แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

5 เรื่อง เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เราควรรู้

 5 เรื่อง เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เราควรรู้


1. ‘ค่าเงินบาทอ่อน ดีต่อผู้ส่งออก และการท่องเที่ยวไทย’ …บาทอ่อน เราก็ได้ดุลการค้า


2. ‘ค่าเงินดอลลาห์แข็ง ได้ไม่นาน’ …อเมริกาขึ้นเอกเบี้ยทำให้ดอลลาร์แข็ง แต่ยิ่งแข็ง อเมริกาก็ยิ่งขาดดุลการค้า …ถ้าแข็งนานไป จะกลายเป็น Lost Decade เหมือนที่เคยเกิดกับญี่ปุ่น


3. ‘ดอลลาร์แข็ง ธุรกิจอเมริกาจะออกมาลงทุนต่างประเทศ’ …อันนี้ขึ้นกับว่า ประเทศไหนสามารถดึงดูดการลงทุนระยะยาวได้ดีกว่า …ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศที่รองรับการลงทุนของญี่ปุ่น จนพูดได้ว่า เราเป็นบ้านที่สองของคนญี่ปุ่น


4. ‘นำเข้าให้น้อย ส่งออกให้มาก’ คือ พื้นฐานการเติบโตของเอเชีย …ข้อดี คือ เราจะมีค่าครองชีพต่ำ แต่ข้อเสีย คือ เราต้องซื้อของต่างประเทศแพง 


5. ‘สำคัญสุดคือ Productivity’ …สุดท้ายเราวัดกันที่ Productivity …คนที่สามารถผลิตด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และ ให้ผลลัพธ์ที่สูงที่สุด คือ ผู้ชนะ 


ญี่ปุ่น เคยเป็นผู้ชนะ ในยุคอุตสาหกรรม

อเมริกา เคยชนะ ในยุคข้อมูลข่าวสาร

จีน เป็นผู้ได้เปรียบ ในยุคปัจจุบัน 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อควรรู้ ลงทุนในตลาดผันผวนครึ่งปีหลัง 2022

 5 ข้อต้องรู้ ลงทุนตลาดผันผวนครึ่งปีหลัง 2022


…ทุกคนคาดหวังดอกเบี้ยขึ้น เงินเฟ้อ สินทรัพย์ผันผวน แล้วเราควรคาดหวังอะไรจากการลงทุนหุ้น


1. ‘จุดที่ทุกคนมองว่าปลอดภัย ไม่น่าจะดี’ …เงินจะวิ่งเข้าหาที่ปลอดภัย จนกลายเป็นว่า ไม่เหลืออะไรให้เราได้ประโยชน์


2. ‘จุดที่เสี่ยงเกินไป ก็ไม่น่าจะดี’ …หลายคนอยากหาจุด กลับตัวรอบใหญ่ เช่น หุ้นเทค หรือ ตลาดคริปโต …ก็อาจมีรอบสั้นๆ แต่อย่าเพิ่งหวังรอบใหญ่ 


3. ‘หุ้นใหญ่ ปันผลดี อาจต้องทนถือนาน’ …เงินใหญ่ในเวลานี้ คาดหวังผลตอบแทนสั้น ดังนั้น โอกาสที่หุ้นใหญ่จะวิ่งยาว ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก 


4. ‘หุ้นเล็ก รอบใหญ่ ให้ระวังสภาพคล่อง’ …แน่นอน หุ้นเล็ก น่าจะเป็นจุดหลบภัย แต่ให้ระวังเรื่องสภาพคล่อง เพราะ หุ้นเล็ก ถ้าจบรอบจะแทบไม่เหลือ Volume ให้ออกเลย


5. ‘เทรดหุ้นสวนเทรนด์ ดีกว่าตามเทรนด์’ …ตลาดปกติเทรดตามเทรนด์ก็ได้กำไรง่ายๆ แต่ในเวลาที่ผันผวน มันต้องเล่นเทรดในท่าที่ไม่ปกติ ถึงจะกำไรได้


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 ข้อควรรู้ เกษียณแล้วไปไหน

 5 ข้อควรรู้ เกษียณแล้วไปไหน 


หลายคนตั้งเป้าว่า การเกษียณแล้วจะได้สบาย หยุดทำทุกอย่าง …แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น 


ความโชคดีของผม คือ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน ทำให้ผมได้เจอคนที่เกษียณมากมาย มีทั้ง เกษียณแล้วรวย และ ก็เกษียณแล้วซวย …สุข และ เศร้า มากมาย จนพอจะสรุปได้ดังนี้


1. ‘เกษียณไม่ใช่แค่เรื่องเงิน’ …เรื่องเงินเป็นส่วนนึงที่ทำให้เรามีอิสระในเวลา แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ พอมีเวลาแล้วเราจะทำอะไรให้เรารู้สึกมีคุณค่า ?


2. ‘การมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ทำในสิ่งที่เราชอบ’ …ความชอบจะทำได้ยาว สิ่งนั้น ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เราจึงจะรู้สึกว่า มีคุณค่า …ถ้าแค่ชอบ มันทำได้ไม่นาน เดี๋ยวก็เบื่อ และ เลิกชอบได้ 


3. ‘สิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินอย่างเดียว’ …ถ้าทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น แล้วเราได้เงินด้วย มันยิ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และ ทำได้ยั่งยืนมากขึ้น …นี่คือ จุดเริ่มต้นของการหาความหมายของ ‘งานหลังเกษียณ ที่มีคุณค่า’ 


4. ‘การเกษียณเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด’ ..จุดเริ่มต้นของการกำหนดชีวิตและเวลาของเราเอง …เพราะ ก่อนเกษียณ เป้าหมายและเวลาของเรา ถูกกำหนดโดยคนอื่น …เป้าบริษัท เวลาที่บริษัทกำหนด …แต่หลังเกษียณ คือ เป้าหมายของเรา และ เวลาที่เรากำหนด


5. ‘หลังเกษียณคือ วินัย ไม่ใช่การเอาแต่ใจ’ …เป้าหมายและกิจวัตรใหม่ ต้องอาศัยการมีวินัย ความสม่ำเสมอ …ซึ่งตรงข้ามกับการใช้ชีวิตที่ไร้ระเบียบ ไร้ความหมาย ที่ไม่มีความสุข 


ใช่ครับ !! ผมได้เรียนรู้ว่า คนเกษียณที่มีความสุข …ก็คือ คนที่หาเป้าหมายชีวิตครั้งใหม่ ที่ทำอย่างมีวินัย และ สร้างคุณค่า 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อควรรู้ สำหรับคนชอบหุ้นเสี่ยง

 5 ข้อควรรู้ สำหรับคนชอบเล่นหุ้นเสี่ยง


แน่นอนผลตอบแทน ย่อมมาพร้อมความเสี่ยง …สำหรับคนชอบเสี่ยง มาดูกันว่าควรรู้อะไรบ้าง


1. ‘เสี่ยงได้สุดๆ เท่าที่สามารถกลับมาเล่นใหม่ได้’ …คนพอร์ตใหญ่เขาแค่แบ่งเงินมาเสี่ยง …ส่วนพอร์ตเล็ก ก็เสี่ยงได้ แค่เราต้องสามารถหาเงินมาเติมได้ …แต่อย่าเสี่ยงแบบนี่คือการเสี่ยงครั้งสุดท้าย เพราะ คุณจะเสียแน่นอน 


2. ‘การอ่านเกม สำคัญกว่าการอ่านงบ ในหุ้นเสี่ยง’ …ในการลงทุนระยะยาวพื้นฐานสำคัญสุด แต่สายเสี่ยงการอ่านเกมสำคัญกว่า …ถ้ามองเกมไม่ออก แทบจะ  การันตีว่า แพ้ตั้งแต่เริ่มแล้ว


3. ‘อย่าทำตัวเป็นรายใหญ่ ในเกมที่เสี่ยง’ …ใช่!! ถ้าคุณซื้อเยอะเกินไป คุณจะได้ติดหุ้นนี้ยาวนานสมใจ 


4. ‘หุ้นยิ่งเสี่ยง ยิ่งต้องใช้เงินเย็น’ …ในเกมที่เสี่ยง คนที่เงินร้อนกว่า ย่อมเสียเปรียบเสมอ …และควรเผื่อใจสำหรับการต้องติดหุ้นนี้ยาวนาน หากเราคาดการณ์ผิด (ซึ่งมันต้องเกิดขึ้นแน่นอน เผื่อเงิน และ เผื่อใจไว้ด้วย)


5. ‘หุ้นเสี่ยงต้องเก็บเวลาไม่มี Volume’ …และก็ต้องขายตอนที่มี Volume เท่านั้น …หุ้นแบบนี้ ไม่ได้มี Volume ตลอดเวลา ต้องอ่านเกมให้ออกด้วย


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 ประสบการณ์ตรงของคนชอบซื้อของถูก

 5 ประสบการณ์ตรงของคนชอบซื้อของถูก


ผมเป็นคนนึงที่ชอบซื้อของถูก ก็แน่ละ ก็มันถูก ใครจะอดใจไหว …แต่มันก็มี อยู่ 5 ข้อ ที่ต้องระวังเอาไว้ด้วย


1. ‘ถูกแล้ว มีถูกกว่า’ …การซื้อของถูก คือ ซื้อในขาลงของราคา …ใช่!! ลงแล้ว ถูกแล้ว มันก็มีโอกาสที่จะลงลึกขึ้น …ก็มันคือขาลงไง !!!


2. ‘มันถูกเลยซื้อเยอะ เจ็บหนักกว่าคนข้างบนอีก’ …คนติดดอยบางครั้ง ซื้อสูง แต่เขาซื้อไม่เยอะ …ไอ้เราพอเห็นว่ามันถูก รอราคาลงมาจากข้างบนเกือบ 50% แล้วคิดว่าสบายละ ก็จัดเต็ม …สุดท้ายจากจุดที่ซื้อลงไปอีก 50% สบาย ….หนักเลยจร้าา !! (หนักกว่ายอดดอย ก็ตีนดอยใกล้ๆ สุดนี่แหละ)


3. ‘ซื้อถูกจริง แต่กว่าจะขึ้น โคตรนาน’ …นานมาก …บางทีหลายๆๆๆ ปี นานจนบางคนทนไม่ไหว สุดท้ายซื้อถูก ก็ขายถูก เพราะ ไม่สามารถทนถือถูกนานๆ …ใช่!! ซื้อถูกไม่ได้หมายความว่ามันต้องขึ้นทันที อาจจะอีกหลายปี แน่ใจไหมว่าเงินเย็นพอ ?


4. ‘หุ้นมันเจ๊งไปเลย’ …มีด้วยเหรอ ? …มีดิคร้าบ ก็บริษัทมันเจ๊ง …สุดท้ายมันก็ลงไปเหลือศูนย์ …คำถามคือ เผื่อใจตรงนี้ไว้หรือเปล่า ? …ถ้าไม่เผื่อใจ มันมักจะเป็นแบบที่เราไม่เผื่อใจ คือ มันเจ๊ง !! (แต่ถ้าเราเผื่อใจ วางเงินดี ส่วนใหญ่มันไม่เจ๊ง โคตรแห่งความตลก ‘ถ้าเราเผื่อใจ มันไม่เจ๊ง แต่ถ้าเราไม่เผื่อใจ มันเจ๊งจริง’)


5. ‘อย่า Bet ในฝั่งมวลชน’ …โถ่!! ใครๆ ก็ติด …ถ้าแบบนี้มันก็เจ๊งกันทั้งประเทศดิ …ก็นั่นไง !! มันก็มีตัวอย่างที่เจ๊งกันถ้วนหน้ามาไม่รู้จักกี่ครั้งแล้ว …ผมนี่โคตรกลัวเลย หุ้นอะไรที่คนติดดอยไม่ยอมขายทิ้ง ..และ คนใหม่อยากเข้าไปลองวัดดวงเพิ่มอีก …สุดท้ายไม่เคยจบสวยสักที 


สรุป 


‘หนักชิ…หาย แต่ได้บทเรียน’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ความอัจฉริยะเกิดจาก นิสัย ไม่ใช่ สมอง

 ‘ความอัจฉริยะ เกิดจาก นิสัย ไม่ใช่สมอง !!’ …ความสำเร็จก็เช่นกัน 


…ไม่!! ผมไม่ได้ชอบคำคม แต่ผมชอบทำความเข้าใจ ว่าคำพูดนี้ จริงๆ มันคืออะไร ?


โลกเราเต็มไปด้วยการแข่งขันและเปรียบเทียบ …เราทุกคนอยากจะเก่งทุกอย่าง ชนะในทุกเรื่อง …ใช่!! ผมก็เคยคิดแบบนั้น 


แต่พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ กลับพบว่า วิธีคิดแบบเก่งทุกอย่างมันมี ‘ข้อจำกัด’ 


1. ‘เราไม่มีเวลาพอให้เก่งทุกเรื่อง เพราะเราทุกคนมีเวลาจำกัด’ …เอาตรงๆ ถ้าเรามีเวลาไม่จำกัด เราก็สามารถแบ่งเวลาให้กับทุกเรื่อง จนเราเก่งทุกเรื่องได้ แต่พอเวลาจำกัด การพยายามเก่งทุกอย่างทำให้เราเป็น เป็ด (ว่ายน้ำก็ได้ บินก็ได้ เดินก็ดี)


2. ‘การทิ้ง ยากกว่า การเอาทุกอย่าง’ …เรามักกลัวการปฎิเสธ ว่ามันจำกัด โอกาส …พูดง่ายๆ คนส่วนใหญ่ตอบรับทุกเรื่อง เพราะกลัวเสียโอกาส จนทำให้สุดท้าย แยกไม่ออกว่า อะไรคือโอกาสจริงๆ …การฝึกปฎิเสธจึงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มฝึกฝน (แต่มันทำให้เราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่) 


3. ‘การสร้างนิสัย ทำซ้ำๆ จนเป็นกิจวัตร ทำให้เราเก่งกว่าคนอื่น’ …ถ้าเราทำอะไรเป็นกิจวัตร ทำทุกวัน มันจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั่น …นี่คือ จุดเริ่มของความอัจฉริยะ ที่หลายคนมองข้าม


4. ‘เมื่อเรารู้ว่า อะไรที่เราทำได้ดี เราก็อยากทำให้มันยิ่งดี นี่แหละ Passion’ ….ใช่!! คำว่า Passion ไม่ได้เกิดจากการหาว่าเราชอบอะไร แต่มันเริ่มจากหาว่าอะไรที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น …ยิ่งทำ ยิ่งสนุก …ยิ่งทำ ยิ่งเก่ง


5. ‘ข้อจำกัด มันก็คือโอกาส อย่ามองข้าม’ …คนที่เอาชนะข้อจำกัดได้ สุดท้ายมันเปลี่ยนเป็นแต้มต่อ …ยกตัวอย่าง โอบามา การที่เขาเกิดมาเป็นคนผิวดำ มันคือ ข้อจำกัด แต่พอเขาชนะข้อจำกัด การเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของอเมริกา มันกลายเป็นแต้มต่อทันที ….คนที่เกิดมาจน พอรวย กลายเป็น ‘โคตรเท่ห์’ แต้มต่อทันที


ก็ใช่!! ‘ข้อจำกัด’ มันไม่ใช่จะผ่านได้ง่ายๆ ….แต่คนที่ชนะข้อจำกัด ความสำเร็จยิ่งหอมหวาน และยิ่งใหญ่ 


‘อย่าท้อ’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ฝีมือคือ 20% ส่วนความโชคดีคือ 80%

 ‘ฝีมือคือ 20% ที่เหลือคือความโชคดี’ 


…มีรุ่นน้องมาถามผมว่า ‘พี่!! ถามจริงๆ …ความโชคดีมันมีผลต่อความสำเร็จแค่ไหน ?’ 


…เอาตรงๆ เลยนะ …ฝีมือและความขยัน มีผลแค่ 20% …ส่วน 80% ที่เหลือคือ ความโชคดี 


‘พี่กำลังจะแนะนำให้ผมซื้อหวยใช่ไหม ?’ 


‘ถูก!!’


…ถูกหลอกแล้วเอ๊ง !! (ไม่ใช่เว้ย)


…ดูง่ายๆ ในโลกนี้ คนขยันทุกคนไม่ได้รวย …แต่คนรวยทุกคนขยัน …หมายความว่าอะไร ?


‘พูดภาษาให้เข้าใจง่ายๆ คือ เราต้องประคองตัว ทั้งขยัน ทั้งสู้ เพื่อให้เราไม่เจ๊ง …ทำไป ทนไป ถูๆไถๆไป ..ทำจน ความโชคดี 80% มันจะเข้ามา’ 


…ตอบไม่ได้นะ ว่ากี่ปี …บางคน ไม่กี่ปี …บางคนเป็นสิบปี …บางคนนานกว่านั้น 


สรุป ‘ประคองฝีมือ 20% ให้ไม่เจ๊ง …จนความโชคดี 80% มันทำงาน แค่นั้นแหละ !!’ (ไอ้คนที่มันใช้เวลานานกว่าคนอื่น แปลว่า ความสำเร็จของมันใหญ่ มันก็เลยต้องใช้เวลา …แต่ถ้าดันล้มเลิกก่อน นั่นคือ ความซวยของจริง) 


…คุณน่ะมีฝีมือ แค่อดทนทำไปจน ‘ความโชคดี’ มันทำงานให้เราในที่สุด 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 ข้อควรรู้ ในการช้อนซื้อ Bitcoin ‘ก็ของมันต้องมี’

 5 ข้อควรรู้ ในการช้อนซื้อ Bitcoin ‘ก็ของมันต้องมี’


1. ‘เก็งกำไรได้แต่อย่าใช้คำว่าลงทุน’ …เก็งกำไรแปลว่า เราพร้อม bet พร้อมสู้ เสียได้ ชีวิตไม่พัง …แต่ถ้าเราใช้คำว่าลงทุนแปลว่า เราเอาเงินใหญ่เข้าไปเล่น อันนี้ต้องระวัง


2. ‘ขึ้นชื่อว่าขาลง ย่อมลงลึกกว่าที่เราคิดเสมอ’ …การทยอยรับ จึงดีกว่าการรับไม้เดียวแน่นอน (เอาตรงๆ เวลาเราอยากรับ เราจะได้ซื้อราคาที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ) 


3. ‘จุดต่ำสุด คือ จุดที่ไม่มีข่าวดี และไม่มีใครคิดจะรับ’ …นั่นรวมถึงเราด้วย …ถ้าเรายังอยากซื้อ มันก็แปลว่า ยังลงไม่สุด …มันจะสุดเมื่อเราร้องว่า ‘กูเลิก!!’ 


4. ‘Volume ที่น้อย แล้วราคาลงแรง คือ จุดที่น่าสนใจ’ …ภาวะแบบนี้ ถ้า Volume เยอะ แปลว่า มวลชนยังอยู่ ไม่น่าสนใจ …มันจะยิ่งน่าสนใจเมื่อ ราคาลงแรงแต่ไม่มี Volume


5. ‘เอาบทเรียนรู้ไปใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป’ …ใช่!! เราก็แค่คิดและทำแบบคนส่วนใหญ่ …โจทย์คือ แล้วเราจะทำอย่างไรให้คิดแบบคนส่วนน้อย ?


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 ระดับ ความแม่นยำของตลาดหุ้นโดยเซียนหมู ผู้หยังรู้ดวงดาว

 5 ระดับ ความแม่นยำ ของการทำนายตลาดหุ้นโดยเซียนหมูผู้รู้ถึงดาวดาว 


‘เราคือ เครื่องทำนายตลาดหุ้นที่แม่นยำ’ (ที่สุด) 


…หลายคนอาจไม่รู้ว่า ‘ตัวเรา’ นี่แหละ คือ เครื่องทำนายตลาดหุ้นที่โคตรแม่น …ยังไงมาดูกัน 


1. ‘ถ้าเราซื้อหุ้นน้อยๆ’ …หุ้นจะขึ้น แทบไม่ต้องสงสัย


2. ‘ถ้าเราซื้อหุ้นเยอะ’ …ลงแสกหน้าครับ …ที่กำไรก่อนหน้า คืนตอนนี้ พร้อมขาดทุนแบบจุกๆ 


3. ‘เราขายหุ้น’ …ขึ้นต่อครับ พอเรายิ่งขาย หุ้นก็ยิ่งขึ้น 


4. ‘เราขายหมด’ …ยิ่งขายแบบล้างพอร์ต เดี๋ยวขาขึ้นครั้งใหญ่กำลังจะมาเลยทีเดียว …ขึ้น ชิ หาย วายป่วง !!


5. ‘เลิกเล่น กรูเลิก’ …ขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นกำลังมาครับ …ที่สุดของการขึ้นแบบอภิมหากำไร มันจะมาเวลาเราเลิกเล่นครับ 


นี่แหละ !! ‘ตัวเรา’ …โคตรแห่งความแม่น 


อะไรที่เราซื้อ ‘เละ’ …อะไรที่เราไม่ซื้อ ‘ขึ้นชิบหาย’ 


เหมือนตลก …แต่คุณก็รู้ว่า นี่คือเรื่องจริง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ความย้อนแย้งในตลาดหุ้นที่รายย่อยควรรู้

 5 ความย้อนแย้งในตลาดหุ้นที่รายย่อยควรรู้


1. ‘รายย่อยมักเล่นหุ้นใหญ่ ส่วนรายใหญ่มักเล่นหุ้นเล็ก’ …ตลกร้ายในตลาดหุ้นคือรายใหญ่ที่ผมเคยเจอ ส่วนใหญ่รวยมาจากหุ้นเล็ก …แต่รายย่อยที่เจอมักบ่นว่าเขาติดหุ้นใหญ่ 


2. ‘คนส่วนใหญ่ชอบ DCA ตอนตลาดดี แต่จริงๆ ควร DCA ในช่วงที่ตลาดไม่ดี’ …พูดง่ายๆ การ DCA แบบทยอยซื้อหุ้นเข้าไปทุกเดือน ควรทำในช่วงที่ตลาดไม่ดี เรากลัว และมีความไม่แน่นอน จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า


3. ‘คนส่วนใหญ่ชอบซื้อหุ้นเพิ่ม ในช่วงที่หุ้นกำลังร้อนแรง’ …จริงๆ จุดที่หุ้นนั้นๆ ร้อนแรง มักเป็นจุดที่ไม่น่าซื้อแล้ว เพราะ เป็นจุดที่รายใหญ่ทยอยขายทำกำไร   (อารมณ์คล้ายๆ วิ่งเก็บเศษเหรียญ บนทางด่วน) 


4. ‘จุดต่ำสุดของหุ้นในแต่ละรอบ เป็นจุดที่ไม่มีอะไรดูดีเลย’ …ตลาดไม่ดี งบไม่สวย Volume เบาบาง นั่นแหละ ช่วงจุดต่ำสุดของหุ้นในแต่ละรอบ


5. ‘ทนรวยของรายย่อยคือ ติดหุ้นแล้วถัว ..แต่ทนรวยของรายใหญ่คือ ทนคืนกำไร เพื่อกำไรที่มากขึ้น’ …หลายคนคิดว่า การซื้อหุ้นถัวขาดทุนไปเรื่อยๆ คือการทนรวย แต่จริงๆ นั่นเขาเรียกว่า ‘ติดหุ้น’ …การทนรวย คือ ซื้อหุ้นขาขึ้นถูกทาง แต่หุ้นย่อลงมา จากนั้นก็ทำ New High ต่อ เพื่อกำไรที่มากขึ้นเรื่อยๆ 


ใช่!! รายย่อยมักสับสน ระหว่าง ‘ขาขึ้น’ กับ ‘ขาลง’ (งง ชิบ ..555) 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 ข้อ แกะวิธีคิดรายใหญ่หุ้น แบบเล่นไม่เลิก

 5 ข้อ แกะวิธีคิดรายใหญ่หุ้น …’การออกแบบเกมที่เล่นไม่เลิก เล่นตลอดไป’ 


…เบื้องหลังความคิดของรายใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะเขาไม่บอกเรา …อ้าว!! กั๊กนี่หว่า


ลองมาพยายามแกะดูจะพบว่า 


1. ‘รายใหญ่วิ่งเข้าหาความเสี่ยง’ …รายย่อยพยายามหลีกหนีความเสี่ยง …ทำไม ? …ก็เพราะ โลกปัจจุบัน ผลตอบแทน มันผูกอยู่กับความเสี่ยง (อะไรที่ไม่เสี่ยง ก็เท่ากับ ไม่มีผลตอบแทน)


2. ‘กระจายความเสี่ยง เพื่อให้เสี่ยงได้มากขึ้น’ …รายย่อยมักจะคิดว่า All in จะทำให้พอร์ตโต …แต่รายใหญ่แทบไม่มีใคร All in ..เพราะ ถ้า All in แล้วพลาดจะไม่สามารถกลับมาเล่นได้อีกเลย


3. ‘รายใหญ่มักลงทุนตรงข้ามกับมวลชน’ …ตรงข้ามก็คือ จุดที่รายย่อยกลัวเป็นจุดที่รายใหญ่ทยอยซื้อ …จุดที่รายย่อยแห่เข้าไปเล่น เป็นจุดที่รายใหญ่ทยอยขายทำกำไร


4. ‘รายใหญ่สามารถทนความผันผวนได้มากกว่า’ …แน่นอน ก็พอร์ตเขาใหญ่กว่า …แต่จริงๆ สิ่งที่ทำให้รายใหญ่ทนความผันผวนได้มากกว่า เพราะ เขาได้คำนวณไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าครั้งนี้จะเสียหายสูงสุดได้เท่าไหร่ …พูดง่ายๆ รายย่อย ใช้การ วัดดวง ในการลงทุน แต่รายใหญ่ ‘ไม่วัดดวง’ (คำนวณ Risk / Reward ก่อนลงเล่น)


5. ‘รายใหญ่ไม่มีแผนรวยแล้วเลิก’ …คนส่วนใหญ่เข้าตลาดหุ้นเพื่อหวังว่า วันนึงรวย จะได้เลิก (ล้างมือในอ่างทองคำ) …แต่รายใหญ่ออกแบบเกมที่เขาจะเล่นได้ตลอดไป ‘ไม่มีเลิก’ (Infinite Game)


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 วิธีคิดแบบรวยเปลี่ยนหลักในตลาดหุ้น

 5 วิธีคิดแบบ รวยเปลี่ยนหลักในตลาดหุ้น 


…อะไรคือ ‘รวยเปลี่ยนหลัก’ …? …สั้นๆ คือ เติมศูนย์เข้าไปในพอร์ต …1 เป็น 10 , 10 เป็น 100 , 100 เป็น 1,000 !!!


1. ‘การเปลี่ยนหลัก คือ การเปลี่ยนวิธีคิด’ …การทำแบบเดิมโดยทำให้หนักขึ้น มีข้อจำกัด เช่น ตัวเรา , แรงเรา , เวลาของเราที่จำกัด เช่น การสร้างบ้าน 1 หลัง ก็ต้องคิดแบบนึง แต่ถ้าโจทย์เปลี่ยนต้องสร้าง 100 หลัง ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำแทบทั้งหมด


2. ‘จากตัวเรา สู่ระบบ’ …ระบบ คือ สิ่งที่ทำแทนเรา …วิธีการที่เอาตัวเราออกไป แต่ผลลัพธ์จะต้องยังคงอยู่


3. ‘ต้องเกิดซ้ำๆ ได้’ …ถ้าเกิดได้ครั้งเดียว ก็คือโชคดี ไม่ต่างจากการถูกหวย …การชนะของเราจึงต้องออกแบบให้เกิดซ้ำๆ ต่อเนื่อง


4. ‘ต้องออกแบบวิธีการให้ผิดพลาดได้แต่ไม่เจ๊ง’ …ในระยะยาวเราต้องเจอข้อผิดพลาด ต้องออกแบบให้พลาดแล้วยังทำต่อไปได้ ไม่เจ๊ง


5. ‘รวยเปลี่ยนหลักเป็นเรื่องของการยืนระยะ’ …Stay in the Game หรือ การยืนระยะให้นานที่สุด คือ หัวใจของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ …รางวัลของการยืนระยะ ก็คือ ผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยทบต้น


…จะรู้ได้ไง ว่าเราเริ่มมาถูกทางแล้ว ?


‘ก็เมื่อเราเหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์กลับเพิ่มขึ้น’ …ใช่!! ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคดี หรือ ความฟลุ๊ค แต่มันคือ ‘การออกแบบ’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565

10 ข้อดีประเทศไทย หุ้นไทยไปได้อีกเยอะ

 10 ข้อดีประเทศไทย หุ้นไทยไปได้อีกเยอะ


เห็นแต่คนพูดว่าประเทศเราแย่อย่างนั้น อย่างนี้ ไม่โตแล้ว คนก็แก่ ขี้เกียจ นักการเมืองก็… ธุรกิจก็ไม่มีนวัตกรรม …ก็ถูกนะ หลายๆ เรื่องเหล่านั้น เป็นจุดอ่อน …แต่การลงทุน มันต้องหาจุดแข็ง แล้วโฟกัสไปที่จุดนั้น 


….มาดูกันว่า แล้ว จุดแข็งเราอยู่ที่ไหน …ที่จะทำให้เศรษฐกิจโต ธุรกิจดี หุ้นพุ่ง มาดูกัน


1. ‘ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลาง’ ..ความเจริญกำลังย้ายมาสู่โลกตะวันออก ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงภูมิภาคที่สะดวกในการเดินทาง …ใช้เป็นฐานธุรกิจได้


2. ‘บ้านไม่แพง’ …เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาบ้านเราถือว่าไม่โหด แปลว่า ราคาบ้านไปต่อได้


3. ‘คนไทยอยู่รวมกับต่างชาติได้อย่างกลมกลืน’ …เราไม่ค่อยแบ่งแยกชัดเหมือนต่างประเทศ พูดง่ายๆ ใครมาอยู่ไทยก็สามารถกลายเป็นไทยได้สบายๆ 


4. ‘เราให้เกียรติคนต่างชาติ’ …เวลาเราไปต่างประเทศจะสัมผัสได้ว่าเขามองเราค่อยข้างจะต่ำกว่าเขา …แต่เวลาต่างชาติมา เราให้เกียรติเขามากกว่า


5. ‘ค่าครองชีพเราไม่แพง’ …การกินอยู่ของบ้านเราเรียกได้ว่าถูก เทียบกับคุณภาพ …แถมมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ กินริมทาง ไปจนมิชเชอลินติดดาว …ส่วนนึงเพราะเรามีฐานผลิตการเกษตรที่แข็งแรง


6. ‘ที่เที่ยวครบ’ …เที่ยวทุกแบบ ไม่ได้มีข้อจำกัดอย่างหลายๆ ประเทศ …ตั้งแต่เที่ยวของวัยรุ่น ไปจนวัยเกษียณครบเครื่อง


7. ‘อาหารหลากหลาย’ …อาหารบ้านเรามีทุกแนวทุกชาติ แถมเรายังพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย …ถ้าเราเอาจริง น่าจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกยังได้ 


8. ‘สาธารณูปโภคดี’ …ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต ของเราครอบคลุมอันดับต้นๆ ของโลก


9. ‘โรงพยาบาลดี และไม่แพง’ …อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสุขภาพ น่าจะเติบโตได้อีกไกล …เทคโนโลยีการแพทย์เราค่อนข้างดี ราคาไม่แพง …มันเป็นโอกาสของสังคมที่เข้าสู่ผู้สูงอายุ 


10. ‘ตลาดหุ้นเราแข็งแรง’ …เรามีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากจนประเทศอย่าง สิงคโปร์ยังอิจฉาเราในด้านนี้ …รายย่อยเป็นหัวใจของตลาดทุน 



ที่หลายๆ คนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ เรามีข้อดีมากมาย ที่ผมเชื่อว่า เศรษฐกิจรวมทั้งตลาดหุ้นไทย จะเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว 


‘ใช่!! หุ้นไทย ไปได้อีกเยอะ’ …ฟันธง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565

3 สมการทางการเงินที่โรงเรียนไม่ได้สอน


 3 สมการ การเงินที่เราควรเข้าใจ


Income = ค่าจ้าง (รายได้ที่ใช้แรงงานและเวลาเข้าแลก)


Royalty = รายได้จากสินทรัพย์ (ก็คือรายได้ที่เกิดจากสินทรัพย์ที่เราครองครอง เช่น ปันผล , ค่าเช่า ..รายได้นี้เกิดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องทำงานก็ยังได้)


Expense = รายจ่าย (เกิดขึ้นเมื่อเราซื้อของ ใช้จ่าย)


Liability = ภาระค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง (รายจ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่เราไปสร้างหนี้ …รายจ่ายนี้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง) 


1. ‘สมการหาเช้ากินค่ำ’ …Income มาก็จ่าย Expense แต่ไม่พอกิน …อันนี้ทำไปก็ไม่มีทางรอด จนลงเรื่อยๆ 


2. ‘สมการคนชั้นกลาง’ …Income มา ใช้จ่ายแล้วไปสร้างหนี้ เกิด Liability เป็นค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง …อันนี้ชีวิตเหนื่อย เพราะ ค่าใช้จ่ายมีทั้ง Expense และ Liability เข้ามารัวๆ ต่อเนื่อง …แต่มีแค่ Income ที่ต้องอาศัยตัวเองเท่านั้น …แบบนี้ชีวิตพอไปได้ แต่ไม่รวย ไม่มีเงินเก็บ พอแก่ตัวจะยิ่งเหนื่อย เพราะ Income มีแต่ลดลง


3. ‘สมการคนรวย’ …Income มา เอาไปซื้อ สินทรัพย์ ..แล้วได้ Royalty เป็นรายได้เข้ามาช่วย …พอเวลาผ่านไป สินทรัพย์ราคาขึ้น ..Royalty ค่อยๆ เพิ่มขึ้น …อันนี้รวยในระยะยาว 


แค่นี้แหละ 3 สมการ ….ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เราทำให้มันยากเท่านั้นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 ข้อควรรู้ ในการสร้างตัวด้วยหุ้น

 10 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการสร้างตัวด้วยหุ้น


1. ‘ราคาหุ้นเป็นเรื่องของการเติบโต’ …นักลงทุนซื้อหุ้นเพื่อหวังการเติบโต …ถ้าหุ้นไม่โต ก็ไม่มีใครให้ราคา ไม้ว่าพื้นฐานจะแข็งแกร่งก็ตาม


2. ’หุ้นอัตรากำไรสูงมีโอกาสรวยง่ายกว่า’ …โดยมากหุ้นที่อัตรากำไรสูง แปลได้ว่า ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูง ..ลูกค้าถึงต้องยอมจ่ายแพงกว่าคู่แข่ง เช่น มีแบรนด์ มีสินค้าที่เหนือกว่า มีบริการที่สุดยอดกว่า …


3. ‘ยอดขายเป็นสิ่งที่แต่งยากกว่ากำไร’ …ยอดขายคือ Market Size ก็คือ ขนาดของตลาดที่ธุรกิจนั้นๆ อยู่ …บางครั้งหุ้นเล็กที่กำไรสูงเกินไป ต้องระวังเรื่องการแต่งงบ …โดยเฉพาะเวลาที่นักลงทุนสนใจและซื้อขายหุ้นนั้นๆ อย่างร้อนแรง


4. ‘เล่นหุ้นใหญ่ต้องระวังนักลงทุน เล่นหุ้นเล็กต้องระวังเจ้าของ’ …หุ้นใหญ่ต้องอ่านนักลงทุนรายใหญ่ที่เล่นหุ้นนั้น เพราะหุ้นใหญ่สามารถใช้ Leverage ได้สูง ..ส่วนหุ้นเล็กคนที่ทำแบบนั้นได้ หลักๆ ก็คือเจ้าของ …ต้องพยายามอ่านเกมของเขาให้ออก


5. ‘Volume การซื้อขายมากเกินไป มักจะเป็นทุนที่อันตรายเสมอ ทั้งหุ้นเล็กและหุ้นใหญ่’ …Volume คือ จำนวนเงินจริงๆ ที่เปลี่ยนมือ …ช่วงที่จะมีคนกำไรมากๆ หรือขาดทุนหนักๆ ก็คือช่วงที่ Volume มหาศาลนี่แหละ 


6. ‘ตลาดหุ้นมักไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น’ …เวลาหุ้นดูดีมากเกินไป เป็นช่วงที่ต้องระวัง …เช่นกัน ช่วงที่หุ้นดูแย่จนเกินไป มันอาจจะไม่ได้แย่จริงๆ อย่างที่เราคิด


7. ‘การ All in เป็นสิ่งที่แทบไม่ควรทำในทุกกรณี’ …กับดักของคนที่เสียหายหนัก มักจะเกินจากความมั่นใจเกินไป


8. ‘การเพิ่มความเสี่ยงไม่ควรทำเมื่อเราผิดทาง’ …ใช่!! การเพิ่มความเสี่ยงทำได้ ถ้าเราถูกทาง หรือกำไรมาพอสมควร …แต่การถัวหุ้นที่พลาด มักทำให้เราเสียหายหนักขึ้น จนสุดท้ายอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้


9. ‘การลงทุนระยะยาว Bottom up สำคัญกว่า Top Down’ …เศรษฐกิจในภาพใหญ่สำคัญ แต่พื้นฐานของธุรกิจสำคัญที่สุด


10. ‘การหาแนวทางที่เหมาะกับเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด’ …การลงทุนมีแนวทางที่หลากหลาย แต่เราจะประสบความสำเร็จ จากแนวทางที่เหมาะกับเราเท่านั้น …การจะรู้ว่า นี่คือแนวทางที่ใช่ ต้องค่อยๆ ดูจากผลลัพธ์ที่เราทำได้อย่างสม่ำเสมอ 


‘ทำแล้วใช่ กำไรดี ค่อยเป็นค่อยไป’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 ข้อสังเกต เมื่อเศรษฐกิจแย่ และเงินเฟ้อสูงเกิดขึ้นพร้อมกัน

 10 ข้อสังเกต ‘เมื่อเศรษฐกิจแย่ และ เงินเฟ้อสูง เกิดขึ้นพร้อมกัน’ (Stagflation)


..ปกติเศรษฐกิจแย่ มักจะเงินฝืด ก็ใช้การ ‘ลดดอกเบี้ย’ ก็กระตุ้นการกู้ของคน เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น 


ส่วนเวลา ‘เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจเฟื่องฟู’ ก็เลยต้อง ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ เพื่อหยุดเงินเฟ้อ


…แต่วันนี้ ‘เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจเปราะบาง (คนส่วนใหญ่แย่ กู้เยอะ)’ …การขึ้นดอกเบี้ย ก็ทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ แถมเงินเฟ้อก็ยังสูงอยู่ 


‘แล้วไงต่อล่ะ ?’ 


1. ‘การขึ้นดอกเบี้ย จะทำ Bubble เริ่มแตก’ …สินทรัพย์ไหนที่ Bubble ที่สุดจะเริ่มโดนก่อน เช่น คริปโต , หุ้นเทค , …ลามมาเรื่อยๆ 


2. ‘เศรษฐกิจจะเข้าสู่ Recession เป็นระยะ’ …พอดอกเบี้ยแพง คนจะลดหนี้ลง …จุดนี้เปราะบางมาก ถ้าดอกเบี้ยขึ้นเร็วเกิน อาจเกิด วิกฤตเศรษฐกิจเป็นช่วงๆ ซึ่งจริงๆ เป็น จังหวะในการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ดี


3. ‘การเก็งกำไรจะอยู่ในวงจำกัด’ …การขึ้นของตลาดในภาพใหญ่ จะเริ่มเกิดยาก …เช่น หุ้นจะไม่ขึ้นทั้งตลาดพร้อมกันแบบก่อนหน้านี้ ทำให้การลงทุนในหุ้นต้องอาศัยการคัดหุ้นที่เล่นกันในวงจำกัด (Select Play)


4. ‘ธุรกิจต้นน้ำ จะดีกว่าธุรกิจปลายน้ำ’ …อันนี้มันสลับกับช่วงที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจปลายน้ำที่ใกล้ลูกค้าจะขายดี โตเร็ว …แต่วันนี้ตรงข้าม ธุรกิจที่อยู่ต้นน้ำจะได้เปรียบกว่า


5. ‘ธุรกิจที่จับตลาดบน จะดีกว่าธุรกิจที่จับตลาด Mass’ …อย่างที่รู้กัน ภาวะแบบนี้ คนที่กระทบน้อยสุดคือ คนรวย …ธุรกิจที่จับตลาดบน จึงดีกว่าในภาวะแบบนี้


6. ‘ธุรกิจปล่อยกู้เพื่อทำธุรกิจ จะดีกว่าปล่อยกู้เพื่อใช้จ่าย’ …ก็เมื่อคนลดการใช้จ่าย แต่ยังต้องทำมาหากิน ..คนปล่อยกู้เพื่อใช้จ่ายก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่า


7. ‘ธุรกิจเก็บหนี้เพื่อธุรกิจ ก็จะดีกว่าเก็บหนี้เพื่อใช้จ่าย’ …หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นเมื่อดอกเบี้ยขึ้น …หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ก็จะหนักสุดนั่นเอง


8. ‘ธุรกิจยักษ์ใหญ่กระทบน้อย แต่โตยาก’ …ใช่!! ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต ในการลงทุนก็คือภาวะ Sideway …ช่วงนี้จึงเป็นช่วงการลงทุนใหม่ และ ลดต้นทุนของธุรกิจใหญ่ ในเวลาเดียวกัน ….รอบใหญ่จึงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร


9. ‘เงินสดเหมือนจะดี แต่ในระยะยาวซวยที่สุด’ …ในภาวะแบบนี้ การถือเงินสดเหมือนจะสบายใจที่สุด …แต่ถ้าไม่หาจังหวะทยอยลงทุน สุดท้ายเงินสดจะด้อยค่าสุด (ตลาดจะปรับฐานเรื่อยๆ ให้เรามีโอกาสสะสมหุ้นดี) 


10. ‘การบริหารสภาพคล่อง คือหัวใจของการผ่านวิกฤตในครั้งนี้’ …ผมเชื่อว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบที่เพิ่งเกิดในปี 2020 หรือ 2008 …แต่จะเป็นวิกฤตย่อยๆ ที่ซัดเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างการขึ้นของตลาดหุ้นในรอบนี้ 


…ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่คำทำนายอะไร เพียงแต่เป็นข้อสังเกตที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ …ในฐานะนักลงทุนคนนึง ผมเชื่อว่า การเปิดใจเรียนรู้และปรับตัว จะทำให้เราผ่านไปได้ แล้วก็รวยขึ้น เหมือน Stagflation ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว …ไม่ได้มีอะไรใหม่ 🤔


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ระดับความกลัว กับหุ้นน่าซื้อในตลาด

 5 ระดับความกลัว กับหุ้นที่น่าซื้อ ในตลาดหุ้น


1. ‘เริ่มกลัว แต่ยังทนได้’ …อันนี้การแกว่งของขาขึ้นปกติ ซึ่งแกว่งในระดับ 10-15 % …สิวๆ ใครๆ ก็ทนได้ …ซื้อเพิ่มก็ไปต่อ …เริ่มสร้างนิสัยการถัวหุ้น


2. ‘กลัวแต่ถัวเพิ่ม’ …อันนี้คือภาวะอารมณ์ค้างในขาขึ้น …แต่หารู้ไม่ว่า Volume มัน Peak ไปแล้ว …จากนี้เตรียมรับ ‘การปรับฐาน’ ลง !! …’ยิ่งรับ ยิ่งจุก’


3. ‘กลัวมาก ไม่เอาแล้ว’ …แปลว่า หุ้นเข้าสู่การปรับฐาน 30-50% (หุ้นใหญ่ลงแถวๆ 30% ..หุ้นเล็กลงแถวๆ 50%) …หลายๆ คน ตัดสินใน Cut Loss ในจุดนี้ …ซึ่งหลายๆ ครั้งจุดนี้ ก็คือ จุดกลับตัว !!


4. ‘เริ่มไม่กลัวแล้ว อยากซื้อเพิ่ม’ …หุ้นกระชากขึ้นแรงจากการปรับฐาน …มีน้อยตัวที่สามารถกลับไปทำ New High (ส่วนใหญ่ เด้งขึ้นเพื่อลงต่อลึกขึ้น) …บางทีเขาเรียกอาการ ‘ศพกระตุก’


5. ‘กลัวจนสิ้นหวัง’ …หุ้นลงเฉลี่ย 70% (หุ้นเล็กเฉลี่ย ลึกกว่านั้น) …Volume หาย ข่าวร้ายท่วมตลาด …ขาดทุนลึกสุดใจ …ข้อสังเกตว่าตลาดอยู่ในจุดนี้ คือ ‘เราไม่มีเงินสดเหลือแล้ว ส่วนพอร์ตหุ้นก็ขาดทุนหนัก’ 


อ้าว!! ‘ไม่มีเงินเหลือจะซื้อยังไงล่ะ ?’ 


‘ก็บางคนเขามีเงินเหลือไง ซึ่งไม่ใช่เรา …พอผ่านจุดนี้ เราต้องทำยังไงก็ได้ ให้ครั้งต่อไปที่เกิดแบบนี้แล้วเราเป็นคนที่ได้ซื้อ’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

พี่เคยผิดพลาดในตลาดหุ้นไหม

 ‘พี่เคยผิดพลาดในตลาดหุ้นไหม ?’ 


ตลก!! …พูดไม่อายเลย คือ ผิดมาทุกรูปแบบ


‘อ้าว!! แล้วทำไมพี่ไม่เจ๊งอ่ะ …ผิดก็ต้องเจ๊งดิพี่’ 


…นี่แหละเสน่ห์ของตลาดหุ้น คือ ‘ผิดได้ แต่ต้องรวย’


ยังไง ?


1. ‘ผิดเพราะศรัทธา’(คิดว่าคนนั้นเทพ) ..ซื้อตามคนที่เราคิดว่าเก่งกว่า …ไม่ได้ศึกษาหุ้นนั้นดีพอ ก็โดน …แบบนี้จะโดนหนัก เพราะศรัทธาทำให้กล้าแบบไร้สติ ใส่เยอะ เจ็บผนัก


2. ‘ผิดเพราะคิดว่าตัวเองเก่ง’ …เวลากำไรติดต่อกันเยอะๆ จะเริ่ม Self …จากนั้นเราจะเริ่มซื้อหุ้นซี้ซั้ว …ต้องระวังอีโกตัวเองให้ดี …อีโก้เพิ่มแค่ไหน เงินในกระเป๋ามันจะลดลงเท่านั้น


3. ‘ผิดเพราะคิดว่าหุ้นถูก’ …หุ้นดูดี P/E ต่ำ ..แต่กลายเป็นหุ้นถูกแล้วก็ลงถูกลงไปอีก …อ๋อ!! มันคือหุ้น วัฏจักร รายได้มันเป็นรอบ …มือใหม่สายพื้นฐาน ถ้าไม่ระวังจะเสียหายแบบนี้ 


4. ‘ผิดเพราะคิดว่างบดีเกินจริง …งบโตตลอด โตจนเหลือเชื่อ ยอดขายโต แถมกำไรโต และ อัตรากำไรสุทธิก็โตกระโดดอีก …อะไรวะ ? ปกติยอดขายขึ้น อัตรากำไรมันไม่น่าขึ้นมากกว่า …ก็นั่นแหละ สุดท้ายเจอว่า ‘ผู้บริหารแต่งงบ’ …ซวยดิครับ 


5. ‘ผิดเพราะซื้อตามมวลชน’ …ก็หุ้นมันต้องมี ใครๆ ก็ว่าดี อันนี้แหละ โคตรกับดัก …อะไรก็ตามที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าดี ให้ระวังให้มาก เพราะ ส่วนใหญ่มันไม่ดี 


เออ..ถ้างั้นก็ประมาณว่า 

‘ต้องไม่ตามมวลชน ต้องไม่เชื่อเซียน ต้องไม่อีโก้จัด ..ซื้อหุ้นต้องกล้าๆ กลัวๆ หวาดระแวง …อะไรประมาณนั้นป่ะพี่ ?’ 


ใช่!! ถูกทางละ …555


‘แล้วมันจะรวยเหรอครับพี่ ?’ 


‘รวยดิ …ตลาดหุ้นแค่ไม่เจ๊งก็รวยแล้ว ..หลักๆ คือ ยืนระยะให้ได้และอยู่ให้รอด ..ที่เหลือตลาดจะทำให้เรารวยเอง’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565

5 เรื่องควรรู้ ในการเดินทางสู่ฝันของตัวเอง

 ‘อย่าใช้ชีวิตเพื่อความฝันของของอื่น’ 


เป็นคำพูดที่ทรงพลัง ที่กล่าวโดย Steve Jobs ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ …บอกตรงๆ ผมได้ฟังคำพูดนั้นแล้วไม่เข้าใจ …อะไรวะ ‘ความฝันคนอื่น’ แล้วไง ?


แต่พอมาคิดทบทวนลึกๆ ถึงจะเข้าใจว่า 


1. ‘เราทุกคนล้วนมีเวลาที่จำกัด’ …ก็ใช่ไง ทุกคนมีเวลาเท่าๆ กัน …มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็อยู่ไม่เกิน 100 ปี แล้วก็ตาย แล้วไงล่ะ ?


2. ‘ความฝันของคนอื่น’ …เวลาเราไปทำงานให้ใคร จริงๆ ก็คือ เราไปช่วยให้ฝันของคนนั้นเป็นจริง ซึ่งเขาก็ให้เงินเรา ไม่ได้ทำฟรีๆ …การทำงานให้คนอื่นมันก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น มันเสี่ยงต่ำ เพราะนายจ้างเขาแบกรับความเสี่ยงหลักๆ ไปหมด เราได้ค่าจ้าง …แต่เวลาชนะ คนที่แบกรับความเสี่ยงมักจะได้ผลกำไรแทบทั้งหมด (เราอยากจะรู้ว่า ตกลงความเสี่ยง เทียบกับ ผลตอบแทน มันคุ้มไหม ?)


3. ‘ความฝันของเรา’ …ทุกคนมีความฝัน ..แต่ความฝันมันชัดมากตอนเด็กๆ จากนั้นมันก็จะจางลงเรื่อยๆ เมื่อความฝันเรามาเจอกับความจริง เช่น เราไม่มีทุน บ้านเราไม่ได้รวย , เรามีภาระ , เราเสี่ยงไม่ได้ , เราล้มไม่ได้ …สรุป ฝันเรามันถูกความจริงเข้ามาดับแทบมอด


4. ‘การสร้างสมดุลย์ระหว่าง ฝันของเรา กับ ความจริง’ …ตรงนี้แหละ ที่โลกปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราแบ่งเวลาและทรัพยากรบางส่วน เพื่อให้เราสามารถทดลองความฝัน 


ผมเห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่พยายามทำทั้ง ‘งานประจำ’ ควบคู่กับ ‘งานที่เราใฝ่ฝัน’ 


อย่างผมเอง งานประจำคือ ‘งานที่ปรึกษาการลงทุน’ ส่วนงานในฝัน คือ ‘นักลงทุน ที่ใช้เงินส่วนตัวลงทุนเอง’ 


การสร้างสมดุลย์นี่แหละ ที่ผมว่ามันเป็นศิลปะของการ ‘ตามฝัน’ …นั่นก็แปลว่า งานจริงๆ ต้องไม่เสีย และ ก็ต้องแบ่งเวลามาเติมเต็มความฝัน (ซึ่งบางคนอาจจะเป็น การขายของ การเริ่มธุรกิจ อะไรก็ว่าไป) 


5. ‘ความมุ่งมั่น และอดทนที่มากเพียงพอ’ …เอาตรงๆ ข้อ 5 นี่แหละโคตรยาก …สุดท้ายเราจะรู้ว่าอะไรมันใช่ ก็เมื่อเราอดทนทำได้นานเพียงพอ และ ผ่านวิกฤต ซึ่งวิกฤตนี่แหละ ที่มันเป็นการสอบไล่ จริงๆ ในโลกความจริง


ถ้าผ่านวิกฤตแล้วเรายังทำได้ ยังมุ่งมั่น นั่นแหละ ‘ถูกทาง’ 


…’ยากชิบหายเลยพี่ ?’ 


…เออ !! ถ้าง่ายมันก็ไม่เรียกว่า ‘บททดสอบ’ …มันต้องยาก …ต้องท้อจัดๆ …ต้องน้ำตาไหล …พอผ่านได้ ความสำเร็จจึงเป็นความหอมหวน ชวนหลงใหลนั่นเอง 


เขียนมายืดยาว แค่จะบอกว่า ทุกคนล้วนต้องผ่านบททดสอบในแบบฉบับของตัวเอง ไม่เหมือนกัน ….การเดินทางทั้งหมด ก็คือทั้งชีวิตของเรา 


ใช่!! ‘เราทำตามฝันคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด มันเป็นด่านแรกที่เราต้องผ่าน พร้อมๆ กับการเริ่มทำตามฝันของตัวเองไปพร้อมๆ กัน’


…แต่ระวัง หัวหน้าเดินมาหาเราแล้วบอกว่า ‘พี่ว่าเอ๊งเก่งทุกเรื่องเลย ยกเว้นงานในหน้าที่นะ’ 


…อ้าว!! ซวยละกรู 🤣


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อ ออมหุ้นให้เกษียณสบายเขาทำได้ยังไงกัน

 ‘ออมหุ้น ให้เกษียณสบาย ทำไมทำได้จริง !!’


คุยเรื่องการวางแผน Life Design ก็มีคนอยากให้ขยายความในเรื่องของ ออมหุ้นให้เกษียณมันคือทำยังไง ..มาดูกัน


1. ‘เริ่มจากเงินน้อย ง่ายกว่าเงินก้อน’ …หลายคนรอจนเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ก่อนซึ่งเอาตรงๆ กว่าจะเก็บเงินจนเป็นก้อนใหญ่มันยาก สุดท้ายใช้หมดก่อน 


(บางคนรอจนได้เงินเกษียณ พอมาลงก็เสียหนัก เพราะไม่เคยฝึกฝน ถึงเงินจะเยอะแค่ไหน พอเริ่มเข้าตลาดก็เป็นมือใหม่ ซึ่งโอกาสเสียหายของมือใหม่คือประมาณ 50% …ดังนั้น ถ้าเริ่มเงินน้อย มันก็เสียน้อยกว่า แล้วกลับมาทำต่อได้ง่ายกว่า)


การเริ่มออมหุ้นจากก้อนเล็ก เหมือนการออกกำลังกาย เช่น เริ่มจากวิ่งน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่ม จนสุดท้าย วิ่งได้เป็นกิจวัตร ทำสม่ำเสมอจน สุขภาพดี หุ่นดี …พอร์ตออมหุ้นก็คล้ายๆ กัน ต้องเริ่มจากสร้างกิจวัตรในการเริ่มซื้อสะสม แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น


2. ‘ทำให้ถึงจุดโชคดีในการออมหุ้น’ …ความโชคดีในการออมหุ้นมันมีอยู่จริง แต่มันจะเกิดกับคนที่ออมอย่างสม่ำเสมอ นานพอ จนมี Big Shot !!


(เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ..เวลาที่เราขาดทุนหนัก มันมีคนอีกด้านที่กำไรเยอะเช่นกัน …คนที่อดทนออมหุ้นนานพอ ก็จะเจอกับอีกด้านที่เราอาจไม่เคยเจอในที่สุด ‘กำไรเยอะ’)


การออมหุ้นเป็นการซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ทุกเดือน …คนที่ไม่มีประสบการณ์ในตลาดก็ให้เริ่มจาก กองทุนพวก ETF , DR …ส่วนคนที่เริ่มมีประสบการณ์ก็ค่อยขยับมาออมรายตัวเพิ่มขึ้น 


3. ‘เป้าหมายไม่ใช่กำไร แต่คือการสะสมจำนวนหุ้นดี’ …คนที่เข้าตลาดใหม่จะสนใจแค่ กำไรขาดทุนจากการซื้อขาย ซึ่งก็ไม่ผิด แต่จุดสำคัญที่ทำให้วิธีการออมหุ้นเติบโต มันไม่ได้อยู่ที่การหากำไรไปวันๆ แต่คือ การสะสมจำนวนหุ้น 


เพราะ ความมั่งคั่ง ในระยะยาว คือ ‘จำนวนหุ้น x ราคาหุ้นในอนาคต’ …คิดง่ายๆ เหมือนที่ดิน …ถ้าเราสะสมซื้อที่ดินไปเรื่อยๆ …ความรวยจริงๆ ก็คือ ‘ขนาดของที่ดิน x ราคาที่ดินในอนาคต’ 


4. ‘ปันผลเป็นของแถม’ …จะบอกว่า ปันผล คือ ของแถมที่ดีที่สุดในการออมหุ้น …ที่ทำให้ชีวิตมีอิสรภาพทางการเงิน 


5. ‘เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคนออมหุ้น’ …เคล็ดลับของเวลาคือ สร้างดอกเบี้ยทบต้นในการลงทุน …ที่เราเห็นคนมีพอร์ตหุ้นโตเป็นสิบ เป็นร้อยเท่าของเงินเริ่มต้น มันเกิดจาก ‘เวลา x ผลตอบแทน’ 


คิดง่ายๆ ถ้าเราแค่ ซื้อๆขายๆ มันก็จะได้แค่กำไร …แต่กำไรจะไม่ทบต้นทบดอก (จะไม่โตก้าวกระโดดแบบคนที่ทนถือยาว)


…จุดที่ต้องระวัง คือ ‘การเปรียบเทียบ’ …หลายๆ คนหยุดออมหุ้น เพราะ ไปเทียบผลตอบแทนกับคนเทรด ..แน่นอน การเทรดในระยะสั้น มันได้เงินเร็วกว่า ก็เลยทำให้หลายๆ คนเลิกออม แล้วสุดท้ายก็ต้องเทรดไปตลอด ไม่สามารถหยุดได้ 


เหมือนที่คนชอบพูดกันว่า ‘ทำงานแลกเงิน’ กับ ‘ให้เงินทำงาน’ ก็พูดกันเยอะ แต่เวลาทำจริง มันยากกว่า …มันต้องผ่านบททดสอบ 5 ข้อที่ว่ามา แถมเราเองก็จะสงสัยเรื่อยๆ ว่า สุดท้ายแบบไหนเหมาะกับเรา 


เอาตรงๆ นะ ‘เราทุกคนควรทดลองทั้ง 2 แบบ แล้วเทียบกันในระยะยาว สุดท้ายแบบไหนเราทำได้ดีกว่า ก็คือ นั่นแหละ เหมาะกับเรา’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Life Design

 5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Life Design


ยุคก่อนรู้จักแต่ ‘วางแผนเกษียณ’ ซึ่งยุคนี้เขาไม่คิดแบบนั้นแล้ว …มันถึงเป็นที่มาของ Life Design หรือ ‘ชีวิตที่ออกแบบได้’ 


มันต้องออกแบบอะไรบ้าง ?


1. ‘ฐานทุนที่เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ’ …คนส่วนใหญ่จะคิดว่า Size ยิ่งใหญ่ยิ่งดี ..ก็ใช่ แต่จริงๆ ที่สำคัญกว่าคือ ‘Flexible หรือ ความยืดหยุ่น’ …ยุคนี้ต้องแบ่งเงินลงทุนเพื่อให้พลาดได้แต่ไม่เจ๊ง …เพราะ โอกาสมันมาตลอด แค่อย่าใส่สุดก็ไม่เจ๊งแล้ว 


2. ‘มีเงินปันผลที่เหมาะสม’ …ปันผลคือ เงินทำงานแทนเรา …มันมาแทน ‘เงินเดือน’ ในวันที่เราหยุดทำงานประจำ …ตอนเริ่มทำส่วนนี้แรกๆ มันดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายมันเป็นไปได้ ถ้าทำได้นานพอ (ง่ายๆ ก็ไปถามคนที่เขาทำได้ คนเหล่านี้เขาจะเล่าให้คุณฟังอย่างละเอียด ว่าเงินน้อยนิดของเขาตอนเริ่ม มันโตมาขนาดนี้ ปันผลมากขนาดนี้ได้ยังไง)


3. ‘มีสิ่งที่อยากทำ ที่พัฒนาสติปัญญา’ …ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่เติบโต ซึ่งก็คือ การเติบโตทางความคิด …ใช่!! ต้องออกแบบว่า เรื่องต่อไปที่อยากจะเรียนรู้คืออะไร 


4. ‘มีสิ่งที่อยากทำ ที่พัฒนาสุขภาพ’ …หนึ่งในนั้นคือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ …ชีวิตที่ดี คือ ทางสายกลาง …วันไหนที่เราสบายเกิน ก็แปลว่า มันเริ่มหย่อนเกินไปละ …ต้องบังคับตัวเองให้ตึงขึ้น ก็เช่น การออกกำลังกายนั่นแหละ …หรือ ถ้าแก่แล้วคิดมาก ก็ต้องบังคับตัวเองให้นั่งสมาธิ …คิดถึงทางสายกลางนั่นแหละ …เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของวินัย ‘ชีวิตอิสระ ก็คือ ชีวิตที่มีวินัย’ 


5. ‘มีเพื่อนที่ศีลเสมอกัน’ …แต่ก่อนผมไม่เข้าใจคำว่า ศีลเสมอกัน คืออะไรวะ ? …แต่พออายุเยอะขึ้น ก็เข้าใจมากขึ้นว่า เราจะสบายใจ เมื่อเรารายล้อม ด้วยคนที่ศีลเสมอกัน …ฐานะ / ความคิด ใกล้เคียงกัน …ฐานะ ก็คือ ทำอะไรก็สามารถจ่ายได้เท่าๆ กัน …คิดง่ายๆ ถ้าเราต้องเลี้ยงตลอด มันก็ไม่ใช่ป่ะ หรือ เราใช้ของเพื่อนฟรีตลอดก็ไม่ใช่เหมือนกัน ….ความคิด ใกล้เคียงกัน คือ ทัศนคติต่อสิ่งต่างๆ มันต้องคิดคล้ายๆ กัน (ถ้าต่างกันมากๆ คุณก็ดูนักการเมืองนั่นแหละ ..ไม่มีมิตรแท้ และ ศัตรูที่ถาวร) 


ใช่ครับ !! ชีวิตที่ดี มันเป็นผลจากการออกแบบมากกว่าแค่โชคดี 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

3 เรื่องของราคาที่เราควรรู้ก่อนตกเป็นเหยื่อ

 3 เรื่องของราคา ที่เราต้องรู้ ก่อนตกเป็นเหยื่อ


1. ‘แพง’ …ของแพง ขายง่าย เพราะ คนส่วนใหญ่จะคิดว่า แพง คือดี …ดังนั้น ของแพง ไม่ต้องอธิบายเยอะ คนคิดไปก่อนแล้วว่ามันดี …นอกจากนั้น มันเท่ห์ …คนธรรมดา ถ้าอยากดูดี ใช้ของแพงปั๊บ ดูดีขึ้นทันที มันเป็นเครื่องมือประหยัดน้ำลาย ไม่ต้องพูดเยอะ …พวก Luxury Brand จะใช้กลยุทธ์นี้เป็นหลัก …เหมาะกับ ธุรกิจขนาดเล็ก ที่เน้นคุณภาพ เช่น อาหารแนวโอมากาเซะ , ร้านคาเฟ่ติส , โรงแรมบูทิค , พวก Service business , สินค้าแฟชั่น …


2. ‘ถูก’ …ของถูก ขายง่าย เพราะมันถูก …ตลาดนี้ใหญ่มาก เป็นตลาดที่เกิดมากับยุคอุตสาหกรรม Mass Production …พวกนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เก่งในเรื่องการผลิต การควบคุมต้นทุน …ไม่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก …คิดไว้เลยว่า ถ้าเราเข้ามาในเกมขายของถูก แปลว่า เรากำลังลงสนามแข่งกับธุรกิจขนาดใหญ่ …เอาตรงๆ โคตรเสียเปรียบ โอกาสรอดต่ำมาก ..โอกาสรวยแทบจะเป็นศูนย์ 


3. ‘ฟรี’ …ของฟรี ใครก็ชอบ …แต่จริงๆ ของฟรี แปลว่า เขามีรายได้จากที่อื่น …เช่น ธุรกิจออนไลน์ที่เราใช้ฟรี เพราะ เขาได้รายได้จากการขายโฆษณา ก็เหมือนทีวีสมัยก่อนนั่นแหละ …ถ้าคุณไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้า คุณก็คือสินค้า นั่นแหละ ใช่เลย ….กลยุทธ์ของฟรี นี่เทพสุด เพราะเป็นการ คิดนอกกรอบ …ยากสุด เพราะ มันต้องเปลี่ยนรูปของการแข่งขันและการทำธุรกิจไปเลย ..พูดง่ายๆ ‘ของฟรี’ เป็นตัวล่อ …ส่วนสินค้าและบริการจริงต้องไม่ฟรี และต้องกำไรเยอะด้วย


…แล้ว ‘ใช้กับหุ้นยังไง ?’ 


- ‘หุ้นแพง’ …เม่าชอบ …ยิ่งดันให้แพง เม่ายิ่งเยอะ …คนส่วนใหญ่ชอบหุ้นแพง ยิ่งแพง คนยิ่งเข้ามาสนใจ เข้ามาซื้อ


- ‘หุ้นถูก’ …คนเกลียดหุ้นถูก …หุ้นถูกแปลว่า ไล่แขก บีบให้รายย่อยขาย …เจ้ามือจะได้ทยอยเก็บของราคาต่ำๆ ถูกๆ 


- ‘ฟรี’ …ข่าวดีคือ ของของแถมฟรีๆ เพื่อดันราคาขึ้น เรียกแขก เรียกคนให้มารับของ …ยิ่งเสพข่าวดี เรายิ่งมโนมากขึ้น สุดท้ายยิ่งติดยอดดอยสูงที่สุด 


(หุ้นปั่น จริงๆ ก็อยู่ในหมวดของฟรี เพราะ ต้นทุนแทบไม่มี ดังนั้น กาวได้สุดๆ)


ประมาณนั้นแล !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ยิ่งซื้อยิ่งรวย

 5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ยิ่งซื้อยิ่งรวย


1. ‘สินทรัพย์ยังไงก็ขึ้น’ …หมายความว่า สินทรัพย์จะทำให้คนที่บริหารเงินเป็นรวยขึ้น …และ สินทรัพย์จะยิ่งทำให้คนบริหารคนไม่เป็นจนลงหนักขึ้น !!


2. ‘สินทรัพย์ ต้องเป็นสิ่งที่มีจำนวนจำกัด’ …ตามหลัก Demand / Supply …ก็แน่นอน ของที่ราคาขึ้นต้องมีจำนวนจำกัด และน้อยกว่าความต้องการ เสมอ


3. ‘สินทรัพย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ต้องวิเคราะห์เจ้าของที่ถือก่อนด้วย’ …เช่น นาฬิการุ่น Limited ต้องนึกหน้าของเจ้าของให้ออกว่า ใครครอบครองอยู่แล้ว …แล้วก็นึกหน้าให้ออกว่า คนที่จะมาซื้อต่อหน้าตาเป็นยังไง …คนครอบครองก่อนหน้าทำให้ราคามั่นคง ถ้าเขาเป็นกลุ่มคนรวยที่ไม่คิดจะขาย (ไม่ร้อนเงิน) …ส่วนคนมาซื้อใหม่ จะทำให้ราคาขึ้น (คนรุ่นใหม่ สนใจสิ่งนี้แค่ไหน)


4. ‘สินทรัพย์เป็นเรื่องของวิธีคิดครึ่งนึง’ …คนจำนวนมากเคยซื้อสินทรัพย์ แต่ถือไม่นานพอ เลยไม่รวย …ดังนั้น นอกจากตัวสินทรัพย์แล้ว เจ้าของมีส่วนสำคัญมากที่เข้าใจการถือครองหรือไม่ว่า การจะรวยจากสินทรัพย์ต้องถือมันได้นานเพียงพอ


5. ‘สินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลรักษาให้เป็นด้วย’ …การถือให้นานสำคัญ แต่การที่จะถือนานได้ ต้องรู้วิธีบำรุงรักษาสินทรัพย์ด้วย 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เราต้องเตรียมเงินสดรอซื้อ

 5 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เราต้องเตรียมเงินสดรอซื้อ


1. ทุกครั้งที่คุณล้างพอร์ตเตรียมเงินสด มันจะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ …เฮ้ย!! …ไม่เชื่อลองดูได้ …ใครลองจะเข้าใจจริงๆ 


2. วิกฤตเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่เราไม่คาดคิด …คือ เราไม่ได้เตรียมตัว เช่น โควิด ใครจะคิดว่า มันจะเกิดโรคระบาดที่หยุดทั้งโลก


3. วิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้ตลาดหุ้นลง 50% และหุ้นลงเฉลี่ย 70% ทั้งตลาด …มันเลยเป็นโอกาสที่เกิดประมาณ 10 ปีครั้ง


4. เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเราจะเจอหุ้น 5-10 เด้งหลังจากนั้นเกิดขึ้นมากมาย …พูดง่ายๆ มีคนเจ๊งจำนวนมาก ก็จะเกิดเศรษฐีใหม่หลังจากนั้นมากมาย


5. วิธีง่ายที่สุดให้เราเจอ Bull Market แบบเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ ก็คือ ‘ลงทุนตลอดเวลา’ …โดยเฉพาะเวลาที่ดูแย่และมืดมนที่สุด ให้คิดในใจไว้เลยว่า ‘อีกนิด.. ทนหน่อย ใกล้รวยแล้ว’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

คนมีเงินหาเงินง่ายกว่าคนไม่มีเงิน

 ‘คนมีเงิน หาเงินได้ง่ายกว่าคนไม่มีเงิน’ 


นี่เป็นคำพูดที่ คนพูดกันเยอะ ถึงความไม่เท่าเทียมของระบบทุนนิยม …มันจริงหรือเปล่า ?


‘โคตรจริง!!’ 


..สมมุติให้คุณหาเงินจากตัวคุณเองเลย แรงงานคุณภาพแบบ คุณๆ ผมๆ นี่เลย ..ใช้แต่ตัวเลยนะ …ให้หาปีละ 10 ล้านบาท นี่โคตรยาก หรือ อาจจะแทบเป็นไปไม่ได้ …นี่คือ WFM (Work For Money) …หาเงินจากเอาเวลา เอาแรงไปแลก 


แต่สมมุติคุณมี 100 ล้านอยู่แล้ว แล้วคุณอยากได้ปีละ 10 ล้าน ..ก็แค่เดินเข้าไปในธนาคาร พวก Private Banking …กาแฟฟรี ขนมฟรี คนดูแลแทบจะอุ้มเข้าไป …คุณนั่งเฉยๆ เลย ก็รอรับปีละ 10 ล้าน …นี่คือ Money Work For You (นี่แหละ เงินทำงานแทนคุณ) 


“ถ้าคุณไม่มีเงินสักบาท การจะหาเงินล้านเป็นเรื่องยากแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคุณมีอยู่ร้อยล้านอยู่แล้ว การจะหาเงิน ล้านต่อปี เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ..ใช่!! ฝากธนาคารกินดอก ก็เกินแล้ว’ 


ใช่!! มันโคตรไม่เท่าเทียม แต่จริงๆ ในโลกนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรเท่าเทียมกันอยู่แล้ว …เอาตรงๆ พี่น้อง คลานตามกันมา ชีวิตยังไม่เท่าเทียมกันเลย ดังนั้น ‘ถ้าเราอยากได้อะไร ก็แค่ต้องไขว่คว้ามาเอง ก็เท่านั้นแหละ’ 


ทุกคนก็พูดได้ แต่อย่าเอาสิ่งนั้นมาเป็นข้อจำกัด ไม่ให้เราไปถึงเป้าหมาย


1. ‘เริ่มที่เงินเก็บก้อนแรก’ …ใครจะทำงานอะไร หาเงินเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับว่า เก็บได้เท่าไหร่ …ต้องเก็บเงินก้อนแรกให้เร็วที่สุด เพื่อเอาเงินนั้นเป็น พาหนะในการผจญภัยในโลกทุนนิยม 


2. ‘การลงทุนจริงด้วยเงินก้อนนั้นให้เร็วที่สุด’ …เอาตรงๆ แทบไม่มีใครรวยจากเงินเก็บก้อนแรก …ส่วนใหญ่เจ๊งครับ (แทบหมดก้อน)  …แต่มันจะสอนถึง ความเป็นจริง ให้เราเข้าใจโลกการลงทุนมากขึ้น 


‘เฮ้ยพี่ !! ผม เจ๊งหนักเลยนี่ แล้วจากจุดนี้ไปไงต่อ ?’


…ง่ายๆ ก็ปาดน้ำตา แล้วเริ่มข้อ 1 ใหม่ ไง


‘เฮ้ย!! อะไรวะ นึกว่าพี่จะมีทางลัดให้ผม’ 


ไม่มี !! 


มาข้อ 4 ต่อ


‘อ้าว แล้วข้อ 3 ล่ะพี่ ?’ 


…ข้อ 3 มันเป็นช่วง ว๊าบ ….ช่วงผ่านทะลุมิติ …เป็นช่วงที่ wealth ของเราจะโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งตรงนี้ ขึ้นกับ Timing ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ….แต่ทุกคนคือ ลงทุนต่อเนื่องไม่ยอมแพ้ …พอถึงจุดนึง มันจะมีช่วงพอร์ตกระโดด ….ส่วนมากก็มาในช่วงหลังจากขาดทุนจนหน้ามืด หรือ ผ่านวิกฤตใหญ่แต่ยังดันทุรังลงทุนต่อ อะไรประมาณนั้น 


‘แล้วผมจะ ถึงช่วง ว๊าบ เมื่อไหร่ …นี่ก็เพิ่งพอร์ตระเบิดจากการ all in แชร์ลูกโซ่ กับ เหรียญกาวไป’ 


‘ถามพี่น่ะ ไม่มีประโยชน์’ …ขอเล่าให้ฟังแบบนี้


ยุครุ่นพ่อแม่พี่ เขาเชื่อในการทำงานหนักเอาเหงื่อแลกเงิน …พอยุคพี่ใครทำแบบนั้น ไม่รวยหรอก …ยุคพี่ เป็นยุคหุ้น คือ เริ่มหาวิธีใช้เงินทำงานด้วยตลาดหุ้น …ถ้าพี่เอาเรื่องนี้ไปถามพ่อแม่ เขาคงตอบว่า 


‘เมื่อไหร่ลูกจะเลิกเล่นการพนัน หุ้นบ้าๆ บอๆ นี่แล้วไปหางานจริงๆ ทำสักทีล่ะ ?’ 


พี่ใช้เวลาเป็นสิบปี เพื่อพิสูจน์ว่า หุ้นไม่ใช่การพนัน ..จริงๆ คือ มันจะเป็นการพนัน หรือ การลงทุน มันขึ้นกับเรา ไม่ได้ขึ้นกับหุ้น 


ใช่!! หน้าที่ของเราก็คือ ข้อ 4 


4. ‘พิสูจน์สิ่งที่เราเชื่อด้วยความมุ่งมั่นที่นานเพียงพอ’ …เอาจริง พี่ไม่ได้ศึกษาแชร์ลูกโซ่หรือเหรียญกาวอะไรของเรา อย่างลึกซึ้งเท่าเรา ดังนั้น พี่จะไม่ฟันธงว่า สิ่งที่เราจะทำมันถูกทางหรือผิด …แต่คือตัวเราเอง ที่ต้องพิสูจน์เอง ‘ถ้าคุณเชื่อว่าใช่ ต้องไปให้สุด’ (แม้ว่าสุดท้ายเราจะล้มเหลวก็ตาม) 


‘เดี๋ยวนะพี่ …นี่คือ คำแนะนำ หรือ การยุยงวะพี่ ?’ 


5. ‘คนที่ล้มเหลวมากพอ เดี๋ยวมันสำเร็จเอง’ …ไอ้คนที่มันสำเร็จทุกคน คือ มันล้มเหลวมามากพอ ดันทุรังมาเกินเบอร์ จนมันเจอทาง ก็แค่นั้นแหละ 


พอเราอายุมากขึ้นจะเข้าใจเลยว่า ‘อะไรที่คนส่วนใหญ่เชื่อ มันไม่ใช่ทางสำเร็จ …ทางของคนส่วนใหญ่เป็นแค่ทางของการเรียนรู้ …พอเรียนรู้มากพอ จะรู้ว่า เส้นทางที่คนเดินเยอะ คิดเหมือนๆ กัน มันคือผิดนั่นแหละ ทางของเรามันจะเปิดขึ้น’ 


ครบ 5 ข้อแล้ว …แค่อยากจะบอกว่า ทุกอย่างในโลกมันไม่ได้มีอะไรเท่าเทียมตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต แต่การเปลี่ยนสิ่งนั้น มันไม่ได้เปลี่ยนจากโลกข้างนอก แต่เราต้องเปลี่ยนจากโลกข้างใน จาก inside ..จาก Mindset …ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้ว มีแค่เราเท่านั้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างแท้จริง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ออกจากบ้านตั้งแต่ยังเด็ก

 ‘ออกจากบ้านตั้งแต่ยังเด็ก !!’ 


หลายๆ คนที่ผมเจอแล้ว ประทับใจในความเก่ง ความแกร่ง และ ทักษะในการเอาตัวรอด …คนเหล่านี้มีจุดที่คล้ายๆ กัน อยู่เรื่องนึง 


…ครับ …เขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่ยังเด็ก 


ก็มานั่งคิดว่า การออกจากบ้านตั้งแต่ยังเด็กมันดียังไง ?


1. ‘ไม่เอาแต่ใจ’ ..การถูกตามใจมันทำให้เราอ่อนแอ เพราะ โลกจริงๆ มันคือการที่เราต้องพยายามเอาใจคนอื่นมากกว่าถูกตามใจ 


2. ‘เรียนรู้การจัดการเงินแบบผู้ใหญ่’ …แบบเด็กไม่ต้องคิดอะไร เงินหมดก็ขอเติมเงินจากพ่อแม่ ไม่ต้องวางแผน …การอยู่ไกลพ่อแม่ ก็ฝึกในเรื่องการจัดการเงินส่วนตัวตั้งแต่เด็ก ซึ่งมันจะฝึกได้ดีตอนอายุน้อยๆ นี่แหละ


3. ‘อยากได้อะไร ต้องหาเอง’ …เก็บเงินเองแล้วก็ซื้อ ..ความเจ็บปวดคือ กว่าจะเก็บได้อ่ะ พอจะเอาไปซื้อ ก็เสียดาย งั้นไม่ซื้อดีกว่า …555


4. ‘รู้วิธีจัดการความเหงา’ …การอยู่ด้วยตัวเองได้มีความจำเป็น ไม่ใช่ตลอดเวลา …แต่เวลาต้องอยู่คนเดียวต้องอยู่ให้เป็นนั่นแหละสำคัญ


5. ‘รู้จักตัวเองเร็วขึ้น’ …การรู้จักตัวเอง เอาตรงๆ เป็นเรื่องยากมากๆ …หลายคนคิดว่า รู้จักตัวเอง คือ รู้ว่าชอบอะไร …จริงๆ มันไม่ใช่ …เพราะ เราชอบทุกอย่าง เหมือนๆ คนอื่นแหละ …แต่เราจะรู้ว่าเราชอบอะไรจริงๆ มันต้องเรียนรู้จาก สิ่งที่ไม่ชอบ และ ความผิดพลาด


ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อสรุป …มันเกิดจากการนั่งคุยกันในกลุ่มเพื่อนๆ ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เด็ก แล้วต้องออกมาใช้ชีวิตเอง 


ก็เลยถามไปว่า ‘สรุปมรึงคิดว่า ลูกมรึงจะเก่งได้ ต้องอยู่ไกลๆ มรึงใช่ไหม ?’ 


..’เอาตรงๆ นะ กรูเห็นด้วยมากๆ …ยิ่งมันไกลมรึงเท่าไหร่ มันจะยิ่งเก่ง’ 


ฮึม น่าคิด …555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ผมเกษียณแล้วนะ

 ‘ผมเกษียณแล้ว!!’ 


ไปเจอรุ่นพี่ท่านนึง อายุก็ประมาณสัก 40 กว่าๆ เขาบอกว่า ‘ผมเกษียณแล้ว !!’ 


…ดีว่ะ …อายุยังไม่ถึง 50 ก็เกษียณแล้ว 


ผมก็เลยถามว่า ‘เกษียณนี่แปลว่าอะไรครับ ?’ …อยากรู้จริงๆ ไม่ได้กวนทีนอะไร แต่อยากรู้ว่า ความหมายของคำว่า เกษียณ เอาตรงๆ นะ …โคตรกว้างเลย !!


1. เกษียณ = ไม่มีงานทำละ (แล้วทำอะไรต่ออ่ะ ? …คงไม่มีใครอยู่เฉยๆ อยู่บ้านเลี้ยงหลาน ใช่เหรอ …ผมว่า หลานอาจไม่ได้อยากเล่นกับเราเท่าไหร่นะ ยกเว้นเราให้ตังค์ …555)


2. เกษียณ = ไม่มีเงินเข้ามาละ ต้องเริ่มใช้เงินที่เก็บสะสมมา (อันนี้เหนื่อยนะ)


3. เกษียณ = เลิกทำงานที่ไม่อยากทำ แล้วไปทำงานที่อยากทำ (อันนี้เริ่มน่าสนใจ …ก็คือ ยังคงทำงานที่ชอบต่อไป ไม่ได้หยุดอยู่เฉยๆ)


เอาตรงๆ ผมชอบ ข้อ 3 มากที่สุด …มันคือ ‘เกษียณ = อิสรภาพ’ แต่อิสรภาพ เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักตีความว่า ไม่ต้องทำอะไร แค่ทำตามใจตัวเอง (ฮึม!! น่าจะไม่ใช่นะ) 


‘อิสรภาพ’ จริงๆ มันไม่ได้เกิดจากการ ตามใจตัวเอง หรือ ไร้ระเบียบวินัย …แต่ตรงข้าม อิสรภาพจริงๆ มันเกิดจากการมีระเบียบวินัยต่างหาก …ยกตัวอย่าง คนมีสุขภาพดี มันเกิดจาก คนๆนั้น มีระเบียบวินัยในการกินดี และการออกกำลังกาย เขาจึงมีอิสรภาพในเรื่องสุขภาพ ที่ไม่ต้องป่วย ไม่ต้องติดกรอบในสุขภาพที่ย่ำแย่


อิสรภาพทางการเงิน ก็เกิดจาก คนที่มีระเบียบวินัยในการออม และ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ …จนพอร์ตการลงทุนมันโต มีปันผล มากกว่า เงินเดือน …ก็เกิดจากมีวินัย 


…ในส่วนของ ‘การเลิกทำงานที่ไม่อยากทำ มาทำงานที่อยากทำ’ อันนี้ผมว่า เป็นเรื่องที่ใช้เวลา 


การจะรู้ว่า เราชอบอะไรจริงๆ ต้องรู้จักตัวเอง …ไม่ใช่แค่ฟังคนอื่นมา …ถ้าจะพูดให้ชัดคือ เราเรียนรู้จากสิ่งที่ไม่ชอบก่อนเสมอ (เรารู้ว่าเรามีความสุข เมื่อเรารู้จักความทุกข์และความเจ็บปวด …คนที่เที่ยวไปรอบโลก แต่ไม่เจอความสุข เพราะจริงๆ เขาไม่ได้มีความทุกข์ไง วิ่งหาความสุขมันเลยไม่เจอ …แต่คนป่วย แค่หายป่วย นั่งเฉยๆ ก็สุขแล้ว)


…ถ้าเราเห็นคนที่วันๆ บ่นว่า เบื่อ …แปลว่า จริงๆ คนๆนั้น โคตรมีความสุขเลย …เพราะ คนมีความทุกข์ นี่ไม่มีความเบื่อ มีแต่ความเครียด ความเจ็บปวด ทรมาน …เบื่อ ได้แปลว่า ชีวิตมันดีไง ถึงมีเวลานั่งเบื่อ 


‘ชีวิตมันเป็นตลกร้ายจริงๆ’ …อิสรภาพ เริ่มจากการมีระเบียบวินัย …ซึ่งถ้าทำได้นานพอ มันจะทำให้เรามีอิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่เรากำหนดได้นั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

5 ช่วง วงจรใสๆ ในตลาดหุ้น

 5 ช่วง วงจรชีวิตใสๆ ในตลาดหุ้น


1. ‘ช่วงซื้อหุ้นแพง และกำไรทิพย์’ …มือใหม่จะถูกดึงดูดเข้าตลาดหุ้นในทุกๆ ปลายรอบ เพราะ มีแต่ข่าวดี การซื้อขาย Volume คึกคัก …เข้ามาปั๊บก็กำไรทิพย์ทันที คือ เป็นตัวเลขกำไรในพอร์ตแต่เผอิญไม่ได้ขาย ถือทนกำไรนั้นหายไป ‘ทิพย์เลย!!’ 


2. ‘ช่วงถัวหุ้นแพง ยิ่งรับยิ่งจุก’ …เคยเห็นตัวเลขกำไรในพอร์ต ที่มันหายไป จนมาขาดทุน แต่ใจยังคงยึดติดตัวเลขกำไรนั้น ว่า เดี๋ยวจะกลับไปกำไรเหมือนเดิม …คิดแบบนี้ก็จะไปหาเงินมาเติม มาเพิ่ม มาถัว แต่เผอิญการลงมันเพิ่งเริ่มลง ยิ่งถัวมันก็ยิ่งขาดทุน


3. ‘ช่วงล้างพอร์ต ไม่ไหวไม่ไปต่อ’ …ช่วงนี้คือตลาดหุ้นปรับฐานลงสุด แทบไม่เหลือข่าวดี และ ก็หมดแรงขาย Volume หาย เหมือนตลาดมันจบละ …ใครเคยอยู่ในตลาดช่วงแบบนี้จะรู้เลยว่า มันทรมานขนาดไหน …บริษัทต่างประกาศผลประกอบการแย่ แถมไม่ใครซื้อ 


4. ‘ช่วงการเก็บสะสมของรอบใหม่’ …ใช่!! ถึงจุดนี้คนส่วนใหญ่ Move On ไปละ ไปหาแหล่งอาหารใหม่ แต่จะมีพวก เจ้าของ รายใหญ่ กลับเข้ามาเริ่มทยอยเก็บของเงียบๆ ..Volume บางๆ ถ้าเก็บแรง เดี๋ยวรายย่อยรู้ …มาบางๆ เงียบๆ …ช่วงนี้กินเวลาพอสมควรเพราะ รายใหญ่เขาใจเย็น เงินเย็น ค่อยๆ เก็บ ไม่รีบ


5. ‘ช่วงเก็บของครบ แล้วเรียกแขก’ …ช่วงนี้รายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีของแล้ว ก็ Stop Loss ไปหมด พอร์ตแตกไปหมดแล้ว …ตอนนี้ของถูกเก็บมาอยู่ในมือรายใหญ่แทบทั้งหมด …จากนั้น ก็จะมีการ กระชากโชว์ ลากขึ้น ตบลง เรียกแขกว่างั้นเถอะ …หลังจากนี้ ก็คือการขึ้นรอบต่อไป


ใครผ่าน วงจรทั้ง 5 มาแล้ว จะเข้าใจดีเลย …แปลว่า คุณเริ่มมือไม่ใหม่ละ …เมื่อเข้าใจแล้ว โอกาสรอบต่อไปก็คิอ ของเราไง !! 


ว่าแต่ หุ้นที่เราถือในพอร์ตตอนนี้ คุณคิดว่ามันอยู่ตรงไหนของวงจรล่ะ ?


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

รวยทิพย์ในตลาดหุ้น

 ‘รวยทิพย์ในตลาดหุ้น’ 


หลังจากเห็นการปรับฐานใหญ่ในตลาดคริปโต และ หุ้นเทค ก็มีการพูดถึง ‘รวยทิพย์’ ขึ้นมา ว่า …ตกลงก่อนหน้านั้น ฉันรวย เคยรวย รวยบนกระดาษ อะไรก็ว่าไป 


ใช่!! ประเด็น ‘รวยทิพย์’ นี่ ทำให้ผมมานั่งทบทวนถึงแก่นการลงทุนเลยว่า ตกลง ความรวยในตลาดหุ้นมันคืออะไรกันแน่ …มาดูกัน !!


1. ‘มีคนบอกผมว่า ถ้ารวยจริงๆ ต้องขายหุ้นแล้วถือเป็นเงินสดเลย’ …ในมุมนึงก็ใช่ แต่อีกมุม คือ เราแทบไม่เคยเห็นเศรษฐีจริงๆ ถือเงินสดเกินความจำเป็นเลย …ก็เห็นแต่วางในสินทรัพย์เป็นส่วนใหญ่แทบจะตลอดเวลา


2. ‘รวยทิพย์จริงๆ ก็คือ รวยตัวเลขเท่านั้น’ …เอาตรงๆ นะ ในตลาดหุ้นมี 2 แนวทางใหญ่ๆ คือ ‘ซื้อแล้วถือแบบ Value’ อันนี้ความรวยคือเป็นตัวเลขเต็มๆ จนกว่าจะขาย แต่เขาก็เรียก การทนถือว่า ให้เงินทำงานแทน …อีกแนวคือ Trader …อันนี้ คือ รวยเป็นเงินสดจริงๆ เพราะ ทุกครั้งที่ถือหุ้นเขามองเป็นความเสี่ยง ถ้าหุ้นลด เขาจะ Cutloss ออกมาเลย …แนวนี้จริงๆ ก็คือ ‘ไม่เชื่อเรื่องการให้เงินทำงาน …ฉันเชื่อว่าตัวเองทำงานได้ดีกว่านั่นแหละ’ 


ถ้าให้สรุปว่า แนวไหนรวยกว่า อันนี้ตอบยาก …แต่ถ้าถามว่าแบบไหนสบายกว่า ก็ต้อง แนวให้เงินทำงาน …แต่ในความสบายของสายถือยาว ก็มี ‘ความหนักใจ ทุกครั้งที่ตลาดผันผวน หรือ เป็นขาลง’ 


3. ‘ตลาดขาขึ้นของจริง สายถือรวยกว่า ..ตลาด Side way กับ ขาลง สายเทรด รวยกว่า’ …ก็อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่า ไม่มีวิธีลงทุนอะไรที่ดีที่สุดในทุกสภาวะ …ดังนั้น ภาวะตลาดก็เอื้อ ให้แต่ละแนวทางไม่เหมือนกัน


เอาตรงๆ มันไม่ได้มีข้อสรุปว่า เราควรจะสร้างตัวยังไง …ก็กลับมาที่ 


1. เราเข้าใจวิธีการไหนมากกว่ากัน

2. เราถูกจริตกับวิธีการไหนมากกว่านั้น 


นั่นแหละ ‘แนวทางการสร้างตัวในแบบฉบับของเรา’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

จังหวะเวลาของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

 ‘จังหวะเวลา ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน’ 


บางคนสำเร็จตั้งแต่เด็ก บางคนสำเร็จตอนผู้ใหญ่ ..บางคนเพิ่งมาสำเร็จตอนแก่ …’แต่ผมอยากสำเร็จตอนนี้เลย ทำไง ?’ 


‘ทำไม่ได้ไงมรึง!!’  …เพราะอะไร ? …มาจะเล่าให้ฟัง 


1. ‘พวกสำเร็จแต่เด็ก คือเรียนเก่ง’ ..เพราะเรียนคือที่สุดของเด็กละ …แต่พวกนี้ พอทำงานส่วนใหญ่ไม่โดดเด่น …เพราะ ความสำเร็จในอดีต เป็นกรอบให้เราคิดในกรอบ …แต่พอโตขึ้น มันไม่ได้แข่งในกรอบ มันแข่งกันนอกกรอบไง 


ผมอยู่ในกลุ่มนี้ เรียนเก่ง ก็เลยคิดว่า ยังไงชีวิตต้องสำเร็จ เพราะคิดว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น …ปรากฏว่า พอเริ่มทำงานจริง มันไม่ง่ายแบบที่คิด …ไปทำธุรกิจเอง ก็ไม่รอด สุดท้ายต้องยอมกลับมาเป็นลูกจ้างใหม่ 


ตอนนั้นเหมือนเราแพ้อ่ะ …การยอมกลับมาเป็นลูกจ้างใหม่ หลังการทำธุรกิจมาเป็นสิบปีแล้วเจ๊ง มันรู้สึกเสียเวลามากๆ แต่ก็ต้องทำไง เพราะไม่มีทางเลือก ‘กลับไปเป็นลูกจ้าง’ 


2. ‘พวกที่สำเร็จ ตอนผู้ใหญ่’ …ไอ้พวกส่วนใหญ่เกเรตั้งแต่เด็ก …เละเทะก็เยอะ แต่มีบางส่วนที่สำเร็จไปเลย …พวกนี้จะเก่งนอกกรอบ แล้วกล้าเสี่ยง เพราะ ไม่มีอะไรจะเสียนี่ …พวกนี้เรียนรู้จากการล้มลุกคลุกคลาน ก็จะมีบาดแผลเยอะ ก็สนุกไปอีกแบบ 


3. ‘พวกที่สำเร็จ ตอนแก่’ ..อันนี้ไม่ใช่เรื่องเงินละ แต่มันเป็นเรื่องสุขภาพ …พวกนี้ดูแลตัวเองตลอด ..การออกกำลังกาย กับการกิน มันเป็นสิ่งที่ต้องสร้างจากนิสัย ทำให้เป็น Habit เป็น Routine 


เอาตรงๆ คือ ที่เล่าเรื่องนี้ เพราะ อยากจะให้กำลังใจคนที่พยายามสู้ตลอด แต่แค่มันยังไม่ใช่ ‘จังหวะ’ ของเรา …ซึ่งเราไม่สามารถไปกำหนดได้ว่า จังหวะของเรามันจะมาเวลาไหน ?


แต่สิ่งที่ต้องทำต่อ ก็คือ ‘ทำต่อไป’ …อย่างผมในฐานะนักลงทุน ก็คือ ‘ผมต้องเสี่ยงต่อไป’ …แค่ให้แน่ใจว่า ต้องบริหารพอร์ตให้ไม่มีการเสี่ยงใดที่ใหญ่จนลุกไม่ขึ้น 


ยิ่งประสบการณ์มากขึ้น ผมยิ่งเรียนรู้ว่า ‘โอกาสมันอยู่ในความเสี่ยง’ …ถ้าอยากได้โอกาส ก็ต้องเสี่ยง …คนมีประสบการณ์เขาเสี่ยงแบบรักษาตัว เพื่อที่จะมีโอกาสเสี่ยงได้เรื่อยๆ …พอพอร์ตใหญ่ขึ้น มันก็ยิ่งเสี่ยงได้มากขึ้น …มันไม่ได้มีความเสี่ยงที่ลดลง …มันมีแต่การบริหารพอร์ตให้รับความเสี่ยงที่เราไม่เจ๊ง แล้วก็เสี่ยงไปเรื่อยๆ แค่นั้นเลย


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


5 ภาชนะ ตักตวงโอกาสในตลาดหุ้น

 5 ภาชนะ พี่ต้องมีเอาไว้รอบรับเงินจากตลาดหุ้น

มีรุ่นพี่สอนผมว่า ‘เงินในตลาดหุ้นเหมือนฝน มันจะเทมาเมื่อไหร่ เราพอจะคาดการณ์ได้ เพราะมันมีฤดูกาล แต่เราจะคาดการณ์แบบเป๊ะๆ มันยาก …แล้วมันจะมาจุดไหนยิ่งยาก …แต่สิ่งที่เราทำได้ แค่เตรียมภาชนะรับฝน แค่นั้นเลย’ 

คนส่วนใหญ่ ไม่ได้เตรียมภาชนะ …เราก็แค่เตรียมภาชนะใส่ฝน …มาดูกันว่า มันคืออะไร ?

1. ‘มีบัญชีหุ้น เตรียมซื้อขาย’ …ยังไม่ต้องจริงจัง จัดเต็ม แค่เริ่มมีบัญชีลองซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งที่เราสนใจ อันนี้สำคัญมาก …เช่น ถ้าคุณคิดว่าตลาดอเมริกาน่าสนใจ วันนี้คุณก็ต้องเปิดบัญชีให้พร้อมที่จะซื้อขายตลาดอเมริกา …ไม่งั้นเวลาโอกาสผ่านไป เราก็มานั่ง ‘รู้งี้’ อีก

2. ‘มี โพยหุ้นที่เตรียมไว้’ …ก็ Watchlist คือ หุ้นที่อยากซื้อแต่ยังไม่ซื้อ …รออะไร ? …ก็รอวิกฤติไง …ถ้าอยากซื้อแล้วซื้อเลยมันก็มักจะได้ของแพง ได้ติดดอย …ตอนเป็นมือใหม่ Watchlist ผมมักจะเป็นหุ้นตลาดๆ แพงๆ สุดท้ายพวกนี้ ซื้อแล้วถือยาว มันจะขึ้นช่วงที่เราซื้อไม่นาน จากนั้น ลงยาวเลย 

พอเริ่มเข้าใจตลาด Watchlist ผมเริ่มเป็นหุ้นถูก คือ รอหุ้นลงมา 50% จากยอด ค่อยไปหา แต่ปรากฏว่า เจอถูกแล้วถูกอีก

วันนี้ Watchlist ผม ให้ตลาดหาให้ …รอหุ้นจบรอบ ลงไปเลย 70-80 % ไม่ซื้อนะ …รอก่อน รอให้ Smart Money (เงินเจ้า เงินรายใหญ่) เข้าก่อน ค่อยตาม ..ไม่รีบ …โห!! ดีขึ้นเยอะ

3. ‘มีการเตรียมเงินเป็นพอร์ตเพื่อรอซื้อ’ …เตรียมเงินรอ ยกตัวอย่าง ผมอยากลงทุนสัก 1 ล้าน ผมจะแบ่งเงินเป็นก้อนละแสน สิบก้อน …จากนั้นก็แค่รอหุ้นสิบตัว …ส่วนใหญ่มันไม่มาพร้อมกันหรอก บางทีซื้อ 2 ตัว ที่เหลือรอไปอีกเป็นปี …’การรอ เป็นส่วนนึงของการลงทุน ท่องไว้เลย’ 

4. ‘โอกาสมาต้องกล้าเสี่ยง’ …โอกาสใหญ่ รอบใหญ่ มันมาทุกๆ 10 ปี อย่าง วิกฤติต้มยำกุ้ง , วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ , วิกฤติโควิด …พอเกิดแล้ว มันก็จะเป็นขาขึ้นไปอีกเกือบ 10 ปี ระหว่างนั้น ก็จะมีวิกฤติย่อยๆ มาให้เราซื้อ ทุกๆ 2 ปี อะไรประมาณนั้น เราก็ต้องกล้าจัดตาม …ก็ตามรอบที่เรามอง …อย่างเวลานี้รอบใหญ่บ้านเรามันเพิ่งเกิด ดังนั้น ยากที่จะเกิดซ้ำ …ก็ต้องจัดตามรอบย่อย ที่เกิด อะไรประมาณนั้น

5. ‘ทนรวยเป็นรึเปล่า’ …ซื้อเก่ง ขายเก่ง ก็ไม่รวยดิ เหนื่อยทั้งชีวิต …ถ้าซื้อได้ต้นรอบ ต้องทนรวยให้ได้ด้วย 

นี่แหละ 5 ภาชนะ ‘ตักตวงโอกาสในตลาดหุ้น’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

5 ข้อควรรู้ แก้พอร์ตยังไง ให้กลับไปกำไรเท่าเดิม

 5 ข้อควรรู้ แก้พอร์ตยังไง ให้กลับไปกำไรเท่าเดิม


แน่นอนคนที่เล่นหุ้นทุกคนต้องเคยเจอขาดทุนหนักสักครั้งในชีวิต …คำถามสำคัญคือ เขาแก้พอร์ตกันยังไง ?


1. ‘การยอมรับความผิดพลาดก่อน’ …นึกถาพนักมวย เวลาพลาดแพ้ ไม่ใช่รีบสวน เพราะผลลัพธ์คือมักจะโดนหนักขึ้น อาจถึงขั้นเสียมวย …ต้องเริ่มจากยอมรับความพ่ายแพ้ก่อน แล้วใช้เวลากลับมาทบทวน ฝึกฝนใหม่


2. ‘หาคำตอบด้วยตัวเองให้ได้ว่า จุดอ่อนที่ทำให้เราแพ้มันคืออะไร’ …คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่เวลาเสียหายหนักๆ มักมาจาก มั่นใจเกิน แล้ว Overtrade …โดยการใช้ Leverage ที่สูง …ต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เรา Overtrade ในครั้งนั้น นั่นแหละ ‘จุดอ่อนที่ต้องแก้ไข’ 


3. ‘การกลับมาเทรดใหม่ ด้วยหน้าตักที่น้อยลงมากๆ’ …ก็แน่แหละ โดนมาหนัก เงินก็ต้องน้อยลง จะกลับไปเทรดด้วยจำนวนเท่าเดิมคงยาก …ซึ่งมันถูกต้อง การกลับมาเทรด ไม่ใช่เพื่อรีบเอาคืน แต่เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา …‘เป้าหมายคือ การเล่นน้อยๆ เพื่อเรียกคืนความมั่นใจ’


4. ‘วางแผนจากพอร์ตที่มี เพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง’ …กับดักของคนที่เสียหายหนัก คือ อยากได้คืนเร็ว จึงเสี่ยงขึ้น ทำให้อาจจะเสียหนักขึ้น ซึ่งผิด …ต้องวางแผนจากพอร์ตใหม่ วางหน้าตักใหม่ แล้วค่อยๆ สร้างพอร์ตกลับไปอย่างใจเย็น ….จุดสำคัญของข้อนี้ คือ ความอดทน และ สม่ำเสมอ 


5. ‘หยุดการเปรียบเทียบ มุ่งหน้าเล่นในเกมของเรา’ …คนที่โดนหนัก แล้วกลับมาตั้งสติได้ จะแทบเป็นคนใหม่ ที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น …ซึ่งแน่นอน วิธีคิดหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง …เมื่อตั้งหลักใหม่ได้ เราจะสังเกตได้ว่าเราจะค่อยๆ กำไรขึ้น ..รอบคอบขึ้น …นั่นแหละ แปลว่า เรามาถูกทางแล้ว


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

5 ข้อควรรู้ ทำไมซื้อหุ้นถูกแล้ว มันถึงลงได้อีก

 5 ข้อควรรู้ ซื้อหุ้นถูกแล้ว ทำไมจึงขาดทุนได้


หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ..หลายๆ ครั้งที่หุ้นลงมาจนถูกแล้ว …มันสามารถลงได้ต่อ จนเราเสียหายหนักได้ …ใช่!! ถูกแล้ว ทำไมมีถูกกว่าอีก ?


1. ‘เวลาหุ้นลง มันไม่ลงสุดที่ถูก มันสุดที่ถูกเกินไป’ 


2. ‘ถ้าคนส่วนใหญ่ที่ถือยังขายไม่หมด ราคาก็ยังลงไม่สุด’ 


3. ‘หุ้นที่มี Leverage จะลงได้ลึกกว่าปกติ เพราะ มีคนยืมหุ้นมา Short และเขากำไรจากการลงครั้งนี้’ 


4. ‘เจ้าของหุ้นอาจขายตามน้ำ เพื่อทดสอบว่า หุ้นจะลงที่สุดได้แค่ไหน’ …ภาวะแบบนี้ คือ เราลงแรง แต่ Volume หาย …นั่นแปลว่า คนที่ขายคือรายย่อยที่ตกใจ …ในจังหวะนั้น มักเป็นจุดที่ราคาหุ้นลงต่ำที่สุดในแต่ละรอบนั่นเอง


5. ‘ราคาที่เราเห็น มันไม่ได้แปลว่า ทุกคนเห็นด้วยกับราคานั้น’ …นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงมีคนกล้าซื้อเวลาหุ้นลงหนัก …และก็ทำไมถึงมีคนขายทั้งๆ ที่ทุกอย่างดูดีนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ลดความโลก ลดความกลัว แล้วเดินต่อไป

 ‘มีคนถามว่า ถ้าเรารู้ว่าเดี๋ยวจะมีวิกฤตเศรษฐกิจ เราควรขายหุ้นแล้วถือเงินสดรอตลาดลงไหม ?’ …เริ่มจากลองมองย้อนกลับไปอดีตของตัวเอง ว่า ที่ผ่านมา เวลาที่เราคิดว่าจะมีวิกฤต แล้วขายหุ้น อะไรเกิดขึ้น …ใช่!! จุดนั้นมักเป็นจุดที่หุ้นไม่ลง แถมไปต่อ วิ่งแสกหน้าเราไปเลยใช่ไหม ?


…เออ !! บางครั้งก็ใช่ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่นะพี่ 


โอเค ..ผมจะเล่าให้ฟังแบบนี้


1. ‘เวลาที่เรามั่นใจสุดขีด แล้วจัดเต็ม’ …ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ซวย …ใช่ไหม ?


2. ‘เวลาเรากลัวสุดขีด ขายทุกอย่าง ถือเงินสด’ …ผลลัพธ์คือ หุ้นมันไม่ลง แต่ขึ้นสวนแสกหน้า …ก็ใช่อีกใช่ไหม ?


3. ‘แล้วเคยสงสัยไหมว่า คนอะไร ที่มันผิดได้ทั้งขึ้นและลง ตลอดเลย’ …เอ่อ ก็กรูไง …ใช่!!


4. ‘แล้วเคยถามตัวเองไหมว่า อะไรคือวิธีแก้’ …การจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเอา ความโลภและความกลัว ออกจากสมการ …แล้วคำตอบมันจะชัดขึ้นเรื่อยๆ 


การตอบคำถามนี้ ต้องตอบด้วยตัวเราเอง …นี่แหละ Process ของการสั่งสมประสบการณ์ในการเป็นนักลงทุน 


ถูกบ้าง ผิดบ้าง อันนี้ปกติ …แต่เราต้องพยายามลดความโลภ เพื่อ หลีกเลี่ยงการเสียหายครั้งใหญ่ …และ เราต้องพยายาม ลดความกลัว เพื่อให้เรายังสามารถเดินต่อไปในเกมนี้ ก็เท่านั้นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

5 ข้อ เบื้องหลังนักลงทุนหุ้นคุณค่าที่เขาไม่ได้บอกคุณ

 5 เบื้องหลังนักลงทุนหุ้นคุณค่าที่เขาไม่ได้บอกคุณ


ส่วนมากเราเห็นนักลงทุนตอนที่เขารวยแล้ว เหลือแล้ว แต่ไอ้ตอนสร้างตัวเราไม่ค่อยเห็น …เรารู้ไว้ก็ดี จะได้รู้ว่าเส้นทางนี้ต้องเจออะไร


1. ‘ประหยัดทุกเม็ด เพื่อเก็บเงินมาซื้อหุ้น’ …อยากจะซื้ออะไรก็ต้องไม่ซื้อ เพราะต้องเก็บเงินไว้มาลงทุน


2. ‘ตอนที่คนอื่นใช้เงิน เขาต้องไม่ใช้’ …เวลาที่คนอื่นใช้เงินคือ ช่วงหุ้นขึ้น เศรษฐกิจดี …เขาก็ได้เงินนะ แต่เขาต้องทนไม่ใช้ …ถ้าขายหุ้นช่วงนั้น แล้วเอามาซื้อของ ของนั้นมันจะโคตรแพงเลย (ขายแล้วหุ้นไปต่อ ส่วนของที่ซื้อมีแต่ราคาลง เจ็บใจยกกำลัง 2)


3. ‘เปิดเมนูอาหาร ต้องดูราคาก่อน’ …โถ!! มีเงินก็ใช้ซิพี่ …แต่คนเหล่านี้ คุ้นชินกับการประหยัดและ ความคุ้มค่า จนมันเป็นส่วนนึงของชีวิตไปแล้ว


4. ‘ต้องทำใจกล้า แม้ว่าตัวเองก็โคตรกลัว’ …เวลาซื้อหุ้นที่ดีที่สุด ก็คือ วิกฤต มีแต่ข่าวร้าย …แต่ต้องกล้า กัดฟันซื้อหุ้น …โคตรยาก บอกตรงๆ 


5. ‘เป็นคนที่หวาดระแวงเกินเหตุ’ …เวลาที่อะไรมันดีๆ คนอื่นเขาก็มีความสุข ชิวๆ …พวกนี้ต้องแบ่งขายหุ้นเตรียมเงินสด เพราะ เขารู้ว่า เวลาอะไรมันดีมากๆ เดี๋ยวมันจะมีวิกฤต 


ถ้าจะมีข้อ 6 ก็คือ ‘เพื่อนน้อย’ เพราะ คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง มองตรงข้ามเขาไปหมด ..คุยไปก็ทะเลาะกันเปล่าๆ มีเพื่อนน้อยๆ ที่คุยกันรู้เรื่องอยู่ไม่กี่ครเท่านั้นแหละ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อยากสร้างพอร์ตหุ้นปันผล ไม่ควรเลือกจากเงินปันผล

 ‘อยากสร้างพอร์ตหุ้นปันผล ไม่ควรเลือกจากปันผล’


เฮ้ย!! พูดอะไร ย้อนแย้ง …’ถ้าอยากได้พอร์ตปันผล ไม่เลือกจากปันผล แล้วจะเลือกจากอะไร ?’ 


ใช่ครับ !! …ตอนที่ผมเป็นมือใหม่ ผมก็เลือกมันตรงๆ เอา App Scan หุ้นมาเลย …ตัวไหนปันผลสูง ก็ซื้อ จากนั้น ก็ ฝันหวาน คิดว่าสบายแล้ว 


‘สุดท้ายเละครับ !!’ (ความเจ็บปวดนี่ ผมเรียกมันว่า กับดักหุ้นปันผล) 


มาดู กันว่า ‘กับดักหุ้นปันผล’ คืออะไร ?


1. ‘ปันผลที่เราเห็น คืออดีต ไม่ใช่อนาคต’ …ใช่!! ใช้ App Scan ไม่ได้ มันเห็นแต่อดีต …มันต้องประเมินเป็นรายตัวว่า อนาคตหุ้นตัวนี้จะสามารถปันผลเท่าไหร่ ถึงจะแม่นยำกว่า


2. ‘ราคาหุ้นสูง เจ้าของก็มีแนวโน้มจ่ายปันผลสูง’ ..ใช่!! กับดักปันผล มันจึงเป็นราคาหุ้นสูง เราอาจไปซื้อตอนมันแพงนั่นเอง


3. ‘หุ้นวัฏจักร ช่วงที่ปันผลสูง คือ ช่วงที่ใกล้จะสยองแล้ว’ …หุ้นวัฏจักรมันทำกำไรเป็น cycle …ดังนั้น ตอนที่ปันผลสูงเกินจริง มันมักจะเป็นจุดสูงสุดของ Cycle รอบนั้นๆ …ยอดดอยนั่นเอง 


4. ‘การปันผลสูง แปลว่า หุ้นนั้นไม่มีเงินไปลงทุน ราคาหุ้นเลยไม่โต’ …พอธุรกิจไม่รู้จะลงทุนยังไง ก็เอามาปันผล ..พอไม่ลงทุน ไม่ขยาย หุ้นมันก็เลยไม่ค่อยไปไหน (แต่ไม่ปันผลเลย ก็ไม่ดี มันต้องหาจุดสมดุลย์ ระหว่าง ปันผล และ การเอาเงินไปลงทุนต่อ)


5. ‘หุ้น Growth ที่ปันผล ก็ต้องระวังเขาเพิ่มทุน’ …บางครั้งเราคิดว่า หุ้นตัวนี้ดีจัง ทั้งปันผล ทั้งเติบโต …สุดท้ายประกาศเพิ่มทุน ต้องเอาเงินไปเติมให้เขาซะงั้น


สรุป คือ ดูปันผล อย่ามองแค่อดีต ต้องประเมินอนาคตเป็นหลัก และ ระวังกับดักต่างๆ ที่ว่ามา


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

นักลงทุนต้องรู้จักการบริหารความคาดหวัง

 ‘นักลงทุนต้องรู้จักบริหารความคาดหวัง’


…หวังเยอะก็เจ็บบ่อย ..หวังน้อยก็ไม่รวย ..แล้วจะบริหารความคาดหวังยังไงดี ?


1. ‘ความคาดหวังของตัวเรา’ …ถ้าเราหวังกำไรเยอะ ต้องเตรียมจัดพอร์ตให้หุ้นขึ้นเยอะแล้วเรายังทนรวยถือได้ …เพราะถ้าจัดเต็ม จัดสุด เวลาเล่นจริง มันถือได้ไม่สุด ขายก่อนรวย


2. ‘ความคาดหวังของเจ้าของหุ้น’ …หุ้นมันมีเจ้าของ เราต้องแกะให้ออกว่าหุ้นที่เราถือ เจ้าของเขามีความคาดหวังยังไง …ถ้าความคาดหวังของเรา ไม่ตรงกับ ความคาดหวังของเจ้าของ …หุ้นมันก็จะไปสุดแค่ความคาดหวังของเจ้าของ ก็เท่านั้นแหละ (ไม่ถึงความคาดหวังของเรา)


3. ‘ความคาดหวังของตลาด’ …บางครั้งถ้าตลาดรวมมันไปไม่ได้ หุ้นมันก็ไปไม่ได้ไง …พูดง่ายๆ ทั้งเจ้าของและเรา ถ้าคาดหวังเหมือนกันแล้ว แต่ไม่ดูตาม้าตาเรือ มันก็ซวยได้เหมือนกัน


4. ‘การบริหารความผิดหวัง’ …ขึ้นชื่อว่า ‘ความหวัง’ มันก็ต้องมาพร้อม ‘ความผิดหวัง’ …มืออาชีพต่างจากมือสมัครเล่น คือ ผิดหวังแต่ยังต้องทำต่อ …คือผมไม่ได้มาเล่นๆ มันเป็นอาชีพของผม


5. ‘ความคาดหวัง ต้องมาพร้อมความรู้ที่เพิ่มขึ้น’ …ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า ‘ผิดเป็นครู’ หรือ การเรียนรู้จากความผิดพลาด ก็พูดๆ กันตลอด แต่เอาจริงๆ ผมมาเข้าใจประโยคนี้จริงๆ ก็เมื่อเราเป็นนักลงทุน …ทุกครั้งที่พลาด อย่าเสียเวลาไปหาว่าใครผิด หรือ อย่าไปโทษใคร …เอาบทเรียนนั้น ทำให้เราเก่งขึ้น แล้วหาโอกาสครั้งต่อไปจะดีกว่า


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

จุดเริ่มของอาชีพนักลงทุน

อาชีพนักลงทุน คืออะไร ?’ 


..มีรุ่นน้องมาถามว่า เขาอยากเป็นนักลงทุน ต้องเตรียมตัวยังไง แล้วต้องระวังอะไร ?


..ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า คนจะเข้าใจว่า แค่เข้ามาเทรดหุ้นก็เรียกว่าเป็นนักลงทุนแล้ว …จริงๆ ไม่ใช่ อันนั้น คือ เราแค่เข้ามาเก็งกำไร หรือนักเก็งกำไร 


นักลงทุน ต้องลงเป็นพอร์ต ..และต้องวางแผนให้สุดท้ายพอร์ตนั้น ทำงานแทนเราในที่สุด


..ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ผมเริ่มจากการเข้ามาหาหุ้นใหญ่ หุ้นปันผล แล้วเก็บสะสม โดยคำนวณตรงๆ ว่า หุ้นตัวนี้ ราคานี้ ซื้อแล้วปันผลเท่านี้ …ก็คำนวณดูว่า สุดท้ายต้องซื้อเท่าไหร่ ถึงจะมีเงินปันผลแต่ละปีเลี้ยงเราได้ …ใช่!! นี่คือ สิ่งที่เราคิด แต่พอปฏิบัติจริง มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น


..ผลปรากฏว่า หนึ่ง : หุ้นที่เราซื้อ หลายๆ ตัว ยิ่งถือปันผลยิ่งลด ราคาก็ยิ่งลง …สุดท้าย ก็เลยเข้าใจว่า …อ๋อ !! หุ้นมันมีCycle …เราไปซื้อตอนมันดี ราคามันก็แพง 


สอง : คราวนี้ก็มาลองซื้อหุ้นตอนมันถูก ต้นรอบ ‘ซื้อหุ้นข่าวร้าย’ …แต่ปรากฏว่า ด้วยความเป็นมือใหม่ …ไอ้ที่เราคิดว่าต้นรอบ ราคามันยังสามารถลงจากจุดที่เราซื้อได้อีก 30-50 % …เฮ้ย!! ถูกแล้ว มันมีถูกกว่าด้วยว่ะ


สาม : พอเริ่มซื้อหุ้นต้นรอบเป็นแล้ว ก็ถือไป หวังว่า ถือไปเรื่อยๆ น่าจะกำไรหลายๆ เด้ง …ปรากฏว่า หุ้นขึ้นไปหลายเด้งนะ แต่ไม่ได้ขายเพราะอยากจะถือยาว ..สุดท้ายราคาหุ้นถอยมาจนถึงทุน …บางตัวตอนลง ดันลงมาต่ำกว่าทุน 


เฮ้ย!! ไม่เห็นเหมือนเซียนหุ้นคนอื่นเลย ที่เขาได้หุ้นเป็นสิบๆ เด้ง ร้อยเด้ง …อะไรวะเนี่ย ?!?


สี่ : พออยู่ในตลาดนานพอ ก็เริ่มเข้าใจว่า หุ้นแต่ละประเภทมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน …อย่างหุ้นใหญ่ปันผลดี เวลาถือมันได้ปันผลดีนะ แต่จะหวังขึ้นหลายๆ เด้งไม่ได้ เพราะ มันขึ้นมาจนสุดของมันแล้ว (ถ้าไม่มี S Curve ใหม่ หุ้นก็แค่ได้ปันผล) ..ถ้าจะหาหุ้นหลายเด้ง มันก็ต้องไปหาเจ้าของหุ้นที่เขาต้องการให้หุ้นมันไปหลายเด้ง …ซึ่งมันก็คือหุ้นเล็ก….ถึงจุดนี้ก็เลยเข้าใจว่า หุ้นเล็กมันสร้างเศรษฐีหุ้นเยอะกว่าหุ้นใหญ่ (แต่ความโหด ก็โหดกว่าเยอะ


ห้า : แล้วถ้าเราเลือกเล่นหุ้นโหดๆ มันโคตรเสี่ยง แล้วคนอื่นเขาป้องกันความเสี่ยงกันยังไง ? …ก็เลยมาเจอวิธีการลงทุนแบบพอร์ต …ซึ่งเอาตรงๆ มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแต่คนส่วนใหญ่เขามองข้ามเรื่องนี้ก็เท่านั้นเอง 


หก : สุดท้ายที่สำคัญสุด คือ ‘ไม่เลิก’ ..จริงๆ การไม่เลิกมันมาจากข้อห้า เพราะ ไอ้ที่เลิกเพราะเจ๊งหมดตูด!! ไม่มีเงินแล้ว!! …แต่ถ้าบริหารความเสี่ยงให้ตัวเองไม่เจ๊งได้ แม้เลือกหุ้นพลาด …ยังไงก็รอด แล้วเมื่อไม่เลิก เดี๋ยวมันก็รวย


ข้อดีของอาชีพนักลงทุนก็คือ 

  1. ยิ่งแก่ยิ่งรวย’ …อาชีพอื่น ยิ่งแก่ยิ่งหมดแรง สู้เด็กๆ ไม่ได้ 
  2. เกษียณตอนรวย ไม่ใช่เกษียณตอนอายุ 60’ …นักลงทุนที่เกษียณได้ ก็คือ เงินปันผล มากกว่าเงินเดือน หลังจากนั้น ชีวิตเรากำหนดเองแล้ว 
  3. เป็นคนทันสมัย ไม่ตกยุค’ …นักลงทุนต้องหาความรู้ตลอดเวลา ไม่งั้นก็พลาดโอกาสดีๆ ก็เลยทำให้ความรู้ทันสมัยไม่ตกยุค

ข้อเสีย ล่ะ …

  1. ต้องมีเงินออม’ …อย่างน้อยก็ต้องเก็บออมมาระดับนึงก่อนที่จะเริ่มเป็นนักลงทุน ..อันนี้บททดสอบใหญ่ตั้งแต่ต้นเลย 
  2. ผิดหวังบ่อย’ …ลงทุนมันต้องพลาดเรื่อยๆ อยู่แล้ว เวลาเสียเงิน มันเจ็บมากกว่าได้เงิน 


โอเค!! เล่ายาวขนาดนี้ …จะบอกว่า ทุกคนที่เลือกจะเป็นนักลงทุน ต้องออกแบบทางเดินชีวิตเอง …ไม่มีหัวหน้ามาสั่งเราหรอกว่า ให้ทำแบบนี้ซิ แบบนั้นซิ …เอาตรงๆ ถ้าเราทำไม่ถูก ตลาดก็จะเล่นงานเราแบบ จำจนตาย …เวลา ดอยเวลาพลาด เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง แล้วลุกขึ้นเอง 


วันนี้ยาวแล้ว …วันหลังมาเล่าต่อละกัน 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

8 เรื่องของ “โอกาสดีๆ” ที่อยากเล่าให้ฟัง

 8 เรื่องของ ‘โอกาสดีๆ’ ที่อยากเล่าให้ฟัง


1. ‘คนสำเร็จทุกคนต้องขยัน แต่คนขยันทุกคนไม่ได้สำเร็จ’ …พูดง่ายๆ ขยันผิดที่ ยังไงก็ไม่สำเร็จ 


2. ‘การอยู่ถูกที่ ถูกเวลา หลายๆ ครั้งเกิดจากความบังเอิญ’ …บังเอิญถูกไล่ออก ก็เลยได้ทำงานที่ตรงจริตแล้วสำเร็จ …บังเอิญมาทำธุรกิจที่มันกำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นพอดี …พูดง่ายๆ ความโชคดี มีความสำคัญมากที่สุดในความสำเร็จของแต่ละคน


3. ‘ต้องประคองตัวเองอยู่ในเกม ให้นานพอที่เราจะโชคดี’ …ทำไม่กี่วันก็เลิก ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน …มันต้องทำมากพอ ใช้ฝีมือที่ตัวเองพอจะมีมากน้อยก็ทำไป ประคองตัวเองให้ถึงวันที่เราโชคดี …พูดง่ายๆ ฝีมือของการประคองตัวเองให้รอด สำคัญมากต่อการที่เราจะมีโอกาสโชคดี 


4. ‘ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ชาตินี้อย่าหวังรวย’ …โอกาสรวยมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ …อะไรที่ดูไม่เสี่ยง และแน่นอน แปลว่า สิ่งนั้นทำต่อไป ยังไงก็ไม่รวย 


5. ‘การบริหารความเสี่ยงที่ดีคือ บริหารยังไงก็ได้ ให้ถึงพลาด ก็ไม่เจ๊ง สามารถลุกขึ้นมาแล้วก็เสี่ยงได้อีก’ …พูดง่ายๆ ต้องบริหารให้เสี่ยงได้เรื่อยๆ จนรวย …พอรวยแล้ว ก็บริหารความเสี่ยงแบบเดิมนั่นแหละ …เพราะ ชีวิตคนรวย ไม่มีใครหนีความเสี่ยง มีแต่บริหารความเสี่ยงให้เสี่ยงได้มากขึ้น ใหญ่ขึ้น และถึงพลาดก็ไม่เจ๊ง แค่นั้นแหละ


6. ‘การให้รางวัลตัวเอง ใช้วิธีการตัดบางส่วนออกมาจากกำไรบ้างเมื่อถึงเป้าในแต่ละช่วง’ …การกำหนดเป้าหมายทางการเงินต้องวางเป็นช่วงๆ และให้รางวัลอย่างสมเหตุสมผลในแต่ละช่วง


7. ‘อย่าตั้งเป้าหมายสูงสุดของตัวเอง’ เพราะเป้าหมายสูงสุดมันไม่มีในโลกจริงๆ และ คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีทางไปถึงมันหรอก 


8. ‘ความสุขระหว่างทาง เป็นเรื่องยากที่เราต้องฝึกฝนค้นหา’ …โลกยุคนี้ความทุกข์เป็นเรื่องปกติ ส่วนความสุขเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน โดยหัดให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆ ของคนในครอบครัว นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของความสุข


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


5 เรื่องทางการเงินที่คนอายุ 40 อยากบอกคุณ

 5 เรื่องของเงินที่คนอายุ 40 ปีอยากจะบอกคุณ


1. ‘เงินไม่ใช่ทุกอย่าง สำหรับคนมีเงิน …แต่ถ้าคุณไม่มีเงิน เงินมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง’ …อย่าไปเชื่อพวกที่บอกว่า ตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้ เพราะ เราจะตายก่อนไปถึงจุดนั้น


2. ‘เงินหาง่ายสำหรับคนที่มีเงินตั้งต้น แต่เงินหาโคตรยากสำหรับคนที่ไม่มีเงินตั้งต้น’ …ก่อนจะเริ่มซื้อของให้รางวัลตัวเอง ให้แน่ใจว่าเรายังมีเงินตั้งต้นเพื่อต่อยอด ..รางวัลชีวิตชิ้นแรกที่ดีที่สุด ควรเป็นเงินตั้งต้นที่เราเก็บออมเพื่อไปต่อยอดนั่นแหละ 


3. ‘อย่าใช้เงินเพื่อค้นหาตัวเอง ให้หาตัวเองให้เจอแล้วค่อยใช้เงิน’ …คนเคยรวยจำนวนมากใช้เงินจนหมดแล้วกลับไปจนเหมือนเดิม เพิ่งมารู้ตอนที่เงินหมดแล้วว่า สิ่งของที่ซื้อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ และของเหล่านั้นก็ไม่ได้สร้างความสุขจริงๆ ให้เขาเลย …มันจะดีกว่ามาก ที่เราควรค้นหาตัวเองให้เจอก่อนที่จะเริ่มใช้เงินจริงจัง


4. ‘เงินที่ยังไม่ได้ใช้ ต้องหาจังหวะวางไว้ในสินทรัพย์ เพราะ เงินลดมูลค่าน่ากลัวมากในโลกยุคนี้’ …การหาเงินว่ายากแล้ว การรักษามูลค่าของเงินที่หามา ยากกว่าเยอะ …เอาตรงๆ คือ ไม่ว่าจะหาเงินเก่งแค่ไหน แต่ถ้าลงทุนไม่เป็น ก็ยากที่จะเอาตัวรอดในปัจจุบัน


5. ‘อิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้ขึ้นกับว่ามีเงินมากแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าเรามีเวลาให้กับสิ่งที่เรามีความสุขมากแค่ไหนต่างหาก’ …ใช่!! อิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้ขึ้นกับเงิน แต่ขึ้นกับ เวลา …อิสรภาพของเวลา ซื้อได้ด้วยเงินที่ไม่ได้หาจากเอาเวลาเราไปแลก 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ตลาดหุ้นเป็น Infinite Game เป้าหมายไม่ใช่ชนะ แต่เพื่อรอดตลอดไป


 ‘ตลาดหุ้นเป็น Infinite Game ไม่ใช่ Finite Game’


Finite Game ก็คือ เกมที่เราเข้าไปเล่นเพื่อที่จะชนะ เช่น กีฬาต่างๆ ต้องมีคนชนะ คนแพ้ …และ เกมแบบนี้ต้องมีกฏและกติกาที่ชัดเจน


Infinite Game คือ เกมที่มีเป้าหมายไม่ใช่เพื่อชนะ แต่เพื่อที่จะสามารถเล่นในเกมนั้นต่อไปเรื่อยๆ …จะว่าไปแล้ว มันก็เหมือนชีวิตเรา จริงๆ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะถาวร หรือ ผู้แพ้ที่ถาวร …มันสามารถสลับได้ ขึ้นกับช่วงเวลา


…หุ้นน่ะ ..บางครั้งเราก็ได้ บางครั้งเราก็ดอย บางครั้งก็โดน (พวกที่ยังไม่เคยดอย ยังไม่เคยโดน แปลว่า จริงๆ คนๆ นั้น ไม่ได้เล่นหุ้น ..มันโม้ ..555)


…การที่จะได้ครั้งใหญ่ มักเกิดจากเคยเสียหายหนักมาก่อน …ส่วนที่เสียหนัก ก็มาจากเคยได้ครั้งใหญ่ แล้วเปรี้ยว self …จัดหนัก All-in …ตลาดก็จะสอนให้เราลดความเปรี้ยวลง


…มันก็เปรี้ยวแบบเลิกเล่นไปเลย …ก็มีช่างเขาเถอะ แต่เราแค่อย่าเลิก


เอาเป็นว่า ให้รู้ว่า ’เป้าหมายของการเล่นหุ้น ก็คือ เพื่อให้สามารถอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด …ถ้าเราอยู่นานพอ เดี๋ยวโอกาสมันก็จะมาหาเราเอง’ 


อ้าว!! แล้วไอ้ที่ดอยเมื่อวานละพี่ ?


เออ!! นั่นแหละ ทางผ่าน ‘ค่าตั๋ว’ สู่ความมั่งคั่งในที่สุดไง …😭


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565

5 เรื่องที่คนเล่นหุ้น แค่มองตาก็เข้าใจกัน


 ‘5 เรื่อง ที่คนเล่นหุ้น แค่มองตาก็เข้าใจกัน’ 


1. ‘เราไม่ควรซื้อหุ้นในเวลาที่เราอยากซื้อ’


2. ‘เราไม่ควรขายหุ้นในเวลาที่เราอยากขาย’ 


3. ‘เมื่อใดที่เรากลัวมาก จริงๆ โอกาสมันมีอยู่เต็มตลาดหุ้นเลย’


4. ‘เวลาที่เราฮึกเหิม และโลภ ..จริงๆ หายนะมันรออยู่ที่ปากประตูเรียบร้อยละ’ 


5. ‘ฝีมือ คือประคองพอร์ตให้ไม่เสียเยอะเวลาพลาดแค่นั้นแหละ …แล้วเดี๋ยวความโชคดีมันจะมาหาเราเองในที่สุด’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สามจุดที่น่าเสี่ยง และสามจุดที่ไม่น่าเสี่ยง


 ‘จะรู้ได้ไง ว่าเวลาไหนควรเสี่ยงในตลาดหุ้น’ 


มันมี 3 จังหวะใหญ่ๆ ที่ควรเสี่ยง ก็คือ 


1. ‘เราควรเสี่ยงเวลาที่ตลาดเกิดวิกฤติใหญ่’ …จุดที่แบบว่าหุ้นลงทั้งตลาดพร้อมกันไม่เหลือข่าวดีเลย อันนี้รอบใหญ่ สิบปีเกิดทีนึง


2. ‘เราควรเสี่ยงเวลาที่หุ้นดี เกิดการลงครั้งใหญ่’ …อันนี้ตลาดอาจจะไม่ลงทั้งหมด แต่หุ้นดีที่เราสนใจลงครั้งใหญ่


3. ‘เราควรเสี่ยงเวลาที่เราได้เปรียบ’ …บางครั้งตลาดหุ้นลงแรง แล้วเรามีเงินสดพอดี อันนี้ก็น่าเสี่ยง …มันเป็นเวลาที่คนอื่นติดหุ้นไม่มีเงินซื้อเพิ่ม แต่เรามี …ถ้าเราไม่ได้ซื้อเวลานั้น สุดท้ายโอกาสมันก็จะวิ่งผ่านไป


แล้วตอนไหน ไม่น่าเสี่ยง ?


มันก็มี 3 จังหวะใหญ่ที่ไม่น่าเสี่ยงเช่นกัน ก็คือ 


1. ‘ตอนที่เรามั่นใจมากๆ’ …ไม่ควรเสี่ยง ควรนั่งทับมือเลย


2. ‘ตอนที่เราเพิ่งพลาด อย่ารีบเข้าไปถัว’ …เพราะโดยมากมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของขาลง …รอสักนิด ใจเย็นอีกสักหน่อย เดี๋ยวหุ้นมันจะถูกกว่านี้ …ถูกจนเราเริ่มไม่อยากซื้อ …ตรงนั้นแหละ ถึงค่อยซื้อ!!


3. ‘ตอนที่เพื่อนเอากำไรมาโชว์ แล้วชวนเราลงทุน’ ..ส่วนมากจุดนั้น มักจะเป็นปลายรอบ …ถ้าเราหลงซื้อเข้าไป อาจจะดอยสูงมาก และติดยาวนาน


…ยากเนอะ ? …ใช่!! ถ้าง่าย คนส่วนใหญ่คงรวยหุ้นไปกันหมดแล้วล่ะ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

หลักการ 10% Rules มันช่วยให้เรา ติดดอยและขายหมู ลดลง




‘มีรุ่นน้องมาปรึกษาว่า ทุกครั้งที่ตลาดลงแรง มีหุ้นน่าซื้อ เขามักจะถือหุ้นเต็มพอร์ต ก็เลยไม่มีเงินมาช้อนซื้อหุ้นถูก ..ตรงนี้เขาจะแก้ไขยังไง ?’ 

โอเค !! อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลย …ผมเรียกว่า ‘10% Rules’ หรือ ‘หลักการ 10%’ 

ก็คือ ทุกครั้งที่หุ้นที่เราถือ มันดูดีเกินไป ข่าวดีเยอะเกิน คนเชียร์มากเกิน ขึ้นแรงเกินไป หรือ Volume มากเกินไป …จังหวะนั้นแหละ ให้เราขายหุ้นตัวนั้นๆ ออกมา 10% ของจำนวนที่เราถือ 

‘ทำไม ?’ 

ก็เพราะ จังหวะนั้นๆ แหละ ที่เป็นจุดสูงสุดของแต่ละรอบหุ้น

‘แล้วทำไมไม่ขายทั้งหมดเลยล่ะ ?’ 

อันนี้ตอบง่ายๆ เลย …ถ้าเราขายทั้งหมดเมื่อไหร่ หุ้นมันจะขึ้นแรง จนเราตกรถไง !!

แต่ถ้าเราไม่ขายเลย …พอมันปรับฐานลงมาแรง เราก็จะไม่เหลือเงินสดเอาไว้ช้อนซื้อหุ้นถูกนั่นเอง

…จริงเหรอพี่ ? 

‘ก็จริงอ่ะดิ …จริงจนเราจะประหลาดใจว่า ทำไมเรื่องนี้มันเกิดกับทุกคน’ …เอาง่ายๆ ลองมองย้อนกลับไปซิ ว่าที่ผ่านมา เราพลาดแบบนี้กี่ครั้งแล้ว …เยอะมาก …แต่เราก็ไม่เคยได้ทำอะไร จริงไหม ?

…’แล้วเราต้องกลับมาซื้อหุ้นตัวเดิมไหมครับ ?’ 

‘ไม่จำเป็น’ …สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ ‘หุ้นที่ทำให้เรากำไรเยอะๆ มันมักจะเป็นหุ้นที่เราไม่ได้อยากซื้อ ณ จุดที่เราซื้อนั่นแหละ’ 

ส่วนหุ้นที่เราได้ซื้อในเวลาที่เราอยากซื้อมากๆ …นั่นแหละ โคตรไม่น่าซื้อ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


 

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ