แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

Mission เป้าหมายไม่เคยเปลี่ยน


'ทุกวันนี้การเริ่มธุรกิจ มันแทบจะมองไม่เห็นโอกาสเลยว่าจะทำอะไรที่ยังไม่มีใครทำ ..สายการบินไปนอกโลก !! -- อ้าว!! มี Richard Branson ทำเรียบร้อย 

ผมไปอ่านหนังสือเล่มนึงชื่อ 'Mission' เขียนโดย Michael Hayman เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการช่วยปั้นธุรกิจใหม่ และ Start-Up มากมายในประเทศอังกฤษ

เขาพูดเรื่อง 'Mission' ว่า เป้าหมายธุรกิจทุกวันนี้สำคัญพอๆกับตัวธุรกิจ และอาจสำคัญยิ่งกว่าด้วยซ้ำ 

อย่างที่เราทราบกันว่า ยุคนี้ผู้บริโภคเสียงดังขึ้น ดังขนาดที่ว่า ยุคนี้แม้แต่สื่อยังต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภค และ วันนี้กระแสส่วนใหญ่มันเกิดจาก Social เกือบทั้งหมดแล้ว

ยุคก่อนสื่อต่างๆ เป็นผู้กำหนด Trend ต่างๆ แล้วสื่อสารให้คนมองแบบนั้น แต่วันนี้มันตรงกันข้าม ผู้บริโภคต่างหากที่ใช้ Social Media ในการสร้างกระแส จุดประเด็น ส่วนสื่อเป็นแค่คนเอาสิ่งเหล่านั้นมาขยายเพิ่ม

ใช่!! ความสำเร็จของธุรกิจยุคนี้จึงอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายธุรกิจที่เร้าใจผู้ร่วมงาน คือ พอฟังเป้าหมายแล้วอยากทำงานด้วย ..ส่วนลูกค้าก็จะซื้อสินค้าที่มีความเชื่อคล้ายๆกับตัวเรา

การบ้านที่ผมว่า นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญคือ การตั้งเป้าหมาย กำหนด Mission ที่ท้าทาย และ มีความหมาย รวมทั้งสร้างคุณค่าต่อคนอื่น

กำหนด Mission Impossible ให้ธุรกิจ แล้วลุยให้เป็นจริงเลยครับ ..อย่าง Airbnb ธุรกิจเช่าห้องพักออนไลน์สุดมาแรง เขาตั้งเป้าหมายสุดเท่ห์ คือ 'Everyone belong Everywhere' -- 'ธุรกิจจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในเรื่อง .. ชีวิตคนเหล่านี้จะดีขึ้นแบบสุดขีด -- เปลี่ยน !! พลิกโลก ..อะจ๊าก!!'


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

ผมชอบตัวเอง แล้วคุณชอบตัวเองไหม


'ผมชอบตัวเอง แล้วคุณชอบตัวเองไหม'

วันนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบตัวเอง เพราะมัวแต่ทำตัวเองให้ทุกคนชอบ ..บอกตรงๆ ถึงแม้สุดท้ายทุกคนชอบคุณ(ซึ่งเป็นไปไม่ได้) แต่คุณจะค่อยๆ ไม่ชอบตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

'ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้น' ..สมัยเด็กๆ ผมได้รับการติ๊กในสมุดพกว่า 'เป็นที่รักใคร่ชอบพอ ชนะใจผู้อื่น' ..เวลานั้นผมคิดว่า จะทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกคนชอบผม -- รู้ไหมว่า 'เหนื่อยครับ' เพราะทำไงก็ตามก็ต้องมีบางคนไม่ชอบผมอยู่ดี

นั่นแหละจุดที่ผมเริ่มคิดได้ ...'แล้วผมจะมานั่งทำให้คนที่ไม่ชอบ ให้ชอบทำไม เสียเวลา -- สู้เอาเวลามาทำสิ่งที่ทำแล้วผมชอบตัวเองมากขึ้นน่าจะดีกว่า'

ครับ!! เดี๋ยวนี้ผมเลือกเยอะ แต่ผมเลือกทำในสิ่งที่ผมชอบ เช่น งานที่ผมทำแล้วมันอธิบายตัวผม ทำแล้วภูมิใจในผลงาน ผมก็จะเลือก Focus เวลาที่มีจำกัดของผมไปที่ตรงนั้น

สรุปคือ ชีวิตผมดีขึ้น เริ่มมีผลงานมากขึ้น และ ผมได้ทำสิ่งที่ผมถนัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ใช่ !! สิ่งที่ผมอยากแชร์ให้คนรุ่นใหม่วันนี้คือ เราต้องแคร์ตัวเองให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว เพราะ เมื่อคุณเริ่มหาตัวเองเจอ คุณจะรักตัวเองมากขึ้น รักสิ่งที่ทำ และ สุดท้ายคุณจะรักคนอื่นมากขึ้น 

เมื่อคุณรักคนอื่นมากขึ้น เมื่อนั้นโอกาสที่เราไม่เคยคิดจะได้มา จะวิ่งเข้ามาแบบน่าอัศจรรย์ ...เชื่อซิ ไม่มีความบังเอิญในโลก มันมีแต่การกระทำของเราเอง ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ชีวิตเรา

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

เริ่มเปิดโครงการ The Stock Master 2015


เริ่มแล้ว !! The Stock Master 2015
"Bualuang Connex"

จัดหนัก !! ลุย !! 

แนบตารางเรียน 





วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

การหาพลัง คือ หาจุดที่เราภูมิใจ


'การหาพลัง คือ หาจุดที่เราภูมิใจ'

คุณเคยเป็นไหม โคตรท้อเลย ตังค์ก็ไม่มี งานที่ทำก็เซ็ง ชีวิตก็น่าเบื่อ โอกาสในชีวิตก็มองไม่เห็น แล้วเศรษฐกิจแย่ หุ้นก็ตก จิตตก ๆๆๆ

วิธีแก้ก็คือ ?

'คิดหาจุดที่เราภูมิใจ -- เราน่ะ ใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเองนะ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสใคร หรือ ใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการใคร'

คุณรู้ไหมปัญหาใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ  เราเอาตัวเองไปผูกกับมุมมองของคนอื่น

เราแคร์มาก ว่าคนอื่นคิดต่อเรายังไง ..เราต้องใช้แบรนด์นี้ไม่งั้นคนอื่นจะมองว่าเรากระจอก , เราต้องกินกาแฟอันนี้ , เราต้องไปเที่ยวที่นี่ , ต้องทำงานแบบนี้ -- คือ พูดง่ายๆ ว่า เราทำงานหนักหาเงิน เพื่อซื้อสิ่งที่คนอื่นมองว่าดูดี 

ทั้งหมด คือ 'การเอาค่านิยมของทุนนิยมสุดโต่งมาใส่หัวเรา' ข้อเสียคือ

1. เสียตัวตน หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าจริงๆ เราเก่งอะไร หรือ ไม่รู้แม้แต่เราชอบทำอะไร ..เพราะเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง ชีวิตจึงทำในสิ่งที่เงินเยอะ แม้ไม่ชอบ สุดท้ายพังครับ

2. เราซื้อของสิ้นเปลืองไปเพื่อโชว์คนอื่น ส่วนใหญ่เราซื้อของแพงเพื่ออวดคนที่เราไม่ชอบ ทำให้สุดท้ายเราซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ 

3. เราไม่มีเวลาให้ตัวเอง และไม่มีเวลาดูแลคนที่เรารัก เพราะงานที่เงินเยอะ(ที่เราไม่ชอบ) มันดูดเวลาและวิญญาณทั้งหมดที่เรามี ..ผลคือ สุขภาพแย่ และคนที่เรารักเริ่มไม่เข้าใจเรา

4. ความเครียดที่สะสม จากการทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพียงเพื่อหาเงินมาซื้อของโชว์คนที่เราไม่ได้รัก มันโคตรเครียด เหมือนชีวิตว่างเปล่า ...สุดท้ายเราจะเป็นมนุษย์ทุนนิยมอีกคนที่ไม่เคยสร้างผลงาน เพราะเราแค่ทำงานหาเงินไปวันๆ 

ผมจะบอกคุณว่า คนที่เข้าใจทุนนิยมจริงๆ ผู้ยิ่งใหญ่ และเศรษฐีรุ่นใหม่ เขาใช้ชีวิตตรงข้ามกับ 4 ข้อด้านบน

1. เราเริ่มค้นหา Passion ของตัวเองให้เจอเป็นอย่างแรก ..การทำงานในช่วงเริ่มต้นของชีวิต การเป็นลูกจ้าง หาประสบการณ์จากบริษัทเล็ก และใหญ่ ทำเพื้อหา Passion ไม่ได้ทำเพื่อหาเงิน

2. เมื่อเจอ Passion แล้ว เขาจะปั้นให้สิ่งนั้นเกิดเป็นจริง เช่น เริ่มธุรกิจที่เป็นตัวเรา โดยเริ่มในเวลาว่างก่อน แล้วเมื่อสิ่งนั้นเริ่มอยู่ได้ ค่อยออกมาทำเต็มตัว

3. หาทีม หาคนที่มี Passion เหมือนเรามาร่วมสร้างฝันเราให้เป็นจริง 

4. ผลงานที่เกิดขึ้นจากการทำ 4 ข้อนี้ จะได้ทั้ง 'ผลงาน' (ที่เรารักจริงๆ) และ ได้เงินได้ความรวยเป็นผลตอบแทน

จะเห็นว่าคนที่สำเร็จ เอา 'ฝัน' ไว้ข้างหน้า เอา 'เงินไว้ข้างหลัง'

แต้คนส่วนใหญ่ เอา 'เงิน' ไว้ข้างหน้า เอา 'ฝัน' ไว้ข้างหลัง

แล้วคุณล่ะ กำลังทำแบบไหนอยู่ ...?

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ปัญหาโลกแตกตลาดหุ้น 'ใครตอบได้ รวย'


'ปัญหาโลกแตก 15 ข้อในตลาดหุ้น -- ใครตอบได้ คนนั้นรวย!!' ..ลองตอบดูครับ 


1. การ Cut Loss คือ สุดยอดของการจำกัดความเสี่ยง เมื่อเราควบคุมตลาดไม่ได้ เราจะเสียหายสูงสุดแต่ละครั้งเท่ากับจุด Stop Loss ของเรา ..."ถามหน่อยว่า วันนี้คุณต่อยมวยแบบตั้งกาดหรือไม่?"

2. ทำไมหุ้นถูก ยิ่งซื้อมักยิ่งลง ?

3. ทำไมหุ้นแพง ยิ่งขายทิ้งยิ่งขึ้น ?

4. หุ้นมี "รอบ" ขาขึ้น และ ขาลง จริงหรือ ..ทำไมคนส่วนใหญ่ชอบเข้าไปซื้อตรงยอดดอย แล้วกอดทนขาดทุนตลอดขาลง เพื่อจะไปขาย Cut Loss ในจุดต่ำที่สุด ?

5. คนที่ชอบซื้อหุ้นที่มีข่าวดี ทำไมซวยเสมอ ?

6. หุ้นแรกที่มือใหม่ซื้อ ฟันธงได้เลยว่าหุ้นปั่น จริงหรือ ?

7. ใครที่พยายามขายหุ้นในจุดที่ตัวเองคิดว่าสูงที่สุด ทำไมส่วนมากขายหมู คือ ขายแล้วไปต่ออีกไกล ?

8. ทำไมพวกที่ บอกว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" มักจะถือหุ้นขาลง แล้วไปขายทิ้งในจุดที่ต่ำที่สุด ?

9. ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงผิดเสมอ ...ถ้าหุ้นเล่นหุ้นที่ตลาดหรือคนส่วนใหญ่ชอบ ทำไมมักจะติดหุ้นเสมอ 

10. ทำไมคนที่ไม่โลภ มักลงทุนได้กำไร ?

11. หุ้นพื้นฐานดี ทำไมราคาหุ้นถึงสามารถลงสวนลงได้เกิน 50% ?

12. ทำไมคนที่มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์หุ้น เรื่องการเงิน มักซื้อหุ้นแพง และ ติดหุ้นเสมอ ?

13. หุ้นที่ดี ราคาขึ้นมากๆ มักเป็นหุ้นม้ามืดที่คนไม่ค่อยพูดถึง หรือ เป็นหุ้นที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อเพราะมองว่าไม่ดี ?

14. หุ้นขึ้นลง ตามแรงซื้อ แรงขายจริงหรือ ดังนั้นจุดน่าซื้อกลายเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่กลัว และขายมากที่สุด ..กลัวมาก เท่ากับดี จริงหรือ ?

15. ในระยะยาวหุ้นมักจะกำไร หากเราถือได้ยาวพอ โดยเฉพาะถ้าหุ้นนั้นมีปันผลสม่ำเสมอ ..จริงดิ ง่ายอย่างนั้นจริงหรือ ?

ระวัง 'จุดแข็งของเรา' จะเป็นจุดอ่อนในชีวิต


'ระวัง จุดแข็งของเรา จะเป็นจุดอ่อนในชีวิต' 

"หลายคนคิดว่า คนเก่งและโชคดีเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จ !!" ...เคยสังเกตไหมทำไมยุคนี้ เด็กหลังห้องพอทำงานแล้วรุ่ง แต่เด็ก Top ชั้นบางคนไม่ก้าวหน้าในอาชีพทั้งๆที่เรียนเก่งโคตรๆ 

...ถ้าไปถาม คงได้คำตอบแบบ ไทยๆ คือ อ๋อ ดวงไม่ดีไง (ตอบโคตรง่ายเลย แต่ไม่ได้ประเด็น) 

...ผมว่าคำตอบที่ดีกว่า คือ ลองหา "เหตุ" และ "ผล" เช่น เด็กเก่ง ยึดตำรามากไปรึเปล่าเลยคิดนอกกรอบไม่ได้ หรือ Ego มากไปหรือเปล่าเลยทำงานกับใครไม่ได้

 -- คุณรู้ไหมคนส่วนใหญ่ ถ้ามาดูดีๆ ความล้มเหลว หรือ ความแป๊กในงานและเงิน มันไม่ได้มาจากจุดอ่อน แต่มันมาจากจุดแข็งของคนๆนั้น 

...จุดแข็งมันเป็นอคติที่กั้นระหว่างตัวเรากับความสำเร็จ -- การทลายอคติเพื่อชีวิตที่รุ่งและพร้อมรับโอกาส ต้องเข้าใจ จุดอ่อน และ จุดแข็ง ของตัวเรา ซึ่งก็เปรียบเสมือน "หน้าบ้าน และ หลังบ้าน"

 ..คนที่กล้ามองตัวเองเท่านั้น จึงลดอคติและเปิดรับโอกาสที่เหมาะกับตัวเราจริงๆได้ ...คนที่ต้องทำงานที่โดนบังคับให้เรียน เพราะสมองเราดีพอ มันไม่มีแรงส่งพอให้สำเร็จ (อาจได้เงิน แต่เครียดตลอด)


ผู้ใหญ่ทำงานให้เด็ก มีด้วยหรือ


'ผู้ใหญ่ทำงานให้เด็ก มีด้วยหรือ'

ถ้าพูดแบบนี้สังคมไทยจะ Ego ขึ้นมาทันที ..ถ้าถามผม ผมโคตรอยากทำงานให้เด็กเลย เช่น Mark Zuckerberg หรือ พวกเด็กเปลี่ยนโลก ..แต่ติดปัญหาตรงที่เขาไม่จ้างผมอ่ะดิ ..ฮ่า ฮ่า

ผมไปสะดุด ความคิดของ Jack Ma ผู้สร้าง Alibaba.com ใช้เวลา 15 ปี จากคนธรรมดาสู่เศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ..'เขาแบ่ง ช่วงอายุคน แล้วแนะนำว่า แต่ละช่วงอายุต้อง Focus ไปที่อะไร ..ผมว่าโดนมาก แม้ผมจะทำไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็พอจะเป็นไกด์ไลน์ ให้ผมรู้ว่า ในแต่ละช่วงของชีวิต ผมต้อง Focus ตั้งเป้าอะไร จึงจะโดดเด่น'

ที่โดนสุดผมว่าคือ Jack บอก คนอายุ 50 ขึ้นไปควรไปทำงานให้เด็ก ..ผมเห็นภาพ Silicon Valley 'มหานครแห่งความฝันในอเมริกา' ..ในขณะที่เศรษฐกิจอเมริกาย่ำแย่ แต่ที่ Silicon Valley กลับดี เหมือนมันเป็นคนละโลก -- บอกตรงๆ ว่า สิ่งมี่เกิดขึ้นที่ Silicon Valley มันคือ พลังที่ไม่ธรรมดา

มันเป็นพลังของ 'ความฝัน' ที่พาคนทุกรูปแบบที่มีความฝันเดียวกันไปรวมตัวกันที่นั่น ...มันเหมือนสถานที่ที่ปราศจากอายุ -- ทุกอย่างกำหนด จาก 'เป้าหมายในสิ่งที่ทำ และ การสร้างทีมเพื่อเดินทางสู่เป้าหมายนั้น'

ผมว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข ไม่มีคำว่าสายเกินไปในการที่จะเริ่มเดินตามความฝัน ..การลด Ego ตัวเราลง กลับทำให้โอกาสชีวิตเปิดกว้างขึ้น ..การลดทิฐิในตัวตนลง เรากลับเรียนรู้ได้มากขึ้น ฉลาดขึ้น และ นำมาซึ่งปัญญา ที่เปลี่ยนชีวิตให้เติบโตขึ้น 

ความคิดแบบไร้รั้ว 'ไม่ติดกรอบ' ต้องกล้าคิด


บ้านมีรั้ว กับ บ้านไร้รั้ว ..ต่างกันยังไง ..เมืองนอก ทำไมบ้านไม่ต้องมีรั้ว ..กรุงเทพ ถ้าบ้านไม่มีรั้ว อะไรจะเหลือในบ้านบ้าง ? 

..งั้นโจรฝรั่งใจดีกว่าโจรไทย ? (จริงดิ!!!) ..หรือ ว่าโจรฝรั่งเขาใส่เสื้อนอก ปล้นเนียนกว่า เอามากกว่า แล้วโจรเขาไม่เรียกว่าโจร แต่เขาเป็น "(โจร)ผู้ดี" 

ทุนนิยมตีค่าคน เป็นเลข โดยลดคุณค่ามนุษย์ เอาวัตถุมาแทนคุณค่า ดังนั้น ยุคนี้คนจะมีค่าต้องอิงกับ Brand กับ วัตถุที่ราคาแพง 

(ถ้าไม่ใช่แบนด์ มึงกระจอก ...จริงๆ เหรอ ...เรากระจอกกว่า วัตถุ ใครบอกเราล่ะ ?)

...สร้างความต้องการให้คนสร้างหนี้ รูดบัตร -- ป๊าบ!! คุณเป็นทาสหนี้แล้ว จากนั้น ก็ก้มหน้าทำงานใช้หนี้ซะ ชั่วชีวิต ทนไป "เพื่อมีบ้าน มีรถ ไม่น้อยหน้าใคร เพื่อส่งลูกเรียนแพง เรียนสูง ...จง ทน ทน -- พอลูกจบ มันได้ หมื่นห้า เอาตัวยังไม่รอดเลย !! ...คุณแน่ใจนะที่ทนทำอยู่ มาถูกทางในยุคทุนนิยมจริงๆ ??"

การหาเงิน ในโลกนี้ มี 2 แบบ หนึ่ง "คนหาเงินง่าย (ขายระบบ สร้างความคิด)" สอง "คนทั่วไป หาเงินยาก เพราะขายแรงงาน ขายเวลา (ลูกจ้างทั่วไป)" 

..คุณรู้ไหมมีคนที่ ไม่ขายเวลาแลกเงิน แต่เขาขายผลงาน และ ระบบ 

ปลดรั้วแรก "ใบปริญญา" ถ้ามีรั้วการเรียนจะจบที่ใบปริญญา เพราะเราจะหยุดเรียนสิ่งที่ต้องเรียนแต่ไม่ชอบก็วันที่ได้ใบปริญญานั่นแหละ (เกลียดวิชานี้ จบปริญญา ก็เลิกอ่าน เลิกศึกษา ..หลังจากนั้นก็หยุดเรียนรู้ โง่ลงเรื่อยๆ) 

ต้องเริ่มจาก !! ...ปลดใบปริญญา หาที่ "ความรู้และความชอบ" ..ปัญญาจะก้าวกระโดด ..ขอบเขตการหารายได้จะไม่จำกัดที่เงินเดือน ไม่จำกัดที่อาชีพ

ลองอ่าน หนังสือ คิดรอบบ้าน ..ผมจะพาคุณมองผ่านแค่รั้วบ้าน ที่จำกัดเราให้ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น ..จำกัดเราไม่ให้เราหาเงินได้เท่าที่เราอยากหา 

ลองดูกัน "คิดรอบบ้าน" ..สร้าง Model คิด นอกกรอบ แบบไร้รั้ว ไร้กำแพง ... ให้คนรุ่นใหม่อย่างคุณ !!

เงินอาจไม่ใช่สิ่งที่แก้ปัญหา แต่คือตัวเราต่างหาก


"เงินซื้อได้ทุกอย่างจริงไหม ?" ..เราทุกคนจึงพยายามหาเงินให้มากที่สุด เร็วที่สุด เพื่อจะได้มีเงินมากๆ มาแก้ปัญหาทุกอย่างที่เรามี ..พ่อแม่จะได้เห็นว่าเรามีความสามารถ ..พ่อแม่จะได้รักเรา เลิกบ่นเสียที เลิกเปรียบเทียบเรากับบ้านอื่นเสียที 

..ฉันจะประกาศให้โลกรู้ว่า หนึ่ง ตัวผมดีพอ ..สอง ความคิดของผมและสิ่งที่ผมทำมันไม่ได้ไร้สาระนะ ..และสาม ผมขอมีอิสระไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ได้ไหม 

โอเค !! การคิดแบบนี้ จะทำให้เราตั้งธงชีวิตเพื่อ "รวยเร็ว เพื่ออิสรภาพ และ แก้ปัญหาทุกอย่างที่เราอึดอัดในชีวิต" ..มันไม่ใช่เป้าหมายที่ดี เพราะ มันทำให้เราเลือกวิธีหาเงินที่เสี่ยง เลือกงานโดยเอาเงินเป็นที่ตั้งแม้ไม่ชอบงาน เลือกที่จะเอาทันทีวันนี้ดีกว่ารอให้เติบโต

 -- ผลลัพธ์คือ ความเสี่ยงในการหาเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เรายิ่งทำ ยิ่งเดินห่างจากเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ

"ไม่ต้องรู้สึกผิด ที่เราคิดต่างจากคนอื่น ..อย่าเสียความมั่นใจ แต่ให้พัฒนาความมั่นใจ พัฒนาความคิดต่างให้มีจุดยืนที่ชัดเจน แล้วเดินให้สุด !!

..ใช่!! มันอาศัยความกล้ามหาศาล ที่จะกล้าคิดและทำต่างจากคนอื่น 

-- แหละนั่นคือ เส้นแบ่งระหว่างคนธรรมดาทั่วๆไป กับ คนที่เป็น "ผู้นำ" จัดไป!! ให้หนัก !!

-- คิดต่างไม่ผิด แค่กล้าคิดนอกกรอบ 

Model สร้างบ้านไร้รั้ว


ลองดูกัน "คิดรอบบ้าน" ..สร้าง Model คิด นอกกรอบ แบบไร้รั้ว ไร้กำแพง ... ให้คนรุ่นใหม่อย่างคุณ !!

ผมและ ดร.ต้อง ช่วยกันสร้าง Model ของ 'บ้านไร้รั้ว' ซึ่งเป็นแก่นของ Creativity และฐานของความสำเร็จ 'ฐานคิด และ ฐานใจ' ..มีสั้นๆ 50 ข้อ

1 เมื่อคนส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายในเรื่อง เงิน งาน บ้าน ความรัก และ เวลาผิด ชีวิตจึงเดินแบบไร้จุดหมาย

2คนยิ่งรวย ชีวิตและครอบครัวยิ่งเครียด  คนไม่รวย ชีวิตก็ยิ่งเครียด เพราะเงินสร้างปัญหาชีวิตรอบด้าน โดยที่เราลืมไปว่า เรานั้นแหละสร้างปัญหาเองแต่แรก 

3คนยิ่งมีชื่อเสียง ชีวิตคู่ยิ่งพัง เขากลายเป็นนักรักที่หล่อและสวยเลือกได้ จนสุดท้ายไม่มีใครในโลกนี้ตอบโจทย์คู่ชีวิตของเขาได้เลย นอกจากกระจกส่องหน้าบานเดียวที่เขานั่งมองมันด้วยความเหงาชั่วชีวิต

4คนที่ส่งลูกไปเรียนพิเศษทุกวิชาที่เรียนอ่อน เพื่อให้ลูกเก่งรอบด้านแบบจับฉ่าย จนสั่งสมเป็นความเครียดและหาตัวเองไม่เจอ สุดท้ายเขาขอเพียงอย่างเดียว คือ ขออยู่ห่างๆพ่อแม่ เพื่อเขาจะมีความสุขได้เสียที

5 " ปัญญา" ที่ดี ต้องถูกขัดเกลาจากการได้รับการยอมรับของสังคม จากผลงานที่ทำ (  คนมากมายยอมรับผลงาน ) จากประสบการณ์ และจากความกล้าที่จะขี่จักรยานชีวิตแบบล้มบ้างลุกบ้าง แต่ทุกครั้งที่ล้ม เขาเจอครูที่ประเสริฐที่ให้ปัญญาแก่เขามากขึ้นเพิ่มขึ้น 

6 ถ้าคุณรู้ว่าคุณรักที่จะทำอะไรก่อนที่ใบปริญญาจะมากำหนดให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่ได้อยากทำเลย คุณก็จะเปลี่ยนชีวิตแล้วมุ่งมั่นศึกษาหาปัญญาในสิ่งๆนั้น ไม่ใช่หาใบปริญญา แล้วคุณจะกลายเป็นคนที่ดีที่สุดในจุดที่ยืนในเรื่องที่คุณรัก 

7  เศรษฐีระดับโลกที่เรียนไม่จบนั้นเพราะเขา " ตั้งธง" ว่าจะเอาปัญญา ไม่ใช่ใบปริญญา

8  หากคุณคิดว่าโลกใบนี้มีขีดจำกัดแล้วสร้างรั่วล้อมรอบบ้าน นั้น แหละคือการกำหนดขอบเขตของโอกาสและโชคที่คุณจะได้รับในชีวิต

9การที่เราตั้งธงให้บ้านคือ " สถานที่ " มันเป็นการตั้งเป้าหาวัตถุ จนสุดท้ายเราลืมไปว่า แก่นจริงๆ ของคำว่า " บ้าน " คือ " ครอบครัว " มันไม่ใช่สถานที่แต่คือ " คน " 

10 " บ้านไร้รั้ว " คือที่ไหนก็ได้ ที่พ่อแม่ลูกสามารถเชื่อมต่อกันได้ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ คุยกันได้ 

11 คุณรู้หรือไม่ว่า สมัยก่อนถ้าเขาต้องการตีประเทศไหนให้แตกจะต้องใช้กำลังทหารและใช้ปืน ใช้กำลังเขาไปยึด แต่เดี๋ยวนี้ยุคทุนนิยม ไม่ต้องใช้ปีนแต่ใช้ " เงิน " โยนเข้าไป   การโยน " เงิน " เข้าไปก็เพื่อทำลายคุณค่าของคน  แล้วให้ทุกคนในสังคมตีคุณค่าตัวเองเป็นตัวเลข จากนั้นก็โยน "โซ่ " เข้าไป โซ่ที่ว่าก็คือ " หนี้ " 

12 พ่อแม่ที่ค่อยๆ ปรับตัวเป็นเพื่อนกับลูกก็เป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั้งยืนได้ และวันใดก็ตามที่เพื่อนของลูกมานั้งคุยกับคุณเหมือนเพื่อน นั้นแปลได้ว่า คุณได้ลูกของคุณคืนแล้ว

13 สัญลักษณ์แทนอิสรภาพของวัยรุ่นในสังคมไทยก็คือการมีรถยนตร์และการย้ายออกไปอยู่คอนโดฯ อันนำไปสู่การกู้ซื้อรถและบ้าน ( คอนโดฯ )ก่อนเวลาอันควร จนเป็นหนี้หัวโตและชีวิตพังในเวลาต่อมา 

14 บ้านไร้รั่ว คือบ้านที่เปิดโอกาสให้ตัวเรากับคนที่เรารักได้เชื่อมต่อกัน 

15 คุณต้องเข้าใจตัวเองก่อน ถึงจะสามารถเข้าใจคนอื่น เข้าใจโลก เข้าใจตลาด และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในที่สุด 

16คนไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้เพราะต้องการซื้อตัวตน ต้องการซื้อคุณค่าของตัวเองจากวัตถุสิ่งของ

17เราเป็นหนี้เพื่อมีบ้านที่ไม่น้อยหน้าใคร เรายอมเหนื่อยเพื่อมีรถขับและให้ได้ใช้ของแบรนเนมที่ไม่น้อยหน้าใคร แต่หารู้ไม่ว่าการสร้างหนี้มันคือความเครียด เพราะเมื่อคุณขาดความรู้ในระบบทุนนิยมคนส่วนใหญ่จึงสร้างหนี้ขยะ ไม่ใช่สร้างหนี้เพื่อสร้างรายได้ ทำให้ไม่มีทางใช้หนี้ได้ พาตัวเองเข้าสู่การเป็นทาสหนี้ และเป็นทาสในระบบทุนนิยมในที่สุด

18 เราไม่ควรตั้งธงเป็นเงิน แต่ควรตั้งธงเป็นสิ่งอื่นที่แสดงคุณค่าของตัวเรามากกว่าเงิน 

19สิ่งที่เราพยายามโชว์ ที่คนอยากให้คนอื่นเห็น ที่เราเข้าใจว่ากำลังพยายามแสดง Impression แต่คนอื่นกลับเห็นเป็น Blind Spot เขารู้ แต่เราดันไม่รู้ เพราะฉะนั้น อย่าเสแสร้งเพราะคนอื่นเขาเห็น 

20 ตัว Weaknees เป็นสิ่งที่เรารู้ว่าเป็นจุดอ่อน แต่เราพยายามปกปิดด้วยการสร้าง Impression ที่ตรงข้ามกับจุดอ่อนของเรา ซึ่งถ้าเราสามารถสร้างImpression ได้สำเร็จเราก็สามารถปิดจุดอ่อนได้ 

21 ถ้าจะถามว่าแก่นของกฎแห่งความสำเร็จคืออะไร ก็ตอบได้เลยว่า คือ การไร้รั่วในการศึกษาและการพัฒนาตัวเอง 

22 คนส่วนมากหยุดการเรียนรู้หลังจากที่เรียนจบปริญญาแล้ว นั่นหมายความว่า ปริญญาเป็นรั้วทางการศึกษา

23 โจทย์แรกที่ต้องถามในการสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่คือ ต้องตอบให้ได้ว่า "Why" ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าและบริการที่คุณจะขาย 

24 โลกเราต้องการ " The why guy " คนที่สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด คนนั้นแหละจะเป็นผู้ที่นำในสายอาชีพของตัวเอง 

25 คุณรู้หรือยังว่าตัวเองมีเสน่ห์ตรงไหน อย่าตอบว่าไม่มี เพราะมนุษย์ทุกคนมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง  แต่คนที่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะเขารู้ว่าเสน่ห์ของเขาอยู่ตรงไหน จากนั้นก็สื่อสารในจุดที่เขามีเสน่ห์ 

26 ต้องเข้าใจก่อนว่ามนุษย์ทุกคนต้องการความห่วงใย ต้องการความเห็นใจ เพราะมนุษย์เรามีหัวใจไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่เครื่องผลิตเงินที่ไม่ต้องการการเห็นใจ  คอยทำหน้าที่ผลิตเงินอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น
 สุดท้ายมนุษย์ก็จะเหงาและเครียด ทนรับไม่ได้ว่าทนทำทุกอย่างแล้วแต่ทำไมคนรอบข้างไม่มีใครเห็นใจเลย  และยังถามคำถามบาดใจอีกว่า " จะทำงานหนักอย่างนี้ไปทำไม " ทว่าเราก็ยังหยุดไม่ได้ และยังเลือกให้เงินกับครอบครัวแต่ไม่ให้เวลา 

27การสัมผัสของพ่อแม่จะช่วยลดความกกดดันของลูก เป็นการปลดล็อดชีวิตของลูก ให้เขามีความสุขกับสิ่งง่ายๆ แล้วสอนให้เขารู้ว่าตัวเขามีคุณค่า 

28 Tocxic Touching คือการสัมผัสที่สร้างแต่สิ่งลบ เช่น ตี หยิก ผลัก และ ตบ ส่งผลให้ลูกกดดัน และรู้สึกไร้ค่ามากขึ้นเรื่อยๆ 

29 อย่างเช่น ผมเป็นผมเพราะผมขับรถเบนซ์ ซึ่งถ้าเอารถเบนซ์ออกไป  ตัวตนของผมจะหายไปทันที  ดังนั้น คนที่มีแนวคิดแบบนี้ จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะซื้อสิ่งๆนั้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม 

30 ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่สนว่าคุณขับรถอะไร  แต่เขาจะวัดค่าของคนจากการมีจิตสาธารณะ  

31 ถ้าเราลองหลับตานึกภาพสังคมไทยในอดีต ก่อนที่ระบบทุนนิยมจะเข้ามาในประเทศ คนไทยส่วนใหญ่มีจิตอาสา  อย่างการทำนาก็มีการลงแขกช่วยเหลือ 

32 การมองตัวเองต้องไม่เอาไปอิงกับวัตถุ  ต้องมองให้ออกว่าตัวเรามีคุณค่าในตัวเอง  ไม่ได้มีคุณค่าเพราะการมีรถหรู มีบ้านหลังใหญ่ มีของแพง แต่ต้องมองว่าตัวเรามีคุณค่าเพราะคุณค่าที่เกิดจากตัวเรา 

33 การศึกษา = เวลาว่างที่เราเรียนรู้จากตัวเองไปพร้อมๆกับการมองโลก ซึ่งมันต้องเป็นความสนุก เป็น luxury และเป็นอิสระ การศึกษาไม่ใช่การท่องจำตำราเหมือนในอดีต 

34 คุณต้องเลือกให้ได้ก่อนว่าคุณชอบอะไร อยากเก่งเรื่องอะไร จากนั้น โลกอินเตอร์เน็ตจะเปิดกว้างให้คุณได้เรียนอย่างไม่รู้จบ 

35 ในโลกยุคต่อไป ความเก่ง การท่องจำเก่ง มีความรู้มากๆ ไม่ได้เป็นตัวการันตีเลยว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในโลกอนาคตก็คือการเลือกความรู้ที่เหมาะกับตัวเอง 

36 การเลือกความรู้ที่เหมาะสมกับตัวเรา เอามาทดลองใช้ ลองผิดลองถูก เป็นการศึกษาที่เราเลือกเอง เมื่อเราเห็นว่าความรู้นั้นๆใช้ได้ดีกับตัวเรา มันก็จะกลายเป็นปัญญาของเรา 
37 เจ้าปัญญานี้เองเป็นตัวตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในชีวิต 

38 การให้เกียรติกับทุกสาขาอาชีพนี้เองที่ทำให้ความบ้าแบรนด์เนม บ้าวัตถุ ลดน้อยลง เพราะคนทุกคนเขามองตัวเอง มองอาชีพมองงานที่เขาทำว่าทุกคนต่างมีค่า  และทุกคนสามารถดีที่สุดในจุดที่ยืน 

39 จริงๆแล้วการซื้อของหรูหราไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันต้องเหมาะสมการฐานะตัวเอง ไม่ใช่ไปกู้เงินมาซื้อ ซึ่งแต่ละคนมีความพอเพียงไม่เท่ากัน 

40 คำว่าพอเพียงไม่ใช่การไม่ใช้เงินเลย แต่คือการใช้ให้สมดุลกับฐานะตัวเอง 

41  ตัวผมเองเคยเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน  แต่ยิ่งก็ยิ่งเครียด ทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า วันนี้เราอยากทำอะไร แล้วเราทำสิ่งนั้นได้ดีหรือไม่ กลายมาเป็นหาจุดดีที่สุดในจุดที่ยืน 

42 ในส่วนของจุดบอดจะมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องดีก็คือสิ่งที่เราสามารถพัฒนาจุดที่คนอื่นมองเห็นให้กลายเป็น impression คือ ให้ " ภาพที่คนอื่นมอง " กับ " ตัวตนที่เราอยากเป็น " กลายเป็นภาพเดียวกัน 

43 คนที่ประสบความสำเร็จแบบค้างฟ้า ดังแบบกินยาว เป็นเพราะเขามีแนวคิดที่ " ไร้รั่ว " ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ จนไม่กล้าเปลี่ยน คนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กล้าเสี่ยง กล้าที่จะคิดนอกกรอบ นี่แหละการเข้าใจจุดบอดและยอมเปลี่ยนตัวเอง มีมุมมองแบบไร้รั่วนั้นเอง 

44 การเลี้ยงดูของพ่อแม่จะส่งผลต่อบุคลิกและนิสิยของเด็ก ซึ่งเขาจะพัฒนาไปเป็นตัวตนของเขาเมื่อเขาโตขึ้น การทำความเข้าใจ การอบรมสั่งสอน และการเลี้ยงดู จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมและเข้าใจความต้องการของคนในประเทศนั้นๆ อย่างน่าอัศจรรย์ 

45 การเป็นดาวค้างฟ้าไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เกิดจากที่เราสามารถค้นหาจุดที่ดีที่สุดในจุดที่ยืนในแต่ล่ะช่วงเวลาของชีวิตพบหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง 

46 การมองเวลานั้นไม่ใช่การมองตามเข็มนาฬิกา เพราะการมองเช่นนั้นจะทำให้ชีวิตขาดโฟกัส แล้วจับโอกาสทุกอย่างทั้งดีและไม่ดี สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรได้ดีเลย เพราะจับฉ่ายไปหมด 

47 คนฉลาดต้องตั้งธงให้ถูกว่า "  เวลา " ในช่วงนี้ ที่เราแบ่งเป็น " วาระ " ( term ) เราอยากทำอะไร จากนั้นถ้าเรามีเป้าหมายชัด เราก็จะปรับนิยามการใช้ชีวิตให้เข้ากับโอกาส ณ ปัจจุบัน 

48 คนที่บ่นว่า " ผมไม่มีเวลา " ก็แปลว่าเขายังไม่ตั้ง " วาระ " ชีวิตจึงเหนื่อย จับฉ่าย และขาดพลัง สุดท้ายก็จะท้อเพราะทำอะไรก็ไม่สำเร็จและเสียความมั่นใจในตัวเองในที่สุด 

49 เพราะชีวิตคือการเดินทางเราต้องกล้าที่จะออกเดินทาง กล้าที่จะค้นหา และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มันถึงจะเรียกว่า รสชาติของชีวิตในแบบคนรุ่นใหม่ 

50 ถึงเวลาที่คุณเองก็ต้องพิจารณาวงล้อชีวิต ( life Quadrant ) ของคุณเองเพื่อจะได้หมุนไปหาโอกาสใหม่ๆในชีวิต

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

เคยแปลกใจไหมทำไมเราต้องซื้อ iPhone


'เคยแปลกใจไหมทำไมเราต้องซื้อ iPhone'

หลายคนบอกไม่แปลกใจ เพราะฉันซื้อ Samsung ...ไม่ใช่!! นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมหยิบขึ้นมาคุยกัน ..สิ่งที่น่าแปลกใจคือ iPhone ที่ผมพูดถึง มันเป็น สัญลักษณ์ แห่งการเปลี่ยนแปลง ของ 'สังคมก้มหน้า'

ถ้าถามว่า Steve Jobs ช่วยอะไรผม ..ผมคงตอบได้เต็มปากว่า ช่วยให้ไม่เป็นมะเร็งหู แต่เปลี่ยนเป็นนิ้วล็อคแทน ..555 -- โจ๊กน่ะ !! แต่ผมว่า iPhone เปลี่ยนโลกจริงๆ 

เรามาช่วยกันคิดซิว่า ทำไมเราต้องซื้อโทรศัพท์หน้าตาเหมือนกันหมดแบบนี้ล่ะ

1. Connecting มันช่วยให้ชีวิตเชื่อมต่อกับทุกสิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องงาน 

2. 'ลดต้นทุน' ผมว่า การเอามือถือมาใช้ลดต้นทุนการทำธุรกิจ และการใช้ชีวิต

3. 'เพิ่มโอกาส' ..ใครเอามือถือมาใช้ในการทำธุรกิจ กลายเป็นเพิ่มโอกาสขยายตลาดในต้นทุนที่ต่ำลง

4. 'ฆ่าเวลา แก้เก้อ' อันนี้โดนใจตลาด Mass เพราะสามารถเอามือถือมาฆ่าเวลาได้

นับข้อดีได้ 4 ข้อ ก็น่าจะพอให้คนซื้อ Smartphone แล้วล่ะ

ผมว่าบทเรียนจาก iPhone มันสอนเรามากกว่าแค่ 'ทำของขาย' ..ของนั้นต้องดี มันต้องเปลี่ยนชีวิตคนใช้ ..มันต้องให้โอกาส ..มันต้องทำให้ Partner รวย ..และมันต้องเป็น Platform คือ เป็นศูนย์กลาง เหมือนตลาด

iPhone เอา ทีวี , วิทยุ , Computer , Internet , กล้องถ่ายรูป ใส่ไว้ใน 'มือถือ' 

ผมว่าแก่นของความสำเร็จของ Steve Jobs น่าจะมาจาก การไม่เคยหยุดทำในสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้น ..ขึ้นไม่ได้ก็ออกข้าง ..ขยายมิติของสิ่งที่ทำ ..สร้างประโยชน์ แก้ปัญหา เพิ่มโอกาส -- สรุปก็คือ อย่าหยุดเพิ่มสิ่งดีๆให้ลูกค้า ไม่ว่าคุณจะขายก๋วยเตี๋ยวก็ตาม

วันนี้ขยายร้าน ..เพิ่มความเร็ว ..เพิ่มความสะอาด ..สั่งผ่านมือถือ ..ใช้ Social ..ไม่รู้ล่ะ โจทย์คือ วันนี้ต้องทำหนึ่งอย่างดีขึ้นให้ลูกค้า แล้วก็ดีขึ้นไปเรื่อยๆ !!! ..อย่าหยุดเดิน !!!


วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

เงินต่อเงิน นั่นสมัยก่อน ยุคนี้เงินหาจากไหน


'เงินต่อเงิน นั่นสมัยก่อน ยุคนี้เงินหาจากไหน'

ในสมัยก่อน เจ้าของทุนคือ เจ้าขุนมูลนาย ..คนทั่วไป มีทางเลือกทางเดียวก็คือ ทำงานให้คนเหล่านี้ ..ทาสแบบต่างๆ ทาสในเรือนเบี้ย ...อ้าว!! แล้วยุคนี้ ?

ยุคที่ เจ้าของทุนเปลี่ยนมาอยู่กับ 'นายทุน' ..เจ้าของทุนในประเทศพัฒนา (เมืองไทยกำลังเริ่มแล้ว) ..นายทุนเหล่านี้ เอาเงินตัวเองมาตั้ง Venture Capital , Incubator , .. เพื่อมองหาคนเก่ง คนมีฝีมือ มาเอาเงินเขาไปต่อยอด

ใช่!! ยุคนี้ ทาส มีโอกาส เอาเงินนายจ้าง เอาConnection นายจ้าง มาต่อยอด ..แถมสามารถเป็นหุ้นส่วนกับนายจ้าง แล้วสุดท้าย ยุคนี้คนธรรมดาจึงลืมตาอ้าปากได้ ..ไม่มียุคไหนในโลก ที่คนธรรมดาๆ จะสร้างตัวได้เหมือนยุคนี้อีกแล้ว

แต่!! คุณต้อง ตอบโจทย์เจ้าของทุน ให้โดนใจเขา

ดังนั้น ยุคนี้สิ่งต่อเงิน และ ดูดเงิน คือ 'คิดบวก'

อย่าง Mark Zuckerberg , Jack Ma , ..คนเหล่านี้คิดบวกสุดๆ 'คิดขนาดว่า คนตัวเล็กๆ อย่างเขาเปลี่ยนโลกได้' ..คิดใหญ่กว่านายทุน ..ในที่สุด เงินนายทุน ก็เลยวิ่งเข้ามาให้คนเหล่านี้ทำฝันให้เป็นจริง 

Jack Ma กล่าวว่า วันนี้เขามีเงินก็ไม่ได้ใช้มากมาย แต่ที่เขามีเงิน รวยสุดในจีนวันนี้ มันเกิดจาก Trust ของคนอื่น ที่เชื่อว่า เขาสามารถบริหารเงินนี้ให้เป็นประโยชน์ สร้างธุรกิจ ให้โอกาสมากกว่า ก็แค่นั้นเอง ...'คำกล่าว จากชายที่สร้างตัวจากมือเปล่าแล้วรวยที่สุดในเมืองจีน'

สรุป 
1. 'คิดบวก' จะดึงดูดเงินเริ่มต้น
2. 'มีวิธีคิดที่ทำเงิน' อันนี้จะปั้น Small Business 'SME'
3. 'มีวิธีคิดสร้างประโยชน์ และ แก้ปัญหาให้คนจำนวนมากที่สุด' อันนี้จะปั้น ธุรกิจติดลมบน !!

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ จะพัฒนาตัวเองยังไงดี



'ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ จะพัฒนาตัวเองยังไงดี'

ยุคนี้ สิ่งมีค่าที่สุดที่คนรุ่นใหม่ไม่มี คือ 'ฉันไม่มีเวลา!!!' ...แค่ทำงาน ก็หมดวัน เหนื่อยนอน ...เหมือนจะดูยุ่งดี มีงานทำ แต่มีปัญหา 

ปัญหาคือ ไม่ได้พัฒนาตัวเอง ไม่ได้เติมความรู้ใหม่ ซึ่งนั่นแหละคือ สิ่งสำคัญที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆในชีวิต โอกาสใหม่ๆของการสร้างรายได้ โอกาสใหม่ๆของการเปลี่ยนจุดที่เป็น

โอเค!! จัดให้ครับ 

วันนี้พวกผมเริ่มพัฒนาหนังสือพูดได้ 'หนังสือเสียง' เอาเวลา ที่เราเสียบนถนน รถติด มาฟังความรู้ใหม่ๆ แทนการอ่านหนังสือ -- 'เปลี่ยนรถติด เป็นห้องเรียนการลงทุน'

ใครสนใจลองดู ซื้อไปฟังกันดู 'เล่นหุ้นในฟองสบู่' หนังสือเสียง ที่เปลี่ยนวิธีคิดและการทำธุรกิจให้คุณ ระหว่างรถติด ราคาเพียง 535 บาท เอาไปเลย Audiobook 4 แผ่น 4ชั่วโมง ฟังเต็มๆ ..ใครสนใจสั่งที่นี่ จัดไปกระแทกสมอง กระตุ้นวิธีคิดกับพวกผม สั่งซื้อหนังสือเสียง คลิ๊กสั่ง Online ส่งถึงบ้านที่นี่เลยครับ http://goo.gl/kZ7XZx

(ปล. ใครไม่สะดวกซื้อ Online มีจำหน่ายที่ร้าน SE-ED ด้วยครับ


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

หลักธรรมคิดนำ ธุรกิจรุ่นใหม่


'หลักธรรมคิดนำ ธุรกิจรุ่นใหม่'

ผมได้มีโอกาสเดินสายคุยกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ พบว่า เด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ไฟแรงอยากทำอะไรมากมาย และที่สำคัญ ทุกคนอยากสำเร็จด้วยตัวเอง

ผมเลยแชร์เขาไปว่า จริงๆ แก่นความสำเร็จ ของทุกยุคทุกสมัย มันก็แก่นเดิม ..ที่มันเปลี่ยนคือเปลือกข้างนอก หรือ รายละเอียด เช่น ยุคนี้ต้องรู้จักเอา Technology มาลดต้นทุน และ เอามาช่วยขยายตลาด 

แก่นที่ว่าเหมือนเดิมคือ หลักความสำเร็จ ..จริงๆ ก็คือ หลักธรรมะนั่นแหละ

อย่าง 'อิทธิบาท 4' ก็คือ แก่นความสำเร็จ
เริ่มจาก 1. 'ฉันทะ' คือ รักในสิ่งที่ทำ ดังนั้น วันนี้ที่หลายๆคน เอาอาชีพรายได้สูงเป็นตัวตั้งก็ผิดละ ..ขั้นแรกไม่ใช่มองที่เงิน แต่ต้องมองว่า สิ่งที่ทำเรารักหรือเปล่า เพราะสุดท้ายถึงอาชีพนั้นจะได้เงินเยอะ แต่ถ้าเราไม่รัก ทนทำมันไม่รุ่ง ยิ่งทำ ยิ่งเครียด 

ดังนั้น งาน หรือ อาชีพ เลือกที่ ฉันทะ ..

2. 'วิริยะ' ทำอะไรอย่าหยิบโหย่ง ต้องมีความอดทน อันนี้คนรุ่นใหม่ขาด เพราะใจร้อนอยากสำเร็จไว ..จึงทำไม่ทันไรก็เลิก ไม่มีวิริยะ

3. 'จิตตะ' คือที่พูดกันว่าจะทำอะไรสำเร็จมันต้องมี Passion ..ก็นี่แหละ 'จิตตะ = หลงไหลในสิ่งที่ทำ' ...คุณทำสุด ว่างั้น ..ดูศิลปิน หรือ คนที่เป็นมืออาชีพระดับ Top 10 % ของทุกวงการ พวกนี้โคตร Passion ในงานตัวเอง

4. 'วิมังสา' อันนี้คือ รู้ในจริง รู้ให้สุด โดยหมั่นต่อยอด ค้นหาความรู้จริงในงานที่ทำ ..ใครมีข้อนี้ จะพัฒนาตัวเองไม่เคยหยุด เดินไปเรื่อยๆ ...ทุกงานมันต่อยอดดีขึ้นได้ตลอดแหละ ถ้าไม่หยุดเรียนรู้

ถ้าทำครบ 'อิทธิบาท 4' นะ ..สำเร็จทุกคนแหละครับ ...ลองสำรวจซิว่าเราพลาดข้อไหน แก้แล้วทำให้ถูก

'นี่แหละ แก่นแห่งความสำเร็จ'



วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนพิพิธภัณฑ์ของวิเศษ


'ตอนพิพิธภัณฑ์ของวิเศษ !!'

นี่มันโดเรมอนนี่ ฮ่า ฮ่า ..ผมเพิ่งอ่านข่าวเห็นว่า Toyota จะสร้างคล้ายๆ สวนสนุก ที่ในเมืองไทย ทุ่มทุนไป 500 ล้าน ..ภาพของพิพิธภัณฑ์ของวิเศษโดเรมอนผุดขึ้นมาในสมองผมเลย

ช่วงก่อนผมได้คุยกับ พี่เมฆ เจ้าของ Index Creative 'พี่เมฆเล่าให้ผมฟังว่า เดี๋ยวนี้โลกธุรกิจเปลี่ยนไป ..สมัยก่อนธุรกิจเน้นขายแค่ Functional ก็คือ เน้นตอบโจทย์กายภาพ ปัจจัยสี่ เช่น อาหารอร่อย รถขับถึงที่หมาย กินกาแฟแก้ง่วง

 ...แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ !! ลูกค้าวันนี้จะจ่ายเงินแต่ละครั้ง เขามองผ่าน Functional ไปแล้ว ..เดี๋ยวนี้แข่งกันที่ Emotional การขาย Identity ..ขายภาพลักษณ์ ..ความรู้สึก ..ซื้อสินค้าแสดงตัวตน ..สินค้าต้องมี Brand -- วันนี้ธุรกิจของ Index Creative ที่เติบโตแบบน่าตกใจ คือ ส่วนของพัฒนาสร้างพิพิธภัณฑ์'

เดี๋ยวนี้องค์กรที่มี Brand เริ่มสร้าง 'Mindmark'(เหนือกว่า Landmark ไปอีกชั้น) ในใจของลูกค้า โดยการสร้างความเชื่อมต่อ 

เพราะวันนี้ธุรกิจมีทางเลือก 2ทาง คือ

หนึ่ง แข่งใน Price War 'ตัดราคาแข่งกัน' กับ 

สอง แข่งกันเชื่อมต่อลูกค้า 'Trust & Connection'

ใช่!! องค์กรที่กำไร และ สุดยอดในโลกล้วน เลือกข้อสอง เพราะมันยั่งยืนกว่า ..สุดท้ายทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เครื่องจักรเก่า สินค้าเปลี่ยน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยน แล้วล้ำค่า ก็คือ 'ชื่อ' คือ Branding ท่ีอยู่ในใจลูกค้า

ก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้คนทำธุรกิจฟังกันว่า วันนี้ทุกธุรกิจต้องมองหาจุดเชื่อมต่อกับลูกค้า 

อย่างหลายๆองค์กร ลุกขึ้นมาสร้างพิพิธภัณฑ์
หรือ สร้างสวนสนุกแบบ Walt Disney ก็เริ่มชี้ให้เห็นแล้วว่า ตลาดมันเริ่ม Shift จาก Functional ไป Emotional แล้ว

'เหมือนจับต้องไม่ได้ แต่ทรงคุณค่า ..เหมือนจ่ายเงินทิ้งน้ำ แต่สร้างความได้เปรียบแห่งการแข่งขันที่ยั่งยืน'

ว่าแล้ว เราไปพิพิธภัณฑ์ของวิเศษของโดเรมอนกันดีกว่าครับ !!

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

พรุ่งนี้ฉันจะดีขึ้นทำไม


'พรุ่งนี้ฉันจะดีขึ้นไหม ?'

หลายคนมีความฝันว่า พรุ่งนี้อนาคตฉันต้องดีกว่าที่เป็น ...ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แต่เคยคิดไหมว่า เมื่อไหร่ชีวิตจะเปลี่ยน .. แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้ชีวิตเปลี่ยน

ตอนที่ผมทำธุรกิจส่วนตัวพัง แล้วกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ ผมกลุ้มมาก เครียด เพราะ อยากจะพลิกชีวิตตัวเองให้ดีกว่าที่เป็น 'ขี้แพ้' แต่ปัญหาก็คือ มันมองไม่เห็นทาง และ ก็ไม่รู้ว่างานอะไรจะเปลี่ยนชีวิตแย่ๆของผมได้ 

ช่วงนั้นคุณแม่เอาผมไปฝากทำงานบริษัท ผมก็คิดในว่า 'งานนี้แหละฉันจะพิสูจน์ตัวเองใหม่ ผมจะต้องทำให้ได้'

เวลานั้นผมทำเกินหน้าที่มากๆ พยายามไปคุยกับ คนที่เป็นดาวรุ่งในองค์กร ..ประมาณว่าผมไปเสนอตัว เสนอหน้า ให้คนรู้จัก ..แต่ที่ทำทั้งหมดโคตรเสียเวลา 

ใช่!! ผมถึงจุดที่ท้อมาก เพราะไม่มีเวทีให้คนอย่างผมแสดงฝีมือ ไม่มีใครต้องการความคิดเห็นจากเด็กใหม่อย่างผม -- ผมเชื่อว่าหลายๆคน เคยอยู่ในจุดที่ผมเป็น และหลายๆคนก็เลิกล้มความตั้งใจ แล้วก็ทำใจก้มหน้ายอมจำนนต่อชีวิตว่า 'เราคงทำได้แค่นี้แหละ'

นี่คือ 'ภาวะหมดไฟ' ซึ่งมักจะเกิดกับเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่เข้าไปในองค์กรใหม่ๆ แล้วสุดท้ายก็พบว่า สิ่งที่เราคิด มันทำไม่ได้ 'มันทำไม่ได้ที่นี่' -- คำถามคือ แล้วคุณจะทำยังไงต่อ ?

ผมเสนอให้เรียนรู้สิ่งใหม่ หาเวทีใหม่ๆ และทำสิ่งใหม่ๆนั้นเป็นงานเสริม ...ใช่!! นั่นคือสิ่งที่ผมทำ ผมเองตัดสินใจเรียนรู้เรื่องหุ้น และ เข้าสู่สังคมคนเล่นหุ้น ซึ่งสุดท้ายมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ 

วันนี้ที่เล่าชีวิตผมให้ฟังถึงจุดเปลี่ยน เพราะอยากจะแชร์ว่า ชีวิตเราเปลี่ยนได้ แต่ห้ามหยุดเดิน ห้ามยอมแพ้ ..สิ่งที่ต้องทำคือ ค้นหาจุดยืนของตัวเราในสังคมนี้ให้ได้ โดยทุกอย่างมันเริ่มที่ความรู้ในเรื่องใหม่ๆ ที่เราเลือก

นักธุรกิจ / นักลงทุน / นักออกแบบ / นักค้าขาย / นักเปลี่ยนแปลง / นักจัดการ / นักแก้ปัญหา / นักวางระบบ / นัก...

เปลี่ยนชีวิต คือ เปลี่ยนวันนี้ เปลี่ยนวันละนิด เปลี่ยนความรู้ เรียนสิ่งใหม่วันละนิด ทำสิ่งนั้นวันละน้อย ...นั่นแหละ การเริ่มเปลี่ยนชีวิต !!

อย่ารอเริ่มพรุ่งนี้ เริ่มวันนี้ วันละนิด ..ลุยเลย

Paradox of Business ปั้นธุรกิจ คิดขัดแย้ง


'Paradox of Business ปั้นธุรกิจ คิดขัดแย้ง'

ในโลกนี้ มันมีหลายๆ อย่างที่อธิบายยาก โดยเฉพาะธุรกิจและเรื่องเงิน ที่บางครั้งการคิดตรงข้ามคนอื่นกลับเป็นสิ่งที่ดี กลับกลายเป็นโอกาส

คำว่า Paradox หรือ ปฏิทรรศน์ คือ 'การอธิบายสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเอง' เช่น ในเชิงเศรษฐกิจ มนุษย์ต้องการน้ำมากกว่าเพชร แต่เพชรมีราคาแพงกว่าน้ำมาก หรือ อากาศจำเป็นมากกว่าน้ำแต่อากาศในโลกนี้ไม่มีราคา

ตกลงเราให้คุณค่าของทุกสิ่งบนโลกจากอะไร ?

เราให้ราคาทุกสิ่ง จาก สิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นอย่างนั้น ..ถ้าถามต่อแล้วใครกำหนด Price ราคาให้กับสิ่งนั้นล่ะ ..เทพหรือ ?

ถ้าคุณสร้างธุรกิจที่คุณกำหนดราคา ยิ่งราคาแพง คนยิ่งซื้อมากขึ้น ..เหมือนที่เราเดินไปกระจุกกันที่ Starbucks แย่งกันซื้อเหมือนแจกฟรี ..แถมเรายังถือแก้ว Starbucks เพื่อกลับไปโชว์ทุกคนที่ Office ว่า นี่ไง Starbucks

'คุณรู้ไหมว่า เกือบทุกห้องประชุม จะมีแก้ว Starbucks วางอยู่ แต่แทบไม่มีแก้วกาแฟเซเว่นวางอยู่เลย (เพราะกาแฟเซเว่น ซื้อกินๆแล้วรีบทิ้ง แต่กาแฟ Starbucks ต้องกินนานๆ แล้วถือเดินโฆษณาให้เขาด้วย)

..ในที่สุดแม่บ้านที่ทำความสะอาด ก็อยากไปลองซื้อ Starbucks ดูบ้างว่า-- ไอ้พวกนี้มันกินอะไรกันวะ กาแฟแก้วละเป็นร้อย ...กินแล้ว เหาะ ป่าว -- ลองดู ฉันก็มีเงินร้อย เดี๋ยวเที่ยงนี้จะไปต่อคิวซื้อบ้าง !!'

ใช่!! ถ้า Paradox ทางความคิดแบบนี้ กับธุรกิจของผม คงดีมิใช่น้อย ..แล้วถ้าเรากำหนดและควบคุม ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจเราคงสุดยอด ใช่ไหมล่ะ?

ขอทิ้งโจทย์ ให้เพื่อนๆคิดกันดู เพราะผมเองก็จะไปนอนคิดต่อ The Art of Paradox -- ขัดแย้งหรือมันคือโอกาส ...แล้วมันจะเป็นโอกาสอย่างไร ?

'ฉันจะทำธุรกิจ ที่ทั้งสร้างประโยชน์ให้คน ทำในสิ่งที่ฉันชอบ ทำในเวลาที่ฉันเลือกเอง และ ทำแล้วรวยได้เงินมาก มีป่ะ -- คุณว่า ธุรกิจแบบที่ว่านี้ ปั้นได้ไหม ?'

ปั้นธุรกิจ ติดลมบน !!!

เริ่มธุรกิจ ไม่ต้องรอสุดยอด Idea

'เริ่มธุรกิจ ไม่ต้องรอสุดยอด Idea '

คนส่วนใหญ่ คิดว่า เริ่มธุรกิจต้องมีสุดยอด Idea ..จริงๆ ผมว่ามันตรงข้ามนะ เพราะสุดยอด Idea ส่วนใหญ่ผมว่าคนเก่งๆ หรือ บริษัทใหญ่ๆ เขาคงทำไปหมดแล้ว ไม่เหลือถึงเราหรอก

คนตัวเล็ก เริ่มธุรกิจ มันแค่หา Idea ที่มัน แนวๆ คนบอกทำไม่ได้ อันนี้น่าจะดีกว่า ..ตัวอย่างคือ Airbnb สร้างธุรกิจแชร์ห้องพักระดับโลก ที่ใหญ่กว่าทุกโรงแรมใดๆในโลก เพราะไม่ต้องสร้างโรงแรม เป็นแค่คนกลางระหว่าง เจ้าของห้องพัก กับ คนมาพัก ทั้งโลกเก็บค่า Fee คนกลาง 

Idea ของ Airbnb วันนี้เท่ห์มากนะ คือ 'Everyone belong everywhere' ..มนุษย์ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทุกที่ทั่วโลกเพียงใช้บริการ Airbnb ทุกคนสามารถพักในบ้านคนทั่วโลก ..โคตรหล่อ!! -- แต่รู้ไหมจุดเริ่มคือ ผู้ก่อตั้งคือเด็กหนุ่ม ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องก็เลยคิดจะแบ่งห้องรับแขกให้คนอื่นเช่า

แค่นั้น!! ..Air มาจาก 'เตียงลมในห้องรับแขก'..bnb (bed & breakfast) ไหนๆมาพักกับผม ผมก็ทำอาหารเช้าให้กิน -- นี่แหละจุดเริ่ม idea ของ 'Airbnb' ธุรกิจ Billions Dollar Business

เอาล่ะ ขอผมขายของบ้าง เพราะผมก็เริ่ม Idea เล็กๆ แนวๆ กับเขาบ้าง ..ผมกับ Stock2morrow ทำธุรกิจหนังสือ ซึ่งคนเดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ..แล้วคนเอาเวลาไปทำอะไร? ..อ๋อ 'รถติด' คนเมืองวันนี้เสียเวลาวันนึงหลายๆชั่วโมง รถติด ไม่มีอะไรทำ -- นี่เลย ทำหนังสือเสียง 'เปลี่ยนรถติด เป็นห้องเรียนการลงทุน' 

ใครสนใจลองดู ซื้อไปฟังกันดู 'เล่นหุ้นในฟองสบู่' หนังสือเสียง ที่เปลี่ยนวิธีคิดและการทำธุรกิจให้คุณ ระหว่างรถติด ราคาเพียง 535 บาท เอาไปเลย Audiobook 4 แผ่น 4ชั่วโมง ฟังเต็มๆ ..ใครสนใจสั่งที่นี่ จัดไปกระแทกสมอง กระตุ้นวิธีคิดกับพวกผม สั่งซื้อหนังสือเสียง คลิ๊กที่นี่เลยครับ

Alibaba ศาสตร์ของการเริ่มต้น


'Alibaba ศาสตร์แห่งการเริ่มก่อน' 

หนึ่งในนักธุรกิจต่างชาติที่ผมชื่นชม คือ Jack Ma ชายคนนี้ต้องบอกว่า 'ชีวิตโคตรน่าทึ่ง'

เท่าที่ผมศึกษาประวัติของ Jack พอจะสรุปได้เลยว่า เขาสำเร็จเพราะ 'เริ่มก่อน & เริ่มจากข้อจำกัด'

'เริ่มจากข้อจำกัด' อันนี้ดีมาก ก็เพราะคุณไม่มีอะไรเลย โอกาสสำเร็จจึงมากกว่า ..Jack Ma เกิดในครอบครัวที่จนมาก ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย ..เขาบอกว่าทางเดียวที่เขาจะลืมตาอ้าปากได้คือ การศึกษา 

Jack เลือกเรียน ภาษาอังกฤษ เริ่มจากเรียนฟรีจากนักท่องเที่ยว โดนอาศัยการเป็นไกด์แลกการเรียนภาษา ..ข้อจำกัดเรื่องไม่มีเงินเรียนทำให้เขาได้เรียนจากการคุยกับคนต่างชาติ --'โลกกว้าง'

จากนั้น Jack พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ ล้มเหลวครั้งแรก จากนั้นเลยหางาน แต่ไม่มีคนรับเพราะเขาบุคลิคไม่ดี ..เลยต้องพยายามสอบรอบที่สอง 'ตกอีก' ..ในที่สุดเขาผ่าน ในรอบที่สาม เลยเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเลือกเรียนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

จุดเริ่มต้นของการสร้าง Alibaba คือ เขาเดินทางไปเป็นล่ามที่อเมริกา แล้วลองใช้ Internet  ครั้งแรก ..Jack ประหลาดใจมาก ว่าเขา Search มีข้อมูลทุกอย่าง แต่พอ Search China ..'ไม่มีข้อมูลอะไร เกี่ยวกับเมืองจีนเลย' 

...ข้อจำกัดของ Jack คือ เขาใช้ Computer ไม่เป็น 

Jack ตัดสินใจเปิดบริษัท เกี่ยวกับ Internet เป็นคนแรกๆ 'เริ่มก่อน ก็เชี่ยวชาญก่อน แถมคุณไม่ต้องเรียน How to ..คุณเขียนกฏเองเลย สร้างวิธีเองเลย นี่แหละเริ่มก่อนได้เปรียบ'

ใช้คอมไม่เป็น Jack ก็หาลูกน้องที่ทำเป็น ...ไม่มีเงิน แล้วไม่มีแบงค์จีนให้กู้ Jack ก็ไปหาเงินทุนจาก Venture Capital ในต่างประเทศ (เพราะจีนเวลานั้น ไม่มี Venture Capital) ...ไม่มี Technology ก็เอาจาก Silicon Valley ไปเลย ไปที่สุดยอดเลย -- ไม่มีเงินไม่มีความรู้ แต่ฉันมีฝัน และ ฉันทำคนแรก

'ทุกอย่างเขียนกฏเอง'

Jack สร้าง การซื้อขาย Online ให้กับประเทศจีน ตั้งแต่คนยังไม่รู้จัก Computer ..สร้างระบบชำระเงิน Online 'Alipay' เพราะไม่มีธนาคารไหนกล้าทำ ...

วันนี้ Alibaba สร้างงานให้คนเป็นล้าน อาชีพ ..รัฐบาลจีนยังเกรงใจ เพราะ เขามีข้อมูลของคนจีนเป็นล้านๆคน มากกว่า ลึกกว่า รัฐบาลจีนด้วยซ้ำ ...เขาสร้างอาชีพให้คนมีอาชีพมากที่สุดในจีน ..Alibaba กลายเป็น หน้าร้าน ให้คนได้สามารถขายของที่ถูกที่สุด มันคือ โอกาสของคนเป็นล้านๆ ..เขามีข้อมูลการเงินของคนจีนมากกว่าธนาคารใดๆในเมืองจีน

ทั้งหมดเพราะเขา 'กล้าทำคนแรก และ เขาเริ่มจากข้อจำกัด'

ถ้าคุณมีข้อจำกัด มาถูกทางละ ..ลองบุกเบิกอะไรบ้าๆดู คุณอาจเป็น Jack Ma คนต่อไป !!


วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

'ปั้นธุรกิจ' กับ 'ปั้นธุรกิจติดลมบน' ต่างกันยังไง


''ปั้นธุรกิจ' กับ 'ปั้นธุรกิจติดลมบน' ต่างกันยังไง' ...คนส่วนใหญ่นึกว่ามันก็เหมือนๆกัน

ไม่ใช่เลย !! ..การปั้นธุรกิจทั่วๆไป ก็คือ หาของมาขาย สร้างสินค้าและบริการมาขายลูกค้า ...ขายได้ ก็ทำใหม่ ..ถ้าขายดีก็ดี ขายไม่ดีก็จบ ..อ้าว!! ถ้าทำแบบนี้ ภาษาชาวบ้าน เขาไม่เรียกการปั้นธุรกิจ เขาเรียกว่า 'การหาเช้ากินค่ำ'

แรงอ่ะ!! ..ใช่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ วันนี้ คนทำธุรกิจ SME ในประเทศไทยมีกว่า 2 ล้านราย เยอะมาก ..แล้วถามว่า ในคนเหล่านี้ใครกันจะสามารถ 'ปั้นธุรกิจติดลมบน เขาต้องทำยังไง ?'

ตอบคือ 'เขาต้องไม่ใช่แค่หาเช้ากินค่ำ แต่เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อสร้างชื่อ

 ...ทำทุกอย่างเพื่อสร้างชื่อ ภาษานักการตลาด เขาเรียกว่า การสร้างแบรนด์ !! ...แต่เดี๋ยว มันไม่ใช่แค่การตั้งชื่อนะ 

ธุรกิจทื่มี แบรนด์ มีลักษณะดังนี้ ..ลองสำรวจสิ่งที่เราทำดูว่ามีแบรนด์ หรือ มีแค่ยี่ห้อ เฉยๆ ลองดู คือ 

1. 'เรามีฐานลูกค้าประจำ และยอดขายโตขึ้นตลอด' ..ธุรกิจทั่วไป ซื้อขายเป็นครั้งๆ พอขายหมด ก็ต้องหาลูกค้าใหม่ เช่น เราทำเค้กอร่อยมาก แล้วก็เอาไปขายในตลาด ปรากฏว่า ลูกค้าชอบ แต่พอจะซื้ออีก ไม่รู้ซื้อที่ไหน เพราะ ไม่มีชื่อ , คุณภาพไม่แน่นอน , ที่ขายไม่ชัดเจน ..สรุปมันซื้อซ้ำไม่ได้ เลยเหมือนทำธุรกิจแล้วต้องหาลูกค้าใหม่ตลอด โคตรเปลืองต้นทุน เหนื่อยตลอด และ ยอดขายไม่มีทางโต -- ดังนั้น สังเกตสิ่งที่เราทำว่า ยอดขายโตตลอด แต่เหนื่อยน้อยลงใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่า คุณเริ่มสร้าง แบรนด์ขั้นที่หนึ่ง !!

2. 'เชื่อมต่อกับลูกค้า' ..ต้องมีคนพูดถึงคุณ แนะนำคุณต่อ ..นั่นแปลว่า คุณมี 'ตัวตน' ในสายตาลูกค้า และ เขาเชื่อ มั่นใจคุณภาพของสินค้าคุณ จนเขากล้าแนะนำต่อให้เพื่อน ..อันนี้ถือว่า คุณเข้าขั้นที่สองแล้ว !!

3. อย่าเพิ่งไปข้อที่สาม เอา 2 ข้อ ข้างบนให้ผ่าน คุณจะกลายเป็น SME ติดปีก ที่เริ่มมีอนาคต เพราะทั้งสองข้อที่กล่าว เหมือนทำง่าย แต่ไม่เลย มันใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ที่จะทำให้ 'คุณมีชื่อ (Brand) คุณมีตัวตน (Identity) คุณภาพคงที่ (Quality) และ คนแนะนำต่อได้ (Trust)'

ถ้าทำได้ค่อยไปสู่ การปั้น Identity และ การสร้างตัวตนที่มีชีวิตให้ ตราสินค้าของคุณ ให้ทันสมัยตรงใจผู้บริโภค ...ถ้าคุณผ่านมาถึงขั้นที่สาม ลูกค้าจะไม่สนใจเรื่อง 'ราคาสินค้า'

ที่เล่ามามันเป็นสิ่งที่ Starbucks , Nike , Hermes , Apple เขาสั่งสมมาเป็นเวลานาน

หลายคนคุยกับผมว่า ทำไมสินค้าของเขา Price War ลูกค้ามองแต่ราคาอย่างเดียว ก็เพราะ คุณยังไม่ได้สร้างแบรนด์เลยไง ..มันต้องเริ่มจาก Step ที่ 1 มาถึง 3 ..ค่อยๆ เริ่ม 

ทางเดินอาจไกล แต่ถ้าเรามีเป้าหมายชัด สุดท้าย เราก็จะวิ่งไปที่สินค้าแบรนด์เขาไปถึง คือ คนสนใจคุณภาพ ภาพลักษณ์ มากกว่า ราคา

 ..ไม่ง่าย แต่ผมเชื่อว่า 'มันต้องทำได้' ทำต่อไป ทาเคชิ !! -- มาปั้นธุรกิจติดลมบนกัน !!

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

'จาง ซิน' สาวโรงงาน สู่นักธุรกิจหญิงหมื่นล้าน


'จาง ซิน' สาวโรงงาน สู่นักธุรกิจหญิงหมื่นล้าน

วันนี้ จาง ชิน เป็นนักธุรกิจหญิงผู้โด่งดัง เจ้าของบริษัทอสังหายักษ์ใหญ่ของจีน 'SOHO'

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ประวัติความเป็นมาของ จาง ซิน และ วิธีคิดของเธอ

ทุกวันนี้ใครๆ ก็พูดว่า อสังหาในเมืองจีน Bubble หรือ Bubble จะแตกแล้ว ..แต่ จาง ซิน เล่าภาพที่ตรงข้าม เธอเล่าว่า อสังหาโดยรวม อย่างที่อยู่อาศัย หรือ ห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ Bubble และ Over Supply จริง ..แต่สำหรับ Sector ที่ SOHO จับ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ในส่วนของ Office Building ที่เป็น Landmark ของ ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ มันยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เติบโต และ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

สิ่งที่ จาง ซิน พูดมันชี้ให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วโอกาสของคนรุ่นใหม่ มันเปิดกว้าง 

..โลกวันนี้ จากยาจกสู่หมื่นล้านมันทำได้ยุคนี้ ซึ่งตัวเธอก็แสดงให้โลกเห็นว่า สาวโรงงานจนๆ ที่ฝึกพูดภาษาอังกฤษ และเก็บเงินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปลอนดอน เพื่อความฝันจะมีชีวิตที่ดีแบบขอตายดาบหน้า จะมีวันนี้ได้จริงๆ

จาง ซิน ไปสู้ชีวิตในลอนดอน และสุดท้ายได้เรียนจบเคมบริสซ์ แถมได้ทำงานกับ บริษัท Goldman Sachs ยักษ์ใหญ่แห่ง Wall-Street

จาง ซิน พบว่าตัวเองไม่เหมาะกับ วัฒธรรมแห่งการแย่งชิงโอกาส และการต่อสู้ในระบบผู้ล่าสูงสุดแห่งโลกการเงิน ..ทำให้เธอตัดสินใจกลับเมืองจีน เพื่อสร้างความฝันในแบบของเธอเอง 'ปั้นความฝันในแบบของตัวเอง'

บริษัท SOHO ก่อตั้งขึ้น เพื่อสร้าง Landmark สร้างสุดยอด ให้กับเมืองจีน 'ตามความฝันของ จาง ซิน'  ..และ Passion ในเรื่องความสุดยอด ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด สวยที่สุด ดึงดูดให้ นักออกแบบสุดยอดทุกคนอยากทำงานให้ SOHO

แก่นความสำเร็จของ SOHO คือ สร้างตึกที่เป็นยิ่งกว่าตึก ..เพราะเขาสร้างสุดยอดสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของความสุดยอด ..และเป้าหมายที่สุดยอด จึงดึงดูดคนสุดยอดมาทำงานร่วมกับเธอ

ใช่!! สิ่งที่ผมได้ข้อคิดจาก จาง ซิน ก็คือ คนเก่ง ก็เพราะมีลูกน้องเก่ง ผู้ร่วมงานสุดยอด 

..ที่มีลูกน้องเก่ง เพราะคนเก่ง อยากทำผลงานที่ยิ่งใหญ่ -- SOHO คือ คนสร้างเวทีให้คนเก่งแสดงฝีมือ ในการสร้าง Landmark และนั่นคือ ความสุดยอด !!

เก่ง เพราะให้เวทีคนเก่ง ...โคตรเจ๋งอ่ะ !!

10 ข้อคิด การให้ สอนอะไรเรา


'10 ข้อคิด การให้สอนอะไรเรา'

1. การให้สอนให้เรารู้ว่า การให้ไม่ได้ทำให้เราจนลง ..หลายคนคิดว่า การให้จะทำให้เราจนลง แต่จริงๆ ตรงข้าม เพราะเวลาเราให้ คือเราตัดสิ่งที่เราไม่ใช้ มันทำให้เรารกน้อยลง ใจกว้างขึ้น บ้านสะอาดขึ้น ตัวสะอาดขึ้น สุขภาพดีขึ้น

2. การให้ความรู้ คนให้ยิ่งฉลาดขึ้น ...คนให้ความรู้เขาเรียกว่า อาจารย์ ..อาจารย์ก็คือนักปราชญ์ ผู้ให้ความรู้คนอื่น เลยหมั่นหาความรู้ใส่ตัวเอง หมั่นพัฒนาความรู้และความคิด และได้รับผลสะท้อนจากสิ่งที่เราถ่ายทอด ยิ่งให้ความรู้คนอื่น เราจึงยิ่งฉลาดขึ้น

3. การให้โอกาสคนอื่น ทำให้เราไม่ปล่อยผ่านโอกาสบางอย่างที่เราไม่สามารถทำได้ โดยมอบโอกาสนั้นให้คนที่เหมาะสม ..เราจึงกลายเป็นจุดรวมของโอกาส -- จุดที่น้ำมารวมตัว ก็คือจุดไหล จุดให้โอกาส ..ยิ่งกระจายโอกาส จึงยิ่งได้รับโอกาส

4. การให้คือความว่าง และความว่างคือประโยชน์ ..ภาชนะที่มีประโยชน์คือภาชนะที่ว่าง จึงใส่ของได้ ..ห้องที่ว่างจึงใช้ประโยชน์จากห้องนั้นได้ ..คนที่ว่าง จึงมีประโยชน์ 

5. การให้คือความเมตตา ..การฝึกให้คือฝึกเมตตาคนอื่น และความเมตตาคือ แก่นของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งโลก ..คนที่เมตตาอยากแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนจำนวนมากจึงเป็นนักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ในที่สุด

6. การให้คือบารมี ..ผู้นำต้องมีบารมี ดังนั้น จุดเริ่มของผู้นำจึงเริ่มจากการฝึกเรื่องการให้ ..ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่ทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่คือคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นตลอดเวลา -- นั่นคือ ผู้นำที่มีบารมี มีคนรัก

7. การให้คือความสงบ ..คนที่ทำงานหรือธุระไม่ราบรื่น มักมีอุปสรรค เพราะมีคนคอยขัดขวาง ..นั่นเพราะคนเหล่านี้ สร้างปมความเกลียดชัง สร้างปมปัญหาในอดีต ..คนที่ให้จะคลายความเกลียดชัง ลดปมปัญหา นำมาซึ่งความสงบ และราบรื่นในชีวิตและกิจการ

8. ผู้ให้ย่อมสร้างมิตร ..ภาษาธุรกิจเรียกการสร้างมิตรว่าการสร้าง Connection ..สิ่งนี้สร้างจากการให้แบบไม่เห็นแก่ตัว จึงมีมิตรสหายจำนวนมาก

9. การให้สอนความยั่งยืน ..คนที่มีครอบครัวอบอุ่นมักมีพื้นฐานจากการมุ่งมั่นสร้างฐานครอบครัวที่มั่นคง และสิ่งนี้เกิดจากผู้นำครอบครัวที่ทำทุกอย่างเพื่อคนรุ่นหลัง 

10. การให้คือความสุข ..สุดยอดความปรารถนาของชีวิตมนุษย์คือความสุข แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เดินสายตรงข้าม เพราะความสุขจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการได้มา แต่สุขจริงเกิดจากการให้ต่างหาก -- คนที่สำเร็จในชีวิตสุดยอด เช่น Bill Gates , Warren Buffet หรือ ผู้ยิ่งใหญ่ จึงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อการให้ เพราะมันคือ ความสุข ความรวย ความสำเร็จ ที่สูงสุดนั่นเอง


แก่นแท้ความสำเร็จแบบ แจ๊ค หม่า


'แก่นแท้ความสำเร็จแบบ แจ๊ค หม่า'

ชายผู้นี้ พลิกตัวเองจากยากจนสู่คนที่รวยที่สุดในประเทศจีน ที่เขาเรียกว่า Self-Made แบบหล่อๆนั่นแหละ

หลายคนคิดว่า คนสำเร็จก็เหมือนๆ ที่อ่านๆมาตามหนังสือ คือ เห็นโอกาส แล้วอดทนฝ่าฝัน ...ฮึม!! ถ้ามันง่ายแบบนั้น ใครๆก็คงสำเร็จแบบ แจ๊ค หม่า -- แต่มันไม่ใช่ไง ทางเดินจริง มันยากกว่านั้น

แจ๊ค ให้สัมภาษณ์ถึงความสำเร็จของเขาว่า มันแลกมาด้วยความเสียใจ และ ความผิดพลาด ถึงขนาดที่ว่า วันนึงเขาอยากเขียนหนังสือสักเล่มที่ชื่อว่า 101 ความผิดพลาดของ เว็บ Alibaba

ชายผู้นี้บอกว่า สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดคือ ให้เวลากับครอบครัวน้อยเกินไป ..จนภรรยาเขาถึงกับตัดพ้อว่า ..'เมียของ แจ็คหม่าจริงๆ ก็คือ Alibaba ไม่ใช่ฉัน'

ผมว่า สิ่งเหล่านี้มันเล่า ความเป็นมาของความสำเร็จ มากกว่าเปลือกที่หลายๆคนมอง ...แท้จริง ความสำเร็จ มันคือการแลกเปลี่ยน

คำถามคือ คุณยอมทิ้งอะไร เพื่อแลกกับความสำเร็จ !!

จุดเริ่มต้นของคนที่จะ Self-made ในโลกยุคใหม่นี้ ไม่ใช่คนที่เห็นโอกาส เพราะทุกโอกาสมีคนเห็นอยู่แล้ว ..จะเห็นได้ว่า โลกยุคใหม่ คนที่สำเร็จไว คือ คนที่ไม่เห็นโอกาสต่างหาก

'แจ็ค หม่า เกือบเจ๊งในช่วงแรก เพราะ ไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ Alibaba ..นั่นแปลว่า จุดเริ่มต้น สิ่งนี้มันไม่ใช่โอกาส แต่มันไร้โอกาสต่างหาก ถึงเป็นช่องว่างให้คนแบบแจ๊ค หม่าได้ทำ ..เพราะถ้าคุณเรียนจบ MBA หรือเป็นนักธุรกิจที่ฉลาด เขาคงไม่ทำสิ่งนี้ เขาต้องทำสิ่งที่กำไรทันที และ ใครๆก็เห็นว่าดี เช่น เปิดร้านกาแฟซิ ..555' ...ใช่!! ทางเดิน จุดเริ่ม แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

หรือใครจะคิดว่า กลุ่มสถาปนิกหนุ่ม สร้างเว็บ ที่เอาห้องนั่งเล่นของคนทั้งโลกมาแบ่งให้คนเช่าแบบ Airbnb จะเป็น ธุรกิจที่ทำเงินได้ ?

'เหมือนไร้โอกาส จึงไร้คู่แข่ง -- เหมือนแย่ แต่มันคือดี' ...นี่คือ โลกยุคใหม่ครับ !!

ไปดู ฟรีแลนด์ ตามคำชวนของพี่บอย


'พวก ฟรีแลนด์ งานไม่ประจำ และ เจ้าของธุรกิจ ชีวิตจริง เขาเหมือนในหนังเรื่อง ฟรีแลนด์หรือเปล่า' 

ผมไปดูหนังเรื่องนี้ตามคำชวนของพี่บอย ผู้เขียน หนังสือขายดี 'งานไม่ประจำทำเงินกว่า'

ผมพบว่า 'ใช่ว่ะ' เรื่องนี้มันสะท้อนชีวิตผู้ประกอบการ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันสวยหรู มัน Slow Life ...เฮ้ย!! ไม่ใช่ครับ -- ชีวิตจริงๆ ของ ฟรีแลนด์ Start-Up ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ มันเป็นแบบ ชีวิตพระเอกในหนังเรื่องฟรีแลนด์เลยอ่ะ ..โดน !!!

ผมว่าประเด็นที่หนังเรื่องนี้อยากสื่อ มันสื่อได้ตรงดี ตรงจุดที่นางเอกถามพระเอกว่า 'อะไรคือ ความสุขและการพักผ่อน'

พระเอกตอบว่า 'งานไง'

นางเอกก็บอกว่า งานจะเป็นการพักผ่อน และสนุกได้ไงอ่ะ!!

นั่นแหละโคตรโดน ...เพราะชีวิตจริง ฟรีแลนด์ และ ผู้ประกอบการ ต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดครับ เวลาว่างต้องนั่งคิดงานครับ ..เวลาไปเที่ยวยังคิดเรื่องงานเลย

'งานแม่งคือ ทั้งชีวิตของกูเลย ความสำเร็จคือทุกอย่าง ตายก็ยอมวะ!!'

ตอนจบของหนังที่ ร่างกายพระเอกทนไม่ไหว น็อคหัวฟาดพื้นเข้าโรงพยาบาล ก็เป็นจุดที่ใช่เลย

เพราะสุดท้าย ฟรีแลนด์ และ ผู้ประกอบการ ที่ยอมทำงานหนัก จนสำเร็จได้ในระดับนึง ก็จะเริ่มเลือกงานได้ เลือกชีวิตได้ ...มันถึงจะเข้าสู่ ช่วงชีวิตเลือกได้ ..ใช่!! แต่ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Slow Life ชีวิตเลือกได้ แม่งโคตรเหนื่อย โคตรหนัก ...ใครกำลังอยู่ในช่วงนี้ เอาเป็นว่า ผมเข้าใจคุณ กว่าผมจะผ่านจุดนั้น ตัวผมก็เกือบน็อคหัวฟาดพื้นเหมือนพระเอกในหนัง 

แล้วคุณจะผ่านตรงนั่นไปได้ ถ้าคุณเอาจริง 

'ไอ้เหี้ย คนเอาจริงเว้ย แม่งถึงสำเร็จ'(ยืมภาษาในหนัง ..555 ดิบดี)

 ...สู้ต่อไป ฟรีแลนด์ และ ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่ทุกท่าน ..สู้ครับ !!!

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

เวลาใดใช้เปลี่ยนชีวิตคน


'เวลาใดใช้เปลี่ยนชีวิตคน'

ตอบ 'เวลาว่างครับ' ..เวลาว่างคือเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตผู้คน ...แปลกใจไหม ?

ไม่แปลกครับ เพราะเวลาเรียน หรือ เวลาทำงานมันคือเวลาที่ทุกคนต้องทำ 'หน้าที่' และมันก็คือหน้าที่ปกติที่ทุกคนต้องทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่แล้ว 

แต่เวลามี่สำคัญที่คนเก่งเขาเอามาใช้เปลี่ยนชีวิตให้เขาแตกต่าง สำเร็จกว่า รวยกว่า ดีกว่า ก็คือ 'คนเหล่านี้เอาเวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดนั่นแหละครับ เอามาเปลี่ยนชีวิตของเขา'

คนส่วนใหญ่ใช้เวลาว่าง เตรียมการเที่ยว พักผ่อน ใช้เงิน สนุก ..ก็ไม่ผิดนะ เพราะชีวิตเรากำหนดเอง ..เพียงแต่ถ้าคนไหนอยากสำเร็จในชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป ก็ต้องหนักกว่า เหนื่อยกว่า ...เอาเวลาว่างน้อยนิดมาเปลี่ยนแปลง หาความรู้ สร้างงาน 

'หนักครับ เหนื่อยครับ' ไม่มีความสำเร็จอะไรที่ได้มาโดยเราไม่ต้องแลกอะไร จริงไหม ?

เอาเวลาว่างคุณมาอ่านหนังสือ ทำงาน เรียน หาความรู้ พัฒนาตัวเอง -- เคล็ดลับการเปลี่ยนชีวิตท่องไว้ครับ คือ 'เวลาว่างที่คุณใช้เป็น'

ผมขอเวลาว่างคุณ 2 เดือน 'oct-nov นี้' มาเรียน The Stock Master 2015 นี้กับผม ค่าเรียน 2,000  บาท เรียนจริง เทรดจริง เงินจริง กับบัวหลวง คลิ๊กดูรายละเอียดและสมัครเลย www.bualuang.co.th/thestockmaster


วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีเลียนแบบ IDOL คุณ


'วิธีเลียนแบบ IDOL ของคุณ'

ผมเป็นคนที่ชื่นชมคนง่าย ผมมี IDOL มากมาย และส่วนใหญ่ IDOL ที่ผมชื่นชม ไม่ได้อยู่วงการหุ้น ไม่ใช่นักธุรกิจด้วยซ้ำ ..แต่ผมได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก ไม่ใช่ผ่านวิธีการ แต่เรียนจากผลงานและวิธีคิดต่างหาก

หนึ่งใน IDOL คนนึงที่ไม่ใช่คนวงการธุรกิจเลย ก็อย่าง อ.เฉลิมชัย ..ผมไม่เคยคุยกับแกเลย ไม่ได้รู้จักส่วนตัว แต่ผมชอบศึกษา วิธีคิดและผลงานของแก 'มันโคตรเจ๋ง'

ผมพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ 'ตัวตนชัดเจน' ภาษาอังกฤษ คือ มี Identity ..ภาษาไทย คือ ติสแตก ...อ.เฉลิมชัย เชื่อว่า ทุกอาชีพสำเร็จได้หมด รวยได้หมดถ้าใจสูง ..ผมฟังแรกๆ งงๆ -- อะไรคือใจสูงวะ ?

แค่ยิ่งคิด ยิ่งเข้าใจ ว่า คนที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องสร้างผลงานเพื่อคนอื่น ไม่ใช่สร้างผลงานเพื่อตัวเอง ..ความหมายก็คือ สิ่งที่คนเหล่านี้ทำคือ ทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อคนจำนวนมาก 

ซึ่งสุดท้ายคนเหล่านี้กลับร่ำรวยมหาศาล จากผลลัพธ์ที่ทำ 

อย่าง อ.เฉลิมชัยเอง แกมอง อ.ถวัลย์ เป็นหนึ่งใน IDOL ของแก แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ อ.เฉลิมชัยก็ไม่ได้ทำอะไรเหมือน IDOL แกเลย ...อ.ถวัลย์ ไว้หนวด แกไม่ไว้ ..อ.ถวัลย์ สร้างบ้านดำ แกสร้างวัดขาว ..อ.ถวัลย์ไม่สนใจเงิน แต่ อ.เฉลิมชัย แกเข้าใจวิธีคิดของ Investor และ Art Collector จึงทั้งสร้างประโยชน์ แต่โคตรรวยในเวลาเดียวกันได้ 

ใช่!! ผมว่า นี่แหละการมี IDOL คือ มีให้เรียนรู้วิธีคิด ไม่ได้มีเพื่อให้ทำตาม ..เพราะ ถ้าคุณเดินตาม คุณก็เป็นได้เพียงเงาของ IDOL ไม่มีทางที่คุณจะมีจุดยืนยิ่งใหญ่ของตัวเองได้

เรามี IDOL ให้เรียนรู้วิธีคิดของเขา แต่วิธีทำ ทางเดินของคุณ คุณต้องสร้างมันเอง !!

เมื่อคุณตันทางความคิดและแรงบันดาลใจ


'เมื่อคุณตันทางความคิดและแรงบันดาลใจ'

ทำไงดีล่ะ ?

มันเกิดขึ้นบ่อยๆ กับคนยุคนี้ ..ตัน -- มันเกิดกับคุณ และมันก็เกิดกับผม ..คำถามคือ เราจะทำยังไง ?

ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ก็คงจะคิดว่า ก็ปล่อยไป เดี๋ยวก็ดีเอง แต่ในความเป็นจริง มันไม่มีอะไรที่อยู่เฉยๆแล้วมันจะดีเอง สุดยอด เจ๋งเป้ง ..ไม่มีหรอก 

สำหรับผม เวลา Idea มันตัน ผมชอบเดินเข้าร้านหนังสือ เดินดูไปเรื่อยๆ ซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง ..ผมชอบอ่านหนังสือแปลกๆ ที่ผมชอบ เน้นว่าผมชอบ ไม่ใช่ที่คนอื่นชอบ และนั่นแหละเราถึงอยากอ่าน

ผมซื้อหนังสือตลอดเวลา แต่ไม่เคยอ่านจบ ..ใช่!! อ่านข้าม โดดไปมา อ่านที่อยากอ่าน ที่สำคัญไม่ใช่อ่านจบ แต่มันสำคัญที่เราได้อะไร

ผมรักหนังสือ เพราะมันให้ Idea นั่นแหละ คุณค่าของมันต่อผม ...สิ่งสำคัญที่ทำให้เรากล้าทำ กล้าลองในสิ่งใหม่ๆ มันเกิดจากเราหามันจากสิ่งที่รัก ..อ่านเก็บความคิด อ่านเก็บแรงบันดาลใจ

ดีนะ !! ...แล้วเจอกันที่ร้านหนังสือ มาเก็บ พลัง เก็บ ความคิด 

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ