แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อไหร่โลกจะเลิกใช้ดอลลาร์ …แล้วไปใช้อะไรแทนดีล่ะ ?

 เมื่อไหร่โลกจะเลิกใช้ดอลลาร์ …แล้วไปใช้อะไรแทนดีล่ะ ?


De-dollarization คือกระบวนการที่ประเทศต่างๆ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนทั่วโลกพยายาม ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก ทั้งในมิติของ:


1. ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Store of Value)  


2. การชำระเงินและการค้าชายแดน (Medium of Exchange)  


3. การกู้ยืมและออกตราสารหนี้ (Unit of Account)  


มาดูกัน 


1. ตัวเลขและสถิติ: De-dollarization เกิดขึ้นจริงแค่ไหน?


….หากแยกแยะตามข้อมูลทางสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Bank for International Settlements (BIS) จะพบว่า "De-dollarization เกิดขึ้นจริงในบางมิติ แต่มันคือการถดถอยแบบช้าๆ ….ไม่ใช่การล่มสลายทันที"


มิติที่ 1: ทุนสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserves) — เกิด De-dollarization ชัดเจนที่สุด


 อดีต (ปี 2000): ดอลลาร์สหรัฐฯ เคยคิดเป็น ~71% ของเงินสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก


 ปัจจุบัน: สัดส่วนลดลงมาเหลือราว 57%  


 สิ่งที่มาแทนที่: ไม่ใช่หยวน (RMB) หรือยูโร (EUR) โดยตรง แต่เป็น ทองคำ (Gold) และ สกุลเงินรอง (Nontraditional Currencies) เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), และกวนสวีเดน (SEK)  


 สถิติการซื้อทองคำ: ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะจีน รัสเซีย อินเดีย) สะสมทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมูลค่าทองคำในทุนสำรองพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วนดอลลาร์ในพอร์ตทุนสำรองลดลงอย่างชัดเจน


มิติที่ 2: การใช้ชำระเงินและการค้าโลก (Trade & FX Turnover) — ดอลลาร์ยังครองเมือง


 ธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX Market Turnover): จากข้อมูล BIS ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นขาข้างหนึ่งของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั่วโลกถึง 88% (เนื่องจากธุรกรรมส่วนใหญ่ต้องจับคู่กับ USD)


 การออกใบแจ้งหนี้การค้า (Trade Invoicing): การค้าโลกประมาณ 40% - 50% ยังคงใช้ดอลลาร์ในการตั้งราคา โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และสินค้าเกษตร


 ระบบชำระเงินผ่าน SWIFT: แม้กลุ่ม BRICS หรือระบบ Local Currency Settlement (LCS) จะพยายามชำระเงินด้วยสกุลท้องถิ่น (เช่น หยวน-รูเบิล, รูปี-เดอร์แฮม) มากขึ้น แต่ดอลลาร์ยังคงครองส่วนแบ่งเกิน 45% - 48% ของปริมาณการโอนเงินข้ามแดนทั้งหมด  


2. ทำไมถึงเกิดกระบวนการ De-dollarization? …..สาเหตุหลัก คือ 


1. Weaponization of the Dollar (การใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์):


การที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอายัดทรัพย์สินทุนสำรองของธนาคารกลางรัสเซียกว่า $300,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ทำให้หลายประเทศ (เช่น จีน, อินเดีย, ตะวันออกกลาง) ตระหนักถึง "Sanction Risk" ว่า หากวันใดตนขัดแย้งกับสหรัฐฯ ทรัพย์สินที่เป็นดอลลาร์อาจถูกยึดหรือแช่แข็งได้ทันที  


2. Network of Bilateral Trade Agreements:


กลุ่ม BRICS+ และสมาชิก ASEAN ขยายข้อตกลง Local Currency Settlement (LCS) เพื่อใช้สกุลเงินท้องถิ่นค้าขายกันเอง เช่น จีน-บราซิล, จีน-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อลดต้นทุนการแปลงค่าเงินและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์  


3. ภาระหนี้และนโยบายการคลังของสหรัฐฯ (Fiscal Deficits):


การที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกิน $34-$35 Trillion และขาดดุลงบประมาณมหาศาล ทำให้นักลงทุนและธนาคารกลางเริ่มกังวลเรื่องเสถียรภาพมูลค่าที่แท้จริงของดอลลาร์ในระยะยาว


3. เป็นจริงได้แค่ไหน? ดอลลาร์จะเสียแชมป์หรือไม่?


คำตอบเชิงโครงสร้าง: ในระยะ short-to-medium term (5–10 ปีข้างหน้า) เป็นไปได้ยากมากที่ดอลลาร์จะถูกทดแทนโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 3 ข้อหลัก:


1. ขาดตัวแทนที่เหมาะสม (Lack of Viable Alternatives):


 Yuan (RMB): แม้จีนจะมีมูลค่าการค้ามหาศาล แต่เงินหยวนยังมี Capital Controls (การควบคุมการเคลื่อนย้ายทุน) ทำให้ไม่มีความเสรี ตลาดการเงินไม่ได้เปิดกว้าง และนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในหลักสิทธิทางกฎหมาย


 Euro: ตลาดพันธบัตรยุโรปมีความกระจัดกระจาย (ไม่มี "Eurobond" รวมที่ใหญ่พอเหมือน US Treasuries)  


 BRICS Currency: การสร้างสกุลเงินร่วมของกลุ่มที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและเป้าหมายการเมืองต่างกันรุนแรง (เช่น อินเดีย กับ จีน) เป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ  


2. ความลึกของตลาดทุนสหรัฐฯ (Depth & Liquidity of US Financial Markets):


ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) มีขนาดใหญ่ สภาพคล่อง(Liquidity) สูงสุด และปลอดภัยที่สุดในโลก ไม่มีตลาดทุนของประเทศใดในโลกที่มีขนาดใหญ่พอจะรองรับเงินสำรองระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ได้เท่าสหรัฐฯ


3. Network Effect (ผลกระทบจากเครือข่าย):


การเปลี่ยนสกุลเงินหลักของโลกมีต้นทุนการปรับเปลี่ยน (Switching Cost) สูงมาก เพราะระบบการเงิน กฎหมายสัญญาการค้า การค้ำประกัน และระบบไอทีทั่วโลกถูกออกแบบบนฐานดอลลาร์มานานกว่า 80 ปี


สรุปภาพรวม


De-dollarization "เป็นเรื่องจริงในเชิงทิศทาง (Trend)" ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Unipolar World (ดอลลาร์เป็นศูนย์กลางเดี่ยว) ไปสู่ Multipolar Currency System (โลกหลายขั้วสกุลเงิน)


 สัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองจะ ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โดยมีทองคำและสกุลเงินทางเลือกเข้ามารับส่วนแบ่งแทน


 แต่ดอลลาร์จะยังคงเป็น สกุลเงินที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลกต่อไปอีกนาน ตราบใดที่ยังไม่มีระบบหรือสกุลเงินใดที่มีทั้ง สภาพคล่อง + ตลาดทุนที่เสรี + ความเชื่อมั่นทางกฎหมาย มาทดแทนตลาดทุนสหรัฐฯ ได้อย่างสมบูรณ์ครับ


#จัดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ