แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562

10 ข้อดี ทำไมเจ้าของธุรกิจ จึงอยากเอาธุรกิจเข้าตลาด IPO



10 เหตุผล ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงอยากเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น IPO


1. ‘ราคาหุ้นมีราคา’ ..หุ้นของบริษัทที่ไม่ได้เข้าตลาดมักไม่ได้มีราคา ...เจ้าของก็ถือไว้เฉยๆ ...แต่พอบริษัทเข้าตลาด หุ้นกลายเป็นมีค่ามีราคาทันที ..เขาเลยเรียกการเข้าตลาดหุ้นคือ การปลดล็อคมูลค่ากิจการ (จากที่ไม่เคยจับต้องได้ ให้กลายเป็นเงิน)


2. ‘รวย’ เพราะ ตลาดหุ้นมี Multiple คือ มีตัวคูณความมั่งคั่งให้เจ้าของ หรือ ที่คนในตลาดหุ้นเรียกกันว่า P/E นั่นแหละ ...อย่างเช่น ถ้าธุรกิจมีกำไร 30 ล้านบาท ถ้ามี P/E ที่ 30 เท่า ก็แปลว่า มูลค่ากิจการในตลาดหุ้น คือ 900 ล้านบาท (หรือ อีกนัยนึง ถ้าธุรกิจนี้อยู่นอกตลาด เจ้าของก็ต้องทำธุรกิจอีก 30 ปี กว่าจะได้เงิน 900 ล้าน เพราะได้กำไรปีละ 30 ล้าน ..แต่นี่ได้ทันที)


3. ‘ไม่เสียภาษี’ ..อะไรก็ตามที่ซื้อขายมีกำไรนั้นย่อมเสียภาษี แต่ถ้าหุ้นอยู่ในตลาดหุ้น ซื้อขายกำไร ไม่ต้องเสียภาษี ...เรียกว่า รวยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ...นั่นแหละ ที่คุณเห็นเจ้าของขายหุ้นกันร้อยล้าน พันล้าน ...ไม่เสียภาษีครับ


4. ‘หุ้นเปลี่ยนเป็นหลักประกันได้’ ...เดิมทีหุ้นเราก็คือกระดาษใบนึง แต่พอเข้าตลาด สามารถใช้เป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้ เพราะ หุ้นมีราคาและซื้อขายได้คล้ายๆ ที่ดินนั่นเอง


5. ‘เติบโตเร็ว’ ...การทำธุรกิจปกติคือ รวยด้วยเงินเรา หรือ อย่างมากก็กู้ธนาคาร ซึ่งไม่ง่าย แถมต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน ...แต่เงินจากตลาดหุ้น ก็เราเอาคนอื่นมาร่วมเป็นเจ้าของ แปลว่า ได้เงินจากเขามาเติบโต ...เราถึงเห็นหลายๆ ธุรกิจที่เข้าตลาดแล้วโตเร็วมาก ก็เพราะ ได้เงินคนอื่นมาขยายนั่นเอง


6. ‘ไม่ได้เสียความเป็นเจ้าของ’ ...หลายคนกลัวว่า พอเข้าตลาดแล้วธุรกิจจะตกเป็นของคนอื่น ...จริงๆ ถ้าคุณยังถือหุ้นเกิน 50% คุณก็ยังควบคุมและบริหารธุรกิจได้ตามปกติ ...แค่คุณไม่ขายหุ้นในส่วนนั้นก็พอแล้ว 


7. ‘สภาพคล่อง’ ...หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เพราะ ซื้อขายได้ตลอด ...ทำให้คนรวยในโลก เลือกหุ้นเป็นที่เก็บความมั่งคั่งของเขามากที่สุด


8. ‘แบ่งมรดกง่าย’ ...พวกสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ที่ดินแบ่งให้ลูกยาก อาจไม่แฟร์ แต่หุ้นแบ่งง่าย ชัดเจน ลดปัญหาครอบครัว


9. ‘เปลี่ยนบริษัทกลายเป็นระบบ’ ...หลายคนรวยอยู่แล้ว แต่เอาหุ้นเข้าตลาดเพื่อจะจัดการให้ธุรกิจเป็นระบบ ควบคุมง่าย และ สามารถจ้างผู้บริหารมืออาชีพ ...ก็คือ เจ้าของอยากสบายขึ้น และ ควบคุมการรั่วไหลของธุรกิจนั่นเอง


10. ‘กิจการมีอายุยืนยาว’ ...ธุรกิจทุกวันนี้ ขึ้นเร็ว ลงแรง การเอาธุรกิจเข้าตลาด สร้างระบบ แล้วจ้างมืออาชีพ เป็นการทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนมากขึ้นนั่นเอง


นี่เป็นข้อดีคร่าวๆ ในการเอาบริษัทเข้าตลาด 


ส่วนข้อเสีย คือ ‘มันไม่ง่าย’ ...ก็แน่นอน อะไรที่ดี มันต้องลงทุน ต้องลำบาก ...หลักๆ คือ ต้องทำบัญชีเล่มเดียว ยอมจ่ายภาษีเต็มๆ กับ ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี การวางระบบ ให้บริษัทเป็นไปตามกฏของ กลต.และ ตลาด ซึ่งใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 3 ปี 


ใครสนใจเรื่องนี้ ยังทัน ผม และ หยง ได้จัดคอร์ส Intensive IPO โดย เชิญผู้คร่ำหวอด ในการวงการ ที่มีประสบการณ์ตรงในการนำธุรกิจเข้าตลาด คุณ นิค - อมรศักดิ์ จะมาเป็นผู้สอนโดยตรง


คอร์สนี้เป็นสัมมนาสด 2 วัน สอนทุกอย่างที่คุณต้องรู้ ในการเตรียมตัวเอาบริษัทเข้าตลาด จัดในวันที่ 19-20 มกราคมนี้ 


.. รายละเอียดและการสมัคร คอร์ส Intensive IPO คลิ๊กที่นี่ครับ

goo.gl/27SR1R


วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

3 วิชามาร ในร้านออนไลน์



“3 วิชามาร ในร้านออนไลน์ที่ต้องระวังตัว”


...ใครขายของออนไลน์ เรื่องนี้น่าสนใจ !!


ต้องบอกว่า ทุกเรื่องแปลกใหม่ เราจะพบเจอที่เมืองจีน


ทางทีมข่าว WSJ เขาทำ Story เรื่อง ของ ‘เทคนิคการขายสินค้าบน Amazon โดยคนจีน’


เขาพบว่า ในจีน มีเทคนิค อยู่ 3 แนวทางใหญ่ๆ ที่ช่วยให้ขายของดีมากขึ้น ..เอาง่ายๆ ว่า ถึงขนาดที่มี ‘กูรู’ เรื่องนี้โดยเฉพาะ 


1. ‘สร้าง Fake Review’ คือ สร้างรีวิวปลอมเพื่อถล่มร้านออนไลน์ของคู่แข่งที่ขายดี ...โดยอาจจะซื้อสินค้าจริงจาก ร้านคู่แข่งใน Amazon จากนั้น ก็ทำการเขียนรีวิวแย่ๆ แล้วก็เครมสิ่งสินค้าคืน ....พอมี รีวิว แย่เยอะๆ หรือ บางครั้งก็แจ้งว่าร้านขายสินค้าปลอม ก็ทำให้ Amazon ทำการ suspend หยุดไม่ให้ร้านค้านั้นๆ ขายของชั่วคราว หรือ หยุดถาวรไปเลย 


อันนี้คือ วิชามารแรก ...เตะขัดขาคู่แข่ง


2. ‘สร้าง Good Review’ คือ ทาง Amazon จะ จัดอันดับ สินค้าที่ขายดี และ รีวิวดี ให้อยู่ในลำดับการขายต้นๆ ....แน่นอน ถ้าสินค้าใครได้ลำดับต้นๆ ใน Amazon จะยิ่งขายดี เพราะ ลูกค้าหาได้ง่าย ...แล้วปกติลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกสินค้าหรือร้านที่รีวิวดีเป็นหลัก ...อันนี้ก็เข้าทางเขาละ 


วิธีการทำก็คือ ร้านออนไลน์ ก็ซื้อสินค้าของตัวเอง (อันนี้ไม่ได้ทำคนเดียวนะ แต่ทำเป็นทีม เป็นขบวนการ ซื้อไขว้ไปมา) จากนั้น ก็รีวิวดีๆ 


พอยอดขายดี รีวิวดี ก็จะได้จัดอันดับต้นๆ 


นี่คือ วิชามารที่สอง ...สร้างยอดขายปลอม และ สร้างรีวิว ปลอม เพื่อลำดับการขายที่ดีขึ้น 



3. ‘ติดสินบน เจ้าหน้าที่ Amazon ในจีนเลย’ ...อันนี้ตรงๆ เลย ก็ให้สินบน ให้เจ้าหน้าที่ Amazon ช่วยทำลำดับสินค้าให้ดี หรือ ช่วยเอารีวิวแย่ๆ ออกให้ อะไรต่างๆ นานา 


จะเห็นได้ว่า ในโลกออนไลน์ ที่ใครๆ คิดว่า สินค้าขายง่าย ...แต่ในความจริง ก็มีเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ที่เจ้าของร้านค้า หรือ สินค้า ต้องเตรียมตัวรับมือ


ที่เล่ามานี้ เขาไม่ได้ทำแบบบ้านๆ นะ ...ในแต่ละรูปแบบ เขามี ผู้เชี่ยวชาญ มีบริษัทที่ทำด้านนี้โดยตรง มีทีมงานจำนวนมากมาย ทั้งการสร้างยอดขายปลอม ทั้งการสร้างรีวิวปลอม 


ก็เอาข้อมูลนี้มาแชร์ให้ระวังตัว และ เตรียมตัวรับมือกันครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



https://www.facebook.com/8304333127/posts/10158401713003128/

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

ความมหัศจรรย์บนทางที่เราเดิน



‘ความมหัศจรรย์อยู่ระหว่างทางที่เราเดิน’ !!


หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าพูดที่ว่า ‘เป้าหมายไม่สำคัญ เท่าระหว่างทางที่เดิน’ ...แต่ก่อนผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้เลย


ก็เพราะ เราสนใจแต่เป้าหมาย ว่า ผมต้องรวย ..ผมต้องประสบความสำเร็จ ...จนมาวันนึงที่ผมเริ่ม วิ่ง !!


ผมมีเรื่องเล่า ที่เป็นตัวอย่างจริง ของ ความมหัศจรรย์อยู่ระหว่างทาง มาแชร์กัน


...ปีก่อน ผมเริ่มสุขภาพไม่ค่อยดี ..ผมเป็นคนผอมแต่ลงพุง ...นี่เป็นสาเหตุที่ทำไม ผมใส่สูทตลอดเวลา ..ใช่!! ปิดพุง ครับ (ใครผอมแต่มีพุง จะเข้าใจความรู้สึกผมเลย..555)


ผมเห็นเพื่อนหลายๆ คนที่อายุเท่ากัน เริ่มออกมาวิ่ง ...ผมก็ลองวิ่งบ้าง ปรากฎว่า 10 นาที ก็ไม่ไหวแล้ว จะตาย ...ยิ่งผมเป็นคนเหงื่อออกง่าย (เพราะตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กอ้วนมาก ก็เลย เหงื่อออกง่ายมาตลอด) ...ตกลงวิ่ง 10 นาที เหงื่อออกมหาศาลแล้วก็จะตาย ไม่ไหว ๆ


...แต่ผมก็ยังฝืนวิ่ง ค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย


เป้าหมายผมคือ ต้องวิ่งให้ได้ 10 กิโล อย่างต่อเนื่อง 


ผ่านมาปีกว่าๆ ...ผมเริ่มวิ่งได้ 10 กิโล ...จากนั้น ผมก็ตั้งเป้าเลยว่า ทุกครั้งที่วิ่ง ต้องวิ่ง 10 กิโล ...


ผลลัพธ์ที่ได้ คือ 


1. พุงลดลง ...น้ำหนักลดลง เดี๋ยวนี้กล้าใส่เสื้อยืดแบบคนอื่นบ้าง (ไม่ต้องใส่สูทตลอดเวลา..555)


2. สุขภาพดีขึ้น ...ภูมิแพ้ ทุกเช้า หายไป


3. ใส่เสื้อผ้าเก่าๆได้ ...โคตรรู้สึกดีเลย ถ้าเราหยิบกางเกงเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาแล้วยังใส่ได้ (อันนี้ใครไม่เคย จะไม่รู้สึกถึงความฟิน !!)


4. มีความสุขง่ายขึ้น ...จิตตกน้อยลง แค่วิ่งถึง 10 กิโล ทุกครั้งที่วิ่งก็ดีใจ มีความสุขแล้ว 


5. หลับง่ายขึ้น ...แต่เดิมหลับยาก แต่พอวิ่ง นี่หัวถึงหมอนก็หลับเลย ...แจ๋วมาก!!


6. เข้าใจคำพูดที่ว่า ‘ความมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ในระหว่างทางที่เดินต่างหาก’


...สิ่งที่ดีขึ้น ทั้งสุขภาพดี และ มีความสุขง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้ มันเกิดในระหว่างที่ผมวิ่ง ...แปลว่า ในช่วงที่เราโคตรเหนื่อย โคตรหนัก มันเป็นช่วงที่ตัวเรากำลังพัฒนา สร้างความก้าวหน้า และ สร้างความมหัศจรรย์นั่นเอง


มาย้อนดู เรื่องการลงทุน ...มันก็เหมือนกัน ...เวลาเราตั้งเป้าหมายแล้วไปถึง มันก็ดีนะ หายเหนื่อย เหมือน วิ่งถึง 10 กิโล ...แต่ความสุขจากผลลัพธ์ มันแป๊บเดียว ...พอถึงเป้าหมายแล้ว เราก็ต้องไปที่เป้าหมายต่อไป


เรื่องนี้ผมเอามาปรับใช้กับชีวิต ในทุกเรื่องเลยคือ


1. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ไม่ใช่เป้าหมายที่ทำไม่ได้ เช่น ถ้าผมตั้งว่าจะวิ่ง 3 กิโล มันง่ายไป หรือ จะตั้งว่าจะวิ่งมาราธอน มันอาจจะไกลไป ...การตั้งเป้าหมายต้องเริ่มจากมองตัวเราก่อน แล้วเอาเป้าที่ท้าทายที่สุด แต่เราต้องเอื้อมถึง


2. กำลัง Routine หรือ กิจกรรมที่เราต้องทำเป็นนิสัย ...เช่น ผมกำหนดวิ่งครั้งละ 10 กิโล ...ถ้าเป็นการลงทุน อาจจะกำหนดว่า จะออมในหุ้น เดือนละ 5,000 บาท ใส่ทุกเดือน ซื้อ ETF เช่น BMSCITH เป็นต้น


3. ทบทวนเป้าหมายเป็นระยะ แต่ไม่ถี่เกินไป ...ก็คือ ดูว่า สิ่งที่ทำ มันส่งผลต่ออะไรบ้าง ...อย่างการลงทุน แค่การซื้อทุกเดือน เหมือนจะง่ายนะ แต่มันจะมีบางเดือนที่ตลาดหุ้นตก แล้วทำให้เราใจเสีย การกล้าที่จะทำต่อไป ซื้อต่อไป มันเป็นการ พัฒนาตัวเองในเรื่องจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งตรงนี้สอนกันไม่ได้ ต้องผ่านเองด้วยเงินจริงจึงจะเข้าใจ


แค่นี้แหละ สั้นๆ ง่ายๆ แต่สำคัญที่การลงมือทำแล้ว คุณจะเข้าใจว่า 


‘ความมหัศจรรย์ ของโอกาสและการเปลี่ยนชีวิต มันแอบอยู่ระหว่างทางที่เราเดินไปสู่เป้าหมายนั่นแหละ’


เอาใจช่วย ..สู้กันต่อไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

ตลาดหุ้นปีนี้จะไปกี่จุด



‘ปีนี้ตลาดหุ้น จะไปกี่จุด ?’ ...นี่เป็นคำถามที่ผมเจอถามมาก จากลูกค้า และ จากสื่อต่างๆ 


จะบอกว่า คำตอบ ที่จะได้จากคำถามนี้ ..เอาจริงๆ นะ มันไม่ได้ทำให้คุณรวยขึ้น หรือ จนลง อ่ะ 


หลักๆ ที่คนอยากรู้ ว่า ‘ปีนี้ตลาดหุ้นจะดีไหม ?’ ..ก็เพราะ ‘คนเรามีความกลัว’ 


ยิ่งทุกวันนี้ สื่อ Social รอบๆ ตัว อ่านไปก็ ..โห !! อเมริกา เอาอีกแล้ว ..Trump บ้าอีกแล้ว ..จีน เริ่มสวนแล้ว ...โอว!! สงครามการค้า เริ่มแล้ว ...โห!! ค่าเงิน Emerging Market เริ่มอ่อนมาก ...จ๊ากก!! ราคาน้ำมันลงแรง เสริมความแย่ !!...ซวยแล้ว !!?!!


เอาจริงๆ นะ ทุกอย่างที่ เราเห็นจากข่าวรอบๆ ตัวน่ะ ผมว่า ตลาดหุ้น มันผ่านมาหมดแล้วนะ ...คือ ผ่านแย่กว่านั้นก็มี ...ผ่านมันไม่รู้กี่วิกฤตแล้ว ...ตลาดหุ้น มันก็ยังอยู่ได้ของมัน และ โตขึ้นเรื่อยๆ ...ดูตลาดหุ้นอเมริกา ผ่านมาเป็นร้อยๆ ปี ...ผ่านสงครามโลกมา แล้วไงล่ะ ? ...ขึ้นเป็นร้อยเด้ง เป็นพันเด้ง !!


ที่เห็นๆ นะ จะผ่านกี่วิกฤต ผ่านกี่สงคราม ..สุดท้าย หุ้นมันก็ขึ้นเรื่อยๆ ...ที่หายไปคือ บริษัทที่มันไม่แข็งแรง ...ไอ้บริษัทที่แข็งแกร่งก็ผ่านแล้วขึ้นเป็นร้อยๆ เด้ง 


ไอ้ที่ลงทุนง่ายสุดนะ ก็คือ ซื้อ Index ไปเลย อย่างอเมริกานี่ซื้อ S&P ...เอางี้ คนที่แนะนำเรื่องนี้ คือ Warren Buffett ปู่แกผ่านมาทุกวิกฤต จนแกรู้ว่า บริษัทมาแล้วไป ถ้าดี มีฝีมือ เลือกถูกก็รวย เลือกผิดก็เจ๊ง ...แต่ไอ้ที่ไม่เจ๊ง ลงยังไง เดี๋ยวก็ขึ้น ทำ จุดสูงสุดไปเรื่อยๆ ก็คือ ดัชนี (index) 


ปู่แกเลย แนะนำ มนุษย์เงินเดือนทุกคน ว่า ถ้าอยากมีชีวิตมั่นคง ยิ่งแก่ยิ่งรวย ให้ลงทุนในดัชนี ...ซื้อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขาย ...ปล่อยให้มันโตไปเรื่อยๆ ...แบบนี้แหละ ยิ่งแก่ ยิ่งสบาย


กลับมาตลาดหุ้นไทย ผมก็มานั่งศึกษา ว่า ‘แล้วดัชนีหุ้นไทย มันจะเป็นแบบอเมริกา เหมือนที่ปู่ Buffett พูดไว้หรือเปล่า?’ ....เหมือนกันครับ !! 


ผมเห็นเลยว่า หุ้น มันก็เหมือนที่ดิน ...ยังไงก็ขึ้น ...ยิ่งถ้าเลือกทำเลถูกต้อง ยิ่งขึ้นเป็น สิบเท่า ร้อยเท่า ...ประเด็นอยู่ที่เราเงินเย็น แล้วทนรวยได้หรือเปล่า


แต่ถ้าไม่อยากเลือกทำเล ก็ซื้อ ดัชนี ...ง่ายกว่าที่ดินอีก เพราะ ที่ดินต้องเลือกทำเล แถมเริ่มด้วยเงินเยอะ 


แต่หุ้นนี่ ซื้อดัชนีได้เลย เริ่มหลักพัน ก็ทยอยออมได้ แถมผลตอบแทนระยะยาว สูงกว่าที่ดินเสียอีก ...ที่เด็ดสุดของหุ้น ที่คนไม่ค่อยได้สัมผัส คือ Passive Income ...ก็เงินปันผล ที่โตขึ้นทุกปี ...นี่แหละ ที่เขาบอกว่า จะรวยจากหุ้น ไม่ใช่ต้องเก่ง แต่แค่ต้องทนถือ ทนรวยได้หรือเปล่า


คำว่า ‘ทนรวย’ มันมีช่วงหุ้นลงด้วยนะ บางครั้งมันอาจจะลง 50% ในบางช่วง บางจังหวะ แต่สุดท้าย มันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ดินนั่นแหละ 


ถ้าถามว่า ปีนี้หุ้นจะเป็นยังไง ? ...ตอบง่ายมาก


ให้คุณแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนนึงลองเล่นสั้น อีกก้อนคัดหุ้นถือยาว หรือ ซื้อดัชนีเลย อย่างเช่น BMSCITH...แล้วก็เทียบดู ว่าคุณถนัดแบบไหน ก็เพิ่มเงินลงทุนในแบบนั้น


โอกาสเหรอ ? ....มีทุกปีแหละ ..ทุกวิกฤต มีหุ้นดีราคาถูกทุกครั้ง ...เราแค่ทยอยเก็บ แล้วทนถือ แค่นี้ก็รวยแล้วครับ 


ผมเล่าแบบนี้ ฟังดูง่าย แต่ต้องลองทำจริงๆ กันดู ...ทุกคนต้องผ่านประสบการณ์เอง ...การลงทุนมันก็เป็น ทักษะ อย่างนึง ที่อาศัยการฝึกฝน แล้วจะเข้าใจเอง


ข้อดีเหรอ ? ...ทักษะนี้ ใครมี มันรวย ....ยิ่งแก่ ยิ่งรวย มีเวลาเป็นเพื่อน ...มีทุกวิกฤตเป็นโอกาส 


สุดๆ ไหมล่ะ 


หุ้นปีนี้ มีของดี ...แต่ที่สำคัญคือ เราพร้อมรวยหรือไม่ อยู่ที่ทักษะ การลงทุนที่ เราแต่ละคนต้องฝึกฝน และ Master ให้ได้ 


โชคดียังน้อยไป ...มันต้องบอกว่า การันตี ความร่ำรวย เข้าใจตัวเอง และ การเข้าใจโลก คือ รางวัล ของนักลงทุน ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562

ทักษะอะไร สร้างความร่ำรวยในโลกยุคใหม่



‘ทักษะอะไร ที่ทำให้เราหาเงินเก่ง ในโลกยุคนี้’


ยุคนี้ ? ...ยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงมหาศาล ..งานเก่าๆ ถูกทดแทน 


ความได้เปรียบในอดีต จากใบปริญญา เปลี่ยนเป็น โลกที่ให้ค่าตอบแทนตาม ‘ทักษะ และ ประสบการณ์ตรง’ 


ถ้าพูดกว้างๆ ทักษะ ที่จะหาเงินเก่ง ตัองมี 3 คุณลักษณะ คือ


1. ‘ทักษะที่ทดแทนยาก’ ...ยกตัวอย่าง ทักษะการทำความสะอาด ..มีคนทำแทนได้เยอะมาก ...ถ้าเทียบกับทักษะการผ่าตัด ...มีคนทำแทนได้น้อย ...ค่าตอบแทนจึงสูงกว่าเป็นเรื่องปกติ


2. ‘ทักษะที่เพิ่มคุณค่าทางจิตใจ’ ...ของราคาถูก กับ ของหรูหรา อาจไม่ได้ต่างกันที่คุณภาพมากนัก ...นาฬิกา Rolex ไม่ได้เดินตรงไปกว่า นาฬิกาใส่ถ่านเรือนละร้อยบาท ...แต่เรื่องราว การเล่าเรื่อง การใส่ใจในรายละเอียด ตรงนี้ต่างหากที่ต่างกัน 


ศิลปิน ไม่ได้ถูกตัดสินที่ฝีมือในการวาดรูปสวย เพราะ ขึ้นชื่อว่า ศิลปิน ก็ต้องวาดรูปสวยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วทุกคน ...แต่การที่งานศิลปะ ของ ศิลปินบางคนมีราคาสูง ก็เกิดจากความสามารถในการเล่าเรื่อง อธิบายความโดดเด่น ...พูดง่ายๆ ก็คือ มี ทักษะ ในการเพิ่มคุณค่าทางจิตใจนั่นเอง


3. ‘ทักษะในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันดีขึ้น’ ....ทักษะในอดีต คือ ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ...ช่างไม้ ก็เก่งเรื่องไม้ ...ช่างถ่ายภาพ ก็เก่งเรื่องถ่ายถาพ ...แต่ปัจจุบันการที่จะสร้างความแตกต่างในผลงาน ต้องสร้างอะไรที่แตกต่างและโดดเด่น ....การเชื่อมโยง ทักษะที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ให้เกิดสิ่งใหม่ที่แปลกใหม่ โดดเด่น จึงเป็นทักษะที่มีราคา


เช่น การนำทักษะการทำอาหาร มาร่วมกับ ทักษะของ วิทยาศาสตร์ ก็เกิดเป็น อาหารฟิวชั่น ที่แตกต่าง และ ราคาสูง ...หรือ อาหาร บวกกับ ศิลปะ กลายเป็น อาหาร มิชเชอลิน นั่นเอง


ส่วนอีกทักษะ ที่ควรฝึกฝน ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะทำอาชีพไหน ก็ควรมีไว้ติดตัว ก็คือ 


‘ศิลปะป้องกันตัว’ ...ฮึม!! ไม่ใช่ครับ ...เราผ่านการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดแบบนั้นมานานแล้ว 


ยุคนี้ เราสู้ เพื่อ เงิน ดังนั้น ทักษะที่สำหรับที่สุดในโลกยุคใหม่ ก็คือ ‘ทักษะการหาลูกค้า’


ใช่!! จะเป็นอะไร ทำอะไร จริงๆ ไม่สำคัญเท่ากับว่า เราหาลูกค้าเป็นเปล่า 


ทักษะการหาลูกค้า ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้


1. ‘การเขียน’ ...เขียนให้เข้าใจง่าย


2. ‘การพูด’ ...พูดภาษาคน (อันนี้ต้องฝึกนะ เพราะ ยิ่งเรียนสูง เรายิ่งพูดไม่เป็นภาษาคน ...เรื่องนี้ไม่มีพรสวรรค์ ใช้การฝึกฝนอย่างเดียว)


3. ‘การเล่าเรื่อง’ ...แค่เขียนกับพูดเป็นยังไม่พอ ต้องเล่าเรื่องเป็น ....คนที่พูดบนเวทีแล้วคนอยากฟัง คือ คนที่พูดเหมือนเล่าเรื่อง ...คนที่ฝึกเล่าเรื่องบนเวที เป็นการฝึกทักษะ ที่จะพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำ ...อันนี้ก็ขึ้นกับการฝึกฝนเช่นกัน


4. ‘การแชร์’ ..ในโลกยุค Social ผู้ที่จะได้รับเวที ได้รับโอกาส คือ คนที่หมั่นแชร์สิ่งดีๆ ความรู้ดีๆ แรงบันดาลใจดีๆ ...อาสาสมัครสร้างประโยชน์ ให้คนรอบข้าง ทุกครั้งที่มีโอกาส 


5. ‘การเชื่อและทำในสิ่งที่ถูกต้อง’ ...สิ่งผิดก็หาเงินได้นะ แต่ยิ่งทำเราก็ยิ่งไม่สบายใจ ...ดังนั้น สิ่งที่ดี คือ ทำในสิ่งดี ทำสิ่งนี้ เราจะยิ่งชอบตัวเอง ...มันจะค่อยๆ เพิ่มความมั่นใจ และ สร้างจุดยืนที่ชัดเจนของเราในที่สุด 


ก็ลองไปปรับใช้ ในการพัฒนา ทักษะ สร้างความร่ำรวยกันนะครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมปลาที่ญี่ปุ่น จึงมีราคาแพง




‘ทำไมปลาที่ญี่ปุ่น จึงมีราคาแพง ?’

ตอบสั้นๆ เลย เพราะ คนทั่วโลก ยอมจ่ายค่า ซูชิ ในราคาแพงกว่าที่คนญี่ปุ่นซื้อปลามา นั่นเอง

ปีนี้เจ้าพ่อวงการซูซิของญี่ปุ่น ‘คิโยชิ คิมูระ’ เจ้าของเชนร้านซูชิดัง ได้ประมูลซื้อปลาทูน่า ในราคาที่สูงที่สุดในโลก คือ ตัวละกว่า 100 ล้านบาท

แต่จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ...เพราะ เขาสามารถหาเงินได้มากกว่า ราคาที่เขาประมูลไปนั่นเอง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าปลาตัวละ 100 ล้านบาท พอตัดแบ่งเป็นซูซิ มันจะคุ้มได้อย่างไร ...คงต้องขายแพงสุดๆ ใช่หรือไม่ ?

1. ปลาตัวนี้ที่ประมูล เอาไปตัดขายยังไง ก็น่าจะขาดทุน ....แต่เขาได้กำไร จากชื่อเสียง คือ แปลว่า ร้านซูชิ ของเขามีปลาที่ดีที่สุด ...เพราะ เขากล้าลงทุน ไม่เกี่ยงราคา ...ภาพลักษณ์ ที่ได้ มันแพงกว่า ราคาปลาที่ประมูลแน่นอน

2. สื่อยุคนี้แพง แต่ Social นั้นฟรี (ถ้าใช้มันเป็น) ...การจะเป็นที่รู้จักใน Social เราต้องเป็นที่สุดเท่านั้น ...แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง สุด ตลก เยี่ยม ...จึงจะถูกแชร์ ...การเล่นกับ Social ต้องเป็นที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ ‘แพงสุด เท่ากับ ดีที่สุด’

ยุคนี้ไม่มีที่ยืนให้คนธรรมดาอีกต่อไป

ถ้าเราตัวเล็ก เราต้องแตกต่าง

ถ้าเราไม่เก่ง เราต้องชัดเจน

แค่ชัดเจนไม่พอ ต้อง Focus ไปให้ชัดสุดๆ จึงจะโดดเด่น และเป็นผู้ชนะ

คนญี่ปุ่น เข้าใจศาสตร์ตรงนี้ดี ...ทำให้คนญี่ปุ่น สามารถขายอะไร ก็แพงได้ 

...ความใส่ใจ มีราคาแพง

...ความแพง มันเหนือกว่า แค่คุณภาพ แต่มันคือ ‘ความพิถีพิถัน ..ความตั้งใจ ...และ คนซื้อของแพง ใส่ใจขบวนการทำ  ใส่ใจเรื่องราว มากกว่า ตัวสินค้าเสียอีก’

‘ยิ่งเล่าเรื่องเก่ง ก็ยิ่งแพง’ ...วันนี้เราพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องไปถึงขั้นไหนกันแล้วล่ะ ?

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ต้องมีเงินเท่าไหร่ จึงจะมีปัญญาซื้อบ้านที่ออสเตรเลียได้




‘ต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะมีปัญญาซื้อบ้านที่ออสเตรเลียได้ ?’


หนึ่งในฝันของคน ออสซี่ ก็คือ ‘การซื้อบ้านเป็นของตัวเอง’ ....แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 


ช่วงนี้เห็นค่าเงิน ออสซี่ ตกอย่างต่อเนื่อง ...ล่าสุดลงไปที่ 22 บาท ต่อหนึ่ง ออสเตรเลี่ยนดอลลาร์ (ราคาอ่อนลงมาจากช่วงที่ ค่าเงินออสเตรเลียแข็งๆ ก็ลงมาเกือบๆ 30%)


ค่าเงินเขาถูก ..คำถามคือ ซื้ออะไรในออสเตรเลียดี ?


- ถ้าจะซื้อให้คุ้มค่า ต้องซื้อสินทรัพย์ ...แล้วเราซื้อสินทรัพย์อะไรเขาได้บ้าง ?


...เริ่มจากไม่กี่ร้อย ขึ้นไปก็ ออสเตรเลี่ยนไวน์ ...รสชาติดี ราคาสาเหตุ สมผล


...ถ้าสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ ต้อง บ้าน เลย (บ้านสักหลังในออสเตรเลีย)


- อย่างนึงที่น่าสนใจของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลีย ที่ต่างจากเมืองไทย มากเลย ก็คือ 


1. การมี Realestate Agents อยู่ทั่วประเทศ ถ้านับรวมน่าจะ มีมากกว่าร้านสะดวกซื้อ เพราะ ถ้าคุณไปเมืองไหน จะต้องเจอนายหน้าขายบ้าน ทุกๆ มุมถนน 


แต่ข้อดี คือ การซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ที่นั่นสะดวก เพราะ มีคนกลาง ที่อำนวยความสะดวกทุกเรื่อง


..ราคาค่อนข้างเปิดเผย ...ไม่ค่อยโดนโก่งราคา เพราะ คนซื้อมีตัวเลือกเยอะ ...ต่างจากบ้านเรา บ้านข้างๆ กัน ราคา ขึ้นกับฝีมือ ..555


...การปล่อยเช่า สะดวกมาก เพราะ Agents เหล่านั้นแหละ เขารับบริหาร ดูแล อสังหาริมทรัพย์ ปล่อยเช่า เก็บเงิน ทำความสะอาด ดูแลทุกอย่าง ...พูดง่ายๆ ว่า การมี อสังหาริมทรัพย์ที่นั่น มันคือ Passive Income จริงๆ ไม่เหมือนบ้านเรา ...ของเราไม่มีการคุ้มครองเจ้าของ ถ้าปล่อยเช่าไปเจอคนหัวหมอ คุณซวยแล้ว 


...นี่เล่าให้ฟัง ในฐานะคนเคยอยู่ครับ 


ที่นั่น ผมเคยคิดว่า ชีวิตจะดีแต่ไหน ถ้ามีบ้านเยอะๆ แล้วปล่อยเช่า ไม่ต้องทำอะไรเลย


พอกลับมาเมืองไทย ...มันคนละเรื่อง ...ภาระและความหนักทุกอย่าง อยู่ที่เจ้าของ แถมการปล่อยเช่า นี่ก็ไม่ง่าย เพราะ คนไทย ไม่ได้เปลี่ยนงาน เปลี่ยนเมือง ย้ายบ้านบ่อยๆ เหมือนฝรั่ง 


กลับมาดู เรื่อง ‘ราคา’ เอาว่า ถ้าอยากมีบ้านสักหลังใน Sydney ตอนนี้ราคากลางๆ ก็ตกประมาณ 18 ล้านบาท 


...ถ้าจะมีบ้าน 18 ล้านบาท ต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ ?


...ถ้าจะกู้ธนาคารแล้วผ่อน นี่ก็ตกแสนกว่าๆ ...เงินเดือนควรจะได้อย่างน้อย 300,000 บาท


อันนั้น บ้านเขานะ ...ค่าครองชีพเขาสูงกว่าเรา ค่าจ้างขั้นต่ำเขาก็แพงกว่าเราเยอะ


นั่งคิดเล่นๆ ว่า ต่อไป ราคาบ้าน ในบ้านเราจะเป็นเท่าไหร่ในอนาคต ?


แต่ถ้าวันนี้ ค่าเงินเราแข็ง แบบนี้ ฝรั่งมาซื้อเราก็จะดูค่อนข้างแพง ...ยกเว้นคนอเมริกา ที่วันนี้เงินเขาค่อนข้างจะแข็ง ...คนอังกฤษไม่ต้องพูดถึง เงินเขาอ่อน ลงไปเยอะ ตอนนี้ไปไหนก็แพง 


งั้น ขายบ้านอเมริกา ...มาซื้อบ้าน ออสเตรเลีย ปล่อยเช่า ...แล้วเอาค่าเช่า มาอยู่เมืองไทย เพราะ ค่าครองชีพสบายสุด !! ...ก็ว่ากันไป !!


เอาว่า ยกประเด็นนี้มา เป็นกรณีศึกษา เล่นๆ ครับ ...มองไปเผื่อเห็น โอกาส หรืออะไรดีๆ ก็เอามาแชร์ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือมันยังไงกัน



‘ทำไมต้อง ทำสมาธิ ?’ ...หัวข้อไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในโลกยุคใหม่ ที่อะไรๆ ก็คือ ‘เสียเวลา!!’


แต่ทุกวันนี้ ความคิดผมเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง ...อยู่ดีๆ ก็ ‘เฮ้ย!! ชักเริ่มสนใจ’


หลายปีก่อน ผมเป็นคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย แล้วก็มองคนที่ออกกำลังกายว่า จะเหนื่อยกันไปทำไม 


แต่วันดี คืนดี ผมก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ...ขึ้นมาวิ่ง ...แล้ววิ่งเยอะด้วย ...โคตรทรมานจริงๆ เพราะมั่นเหนื่อย ...แต่สุดท้ายมันดี ...จนวันนี้ทุกสัปดาห์ ต้องวิ่งอย่างน้อย 30 กิโล ...ก็คือ หาเวลาว่าง อาทิตย์ละประมาณ 3 วัน แล้ววิ่งวันละ 10 กิโล ...แค่นี้ก็ได้ละ 30 กิโล ต่อสัปดาห์ ...รวมเป็นประมาณ 1,500 กิโล ต่อปี


เฮ้ย!! ชีวิตเปลี่ยน ....แต่ก่อนกินอะไร ก็อ้วน ...เดี๋ยวนี้กินยังไงก็ไม่อ้วน ...จากที่ผมเคยเป็นภูมิแพ้ ...แทบจะหายเลย 


เล่าเรื่องวิ่ง แล้วมันเกี่ยวกับ สมาธิ อย่างไร ?


ผมเชื่อเรื่อง ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ 


แต่มือสมัครเล่น ที่นั่งนิ่งๆ ไม่เป็นอย่างผม ถ้าให้เริ่มที่ทำสมาธิเลย ไม่ทีทางทำได้


ก็เลยเริ่มจาก ‘กาย’ ก่อน 


เหมือนที่เขาบอกว่า ถ้าโกรธให้เรายิ้ม ...แล้วเราจะเริ่มมีสติมากขึ้น ช่วยลดความโกรธลง 


ดังนั้น การวิ่ง ที่ให้คนสมาธิสั้นๆ อย่างผม ให้สามารถใจจดใจจ่อ คือ มีสติ ได้ในเบื้องต้น ...ขั้นต่อไป ผมจะลองหาโอกาสในการเริ่มฝึกสมาธิดูบ้าง 


เมื่อความทรมาน จากการวิ่ง ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง และ จิตใจดีขึ้น (มีความสุขง่ายขึ้น ..แต่ก่อนสุขยาก ต้องเสียเงิน ถึงจะมีความสุข ..แต่เดี๋ยวนี้ แค่หยุดวิ่งก็มีความสุขแล้ว ...Lifestyle ประหยัด แถมสุขภาพดี)


...ถ้าฝึกสมาธิ วันละนิด เหมือนวิ่ง น่าจะยกระดับ ‘สติ แล้ว จิตใจให้ดีขึ้นไปอีก’


โลกยุคนี้ อยู่ยากขึ้นทุกวัน ทุกอย่างเร็วไปหมด ทุกอย่างเยอะ เกินไปหมด 


การมีสติ การหยุด การรู้จักเลือก และ การเข้าใจอารมณ์และจิตใจของตัวเอง น่าจะเป็นคำตอบ ของชีวิตที่มีความสุข


ประโยชน์ของการทำสมาธิ ก็คือ การมีสติ ...การมีสติ ก็คือ การเข้าใจอารมณ์และจิตใจของตัวเอง ...การฝึกสมาธิ แบบง่ายที่สุด เริ่มจากการ Focus ไปที่ พลังบวกที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ...คนที่ไม่เคยฝึกสมาธิจะใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ ก็คือ ใส่ใจแต่เรื่องลบๆ เพราะ สมองเราถูกสร้างมาให้จดจำแต่เรื่องร้ายๆ ..ยิ่งโลกหมุนไว สมองกลับยิ่งทำร้ายเรา


การทำสมาธิ จึงเป็นการฝึกพลังบวก และ ยกระดับความมีสติ และ การเข้าใจตัวเองที่มากขึ้น ....ใช่!! เมื่อเราเข้าใจด้านใน เราก็จะมีด้านนอกที่แข็งแรง และ พร้อมต่อการขับเคลื่อนของชีวิตในโลกปัจจุบัน


ไป!! ...ออกไปวิ่ง ....ออกไปทำสมาธิ ....น่าจะดี


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

‘เวลา มันแพง’ ...เราจึงต้องฉลาดใช้มัน



‘เวลาเป็นสิ่งที่มีราคาแสนแพง’ ...เป็นคำพูดที่ ควรนำมาศึกษาอย่างยิ่ง


ใครๆ ก็รู้ว่า ‘เวลา’ มีค่าต่อมนุษย์มากที่สุด เพราะ ทุกคนมีมันอย่างจำกัด ไม่สนว่า คุณจะยากดีมีจน ..ทุกคนก็ล้วนแต่มีเวลาจำกัด


แต่สิ่งที่มากกว่า ‘มีค่า’ เวลายังไม่ราคาแสนแพง 


แพง ยังไง ?


อันนี้ต้องบอกว่า ‘เวลา คือ สิ่งที่เป็นเพื่อนของนักลงทุนระยะยาว’


ลองคิดดูครับ ถ้าเราซื้อที่ดินในอดีต อาจจะไร่ละ 1 แสน ...พอเวลาผ่านไป เราต้องซื้อไร่ละ 1 ล้าน ...พอเวลาผ่านไป ต้องซื้อไร่ละ 3 ล้าน แพงขึ้นเรื่อยๆ


ในอดีต กินข้าวมื้อละ 40 บาท วันนี้ 80 บาท พรุ่งนี้ 150 บาท


สร้างบ้านในอดีต เงิน 1 ล้าน สร้างบ้านหรูได้เลย ...วันนี้ 1 ล้าน ได้แต่ตกแต่งบ้านเล็กๆ 


ใช่!! โจทย์สำคัญของทุกคนเกี่ยวกับเรื่อง เวลา ก็คือ ...เราต้องทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง เพราะ การลำดับสิ่งที่ทำ มันมีผลต่อเวลาอย่างมาก


เอาเรื่องที่สำคัญ ต่อทุกคนมากมาคุยก่อน ...เรื่องบ้าน !!


ทุกคนอยากมีบ้าน ‘Teenager Dream’ จะได้แยกไปอยู่อิสระ ของคนรุ่นใหม่เขาละ ...ทุกวันนี้เราไปตามเทรนด์ของต่างประเทศ คือ ครอบครัวเล็กลงเรื่อยๆ ...ไม่ได้ครอบครัวใหญ่แบบในอดีต 


ข้อดี คือ ต่างคนต่างอยู่ อิสระครับ สบาย !!


ข้อเสีย คือ 


1. ‘จนลง’ ...เดิมทีครอบครัวใหญ่ อยู่รวมกันบนที่ผืนใหญ่ ..และที่เรารู้ว่า ที่ดินแปลงใหญ่ ราคามันขึ้นมากกว่าที่ดินแปลงเล็ก ...คนสมัยก่อนพอแบ่งมรดก อย่างน้อยที่ดิน ก็มีมูลค่าเป็นกอบเป็นกำ ...ต่างกันคนรุ่นใหม่ อยู่คอนโด ..ลองนึกภาพ คอนโดนี้ในอีก 50 ปี แบ่งมรดก ตึกอาจจะโทรมจนไร้มูลค่า ...ไม่เหมือนที่ดินผืนใหญ่ของอากง ที่แบ่งให้ลูกๆ รวยกันเลยทีเดียว 


2. ‘การช่วยเหลือกัน’ ...ในอดีต แต่ละครอบครัว จะช่วยกัน ทำให้ต้นทุนลด แล้วรวมเงินเข้ากงสี ซึ่งประหยัดมาก เรียกได้ว่า แต่ละกงสี เงินเข้าง่าย แต่เงินออกยาก ...ต่างกับปัจจุบัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างสร้างหนี้ ...จ่ายมากกว่าที่หา เพราะ เชื่อว่า ใครๆ ก็ทำกัน ...ก็จริง ใครๆ ก็เป็นหนี้ ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง ...แต่ยิ่งเวลาผ่านไป หนี้ยิ่งเพิ่ม ความจนก็ยิ่งทวีคูณนะ


ตอนสมัยกงสี ...อากง จะไม่ชอบสร้างหนี้ ..ถ้าจะซื้อของใหญ่ ก็มาเอาจากกงสี ...ทำให้คนรุ่นนั้นไม่ค่อยมีหนี้ มีแต่สินทรัพย์ ...เพราะ อากง ต้องดูก่อนว่า ที่ลื้อจะซื้อมันฉลาดไหม ....ลองมาขออากง ซื้อ ของเล่นราคาแพง คงโดนด่า ...ยุคนั้น มันถูกบังคับให้แต่ละครอบครัวต้องสะสมสินทรัพย์


ยุคนี้เราเลือกเองครับ ...เราสะสม ขยะ ราคาแพง ตอนซื้อ ...เก็บไว้ ขายใครก็ไม่ได้ ...ปลอบตัวเองว่า คุณค่าทางใจ + รางวัลชีวิต ...ฮึม!! ใช่เหรอ ?


แต่เราย้อนกลับไม่ได้ เราเลยต้องมาดูว่า ‘ต้องซื้ออะไรก่อนหลัง เพื่อให้ดีที่สุด ในเวลาชีวิตที่เรามีจำกัด’


1. ‘ซื้อสินทรัพย์ ก่อนซื้อขยะ’ ...ของเล่น ของสะสม เลือกที่ซื้อมาเก็บไว้แล้วมีแต่ราคาขึ้น ขายได้ถ้าต้องการเงิน เอามาก่อน ...ตามลำดับ


2. ‘มีพอร์ตออมหุ้น ก่อนเทรดเก็งกำไรหุ้น’ ..ก่อนจะซื้อขายหุ้นเล่น ให้ฝึกออมหุ้นก่อน ...คือ ซื้อหุ้นแล้วถือตลอดไปไม่ขาย ...ตรงนี้ฝึกทั้งใจ รวมทั้งฝึกความเข้าใจ ว่า หุ้นดี เหมือนที่ดิน เก็บไว้ระยะยาวมีแต่ขึ้น แถมด้วยปันผล (ซึ่งดีกว่า ที่ดินในจุดนี้)


3. ‘ซื้อบ้าน ก่อนซื้อรถ’ ...แต่บ้าน ถ้าเลือกได้ ควรเป็นบ้านที่มีที่ดิน เพราะในระยะยาว สิ่งที่ราคาขึ้น ไม่ใช่ตัวบ้าน แต่คือ ที่ดิน ต่างหาก ....แล้วแยกให้ออก ระหว่าง จ่ายเงินแพงๆ ไปกับ ตัวบ้าน ซึ่งราคาไม่ขึ้น หรือ จ่ายไปกับที่ดิน ....ตรงนี้มีสตินะครับ !!


4. ‘ซื้อรถ ถ้าจำเป็น’ ...ก็ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าซื้อ เพราะ มันมีค่าใช้จ่ายสูง ....คนยุคใหม่ เขาไม่ได้วัดคุณค่าคนด้วยรถที่ขับแล้ว 


ก็ลอง ทบทวน ลำดับ การใช้จ่ายในชีวิตดี เพราะ มันช่วยเปลี่ยนชีวิตได้ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

หนังสือในยุคนี้ ยังมีความจำเป็นต่อเด็กๆ



‘บ้านที่ไม่มีหนังสือ ก็เหมือนบ้านที่ไม่มีหน้าต่าง!!’ ...คำพูดนี้ ยังจริงเสมอ แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่คนไม่ค่อยอ่านหนังสือกันแล้ว 


หลายคนอาจจะเถียงว่า ก็เรามี มือถือ กับ อินเตอร์เน็ต แล้วไง ...มันก็มาแทนหนังสือเรียบร้อย


แต่ถ้าเราคิดดีๆ จะพบว่า ‘เด็กส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้ อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้นะ ...แต่หลักๆ จะใช้เพื่อความสนุกและความบันเทิง หรือ ใช้มือถือส่วนใหญ่เพื่อ social คือ ติดตามความเคลื่อนไหวของดารา ..ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ถ้ามองให้ดี คือ สิ่งที่ทำให้เราเสียเงินเป็นส่วนใหญ่’


ยังไง ?


ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมือถือ ซึ่งถ้าเราแบ่งคนใช้ จะได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 


1. คนที่ใช้มือถือเพื่อเสียเงิน ...พวกนี้คือ ใช้มือถือเพื่อดูการเคลื่อนไหวของดารา ดูการเคลื่อนไหวของเพื่อน ดูแฟชั่น สนุกสนาน ...ซึ่งทุกครั้งที่ดูเราก็จะเห็น คนเหล่านี้ใช้ชีวิตที่หรูหรา ไฮโซ กิน เที่ยว ดื่ม ซ๊อปปิ้ง ...ยิ่งดูเราก็ อยากมี อยากได้ อยากใช้เงิน ...สรุป ยิ่งใช้มือถือ ก็ยิ่งเสียเงิน เพราะ ดูแต่สิ่งที่ยั่วยวนให้เรา ใช้เงินจ่ายเงิน 


- (เพิ่มความอยาก แต่ไม่เพิ่มความรู้)


2. คนใช้มือถือเพื่อได้เงิน ...พวกนี้คือ คนที่ใช้มือถือทำเงิน หาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หาความรู้ ซึ่งบอกเลยว่า คนที่ใช้มือถือเพื่อหาเงินมันมีจำนวนน้อยกว่า คนที่ใช้เพื่อเสียเงิน ...ไม่แปลก !! 


- (เพิ่มความรู้ และ แรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง)


ยิ่งถ้าเป็นเด็กแล้ว ยิ่งยาก ที่จะให้เขาเป็นกลุ่มคนที่ 2 เพราะ เขาไม่รู้ว่า จะหาเงิน จะหาประโยชน์จากมือถือ มันทำได้อย่างไร ...


ต่างกับหนังสือ ...ที่คนเขียน มักมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้ หรือ ให้เทคนิคอะไรบางอย่าง ...ดังนั้น คนที่อ่านหนังสือ จึงมีประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะกับเด็ก


ดังนั้น บ้านไหนที่มีหนังสือในบ้าน ลูกๆ มักเป็นเด็กที่ฉลาดกว่า ...เพราะ อย่างน้อยหนังสือ ที่อยู่ในบ้าน ก็มักเป็นหนังสือ ที่พ่อแม่เลือกมาแล้วว่าดี มีประโยชน์ 


แม้เด็กจะไม่ได้อ่าน แต่อย่างน้อยเขาก็จะเห็นว่า อะไรที่พ่อแม่ของเขาสนใจ เป็นแนวทางให้เขาได้


อย่างตัวผมเองตอนเด็กๆ ...ที่บ้านจะมีห้องสมุด แล้วเต็มไปด้วยหนังสือ และ นิตยสารอย่างเช่น National Geographic ...มันเป็นนิตยสารสารคดีที่พ่อผมรับอยู่ตลอด ...อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กคนนึงซึมซาบ ความอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจโลกในมุมที่มีประโยชน์


ก็ไม่ได้ว่า เล่นมือถือไม่ดีนะ ...เพราะ ถ้าใช้เป็นมันก็เข้าถึงความรู้ที่ดี ที่มีอยู่มหาศาลทั่วโลก แต่หลักๆ มันขึ้นอยู่กับว่า เราใช้เป็นหรือเปล่า ...ใช้มันเพื่อเพิ่มความรู้ และ เพิ่มโอกาสในชีวิต หรือไม่ 


ใครมีลูกก็ลอง หาหนังสือดีๆ มาวางไว้ในชั้นหนังสือที่บ้านบ้าง ก็น่าจะดีต่อเด็กๆ เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้า และ เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกๆ ครับ


‘ผมอยากเก่งเหมือนพ่อ’ ....นี่ไง หนังสือที่พ่ออ่านและเก็บสะสม !!!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ