลื่อนที่ มีต้นทุนต่ำและทำที่ไหนก็ได้


8. เลือกงานที่เราได้เจอคนเก่ง ...คนส่วนใหญ่เลือกงานที่เงินเดือนเยอะ แต่สุดท้ายไม่ก้าวหน้า เพราะลืมนึกไปว่าสิ่งสำคัญกว่า คือ เราทำงานแล้วได้เรียนรู้จากคนเก่ง ...ความรู้ตรงนี้แหละที่จะเปิดอนาคตให้เรามากกว่า เร็วกว่า


9. งานที่ใช้ออนไลน์เยอะ ..งานเดิมมีคนเก่งอยู่เยอะแล้ว แต่งานออนไลน์คืองานที่เกิดมาพร้อมคนรุ่นใหม่ ..เราต้องเลือกงานที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์มากๆ เพราะนี่คือจุดแข็งของคนรุ่นใหม่


10. เลือกบริษัทที่ให้โอกาสเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ...สิ่งที่องค์กรยุคเก่าให้ความสำคัญคือ ห้ามผิดพลาด ..ซึ่งตรงข้ามกับองค์กรยุคใหม่ที่เรียนรู้แล้วเติบโตจากข้อผิดพลาด ...ให้เลือกองค์กรที่คิดและเติบโตแบบคนรุ่นใหม่ คือ ผิดพลาดไม่เป็นไร ขอให้กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ล้มแล้วเรียนเติบโตไปด้วยกัน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

10 ข้อเตรียมใจ ก่อนไปทำธุรกิจส่วนตัว


10 ข้อเตรียมใจ ก่อนไปทำธุรกิจส่วนตัว

อยากรวยต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จริงนะ !! ...ว่าแต่การเปิดธุรกิจมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมรวบรวมสิ่งที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องเจอ มาให้ ประมาณนี้

1. 'เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ไม่มีเวลาส่วนตัว' ..หลายคนคิดว่าธุรกิจส่วนตัวคือเวลาอิสระ ไม่ใช่ครับ ธุรกิจส่วนตัวแปลว่า ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดทุกวันคือการทำงานครับ

2. 'เจ้าของธุรกิจ ทำเพื่อตัวเอง' ..เจ้าของธุรกิจส่วนตัวเป็นจำนวนมาก ที่ทำงานแค่จ่ายเงินลูกน้อง แค่พอจ่ายค่าเช่าที่ แค่พอจ่ายค่าใช้จ่าย แค่พอจ่ายภาษี และ จ่ายตัวเองแทบไม่ได้ ..พูดภาษาชาวบ้านคือ "กรูทำงานฟรีหรือนี่"

3. 'เจ้านายสบายชิวๆ' ..ไม่จริง คุณรู้ไหมว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนทำงานหนักกว่าลูกน้อง ทำมากกว่าลูกน้อง ..ถ้าหารเวลาที่ลงไปเทียบเงินที่ได้ เขาได้น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเสียอีก ..แม่เจ้า !!

4. 'เจ้าของธุรกิจเป็นนายของตัวเอง' ..เจ้าของธุรกิจมีนายมากที่สุด ..ลูกค้าคือนายคนแรก เขาเรียกลูกค้าว่าพระเจ้า ..ลูกน้องที่เก่ง คือนายคนที่สอง เพราะถ้าเลี้ยงมันไม่ดี มันจะออกไปทำงานให้คู่แข่ง ...เจ้าของธุรกิจมีทุกคนเป็นนาย ..โอววว !! ไม่นะ

5. 'มีธุรกิจส่วนตัว ก็คือมี Passive Income' ..จริงเหรอ? -- โลกสวยไปหรือเปล่า ธุรกิจส่วนตัวทำงานแลกเหงื่อต่างน้ำ คิดและเครียดทุกเวลา ..ไอ้ธุรกิจส่วนตัวที่เจ้าของหลุดได้ และกลายเป็น Passive Income คือ ธุรกิจที่เข้าตลาดหุ้นเท่านั้น

6. 'คนที่เปิดธุรกิจส่วนตัวตามโอกาสตลาดซวยทุกคน' ...คนส่วนใหญ่พยายามหา Trend เพื่อเกาะกระแสเปิดธุรกิจ โดยลืมคิดไปว่า มีคนอีกจำนวนมหาศาล ที่เกาะกระแสธุรกิจยอดฮิตพร้อมๆกับคุณ และที่สำคัญ มีบางคนที่เก่งธุรกิจนั้นมากกว่าคุณ และมีบางคนที่รักธุรกิจนั้นมากกว่าคุณเช่นกัน

7. 'เงินคือเป้าหมายที่ดี แต่เป้าหมายที่ไม่ใช่เงินต้องตั้งไวว้ด้วย' ..ร้อยทั้งร้อยของคนเปิดธุรกิจที่มีเป้าหมายว่าอยากรวย มักซะซวยเกือบทุกคน ..ส่วนคนที่มักสำเร็จจากธุรกิจส่วนตัว มันคือ คนที่อยากทำธุรกิจนั้นด้วยใจ -- ตั้งเป้าที่ไม่ใช่การเงินไว้ด้วย เพราะ มันจะช่วยนำทางในวันที่ธุรกิจลำบาก

8. 'ธุรกิจส่วนตัวที่สุดยอดหนึ่งอัน ใช้เวลาสร้างทั้งชีวิต' ..ไม่มีคำว่า สำเร็จเร็วในโลกความเป็นจริง ..คุณเลิกดูเถอะ พวกคนสำเร็จข้ามคืน เพราะนั่นคือตัวอย่างของคนหนึ่งในล้านที่ไม่ใช่คุณแน่นอน ..คนอย่างคุณต้องพยายามจึงสำเร็จได้ด้วยตัวเอง -- คนจริงครับ!!

9. 'หัวหน้ายุคนี้ต้องกินทีหลัง' -- Leader Eat Last !! --ยุคนี้ลูกจ้างเขามีอิสระ เขาเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ก็ได้ ..คุณต้อง 'ยิ่งให้แก่เขา คุณถึงจะได้ใจจากเขา' ..ไม่มีคำว่าลูกน้อง หรือ ลูกจ้าง เพราะพนักงานที่เก่ง คุณต้องมองเขาเป็นหุ้นส่วน Business Partner

10. 'ถ้าขายไม่เป็น อย่าคิดเปิดธุรกิจส่วนตัว' ..ถ้าสินค้าคุณไม่ได้สุดยอด จนทันขายตัวมันเองได้แบบ Apples ..คุณจะต้องรู้วิธีที่จะขายมัน ...ไปเรียนเรื่องการขายสำหรับคนตัวเล็ก ไปเรียนเรื่องการโฆษณาสำหรับคนตัวเล็ก ..เพราะคนเล็กที่จะใหญ่ ต้องไม่ทำแบบคนตัวใหญ่ -- แต่ทำตรงข้ามครับ !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่ออายุเข้าเลข 4 จึงรู้ว่า



เมื่ออายุเข้าเลข 4 จึงรู้ว่า


สมัยก่อน 30 ยังแจ๋ว ..แต่ยุคนี้ผมว่า 40 ก็ยังแจ่ม แถมเรียนรู้โลก และเข้าใจตัวเองมากขึ้น 


1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เรารวยมากขึ้น ..เพราะหนี้สินก็เพิ่มขึ้นตาม (เจ็บ!!)


2. อายุมากขึ้นไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น ..หากเราหยุดเรียนรู้ตั้งแต่วันที่เรียนจบ


3. ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เราตกต่ำ แต่มันทำให้เราเติบโต ..ตราบเท่าที่เรายังเดินต่อและไม่ล้มเลิก


4. เงินมากและโชคดีที่เข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย มันไม่ได้ช่วยสร้างแต้มต่อ ...แต่มันสร้างอีโก้และความประมาท ที่จะนำเราสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต


5. ความรู้ที่มากมายแค่ไหน ก็ไร้ประโยชน์ หากเราไม่ได้เอาความรู้นั้นมาปฏิบัติ เพื่อทดสอบว่าเหมาะกับเราหรือไม่ ...ความรู้ที่เราทำแล้วใช่ เรียกว่า ปัญญา ..สิ่งนี้แหละที่จะนำพาชีวิตไปสู่จุดที่เราต้องการ


6. ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานไม่ใช่คู่แข่ง ..คนเราไม่ได้สูงขึ้นโดยการเหยียบคนอื่นให้ต่ำลง ...เรือจะลอยสูงขึ้น เมื่อเราแบ่งปัน ช่วยเหลือ คนรอบข้าง ..แล้วน้ำจะพาเรือของเราให้ลอยสูงขึ้นเอง


7. เงินและโอกาสมีอยู่รอบตัว ถ้าเราไม่สามารถคว้าเงินและโอกาสนั้นได้ แปลว่า ความรู้ความสามารถเรายังไม่ถึง ...ให้เพิ่มความรู้และความสามารถให้เพียงพอ จากนั้นเงินและโอกาสจะเปิดให้เราอย่างน่าประหลาดใจ


8. การใช้ชีวิตเพื่อให้ดูดีในสายตาคนอื่นเป็นชีวิตที่เหนื่อยแสนสาหัส ...เพราะยิ่งเราพยายามดูดีในสายตาคนอื่นมากเท่าไหร่ สุดท้ายเราจะเกลียดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น


9. ไม่มีใครที่ได้อะไรมาโดยที่ไม่เสียอะไร ...ผู้นำต้องเสียสละ , เจ้าของต้องสร้างงานให้ลูกจ้าง , นักธุรกิจต้องแก้ปัญหาให้ผู้คน , นักลงทุนต้องอดทน , นักเก็งกำไรต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส , เศรษฐีต้องยอมใช้น้อยในปัจจุบันเพื่อความร่ำรวยที่มากกว่าในอนาคต , ผู้รู้ย่อมต้องร่ำเรียนใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต 


10. เมื่ออายุ 40 จึงรู้ว่า คนเราไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำผิดพลาด แต่เราเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า ...ถ้ารู้อย่างงี้ ...


รู้อย่างงี้ จะไม่ใช้ชีวิตที่เหนื่อยและหนัก เพียงเพื่อจะได้ดูดีในสายตาคนอื่น ..ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครสนใจสิ่งที่เราทำหรอก


 ...ให้เลิกทำสิ่งที่สูญเปล่า แล้วกลับมารักตัวเอง แคร์คนรอบข้างที่รักเราจริงๆ แล้วใช้ชีวิตให้พูดได้เต็มปากว่า 


‘เราภูมิใจ ในสิ่งที่เราเลือกทำ ได้สนุก ได้เรียนรู้ และได้เติบโต จากผลลัพธ์ในสิ่งที่เราเลือก’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คนพิเศษของคุณคือใคร



"สินค้า" ที่ทำมาขายทุกคน จะขายไม่ได้เลย !!

...อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดของคนส่วนใหญ่ อย่างแรง !!

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การทำสินค้าที่ดี คือ การผลิตสินค้าที่คนส่วนใหญ่ต้องการ .."ทำสินค้าที่ทุกคนต้องใช้ ดีไหม?"

รถเบนซ์ ไม่ได้ทำมาขายทุกคน ..ถามหน่อยว่าใครอยากได้บ้าง ? - ใครๆ ก็อยากได้

Starbucks ไม่ได้ผลิตกาแฟถูกๆ มาขายทุกคน ..ถามหน่อย ใครอยากกินบ้าง ? - ใครๆ ก็อยากกิน

กระเป๋า Hermes แพงโคตรๆ ไม่ได้ทำมาขายทุกคน "มีเงิน ยังซื้อบางรุ่นไม่ได้" ...ถามหน่อยใครอยากได้บ้าง ? - ผู้หญิงทุกคนอยากครอบครอง

IPhone โทรศัพท์บ้าอะไร โคตรแพง ..ถามหน่อยใครอยากได้บ้าง ? - ใครๆ ก็อยากได้

หนังสือแจกงานศพ แจกฟรี ..ถามหน่อยมีใครเปิดอ่านบ้าง ? - ไม่มีใครอ่านเลย

ร้านกาแฟที่เปิดริมทาง รอให้ใครก็ได้แวะมาซื้อ ? - ร้านแบบนี้แทบไม่มีลูกค้า

ร้านค้าที่ซื้อของมาขาย เปิดร้านรอคนมาซื้อ ? - ร้านที่รอใครก็ได้ ช่วยมาซื้อหน่อย ..ไม่มีใครอยากซื้อ

สินค้าที่ผลิตมาขายทุกคน ไม่มีใครอยากได้หรอก ..ยิ่งทำ ยิ่งจน !!

สินค้าที่ผลิตมาขายเฉพาะคนที่พิเศษ ขายคนไม่ธรรมดา ..ใครๆ ก็อยากได้

นี่คือเคล็ดลับ ของธุรกิจที่น่าขบคิดกัน !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ยุคแห่งฟองสบู่และคนรวยเร็ว



‘หลักการสร้าง Billionaire กับ การเกิดขึ้นของคนบ้า มันมีเส้นแบ่งบางๆ เท่านั้นเอง’


ทุกวันนี้เราต่างพยายาม ร่ำรวย และ สำเร็จ ในชีวิต โดยการเล่นเกมเศรษฐี 


ว่าแต่ เคยเล่นไหมครับ ‘เกมเศรษฐี’ หรือ ของฝรั่งคือ เกม Monopoly ...ตอนผมเด็กๆ นี่ชอบมาก ก็จะเรียกเพื่อนมา 3-4 คน มาเล่นเกมนี้ 


มันเป็นเกมจำลองของระบบเศรษฐกิจ ...โดยผู้เล่นทุกคนก็จะ ทอยลูกเต๋า แล้วก็เดินวนไปในกระดาน ...ความเด็ดมันอยู่ที่ พอใครเดินไปตกจุดไหน ก็สามารถซื้อที่ดินได้ 


หลายคนไม่รู้ว่า จริงๆ เคล็ดลับที่จะชนะเกมเศรษฐี มีเรื่องเดียว คือ พยายามซื้อที่ให้เร็วที่สุด แค่นั้นเอง


 (คนที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่ซื้อที่เลย สุดท้ายจะแพ้ เพราะเวลาเดินไปตกตรงไหน ก็ต้องจ่ายเงินให้เจ้าของที่ตลอด ...เทียบง่ายๆ คนที่ไม่ซื้อที่เลย ก็เหมือนมนุษย์เงินเดือนคนนึง ที่ทำงานได้เงินเดือน แต่ไม่ซื้อสินทรัพย์เลย ..สุดท้ายจะแพ้)


ลองมาเทียบเกมเศรษฐี กับชีวิตจริง ก็ไม่ต่างกัน ...คนที่สะสมเงินสด สุดท้ายแพ้ ...ส่วนคนที่สะสมสินทรัพย์ สุดท้ายรวยกว่า ชนะ ...จะว่าไปแล้ว ผมว่าคนรุ่นผมเล่นเกมนี้ทุกคนนะ ..แต่เชื่อว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้สนหรอกว่า เกมนี้มันสอนอะไร ‘เดินไปเรื่อยๆ สุดท้ายแพ้ ...เหมือนชีวิตจริงเลย (เศร้า) ทำงานไปเรื่อยๆ เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งจน ไม่รวยซะที ...ก็มันไม่เข้าใจแก่นของเกมนั่นไง !!’


ชีวิตเราทุกวันนี้ ก็เหมือน ‘เกมเศรษฐี’ ..วิ่งวนทำสิ่งซ้ำซาก ทนอยู่ในระบบทุกนิยม เพียงเพื่อให้ระบบให้รางวัลเฉพาะคนมีสินทรัพย์ ...บอกตรงๆ ใครรู้เรื่องนี้ช้า นี่โคตรซวย


เอ่อ !! จริงๆ นึกอะไรสนุกละ ถ้าอยากสอนเพื่อนเรื่องการเงิน ให้เขามาเล่นเกมเศรษฐีด้วยกัน แล้วพอเพื่อนแพ้ คุณก็เฉลยว่า ‘เทคนิคการชนะคือ สะสมที่ดิน แค่นั้นเอง’


มีเทคนิคเพิ่มคือ ‘พวกบ้า’ ..ผมกับเพื่อนๆ เล่นเกมนี้บ่อย จนเบื่อกฏแบบเดิมๆ ...ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยมาตั้งกฏของเกมใหม่ โดยที่ สร้างธนาคารขึ้นมา


กฏมีอยู่ว่า ทุกคนสามารถยืนเงินธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่อยากจะยืม ...ดังนั้น พอเดินตรงตรงไหน ผมซื้อที่ จากนั้น ซื้อบ้าน 4 หลัง แล้วใส่โรงแรมเข้าไป ...ลองนึกภาพว่า ใครเดินมาตกตรงนี้มีหนาว


‘ตั้งกฏเอง’ ...ใช่!! ผมอยากจะรู้ว่า พวกเจ้าสัว เขารู้สึกอย่างไรในชีวิตจริง ...เพราะชีวิตจริง เจ้าสัวสามารถกู้เงินธนาคารแทบจะได้ไม่จำกัด ...ชอบที่ดินไหน ก็ซื้อมันได้ทุกอย่างด้วยเงินธนาคาร


พอเล่นแบบนี้ ผมชนะเกือบทุกครั้ง เพราะคนอื่นคิดไม่ทันว่า ควรกู้ซื้อสินทรัพย์ให้มากที่สุด ...พอเพื่อนเริ่มรู้ทัน ทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ...คราวนี้เหมือน เกมเจ้าสัว ปะทะเจ้าสัว ...เหมือน CP ชน เบียร์ช้าง มันส์โคตรๆ !!


เขียนมาตั้งยาว จะมาบอกว่า ‘คนบ้า’ กับ ‘Billionaire ‘ ต่างกันแค่เส้นบางๆ ดังนี้


1. คนบ้า ใช้ชีวิตไม่แคร์สายตาใคร มีแนวของตัวเอง ไม่ต้องแคร์ว่า ขับรถอะไร ถือกระเป๋าอะไร ...พวก Millionaire แคร์มากเรื่องเหล่านี้ แคร์ว่าคนอื่นคิดยังไง ...แต่ Billionaire เจ้าสัว ไม่แคร์ครับ ใส่อะไรก็เท่ห์ ..Mark Zuckerberg ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ มาเที่ยวผับแถวทองหล่อ ยามยังไม่ให้เข้าเลย ..โคตรแนว


2. คนบ้าสร้างกฏของชีวิตของตัวเอง ...คนทั่วไปความสำเร็จ คือ เรียนสูง เรียนให้เก่ง แต่งงาน หาความมั่นคงในชีวิต เก็บเงิน ตั้งใจ ..ว่าไป .....แต่พวก Billionaire ก็แนวเดียวกับคนบ้าเลย ไม่สนเลย บ้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ...เผอิญดีกว่าคนบ้านิดนึง ตรงที่สิ่งที่คนบ้าเชื่อมันไม่ทำเงิน ..แต่อันนี้ทำเงิน ก็แค่นั้นแหละ


3. คนบ้าทำเพื่อโลกส่วนตัวของตัวเอง แต่ Billionaire ทำเพื่อเปลี่ยนโลก ...โลกของตัวเอง กับ โลกของคนอื่น นั่นแหละความแตกต่าง 


สรุปรวมความบ้า ความแนว แล้วเอาพลังมาเปลี่ยนอะไรสักอย่างในโลกให้ดีขึ้น ก็เป็น Billionaire ได้


- คนเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น ก็เป็น Google

- เปลี่ยนรถน้ำมัน เป็นรถไฟฟ้าก็เป็น Tesla

- เปลี่ยนให้คนธรรมดาเป็นเจ้าของสื่อก็ Facebook

- ถ้าเมืองไทย คนรุ่นใหม่ระดับหมื่นล้าน ก็เช่น FSMART ตู้เติมเงิน ที่พม่าทุกคนชอบ เพราะครึ่งนึงของเงินเดือน ใช้กับตู้นี้ , BEAUTY เครื่องสำอางค์ที่เจาะใจคนจีน ...สาหร่าย , SPA ..ก็ว่ากันไป 


ส่วนจะดีหรือไม่ดี ในอนาคต ค่อยตัดสินอีกที แต่ประเด็นที่ Billionaire มี คือ การไม่ใช้ชีวิตตามกรอบ ไม่ใช้วิธีเหมือนใคร และ สร้างความเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจากสิ่งที่เขาทำ และ เก็บสะสมสินทรัพย์ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


คนบ้า กับ Billionaire มีเส้นแบ่งบางๆ เท่านั้นเอง



‘หลักการสร้าง Billionaire กับ การเกิดขึ้นของคนบ้า มันมีเส้นแบ่งบางๆ เท่านั้นเอง’


ทุกวันนี้เราต่างพยายาม ร่ำรวย และ สำเร็จ ในชีวิต โดยการเล่นเกมเศรษฐี 


ว่าแต่ เคยเล่นไหมครับ ‘เกมเศรษฐี’ หรือ ของฝรั่งคือ เกม Monopoly ...ตอนผมเด็กๆ นี่ชอบมาก ก็จะเรียกเพื่อนมา 3-4 คน มาเล่นเกมนี้ 


มันเป็นเกมจำลองของระบบเศรษฐกิจ ...โดยผู้เล่นทุกคนก็จะ ทอยลูกเต๋า แล้วก็เดินวนไปในกระดาน ...ความเด็ดมันอยู่ที่ พอใครเดินไปตกจุดไหน ก็สามารถซื้อที่ดินได้ 


หลายคนไม่รู้ว่า จริงๆ เคล็ดลับที่จะชนะเกมเศรษฐี มีเรื่องเดียว คือ พยายามซื้อที่ให้เร็วที่สุด แค่นั้นเอง


 (คนที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่ซื้อที่เลย สุดท้ายจะแพ้ เพราะเวลาเดินไปตกตรงไหน ก็ต้องจ่ายเงินให้เจ้าของที่ตลอด ...เทียบง่ายๆ คนที่ไม่ซื้อที่เลย ก็เหมือนมนุษย์เงินเดือนคนนึง ที่ทำงานได้เงินเดือน แต่ไม่ซื้อสินทรัพย์เลย ..สุดท้ายจะแพ้)


ลองมาเทียบเกมเศรษฐี กับชีวิตจริง ก็ไม่ต่างกัน ...คนที่สะสมเงินสด สุดท้ายแพ้ ...ส่วนคนที่สะสมสินทรัพย์ สุดท้ายรวยกว่า ชนะ ...จะว่าไปแล้ว ผมว่าคนรุ่นผมเล่นเกมนี้ทุกคนนะ ..แต่เชื่อว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้สนหรอกว่า เกมนี้มันสอนอะไร ‘เดินไปเรื่อยๆ สุดท้ายแพ้ ...เหมือนชีวิตจริงเลย (เศร้า) ทำงานไปเรื่อยๆ เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งจน ไม่รวยซะที ...ก็มันไม่เข้าใจแก่นของเกมนั่นไง !!’


ชีวิตเราทุกวันนี้ ก็เหมือน ‘เกมเศรษฐี’ ..วิ่งวนทำสิ่งซ้ำซาก ทนอยู่ในระบบทุกนิยม เพียงเพื่อให้ระบบให้รางวัลเฉพาะคนมีสินทรัพย์ ...บอกตรงๆ ใครรู้เรื่องนี้ช้า นี่โคตรซวย


เอ่อ !! จริงๆ นึกอะไรสนุกละ ถ้าอยากสอนเพื่อนเรื่องการเงิน ให้เขามาเล่นเกมเศรษฐีด้วยกัน แล้วพอเพื่อนแพ้ คุณก็เฉลยว่า ‘เทคนิคการชนะคือ สะสมที่ดิน แค่นั้นเอง’


มีเทคนิคเพิ่มคือ ‘พวกบ้า’ ..ผมกับเพื่อนๆ เล่นเกมนี้บ่อย จนเบื่อกฏแบบเดิมๆ ...ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยมาตั้งกฏของเกมใหม่ โดยที่ สร้างธนาคารขึ้นมา


กฏมีอยู่ว่า ทุกคนสามารถยืนเงินธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่อยากจะยืม ...ดังนั้น พอเดินตรงตรงไหน ผมซื้อที่ จากนั้น ซื้อบ้าน 4 หลัง แล้วใส่โรงแรมเข้าไป ...ลองนึกภาพว่า ใครเดินมาตกตรงนี้มีหนาว


‘ตั้งกฏเอง’ ...ใช่!! ผมอยากจะรู้ว่า พวกเจ้าสัว เขารู้สึกอย่างไรในชีวิตจริง ...เพราะชีวิตจริง เจ้าสัวสามารถกู้เงินธนาคารแทบจะได้ไม่จำกัด ...ชอบที่ดินไหน ก็ซื้อมันได้ทุกอย่างด้วยเงินธนาคาร


พอเล่นแบบนี้ ผมชนะเกือบทุกครั้ง เพราะคนอื่นคิดไม่ทันว่า ควรกู้ซื้อสินทรัพย์ให้มากที่สุด ...พอเพื่อนเริ่มรู้ทัน ทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ...คราวนี้เหมือน เกมเจ้าสัว ปะทะเจ้าสัว ...เหมือน CP ชน เบียร์ช้าง มันส์โคตรๆ !!


เขียนมาตั้งยาว จะมาบอกว่า ‘คนบ้า’ กับ ‘Billionaire ‘ ต่างกันแค่เส้นบางๆ ดังนี้


1. คนบ้า ใช้ชีวิตไม่แคร์สายตาใคร มีแนวของตัวเอง ไม่ต้องแคร์ว่า ขับรถอะไร ถือกระเป๋าอะไร ...พวก Millionaire แคร์มากเรื่องเหล่านี้ แคร์ว่าคนอื่นคิดยังไง ...แต่ Billionaire เจ้าสัว ไม่แคร์ครับ ใส่อะไรก็เท่ห์ ..Mark Zuckerberg ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ มาเที่ยวผับแถวทองหล่อ ยามยังไม่ให้เข้าเลย ..โคตรแนว


2. คนบ้าสร้างกฏของชีวิตของตัวเอง ...คนทั่วไปความสำเร็จ คือ เรียนสูง เรียนให้เก่ง แต่งงาน หาความมั่นคงในชีวิต เก็บเงิน ตั้งใจ ..ว่าไป .....แต่พวก Billionaire ก็แนวเดียวกับคนบ้าเลย ไม่สนเลย บ้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ...เผอิญดีกว่าคนบ้านิดนึง ตรงที่สิ่งที่คนบ้าเชื่อมันไม่ทำเงิน ..แต่อันนี้ทำเงิน ก็แค่นั้นแหละ


3. คนบ้าทำเพื่อโลกส่วนตัวของตัวเอง แต่ Billionaire ทำเพื่อเปลี่ยนโลก ...โลกของตัวเอง กับ โลกของคนอื่น นั่นแหละความแตกต่าง 


สรุปรวมความบ้า ความแนว แล้วเอาพลังมาเปลี่ยนอะไรสักอย่างในโลกให้ดีขึ้น ก็เป็น Billionaire ได้


- คนเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น ก็เป็น Google

- เปลี่ยนรถน้ำมัน เป็นรถไฟฟ้าก็เป็น Tesla

- เปลี่ยนให้คนธรรมดาเป็นเจ้าของสื่อก็ Facebook

- ถ้าเมืองไทย คนรุ่นใหม่ระดับหมื่นล้าน ก็เช่น FSMART ตู้เติมเงิน ที่พม่าทุกคนชอบ เพราะครึ่งนึงของเงินเดือน ใช้กับตู้นี้ , BEAUTY เครื่องสำอางค์ที่เจาะใจคนจีน ...สาหร่าย , SPA ..ก็ว่ากันไป 


ส่วนจะดีหรือไม่ดี ในอนาคต ค่อยตัดสินอีกที แต่ประเด็นที่ Billionaire มี คือ การไม่ใช้ชีวิตตามกรอบ ไม่ใช้วิธีเหมือนใคร และ สร้างความเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจากสิ่งที่เขาทำ และ เก็บสะสมสินทรัพย์ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เราหางานทำ หรือ สร้างงานเอง ต่างกันยังไง



‘เคยสงสัยไหมว่า มีคนทำงาน 2 แบบ ..แบบแรก คือ คนที่หางานทำ ..แบบที่สอง คือ คนที่สร้างงานให้คนอื่นทำ’ ...คนสองคนนี้ เขาคิดต่างกันอย่างไร ? 


1. มาดูแบบแรก ...คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ขั้นตอนการหางานทำ ก็เริ่มจากไปเรียน จากนั้นก็ไปหางานทำ ..ในอดีตก็ดีอยู่หรอก แต่วันนี้เริ่มมีปัญหาเพราะงานหลายๆ อย่างที่เคยมี มันเริ่มหายไป ..เครื่องจักรมาแทนบ้าง หุ่นยนต์มาแทนบ้าง 


ข้อเสียของคนที่หางานทำ คือ เขาจะพยายามหางานทำ ..เอ่อ !! แล้วมันไม่ดีตรงไหน ? - ปัญหามันอยู่ที่ พอคิดว่า งาน ต้องไปหางานทำ ก็เลยปิดโอกาสตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราทุกคนสามารถสร้างงานเองได้ 


หลายคนพอโดนให้ออกจากงาน ก็คิดว่าตัวเองสิ้นหนทาง ชีวิตจบแล้ว ...ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่เลย ..ถ้าทุกคนตั้งใจมองที่ทักษะและประสบการณ์ที่ตัวเองมี แล้วมองให้กว้าง ..อย่ายึดติดกรอบความคิดที่ว่า เคยทำอาชีพอะไร ต้องทำเหมือนเดิม ..พอมองกว้าง (ถอยหลังมามอง) จะเห็นว่าจริงๆ แล้วโอกาสมีอีกมากมาย


2. คนแบบที่สอง ..’นี่คือคนแบบที่สร้างงานให้คนอื่นทำ’ ..อันนี้คนส่วนน้อย เพราะเป็นสิ่งที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 


จริงๆ น่าจะมีสอนนะ น่าจะเป็นวิชาบังคับก่อนจบ ประถม 6 ..วิชา สร้างงานทำเอง ...โจทย์มีอยู่ว่า ให้มองทักษะและประสบการณ์ ณ จุดที่ตัวเองยืน แล้วลองสร้างงานขึ้นมา 


แน่นอน ถ้าให้เด็กประถมคิด เขาก็จะคิดจากประสบการณ์ของเขา เช่น หาของมาขาย จะขายออนไลน์หรือออกบูทขาย ก็ว่ากันไป


ถ้าให้นักศึกษาคิด ..งานก็จะเริ่ม มีความซับซ้อนขึ้น ก็จะมาจากความรู้ ระดับมหาวิทยาลัยที่เขาเรียน เช่น สมมุติว่าเรียนคอมพิวเตอร์ ก็จะสร้างบริษัท Start-Up ขึ้นมาสักอย่าง ...พอทักษะเรามากขึ้น โอกาสของธุรกิจก็จะมากขึ้น


ถ้าให้พนักงานบริษัทคิด ...งานที่สร้างก็มักจะเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ในบริษัทนั้นๆ เช่น ทำสิ่งที่เคยเสนอแต่หัวหน้าไม่เอา ก็อาจเอาไอเดียนั้น มาทำบริษัทตัวเอง ...ความเป็นไปได้ในธุรกิจของพนักงานบริษัท ก็จะมีโอกาสสำเร็จกว่า เด็กมหาวิทยาลัยหรือเด็กประถม เพราะเขาอยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้น


ถ้าให้ผู้บริหารบริษัทคิด ...งานที่เขาสร้าง น่าจะเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของบริษัทที่เจาทำงานอยู่ ...ใช่!! ผู้บริหารนี่แหละตัวสร้างธุรกิจ Disrupt ได้ดีเลย เพราะรู้ทุกอย่าง ..รู้ไม่พอ ดันมี Connection มีความน่าเชื่อถืออีก ...แต่สงสัยไหม ทำไมผู้บริหารส่วนใหญ่ทั้งๆ ที่มีโอกาสสร้างธุรกิจเอง มีโอกาสสำเร็จมากสุด แต่ไม่ออกมาทำ ...ตอบง่ายๆ จะเสี่ยงทำไมเมื่อจุดที่อยู่มันดีอยู่แล้ว


ถ้าคุณเป็นเจ้าของ สิ่งที่ต้องทำ คือ ให้เงินและผลตอบแทนผู้บริหารและ Key Man ให้มากที่สุด ...ให้มากสุดในความหมายจริงๆ ก็คือ ‘จ่ายให้น้อยที่สุด เท่าที่เขาจะไม่ออกมาทำแข่งนั่นแหละ’


ที่เล่าเรื่อง ‘คนหางาน’ กับ ‘คนสร้างงาน’ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า จริงๆ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง มันมีเส้นแบ่งบางๆ นิดเดียว ...ไม่ได้เกี่ยวกับเงิน , ความรู้ หรือ ความพร้อมอะไรทั้งสิ้น - คิดง่ายๆ คนทุกคน ทุกช่วงอายุ สามารถออกมาสร้างงาน สร้างธุรกิจ ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาเอก หรือ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกเศรษฐี 


เส้นบางๆ ที่คนไม่กล้าสร้างงานขึ้นมาเอง ก็คือ ‘ความกลัว’ 


จะบอกว่า ไม่มีใครพร้อมในวันแรกที่เริ่มทำอะไรหรอก ...ไม่มีคำว่า ‘พร้อม’ 


ว่ายน้ำครั้งแรก , ขับรถครั้งแรก , สอบครั้งแรก , ทำงานครั้งแรก ...ไม่มีคำว่า ‘พร้อม’ แต่ทุกครั้งเราก็ผ่านมันได้ ทำได้ ..ถ้าเราจะทำ !!


ใครที่รู้สึกตัน หรือ ติดขัด ..คิดว่าหมดหนทาง ...ลองปรับวิธีคิดใหม่ ...ไม่มีใครพร้อมในวันที่เริ่ม แล้วเราจะกลัวอะไร ?


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อย่าตายเพราะ จุดแข็งของตัวเอง ‘ฆ่ามันซะ’



‘ปรับตัวอย่างไร ไม่ให้เรากลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องปิดตัว’


ทุกวันนี้เราจะเห็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ธุรกิจรายใหญ่ในอดีต ทยอยปิดตัว ..นิตยสาร , ค่ายเพลง , หนังสือพิมพ์ , ร้านขาย DVD , ...


มานั่งคิดกันดีกว่า ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ต้องปิดตัว แถมทำให้รุ่งกว่าเดิม ดีกว่าเดิม ...ให้ลองถาม 5 คำถามดังนี้


1. ‘ธุรกิจเราทำประโยชน์ หรือแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า ?’ ...นี่คือ ความจำเป็นเบื้องต้นของความอยู่รอดของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ...เดิมทีร้านโชว์ห่วย ช่วยให้ลูกค้าสะดวกในการไปซื้อของ แต่ทุกวันนี้ 7-11 สะดวกกว่า ของครบกว่า ..โชว์ห่วยเลยจบ - ส่วนออนไลน์ถูกกว่า ของเยอะกว่า 7-11 อันนี้ถ้า 7-11 ไม่ปรับตัว ก็อาจจบตาม ...แต่ที่ 7-11 เขาไม่จบ เพราะเขาไม่เคยหยุดปรับตัว ..ปรับตัวตลอดเวลา ..จากสะดวกซื้อ มาสะดวกอิ่ม ..วันนี้สะดวกโคตรๆ ก็ศึกษาเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนกันไป 


2. ‘ถ้าไม่มีเราแล้วลูกค้าจะเดือดร้อนแค่ไหน ?’ ...ถ้าไม่มี Facebook ผมว่า ขายของออนไลน์ส่วนใหญ่เดือดร้อนเลย ไม่รู้จะเข้าถึงลูกค้ายังไง ...หรือ ปตท. เลิกกิจการ อันนี้เดือดร้อนเลย ...ระดับความเดือดร้อนเมื่อขาดเรา คือ ความมั่นคงและความยั่งยืนทางธุรกิจ 


3. ‘นิยามธุรกิจ คิดให้ขาด’ ..อย่าง Netflix เดิมทีเขาเป็นร้านให้เช่า DVD แต่พอเขานิยามธุรกิจได้ชัด เขาก็รู้ว่า จริงๆ เขาเป็นธุรกิจ ‘ขาย Content’ ดังนั้น เขาไม่ควรยึดติดกับแค่การขาย DVD แต่ต้องมุ่ง เข้าถึงลูกค้า ด้วยวิธีที่ลูกค้าสะดวกและคุ้มที่สุด ...วันนี้ Netflix เป็นบริษัท Entertainment Streaming ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ข้อนี้น่ะยากสุด ต้องคิด และ ลองทำ แล้วต้องทดลองตลาด ..หลักๆ ในข้อนี้ คือ การลองผิดลองถูก มากกว่าแค่การนั่งคิดบนกระดาษ)


4. ‘กล้าตัด ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ได้เร็วแค่ไหน?’ ..ยุคนี้ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ แต่การกล้าที่จะตัดและจำกัดความเสียหายต้องทำให้เร็ว ..ถ้าสิ่งที่ทำ ไม่มีอนาคต ต้องรีบตัด เลิกให้เร็ว ...’บอกว่า เสียหน้า มันแค่เรื่องชั่วคราว ..เสียชีวิต นี่ของจริง’


5. ‘กล้ารับความคิดเห็น ที่เราไม่เห็นด้วยหรือเปล่า ?’ ..ส่วนใหญ่ก่อนธุรกิจจะเจ๊ง มันไม่ได้อยู่ดีๆ เจ๊ง ..แต่มันเกิดจากการสะสมการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง


 ..อันนี้โดยเฉพาะคนเก่ง มักจะพลาดจากจุดแข็งของตัวเอง ...เพราะคนเก่ง ฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้ ..การที่จะเอาตัวรอดจาก EGO ของตัวเอง ต้องกล้าที่จะฟังและพิจารณาความคิดที่แตกต่าง 


ทั้ง 5 ข้อนี้ คิดก็ยาก และ ทำยิ่งโคตรยาก ...คนที่ทำได้ ผ่านได้ จะสนุกและภูมิใจ 


...เมื่อผ่านวิกฤตไปได้ เราจะพบว่า 


จุดแข็งของเรานั่นแหละคือจุดอ่อน 


...ความสำเร็จในอดีตนั่นแหละ ที่ขวางทางความสำเร็จครั้งต่อไป 


ยอมเถอะ ..ยอมเป็นนักเรียนอีกสักครั้ง ..นี่แหละ ผู้ชนะที่แท้จริง - นักเรียนที่ไม่หยุดเรียนรู้ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


และแล้วเราทุกคนก็เป็นผู้ประกอบการ



‘แล้วเราก็เข้าสู่ยุคผู้ประกอบการ ..Everyone an Entrepreneur !!’ 


จริงอยู่ !! เสี่ยงจะตายทำธุรกิจส่วนตัว ...ผู้ประกอบการคือ กลุ่มคนที่มีค่าใช้จ่ายแน่นอน (จ่ายทุกวัน ค่าเช่า ค่าคนงาน ค่า.. ฆ่ากรูเลยดีกว่าไหม !!) ..แต่มีรายได้ไม่แน่นอน


เอาตัวเลขของประเทศอังกฤษมาให้ศึกษากัน ..ปี 1970 ประเทศอังกฤษมีธุรกิจ SME อยู่ 800,000 ธุรกิจ ..ปัจจุบันกลายเป็น 5 ล้านธุรกิจ


งานใหม่ที่เกิดขึ้นมาหลังปี 2008 กว่าครึ่งเป็น Self-employed และรวมทั้งหมดกว่า 90% คือ เปิดธุรกิจตัวเอง


ข้อมูลที่น่าสนใจคือ 


- คนที่ออกไปทำธุรกิจส่วนตัวโดยค่าเฉลี่ย ได้เงินน้อยกว่า ตอนที่ทำงานประจำ แต่กลับมีความสุขมากกว่า


- สาเหตุที่คนทำธุรกิจส่วนตัวมีความสุขมากกว่า แม้ความมั่นคงในชีวิตจะลดลง เพราะโลกยุคปัจจุบัน คนเรามีโจทย์การต่อสู้ของชีวิตที่เปลี่ยนไป ...ในอดีตมนุษย์ทำงานเพื่อให้ไม่อดตาย ..แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วอดตาย มีแต่กินเยอะจนตาย (สาเหตุการตายในปัจจุบัน ทั้งมะเร็ง หัวใจ โรคร้าย ล้วนมีต้นเหตุจากการกินไม่เลือกและกินมากไป) ....โจทย์การต่อสู้ชีวิตของคนยุคนี้ เป็นการสู้เพื่อออกแบบชีวิตในแบบของตัวเอง 


- ‘การออกแบบชีวิตในแบบของตัวเอง’ คือ ความใฝ่ฝันสูงสุดของคนยุคนี้ ...ทำงานที่ตัวเองรัก ทำในแบบที่เรากำหนดเอง และ ใช้ชีวิตสะท้อนคุณค่าที่เรากำหนด และความภูมิใจในตัวเอง - ฟังดูธรรมดา แต่การที่ใครจะตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ เราอาจต้องทำงานเพื่อค้นหาตัวเอง ครึ่งค่อนชีวิต กว่าจะเจอ 


- คนทุกวันนี้ เข้าใจมากขึ้นว่า ‘เงิน และ ความสำเร็จ’ มันไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือ การเดินทางเพื่อค้นหาและซึมซาบความเข้าใจ ความทุกข์ ความสุข ตลอดทางที่เดิน ...นี่แหละนิยามใหม่ของ ‘การออกแบบชีวิตที่เหมาะกับตัวเรา’


- ‘การเกษียณเป็นเรื่องโกหก’ ที่องค์กร ใช้เป็นข้ออ้างในการไล่คนแก่ ที่ค่าแรงสูงออก ..ทั้งที่ความจริง คนเหล่านั้นล้วนมีส่วนในการสร้างความสำเร็จให้องค์กร ...ผมแนะนำ คนรุ่นใหม่เลยว่า ทุกวันนี้ ถ้าทำงานแล้วไม่ได้หุ้น แปลว่า เขาไม่เห็นค่าเรา ...ไปหางานอื่นที่เขาเห็นค่าเถอะ หรือ เปิดธุรกิจตัวเองซะเลย ...หรือ ทางเลือกสุดท้ายก็ก้มหน้าทำที่เดิมต่อไป แต่เงินที่ได้ เอาไปลงทุน ไปออมในหุ้น ไปซื้อหุ้นธุรกิจดีๆ แล้วเป็นเจ้าของร่วม 


(เรื่องนี้ เข้าใจให้เร็ว จะได้ไม่เสียรู้ในชีวิต ‘คนส่วนใหญ่ทนทำงานหนัก พอแก่แล้ว โดนเฉดหัวส่ง ไร้ค่า ก็เพราะ ไม่ซื้อหุ้น ซื้อความเป็นเจ้าของ แค่นั้นเอง’)


- ‘งานที่มั่นคง ก็เป็นเรื่องโกหก’ เราอยู่ในโลกที่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนแปลง ..ยุคแบบนี้ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่บริษัทอะไร หรือ ทำงานที่ไหน ..แต่ขึ้นกับตัวเรา ที่พัฒนาตัวเอง ปรับตัวเอง ให้พร้อมต่อทุกความเปลี่ยนแปลง


- ‘ตัวเราที่มั่นคง เป็นเรื่องจริง’ ...ยุคนี้อย่ารอให้ใครมาเปลี่ยนเรา ผมมี 5 ข้อคิด มาฝากสำหรับคนที่อยากปรับตัวให้ทันสมัย ไม่ตกยุค


1. ‘ดีแล้วไม่มี ..ต้องถามทุกปี ว่าดีกว่านี้ทำยังไง’


2. ‘ความเสี่ยง จริงๆ มันไม่มี’ ...เพราะคนที่มองว่า อะไรเสี่ยงแปลว่า คุณแค่ไม่เข้าใจเรื่องนั้น หรือ เราแค่มีความรู้ไม่พอ ...อย่างการเล่นหุ้นที่คนส่วนใหญ่มองว่าโคตรเสี่ยง แต่ก็มีคนที่เข้าใจเขาบริหารเงินผ่านวิธีการออมในหุ้น วางเงินเหมือนเงินฝากธนาคาร ...รวยกว่า 10 เท่าเงินฝาก แค่มีความเข้าใจ 


3. ‘งานที่มั่นคง มันไม่มี’ ...งานอะไรที่มั่นคง แปลว่า งานนั้น เขียนโปรแกรม แล้วเอาหุ่นยนต์ เครื่องจักร มาทำแทนเราได้ ...งานที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้คือ งานที่ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ...มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นหุ่นยนต์ เราถูกสร้างให้ตรงข้ามกับหุ่นยนต์  


4. ‘ไม่มีเวลา แปลว่า ไม่สำคัญ’ ..คนส่วนใหญ่ไม่พัฒนา ไม่ศึกษา ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะอ้างว่า ไม่มีเวลา ...จริงๆ แล้ว คนที่พูดว่าไม่มีเวลา ก็คือ การพูดว่า ‘เรื่องนี้ไม่สำคัญ’ ...ถ้าอยากทำอะไร คุณจะมีเวลาให้สิ่งนั้น


5. ‘ไม่มีเงิน แปลว่า ไม่อยากทำจริง’ ...เงินนี่จริงๆ มันไม่ได้จำกัดเหมือนเวลา เงินมีมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘วิชาเรียกเงิน’ ...คนรวย คือ คนที่สามารถเรียกเงินจากธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ ...คุณเห็นเจ้าสัวไหม เขาสามารถกู้เงินธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ บางทีตึกระฟ้าราคาเป็นพันล้าน เขาไม่ได้ใช้เงินตัวเองเลย ....สิ่งที่คนเหล่านี้มี ล้วนเกิดจากการฝึกวิชาเรียกเงิน


ทั้งหมดนี้ มันก็เริ่มจากการสร้างเครคิด สร้างความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองผ่านเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง


อย่าเอาแต่ คิดหาข้ออ้าง ...เอาเวลาไปคิดหาวิธีดีกว่า ว่า ยุคที่โอกาสเปิด การเปลี่ยนแปลงรุนแรง เราจะออกแบบชีวิตของเราแบบจริงจัง เมื่อไหร่ ?


‘ผู้ประกอบการ เป็นได้ - ถ้าเอาจริง ที่จะเป็น!!’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อยากทำงานฟรี สมัครที่ไหนดี ..มีไหม ?



‘มีการทำงานรูปแบบนึง ที่ฮิตมากในโลกยุคนี้ คือ Open Source ...เดี๋ยว!! มันคืออะไร ? - แปลตรงๆ เลยนะ คือ ทำงานฟรีครับ’


ทำงานฟรีแบบ Open Source นี่เอง ที่สร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนโลก เช่น 


Wikipedia ทุกวันนี้เราหาข้อมูลจาก Encyclopedia อันนี้ฟรี 


Firefox คนจำนวน 350 ล้านคน ใช้เว็บเบราว์เซอร์อันนี้แบบฟรีๆ นี่ก็ Open Source


หรือ อย่าง ธนาคารเพื่อคนจน Grameen Bank ที่ก่อตั้งด้วยเงินไม่กี่บาท ของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจนที่ไร้โอกาสด้วยธนาคารแห่งนี้ นาย Muhammad Yunus ..นี่ก็ Open Source


สรุปง่าย Open Source คือ แนวคิดรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 21 ที่ถามคนว่า ‘คุณกับผม ลองมาทำอะไรร่วมกันเพื่อเปลี่ยนโลกไหม ?’ ...ในวงเล็บ แต่ไม่มีเงินให้นะ คุณทำฟรี ไม่มีค่าตอบแทน


ลองหันมาถามตัวเองว่า ‘ถ้าวันนี้มีคนมาเสนองานเปลี่ยนโลก ให้เราทำ แต่ทำฟรีนะ ..เราจะทำไหม ?’


(แน่นอน นี่ถามลอยๆ บางคนก็จะตอบว่า ทำ กับไม่ทำ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ..ทำไม Open Source สำเร็จ ? - ทำไมคนยอมทำงานฟรี ? - แล้วใครล่ะที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ?)


เอาล่ะ มาดูกัน


ทำไม Open Source สำเร็จ ? - ทำไมคนยอมทำงานฟรี ? - แล้วใครล่ะที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ?


 ...เอาจริงๆ Open Source ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ..เราแค่อยากจะรู้ว่า เบื้องหลัง พวกคนรุ่นใหม่ ที่ชอบทำอะไรฟรีๆ มันมีเบื้องหลังอะไรต่างหาก 


 ..จุดเริ่มต้น อาจจะเริ่มจากวงเหล้า หรือเวลาว่าง จากงานประจำ ...อย่างบริษัท Google เขาอนุญาตให้พนักงานใช้เวลา 20% ของเวลางาน ทำงานสร้างสรรค์อะไรก็ได้ที่อยากทำ ..เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอเมริกา เพราะบริษัทจำนวนมากใน Silicon Valley ก็ทำแบบนี้ 


แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ที่ Open Source สำเร็จหลักๆ มาจาก 


หนึ่ง ‘มันคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ’ (งานประจำเราทำเพราะจำเป็น แต่งานอาสาเราทำเพราะเราชอบ)


สอง ‘คนเราสนใจรางวัลที่ไม่ใช่เงินด้วย’ ..เงินสำคัญสุด แต่สังเกตดีๆ โดยเฉพาะคนยุคนี้ เงินไม่ใช่ทั้งหมด เราสนใจสิ่งที่ไม่ใช่เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เราสนใจ ประสบการณ์ , เราสนใจ Passion , เราสนใจการค้นหาตัวเอง ...สิ่งเหล่านี้อย่าไปคุยกับคนรุ่นก่อนนะครับ เขาจะบอกคุณว่า ‘ไอ้หนู อย่าไร้สาระ ข้าวจะไม่มีแดกละ อย่ามาคุยเรื่อง Passion’ (อ่ะนะ ก็มันมองคนละอย่าง ทำไงได้)


สาม ‘การต่อยอดซึ่งกันและกัน แบบเอาเงินไว้ทีหลัง มันง่ายกว่า’ ...ถ้าคุยธุรกิจ เอาเงินเป็นที่ตั้ง โอกาสที่สิ่งนั้นจะไม่เกิด ไม่ทำ มันสูงมาก เพราะ ธุรกิจมองความเสี่ยง มองความคุ้ม มองผลประโยชน์ที่ชัดเจน ลงตัว การเจรจา ต่อรอง ..โอ้ย!! ว่าดีลจะจบ โลกเขาไปไหนแล้ว !!!


 (พวกบริษัทใหญ่ ที่ตามโลกไม่ทัน ก็ติดตรงนี้แหละ คุยแต่ผลประโยชน์ไม่จบซะที)


สี่ ‘ไม่มีเช้าชามเย็นชาม หรือคนอู้งานใน Open Source’ ...ในออฟฟิศเราเต็มไปด้วยคนที่ทำงานไปเรื่อยๆ ด้วยความเบื่อ ‘เช้าชาม เย็นชาม’ ก็ทนทำ เพื่อเงิน แต่ใน Open Source มันไม่ได้เงิน ถ้าไม่อยากทำจริง มันเลิกไปเลย ...ดังนั้น คนในทีม Open Source มักจะเต็มไปด้วยพลัง แม้ไม่ได้เงินก็ตาม


ห้า ‘สุดท้ายทุกคนได้ประโยชน์ในสิ่งนี้’ ...การทำ Open Source ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัว แก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ที่มันทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น ...นี่คือ โจทย์ธุรกิจที่โคตรดี ...ดีกว่า ธุรกิจทั่วไปที่ไปหาของมาขาย จะหลอกขายลูกค้ายังไง ...ดีกว่าตั้งแต่โจทย์ตั้งต้นละ 


ส่วนใหญ่คนที่มาร่วมกันจะเก่ง เพราะคนที่มีเวลาเหลือ ถ้าไม่ใช่คนตกงานไปเลย ก็จะคือ คนที่จัดสรรเวลาตัวเองเป็น หาเวลาว่าง แบ่งมาวิ่งตามความฝัน (ยุคนี้ผมให้เครดิตคนที่จัดสรรเวลาตัวเองได้ ว่าเป็นคนเก่ง เพราะนี่คือ ยุคของไม่มีใครมีเวลา)


สุดท้ายคนที่ร่วมกันทำ Open Source อันนี้ อาจไม่รวยทันที แต่ทุกคนจะได้ความรู้และประสบการณ์ในสิ่งใหม่ ..ซึ่งความรู้อันนี้แหละ จะทำให้เราโคตรรวย


ลองนึกซิ ถ้าคุณเป็น วิศวะกลุ่มแรกที่ออกแบบ Block Chain ...คุณสามารถสร้างอะไรต่อยอด ไปสมัครงานที่ไหนก็ได้ แม้กระทั่งเปิดบริษัทเอง


เอ่อ !! เล่าข้อดี ของการทำงานฟรี เพื่อเปลี่ยนโลก เปลี่ยนตัวเองแล้ว มีใครสนใจทำงานฟรีให้ผมไหม ? ....เดี๋ยวแลกเปลี่ยนกับความรู้ระบบเงิน ระบบทุน และหุ้นเอาไป ...ฮ่า ฮ่า


‘ความรู้ และ ประสบการณ์ ชนะเงินครับ นี่คือ โลกยุค Open Source ครับ’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คนแบบไหน ที่คนรวย คนสำเร็จ ไม่อยากคบ



‘ทำไงให้เราสามารถคบคนรวยเป็นเพื่อน ..คบคนสำเร็จเป็นเพื่อน?’


เคยสังเกตไหมว่า คนรวย คนสำเร็จ มักจะเป็นคนที่มีเครือข่ายดี รู้จักคนนำพาโอกาสในชีวิต ต่อยอดมหาศาล ..ในขณะที่คนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเพื่อนแบบนั้น 


โอเค!! ..’ลองตั้งโจทย์ แล้วตอบดูว่า ฉันจะทำอย่างไร ให้คนรวย คนสำเร็จ อยากคบเรา’


จริงๆ ประเด็นนี้ มีต่างประเทศเขาไปทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างคนรวยในอเมริกาว่า ‘คนรวยชอบคบคนแบบไหน และหลีกเลี่ยงคนแบบไหน ?’


สิ่งที่พบคือ ชอบแบบไหน มันได้คำตอบที่หลากหลาย เพราะ ความชอบคนเราไม่เหมือนกัน ...แต่คำตอบที่ ไม่ชอบแบบไหน หลีกเลี่ยงคนแบบไหน อันนี้ 85% เห็นพ้องต้องกันเลย


แปลว่า คนรวย คนสำเร็จ จะพยายามไม่คบคนแบบนี้ 


เฉลยครับ ...คนรวย และ คนสำเร็จ จะหลีกเลี่ยง ‘คนคิดลบ’ ...ขอขยายความเรื่องลักษณะคนคิดลบ Negative Thinking เป็น 5 ข้อดังนี้


1. ‘มองทุกเรื่องเป็นความเสี่ยง’ ..อันนี้น่ากลัว , อันนี้เสี่ยง , อันนี้ไม่มีใครกล้าทำหรอก , ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวพลาดจะกลายเป็นตัวตลก 


2. ‘คนคิดลบชอบวิจารณ์คนอื่น’ ..อันนี้ปกติ ถ้าเราเป็นอย่างไร เราจะเห็นแบบนั้น ...เคยสังเกตไหมถ้าเราขับรถอะไร เรามองไปบนถนนก็จะเจอรถแบบนั้น ก็เพราะ เราบังคับสมองให้เห็นสิ่งนั้น ...เหมือนกัน หากเรามองแต่สิ่งลบ มองแต่ข้อผิดพลาดคนอื่น ชีวิตเราจะมองหาแต่วิกฤตและอุปสรรค ทำให้ชีวิตไม่มีโอกาสเลย


3. ‘คนคิดลบชอบหาที่พึ่ง’ ..อย่างคนไทยส่วนใหญ่ ชอบพึ่งโชค พึ่งดวง ..ซึ่งเราลืมไปว่าจริงๆ ดวง เราก็เหมือนน้ำ มันมีขึ้น แล้วก็ลง ..ขึ้นใหม่ แล้วก็ลง ...เป็นรอบๆ ไปเรื่อยๆ (เฮ้ย!! เหมือนหุ้นเลย) ...เวลาดวงตก ถึงเราจะสะเดาะเคราะห์หรือไม่ สุดท้ายมันก็จะผ่านไป 


...สมมุติผมเป็นหมอดู ผมจะทำง่ายๆ คือ รอคนดวงตกมากๆ มาหา ..เพราะเรารู้อยู่แล้ว สุดท้ายปัญหามันก็จะผ่านไป - เอ้านี่ !! เอายันต์นี้ใส่กระเป๋าสตางค์เอาไว้ แล้วดวงจะค่อยๆ ดีขึ้น เรื่องร้ายๆ จะค่อยๆ ผ่านไป - ‘ก็ใช่ดิ มาหาพ่อหมอ หรือไม่มา ยังไง ทุกเรื่องก็ผ่านได้อยู่ดี ..555’


4. ‘คนคิดลบชอบจับกลุ่มบ่น’ ...ถ้าเราคุยปัญหาแต่ไม่คุยวิธีแก้ คือ การบ่น ...ถ้าคุยมีสาระต้อง คุยทางแก้ด้วย 


5. ‘คนคิดลบ ชอบขยายวิกฤต และจำกัดโอกาส’ ...คนคิดบวก จะเห็นทุกวิกฤตเป็นโอกาส เขาจะเลือกมองเพื่อหาทางออก ทางแก้ไข แต่คนคิดลบ จะนั่งจมกับปัญหา ขยายกลุ่มนินทา แล้วก็ฆ่าความมั่นใจของตัวเอง และทำลายความหวังของคนรอบตัว


ใครมีนิสัย 5 ข้อนี้ ต้องพยายามฆ่านิสัยนี้ครับ เพราะนิสัยคิดลบ ชีวิตจะพบแต่ปัญหาและอุปสรรค 


อย่าบ่นว่าวันนี้ดวงไม่ดี หรือ คนดีๆ ไม่อยากคบเรา ให้เปลี่ยนวิธีคิด ลองปรับสวิตช์สมอง จาก ‘ลบ’ ให้เป็น ‘บวก’ แล้วชีวิตจะดีขึ้น โอกาสวิ่งเข้ามาแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน


‘บวก เพื่อตัวเอง ...ท่องไว้เลย!!’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ใช้ชีวิต แบบของแพง แรงแบบ Hermes



“ของธรรมดา กับ ของหรูหรา ต่างกันอย่างไร ?” (Normal vs Luxury)


เคยสงสัยไหมว่า นาฬิกาเหมือนกัน ..บางเรือนราคาไม่กี่พันบาท ก็ดูเวลาได้ตรง แทบไม่ต่างกับ นาฬิกาเรือนละแสน เรือนละล้าน


 ...ผมจะสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “อะไรหรือ คือความหรูหรา” 5 ข้อ ดังนี้


1. Luxury is in Detail ..ของอะไรที่ใส่ใจรายละเอียด ของนั้นคือของหรูหรา ...คนที่ใส่ใจรายละเอียด จึงเหมาะกับการทำธุรกิจที่หรูหรา ขายของแพงได้ เช่น ถ้าคุณมองว่า ที่นอน ก็คือ ห้องเอาไว้นอน คุณทำหอพักได้ ..แต่ถ้าคุณจะทำธุรกิจโรงแรม คุณต้องใส่ใจในรายละเอียด 


2. Luxury is Knowledge ...ความรู้ คือ สิ่งที่แยกให้สิ่งนั้นมีคุณค่า ...ขนาดคนเรา เรายังเรียกคนมีความรู้ว่า คุณ... เราให้เกียรติเขา ให้ราคา เพราะเขามีความรู้ ...เหมือนจะตลกนะ ถ้าจะบอกว่า คนที่คนอื่นให้เกียรติ ให้ราคาก็คือ คนที่มีความรู้ ...ใช่!! ความรู้ และ เรื่องราว คือ ส่วนที่ของหรูหราต้องสร้าง ต้องพัฒนา 


3. Luxury is Price ...อันนี้คิดง่าย แต่ทำยาก ...ของหรูต้องราคาแพง ...แต่ถ้าตั้งราคาแพง โดยที่คุณภาพไม่ถึง อันนี้จะไม่ยั่งยืน ...ลูกค้าไม่ได้โง่ครับ ถ้าจะขายของแพง ของนั้น ต้องดีจริง ใส่ใจรายละเอียดจริงๆ 


4. Luxury is Time ...ของหรูหรา หรือ Brand หรู มักมีประวัติที่ยาวนาน ...นาฬิกาสวิส , รถยนต์เยอรมัน ...’เวลา’ คือ เครื่องพิสูจน์ของจริง คนจริง 


5. Luxury is Feeling ...ถ้าขายของชำ ขายของถูก คงไม่ต้องใส่ใจความรู้สึก ...คนเราตัดสินใจซื้อของ เราใช้เหตุผล แต่คนเราตัดสินใจซื้อของแพง เราใช้อารมณ์ ...นี่เป็นเหตุผลที่ Apple เวลาทำ iPhone เขาใส่ใจมากๆ ว่า วัสดุที่เอามาทำโทรศัพท์ ต้องจับแล้วรู้สึกดี น้ำหนักดี 


ลองสำรวจ สิ่งที่เราทำว่า เราใส่ใจกับ 5 ข้อนี้แค่ไหน ...ถ้าเราใส่ใจกับทุกข้อ แปลว่า คุณสามารถทำธุรกิจ Luxury ได้


‘แพง’ ไม่ใช่แค่ตั้งราคา แต่มันคือ องค์ประกอบทั้ง 5 ที่เราสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


สิ่งที่เล่าสามารถใช้กับ ‘ตัวเรา’ ก็ทำได้ ...ถ้าเราอยากจะเป็นคน ‘แพง’ ต้อง มีความรู้ ผู้รู้มีราคา เพราะคนอื่นให้ค่า ...ใส่ใจรายละเอียด ไม่ใช่สักแต่ทำอะไรลวกๆ แต่ต้องมองความยั่งยืน ..เลือกจุดยืนที่ชัด มีเป้าหมายในชีวิตที่ดี (ใครทำแบบนี้ได้ คุณจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ในขณะที่คุณมุ่งสู่เป้าหมายได้พร้อมๆ กัน)


  ..ลองปรับดูครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ