แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

7 หลักการ ที่ทำให้คนรวยซื้อของแล้วรวยขึ้น

7 หลักการที่ทำให้คนรวย ซื้อของแล้วรวยขึ้น

ปกติ การซื้อเท่ากับ ‘จนลง’ ...แต่คนรวย ใช้หลักการ 7 ข้อนี้ เพื่อซื้อแล้วรวยขึ้น

1. ‘ซื้อของที่คนต้องการ ในเวลาที่เขาไม่ต้องการ’ ...พูดภาษาชาวบ้าน ซื้อของในช่วงวิกฤต อันนี้เป็นพื้นฐานของการได้ของถูกเลย

2. ‘มีเงินสด ในเวลาที่คนอื่นไม่ค่อยมี’ ...การมีเงินสดในเวลาที่คนอื่นไม่มี ไม่ได้หมายความว่า เราต้องรวยมาก ..แต่ประเด็นอยู่ที่การบริหารเงิน เช่น ถ้าคนอื่นกำลังซื้อ เขาจะสะสมเงินสด ...เมื่อใดที่คนอื่นสะสมเงินสด เขาจะเริ่มซื้อ

3. ‘ซื้อของที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ’ ....ของที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ในเวลาที่ต้องการ แปลว่า สิ่งนั้นมีคนต้องการ เป็นของสะสม ...สามารถเก็บสะสม ไว้แทนการออมเงินได้

4. ‘ซื้อของที่มีจำนวนจำกัด หรือ มีน้อย’ ...ของที่ผลิตไม่จำกัด คือ ของที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นขยะ ไม่มีค่า ...แต่ของที่ผลิตจำกัด หรือ ผลิตน้อย มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ หรือ ของสะสมได้ ในที่สุด

5. ‘ศึกษาประวัติ มีความรู้ ในสิ่งที่เขาซื้อ’ ...ถ้าเรามีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ในของอะไรก็ตาม เราจะสามารถซื้อของที่ดี และซื้อของนั้นได้ในราคาดีกว่า คนที่ไม่มีความรู้

6. ‘ซื้อของที่มีอายุยืนยาว’ ...ของที่ใช้แล้วทิ้ง มันแทบไม่มีราคา ยกตัวอย่าง นาฬิกา แบตเตอรี่ ไม่มีทางแพงกว่า นาฬิกา ไขลาน เพราะ อันนี้สร้างมาให้ทิ้ง ส่วนอีกอันสร้างให้อยู่ตลอดไป

7. ‘ซื้อของ เพื่อเป็นมรดก’ ...หลายคนคิดว่า ของที่เป็นมรดก ต้องเป็นของแพงเสมอ ...จริงๆ แล้ว อาจเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจก็ได้ ...ยิ่งของนั้น มีคุณค่าทางจิตใจต่อคนหมู่มาก ยิ่งมีราคา ...ส่วนใหญ่ของเหล่านี้ก็ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในที่สุด เพราะ หาค่าไม่ได้ 

ครบ 7 แล้ว ...ลองย้อนสำรวจตัวเรา ว่าเรามีนิสัยซื้อของแล้วรวยขึ้นแบบคนรวยกี่ข้อแล้ว ?


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

หาเงิน กับ สร้าง Wealth ต่างกันอย่างไร

‘หาเงิน กับ สร้าง Wealth ต่างกันอย่างไร ?’

หลายคนคงสงสัยว่า ถ้าอยากสร้าง Wealth (ความมั่งคั่ง) ก็ให้เร่งหาเงินเยอะๆ เร็วๆ ไม่ใช่เหรอ ?

ไม่เหมือนกันครับ ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น

สมมุติว่า ‘เงิน คือ น้ำ’

‘การหาเงิน’ ก็คือ พอเราเจอแหล่งน้ำ เราก็รีบไปตัก ..คนไหนเร็วก็ตักได้ก่อน ...เหมือนธุรกิจในทุกวันนี้ เช่น มีคนเอาของมาขายออนไลน์ จะขายดีช่วงสั้นๆ จากนั้นจะมีคู่แข่งเร็วมาก 

‘การสร้าง Wealth’ เป็นอีกวิธีคิดนึง ในการสร้างตัว ที่เชื่อว่า ‘เราต้องทำทุกวิถีทาง ให้แหล่งน้ำใหญ่ขึ้นก่อน แล้วค่อยตักทีหลัง’

ฟังดูง่าย ...แล้วทำอย่างไรล่ะ ?

ขั้นแรก คนที่จะสร้าง Wealth จะต้อง พัฒนาที่ภาชนะ ในการตักน้ำ ...ภาชนะก็เปรียบเสมือนความรู้ ความเชี่ยวชาญ

ขั้นที่สอง การสร้างแหล่งน้ำให้ใหญ่ขึ้น ก็คือ การสร้างสินทรัพย์ ขึ้นมาทำงานแทนเรา

ถ้าไปศึกษาวิธีการสร้าง Wealth ของคนรวยทั้งโลก จะพบว่า แทบทุกคน สร้างตัวจาก การสร้าง สินทรัพย์ แล้ว ให้สินทรัพย์นั้นโตแทนเขา หาเงินแทนเขา

ในตลาดหุ้น ‘การหาเงิน’ ก็คือ การเทรด ซื้อมา ขายไป ...ส่วน ‘การสร้าง Wealth’ ก็คือ การซื้อหุ้นดี แล้วไม่ขายเลย หรือ ทนถือให้นานที่สุด

ใช่!! การ Balance (รักษาสมดุลย์) ของ การ ‘หาเงิน’ กับ ‘การสร้าง Wealth’ เป็นศิลปะ ...เรียกว่า ศิลปะแห่งการสร้างเศรษฐีนั่นแหละ 

ลองสำรวจตัวเอง ว่า วันนี้ เราทุ่มเท เวลากี่ % ในการ ‘หาเงิน’ และ ใช้เวลากี่ % ในการ ‘สร้าง Wealth’ 

...ถูกต้อง คนส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่า รีบหาเงิน แล้วจะรวย ...แต่จริงๆ แล้ว เขายังไม่เคยเริ่ม ‘สร้าง Wealth’ สักที !!

ค่อยๆ แบ่งเงิน แบ่งเวลามาสร้าง Wealth กันครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

10 ข้อ ดูอย่างไรว่าใช่แชร์ลูกโซ่

10 ข้อ ดูอย่างไรว่าใช่แชร์ลูกโซ่

ทุกวันนี้แชร์ลูกโซ่มันได้คืบคลานเข้ามาเป็นส่วนนึงของสังคมไทยไปเรียบร้อย ...น่ากลัวมาก เพราะผมเอง ตอนสมัยเรียนก็โดนไปเต็มๆ เข็ดถึงทุกวันนี้ ..มาดูกัน

1. ‘ผลตอบแทนดีเกินจริง’ ...ในวงการลงทุนจริงๆ ผลตอบแทน 10% ต่อปี ถือว่าหล่อแล้ว ...แชร์ลูกโซ่จะใช้ผลตอบแทนล่อให้เราโลภ

2 ‘การันตีผลตอบแทน’ ...ในการลงทุนจริงๆ อย่างในตลาดหุ้น หรือ อสังหา ไม่มีใครการันตีผลตอบแทน เพราะ มันทำไม่ได้ ...ที่พูดกันคือ ผลตอบแทนเฉลี่ย ...ดังนั้น ถ้ามีการันตีผลตอบแทน ต้องระวังดีๆ 

3. ‘จ่ายเร็ว สม่ำเสมอ’ ...ได้คืนทุกเดือนนี่ตลกแล้ว ถ้าไม่ใช่หวยใต้ดิน หรือ ปล่อยกู้นอกระบบ ..การลงทุนจริงๆ ไม่มีอะไรที่คืนเงินเร็วขนาดนั้น

4. ‘คนลงทุนไม่ต้องมีความรู้ และ ไม่ต้องทำอะไรเลย’ ..ลงทุนจริงๆ ทุกอย่างต้องศึกษาหาความรู้ ..ถ้าเป็นการลงเงินที่ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย เริ่มน่าสงสัยครับ

5. ‘เป็นการลงทุนที่ดูล้ำ แบบที่เราไม่เข้าใจ’ ...แชร์ลูกโซ่มักผูกกับเรื่องใหม่ๆ ...อะไรก็ได้ที่คนรู้ว่ามีแต่ไม่รู้เรื่อง ...เงินคริปโต , ค่าเงิน , ธุรกิจ IT , Platform แปลกๆ ...เอาง่ายๆ ว่า ธุรกิจที่เขาชวนมันฟังดูล้ำ แต่เราไม้รู้เรื่องอะไรเลย

6. ‘มีการชวนคน แล้วผลตอบแทนเพิ่ม’ ...ถ้าการลงทุนอะไรก็ตามที่เริ่มมีการชวนคนแล้วผลตอบแทนเราเพิ่ม มันเริ่มน่าสงสัย ...ยิ่งถ้าชวนแล้วเพิ่มเป็นหลายๆขั้น ก็ชัวร์ละ แชร์ลูกโซ่แน่ๆ 

7. ‘มักเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ’ ...ก็แน่นอน ถ้าในประเทศ มันง่ายไป ...ต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ระหว่างประเทศ ...เวลาคืนเงินจะได้มีข้ออ้าง ว่าเงิน กำลังติดขั้นตอนนั่นนี่ ...มั่วได้ว่างั้นเถอะ

8. ‘กลุ่มคนที่มาลง หลากหลายมาก’ ...ปกตินักลงทุนแต่ละประเภท ก็จะเป็นคนที่เป็นนักลงทุนอยู่แล้ว เห็นหน้าก็รู้แล้ว ...แต่ถ้าแชร์ลูกโซ่ ถ้าเราเดินเข้าไปในห้อง จะเห็นตั้งแต่ นักธุรกิจ แม่ค้า ตาสี ตาสา ..คือ มีทุกสาขาอาชีพ มารวมตัวกันแบบหลากหลายสุดๆ

9. ‘มีรถหรู ของหรูหรา โชว์รวย มาชวนคุณ’ ...การลงทุนจริงๆ เขาจะชวนด้วย แผนธุรกิจ และ สินค้าจริงๆ ที่เขาขายแล้วได้รับการยอมรับ ...แต่แชร์ลูกโซ่ มักจะชวนคุณด้วย รถหรู , คนธรรมดาที่เราไม่เคยรู้จัก อยู่ดีๆ เขาก็พลิกชีวิตข้ามคืน ขับ supercar มาถ่ายวีดีโอให้เราดู ...ดูซิ อยากเป็นอย่างเขาไหม นั่นนี่ ...ฮ่า ฮ่า 

10. ‘บริษัทไม่ใช่ของจริง’ ..อันนี้ดูยาก เพราะ พวกแชร์ลูกโซ่ มักหาภาพบริษัทในต่างประเทศ ที่เราเช็คข้อมูลไม่ได้มานำเสนอ ...บริษัทใหญ่จริงๆ ส่วนใหญ่ต้องอยู่ในตลาดหุ้น หรือ มีชื่อเสียงยาวนาน

ก็ประมาณนี้ ...ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราลงทุนไปด้วยความโลภ ไม่ต้องมีความรู้ ยิ่งพาเพื่อนมา ผลตอบแทนยิ่งเพิ่ม ลงเหมือนโดนป้ายยา ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามันแปลกๆ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ว่าแล้วก็ ขอชวนลงทุนของจริงบ้าง ...ออมในหุ้น กับ หลักทรัพย์บัวหลวง 

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 


ปล. รถหรู ผมก็มีนะ ...ชวนมาลงทุนจริงๆ กันดีกว่าครับ ..555

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำไมจีนจึงเป็นดินแดนแห่งเศรษฐีพันล้าน


‘ทำไมจีน จึงเป็นดินแดนแห่งเศรษฐีพันล้าน’ Billionaire Maker !!

1. ‘ตลาดในประเทศใหญ่’ ...ยุคนี้ตลาดใหญ่ได้เปรียบ เพราะ มีเม็ดเงินไหลเวียนในประเทศเยอะ

2. ‘โอกาสขยายธุรกิจระดับโลก’ ...จีนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก เพราะ ผลิตสินค้าให้ทั้งโลก ...คล้ายๆ อเมริกาที่ทำอะไรก็สามารถขยายในระดับโลก 

3. ‘สร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง’ ...การเป็นโรงงานรับจ้างผลิตมาก่อนทำให้จีนเรียนรู้ Know How จากคนอื่น จากนั้น ก็เอามาต่อยอดสร้างสินค้าแบรนด์ของตัวเอง ...จุดนี้แหละ ที่ทำให้ธุรกิจจากกำไรน้อยๆ กลายเป็นธุรกิจกำไรเยอะ ก็เพราะสร้างแบรนด์

4. ‘มีนักลงทุนที่ไม่ใช่แค่ธนาคาร’ ...ปกติประเทศเล็กๆ นักธุรกิจจะหาเงินทุนก็ต้องกู้ธนาคาร ซึ่งมีข้อจำกัดเยอะ เช่น ต้องมีทรัพย์สินมาค้ำประกัน ...แต่จีนคล้ายๆ อเมริกาตรงที่มี Angel และ Venture Capital จำนวนมาก ที่ลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยไม่สนใจสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่ดูจากศักยภาพธุรกิจ

5. ‘มีรัฐบาลที่ปกป้องธุรกิจในประเทศ’ ..อันนี้ชัดเจน รัฐบาลจีน จะสนับสนุนธุรกิจในประเทศแล้วพยายามกีดกันธุรกิจใหญ่ๆ ของต่างประเทศ ...เช่น Google โดนกัน ทำให้ Baidu เป็นยักษ์ใหญ่แบบผูกขาดในจีนในเรื่องการค้นหาข้อมูล

6. ‘กล้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน’ ...ตัดถนน สร้างรถไฟ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก มหาศาล ...ยิ่งรัฐบาลจ่ายเงินลงทุนใน infrastructure ก็ยิ่งทำให้ประเทศเจริญ การขนส่งสะดวก และ ต้นทุนต่ำลง ..ซึ่งสุดท้ายทำให้ราคาที่ดินทั้งประเทศเพิ่ม จุดนี้ก็ทำให้คนจีนมีทรัพย์สินที่ราคาสูงขึ้น

7. ‘กล้าประกาศสงครามกับคอรัปชั่น’ ...ประเทศที่คอรัปชั่นเยอะ จะรวยกระจุก จนกระจาย เพราะ ทุกธุรกิจจะรุ่งหรือร่วง ขึ้นกับเส้นสาย ไม่ได้ขึ้นกับฝีมือ

8. ‘คนจีนออมเงินเยอะ หนี้น้อย’ ...จุดนี้ที่ทำให้จีนได้เปรียบอเมริกาในสงครามการค้า เพราะ คนจีนออมเงินมากกว่า 

9. ‘ลงทุนกับการศึกษาและเทคโนโลยี’ ...เรื่องเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของรายได้คน ...ถ้าประเทศสามารถสร้าง innovation ก็จะทำให้คนมีรายได้สูง

10. ‘คนจีนขยัน’ ...วัฒนธรรมการทำงานของจีนเป็นแบบ 996 คือ ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ ...เพราะคนจีนเชื่อว่า งานหนักไม่เคยทำให้ใครตาย ...โหดมาก !!

แค่ 10 ข้อนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า Billionaire Maker เขาทำได้อย่างไร !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

8 ข้อคิด ของงานที่ทำแล้วรวยตลอดกาล


8 ข้อคิด ของงานที่ทำแล้วรวยตลอดกาล

ทุกวันนี้หลายคนบ่นว่า งานหนัก เงินน้อย ขายของไม่ได้ ตกงาน หางานทำไม่ได้ ...เลยเอา ข้อคิดของงานที่ทำแล้วรวยตลอดทุกยุค ทุกสมัย มีดังนี้

1. ‘งานที่เอาเวลาเราเข้าไปแลก มันรวยยาก’ 

2. ‘งานที่ใครทำก็ได้ ทำหนักแค่ไหนก็ไม่รวย’ ...เพราะ เขาหาคนแทนเราได้ง่ายๆ 

3. ‘ต้องสร้างระบบ ให้ธุรกิจเดินหน้าได้โดยไม่มีเรา’ ...จริงๆ แล้ว หัวใจหลักที่ทำให้คนเอาธุรกิจเข้าตลาดแล้วรวยมากๆ ก็เพราะเรื่องระบบนี่แหละ 

4. ‘ต้องสร้าง แบรนด์’ ...ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง หรือ ธุรกิจเรา ในยุคนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามีราคา มีความแตกต่าง มีความยั่งยืน ก็คือ ต้องสร้างแบรนด์

5. ‘ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ จะรวยง่าย’ ...เช่น เกี่ยวกับอสังหา หรือ หุ้น เพราะ ถ้าเราเก่ง เราจะซื้อของเป็น ซื้อแต่ของดี ...ขายไม่ได้ เก็บไว้ราคายังขึ้นเลย ...สินทรัพย์ยุคนี้ แตกแขนง สร้างเศรษฐีมากมาย ...ทะเบียนรถ , เบอร์โทรศัพท์ ...บอกตรงๆ เมืองไทย มีโอกาสมากมายแบบฝรั่ง งง ..เฮ้ย !! อะไรที่เป็นเลข คนไทย เอามารวยได้หมด 

6. ‘งานที่คู่แข่งน้อย’ ...ธุรกิจยอดฮิต อย่าทำ เพราะ คู่แข่งเยอะ ...ยุคนี้ต้องเริ่มคิดจาก สิ่งที่คนอื่นไม่คิดจะทำ หรือไม่อยากทำ

7. ‘งานที่คนซื้อใช้เหตุผลรวยยาก ...งานที่คนซื้อใช้อารมณ์ ในการซื้อ รวยง่ายกว่าเยอะ’

8. ‘อย่าทำงานที่เป็น Mass ให้ทำงานที่ขายตลาดเฉพาะ Niche’ ...ยุค social องค์กรใหญ่จะทำทุกอย่างเพื่อจับตลาด Mass ...เราอย่าไปแข่งกับรายใหญ่ ให้มุ่งไปในจุดแข็ง จุดเล็กๆ ที่เราได้เปรียบ

ใช่!! หาจุดยืนที่ชัด ยิ่งมีหลายข้อ ยิ่งมีโอกาสรวยง่ายกว่า

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562

10 ข้อ เช็คลิสต์ ก่อนเอาธุรกิจเข้าตลาดหุ้น


10 ข้อ เช็คลิสต์ ก่อนเอาธุรกิจเข้าตลาดหุ้น

1. ‘อยู่ในอุตสาหกรรม ที่กำลังเติบโต’ ...ตลาดหุ้นไม่ได้สนว่า ธุรกิจคุณกำไรเท่าไหร่ แต่เขาสนใจว่า กำไรโตปีละเท่าไหร่ 

2. ‘เป็นผู้นำ ในจุดเล็กๆ ของตัวเอง’ ...ปลาเล็กที่โดดเด่น ดีกว่า ปลาใหญ่ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย

3. ‘มีกำไร ให้ปันผล’ ...หุ้นที่นักลงทุนซื้อแล้วถือยาวอย่างสบายใจ ต้องกำไรและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

4. ‘เจ้าของถือหุ้นใหญ่’ ...ยิ่งเจ้าของถือหุ้นมากแต่ไหน เขาก็จะยิ่งที่งานหนีกเพื่อธุรกิจมากเท่านั้น

5. ‘มีกลุ่มนักลงทุนที่ถือยาว’ ...นักลงทุนระยะยาวจะทำการบ้านอย่างดีแทนเราได้ในระดับนึง

6. ‘ธุรกิจคือชีวิตเจ้าของ’ ...ชื่อเสียง และ ความร่ำรวย ของเจ้าของอยู่ในธุรกิจนี้ ..เป็นการการันตีว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจ

7. ‘หนี้น้อย’ ...ในโลกที่แข่งขันสูง คนที่สามารถปรับตัวได้เร็วคือคนที่ตัวเบาที่สุด ...หนี้น้อยเป็นวิชาตัวเบาที่บ่งบอกฝีมือของเจ้าของ

8. ‘สร้างสินค้า Best Seller ได้เรื่อยๆ’ ...โลกยุคนี้ การขาย สำคัญน้อยกว่า สินค้าที่ดี ...เพราะ สินค้าที่ดี มันขายได้ด้วยตัวของมันเอง

9. ‘Know Who สำคัญกว่า Know How’ ...ปั้นธุรกิจในประเทศไทย รู้จักใคร สำคัญมากๆ 

10. ‘โปร่งใส ไม่เอาเปรียบ’ ...หุ้นที่ดีแบบยั่งยืน คือ ธุรกิจที่เอาลูกค้าเป็นที่หนึ่ง เอาพนักงานเป็นที่สอง ...แล้วก็ดูแลผู้ถือหุ้นแบบโปร่งใส ไม่เอาเปรียบ

ถ้าธุรกิจใครมี 10 ข้อนี้ มันแทบการันตีความสำเร็จในการเอาหุ้นเข้าตลาด 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ต้องมีเงินเท่าไหร่จะเกษียณสบายยุคนี้

‘ต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะเกษียณสบายในยุคนี้’

คนยุคก่อน มีดอกเบี้ยสบายๆ แต่ยุคนี้คือ ยุคเงินฝากดอกเบี้ย 0% แปลตรงๆ ว่า ‘ไม่มีดอกเบี้ย’

1. ‘คนที่เกษียณสบายยุคนี้ ต้องมีเงินใช้เดือนละ 100,000 บาท ตกปีละ 1.2 ล้าน’ ...ถ้ามีเงิน 10 ล้านฝากธนาคาร แปลว่า อยู่ได้ 10 กว่าปีก็เงินหมดแล้ว

2. ‘คนที่มีเงินน้อยมักวางเงินส่วนใหญ่ในเงินฝาก ทำให้ไม่มีผลตอบแทน ...คนที่มีเงินเยอะ มักวางเงินส่วนน้อยในเงินฝาก แต่เงินส่วนใหญ่เอาไปลงทุน’ ...ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของคนทั่วไปอยู่ไม่ถึง 1% ...ในขณะที่คนลงทุนจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-10 เท่า 

3. ‘คนที่กล้าวางเงินส่วนใหญ่ในการลงทุน มักจะเริ่มทำตั้งแต่ตัวเอง ยังมีเงินไม่เยอะ’ ...แล้วก็ทำต่อเนื่อง ...ยิ่งมีเงินเยอะขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

4. ‘การสร้างพอร์ตการลงทุน ที่ดี ควรใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการทยอยลงทุน’ ...คนที่ขาดทุนจากการลงทุนส่วนใหญ่คือคนที่เข้ามาลงทุนระยะสั้น ..ถ้าใครวางแผนปั่นพอร์ต ค่อยๆ ซื้อเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป แทบจะไม่มีโอกาสเจ๊งเลย ...เพราะเขาอยู่นานพอจนเข้าใจรอบของตลาด

5. ‘คนที่ลงทุนจริงจัง ส่วนใหญ่สามารถมีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณ’ ...เพราะเขาได้ประโยชน์ 2 เด้ง หนึ่ง จากพอร์ตที่โตเร็วกว่าที่อื่น และ สอง จากเงินปันผล ที่ค่อยๆ โตอย่างต่อเนื่อง (หุ้นปันผลดี ส่วนมากสามารถคืนทุนจากแค่รับเงินปันผล ไม่เกิน 20 ปี หลังจากนั้น คือ Passive Income ชั้นดี ตราบที่ไม่ขาย ตลอดไป)

6. ‘เงินเริ่มต้นการลงทุนจริงๆ หลักพัน ก็เริ่มออมหุ้นได้แล้ว โดยใช้ ETF เช่น ซื้อกองทุน BMSCITH แบบ DCA เท่าๆ กันทุกเดือน’ ...แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อเรามีเงินมากขึ้น

7. ‘กลับมาตอบคำถามเริ่มต้นว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเกษียณสบายแบบไม่ต้องลงทุนเลย ?’ ...คำตอบ คือ ประมาณ 100 ล้านบาท ...เอาไปฝากประจำ จะได้ ประมาณปีละล้าน แบบไม่ต้องไปยุ่งกับเงินต้น

8. ‘ในส่วนคนที่ลงทุนระยะยาวเป็น จะเริ่มสบายเมื่อพอร์ตการลงทุน เช่น พอร์ตออมหุ้น ออมกองทุน เริ่มแตะ 10 ล้านบาท’ ...ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของตลาดหุ้น จะมากกว่าเงินฝากประมาณ 10 เท่า นั่นเอง 

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะ อยากให้ทุกคนเห็นภาพว่า การลงทุนระยะยาว อย่างออมหุ้น ออมกองทุน มันทำให้คนยุคนี้เกษียณสบาย และ เกษียณเร็วกว่า คนที่ไม่เข้าใจอย่างมากเลยครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


7 ข้อควรรู้ กับ Career Path ยุคใหม่


7 ข้อควรรู้ เกี่ยว Career Path ยุคใหม่

1. ‘การมีตำแหน่ง และ หน้าที่การงาน ..Career Path ที่ดีคือ สิ่งที่ลูกจ้างทุกคนต้องการในอดีต’ ...แต่ปัจจุบันเรามีคำใหม่ ที่เข้าใจโลกและการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิม เรียกว่า Career Landscape

2. ‘Career Path คือ โตในแนวตั้ง ...แต่ Career Landscape คือ การเติบโตในแนวนอน’ ...มนุษย์เรามีความสูงจำกัด แต่ขยายออกข้าง(พุง) ไม่จำกัด ..555

3. ‘Career Landscape คือ การแตกแขนงองค์ความรู้เดิม ให้เกิดสิ่งใหม่’ ...เช่น เอาอาหาร มาผสมความรู้วิทยาศาสตร์ กลายเป็น ฟิวชั่น ...เปลี่ยนอาหาร เป็น ศิลปะราคาแพงที่กินได้ 

4. ‘Career Landscape คือ การขยายการเรียนรู้ ไปสู่สิ่งที่เราชอบ’ ...ภาษาคนทำงานแบบนี้เขาเรียกว่า ตามหา Passion

5. ‘Career Path มีหัวหน้างานตัดสินผลงาน ..แต่ Career Landscape มีมวลชนเป็นคนตัดสินผลงาน’ ..เด็กคนนึงลุกขึ้นมาถ่ายวีดีโอขำๆ ลง YouTube สนุกๆ ...หลังจากนั้น เขาก็ยึดตรงนี้เป็นอาชีพจริงๆ 

6. ‘Career Path หมดอายุ วันที่คุณเกษียณจากตำแหน่ง แต่ Career Landscape อยู่กับคุณจนวันตาย’ ...ไม่มีใครมาพรากตัวคุณไปจากคุณได้ 

7. ‘คุณไม่สามารถติดสินบนมวลชน ให้รักคุณได้’ ...ความจริงใจ และการเดินทางสู่ Passion จึงเป็นของจริงที่ไม่มีทางลัด

เมื่อเราเข้าสู่ สังคมและอาชีพรุ่นใหม่ ที่ผู้ตัดสินคือมวลชน ...ผมเชื่อเสมอว่า หุ่นยนต์ และ เครื่องจักร อาจมาแทนคน ในเรื่อง ความแม่นยำ การคำนวณ ความสม่ำเสมอ แต่มันจะไม่มีทางมาแทน จินตนาการและ ความฝันของเราได้ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

10 ข้อ ควรรู้เพื่อรวยขึ้น 100 เท่า

10 ข้อ ควรรู้ที่จะทำให้เรารวยขึ้น 100 เท่า

1. ‘ถ้าจะรวยขึ้น 1 เท่า เราก็แค่ออกแรง ทำงานหนักเพิ่มขึ้น’ ....หาเงินจากแรงงานเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน แต่มันไม่ทำให้เรารวย 

2. ‘ถ้าจะรวยขึ้น 10 เท่า เราต้องเริ่มใช้สินทรัพย์ทำงานแทน’ ...สินทรัพย์คือสิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ ที่คนรวยสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาความมั่งคั่ง และ ส่งต่อให้ลูกหลาน

3. ‘ถ้าจะรวย 100 เท่า เราต้องไม่คิดจะขายสินทรัพย์’ ...ยกตัวอย่างหุ้นดีๆ ขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ในระยะยาว แค่คนส่วนใหญ่ ‘ทนรวยไม่ได้’

4. ‘สินทรัพย์ ต้องซื้อเมื่อพร้อม ..ดีกว่าซื้อเมื่อถูก’ ..ถ้าเราซื้อสินทรัพย์ ในเวลาที่เราไม่พร้อม ไม่ว่ามันจะถูกแค่ไหน สุดท้ายเราก็อาจรักษามันไม่อยู่

5. ‘สินทรัพย์ที่จะทำให้เรารวย ไม่ได้ขึ้นกับว่าสินทรัพย์อะไร แต่ขึ้นกับความรู้และความเชี่ยวชาญที่เรารู้จริงๆ ในสินทรัพย์นั้นๆ’

6. ‘สินทรัพย์ที่ดีที่สุด บางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ราคาขึ้นมากที่สุด’

7. ‘สินทรัพย์จะขึ้นในเวลาที่คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์นั้นๆ’

8. ‘เวลาที่น่ากลัวที่สุดในการซื้อสินทรัพย์ คือ เวลาที่ทุกคนที่อยากได้สินทรัพย์นั้น เขาได้ซื้อหมดแล้ว’ ...วันที่มีแต่ข่าวดี คือ วันที่สินทรัพย์นั้นๆ น่ากลัวที่สุด

9. ‘หัวใจของการรวยจากสินทรัพย์ คือ การลงทุนสินทรัพย์เป็นพอร์ต แบบกระจายความเสี่ยง’ 

10. ‘สินทรัพย์ที่ทำให้เราเกษียณได้แบบมีอิสรภาพทางการเงิน ก็คือ สินทรัพย์ที่ให้เงินปันผลแบบที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำไมเราไม่ควรซื้อของที่อยากซื้อในเวลาที่อยากได้


7 ข้อควรรู้ ว่าทำไมไม่ควรซื้อของที่อยากได้ ในเวลาที่เราอยากได้จริงๆ 

ทุกคนล้วนมีเวลาที่อยากได้ ของบางอย่าง ...มันคัน ...ไม่ต้องพูดมาก ก็ของมันต้องมี และนี่คือ 7 ข้อ ควรรู้ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินซื้อครับ

1. ‘เวลาเราอยากได้ เราจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ มากกว่าเหตุผลเสมอ’ ...เมื่ออารมณ์เหนือเหตุผล เราจะเสียเปรียบเสมอในการต่อรอง

2. ‘เรามักจะอยากได้ของมี่คนอื่นอยากได้’ ...เมื่อ Demand ความต้องสูงกว่า Supply ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ จนบางครั้งไม่สมเหตุสมผล

3. ‘การไม่ตามใจตัวเอง ในเวลาที่อยากได้ เป็นทักษะที่จำเป็นในโลกที่มีของไม่จำกัด แต่เงินในกระเป๋าเราแสนจะจำกัด’

4. ‘การซื้อช้า ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ซื้อ เพียงแต่การชะลอการซื้อ มันทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้ว เราอยากได้มันจริงๆ หรือเปล่า’ ...ถ้าชะลอการซื้อแล้วก็ยังอยากได้ เราจะได้รู้ว่า เราต้องการมันจริงๆ แหละ 

5. ‘ทุกวันนี้แล้วเรามีของที่ไม่จำเป็น หรือ ขยะ เต็มบ้าน ก็เพราะ เราซื้อของในเวลาที่อยากซื้อนั่นแหละ’

6. ‘อย่าซื้อเงินผ่อน ให้เก็บเงินก้อนแล้วค่อยซื้อเงินสด’ ....เพราะการจ่ายเงินเต็มมันช่วยกรองอีกชั้นว่า เราอยากได้ของนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่

7. ‘วิธีคิดนี้ใช้ได้ดีกับ การซื้อหุ้นด้วย’ ...คนที่ติดหุ้น ติดดอย ส่วนมากเพราะ ซื้อหุ้นที่อยากซื้อในเวลาที่อยากซื้อ ....แต่คนลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ มักรอซื้อหุ้นเวลาวิกฤต หรือ ช่วงที่มีข่าวร้ายๆ 

มันสรุปได้ว่า คนเหล่านี้ อดทนรอมากกว่า คนทั่วไป 

‘ซื้อในวิกฤต ก็คือ ซื้อในเวลาที่เราไม่ได้อยากซื้อ ...ที่สำคัญเรากำหนดให้เกิดวิกฤตไม่ได้ ...บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ ต้องซื้อหุ้นที่ไม่ได้อยากได้ด้วยซ้ำ’

สรุป ‘ฉันซื้อหุ้นพื้นฐานดี ตัวที่ไม่ได้อยากได้ ในเวลาที่ไม่มีใครอยากซื้อ’ ...มันคือ ตลกร้าย ของโลกใบนี้จริงๆ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

รู้เท่าทัน Gen และ การเปลี่ยนแปลง

‘รู้เท่าทัน Gen กับ การเปลี่ยนแปลง’

ทุกวันนี้คนเราถูกแบ่งเป็น Gen ตามปีที่เกิด บนความเชื่อที่ว่า ‘สภาพแวดล้อม และ ประสบการณ์’ เป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน

- Baby-boomer เกิดในช่วง 1945 - 1960 ...เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเพิ่งผ่านความยากลำบาก พ่อแม่มีลูกมาก ทุกคนมุ่งสร้างตัวเพื่อให้ครอบครัวของตัวเองมั่นคง ...คนกลุ่มนี้ ทำงานหนัก แต่ใช้น้อยประหยัด และ มุ่งสะสมสินทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน เงินทอง ...คนที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มนี้ คือ คนที่ทำงานหนัก ทำเยอะ ใช้น้อย สะสมสินทรัพย์ มีความอดทนสูง มีอุดมการณ์ รักชาติ และ เสียสละ 

- Gen X เกิดในช่วง 1961 - 1980 ...นี่คือ ยุคของมืออาชีพ การศึกษาสูง มีอาชีพการงานที่มั่นคง มีความกบฏในตัวเอง เป็นยุคที่นำพาธุรกิจจากความเป็นเถ้าแก่ เข้าสู่องค์กรมืออาชีพ ...กลุ่มนี้จะมองโลกตามความเป็นจริง ซึ่งอยู่กึ่งกลาง ระหว่าง Baby boomer ที่มองโลกตามอุดมคติ และ กลุ่ม Gen Y ที่มองโลกบวกมากเกิน ...คนที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มนี้คือ คนที่เข้าใจว่า Career Path ต้องถูกแทนด้วย Career Landscape คือ การไม่ยึดติดทักษะของตัวเอง แต่มองโอกาสจากการเพิ่มทักษะใหม่ๆ เสริมสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ 

- Gen Y เกิดในช่วงปี 1981 - 1995 ...นี่คือ ยุคของ Start-Up ที่โอกาสนอกออฟฟิศ มันมีมากกว่าโอกาสในออฟฟิศ ...จุดแข็งของคนยุคนี้คือ คิดบวก พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง กล้าลุย แต่จุดอ่อนคือ ‘ประสบการณ์’ ...คน Gen นี้ มีความกดดันสูงที่สุด โดยเฉพาะ ความคาดหวังของพ่อแม่ ...Gen Y ส่วนใหญ่เป็นลูกของ Baby boomer ที่ประสบความสำเร็จทั้งที่ตัวเอง คาดหวังน้อย เลยมองว่า ‘ฉันหวังน้อย ยังสำเร็จแบบนี้ ดังนั้น ลูกฉันซึ่งเป็น Gen Y ก็ต้องยิ่งดีกว่าฉันแน่นอน’ (แต่เขาลืมไปว่า โลกทุกวันนี้ การแข่งขัน สูงมากกว่ายุคเขามาก พอเจอความคาดหวังของพ่อแม่ กดดันเข้าไปอีก เราก็จะเห็น คน Gen Y เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า กันเยอะ) ....กลุ่ม Gen Y ที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่มุ่งไปที่การค้นหา ความถนัดและ ความชอบของตัวเอง แล้วค่อยๆ พัฒนาทักษะนั้นให้โดดเด่น ...เราจะเป็นคน Gen Y จำนวนมาก กลายเป็น Micro Influences เป็น Net Idol ซึ่งเป็นการ ‘ปักธง’ ในการสร้างอาชีพและงาน ในโลกยุคใหม่ ...ซึ่งไม่มีความสำเร็จชั่วข้ามคืน ...ทำให้คน Gen Y ที่ค่อยๆ พัฒนางานเล็กๆ ของตัวเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป มักประสบความสำเร็จกว่าพวกที่รีบเร่งแล้วพยายามหา Shortcut ในชีวิต ....คำแนะนำ สำหรับคน Gen Y คือ อย่าเพิ่งลาออกจากงาน แต่ให้เรียนรู้จากงาน แล้วค่อยๆ ผสม Talent Matrix จนคุณพร้อมที่จะก้าวออกไปยืนด้วยตัวเองจริงๆ 

- Gen Z เกิดในปี 1995 เป็นต้นไป ...คนกลุ่มนี้เกิดท่ามกลาง Technology และ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ...เมื่อเขาเกิดมาในยุคที่ โลกร้อน การเมืองวุ่น เศรษฐกิจแย่ มันทำให้คนกลุ่มนี้ อยากที่จะเปลี่ยนแปลงโลก ..ถ้า Gen Y คิดบวกเกิน คุณ Gen Z คือ กลุ่มที่คิดลบเกิน ...ทั้งที่จริงๆ แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ ความสะดวกสบายในชีวิต เขาเป็นกลุ่มที่สบายกว่า Baby Boom เยอะมาก เรียกว่า สบายที่สุดก็ว่าได้ ....คนกลุ่ม Gen Z ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในรุ่นเดียวกัน คือ คนที่หันมาสนใจการเข้าใจตัวเอง พัฒนาและเพิ่มศักยภาพของตัวเอง แทนที่จะไปเปลี่ยนคนอื่น

ใช่ครับ !! คนแต่ละรุ่น ก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ของตัวเอง ....ใครก็ตามที่เข้าใจ แล้วมุ่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็จะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูง และ มีความสุขมากที่สุดนั่นเอง

‘เมื่อเราเดินทางไปรอบโลก ต่อสู้กับทุกอย่าง เราจะพบว่า ตัวเองว่างเปล่า ไม่มีความสุข ...เพราะ ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์ในยุคนี้ ก็คือ ตัวเราเอง ...การหันมาศึกษาตัวเรา เพื่อรู้เท่าทันอารมณ์ แล้วค่อยๆ พัฒนาทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีที่สุดนั่นเองครับ’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

ผมไม่มีออฟฟิศ ไม่ได้แปลว่า ผมไม่มีงานทำ


‘ถ้าไม่เข้าออฟฟิศ แปลว่าคุณไม่ได้ทำงาน !!’

สมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เจอผู้ใหญ่พูดแบบนี้กับผม ...ทำผมอึ้ง กลับไปนอนคิดว่า ‘ก็จริงนะ ในยุคเขาน่ะ มันไม่มี Internet ถ้าจะทำงานก็ต้องมาที่ออฟฟิศซิจบไหม’ ...แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว 

1. ‘ถ้าเข้าออฟฟิศ แล้วคุณไม่มีผลงาน มันก็แปลว่า จริงๆ คุณไม่ได้มีผลงานไง’ ...การมานั่งออฟฟิศ ยุคนี้คือต้นทุน ...ค่าเช่า ค่าไฟ สารพัด ...ถ้ามาแล้วไม่ได้งานกลับบ้านประหยัดกว่า

2. ‘คนที่ไม่มีออฟฟิศ ตามงานง่ายกว่า’ ...ถ้าไม่มีออฟฟิศแปลว่า คุณต้องพร้อมให้ตามตัวตลอดเวลา ...ดังนั้น ในช่วงเวลาพักผ่อน ในร้านกาแฟ และ ในวันหยุด ก็คือ เวลาทำงาน

สักพักหัวหน้าก็ Line มา ‘เฮ้ย!! งานที่สั่งเสร็จยัง ส่ง Line มาเลยนะ กูรออยู่’

3. ‘คนที่มีความรับผิดชอบ อยู่ที่ไหนเขาก็มีความรับผิดชอบ’ ...ส่วนคนไม่รับผิดชอบ ถึงมันนั่งอยู่หน้าเรา มันก็ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนเดิม

4. ‘การประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด คือ การประชุมอยู่ทุกวันนี่แหละ’ ....ส่วนการประชุมที่สร้างรายได้มหาศาลและจุดเปลี่ยนให้บริษัทส่วนใหญ่อยู่นอกเวลางาน ...แล้ว ถ้ามึนนิดๆ ความคิดมันโลดแล่นเลย

5. ‘ขี้เกียจ หรือขยัน ไม่สำคัญเท่า ผลงานที่ออกมา’ ...เรื่องของการขี้เกียจหรือขยัน มันคือ การแสดง ...เฮ้ย!! หัวหน้ามาแล้ว เก็บมือถือเร็ว ...แต่เรื่องผลงานมันคือ ของจริง ไม่ใช่การแสดง

6. ‘ทำให้ลูกค้ารัก ดีกว่าทำให้นายรัก’ ...ถ้าผมเป็นหัวหน้า ผมจะชอบลูกน้องที่ลูกค้ารัก ...เอ็งไม่ต้องมาทำให้กูรัก ถ้าลูกค้ารักเอ็ง เดี๋ยวกรูจะรักมรึงเองนะ !!!

7. ‘อย่าบ่นว่าบริษัทไม่ทำอะไรให้เรา แต่ให้เราถามตัวเองว่า เราทำอะไรเพื่อบริษัทบ้าง’ ...ฝึกให้ก่อนขอ แล้ว เราจะเป็นนักต่อรองที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ 

8. ‘บริษัทที่ดีไม่จำเป็นต้องมีตึกใหญ่โต แต่ให้ดูว่า ธุรกิจนี้มีลูกค้าที่รักเขามากแค่ไหน’ ...แก่นของธุรกิจคือลูกค้า ...ส่วนแก่นของสุดยอดธุรกิจ คือ ธุรกิจที่ลูกค้าเทิดทูน 

...คน Like ไม่สำคัญเท่าคน Love !!

9. ‘อยากรู้ว่าผู้บริหารปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร ให้ดูว่า ลูกน้องเขาปฏิบัติต่อลูกค้ายังไง’ ...ธุรกิจที่บริการดี เอาใจใส่ลูกค้า เดาได้เลยว่า เขามีนายที่ดีและเอาใจใส่เขา ...เหมือนกันเป๊ะ !!

10. ‘การไม่เอาสถานที่มาเป็นกรอบความคิด ธุรกิจเราจะตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น’ ...สาเหตุหลักๆ ที่ธุรกิจเรา ทำงาน 9-5 หยุดวันหยุด ...ก็เพราะเราเอา สถานที่ มาเป็นตัวตั้ง ....แต่ถ้าเราเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง 

เราจะออกแบบ ธุรกิจ ที่ ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อย่างน้อยครึ่งนึง 

ใช่ครับ !! วันนี้เทคโนโลยีทุกอย่าง มันพร้อมให้เราบริการลูกค้าได้ดีขึ้น ในต้นทุนที่ถูกกว่าเดิม 

แต่ความยากคือ การเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงจากจุดที่เราคุ้นเคยแล้วรู้สึกปลอดภัยนั่นเอง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม







เงินสด และของสะสม ของคนอยากสร้างตัว

ทำไมพ่อผมสอน ให้ใช้เงินสด ทั้งที่ทุกวันนี้เงินสดกำลังจะถูกใช้น้อยลงเรื่อยๆ 

‘ทำไมซื้อของ ต้องซื้อเงินสด !!’

อ้าว!! ผ่อนดอกเบี้ยก็ไม่แพง บางที่มี 0% อีก แล้วมันไม่ดียังไง 

“พกเงินสด เรียงเงิน ใส่ที่หนีบ ไม่มีกระเป๋าสตางค์ ไม่พกบัตรเครดิต ...เออ นั่นแหละ พ่อผม” ...มันมาจากหลักคิด 5 ข้อดังนี้

1. ‘การซื้อของเงินสด ดีกว่าเงินผ่อนตรงที่เราจะรู้ทันทีว่าเรา สามารถซื้อมันได้จริงๆ หรือเปล่า’ ...ยกตัวอย่างจะซื้อรถสักคัน ถ้าเราต้องจ่ายเงินก้อน เทียบกับผ่อนรายเดือน เชื่อว่า คนส่วนใหญ่เลือกผ่อน เพราะ มันรู้สึกว่า จ่ายได้ สบายๆ แต่นั่นคือ จุดเริ่มต้นของ ‘ไลฟสไตล์จ่ายเกินตัว ได้เริ่มขึ้นแล้ว!!’ 

....การผ่อนทำให้เราคิดว่า เราจ่ายได้มากกว่าความเป็นจริงเสมอ

2. ‘ของทุกอย่างที่เราซื้อเงินสด มันจะเป็นสินทรัพย์ แต่ถ้าซื้อเงินผ่อน มันจะเป็นหนี้สิน’ ...หลังจากนั้น ถ้าเก็บไว้แล้วราคามันขึ้น ก็คือ สินทรัพย์ที่ทำให้เรารวย ...ส่วนไอ้ที่ราคามันลง ก็คือ สินทรัพย์ที่สร้างความสุข 

...คนรวยที่มีความสุข ก็คือ คนที่สมดุลย์สองสิ่งนี้ได้ดีนั่นเอง 

3. ‘เงินสด เราจะเสียดาย และคิดก่อนใช้มากกว่า’ ...นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมยุคนี้คนใช้เงินมากเกินตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะ เงินมันเป็นดิจิตอล เครดิตก็อยู่ในกระเป๋าสตางค์ ...มันก็ต้อง จัดซิครับ !! ...พอมาดูใบแจ้งหนี้แต่ละครั้ง แทบเป็นลมทุกครั้ง 

4. ‘หัดขายของที่ตัวเองมีบ้าง’ ..มนุษย์คือนักสะสม อย่าเถียงผม จนกว่า คุณจะมองไปรอบๆ บ้าน เพื่อดูว่า มีของที่ไม่จำเป็น มากมายแค่ไหน ...ถ้าไม่ฝึกขายของออกบ้าง เราจะไม่รู้เลยว่า จริงๆ แล้วสินทรัพย์อะไรบ้าง ที่เราตีราคามันเกินจริง

5. ‘ตลาดของมือหนึ่ง เต็มไปด้วยขยะ ซื้อแล้วศูนย์ ..ส่วนตลาดมือสอง เต็มไปด้วยสินทรัพย์’ ...ก็อย่างน้อย การซื้อของมือสอง เราก็รู้ว่า เรายอมให้ราคาแม้ว่าจะซื้อต่อมา ....ใช่!! ราคาที่แท้จริงของสินทรัพย์ มันต้องดูตอนที่ราคาขายต่อ

6. ‘ตลาดมือสอง เต็มไปด้วยความรู้’ ...ของมือหนึ่ง คุณเจอแต่นักขายมืออาชีพ ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่า ของมือหนึ่งแทบทุกอย่าง ราคาลดลงเกินครึ่งเมื่อเดินออกจากร้าน ....ของมือสอง คุณจะต้องศึกษาก่อน ดูตลาด คุยกับคนขายของมือสอง ...คิดง่ายๆ ของมือหนึ่ง กำหนดราคาโดยคนขาย เขากำหนดเท่าไหร่ก็ได้ 

แต่ของมือสอง กำหนดราคาโดยตลาด ดังนั้น ราคาที่แท้จริง มันคือ ราคาที่กำหนดโดยตลาด

ถูกแล้วครับ ทั้ง 6 ข้อนี้ ผมนำกลับมาใช้กับตลาดหุ้น และ การลงทุนของผม 

หุ้น ที่เราซื้อขายกันทุกวัน ก็คือ สินทรัพย์มือสอง ที่เปลี่ยนมือกันตลอดเวลา 

สุดท้าย หุ้น มันไม่ได้ทำให้คุณรวย ...มันคือ เรา ต่างหาก ที่ทำให้เรารวย ด้วย ความรู้ และ ประสบการณ์ที่สั่งสม จากการซื้อของมือสองที่เรียกว่า หุ้น 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

10 ข้อควรรู้ ในโลกที่ดอกเบี้ยต่ำ


10 ข้อควรรู้ สำหรับธุรกิจในโลกที่ดอกเบี้ยต่ำ

1. ‘คนรวยและบริษัทใหญ่จะสร้างหนี้เพิ่ม’ ..เราจะเห็นการกู้สุดติ่งของธุรกิจใหญ่ๆ ...คนที่กู้ได้ ย่อมกู้เพิ่ม เมื่อโอกาสมันเปิด (กู้สุดติ่ง)

2. ‘ธุรกิจใหญ่ จะควบรวมธุรกิจเล็ก’ ...บริษัทใหญ่สามารถกู้ได้ถูกกว่า ..งั้นก็กู้มาซื้อคู่แข่ง และ ซื้อโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ (ลดการแข่งขัน และ เติบโต)

3. ‘คนแก่จะไม่กล้าใช้เงิน’ ...โลกเราคาดหวังว่าผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บ จะออกมาใช้เงิน แต่ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ คนเหล่านี้ยิ่งไม่กล้าใช้เงิน (คนแก่ ไม่กล้าใช้เงิน)

4. ‘ซื้อบ้านผ่อนนานชั่วชีวิต เพราะราคาบ้านไม่ถูกสักที’ ...อันนี้เป็นปัญหายุคใหม่ ของคนรุ่นใหม่ที่หาเงินเก่ง ...เพราะ บ้าน มันแพงไปเรื่อยๆ ...ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ ราคาบ้าน ยิ่งแพงไปเรื่อยๆ (สินทรัพย์แพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลง) 

5. ‘คนรุ่นใหม่ อยากใช้เงิน ไม่อยากเก็บ’ ...คนรุ่นใหม่จะสร้างตัวช้า และ ไม่มี Wealth เพราะ ดอกเบี้ยต่ำ มันเอื้อให้ใช้มากกว่าเก็บ (ชีวิตใช้ซะ)

6. ‘อยากทำธุรกิจเอง ไม่อยากเป็นลูกจ้าง’ ...คนรุ่นใหม่จะเลือกทำธุรกิจเอง แทนที่จะเป็นลูกจ้าง เพราะ เมื่อความเสี่ยงไม่แตกต่าง ก็ขอลองเป็นผู้ประกอบการ เผื่อจะโชคดี รวยได้ ว่ากันไป (ไม่ใช้ชีวิตตามความฝันของใคร)

7. ‘ธุรกิจธนาคาร และ การเงินจะขยายตัวมหาศาล’ ...ยิ่งดอกเบี้ยถูก คนยิ่งอยากกู้ ...นี่จะเป็นการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดของการสร้างหนี้ ...คนที่ชนะ ไม่ใช่คนที่ไม่กู้ แต่คือ คนที่จัดการหนี้ได้ดีต่างหาก (ชีวิตหนี้ ..กุญแจมือยุคใหม่ คือ หนี้)

8. ‘ตลาดหุ้นจะเป็นคาซิโน’ ...เมื่อคนต้องการรวยเร็ว ตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในการแสวงโชค ...ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ เรายิ่งจะเห็นตลาดหุ้นคึกคักมากขึ้น ...แต่คนรวยที่สุดจากตลาดหุ้น กลับเป็นคนที่ออมในหุ้น (คนรวยจะรวยขึ้น คนคิดแบบคนรวย ถึงจะรวยตาม)

9. ‘ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ การไม่เสี่ยง คือ ความเสี่ยงสูงสุด’ ...ยุคดอกเบี้ยสูง การไม่เสี่ยง ตั้งใจทำงาน ขยัน ประหยัด ชนะ แต่ดอกเบี้ยต่ำ ...กล้าเสี่ยง และ จำกัดความเสี่ยงเก่ง คือ ผู้ชนะ (ทำทันที แต่จำกัดความเสี่ยง)

10. ‘Co-creation คือ คำตอบ ของธุรกิจยุคใหม่’ ...ความร่วมมือของคนรุ่นเก่า กับ คนรุ่นใหม่ คือ คำตอบของธุรกิจแห่งอนาคต (อยากรู้อนาคต ไม่ต้องเดา แค่ถามคนรุ่นใหม่ว่าเขาต้องการอะไร)

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 จุด ชี้เป็นชี้ตาย ของธุรกิจอนาคต


10 จุด อุดช่อง Disruption ...สิบจุดชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจในอนาคต !!

1. ‘มีใบหน้าลูกค้าที่ชัดเจน’ ...ธุรกิจที่ดี ต้องมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน ...เอาง่ายๆ ว่า ถ้าเราหลับตา เราจะนึกหน้าของลูกค้าออกเลย ...ยกตัวอย่าง VT แหนมเนือง หลับตา นึกหน้าลูกค้าออกเลย จริงไหม ?

2. ‘มีสินค้าขายดี’ ...อย่าง After You แจ้งเกิดจาก Honey Toast ที่ทุกคนต้องสั่ง หรือ เถ้าแก่น้อย แจ้งเกิดจากสาหร่าย ...บริษัทที่ดี ต้องมี สินค้าขายดีที่ทุกคนต้องซื้อ

3. ‘สามารถสร้างสินค้าใหม่ ที่ขายดีกว่าสินค้าที่ขายดี’ ...ข้อนี้เอาไว้วัด DNA ของความคิดสร้างสรรค์ ว่า ไม่ได้สำเร็จเพราะฟลุ๊ค One Hit Wonder !! ...ข้อนี้ยาก เพราะ มันคือ การ Re-define และ การออกจาก Comfort Zone ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ...อยากรู้เคล็ดลับ ต้องไปถาม พี่เบิร์ด หรือ พี่ตูน ว่า ทำยังไง ?

4. ‘มีต้นทุนสินค้าที่ต่ำ’ ...สินค้าที่ทำแล้วเหนื่อยที่สุดคือ Commodity หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคาสินค้าไม่เคยแพง แต่ต้นทุนขึ้นลงควบคุมไม่ได้ เพราะขึ้นกับธรรมชาติ ...ทางแก้ของสินค้าเหล่านี้ คือ การเอาสิ่งที่เหลือใช้ หรือ ทิ้ง ไปสกัดเป็นสินค้าราคาแพง ...เอา by product หรือ ของเหลือทิ้ง ไปสร้างมูลค่า คือ แนวทางของสุดยอดบริษัทในบ้านเรา

5. ‘มีแบรนด์’ ...ไม่ใช่แค่ชื่อ หรือ ยี่ห้อ แต่แบรนด์คือ ความเชื่อมั่นของลูกค้า ...ไอ้ความเชื่อมั่นอันนี้แหละ ที่ลูกค้ายอมจ่ายเงินในราคาที่แพงขึ้น ...วิธีวัดก็คือ ลองเอาแบรนด์ออก แล้วสินค้าจะราคาลงไหม ? ...แบรนด์ที่ดี ต้องราคา 10 เท่า เมื่อเทียบกับของไม่มีแบรนด์ 

6. ‘รับฟังลูกค้า’ ...ธุรกิจที่โดน Disrupt ส่วนใหญ่มักเป็นกิจการที่ใหญ่แต่ไม่รับฟังลูกค้า ...แผนกแก้ปัญหาลูกค้า คือ หนึ่งในหน่วยงานที่สำคัญพอๆ กับ แผนกขาย ในยุคนี้ (เพราะยุคนี้ ลูกค้าเสียงดัง แบรนด์สามารถพังช่วงข้ามคืน)

7. ‘บริหารเงินเป็น’ ...อันนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะได้เปรียบกว่า เพราะ เขาทำบัญชีอย่างถูกต้อง รัดกุม ...การรั่วไหล ตรงนี้เป็นที่มาของคำพูดยอดฮิตที่ว่า ‘ขายดี จนเจ๊ง’ ก็เพราะ ทำบัญชีไม่รู้เรื่องนั่นเอง 

8. ‘สายการบริหารสั้น’ (Flat Organization) ...ธุรกิจที่ปรับตัวยากในยุคนี้คือ ธุรกิจที่มีสายบังคับบัญชา ที่ใหญ่และซับซ้อน ...คิดง่ายๆ ยิ่งผู้บริหารอยู่ไกลลูกค้า โอกาสโดน Disrupt ก็มากขึ้น ...CEO ที่ดี ต้องเดินตลาดเองครับ ...ผู้นำยุคใหม่ ใช้ ‘ตีน กับ หู’ ถึงจะเปลี่ยนแปลงทันโลก !!

9. ‘การจัดการ Inventory’ ...ตรงนี้สำคัญมาก เพราะ บางครั้งการขายดี อาจนำมาซึ่งการมีสต๊อกที่มาก แต่ถ้าตลาดเปลี่ยนไว ...สต๊อกที่มากก็คือปัญหา ...ดูอย่าง Amazon ตัวธุรกิจ e-commerce ทำกำไรห่วยมาก เมื่อเทียบกับ AWS ก็เพราะเรื่อง สต๊อกนี่แหละ !!

10. ‘คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย’ ...ไม่มีบริษัทรุ่นใหม่ ที่เกิดจากคนรุ่นเก่า ...’ก็ใช่ไง !! ถ้าบริษัทนี้ไม่สามารถดึงดูด คนรุ่นใหม่ ก็ไปไม่รอดครับ’ ...Talent Management / Career Path

ใช่!! 10 ข้อนี้ ชี้เป็นชี้ตาย อนาคตทุกธุรกิจแหละครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 รูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป ในโลกยุคนี้


10 ความสำเร็จ ของการตลาดที่มาแรง ในโลกยุคใหม่ ...’แพงไม่ถูก / ไม่ตามใจลูกค้า / ไม่ให้ทางเลือก / ไม่ต้องต่อรอง / ไม่สามารถครอบครอง ...เอาเถอะ นี่คือ สิบตัวอย่างเล็กๆ ของโลกการค้าที่เปลี่ยนไป’

1. ‘ลูกค้าเครียดกับทางเลือกที่มากเกินไป’ ..นำมาซึ่ง Brand ที่ลูกค้า มีทางเลือกน้อย เช่น Apple ...มีแบบนี้เท่านั้น อย่าเลือกเยอะ “คุณสามารถซื้อรถสีอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่มันเป็นสีดำ ...Henry Ford”

2. ‘เมื่อคนผลิตสินค้า ต้องการให้คนใช้แล้วทิ้ง เปลี่ยนรุ่นใหม่’ ...นำมาซึ่งการสร้างสินค้าที่ใช้ได้ตลอดไป ..เช่น Patek Phillippe เขากล่าวไว้ว่า ‘คุณไม่ได้ครอบครอง Patek ,คุณน่ะแค่ดูแลมัน เพื่อส่งต่อไปคนรุ่นต่อไปต่างหาก’ (You never actually own a Patek Philippe, you merely looking after it for the next generation !! ...เจสสส!! คิดได้ไง ?!?)

3. ‘สินค้าที่คนต้องการมากกว่าจำนวนผลิต นำมาซึ่งราคาที่สูง’ ...นำมาซึ่ง กระเป๋า อย่าง Hermes ...ไม่ใช่ใครก็ซื้อได้ ...เขาขายเฉพาะลูกค้า ...วันนี้เขามีลูกค้าเก่าพอแล้ว หากคุณอยากซื้อไปซื้อต่อ (ราคาแพงกว่า) จากลูกค้าเก่าเขาซิ !!

4. ‘ทำสินค้าธรรมดา ให้ขายต่อได้ราคา’ ...นำมาซึ่ง สุดยอดสาวก อย่าง Adidas จาก รองเท้าผ้าใบธรรมดา สู่ Yeezy ...จำนวนจำกัด เอกลักษณ์แตกต่าง เป็นของสะสม ขายต่อสูงกว่าที่ซื้อมาเสมอ

5. ‘ถ้าดูไม่ดี ผมว่า มันคือ G-shock’ ...นำมาซึ่ง Brand นาฬิกา ที่แพงที่สุดในโลกอย่าง Richard Mille ...ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของ Brand นี้ คุณจะรู้สึกสนุกแค่ไหน ? ...ตอนเด็กใส่ G-shock พอประสบความสำเร็จ เอานี่ไปใส่ Richard Mille

6. ‘รถอาเฮีย ที่ทำให้วันรุ่นชอบ’ ...อันนี้ต้องยกนิ้วให้เบนซ์ ...รถที่สมัยก่อนมีภาพลักษณ์อาเสี่ย อาเฮีย วันนี้เขาปรับให้วัยรุ่นชอบ ...มันเริ่มมาจากรุ่น GLA ที่ผนวก เทคโนโลยีและการออกแบบที่โดนใจตลาด ...คิดง่ายๆ ถ้าคุณจะ ทำสินค้าที่ขายใคร คุณต้องเอานักออกแบบที่เป็นคนกลุ่มนั้นทำ

7. ‘พ่อบ้านก็สปอร์ตได้’ ..รถที่เปลี่ยนชีวิตให้กับ Porsche จากบริษัทที่ดูดี แต่ขายไม่ค่อยได้ ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถที่แข็งแรงที่สุดในโลก ก็คือ ‘Cayenne’ ...คนที่มีเงินจะซื้อรถสปอร์ตส่วนใหญ่คือ พ่อบ้าน วัยกลางคน ซึ่งรถสปอร์ต 2 ประตู ไม่เคยตอบโจทย์ ....ความกล้าของ Porsche ที่กระโดดเข้ามาในตลาด SUV เป็นการออกจาก Comfort Zone ครั้งใหญ่ ที่เปลี่ยนบริษัทนี้ไปตลอดกาล

8. ‘ขายถูกที่สุด แล้วส่งให้เร็วที่สุด’ ...นี่เป็น ปรัชญาการทำธุรกิจของ ชายที่รวยที่สุดในโลกอย่าง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ...ทุกวันนี้เขาก็ยังมุ่งมั่นขยายธุรกิจตามความเชื่อ ให้ Amazon กลายเป็น Everything Store คือ ขายทุกอย่างในโลก ในราคาถูดที่สุด และ ส่งถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด 

บอกตรงๆ ถ้าผม ทำธุรกิจ ผมจะหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง ที่จะไม่ชนกับคนอย่าง Jeff Bezos ...’ถ้าเขาถูก เราต้องแพง ...ถ้าเขาเร็ว เราต้องเอาอย่างอื่นสู้ เช่น ไปตลาดที่คนไม่ต้องการความเร็ว Slow Life อะไรก็ว่าไป’

9. ‘ขายความฝัน ให้จับต้องได้’ ...สวนสนุกส่วนใหญ่ เจ๊ง ไม่รอด เพราะ ต้นทุนสูง ...แต่ Disneyland ทำที่ไหนก็รุ่ง เพราะ เขาไม่ใช่สวนสนุกธรรมดา แต่เป็น สวนสนุกในฝันของเด็กทั้งโลก ...จบไหม ไม่ต้องอธิบายต่อละ !!

10. ‘ฟรีทุกอย่าง ขอให้คุณยอมดูโฆษณา’ ...นี่คือความสำเร็จของทั้ง Google และ Facebook ...ที่พยายามทำสินค้าและบริการที่ดี ในราคาที่ฟรี ตราบเท่าที่คนยอมดูโฆษณา ..ในอนาคต ธุรกิจ จะรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเอง

เอาจริงๆ เถอะ ทุกวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ ก็รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองอยู่แล้ว 

อย่าง รูดบัตรเครดิตจ่าย 0% เรามักคิดว่า เราเอาอยู่จ่ายได้ ..แต่ด้วยสถิติผู้ออกบัตรเขารู้ว่า พอเอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ เอาไม่อยู่ ติดหนี้ต่อ จ่ายหนักขึ้น

นี่เป็น สิบ ตัวอย่างเล็กๆ ที่อยากเชิญชวนให้เรามาทำความเข้าใจตัวเอง ก่อนที่จะไม่เหลือช่องว่างให้มนุษย์อย่างเราเข้าใจตัวเองเลยในอนาคต

โอเค!! ในเรื่อง การใช้จ่าย ผมอาจจะไม่เก่ง แต่ถ้าเรื่องการลงทุน ...ผมฟันธงเลย การออมหุ้นอัตโนมัติ จะเป็นทางแก้ ของการเกษียณแล้วรวย ให้คนยุคนี้ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ