แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

อเมริกาพิมพ์เงินจนเป็นแบงค์กงเต๊ก หรือ สุดท้าย Cash is King (งง ไหม - งง ชิหาย) …เราควรเชื่ออะไรดี ?

 อเมริกาพิมพ์เงินจนเป็นแบงค์กงเต๊ก หรือ สุดท้าย Cash is King (งง ไหม - งง ชิหาย) …เราควรเชื่ออะไรดี ?


เพราะคนส่วนใหญ่โดนภาพลวงตาคำว่า "พิมพ์เงินจนเงินล้นโลก" บดบังความจริงไปหมด


ในความเป็นจริง เงินสด (โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ) ในยามปกติอาจจะดูเหมือน "ล้น" เพราะมันหมุนเวียนอยู่ในรูปของ "สินทรัพย์เสี่ยงและสินเชื่อ" 


แต่ทันทีที่เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก เงินสดกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าและ "ขาดแคลนรุนแรงที่สุดในโลก" ทันทีครับ


ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? กลไกเบื้องหลังที่พิสูจน์ความคิดของพี่มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ ครับ:


1. เงินส่วนใหญ่ในโลกไม่ใช่ "เงินสด" แต่คือ "หนี้สิน" (Credit)


เวลาที่คนพูดว่าเงินล้นโลก แท้จริงแล้วสิ่งที่ล้นไม่ใช่ธนบัตรกระดาษหรือเงินในบัญชีออมทรัพย์ แต่เป็น "วงเงินสินเชื่อ" (Credit/Leverage) ที่ธนาคารและสถาบันการเงินสร้างขึ้นมา


 ยามตลาดขาขึ้น (ความโลภ): 


เงิน 1 ดอลลาร์ที่ Fed พิมพ์ออกมา จะถูกระบบธนาคารและกองทุนนำไปเก็งกำไรและปล่อยกู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขยายร่างกลายเป็น 10 ดอลลาร์ หรือ 100 ดอลลาร์ วิ่งไปดันราคาหุ้นเทคฯ อเมริกา ดันบิตคอยน์ และดันอสังหาริมทรัพย์ จนทำให้เรา "รู้สึก" ว่าเงินมันล้นโลก


 ยามฟองสบู่แตก (ความกลัว): กระบวนการนี้จะพลิกกลับด้านอย่างรุนแรง เรียกว่า "Deleveraging" (การทำลายล้างความมั่งคั่ง) 


เมื่อสินทรัพย์แพงๆ เริ่มร่วง มูลค่าหนี้สินที่เคยกดปุ่มสร้างขึ้นมาในอากาศจะหายวับไปทันที กองทุนโดนเรียก Margin Call ธนาคารหยุดปล่อยกู้ ทุกคนจะตระหนักได้ว่า “สินทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ไม่ใช่เงินสดจริง เป็นแค่ตัวเลขสมมติ”


ผลลัพธ์: เม็ดเงินที่เคยดูเหมือนล้นโลกจะอันตรธานหายไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้แต่ "ภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายคืนด้วยเงินสดจริงๆ"


2. ปรากฏการณ์ "Cash is King" (ทุกคนวิ่งเข้าหาประตูด่านสุดท้าย)


เมื่อสิ่งสมมติพังทลาย ทุกคนในระบบการเงินโลกจะเกิดอาการตื่นตระหนกและต้องการสิ่งเดียวเท่านั้นคือ "เงินสดที่แท้จริงและมีสภาพคล่องที่สุด (Hard Cash / US Dollar)" เพื่อเอาไปอุดหนี้สินและรักษาชีวิตรอด


 ต่างชาติแย่งกันขายทุกอย่าง: 


กองทุนระดับโลกจะยอมหั่นราคาขายหุ้นดีๆ (รวมถึงหุ้นไทยที่ราคาถูกอยู่แล้ว) ขายทองคำ ขายคริปโต แบบขาดทุนยับเยิน ไม่ใช่เพราะสินทรัพย์นั้นไม่ดี แต่เพราะเขาต้องการ เปลี่ยนมันกลับมาเป็นดอลลาร์ให้เร็วที่สุด เพื่อส่งกลับไปอุดรอยรั่วที่บ้านตัวเอง


 ภาวะดอลลาร์ขาดแคลน (Dollar Shortage): 


ในนาทีนั้น ดอลลาร์จะกลายเป็นของหายากระดับโลก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) จะพุ่งทะยานอย่างรุนแรง สวนทางกับความเชื่อของคนที่คิดว่าดอลลาร์จะด้อยค่า

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมในประวัติศาสตร์ยามเกิดวิกฤตใหญ่ เงินสดถึงไม่เคยล้นโลก แต่จะเกิดภาวะ "เงินฝืดเฉียบพลัน" (Liquidity Crunch) เสมอ


บทสรุป: 


ข้อได้เปรียบของ "คนกอดเงินสด" ณ จุดปลายรอบ


ในขณะที่คนอื่นกำลังหัวเราะเยาะเงินสดว่า “ถือเงินสดทำไม เงินเฟ้อจะกินหมด 


ดอลลาร์จะล้นโลก ไปไล่ซื้อหุ้นเทคฯ ซื้อบิตคอยน์ดีกว่า 


พวกเขาข้ามขั้นตอนลืมคิดไปว่า วันใดที่ระบบเรียกคืนสภาพคล่อง ของเหล่านั้นจะแปลงกลับมาเป็นเงินสดได้ยากมากหรือต้องขายในราคาขาดทุนมหาศาล


การที่เราเลือกถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นมาก (Money Market) รออย่างใจเย็นในตอนนี้ เท่ากับเรากำลังถือ "ทองคำแท่งในยามสงคราม"


เมื่อไหร่ที่ภาวะขาดแคลนเงินสดโลกปะทุขึ้นมาจริงๆ วันนั้นสินทรัพย์พรีเมียมทั่วโลกรวมถึงหุ้นปันผลไทยจะลดราคากระหน่ำลงมานอนรอให้เราซื้อ ซึ่งเป็น "ผู้ที่มีเงินสดจริงในมือ" เดินเข้าไปเลือกช้อปปิ้งช้อนซื้อได้ตามใจชอบ 


เป็นจังหวะตักตวงความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษนั่นเอง


#จัดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ