แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

ผมไม่มีออฟฟิศ ไม่ได้แปลว่า ผมไม่มีงานทำ


‘ถ้าไม่เข้าออฟฟิศ แปลว่าคุณไม่ได้ทำงาน !!’

สมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เจอผู้ใหญ่พูดแบบนี้กับผม ...ทำผมอึ้ง กลับไปนอนคิดว่า ‘ก็จริงนะ ในยุคเขาน่ะ มันไม่มี Internet ถ้าจะทำงานก็ต้องมาที่ออฟฟิศซิจบไหม’ ...แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว 

1. ‘ถ้าเข้าออฟฟิศ แล้วคุณไม่มีผลงาน มันก็แปลว่า จริงๆ คุณไม่ได้มีผลงานไง’ ...การมานั่งออฟฟิศ ยุคนี้คือต้นทุน ...ค่าเช่า ค่าไฟ สารพัด ...ถ้ามาแล้วไม่ได้งานกลับบ้านประหยัดกว่า

2. ‘คนที่ไม่มีออฟฟิศ ตามงานง่ายกว่า’ ...ถ้าไม่มีออฟฟิศแปลว่า คุณต้องพร้อมให้ตามตัวตลอดเวลา ...ดังนั้น ในช่วงเวลาพักผ่อน ในร้านกาแฟ และ ในวันหยุด ก็คือ เวลาทำงาน

สักพักหัวหน้าก็ Line มา ‘เฮ้ย!! งานที่สั่งเสร็จยัง ส่ง Line มาเลยนะ กูรออยู่’

3. ‘คนที่มีความรับผิดชอบ อยู่ที่ไหนเขาก็มีความรับผิดชอบ’ ...ส่วนคนไม่รับผิดชอบ ถึงมันนั่งอยู่หน้าเรา มันก็ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนเดิม

4. ‘การประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด คือ การประชุมอยู่ทุกวันนี่แหละ’ ....ส่วนการประชุมที่สร้างรายได้มหาศาลและจุดเปลี่ยนให้บริษัทส่วนใหญ่อยู่นอกเวลางาน ...แล้ว ถ้ามึนนิดๆ ความคิดมันโลดแล่นเลย

5. ‘ขี้เกียจ หรือขยัน ไม่สำคัญเท่า ผลงานที่ออกมา’ ...เรื่องของการขี้เกียจหรือขยัน มันคือ การแสดง ...เฮ้ย!! หัวหน้ามาแล้ว เก็บมือถือเร็ว ...แต่เรื่องผลงานมันคือ ของจริง ไม่ใช่การแสดง

6. ‘ทำให้ลูกค้ารัก ดีกว่าทำให้นายรัก’ ...ถ้าผมเป็นหัวหน้า ผมจะชอบลูกน้องที่ลูกค้ารัก ...เอ็งไม่ต้องมาทำให้กูรัก ถ้าลูกค้ารักเอ็ง เดี๋ยวกรูจะรักมรึงเองนะ !!!

7. ‘อย่าบ่นว่าบริษัทไม่ทำอะไรให้เรา แต่ให้เราถามตัวเองว่า เราทำอะไรเพื่อบริษัทบ้าง’ ...ฝึกให้ก่อนขอ แล้ว เราจะเป็นนักต่อรองที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ 

8. ‘บริษัทที่ดีไม่จำเป็นต้องมีตึกใหญ่โต แต่ให้ดูว่า ธุรกิจนี้มีลูกค้าที่รักเขามากแค่ไหน’ ...แก่นของธุรกิจคือลูกค้า ...ส่วนแก่นของสุดยอดธุรกิจ คือ ธุรกิจที่ลูกค้าเทิดทูน 

...คน Like ไม่สำคัญเท่าคน Love !!

9. ‘อยากรู้ว่าผู้บริหารปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร ให้ดูว่า ลูกน้องเขาปฏิบัติต่อลูกค้ายังไง’ ...ธุรกิจที่บริการดี เอาใจใส่ลูกค้า เดาได้เลยว่า เขามีนายที่ดีและเอาใจใส่เขา ...เหมือนกันเป๊ะ !!

10. ‘การไม่เอาสถานที่มาเป็นกรอบความคิด ธุรกิจเราจะตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น’ ...สาเหตุหลักๆ ที่ธุรกิจเรา ทำงาน 9-5 หยุดวันหยุด ...ก็เพราะเราเอา สถานที่ มาเป็นตัวตั้ง ....แต่ถ้าเราเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง 

เราจะออกแบบ ธุรกิจ ที่ ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อย่างน้อยครึ่งนึง 

ใช่ครับ !! วันนี้เทคโนโลยีทุกอย่าง มันพร้อมให้เราบริการลูกค้าได้ดีขึ้น ในต้นทุนที่ถูกกว่าเดิม 

แต่ความยากคือ การเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงจากจุดที่เราคุ้นเคยแล้วรู้สึกปลอดภัยนั่นเอง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม







เงินสด และของสะสม ของคนอยากสร้างตัว

ทำไมพ่อผมสอน ให้ใช้เงินสด ทั้งที่ทุกวันนี้เงินสดกำลังจะถูกใช้น้อยลงเรื่อยๆ 

‘ทำไมซื้อของ ต้องซื้อเงินสด !!’

อ้าว!! ผ่อนดอกเบี้ยก็ไม่แพง บางที่มี 0% อีก แล้วมันไม่ดียังไง 

“พกเงินสด เรียงเงิน ใส่ที่หนีบ ไม่มีกระเป๋าสตางค์ ไม่พกบัตรเครดิต ...เออ นั่นแหละ พ่อผม” ...มันมาจากหลักคิด 5 ข้อดังนี้

1. ‘การซื้อของเงินสด ดีกว่าเงินผ่อนตรงที่เราจะรู้ทันทีว่าเรา สามารถซื้อมันได้จริงๆ หรือเปล่า’ ...ยกตัวอย่างจะซื้อรถสักคัน ถ้าเราต้องจ่ายเงินก้อน เทียบกับผ่อนรายเดือน เชื่อว่า คนส่วนใหญ่เลือกผ่อน เพราะ มันรู้สึกว่า จ่ายได้ สบายๆ แต่นั่นคือ จุดเริ่มต้นของ ‘ไลฟสไตล์จ่ายเกินตัว ได้เริ่มขึ้นแล้ว!!’ 

....การผ่อนทำให้เราคิดว่า เราจ่ายได้มากกว่าความเป็นจริงเสมอ

2. ‘ของทุกอย่างที่เราซื้อเงินสด มันจะเป็นสินทรัพย์ แต่ถ้าซื้อเงินผ่อน มันจะเป็นหนี้สิน’ ...หลังจากนั้น ถ้าเก็บไว้แล้วราคามันขึ้น ก็คือ สินทรัพย์ที่ทำให้เรารวย ...ส่วนไอ้ที่ราคามันลง ก็คือ สินทรัพย์ที่สร้างความสุข 

...คนรวยที่มีความสุข ก็คือ คนที่สมดุลย์สองสิ่งนี้ได้ดีนั่นเอง 

3. ‘เงินสด เราจะเสียดาย และคิดก่อนใช้มากกว่า’ ...นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมยุคนี้คนใช้เงินมากเกินตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะ เงินมันเป็นดิจิตอล เครดิตก็อยู่ในกระเป๋าสตางค์ ...มันก็ต้อง จัดซิครับ !! ...พอมาดูใบแจ้งหนี้แต่ละครั้ง แทบเป็นลมทุกครั้ง 

4. ‘หัดขายของที่ตัวเองมีบ้าง’ ..มนุษย์คือนักสะสม อย่าเถียงผม จนกว่า คุณจะมองไปรอบๆ บ้าน เพื่อดูว่า มีของที่ไม่จำเป็น มากมายแค่ไหน ...ถ้าไม่ฝึกขายของออกบ้าง เราจะไม่รู้เลยว่า จริงๆ แล้วสินทรัพย์อะไรบ้าง ที่เราตีราคามันเกินจริง

5. ‘ตลาดของมือหนึ่ง เต็มไปด้วยขยะ ซื้อแล้วศูนย์ ..ส่วนตลาดมือสอง เต็มไปด้วยสินทรัพย์’ ...ก็อย่างน้อย การซื้อของมือสอง เราก็รู้ว่า เรายอมให้ราคาแม้ว่าจะซื้อต่อมา ....ใช่!! ราคาที่แท้จริงของสินทรัพย์ มันต้องดูตอนที่ราคาขายต่อ

6. ‘ตลาดมือสอง เต็มไปด้วยความรู้’ ...ของมือหนึ่ง คุณเจอแต่นักขายมืออาชีพ ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่า ของมือหนึ่งแทบทุกอย่าง ราคาลดลงเกินครึ่งเมื่อเดินออกจากร้าน ....ของมือสอง คุณจะต้องศึกษาก่อน ดูตลาด คุยกับคนขายของมือสอง ...คิดง่ายๆ ของมือหนึ่ง กำหนดราคาโดยคนขาย เขากำหนดเท่าไหร่ก็ได้ 

แต่ของมือสอง กำหนดราคาโดยตลาด ดังนั้น ราคาที่แท้จริง มันคือ ราคาที่กำหนดโดยตลาด

ถูกแล้วครับ ทั้ง 6 ข้อนี้ ผมนำกลับมาใช้กับตลาดหุ้น และ การลงทุนของผม 

หุ้น ที่เราซื้อขายกันทุกวัน ก็คือ สินทรัพย์มือสอง ที่เปลี่ยนมือกันตลอดเวลา 

สุดท้าย หุ้น มันไม่ได้ทำให้คุณรวย ...มันคือ เรา ต่างหาก ที่ทำให้เรารวย ด้วย ความรู้ และ ประสบการณ์ที่สั่งสม จากการซื้อของมือสองที่เรียกว่า หุ้น 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

10 ข้อควรรู้ ในโลกที่ดอกเบี้ยต่ำ


10 ข้อควรรู้ สำหรับธุรกิจในโลกที่ดอกเบี้ยต่ำ

1. ‘คนรวยและบริษัทใหญ่จะสร้างหนี้เพิ่ม’ ..เราจะเห็นการกู้สุดติ่งของธุรกิจใหญ่ๆ ...คนที่กู้ได้ ย่อมกู้เพิ่ม เมื่อโอกาสมันเปิด (กู้สุดติ่ง)

2. ‘ธุรกิจใหญ่ จะควบรวมธุรกิจเล็ก’ ...บริษัทใหญ่สามารถกู้ได้ถูกกว่า ..งั้นก็กู้มาซื้อคู่แข่ง และ ซื้อโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ (ลดการแข่งขัน และ เติบโต)

3. ‘คนแก่จะไม่กล้าใช้เงิน’ ...โลกเราคาดหวังว่าผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บ จะออกมาใช้เงิน แต่ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ คนเหล่านี้ยิ่งไม่กล้าใช้เงิน (คนแก่ ไม่กล้าใช้เงิน)

4. ‘ซื้อบ้านผ่อนนานชั่วชีวิต เพราะราคาบ้านไม่ถูกสักที’ ...อันนี้เป็นปัญหายุคใหม่ ของคนรุ่นใหม่ที่หาเงินเก่ง ...เพราะ บ้าน มันแพงไปเรื่อยๆ ...ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ ราคาบ้าน ยิ่งแพงไปเรื่อยๆ (สินทรัพย์แพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลง) 

5. ‘คนรุ่นใหม่ อยากใช้เงิน ไม่อยากเก็บ’ ...คนรุ่นใหม่จะสร้างตัวช้า และ ไม่มี Wealth เพราะ ดอกเบี้ยต่ำ มันเอื้อให้ใช้มากกว่าเก็บ (ชีวิตใช้ซะ)

6. ‘อยากทำธุรกิจเอง ไม่อยากเป็นลูกจ้าง’ ...คนรุ่นใหม่จะเลือกทำธุรกิจเอง แทนที่จะเป็นลูกจ้าง เพราะ เมื่อความเสี่ยงไม่แตกต่าง ก็ขอลองเป็นผู้ประกอบการ เผื่อจะโชคดี รวยได้ ว่ากันไป (ไม่ใช้ชีวิตตามความฝันของใคร)

7. ‘ธุรกิจธนาคาร และ การเงินจะขยายตัวมหาศาล’ ...ยิ่งดอกเบี้ยถูก คนยิ่งอยากกู้ ...นี่จะเป็นการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดของการสร้างหนี้ ...คนที่ชนะ ไม่ใช่คนที่ไม่กู้ แต่คือ คนที่จัดการหนี้ได้ดีต่างหาก (ชีวิตหนี้ ..กุญแจมือยุคใหม่ คือ หนี้)

8. ‘ตลาดหุ้นจะเป็นคาซิโน’ ...เมื่อคนต้องการรวยเร็ว ตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในการแสวงโชค ...ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ เรายิ่งจะเห็นตลาดหุ้นคึกคักมากขึ้น ...แต่คนรวยที่สุดจากตลาดหุ้น กลับเป็นคนที่ออมในหุ้น (คนรวยจะรวยขึ้น คนคิดแบบคนรวย ถึงจะรวยตาม)

9. ‘ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ การไม่เสี่ยง คือ ความเสี่ยงสูงสุด’ ...ยุคดอกเบี้ยสูง การไม่เสี่ยง ตั้งใจทำงาน ขยัน ประหยัด ชนะ แต่ดอกเบี้ยต่ำ ...กล้าเสี่ยง และ จำกัดความเสี่ยงเก่ง คือ ผู้ชนะ (ทำทันที แต่จำกัดความเสี่ยง)

10. ‘Co-creation คือ คำตอบ ของธุรกิจยุคใหม่’ ...ความร่วมมือของคนรุ่นเก่า กับ คนรุ่นใหม่ คือ คำตอบของธุรกิจแห่งอนาคต (อยากรู้อนาคต ไม่ต้องเดา แค่ถามคนรุ่นใหม่ว่าเขาต้องการอะไร)

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 จุด ชี้เป็นชี้ตาย ของธุรกิจอนาคต


10 จุด อุดช่อง Disruption ...สิบจุดชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจในอนาคต !!

1. ‘มีใบหน้าลูกค้าที่ชัดเจน’ ...ธุรกิจที่ดี ต้องมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน ...เอาง่ายๆ ว่า ถ้าเราหลับตา เราจะนึกหน้าของลูกค้าออกเลย ...ยกตัวอย่าง VT แหนมเนือง หลับตา นึกหน้าลูกค้าออกเลย จริงไหม ?

2. ‘มีสินค้าขายดี’ ...อย่าง After You แจ้งเกิดจาก Honey Toast ที่ทุกคนต้องสั่ง หรือ เถ้าแก่น้อย แจ้งเกิดจากสาหร่าย ...บริษัทที่ดี ต้องมี สินค้าขายดีที่ทุกคนต้องซื้อ

3. ‘สามารถสร้างสินค้าใหม่ ที่ขายดีกว่าสินค้าที่ขายดี’ ...ข้อนี้เอาไว้วัด DNA ของความคิดสร้างสรรค์ ว่า ไม่ได้สำเร็จเพราะฟลุ๊ค One Hit Wonder !! ...ข้อนี้ยาก เพราะ มันคือ การ Re-define และ การออกจาก Comfort Zone ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ...อยากรู้เคล็ดลับ ต้องไปถาม พี่เบิร์ด หรือ พี่ตูน ว่า ทำยังไง ?

4. ‘มีต้นทุนสินค้าที่ต่ำ’ ...สินค้าที่ทำแล้วเหนื่อยที่สุดคือ Commodity หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคาสินค้าไม่เคยแพง แต่ต้นทุนขึ้นลงควบคุมไม่ได้ เพราะขึ้นกับธรรมชาติ ...ทางแก้ของสินค้าเหล่านี้ คือ การเอาสิ่งที่เหลือใช้ หรือ ทิ้ง ไปสกัดเป็นสินค้าราคาแพง ...เอา by product หรือ ของเหลือทิ้ง ไปสร้างมูลค่า คือ แนวทางของสุดยอดบริษัทในบ้านเรา

5. ‘มีแบรนด์’ ...ไม่ใช่แค่ชื่อ หรือ ยี่ห้อ แต่แบรนด์คือ ความเชื่อมั่นของลูกค้า ...ไอ้ความเชื่อมั่นอันนี้แหละ ที่ลูกค้ายอมจ่ายเงินในราคาที่แพงขึ้น ...วิธีวัดก็คือ ลองเอาแบรนด์ออก แล้วสินค้าจะราคาลงไหม ? ...แบรนด์ที่ดี ต้องราคา 10 เท่า เมื่อเทียบกับของไม่มีแบรนด์ 

6. ‘รับฟังลูกค้า’ ...ธุรกิจที่โดน Disrupt ส่วนใหญ่มักเป็นกิจการที่ใหญ่แต่ไม่รับฟังลูกค้า ...แผนกแก้ปัญหาลูกค้า คือ หนึ่งในหน่วยงานที่สำคัญพอๆ กับ แผนกขาย ในยุคนี้ (เพราะยุคนี้ ลูกค้าเสียงดัง แบรนด์สามารถพังช่วงข้ามคืน)

7. ‘บริหารเงินเป็น’ ...อันนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะได้เปรียบกว่า เพราะ เขาทำบัญชีอย่างถูกต้อง รัดกุม ...การรั่วไหล ตรงนี้เป็นที่มาของคำพูดยอดฮิตที่ว่า ‘ขายดี จนเจ๊ง’ ก็เพราะ ทำบัญชีไม่รู้เรื่องนั่นเอง 

8. ‘สายการบริหารสั้น’ (Flat Organization) ...ธุรกิจที่ปรับตัวยากในยุคนี้คือ ธุรกิจที่มีสายบังคับบัญชา ที่ใหญ่และซับซ้อน ...คิดง่ายๆ ยิ่งผู้บริหารอยู่ไกลลูกค้า โอกาสโดน Disrupt ก็มากขึ้น ...CEO ที่ดี ต้องเดินตลาดเองครับ ...ผู้นำยุคใหม่ ใช้ ‘ตีน กับ หู’ ถึงจะเปลี่ยนแปลงทันโลก !!

9. ‘การจัดการ Inventory’ ...ตรงนี้สำคัญมาก เพราะ บางครั้งการขายดี อาจนำมาซึ่งการมีสต๊อกที่มาก แต่ถ้าตลาดเปลี่ยนไว ...สต๊อกที่มากก็คือปัญหา ...ดูอย่าง Amazon ตัวธุรกิจ e-commerce ทำกำไรห่วยมาก เมื่อเทียบกับ AWS ก็เพราะเรื่อง สต๊อกนี่แหละ !!

10. ‘คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย’ ...ไม่มีบริษัทรุ่นใหม่ ที่เกิดจากคนรุ่นเก่า ...’ก็ใช่ไง !! ถ้าบริษัทนี้ไม่สามารถดึงดูด คนรุ่นใหม่ ก็ไปไม่รอดครับ’ ...Talent Management / Career Path

ใช่!! 10 ข้อนี้ ชี้เป็นชี้ตาย อนาคตทุกธุรกิจแหละครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 รูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป ในโลกยุคนี้


10 ความสำเร็จ ของการตลาดที่มาแรง ในโลกยุคใหม่ ...’แพงไม่ถูก / ไม่ตามใจลูกค้า / ไม่ให้ทางเลือก / ไม่ต้องต่อรอง / ไม่สามารถครอบครอง ...เอาเถอะ นี่คือ สิบตัวอย่างเล็กๆ ของโลกการค้าที่เปลี่ยนไป’

1. ‘ลูกค้าเครียดกับทางเลือกที่มากเกินไป’ ..นำมาซึ่ง Brand ที่ลูกค้า มีทางเลือกน้อย เช่น Apple ...มีแบบนี้เท่านั้น อย่าเลือกเยอะ “คุณสามารถซื้อรถสีอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่มันเป็นสีดำ ...Henry Ford”

2. ‘เมื่อคนผลิตสินค้า ต้องการให้คนใช้แล้วทิ้ง เปลี่ยนรุ่นใหม่’ ...นำมาซึ่งการสร้างสินค้าที่ใช้ได้ตลอดไป ..เช่น Patek Phillippe เขากล่าวไว้ว่า ‘คุณไม่ได้ครอบครอง Patek ,คุณน่ะแค่ดูแลมัน เพื่อส่งต่อไปคนรุ่นต่อไปต่างหาก’ (You never actually own a Patek Philippe, you merely looking after it for the next generation !! ...เจสสส!! คิดได้ไง ?!?)

3. ‘สินค้าที่คนต้องการมากกว่าจำนวนผลิต นำมาซึ่งราคาที่สูง’ ...นำมาซึ่ง กระเป๋า อย่าง Hermes ...ไม่ใช่ใครก็ซื้อได้ ...เขาขายเฉพาะลูกค้า ...วันนี้เขามีลูกค้าเก่าพอแล้ว หากคุณอยากซื้อไปซื้อต่อ (ราคาแพงกว่า) จากลูกค้าเก่าเขาซิ !!

4. ‘ทำสินค้าธรรมดา ให้ขายต่อได้ราคา’ ...นำมาซึ่ง สุดยอดสาวก อย่าง Adidas จาก รองเท้าผ้าใบธรรมดา สู่ Yeezy ...จำนวนจำกัด เอกลักษณ์แตกต่าง เป็นของสะสม ขายต่อสูงกว่าที่ซื้อมาเสมอ

5. ‘ถ้าดูไม่ดี ผมว่า มันคือ G-shock’ ...นำมาซึ่ง Brand นาฬิกา ที่แพงที่สุดในโลกอย่าง Richard Mille ...ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของ Brand นี้ คุณจะรู้สึกสนุกแค่ไหน ? ...ตอนเด็กใส่ G-shock พอประสบความสำเร็จ เอานี่ไปใส่ Richard Mille

6. ‘รถอาเฮีย ที่ทำให้วันรุ่นชอบ’ ...อันนี้ต้องยกนิ้วให้เบนซ์ ...รถที่สมัยก่อนมีภาพลักษณ์อาเสี่ย อาเฮีย วันนี้เขาปรับให้วัยรุ่นชอบ ...มันเริ่มมาจากรุ่น GLA ที่ผนวก เทคโนโลยีและการออกแบบที่โดนใจตลาด ...คิดง่ายๆ ถ้าคุณจะ ทำสินค้าที่ขายใคร คุณต้องเอานักออกแบบที่เป็นคนกลุ่มนั้นทำ

7. ‘พ่อบ้านก็สปอร์ตได้’ ..รถที่เปลี่ยนชีวิตให้กับ Porsche จากบริษัทที่ดูดี แต่ขายไม่ค่อยได้ ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถที่แข็งแรงที่สุดในโลก ก็คือ ‘Cayenne’ ...คนที่มีเงินจะซื้อรถสปอร์ตส่วนใหญ่คือ พ่อบ้าน วัยกลางคน ซึ่งรถสปอร์ต 2 ประตู ไม่เคยตอบโจทย์ ....ความกล้าของ Porsche ที่กระโดดเข้ามาในตลาด SUV เป็นการออกจาก Comfort Zone ครั้งใหญ่ ที่เปลี่ยนบริษัทนี้ไปตลอดกาล

8. ‘ขายถูกที่สุด แล้วส่งให้เร็วที่สุด’ ...นี่เป็น ปรัชญาการทำธุรกิจของ ชายที่รวยที่สุดในโลกอย่าง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ...ทุกวันนี้เขาก็ยังมุ่งมั่นขยายธุรกิจตามความเชื่อ ให้ Amazon กลายเป็น Everything Store คือ ขายทุกอย่างในโลก ในราคาถูดที่สุด และ ส่งถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด 

บอกตรงๆ ถ้าผม ทำธุรกิจ ผมจะหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง ที่จะไม่ชนกับคนอย่าง Jeff Bezos ...’ถ้าเขาถูก เราต้องแพง ...ถ้าเขาเร็ว เราต้องเอาอย่างอื่นสู้ เช่น ไปตลาดที่คนไม่ต้องการความเร็ว Slow Life อะไรก็ว่าไป’

9. ‘ขายความฝัน ให้จับต้องได้’ ...สวนสนุกส่วนใหญ่ เจ๊ง ไม่รอด เพราะ ต้นทุนสูง ...แต่ Disneyland ทำที่ไหนก็รุ่ง เพราะ เขาไม่ใช่สวนสนุกธรรมดา แต่เป็น สวนสนุกในฝันของเด็กทั้งโลก ...จบไหม ไม่ต้องอธิบายต่อละ !!

10. ‘ฟรีทุกอย่าง ขอให้คุณยอมดูโฆษณา’ ...นี่คือความสำเร็จของทั้ง Google และ Facebook ...ที่พยายามทำสินค้าและบริการที่ดี ในราคาที่ฟรี ตราบเท่าที่คนยอมดูโฆษณา ..ในอนาคต ธุรกิจ จะรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเอง

เอาจริงๆ เถอะ ทุกวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ ก็รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองอยู่แล้ว 

อย่าง รูดบัตรเครดิตจ่าย 0% เรามักคิดว่า เราเอาอยู่จ่ายได้ ..แต่ด้วยสถิติผู้ออกบัตรเขารู้ว่า พอเอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ เอาไม่อยู่ ติดหนี้ต่อ จ่ายหนักขึ้น

นี่เป็น สิบ ตัวอย่างเล็กๆ ที่อยากเชิญชวนให้เรามาทำความเข้าใจตัวเอง ก่อนที่จะไม่เหลือช่องว่างให้มนุษย์อย่างเราเข้าใจตัวเองเลยในอนาคต

โอเค!! ในเรื่อง การใช้จ่าย ผมอาจจะไม่เก่ง แต่ถ้าเรื่องการลงทุน ...ผมฟันธงเลย การออมหุ้นอัตโนมัติ จะเป็นทางแก้ ของการเกษียณแล้วรวย ให้คนยุคนี้ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ออมหุ้นอัตโนมัติ การทนรวยครั้งใหญ่ของชีวิต


‘ออมหุ้นอัตโนมัติ’ ...การลงทุนที่ทนรวยได้ง่ายกว่า

พูดเรื่อง ‘ทนรวย’ เหมือน เรื่องตลก ...แหม!! พูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจ

แต่เอาเข้าจริง เวลาลงทุน คนส่วนใหญ่ มักถือไม่สุด รวยไม่สุด ..เราจะเห็นคนรวยที่เขาถือที่ดินจากไร่ละไม่กี่พัน กี่หมื่น ถือ ‘ทนรวย’ จนกลายเป็นไร่ละหลายแสน หลายล้านบาท ...นั่นแหละ คือ การถือสุด ‘ทนรวยเป็น!!’ 

วันนี้การออมที่ดีที่สุด มันเปลี่ยน จากที่ดินมาเป็นหุ้น เพราะ เริ่มด้วยเงินน้อยกว่า , ทยอย DCA ได้ ,ให้ผลตอบแทนเท่าๆกันในระยะยาว , มีปันผลระหว่างทาง แถมสภาพคล่องสูง 

มาดูกันเป็นข้อๆ ว่า ‘ออมหุ้นอัตโนมัติ’ ช่วยอะไรกันครับ

1. ‘การออมหุ้นอัตโนมัติ ใช้ ETF ในการออม ทำให้ผันผวนต่ำกว่าหุ้นรายตัว แต่ให้ผลตอบแทนสูงเท่าตลาดหุ้น’ ...อย่างที่หลายคนทราบว่า ETF คือ กองทุนที่อิงดัชนี ทำให้ค่า Fee และ ค่าบริหารต่ำที่สุด ...ทำให้ระยะยาวทำกำไรเป็นอันดับต้นๆ ของกองทุนทั้งหมด

2. ‘อัตโนมัติ’ แปลว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลย ..จ่ายเงินอย่างเดียว ที่เหลือ ให้ที่ปรึกษาการลงทุนอย่างบัวหลวง จัดการลงทุนให้แบบอัตโนมัติ

3. ‘เริ่มที่เดือนละหมื่นบาทขึ้นไป’ ..อันนี้เป็นตัวเลขที่เอื้อมถึง ฝึกความมีวินัย และเพิ่มความเข้าใจในฐานะนักลงทุน ...ขั้นต่ำทำสัญญา 2 ปี ก็น่าจะพอเห็นผลตอบแทนที่จะช่วยตัดสินใจว่า ออมหุ้นอัตโนมัติ มันเหมาะกับเราจริงไหม 

4. ‘เล่นหุ้น ก็เล่นต่อไป แต่เราออมไปด้วย’ ...การออมอัตโนมัติจริงๆ เริ่มออกแบบสำหรับคนเล่นหุ้น เพราะ การเทรดหุ้น มันมีความผันผวน ...เราจึงแนะนำให้คนเล่นหุ้น มีพอร์ต ออมหุ้น เพื่อลดความผันผวน และ เพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวไปควบคู่กัน 

5. ‘ดีต่อคนที่ไม่เล่นหุ้นด้วย’ ...จากการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน ผมพบว่า คนส่วนใหญ่รู้จักกับดอกเบี้ยทบต้น แค่เงินฝากธนาคาร ซึ่งมันทบอยู่ไม่ถึง 1% หรือ อย่างมากเขาก็ซื้อตราสารหนี้ ซึ่งก็ไม่กี่ % ...แต่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการออมในหุ้น ที่เฉลี่ยให้ 12% ต่อปีในระยะยาว ...นี่แหละ ทนรวย 10 เท่า ที่เรานำเสนอทางเลือกในการออมให้คนทั่วไปด้วย

นี่แหละครับ ‘ออมหุ้นอัตโนมัติ’ การทนรวยในรูปแบบใหม่ ความมั่นคงทางการเงิน ที่อาศัยความอดทน ท่ามกลางความผันผวน

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

8 กับดัก ทำไมคนรุ่นใหม่ ไม่รวยหุ้นระยะยาว

8 กับดัก คนรุ่นใหม่ทำไมไม่รวยหุ้นระยะยาว 

หลายคนคิดว่า ‘การซื้อหุ้นแล้วถือยาวๆ มันง่าย ..แต่ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน ผมบอกเลยว่า ใน 100 คน เอาเข้าจริง คนที่ถือยาวได้จริงๆ ไม่ถึง 5 คน’ 

...ทำไม ?

1. ‘คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น’ ...คนที่คิดว่าตัวเองฉลาด จะหาโอกาสในทุกภาวะตลาด ...การทำแบบนี้อาจดีต่อการเล่นหุ้นสั้น แต่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ถือหุ้น ทนรวยในระยะยาวไม่ได้ 

2. ‘คนที่ติด Social Media จะถือหุ้นยาวๆ ได้ยาก’ ...เพราะกระแสที่คนแชร์เยอะๆ คือข่าวร้าย ...แน่นอน เมื่อเราได้ยินแต่ข่าวร้าย เราก็ย่อมทนถือหุ้นไม่ได้

3. ‘คิดว่าทำกำไรจากราคา มันเร็วกว่า และ มากกว่าเงินปันผล’ ...การถือหุ้นรับปันผล ได้อย่างมากก็แค่ 5% ต่อปี ในขณะที่หลายคนคิดว่า ทำกำไร 5% จากการเก็งกำไร แค่ไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว ...แต่ลืมไปว่า เงินที่ได้จากปันผล มันคือ Passive Income ที่โตขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว

4. ‘คนส่วนใหญ่อยากได้เงินเร็วๆ เอาทันที แต่พวกเศรษฐีเขา Focus ที่ Passive Income’ ....ในระยะสั้น การใช้แรงงานแลกเงินมันได้เยอะกว่า ...แต่ถ้ามองระยะยาว ‘การให้สินทรัพย์ อย่างหุ้น ทำงานแทนเรา’ มันรวยยั่งยืนกว่า 

5. ‘เศรษฐกิจไม่ดี เล่นสั้นสบายใจกว่า’ ...หลายคนลืมคิดไปว่า ช่วงที่หุ้นถูกๆ ก็คือ ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี นั่นแหละ ...คนที่รวยจากหุ้น สิบเท่า ร้อยเท่า ก็ล้วนแล้วแต่ซื้อหุ้นแล้วถือยาว ตอนที่ทุกอย่างดูไม่ดีนั่นแหละ

6. ‘คนส่วนใหญ่คิดว่า เงินน้อย รวยหุ้นไม่ได้’ ...จริงๆ แล้ว คนที่รวยจากหุ้น ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากไม่มีอะไรทั้งนั้น ...ถ้าจะถามว่า สินทรัพย์อะไรที่โตได้ ร้อยเท่า พันเท่า นอกจากที่ดินแล้ว ก็มีแต่หุ้นเท่านั้นแหละ ...แล้วหุ้นมันดีกว่าที่ดิน ก็ตรงที่เริ่มจากเงินน้อยได้นี่แหละ ...ออมเดือนละพันในตลาดหุ้นทำได้ แต่ที่ดินทำไม่ได้แล้ว

7. ‘ตลาดหุ้นสอนความอดทน ซึ่งเป็นทักษะที่คนรุ่นใหม่ไม่มี’ ....ถ้าจะถามว่า ทักษะอะไรที่ทำให้คนโดดเด่นและ ประสบความสำเร็จในยุคนี้ ...มันคือ ‘ความอดทน’ อันเดียวเลย ...ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วอยากสำเร็จเหนือใคร ให้ฝึกเรื่องเดียว ‘ความอดทน!!’

8. ‘จัดหนัก Focus ที่หุ้นตัวเดียว’ ...ความคิดที่ Focus ไปที่หุ้นตัวเดียวเพื่อเปลี่ยนชีวิต มันคือ วิธีคิดในอดีต ...วันนี้โคตร Out ครับ ...ยุคนี้ การลงทุนเป็นพอร์ต กระจายการลงทุน คือ เคล็ดลับของความรวยในยุคนี้ 

ใครผ่าน 8 ข้อนี้ได้ ‘คุณรุ่งในตลาดหุ้นแน่นอน’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เหมือนช้า แต่มันรวยเร็วกว่าที่คิดจริงๆ

‘เหมือนช้า แต่มันเร็วกว่าที่เป็น’

ถ้าใครคิดจะรวยเร็วๆ จากที่ดิน คงผิดหวัง ...’ซื้อที่ดินวันนี้ แล้วกะว่าอีก 3 เดือน จะขายต่อ ในราคาที่สูงขึ้น’

...’ซื้อที่ดิน แล้วเฝ้าดูทุกวันว่าเมื่อไหร่ ราคาจะขึ้น ...น่าจะเสียสติ ก่อนที่จะรวย!!’

แต่คุณรู้ไหมว่า ...’คนรวยส่วนใหญ่ ในประเทศไทย รวยจากการถือที่ดิน’

หนึ่งในงานที่ผมทำในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน คือ พูดคุยกับเศรษฐีเหล่านี้แหละ 

คนต่างจังหวัด ...ทำธุรกิจ SME ธรรมดา ..รับเหมา ..ขายวัสดุก่อสร้าง ...ธุรกิจซื้อมาขายไป 

แต่รวยเป็น พันๆ ล้าน !!

ใช่!! ไม่ได้รวยจากธุรกิจ ...แต่เก็บเงินเล็กๆ น้อยๆ จากธุรกิจ เอามาซื้อที่ดิน ...สะสมไปเรื่อยๆ ...จากไร่จะไม่ก็พัน ...ผ่านมายี่สิบ สามสิบปี ที่ดินที่สะสม ซื้อขายกันไร่ละเป็นล้าน 

‘รวย!!’ 

...นี่คือ ตัวอย่างของ ‘เหมือนจะรวยช้า แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้ช้า ...วันนี้คนแบบนี้ มีทั่วประเทศ ...คนธรรมดา ทำธุรกิจเล็กๆ แต่รวยมหาศาล จากความมุ่งมั่นและอดทน’

...เหมือนช้า แต่ไม่ช้า

ยุคนี้ถามว่า สะสมอะไร ?

ตอบเลยว่า ‘หุ้น’ 

เพราะ ที่ดิน ทุกวันนี้เริ่มด้วยเงินน้อยแบบในอดีตไม่ได้ ...ต้องเริ่มที่หุ้นแทน 

ทำแบบเดียวกัน ...สะสม สั่งสม อดทนรวย

อดทนรวย !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ซื้อของให้ช้า เพื่อชีวิตโล่งๆ สบายๆ


‘มีผู้ใหญ่สอนผมว่า ถ้าเราตัดสินใจซื้อนานแค่ไหน ...เรายิ่งซื้อของได้ดีเท่านั้น’ 

สมัยก่อนเวลาจะซื้อสินค้า เราต้องเห็นของ ทดลอง หยิบจับ ...แต่เดี๋ยวนี้ ออนไลน์ ...สั่งเลย !! คลิ๊ก !! 

บางคนซื้อบ้าน ..ซื้อหลังแรกที่เห็น โดนใจ ใช่เลย ..ผ่อนอีก 30 ปี เพื่อที่จะรู้ว่า บ้านไม่ดี ทำเลไม่ได้ ขายต่อก็ยาก ...พลาด!!

สรุป ‘ซื้อให้ช้าลง ...ดูให้มากขึ้น ...แล้วเราจะเลือกของดีมากขึ้น’ 

โถ่!! ดูอยู่ได้ เดี๋ยวก็ไม่ได้ซื้อหรอก !!

“ก็ดีนะ ...ลองไปดูขยะในบ้าน ที่เราซื้อมาซิ ...วันนี้ของที่เราซื้อมาแล้ว ไม่ต้องการมันเยอะแค่ไหน ...เต็มตู้ ..เต็มห้อง ...รกบ้าน”

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ...อยากได้บ้านว่างๆ ...เฟอร์นิเจอร์น้อยๆ ...ตู้เสื้อผ้าโล่งๆ ...มีแต่ชุดที่เราใส่บ่อยๆ ...รองเท้าไม่กี่คู่ ที่ใช้จริงๆ 

...บ้านแบบ ZEN ๆ ...น้อยๆ โล่งๆ 

เงินที่เหลือ เอาไป ซื้อหุ้นปันผล 

ถ้าทำแบบนี้ได้ จะ รวย แล้วก็บ้าน โล่งๆ โปร่ง สบาย ..555

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ออกแบบชีวิต ให้รวยสบายๆ ใครก็ทำได้จริงๆ นะ


‘ชีวิตหนัก กับ ชีวิตสบาย มันไม่ได้ขึ้นกับบุญบารมี ความโชคดี ...แต่มันขึ้นกับการออกแบบ การทำงาน”

สมัยวัยรุ่น ผมเป็นเด็กหนุ่มที่ทะเยอทะยานมากๆ อยากประสบความสำเร็จให้ไวๆ ..ผมพร้อมกระโจนเข้าสู่ทุกโอกาสในชีวิต

ตั้งแต่ขายตรง ไปจนแชร์ลูกโซ่ แล้วก็ทำงาน Part-time ระหว่างเรียนที่ธรรมศาสตร์ ผมทำหมด ...หลายคนอาจจะสงสัยว่า เฮ้ย !! ภาววิทย์ บ้านคุณจนมากหรือ ถึงต้องพยายามขนาดนั้น ?

‘ไม่ใช่เลยครับ’ ผมทำทุกอย่างเพื่อจะหาทางของผมเอง ...คติการทำงานของผมในเวลานั้นก็คือ ‘งานหนักไม่เคยทำให้ใครตาย’ ...แต่!! ...เดี๋ยวนี้คนทำงานหนักจนตายมากมาย ...ทำงานจนไม่มีเวลา ...ทำงานจนครอบครัวพัง ...ทำงานจนสุขภาพพัง 

สุดท้ายผมพบว่า ‘คนที่ทำงานสบาย ได้เงินเยอะ หรือ โคตรหนัก เงินน้อย (โคตรจะไม่แฟร์!!)’ ...จริงๆ แล้ว มันอยู่ที่การออกแบบการทำงานตั้งแต่วันแรกเลย

ยังไง ?!?

...งานในโลกนี้มันมี 2 แบบ คือ หนึ่ง รายได้ Active คือ ใส่แรงเท่าไหร่ได้เงินเท่านั้น จบ ตรงๆ ..สอง รายได้ Passive คือ สร้างสินทรัพย์ให้มันหาเงินแทนเรา 

แบบที่ 2 นี่ มันคือ ทางของ ‘งานสบาย เงินเยอะ’ ...หัวใจของงานแบบนี้ อยู่ที่ สินทรัพย์ หรือ Asset 

เป้าหมายของการทำงานนี้ คือ สร้างและสะสมสินทรัพย์ให้ได้มากที่สุด ...ยิ่งคุณเข้าใจ และ เชี่ยวชาญในงานแบบที่สองนี้เท่าไหร่ ...คุณจะยิ่งเซียนในการเลือกสินทรัพย์

ผมเองใช้เวลากว่า 30 ปี ในการหาเงินแบบแรก ...โคตรเหนื่อย แถมไม่รวย ...30 ปีผ่านไป ‘กรูทำอะไรอยู่วะ ?’

แต่พอผมเปลี่ยนวิธีทำงาน เป็นแบบที่สอง ...’สายสะสมสินทรัพย์’ ...ชีวิตผมค่อยๆ ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

‘ถ้าจะถามว่า สินทรัพย์ อะไร ดีที่สุด ?’ ...ผมว่า ขึ้นกับ ความถนัดของแต่ละคน ...แต่ถ้าสำหรับผม ...ผมเลือก ‘หุ้น’ เพราะ ผมเข้าใจมันที่สุด 

จะยกตัวอย่าง 5 ข้อดีของ การสะสมหุ้น เปลี่ยนชีวิตผม มีดังนี้ 

1. ‘ผมซื้อหุ้นเหมือนซื้อที่ดิน’ คือ ก่อนซื้อจะทำการบ้านอย่างหนัก แล้ววางแผนจะถือหุ้นที่ซื้อให้นานที่สุด เหมือนที่ดินเลย (หุ้นบางตัว ไม่คิดจะขายเลยชั่วชีวิต) ...การทำแบบนี้ ทำให้การผันผวนของตลาดหุ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมเลย 

2. ‘คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นที่ราคา ผมสะสมหุ้นที่มูลค่า’ ...ราคามันขึ้นลงรวดเร็ว แต่มูลค่า คือ กำไรสะสมของบริษัทที่ผมลงทุน ที่มันค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ...เหมือนผมใช้เงินน้อย แต่เข้าไปถือหุ้นแบบเจ้าของหุ้นใหญ่ แบบนั้นเลย (เงินน้อยไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะ เงินน้อยก็ลงทุนแบบรายใหญ่ได้ทันที) ...ถ้าเจ้าสัว เจ้าของหุ้นรวย ผมก็รวยตามเขาไปเรื่อยๆ แบบไม่เหนื่อย

3. ‘ผมรับปันผล เป็น Passive Income ที่ยิ่งถือ ยิ่งเพิ่ม’ ....มีคนถามผมว่า คนรวยทำไมสบาย ? ...ผมบอกจริงๆ ใครๆ ก็สบายแบบคนรวยได้ ถ้ารู้ว่าเขาแค่ถือหุ้นรับปันผล เราทำบ้าง ก็เท่านั้นแหละ !!

4. ‘ผมเสี่ยงโคตรต่ำ’ ...ยกตัวอย่าง พวกเจ้าสัว เขาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ ความรับผิดชอบโคตรสูง ...ถ้าธุรกิจนั้นมีปัญหา เขาอาจจะจนลงมหาศาล ...แต่ผมในฐานะนักลงทุน ผมไม่ทุ่มใส่เงินมากให้เหนื่อยใจ ...ใช้การกระจายความเสี่ยง เช่น มีหุ้นอย่างน้อย 10 ตัว ที่เลี้ยงผม แค่นี้ก็ไม่มีความเสี่ยงเลย (เพราะ หุ้นทุกตัว มีน้ำหนักแค่ 10% ของพอร์ต สบายๆ สุดๆ)

5. ‘การลงทุนแบบผม แทบไม่ได้ขึ้นกับฝีมือ แค่ขึ้นกับความอดทน’ ...มีคนถามผมว่า ลงทุนออมในหุ้นแบบผม ถือหุ้นดีแล้วไม่ขาย มันยากตรงไหน ไม่เห็นต้องใช้ฝีมือ ไม่ท้าทายเลย ....ผมตอบไปว่า ‘แนวผม รวยช้าแต่โคตรชัวร์ ...ถ้าผมต้องการท้าทาย ผมไปเที่ยว มาเก๊าได้ เป็นครั้งคราว ไม่ต้องเอาเรื่องการเงินมาลุ้น’

ใช่!! ถ้าอยาก ชีวิตสบาย งานสบาย ...ต้องเริ่มจาก ‘การออกแบบให้มันสบาย ตั้งแต่วันแรกที่เลือกเดิน’ 

ผมว่า คนเก่ง ในยุคนี้ คือ ‘คนที่มีวิสัยทัศน์ ชัดเจน แล้วอดทนมากกว่าคนปกติ ก็เท่านั้นเอง’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ลงทุนทั่วโลกโดยตรง กับบัวหลวง


10 ข้อ สรุปให้ ถ้าหากสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ

1. ‘การลงทุนในต่างประเทศทำให้เราลดความเสี่ยงของความไม่มั่นคงในประเทศ’ ...เราเห็นข่าวอย่างประเทศเวเนซุเอลา ที่เศรษฐกิจพัง คนล้มละลายกันทั้งประเทศ เพราะค่าเงินพัง แต่จริงๆ คนรวยหรือเศรษฐีในเวเนซุเอลาไม่กระทบอะไรมากมาย เพราะ คนเหล่านี้มีการลงทุนในต่างประเทศ เช่น มีหุ้นอเมริกา , มีพอร์ตการลงทุนที่เป็นเงินยูเอสดอลลาร์ 

2. ‘วันนี้ง่ายเพราะบัวหลวง เปิดให้ลูกค้าสามารถลงทุนในต่างประเทศแล้ววันนี้’ ...เดิมทีการลงทุนในต่างประเทศเป็นเรื่องยาก กฏเกณฑ์ของแบงค์ชาติ , ความลำบากในการไปเปิดบัญชีในต่างประเทศ ...วันนี้ทุกปัญหาเหล่านี้หมดไป เพราะ หลักทรัพย์บัวหลวง เปิดให้ลูกค้าสามารถใช้พอร์ตการลงทุนของบัวหลวง ไปซื้อหุ้นต่างประเทศ เช่น Facebook , Apple , Starbuck , AIA , Tencent , ...พูดง่ายๆ เราสามารถซื้อหุ้นได้ 3 ตลาด ทั้ง อเมริกา , ฮ่องกง และ เวียดนาม ซึ่งครอบคลุมหุ้นและ ETF กว่า 8,000 ตัวทั่วโลก

3. ‘คนไทย กำไรหุ้นในต่างประเทศ ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนคนท้องถิ่น’ ...โอว!! อันนี้บอกได้เลย สุดได้เปรียบ ...อย่างคนอเมริกา ถ้าซื้อขายหุ้นได้กำไร ต้องเสียภาษี Capital Gain ...แต่เขายกเว้นนี้ให้คนต่างประเทศ อย่างเรา นี่คือ ความได้เปรียบที่คนท้องถิ่นเขาต้องอิจฉา

4. ‘ตลาดอเมริกา มี ETF ของตลาดหุ้นและดัชนีทั่วโลก’ ...จุดนี้แปลว่า การซื้อ ETF ในอเมริกา สามารถเก็งกำไรในประเทศอื่นๆ ได้ทั้งโลกได้ง่ายๆ และ ลดความเสี่ยงของประเทศ และ หุ้นรายตัวไปเลย ...ยกตัวอย่าง ถ้าเรามองว่า เศรษฐกิจอินเดียน่าสนใจ เราก็สามารถซื้อ ‘ETF ตลาดหุ้นอินเดีย’ในอเมริกาได้เลย

5. ‘ตลาดฮ่องกง มี ETF หุ้นจีน ทำให้เก็งกำไรในจีนได้ง่ายดาย’ ...หากเราเป็นคนต่างชาติ คงไม่ใช่เรื่องง่ายในการไปเก็งกำไรในตลาดจีน แต่เราสามารถลงทุนผ่าน ETF ในฮ่องกงได้อย่างง่ายดาย

6. ‘การลงทุนในต่างประเทศ โดยตรงในหุ้น หรือ ETF ถูกกว่า ลงทุนผ่านกองทุนรวม มหาศาล’ ...เราอาจจะคุ้นเคยกับ ‘กองทุนหุ้นต่างประเทศ’ ซึ่งสามารถใช้เงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท แต่ข้อเสียของกองทุนเหล่านี้ คือ ค่าธรรมเนียมและการจัดการค่อนข้างสูง ...สมมุติ คุณซื้อกองทุนต่างประเทศ โดยมากจะโดนค่าจัดการปีละ 2% ขึ้นไป ...แต่ถ้าซื้อ ETF โดยตรง คุณอาจจ่ายค่าจัดการเพียง 0.5% ต่อปี ...ซึ่งอาจจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าลงทุนระยะยาวผลตอบแทนจะต่างกันมหาศาล

7. ‘เริ่มต้นลงทุนต่างประเทศกับบัวหลวง เพียง 500,000 บาท’ ...วันนี้คุณมี 5 แสนบาท สามารถเริ่มลงทุนในต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวงได้ทันที เพียงโทรมาที่ 02-618-1111 ...ใช่!! ต่อไป การซื้อหุ้น ต่างประเทศก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากหุ้นไทย

8. ‘จุดเด่นของหุ้นต่างประเทศคือ การเติบโต’ ...เราอาจจะเคยเห็นหุ้น 10 เด้ง หรือ 100 เด้ง ในตลาดหุ้นไทย แต่ถ้าคุณอยากเห็นหุ้นโต 1,000 เด้ง ต้องซื้อหุ้นต่างประเทศ ...เพราะ Scale ธุรกิจในระดับโลกเท่านั้น ก็รวยขั้นพันเท่า ...ยกตัวอย่าง ถ้าคุณซื้อหุ้น Amazon ในปี 1999 ด้วยเงิน 100,000 บาท แล้วถือถึงปี 2019 เงินแสนนั้นจะกลายเป็น 130 ล้านบาท !! 

9. ‘เสน่ห์ของต่างประเทศคือ พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน’ ...การที่เราสามารถลงทุนได้ทั่วโลก เป็นการการันตีว่า ต้องมีสักตลาดที่ขึ้น ...เช่น 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย แทบจะไม่ไปไหนเลย แต่กลายเป็น 5 ปี ที่ดีที่สุดครั้งนึงของตลาดหุ้นอเมริกา 

10. ‘ความรู้ของการลงทุนระดับโลก จะเตรียมตัวให้เรากลายเป็น Global Citizen’ ...อยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก มีรายได้หลากหลายแบบ Passive Income จากทั้วโลก ....ชีวิตมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน (เอ๊ะ!! นี่มันคำพูดคุ้นๆ) 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจลงทุนต่างประเทศกับบัวหลวง ติดต่อ 02-618-1111 เริ่มต้นเพียง 500,000 บาท กับประสบการณ์เป็นนักลงทุนทั่วโลก กระทบไหล่พวกเศรษฐี ‘เราก็มีได้!!’

...ลองมาศึกษากันดูครับ 

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ตู้เติมเงินหมื่นล้าน ที่กำลังถูกท้าทาย


‘ตู้เติมเงิน มันกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้อย่างไร ?’

ผมว่า ทุกคนคงเคยเห็นตู้บุญเติม สีส้มๆ ...ที่ใครๆ ก็คิดว่า ‘ใครวะ จะไปเติมเงินทีละ 10 บาท 20 บาท’ ..คงได้ไม่เท่าไหร่มั้ง !!

ไม่ใช่ !! ...บริษัทนี้กำไรปีละกว่า 500 ล้านบาท แล้วโตทุกปี มูลค่าบริษัทตอนที่เขียนนี่ก็กว่า 6 พันล้านบาท ...เริ่มจาก ‘ตู้บุญเติม’ ที่เรามองว่า ใครจะใช้ ?

ผมได้คุยกับ CEO ของ FSMART พี่ณรงค์ศักดิ์ ..เล่าให้ฟังว่า 

‘ตู้ตอนนี้มี 130,000 ตู้ กระจายทั่วประเทศ ...แค่หน้าร้านสะดวกซื้อก็ 2 หมื่นกว่าตู้ ...รู้ไหมคนเติมเงินมือถือในประเทศไทยผ่านตู้นี่ 25 ล้านคน วันละ 2 ล้าน Transaction’

ผมก็ถามว่า ‘ทำไมเขาไม่เติมผ่าน 7-11’ ...พี่ณรงค์ศักดิ์ บอกว่า ร้าน 7-11 เขารับเติม 50 บาทขึ้นไป เพราะ เล็กกว่านั้นมันไม่คุ้มแรงงานคนของเขา เอาเวลาไปขายอย่างอื่นดีกว่า ‘ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ ?’

แถมร้าน 7-11 ก็เติม AIS ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ AIS กินลูกค้าอยู่ 60% ส่วน DTAC กับ TRUE ประมาณเจ้าละ 20% อันนี้พูดถึงตลาด เติมเงินแบบ Pre-paid 

‘ปีที่แล้ว มือถือทั้ง 3 เจ้า พยายาม เปลี่ยนลูกค้าเติมเงินให้เป็นรายเดือน ...ปรากฏว่า ไม่คุ้ม เพราะ Billing ของคนเหล่านี้ มันน้อยกว่าค่าบริการรายเดือน ..แถมหนี้เสียเพิ่ม ...แทนที่จะได้เงินสด ...ทำให้ปีนี้เริ่มปรับกลับมา’ 

“ยุคนี้ ทุกคนก็ปรับตัว มันก็ดิ้นกันทุกคน หาทางที่ดีที่สุด” ...แต่สุดท้าย พฤติกรรมจริงๆ ของลูกค้าจะเป็นตัวตัดสิน

‘วันแรกที่ทำ ตู้บุญเติม รายได้ เกือบทั้งหมด อยู่ที่การเติมเงินมือถือ ...แต่วันนี้ต้องปรับตัว เราเรียกว่า เปลี่ยนตู้เป็น ช่องทางขายสินค้า’

....“เปลี่ยนตู้ เป็นช่องทาง” Box to Channel !!

มองเราเป็น 7-11 ก็ได้ เราจำหน่ายสินค้า เริ่มตั้งแต่ รับชำระค่าบริการ 

..วันนี้เราเริ่ม ‘ขายซิม’ ...เราพัฒนาตู้ให้ มีกล้อง ใช้ Verify ตัวตน ที่รัฐบาลบอก ขายซิม ต้องระบุตัวตน ...เราก็เอากล้อง เอาเครื่องสแกนบัตรประชาชน เข้ามาเสริมกับตู้บุญเติม 

อนาคต KYC นี่ ทำให้ ธนาคารหรือ พวก e-Wallet ที่ต้องการระบุตัวตนลูกค้าได้หมด ...ต่อยอดได้อีกเยอะ

...ขายน้ำ ...ขนม ...รับส่งสินค้า ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย ทำจุดรับสินค้า ซึ่งตรงนี้พวกร้านออนไลน์สนใจร่วมพัฒนา

..หรือ อย่าง รถไฟฟ้า ..สิ่งที่จะมาก่อนรถ คือ มอเตอร์ไซค์ ...เราไปศึกษาเทคโนโลยีจากไต้หวัน ว่า ถ้าจะเอาตู้บุญเติม สามารถชาร์จไฟ มันจะทำอย่างไร ....สรุปเขาใช้การ Swap แบตเตอรี่ เปลี่ยนเลยแบบมือถือ 

รถยนต์และที่ชาร์จ มันก็จะตามมาแต่ไม่เร็ว เพราะ มันไม่ถูกเหมือนมอเตอร์ไซค์ 

...ที่จะต่อยอด ต่อไปคือ ปล่อยกู้ ...

“ผม งง มากว่า ตู้บุญเติม จะปล่อยกู้ยังไง ?”

พี่ณรงค์ศักดิ์ บอกว่า Phase แรก ก็ปล่อยกู้ คนที่เป็นเครือข่ายตู้นี่แหละ 

คุณคิดดู ตู้เรามี 130,000 ตู้ ...แต่ละตู้ เราก็วางอยู่ในธุรกิจโชว์ห่วย , ร้าน , ตลาด , ที่ชุมชน ..ก็ปล่อยกู้ขั้นแรกให้คนที่เป็นหุ้นส่วนตู้บุญเติมนี่แหละ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 

คนเหล่านี้ดูแลตู้ และ เป็นหุ้นส่วนเราอยู่แล้ว ...ก็แค่เสนอ สินเชื่อแบบง่ายๆ จำนวนไม่เยอะ ...ซึ่งตอนนี้กำลังขออนุญาตจากแบงค์ชาติ ในเรื่องนี้อยู่

ที่เล่ามา เพื่อให้เห็นภาพว่า ขนาดตู้บุญเติม คนมองเป็นธุรกิจง่ายๆ ที่น่าจะโดน Disrupt ง่ายๆ ...แต่จริงๆ เราผันตัวเอง จากแค่ตู้เติมเงิน มาเป็นช่องทางแทน (Channel) 

“พอวิธีคิดเปลี่ยน โอกาสมันเพิ่มมหาศาลเลย”

ซึ่งที่สำคัญที่สุด คือ ‘ต้องรู้จุดแข็งของตัวเอง’

จุดแข็งของ FSMART คือ 

1. เทคโนโลยี ..เราเขียนโปรแกรมเอง คนไทยทำ ..ตู้ทั้งหมด คุมด้วย Computer ..อะไรเสียเรารู้หมด ..เงินเข้าออกกี่บาท ...ที่ส่วนกลาง มี War Room ทำการ Monitor ตลอด ...เอาขนาด คนมาเขย่าตู้ ยังรู้เลย

2. ผันตัวจากตู้เติมเงินเป็นช่องทาง ...วันนี้รายได้จาก คือ ขายสินค้าและบริการ เพิ่มเป็น 30% ...ก็วางไว้ว่าในอนาคต ต้องสูงถึง 50% ...ซึ่งนี่คิดในแง่ของยอดขายรวมโตทั้งหมดนะ 

3. มองโอกาสใหม่ๆ ตลอด ...อะไรที่สามารถ Partner ได้ ก็หาคนมาร่วม เพราะ ช่วยกันมันเร็ว ทุกคน Win-Win

4. การบริหารตู้แบบหุ้นส่วน ...ตรงนี้ต่างจากเจ้าอื่นๆ ที่มักขายตู้ แล้วให้คนผ่อน ..ระยะสั้น เหมือนจะได้เงินเร็ว แต่ปัญหาระยะยาวมันคือการดูแล และ การบริหาร ...ต้องบอกว่า Business Model แบบนี้เราแตกต่าง

5. บริษัทแม่ Forth มี R&D เอง ...ทำให้ปรับตัวได้ทุกอย่าง 

คิดง่ายๆ ว่า ตู้ FSMART แต่ละ ตู้ ก็เหมือน คอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่ 130,000 จุด ทั่วประเทศ ...ถ้าจะทำอะไรก็แค่ปรับปรุง ใส่เทคโนโลยีเพิ่มเข้าไป ก็เกิดธุรกิจใหม่ ต่อยอดได้ตลอดเวลา

...นั่งคุยกันเป็นชั่วโมง รู้สึกว่า เหมือนได้นั่งเรียนในคลาส Start-up ...ไอเดียพุ่งพล่านเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวนะ บทความนี้ ไม่ใช่การแนะนำซื้อขายหุ้น ...แต่อยาก แบ่งปันมุมมอง แนวคิดเอาตัวรอดในโลก Disrupt นั่นเอง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ