แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

4 งานที่ ยิ่งทำ ยิ่งจน

4 งาน ที่ยิ่งทำ ยิ่งจน 

ธรรมชาติของ ‘งานดี’ คือ งานที่ยิ่งทำ ยิ่งรายได้เพิ่ม ...ส่วนงานไม่ดี ก็ตรงๆเลย คือ ยิ่งทำ ยิ่งจน 

ลองมาดู ซิว่า 4 งาน ที่จะถูกทดแทน มีดังนี้ 

1. ‘งานซ้ำ’ ..งานที่ทำอะไรซ้ำๆ จะถูกเครื่องจักรทดแทน เพราะ เครื่องจักรทำอะไรซ้ำๆ ได้ดีกว่าคน 

นายจ้าง จะเลือกใช้คอมพิวเตอร์ และ เครื่องจักร มาแทนคนให้มากที่สุด 

2. ‘งานโหล’ ...งานที่ใครทำแทนก็ได้ ..สมมุติพรุ่งนี้คุณลาออก บริษัทก็สามารถหาคนมาทำแทนได้ไม่ยากเย็น 

งานโหลคือ งานที่ใช้ทักษะน้อย ไม่ต้องใช้ความรู้มากมาย ...ใครที่ทำงานแบบนี้ ต้องเร่งเติมความรู้ เพิ่มทักษะ และ พัฒนาตัวเองโดยด่วน

3. ‘งานง่าย’ ...งานง่าย งานสบาย งานแบบนี้ มีแต่รายได้ลดลง อนาคตไม่มี 

ถ้าอยากรุ่ง ต้องมุ่งไปที่งานยาก ...ยิ่งสามารถทำงานยากให้ง่าย ก็ยิ่งดีมาก

4. ‘งานที่ไม่ต้องเรียนรู้เพิ่ม’ ...งานอะไรที่เราไม่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นงานอันตราย ที่ยิ่งทำยิ่งตกยุค ยิ่งทำยิ่งรายได้ลด

งานที่ดี ต้องบังคับให้เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

...ลองใช้ กฏ 4 ข้อนี้ สำรวจงานที่เราทำอยู่ว่า เข้าข่ายนี้หรือไม่ ...ถ้าใช่ ต้องรีบปรับเปลี่ยนโดยด่วนเลยครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

10 หลักคิด เริ่มธุรกิจที่ยิ่งทำ ยิ่งรวย

10 หลักคิด สร้างธุรกิจ ..ยิ่งทำยิ่งรุ่ง ยิ่งรวย

1. ‘ธุรกิจที่เริ่มจากความถนัดของเจ้าของ’ ...คนเริ่มธุรกิจมี 2 แบบ อย่างแรกคือ พวกทำตามกระแส อย่างที่สอง คือ พวกที่เริ่มตามความถนัด ...พวกแรกมักจะเจ๊งก่อน พวกหลังมักจะรอด

2. ‘ธุรกิจที่เริ่มด้วยเงินน้อย’ ...ธุรกิจเริ่มจากเงินก็มี 2 แบบ หนึ่ง คือ พวกลงทุนเยอะ ..พวกที่สองลงทุนน้อย ...อย่างหลังมีโอกาสรอดมากกว่า

3. ‘ธุรกิจที่เริ่มจากลูกค้าเก่า’ ...หลายคนเริ่มธุรกิจแล้วค่อยไปลุ้นหาลูกค้า หวังว่า จะเจอลูกค้าดี ...แต่คนที่มีโอกาสรอดสูงกว่า คือ พวกที่เริ่มและขยายจากฐานลูกค้าเก่า

4. ‘ธุรกิจเริ่มจากเงินกู’ ...พวกที่เริ่มจากเงินกู มักรอดมากกว่าพวกที่เริ่มจากเงินกู้ 

5. ‘ธุรกิจที่คนทำน้อย’ ...ถ้าทำอะไรที่คนทำเยอะ อย่าทำ เพราะ มันรอดยาก 

6. ‘ธุรกิจที่ทำแล้วมีคนพูดถึง’ ...ถ้าสิ่งที่ทำมันไม่เจ๋งพอให้คนพูดถึง ซวยละ เพราะ word of mouth คือ การตลาดที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคนี้ ...ทำอะไรต้องแจ๋วพอให้คนบอกต่อ !!

7. ‘ธุรกิจต้องมีคนใช้ซ้ำ’ ...ถ้าธุรกิจจะยั่งยืน คนต้องใช้ซ้ำ ..เงินถึงจะไหลมาเรื่อยๆ

8. ‘ธุรกิจที่ใช้คนให้น้อย’ ...คนแทนด้วยระบบ คนแทนด้วยเทคโนโลยี ...ใช้เทคโนโลยีและระบบแทนแรงงานคนทุกครั้งที่มีโอกาส

9. ‘ธุรกิจต้องคิดขยายง่าย’ ...ต้องตอบให้ได้ ขาย 1,000 ชิ้น ..หมื่นชิ้น ...แสนชิ้น ...ล้านชิ้น ...ขายอย่างไร ...ทำได้ไหม ...ตอบให้ชัดเจน

10. ‘ออนไลน์และออฟไลน์ ต้องผสานเป็นหนึ่ง’ ...เดี๋ยวนี้ธุรกิจต้องรวมโลกยุคใหม่และธุรกิจดั้งเดิม เพื่อประสิทธิภาพสูงที่สุด ทั้งต้นทุน และ โอกาสในการขาย

คิดได้ ลงมือทำเลย ...เอาใจช่วยครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 หลักคิด ขี้เกียจให้ฉลาด แล้วได้ดี

‘ยุคพ่อแม่เรา ใครขยันก็จะรวย แต่โลกยุคนี้ คนขี้เกียจ มีโอกาสรวยมากกว่า’ 

...แต่เดี๋ยวอ่านให้จบ อย่าอ่านแค่หัวข้อ มัน งง 

- การเล่นหุ้น ยิ่งขยันเทรดเท่าไหร่ โอกาสได้ยิ่งลด โอกาสเจ๊งยิ่งมากขึ้น

- งานใช้มือ ออกแรงแทบตาย ทั้งวัน รายได้นิดเดียว ..งานใช้สมอง หรือ ควบคุมเครื่องจักร ได้เงินมากกว่า

- เกษตรกรบ้านเรา ทำงานหนังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ..ได้เงินน้อยกว่า เกษตรกรในต่างประเทศ ทำงานใช้เครื่องจักรทำในพื้นที่ใหญ่กว่า ใช้คนน้อยกว่า แถมได้ผลผลิตต่อไร้ที่สูงกว่า

- นักรบ นักดาบ ได้รบ ได้สู้ตาย (สู้แล้วตาย) แต่ไม่เคยได้ควบคุมอาณาจักร

...ขอต้อนรับ เข้าสู่ ยุคของคนขี้เกียจ แต่ต้อง “ขี้เกียจอย่างชาญฉลาด” ด้วยกฏ 10 ข้อดังนี้

1. ‘ถ้าเราทำงานจนไม่เหลือเวลาว่างเลย แปลว่า งานเราไม่ฉลาด หรือ ไม่ก็ตัวเราไม่ฉลาด’ ...ต้องหาให้เจอว่า สิ่งใดไม่ฉลาด แล้วลงมือแก้ไขทันที ...ทุกงานต้องมีเวลาว่าง 

2. ‘เวลาว่าง คือ เวลาแห่งการพัฒนา’ ...คนที่งานยุ่งตลอด จะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้พัฒนาความรู้ตัวเอง ...ให้แบ่งเวลาว่าง ให้เป็นเวลาแห่งการพัฒนาตัวเอง 

3. ‘ถ้าเราว่างมากเกินไป เราจะใช้เวลาว่างนั้นทำลายตัวเอง’ ...ต้องมีเวลาว่าง แต่ไม่ใช่ว่างงาน เพราะ นั่นคือ หายนะ

4. ‘อย่าเก่งแค่เฉพาะงานของตัวเอง’ ...คนที่เก่งเฉพาะงานของตัวเอง มักจะตกอับในวันนึง ...วันนี้งานของเรา ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ...ให้ศึกษางานคนอื่น ที่เกี่ยวเนื่องกับงานของเรา เพราะ เราไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงข้างหน้ามันคืออะไร

5. ‘ให้พยายามมองหาเครื่องทุ่นแรง’ ...ให้หาเทคโนโลยีทุกอย่าง ที่มาแทนเวลาของเรา ...เราจะกล่ยเป็นคนขี้เกียจที่สบายและรวยขึ้นเรื่อยๆ

6. ‘ให้สอนคนอื่นเยอะๆ’ ...ยิ่งมีคนทำงานได้เหมือนเรา คนสอน ก็ยิ่งสบายขึ้น ...ใช่!! เลิกทำงานใช้มือ มาทำงานใช้ปากแทน 

7. ‘ให้ร่วมมือกับคนเก่ง แล้วแบ่งกำไรกัน’ ..อย่าไปหวงโอกาส ...ยุคนี้เต็มไปด้วยโอกาส แต่ขาดคนทำงาน ...ร่วมงานคนเก่ง แบ่งกำไรกัน

8. ‘คนดี คนเก่ง ต้องให้เขาเยอะๆ’ ...เราเอาให้น้อย แบ่งให้เยอะ แล้วเขาจะไม่คุ้มที่จะไปทำฃานกับคนอื่น ...เหมือนเราจะได้น้อย แต่เอาด้วย มักจะได้ยาว และ ยั่งยืน

9. ‘ขี้เกียจแต่ตรงต่อเวลา’ ...คนยุ่งมักเป็นคนที่ไม่ตรงเวลา ไม่รักษาเวลา เพราะ คนเหล่านั้นเขาจัดสรรเวลาไม่เป็น ...เราจัดสรรเวลาเป็น ต้องตรงต่อเวลา นี่คือ จุดแข็ง 

10. ‘คนขี้เกียจ ต้องให้เงินทำงานแทน’ ...ได้เงินมาเท่าไหร่ เปลี่ยนให้เป็น สินทรัพย์ อย่างหุ้น แล้วถือมันตลอดไป ให้สร้างกระแสเงินสด และ ปันผล ทำงานแทนเรา เมื่อเราขี้เกียจทำงาน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

9 นโยบายเพิ่มรายได้ ที่เราควรรู้


9 นโยบายการเปลี่ยน ที่ทำให้ธุรกิจและเรา มีรายได้เพิ่มขึ้น 

1. ‘เพิ่มผลผลิตต่อไร่’ ..การเพิ่มผลผลิตต่อไร่(ต่อหน่วย) คือ การใส่เทคโนโลยีเข้าไปเพื่อให้ผลผลิตเพิ่ม ...ที่เกษตรกรต่างประเทศมีรายได้ดีกว่าเรา ก็เพราะ ใส่เทคโนโลยีเข้าไป

2. ‘เพิ่มรายได้ต่อเดือน’ ...ใส่ความรู้และใบปริญญาเพิ่ม ก็จะมีรายได้ต่อเดือนเพิ่ม ...แต่ปัญหาของการเพิ่มรายได้จุดนี้ มันมีคู่แข่งมากในปัจจุบัน และ มันก็มีเพดานการเพิ่มที่จำกัด

3. ‘เพิ่มรายได้ต่อหัว’ ...ด้วยยอดขายเท่านี้ เราใช้พนักงานก็คน ...คนที่ลดจำนวนคน และ เพิ่มรายได้ ย่อมมีรายได้ที่สูงกว่า

4. ‘เวลาเทียบกับผลผลิต’ ...ใครที่ทำได้เร็วกว่า ย่อมรายได้สูงกว่า

5. ‘กำไรเทียบยอดขาย’ ...กำไรเทียบกับยอดขายที่สูงกว่า แปลว่า ใช้ความคิดและการต่อยอดที่มากกว่า เช่น แบรนด์แข็งกว่า , คุณภาพดีกว่า , ถูกใจลูกค้ามากกว่า , บริการเหนือกว่า เป็นต้น

6. ‘รายได้เทียบสินทรัพย์’ ..ธุรกิจยิ่งสมัยใหม่เท่าไหร่ ก็ยิ่งมี Fix Cost ที่ต่ำลง แต่รายได้ และ กำไรสูงขึ้น ...เพราะธุรกิจสมัยก่อน ล้วนวางอยู่บนที่ดิน ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นตลอด ...แต่ธุรกิจสมัยใหม่ วางอยู่บนอากาศ ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นความได้เปรียบของการแข่งขัน

7. ‘จำนวนพนักงานเทียบกับยอดขาย’ ...คนลด เทคโนโลยีต้องเพิ่ม ...คนลด สมองต้องเพิ่ม 

8. ‘ลดการขายสินค้า เพิ่มการขายกระบวนการแก้ปัญหา’ ...คนเราซื้อสินค้าเพราะต้องการแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่าง ...ให้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาลูกค้าให้เร็วที่สุด เช่น คนซื้อสว่านไม่ได้อยากได้สว่าน เขาแค่อยากได้รูบนฝาผนัง ...ขาย Solution คิดได้แพง และ สร้างความแตกต่างที่ยั่งยืนกว่า

9. ‘เพิ่มเวลาว่างให้พนักงาน’ ...บริษัทที่คนมีเวลาว่างให้คิดมาก เราเห็นตัวอย่าง Google ที่เปิดให้พนักงาน มีเวลาว่าง ในการเลือกทำอะไรก็ได้ ให้เกิดความสร้างสรรค์ ...ต่างกับโรงงานนรก ที่ทุกคนล้วนทำงานหนัก แต่ผลิตผลลดลงเรื่อยๆ สวนทาง กับ ชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

The Marshmallow Test ...อดทนถึงที่ได้ดีทุกคน จริงหรือ ?



อันนี้น่าสนใจ ‘The Marshmallow Test’ ...อดทนถึงที่ ได้ดีทุกคน จริงหรือ ?


ใช่!! ‘ความอดทน’ เป็น สิ่งที่โคตรไม่น่าสนใจ


เพราะ ยุคนี้ เขาพูดกันเรื่อง ...ความแตกต่าง ...ความกล้า ...และ ความรวดเร็ว


คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ ต่างออกเดินทาง ศึกษาโลก ทั้งในชีวิตจริง และ บนออนไลน์


ถ้าพูดง่ายๆ คนยุคนี้ เรียนรู้ และ เห็นโลก มากกว่าคนสมัยก่อน ....ที่เราเคยเข้าใจว่า คนแก่ เห็นโลกมากกว่า คนหนุ่มสาว เห็นทีจะไม่ใช่แล้วในปัจจุบัน 


พนันกันเลยว่า คนรุ่นใหม่ เดินทางเยอะกว่าคนรุ่นก่อน เห็นโลกมากกว่า มีความรู้รอบตัวมากกว่า แต่มีเรื่องนึง ที่คนรุ่นใหม่ สู้คนรุ่นก่อนไม่ได้เลย


ข้อ 1 ..ความร่ำรวย ...คนรุ่นนี้ หาเงินเก่ง แต่ไม่มีเงินเก็บ (คนรุ่นก่อน สะสม สินทรัพย์ คนรุ่นใหม่ สร้างหนี้ แล้วสะสมขยะ)


ข้อ 2 ...ความอดทน ...คนรุ่นใหม่ฉลาด แต่พอขาดความอดทน ก็ไม่สามารถสร้างความร่ำรวย ไม่สามารถสร้างผลงานที่ประสบความสำเร็จ


ที่พูดมาทั้งหมด มันเกี่ยวกับหนังสือ The Marshmallow Test อย่างไร ?


เขารวบรวมหลักฐานของความสำเร็จต่างๆ บนโลกใบนี้ ว่า ล้วนเกินจาก


1. ความอดทน อดกลั้น

2. การยอมลำบากในปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่ดี

3. เลือกปฏิเสธความสุขตรงหน้า เพื่อความสุขที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

4. ยอมรับรายได้น้อยในวันนี้ เพื่อโอกาสในการไปสู่รายได้แบบมหาศาลในวันหน้า

5. ไม่สนใจคำวิจารณ์ในวันนี้ เพราะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีรออยู่ในอนาคต


ใช่!! ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจคนรุ่นใหม่ ...แต่มันกลับเป็นตัวตันสินคนรุ่นใหม่ว่า เขาจะสำเร็จและร่ำรวยในชีวิตมากน้อยเพียงใด


ลองตอบ คำถามทั้ง 5 ข้อนี้ จะพบว่า ‘สิ่งที่เรากำลังทำ เส้นทางชีวิตที่เราเดิน มันตอบโจทย์วันนี้ หรือ อนาคตระยะยาวมากกว่ากัน’


ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุด ...มีแต่ทางเลือกที่เหมาะกับเราที่สุดก็พอ


ตัวผม เลือก การสร้างสมดุลย์ระหว่าง ความสุขในปัจจุบันพอประมาณ แต่ไม่สร้างหนี้ เพื่อบริโภค ...ที่เหลือ คือ การทำงานและการลงทุนที่ตอบโจทย์ระยะยาว 


ลองตอบคำถามในแบบของคุณดูครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หนี้ ..อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกมนุษย์



หนี้ ..อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกมนุษย์”

ตั้งแต่อดีต จนถึง ปัจจุบัน ..มนุษย์พยายามสร้างอาวุธที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูงขึ้นเรื่อยๆ 

ตั้งแต่ค้อน มีด ปืน ระเบิด ...นิวเคลียร์ ล้างโลก จนเกิดสงครามเย็น ในยุค รัสเซีย กับ อเมริกา นั่งอยู่ขอบหน้าผา ต่างก็ลุ้นกันว่า ประเทศใด จะเป็นกดระเบิด เพื่อทำลายโลกนี้

ก็โชคดีที่ผ่านยุคนั้นมาได้ ...มันทำให้มนุษย์เริ่มเรียนรู้ว่า แทนที่จะคิดระเบิดมาทำลายโลก แล้วตายกันหมด ...ต้องมี อาวุธ ที่ดีกว่านั้น 

‘หนี้’ ...ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้แน่ใจว่า ‘คนสามารถถูกควบคุม ตราบเท่าที่เขายังเป็นหนี้อยู่’

American Dream คือ การกระตุ้นให้คนสร้างหนี้ในวงกว้าง เพื่อซื้อ บ้าน ซื้อรถ และ ใช้ชีวิตตามแบบที่ทุกคนฝัน 

ความฝัน ถูกสร้างออกมา ให้เลิศ หรู อลังการ ...ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องมีบ้านหลังใหญ่ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน 

คุณต้องมีรถหรู ที่คนส่วนใหญ่เพียงแค่ฝัน แต่ครอบครองมันไม่ได้ 

คุณต้องมี ...และ แน่นอน ทั้งหมดนี้ เพียงคุณยอมเป็นหนี้ คุณก็จะได้ทั้งหมดนี้มาครอบครองทันที

‘ใครจะปฏิเสธล่ะ ?’ ...จริงไหม 

คนที่ประสบความสำเร็จในโลกยุคนี้ ไม่ใช่คนรวย แต่คือ คนที่ดูรวย 

(คนรวย คือ คนที่มีเงิน และ สามารถซื้อสิ่งที่จำเป็นในชีวิตแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ...ส่วนคนที่ดูรวย คือ คนที่ยอมสร้างหนี้ เพื่อครอบครองสิ่งที่หรูหรา เกินฐานะ โดยไม่สนใจว่า สุดท้ายเขาจะสามารถจ่ายหนี้ตรงนั้นได้ ...ไม่สน !! แค่ดูรวย ก็พอใจแล้ว)

ใน 100 คน ..ผมเชื่อว่า 90 คน เลือกที่จะดูรวย ...โดยยอมแลกกับ ความล้มเหลวทางการเงิน และ ความล้มเหลวในชีวิต 

ที่เกริ่นเรื่องหนี้ขึ้นมา เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เราควรจัดการหนี้อย่างไร ให้ชีวิตดี 

1. ‘อย่าสร้างหนี้ ที่เราไม่สามารถจ่ายเงินเต็มได้’ ...แปลว่า เราควรสร้างหนี้ ก็ต่อเมื่อ เรามีเงินก้อนที่จะจ่ายเต็มจำนวนได้เท่านั้น

2. ‘อย่าสร้างหนี้ เพื่อซื้อสิ่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์’ ...สิ่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์คือ สิ่งที่เราลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ...กว่าจะผ่อนหมด สิ่งนั้นก็ไม่เหลือมูลค่า ...ถ้าผ่อนหมด แล้วเราได้ขยะ ก็ไม่ควรสร้างหนี้ตั้งแต่ต้น

3. ‘อย่าสร้างหนี้ เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เราไม่เชี่ยวชาญ’ ...ถ้าเราเป็นมือใหม่ ในธุรกิจ หรือ การลงทุนใดๆ ให้เราใช้เงินสด ...เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะไม่จมความล้มเหลว แล้วโดนเหยียบซ้ำจากหนี้ จากสิ่งที่เราไม่มีประสบการณ์

4. ‘อย่าค้ำประกันหนี้ ให้คนอื่นเด็ดขาด’ ...ถ้าอยากค้ำประกันหนี้ให้ใคร ให้เอาเงินเราจ่ายหนี้ให้เขาไปเลยจะดีกว่า ...ก็แปลว่า ถ้าไม่อยากเสียมิตรภาพ อย่าค้ำประกันให้ใคร (คนไม่เชื่อข้อนี้ สุดท้ายจะเรียนรู้ บทเรียนความเจ็บปวดด้วยน้ำตาของตัวเอง)

5. ‘คนรวยทุกคน จะพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ในทุกโอกาส’ ...คนรวยเขาเลือกสร้างสินทรัพย์ ...เพราะในระยะยาว สินทรัพย์และหนี้ มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...โดยที่หนี้มันทำเงินออกจากกระเป๋าเรา ในขณะที่สินทรัพย์ มันทำเงินเข้ากระเป๋าเรา

เลือกไม่ยากเลย ..แค่เริ่ม คิด และ วางแผนให้ถูกทาง

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

8 หลักการตลาดยุคใหม่ เพื่อต้านการเปลี่ยนแปลง



8 หลักการตลาด สมัยใหม่ ที่ใช้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ มันเข้ามารอบด้าน ..เจอทุกอาชีพ ...ทุกเพศ ..ทุกวัย ..คนรวย ...คนจน ..โดนกันหมด 

พูดง่ายๆ ใครปรับตัวไม่ได้ อาจถึงขั้นตกงาน , อาชีพหาย , รายได้หด , โอกาสหด 

วิธีการที่ดีที่สุด ที่ทำให้เราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีอยู่ 5 ข้อหลักๆ คือ 

1. ‘ทำงานแบบนักประดิษฐ์’ ...นักประดิษฐ์คือ คนที่ต้องลองผิดลองถูกเป็นงานประจำ ...ไม่มีคู่มือ การันตีความสำเร็จ ...นักประดิษฐ์ที่ดี จึงต้อง ทดลองตลอดเวลา ....การทำงานแบบนักประดิษฐ์ คือ ให้เรากล้าที่จะทดลองสิ่งแปลกใหม่ แล้วทำให้สิ่งนี้เป็นนิสัยในการทำงาน

2. ‘เตรียมตัว หลังการทดลองที่ผิด เพื่อเดินต่ออย่างต่อเนื่อง’ ...มันหมดยุคแล้ว ที่คนทำผิด เท่ากับ ผู้แพ้ ..คนทำถูก คือ คนชนะ ...ไม่ใช่แล้ว ...ยุคนี้ เราต้องทำใจเผื่อว่าเราผิดได้ตลอด ...ความเก่งของคนยุคนี้ คือ ความสามารถที่จะเดินต่อ แม้จะผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า

3. ‘เลือกตลาดที่เล็กที่สุด ที่เรามีโอกาสชนะมากที่สุด’ ...ในโลกที่คู่แข่งทั้งเก่ง และ มีจำนวนมาก ให้เราพุ่งไปที่จุดที่เล็ก ตลาดที่เล็กที่สุด ที่เรามีโอกาสชนะมากที่สุด

4. ‘อย่าทำสินค้าให้คนชอบ แต่ต้องสร้างสินค้าให้คนรัก’ ...ถ้าลูกค้ารักสิ่งที่เราทำ เขาจะบอกต่อให้เราเอง ...การบอกต่อ คือ การตลาดที่สำคัญที่สุดในยุคนี้

5. ‘ถ้าเลือกได้ อย่าขายสินค้า โดยการลดราคา’ ...การลดราคา คือ การทำธุรกิจที่มีคู่แข่งมากที่สุด แปลว่า เป็นวิธีทำธุรกิจที่มีโอกาสรอดน้อยที่สุดนั่นเอง 

6. 'ใช้เทคโนโลยี ก่อนใคร' ...เทคโนโลยี ถูกออกแบบมาเพื่อ หนึ่ง ลดต้นทุน สอง เพิ่มผลผลิต ...การนำเทคโนโลยี มาใช้ก่อน จะทำให้เราล้ำหน้าคู่แข่งมากขึ้น

7. 'มีวิธีคิดแบบ Growth Mindset' ...วิธีคิดที่ว่านี้ คือ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะ เราเชื่อว่า คนที่เป็นผู้นำในสิ่งที่ทำ ต้องไม่หยุดเรียนรู้ 

8. 'ใช้การตลาด ในการตอบโจทย์ และ แก้ปัญหาให้ผู้คน' ...ธุรกิจที่ดี คือ การสร้างสินค้าและบริการที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่น ...การตลาดที่ดี ก็คือ การสื่อสารเพื่อแก้ปัญหา และ ตอบโจทย์ตลาดเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน มันเริ่มตั้งแต่ การเปลี่ยนโจทย์ ...จากเดิมที่การตลาด สร้างขึ้นมาเพื่อ ช่วยธุรกิจใหญ่ ในการขายสินค้าธรรมดา เพื่อให้คนส่วนใหญ่ซื้อ ...กลายเป็น การตลาดยุคใหม่ คือ การช่วยธุรกิจคิดและสร้างสินค้าที่พิเศษ เพื่อให้คนเฉพาะกลุ่มซื้อ เพื่อตอบโจทย์ และ สร้างความพอใจ สูงสุดแก่คนกลุ่มเล็ก 

การซื้อซ้ำ การบอกต่อ คือ แก่นของการตลาดยุคใหม่ 

จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 หลักรวยเร็วแบบ Masa ‘ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดใน Silicon Valley’



‘ทำไมคนรวย คิดตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ?’ ...คิดรวยเร็วสุดๆ อย่างไร แบบ Masa !!


ในปัจจุบันเราเห็นคนที่สร้างตัวจากศูนย์ จนกลายเป็นมหาเศรษฐีจำนวนมาก ...แปลว่า โลกทุกวันนี้มีโอกาส 


แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใส่ใจศึกษาว่าคนเหล่านั้นเขาทำอย่างไร 


หนึ่งในมหาเศรษฐีของโลกที่น่าสนใจมากคนนึง คือ Masayoshi Son (Masa) ..เขาคือ คนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น และ ได้ถูกจัดอันดับว่าเป็นคนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของ Start up และ เทคโนโลยี ในปัจจุบัน


ถ้าย้อนดูประวัติ ของ Masa เขาไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นโดยกำเนิด ..เขาเกิดจากครอบครัวคนชั้นกลาง ที่ย้ายมาจากเกาหลี ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ‘ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิต ในญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนต่างชาติ ในยุคนั้น’


จุดเปลี่ยนของ Masa คือ เขาได้มีโอกาสไปเรียนที่อเมริกา 


เงินล้านแรก เขาได้จากการทำงาน Part-time แต่ไม่ใช่งานเสริฟอาหาร หรือ ทำงานในร้าน Fast food แบบที่เราคิด ...งาน Part-time ของเขาคือ การประดิษฐ์อะไรบางอย่าง 


Masa มีความคิดว่า ถ้าเขาทำงานแบบคนปกติ ชีวิตเขาก็คงเหมือนคนทั้วไป ...เขาจึงเลือกใช้เวลาทุ่มสร้างสิ่งประดิษฐ์ ...ปรากฏว่า เขาสามารถสร้าง Dictionary แล้วขาย สิทธิบัตรนั้นให้กับ บริษัท Sharp แล้วได้เงินล้านแรกในชีวิต 


เขาคือ คนที่ลงทุนใน Yahoo ตั้งแต่ ยังเป็นธุรกิจ Start Up 


เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Yahoo Japan และ Softbank ที่กลายเป็นธุรกิจดางรุ่งในยุค Dot Com Boom


เขาเคยรวยที่สุดในโลก 3 วัน ..ก่อนที่หลังจากนั้น เกิด Dot Com Crash ปี 2000 แล้วสูญเสียความมั่งคั่งกว่า 99% 


เขาเป็นผู้ให้เงินเริ่มต้น แต่ Jack Ma ในการสร้าง Alibaba ตั้งแต่มีพนักงานไม่ถึงร้อยคน ..แล้วเปลี่ยนเงิน 20 ล้านเหรียญ ให้กลายเป็น 50 พันล้านเหรียญ แล้วพาเขากลับมาสู่จุดสูงสุดแห่งความมั่งคั่งอีกครั้ง


วันนี้เขาคือ คนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น และ เป็นเจ้าของกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก 


หนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ในกองทุนของเขาคือ กษัตริย์ซาอุ ...Masa มักให้สัมภาษณ์ว่า เขาใช้เวลา 45 นาที เพื่อให้ได้เงินลงทุน $45 Billion ...นาทีละ $1 Billion (3 หมื่นล้านบาท ต่อนาที)


หลายคนตั้งคำถามว่า ความรวยของเขา ขึ้นลงแบบบ้าคลั่ง ..ตกลง เขาขึ้นมาด้วยโชค หรือ ฝีมือ


ซึ่งพอจะสรุป เป็นข้อๆ ดังนี้


1. ‘ถ้าเราสำเร็จหนึ่งครั้ง มันคือโชคดี แต่ถ้าสำเร็จหลายครั้ง มันคือ ฝีมือ’ 


2. ‘หลักคิดของนักลงทุนสุดโต่ง อย่าง Masa คือ ลงทุนในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ’ ...อะไรที่คนเข้าใจ มันขึ้นได้ไม่เยอะ ...แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ มันสามารถขึ้นได้ไม่จำกัด ...รวยไม่จำกัด


3. ‘คิดไกล ไม่สนใจระยะสั้น’ ...สิ่งที่เขาภูมิใจมากคือ แผนธุรกิจ 300 ปี ของเขา ...นอกจากวางแผนยาวแล้ว การทำธุรกิจ ก็เน้นระยะยาว เช่น เขายอมขาดทุนระยะสั้น ยอมขายของให้กำไรน้อย หรือ แม้กระทั่งยอมขาดทุนเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งตลาดสูงสุด และ ผูกขาดในระยะยาว (คนที่คิดแบบนี้ อีกคนคือ เจ้าของ Amazon ..Jeff Bezos)


4. ‘กล้าลงทุนในคนเก่ง’ ...เขาเชื่อว่า การให้เงินคนเก่งให้มากที่สุด จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด ...อย่างเช่น เขาให้เงิน Jack Ma มากกว่าที่ต้องการมหาศาล


5. ‘ความเร็วสำคัญที่สุด ในธุรกิจยุคนี้’ ...ยุคนี้คนเก่ง อาจแพ้ ให้กับคนที่เร็วกว่า


นี่คือ หลักการคร่าวๆ ของ Masa ผู้ซึ่งกลายเป็น ผู้ทรงอิทธิพลสูงที่สุด ใน Silicon Valley (หุบเขาแห่งคนอัจฉริยะ)


จัดไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

10 ข้อควรรู้ ในการเริ่มเล้นหุ้นปี 2019


10 ข้อควรรู้ ถ้าอยากเล่นหุ้นปี 2019

1. ‘ตลาดหุ้นต่างกับทำธุรกิจ’ ...ถ้าทำธุรกิจต้องทำตอนที่ดี วิ่งตามกระแส แต่การลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าตามกระแส เข้าช่วงดี มักได้ซื้อหุ้นแพง ‘ติดดอยหุ้น’ ...ถ้าอยากได้หุ้นถูกต้องรอตลาดซบเซา ...ถ้ามองไปรอบๆ มีคนเสียหายจากหุ้น มีคนติดหุ้น ก็แปลง่ายๆ ว่าช่วงนั้นตลาดถูก

2. ‘อ่านงบเป็นจะหาหุ้นถูกเป็น’ ...ความกล้าอย่างเดียวมันไม่พอในตลาดหุ้น มันต้องเอาความรู้นำ แล้วความกล้าตาม ...ความรู้ที่ช่วยให้เราหาหุ้นถูก ก็คือ อ่านงบการเงินได้

3. ‘อ่านกราฟหุ้นได้ จะเข้าซื้อในจังหวะที่ถูก’ ...คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นแล้วติดดอย เพราะไม่ได้ดูกราฟหุ้นก่อนซื้อ หรือ ซื้อหุ้นตอนที่ราคาสูงที่สุดเลย 

4. ‘เริ่มเงินน้อย ดีกว่าเริ่มเงินเยอะ’ ...ตลาดหุ้นทำเงินได้เร็วจริง แต่เวลาเสียก็เร็วเช่นกัน ...คนที่เริ่มด้วยเงินน้อย มักได้เปรียบเพราะ เวลาเสียหายมันน้อยกว่า ...พูดง่ายๆ ว่า ค่าเรียนรู้ถูก ...เงินน้อยจึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นความได้เปรียบของผู้เริ่มต้น

5. ‘ตลาดหุ้นไม่ชอบความฮิต’ ...ถ้าดูให้ดี อะไรที่ฮิตในตลาดหุ้น คนพูดถึงเยอะ เชียร์กันมาก มันมักจะไม่ดี ...คนคิดสวนกระแสจึงได้เปรียบเสมอ

6. ‘อดทนรวย ใช้ได้ในหุ้น’ ...การที่จะรวยเป็น สิบเท่า ร้อยเท่า ก็ขึ้นกับว่า คนๆนั้น ต้องสามารถถือหุ้นได้นาน ...ไม่ใช่ซื้อมาขายไป แต่ต้องทนถือ ...ภาษาหุ้น คือ ‘คุณทนรวยได้กี่ปี ?’ 

7. ‘คนเล่นหุ้นที่ดี ต้องไม่ขี้ตกใจ’ ...หลายคนเสียหายหนักเวลาตลาดเกิดวิกฤต (ซึ่งในตลาดหุ้น มีวิกฤตตลอดเวลา ไม่ต้องไปตกใจ) ...สิ่งที่ต้องทำคือ เราเตรียมพร้อมรับวิกฤตตลอดเวลา ...ถ้าเตรียมพร้อม เราก็จะไม่ตกใจ ...อาจซื้อหุ้นเพิ่มด้วยซ้ำเวลาเกิดวิกฤต 

8. ‘คนที่รวยเป็นหลายๆ เท่าได้ ต้องลงทุนเป็นพอร์ต’ ...คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นเหมือนแทงหวย หาหุ้นเด็ดแล้วก็จัดเต็ม ...วิธีนั้นอาจได้ความตื่นเต้น แต่ไม่ได้ทำให้พอร์ตโต ...ถ้าอยากพอร์ตโต ต้องซื้อหุ้นแบบกระจายความเสี่ยง ลงทุนเป็นพอร์ตนั่นเอง

9. ‘อย่าถามใคร เพราะ จะทำให้เราไขว้เขว’ ...การที่เราจะเล่นหุ้นได้โดยไม่ถามใคร แปลว่า เราต้องเลือกหุ้นเป็นจากการอ่านงบ แล้วหาจังหวะซื้อโดยดูกราฟ ...ถ้าทำแบบนี้ได้ เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อแบบคนส่วนใหญ่ ที่วิ่งหาหุ้นเด็ด หาข่าว หาวงใน สุดท้ายติดหุ้นทุกคน

10. ‘อยู่ในตลาดนานพอ’ ...ใครอยู่ในตลาดหุ้นนานพอ รวยทุกคน ...การอยู่ในตลาดนานพอคือ อยู่ทั้งช่วงดี และ อยู่ทั้งช่วงแย่ ...ใครผ่านได้ ก็แปลว่า เราจะเข้าใจ และ มีทักษะ ในการเป็นนักลงทุน ....อยู่ให้ได้ 10 ปี มันจะมีรางวัลที่คุ้มค่าครับ !!

——————————————-

สำหรับคนที่สนใจเรียนรู้ ....

คอร์สออนไลน์สำหรับมือใหม่สนใจหุ้น
"มือใหม่มาก อยากเล่นหุ้นด้วยมือถือ" 2019
ไม่ต้องมีความรู้มาก่อน ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์
สอนเล่นหุ้นด้วยมือถือเครื่องเดียวเท่านั้น
สนุก เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง

ดูตัวอย่าง 22 นาที ฟรี!
กดที่นี่ http://bit.ly/2Qpnscj

สนใจสมัคร ทักไลน์ @basicblueprint (ต้องมี @)
หรือโทร. 063 191 0816

เนื้อหา มีดังนี้ 
EP1 : หุ้นคืออะไร? 
EP2 : ทำกำไรจากหุ้นอย่างไรได้บ้าง?
EP3 : ทำไมคนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้น?
EP4 : พาทัวร์เว็บตลาดหลักทรัพย์
EP5 : การเปิดบัญชีหุ้น / การตั้งค่าครั้งแรก
EP6 : รู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนถูกหรือแพง? 
EP7 : สอนใช้แอพ Streaming และคำศัพท์ที่ควรรู้
EP8 : ทำความรู้จักกราฟหุ้น แนวรับ แนวต้าน
EP9 : วิธีส่งคำสั่งซื้อ-ขายหุ้น
EP10: การเลือกหุ้น 2 แนวทาง (สั้น/ยาว)

สมัครแล้วเรียนได้ทันที ดูซ้ำได้ตลอดไป
ราคาปกติ 5,500 บาท
ราคา early bird 3,900 บาท 
(ชำระภายใน 31 ม.ค.)

ฟรี! โบนัสพิเศษ! 
คลิปเสียงอุ่นเครื่อง ความรู้ด้านการเงิน 60 นาทีเต็ม 

สนใจสมัคร ทักไลน์ @basicblueprint (ต้องมี @)
หรือโทร. 063 191 0816

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562

10 ข้อดี ทำไมเจ้าของธุรกิจ จึงอยากเอาธุรกิจเข้าตลาด IPO



10 เหตุผล ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงอยากเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น IPO


1. ‘ราคาหุ้นมีราคา’ ..หุ้นของบริษัทที่ไม่ได้เข้าตลาดมักไม่ได้มีราคา ...เจ้าของก็ถือไว้เฉยๆ ...แต่พอบริษัทเข้าตลาด หุ้นกลายเป็นมีค่ามีราคาทันที ..เขาเลยเรียกการเข้าตลาดหุ้นคือ การปลดล็อคมูลค่ากิจการ (จากที่ไม่เคยจับต้องได้ ให้กลายเป็นเงิน)


2. ‘รวย’ เพราะ ตลาดหุ้นมี Multiple คือ มีตัวคูณความมั่งคั่งให้เจ้าของ หรือ ที่คนในตลาดหุ้นเรียกกันว่า P/E นั่นแหละ ...อย่างเช่น ถ้าธุรกิจมีกำไร 30 ล้านบาท ถ้ามี P/E ที่ 30 เท่า ก็แปลว่า มูลค่ากิจการในตลาดหุ้น คือ 900 ล้านบาท (หรือ อีกนัยนึง ถ้าธุรกิจนี้อยู่นอกตลาด เจ้าของก็ต้องทำธุรกิจอีก 30 ปี กว่าจะได้เงิน 900 ล้าน เพราะได้กำไรปีละ 30 ล้าน ..แต่นี่ได้ทันที)


3. ‘ไม่เสียภาษี’ ..อะไรก็ตามที่ซื้อขายมีกำไรนั้นย่อมเสียภาษี แต่ถ้าหุ้นอยู่ในตลาดหุ้น ซื้อขายกำไร ไม่ต้องเสียภาษี ...เรียกว่า รวยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ...นั่นแหละ ที่คุณเห็นเจ้าของขายหุ้นกันร้อยล้าน พันล้าน ...ไม่เสียภาษีครับ


4. ‘หุ้นเปลี่ยนเป็นหลักประกันได้’ ...เดิมทีหุ้นเราก็คือกระดาษใบนึง แต่พอเข้าตลาด สามารถใช้เป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้ เพราะ หุ้นมีราคาและซื้อขายได้คล้ายๆ ที่ดินนั่นเอง


5. ‘เติบโตเร็ว’ ...การทำธุรกิจปกติคือ รวยด้วยเงินเรา หรือ อย่างมากก็กู้ธนาคาร ซึ่งไม่ง่าย แถมต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน ...แต่เงินจากตลาดหุ้น ก็เราเอาคนอื่นมาร่วมเป็นเจ้าของ แปลว่า ได้เงินจากเขามาเติบโต ...เราถึงเห็นหลายๆ ธุรกิจที่เข้าตลาดแล้วโตเร็วมาก ก็เพราะ ได้เงินคนอื่นมาขยายนั่นเอง


6. ‘ไม่ได้เสียความเป็นเจ้าของ’ ...หลายคนกลัวว่า พอเข้าตลาดแล้วธุรกิจจะตกเป็นของคนอื่น ...จริงๆ ถ้าคุณยังถือหุ้นเกิน 50% คุณก็ยังควบคุมและบริหารธุรกิจได้ตามปกติ ...แค่คุณไม่ขายหุ้นในส่วนนั้นก็พอแล้ว 


7. ‘สภาพคล่อง’ ...หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เพราะ ซื้อขายได้ตลอด ...ทำให้คนรวยในโลก เลือกหุ้นเป็นที่เก็บความมั่งคั่งของเขามากที่สุด


8. ‘แบ่งมรดกง่าย’ ...พวกสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ที่ดินแบ่งให้ลูกยาก อาจไม่แฟร์ แต่หุ้นแบ่งง่าย ชัดเจน ลดปัญหาครอบครัว


9. ‘เปลี่ยนบริษัทกลายเป็นระบบ’ ...หลายคนรวยอยู่แล้ว แต่เอาหุ้นเข้าตลาดเพื่อจะจัดการให้ธุรกิจเป็นระบบ ควบคุมง่าย และ สามารถจ้างผู้บริหารมืออาชีพ ...ก็คือ เจ้าของอยากสบายขึ้น และ ควบคุมการรั่วไหลของธุรกิจนั่นเอง


10. ‘กิจการมีอายุยืนยาว’ ...ธุรกิจทุกวันนี้ ขึ้นเร็ว ลงแรง การเอาธุรกิจเข้าตลาด สร้างระบบ แล้วจ้างมืออาชีพ เป็นการทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนมากขึ้นนั่นเอง


นี่เป็นข้อดีคร่าวๆ ในการเอาบริษัทเข้าตลาด 


ส่วนข้อเสีย คือ ‘มันไม่ง่าย’ ...ก็แน่นอน อะไรที่ดี มันต้องลงทุน ต้องลำบาก ...หลักๆ คือ ต้องทำบัญชีเล่มเดียว ยอมจ่ายภาษีเต็มๆ กับ ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี การวางระบบ ให้บริษัทเป็นไปตามกฏของ กลต.และ ตลาด ซึ่งใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 3 ปี 


ใครสนใจเรื่องนี้ ยังทัน ผม และ หยง ได้จัดคอร์ส Intensive IPO โดย เชิญผู้คร่ำหวอด ในการวงการ ที่มีประสบการณ์ตรงในการนำธุรกิจเข้าตลาด คุณ นิค - อมรศักดิ์ จะมาเป็นผู้สอนโดยตรง


คอร์สนี้เป็นสัมมนาสด 2 วัน สอนทุกอย่างที่คุณต้องรู้ ในการเตรียมตัวเอาบริษัทเข้าตลาด จัดในวันที่ 19-20 มกราคมนี้ 


.. รายละเอียดและการสมัคร คอร์ส Intensive IPO คลิ๊กที่นี่ครับ

goo.gl/27SR1R


วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

3 วิชามาร ในร้านออนไลน์



“3 วิชามาร ในร้านออนไลน์ที่ต้องระวังตัว”


...ใครขายของออนไลน์ เรื่องนี้น่าสนใจ !!


ต้องบอกว่า ทุกเรื่องแปลกใหม่ เราจะพบเจอที่เมืองจีน


ทางทีมข่าว WSJ เขาทำ Story เรื่อง ของ ‘เทคนิคการขายสินค้าบน Amazon โดยคนจีน’


เขาพบว่า ในจีน มีเทคนิค อยู่ 3 แนวทางใหญ่ๆ ที่ช่วยให้ขายของดีมากขึ้น ..เอาง่ายๆ ว่า ถึงขนาดที่มี ‘กูรู’ เรื่องนี้โดยเฉพาะ 


1. ‘สร้าง Fake Review’ คือ สร้างรีวิวปลอมเพื่อถล่มร้านออนไลน์ของคู่แข่งที่ขายดี ...โดยอาจจะซื้อสินค้าจริงจาก ร้านคู่แข่งใน Amazon จากนั้น ก็ทำการเขียนรีวิวแย่ๆ แล้วก็เคลมส่งสินค้าคืน ....พอมี รีวิว แย่เยอะๆ หรือ บางครั้งก็แจ้งว่าร้านขายสินค้าปลอม ก็ทำให้ Amazon ทำการ suspend หยุดไม่ให้ร้านค้านั้นๆ ขายของชั่วคราว หรือ หยุดถาวรไปเลย 


อันนี้คือ วิชามารแรก ...เตะขัดขาคู่แข่ง


2. ‘สร้าง Good Review’ คือ ทาง Amazon จะ จัดอันดับ สินค้าที่ขายดี และ รีวิวดี ให้อยู่ในลำดับการขายต้นๆ ....แน่นอน ถ้าสินค้าใครได้ลำดับต้นๆ ใน Amazon จะยิ่งขายดี เพราะ ลูกค้าหาได้ง่าย ...แล้วปกติลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกสินค้าหรือร้านที่รีวิวดีเป็นหลัก ...อันนี้ก็เข้าทางเขาละ 


วิธีการทำก็คือ ร้านออนไลน์ ก็ซื้อสินค้าของตัวเอง (อันนี้ไม่ได้ทำคนเดียวนะ แต่ทำเป็นทีม เป็นขบวนการ ซื้อไขว้ไปมา) จากนั้น ก็รีวิวดีๆ 


พอยอดขายดี รีวิวดี ก็จะได้จัดอันดับต้นๆ 


นี่คือ วิชามารที่สอง ...สร้างยอดขายปลอม และ สร้างรีวิว ปลอม เพื่อลำดับการขายที่ดีขึ้น 



3. ‘ติดสินบน เจ้าหน้าที่ Amazon ในจีนเลย’ ...อันนี้ตรงๆ เลย ก็ให้สินบน ให้เจ้าหน้าที่ Amazon ช่วยทำลำดับสินค้าให้ดี หรือ ช่วยเอารีวิวแย่ๆ ออกให้ อะไรต่างๆ นานา 


จะเห็นได้ว่า ในโลกออนไลน์ ที่ใครๆ คิดว่า สินค้าขายง่าย ...แต่ในความจริง ก็มีเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ที่เจ้าของร้านค้า หรือ สินค้า ต้องเตรียมตัวรับมือ


ที่เล่ามานี้ เขาไม่ได้ทำแบบบ้านๆ นะ ...ในแต่ละรูปแบบ เขามี ผู้เชี่ยวชาญ มีบริษัทที่ทำด้านนี้โดยตรง มีทีมงานจำนวนมากมาย ทั้งการสร้างยอดขายปลอม ทั้งการสร้างรีวิวปลอม 


ก็เอาข้อมูลนี้มาแชร์ให้ระวังตัว และ เตรียมตัวรับมือกันครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



https://www.facebook.com/8304333127/posts/10158401713003128/

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

ความมหัศจรรย์บนทางที่เราเดิน



‘ความมหัศจรรย์อยู่ระหว่างทางที่เราเดิน’ !!


หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าพูดที่ว่า ‘เป้าหมายไม่สำคัญ เท่าระหว่างทางที่เดิน’ ...แต่ก่อนผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้เลย


ก็เพราะ เราสนใจแต่เป้าหมาย ว่า ผมต้องรวย ..ผมต้องประสบความสำเร็จ ...จนมาวันนึงที่ผมเริ่ม วิ่ง !!


ผมมีเรื่องเล่า ที่เป็นตัวอย่างจริง ของ ความมหัศจรรย์อยู่ระหว่างทาง มาแชร์กัน


...ปีก่อน ผมเริ่มสุขภาพไม่ค่อยดี ..ผมเป็นคนผอมแต่ลงพุง ...นี่เป็นสาเหตุที่ทำไม ผมใส่สูทตลอดเวลา ..ใช่!! ปิดพุง ครับ (ใครผอมแต่มีพุง จะเข้าใจความรู้สึกผมเลย..555)


ผมเห็นเพื่อนหลายๆ คนที่อายุเท่ากัน เริ่มออกมาวิ่ง ...ผมก็ลองวิ่งบ้าง ปรากฎว่า 10 นาที ก็ไม่ไหวแล้ว จะตาย ...ยิ่งผมเป็นคนเหงื่อออกง่าย (เพราะตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กอ้วนมาก ก็เลย เหงื่อออกง่ายมาตลอด) ...ตกลงวิ่ง 10 นาที เหงื่อออกมหาศาลแล้วก็จะตาย ไม่ไหว ๆ


...แต่ผมก็ยังฝืนวิ่ง ค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย


เป้าหมายผมคือ ต้องวิ่งให้ได้ 10 กิโล อย่างต่อเนื่อง 


ผ่านมาปีกว่าๆ ...ผมเริ่มวิ่งได้ 10 กิโล ...จากนั้น ผมก็ตั้งเป้าเลยว่า ทุกครั้งที่วิ่ง ต้องวิ่ง 10 กิโล ...


ผลลัพธ์ที่ได้ คือ 


1. พุงลดลง ...น้ำหนักลดลง เดี๋ยวนี้กล้าใส่เสื้อยืดแบบคนอื่นบ้าง (ไม่ต้องใส่สูทตลอดเวลา..555)


2. สุขภาพดีขึ้น ...ภูมิแพ้ ทุกเช้า หายไป


3. ใส่เสื้อผ้าเก่าๆได้ ...โคตรรู้สึกดีเลย ถ้าเราหยิบกางเกงเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาแล้วยังใส่ได้ (อันนี้ใครไม่เคย จะไม่รู้สึกถึงความฟิน !!)


4. มีความสุขง่ายขึ้น ...จิตตกน้อยลง แค่วิ่งถึง 10 กิโล ทุกครั้งที่วิ่งก็ดีใจ มีความสุขแล้ว 


5. หลับง่ายขึ้น ...แต่เดิมหลับยาก แต่พอวิ่ง นี่หัวถึงหมอนก็หลับเลย ...แจ๋วมาก!!


6. เข้าใจคำพูดที่ว่า ‘ความมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ในระหว่างทางที่เดินต่างหาก’


...สิ่งที่ดีขึ้น ทั้งสุขภาพดี และ มีความสุขง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้ มันเกิดในระหว่างที่ผมวิ่ง ...แปลว่า ในช่วงที่เราโคตรเหนื่อย โคตรหนัก มันเป็นช่วงที่ตัวเรากำลังพัฒนา สร้างความก้าวหน้า และ สร้างความมหัศจรรย์นั่นเอง


มาย้อนดู เรื่องการลงทุน ...มันก็เหมือนกัน ...เวลาเราตั้งเป้าหมายแล้วไปถึง มันก็ดีนะ หายเหนื่อย เหมือน วิ่งถึง 10 กิโล ...แต่ความสุขจากผลลัพธ์ มันแป๊บเดียว ...พอถึงเป้าหมายแล้ว เราก็ต้องไปที่เป้าหมายต่อไป


เรื่องนี้ผมเอามาปรับใช้กับชีวิต ในทุกเรื่องเลยคือ


1. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ไม่ใช่เป้าหมายที่ทำไม่ได้ เช่น ถ้าผมตั้งว่าจะวิ่ง 3 กิโล มันง่ายไป หรือ จะตั้งว่าจะวิ่งมาราธอน มันอาจจะไกลไป ...การตั้งเป้าหมายต้องเริ่มจากมองตัวเราก่อน แล้วเอาเป้าที่ท้าทายที่สุด แต่เราต้องเอื้อมถึง


2. กำลัง Routine หรือ กิจกรรมที่เราต้องทำเป็นนิสัย ...เช่น ผมกำหนดวิ่งครั้งละ 10 กิโล ...ถ้าเป็นการลงทุน อาจจะกำหนดว่า จะออมในหุ้น เดือนละ 5,000 บาท ใส่ทุกเดือน ซื้อ ETF เช่น BMSCITH เป็นต้น


3. ทบทวนเป้าหมายเป็นระยะ แต่ไม่ถี่เกินไป ...ก็คือ ดูว่า สิ่งที่ทำ มันส่งผลต่ออะไรบ้าง ...อย่างการลงทุน แค่การซื้อทุกเดือน เหมือนจะง่ายนะ แต่มันจะมีบางเดือนที่ตลาดหุ้นตก แล้วทำให้เราใจเสีย การกล้าที่จะทำต่อไป ซื้อต่อไป มันเป็นการ พัฒนาตัวเองในเรื่องจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งตรงนี้สอนกันไม่ได้ ต้องผ่านเองด้วยเงินจริงจึงจะเข้าใจ


แค่นี้แหละ สั้นๆ ง่ายๆ แต่สำคัญที่การลงมือทำแล้ว คุณจะเข้าใจว่า 


‘ความมหัศจรรย์ ของโอกาสและการเปลี่ยนชีวิต มันแอบอยู่ระหว่างทางที่เราเดินไปสู่เป้าหมายนั่นแหละ’


เอาใจช่วย ..สู้กันต่อไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

ตลาดหุ้นปีนี้จะไปกี่จุด



‘ปีนี้ตลาดหุ้น จะไปกี่จุด ?’ ...นี่เป็นคำถามที่ผมเจอถามมาก จากลูกค้า และ จากสื่อต่างๆ 


จะบอกว่า คำตอบ ที่จะได้จากคำถามนี้ ..เอาจริงๆ นะ มันไม่ได้ทำให้คุณรวยขึ้น หรือ จนลง อ่ะ 


หลักๆ ที่คนอยากรู้ ว่า ‘ปีนี้ตลาดหุ้นจะดีไหม ?’ ..ก็เพราะ ‘คนเรามีความกลัว’ 


ยิ่งทุกวันนี้ สื่อ Social รอบๆ ตัว อ่านไปก็ ..โห !! อเมริกา เอาอีกแล้ว ..Trump บ้าอีกแล้ว ..จีน เริ่มสวนแล้ว ...โอว!! สงครามการค้า เริ่มแล้ว ...โห!! ค่าเงิน Emerging Market เริ่มอ่อนมาก ...จ๊ากก!! ราคาน้ำมันลงแรง เสริมความแย่ !!...ซวยแล้ว !!?!!


เอาจริงๆ นะ ทุกอย่างที่ เราเห็นจากข่าวรอบๆ ตัวน่ะ ผมว่า ตลาดหุ้น มันผ่านมาหมดแล้วนะ ...คือ ผ่านแย่กว่านั้นก็มี ...ผ่านมันไม่รู้กี่วิกฤตแล้ว ...ตลาดหุ้น มันก็ยังอยู่ได้ของมัน และ โตขึ้นเรื่อยๆ ...ดูตลาดหุ้นอเมริกา ผ่านมาเป็นร้อยๆ ปี ...ผ่านสงครามโลกมา แล้วไงล่ะ ? ...ขึ้นเป็นร้อยเด้ง เป็นพันเด้ง !!


ที่เห็นๆ นะ จะผ่านกี่วิกฤต ผ่านกี่สงคราม ..สุดท้าย หุ้นมันก็ขึ้นเรื่อยๆ ...ที่หายไปคือ บริษัทที่มันไม่แข็งแรง ...ไอ้บริษัทที่แข็งแกร่งก็ผ่านแล้วขึ้นเป็นร้อยๆ เด้ง 


ไอ้ที่ลงทุนง่ายสุดนะ ก็คือ ซื้อ Index ไปเลย อย่างอเมริกานี่ซื้อ S&P ...เอางี้ คนที่แนะนำเรื่องนี้ คือ Warren Buffett ปู่แกผ่านมาทุกวิกฤต จนแกรู้ว่า บริษัทมาแล้วไป ถ้าดี มีฝีมือ เลือกถูกก็รวย เลือกผิดก็เจ๊ง ...แต่ไอ้ที่ไม่เจ๊ง ลงยังไง เดี๋ยวก็ขึ้น ทำ จุดสูงสุดไปเรื่อยๆ ก็คือ ดัชนี (index) 


ปู่แกเลย แนะนำ มนุษย์เงินเดือนทุกคน ว่า ถ้าอยากมีชีวิตมั่นคง ยิ่งแก่ยิ่งรวย ให้ลงทุนในดัชนี ...ซื้อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขาย ...ปล่อยให้มันโตไปเรื่อยๆ ...แบบนี้แหละ ยิ่งแก่ ยิ่งสบาย


กลับมาตลาดหุ้นไทย ผมก็มานั่งศึกษา ว่า ‘แล้วดัชนีหุ้นไทย มันจะเป็นแบบอเมริกา เหมือนที่ปู่ Buffett พูดไว้หรือเปล่า?’ ....เหมือนกันครับ !! 


ผมเห็นเลยว่า หุ้น มันก็เหมือนที่ดิน ...ยังไงก็ขึ้น ...ยิ่งถ้าเลือกทำเลถูกต้อง ยิ่งขึ้นเป็น สิบเท่า ร้อยเท่า ...ประเด็นอยู่ที่เราเงินเย็น แล้วทนรวยได้หรือเปล่า


แต่ถ้าไม่อยากเลือกทำเล ก็ซื้อ ดัชนี ...ง่ายกว่าที่ดินอีก เพราะ ที่ดินต้องเลือกทำเล แถมเริ่มด้วยเงินเยอะ 


แต่หุ้นนี่ ซื้อดัชนีได้เลย เริ่มหลักพัน ก็ทยอยออมได้ แถมผลตอบแทนระยะยาว สูงกว่าที่ดินเสียอีก ...ที่เด็ดสุดของหุ้น ที่คนไม่ค่อยได้สัมผัส คือ Passive Income ...ก็เงินปันผล ที่โตขึ้นทุกปี ...นี่แหละ ที่เขาบอกว่า จะรวยจากหุ้น ไม่ใช่ต้องเก่ง แต่แค่ต้องทนถือ ทนรวยได้หรือเปล่า


คำว่า ‘ทนรวย’ มันมีช่วงหุ้นลงด้วยนะ บางครั้งมันอาจจะลง 50% ในบางช่วง บางจังหวะ แต่สุดท้าย มันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ดินนั่นแหละ 


ถ้าถามว่า ปีนี้หุ้นจะเป็นยังไง ? ...ตอบง่ายมาก


ให้คุณแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนนึงลองเล่นสั้น อีกก้อนคัดหุ้นถือยาว หรือ ซื้อดัชนีเลย อย่างเช่น BMSCITH...แล้วก็เทียบดู ว่าคุณถนัดแบบไหน ก็เพิ่มเงินลงทุนในแบบนั้น


โอกาสเหรอ ? ....มีทุกปีแหละ ..ทุกวิกฤต มีหุ้นดีราคาถูกทุกครั้ง ...เราแค่ทยอยเก็บ แล้วทนถือ แค่นี้ก็รวยแล้วครับ 


ผมเล่าแบบนี้ ฟังดูง่าย แต่ต้องลองทำจริงๆ กันดู ...ทุกคนต้องผ่านประสบการณ์เอง ...การลงทุนมันก็เป็น ทักษะ อย่างนึง ที่อาศัยการฝึกฝน แล้วจะเข้าใจเอง


ข้อดีเหรอ ? ...ทักษะนี้ ใครมี มันรวย ....ยิ่งแก่ ยิ่งรวย มีเวลาเป็นเพื่อน ...มีทุกวิกฤตเป็นโอกาส 


สุดๆ ไหมล่ะ 


หุ้นปีนี้ มีของดี ...แต่ที่สำคัญคือ เราพร้อมรวยหรือไม่ อยู่ที่ทักษะ การลงทุนที่ เราแต่ละคนต้องฝึกฝน และ Master ให้ได้ 


โชคดียังน้อยไป ...มันต้องบอกว่า การันตี ความร่ำรวย เข้าใจตัวเอง และ การเข้าใจโลก คือ รางวัล ของนักลงทุน ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ