แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

คนเรามักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองใช่หรือไม่ ?



‘มนุษย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ ...ใช่หรือไม่ ?’


น่าคิดว่า ทุกวันนี้ เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเราเอง หรือ เรากำลังโดนหลอกให้เลือกอะไรบางอย่างที่ไม่ได้ดีกับตัวเราเลย - ‘คุณคิดว่า ตัวคุณเป็นแบบไหน ?’


1. - คำถามแรก ‘การออกกำลังกายดีไหม ?’ ...ตอบได้เลยว่าดี ...ถามว่า มีคนจำนวนมากแค่ไหน ที่เลือกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 


ผมเชื่อว่า ผู้ใหญ่จำนวนมาก ที่เลือก ‘ข้ออ้าง’ ที่จะไม่ออกกำลังกาย แม้ว่า เขาจะรู้ว่ามันดีต่อตัวเรา


2. - คำถามที่สอง ‘คนเราเลือกการกินตามใจปาก หรือ เราเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ?’ ...ตอบเลยว่า คนส่วนใหญ่เลือกตามใจปาก ...ไม่ได้สนหรอกว่า สิ่งที่กินดีต่อสุขภาพหรือไม่


3. - คำถามที่สาม ‘คนเราเลือกเสพข้อมูลที่สนุก หรือ เสพสิ่งที่มีความรู้พัฒนาตัวเอง ?’ ...ตอบเลย เราเลือกสิ่งที่สนุก ...จะให้อ่านหนังสือ หรือ พัฒนาตัวเอง  เราจะอ้างว่าไม่มีเวลา ...ก็เวลาที่เรามี เราเลือกใช้กับความสนุกทั้งหมด จะเหลือเวลาได้อย่างไร


4. - คำถามที่สี่ ‘คนเราเลือกออมเงินหรือลงทุนเพื่ออนาคต หรือ เราเลือกใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากได้ทันทีเลย’ ...ตอบเลยว่า ทุกวันนี้เราเลือกซื้อของหรูหรา ที่อยากได้ (ถึงไม่มีเงิน ก็กู้ ยอมเป็นหนี้ เพื่อมีไม่น้อยหน้าเพื่อนในวันนี้เลย) โดยไม่ได้สนเลยว่า อนาคตจะมีเงินไหม หรือ จะเป็นอย่างไร 


5. - คำถามที่ห้า ‘เราเลือกทำงานยากเพื่อให้ประสบความสำเร็จ หรือ เราเลือกงานง่ายๆ เพื่อให้จบๆ จะได้เอาเวลาไปสนุก ทำตัวไฮโซ’ ...ตอบเลยว่า เราเลือกงานง่ายๆ จะได้มีเวลาไปสนุกดิ ถามได้ (บ้าเหรอ?)


ถามไป 5 ข้อ ...เลือกได้แย่ ทุกข้อ จริงๆ 


ห้าเรื่องนี้ ชี้ให้เราเห็นว่า ‘คนเรา มักเลือกทางเลือกที่ทำให้ชีวิตแย่ลง ...โดยใช้ ข้ออ้าง เพื่ออ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด’ ....เราลืมไป อย่างนึงว่า ชีวิตนี้ เราล้วนเลือกทางเดินของตัวเอง 


แล้วมนุษย์เรา ก็จะมีผลลัพธ์ชีวิต ไปในแบบที่เขาเลือก !!


ลองฝึก เลือกใหม่ซิ ...ผมอยากจะบอกว่า แค่เราค่อยๆ เปลี่ยนทีละทางเลือก ตัวเราก็จะมีชีวิตดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เรื่องของ หลานช่างเลือก กับคุณยายขี้น้อยใจ



‘เจนแก๊บ’ - คุณยายขี้น้อยใจ กับ หลานขี้รำคาญ


เด็กชอบมองผู้ใหญ่ว่า ชอบยัดเยียด ..แต่ผู้ใหญ่ก็มองว่า ’นี่ทำให้ทุกอย่าง เอาใจทุกอย่าง แต่เด็กมันไม่เอา - ไอ้เด็ก ยุคนี้มันไม่เคารพผู้ใหญ่ ..น่าน้อยใจจริงๆ’


เรื่องนี้เกิดจาก ซาลาเปา ลูกเดียว ...’หลานชาย ชอบกินซาลาเปาเจ้านึงมาก ..แต่ซาลาเปามันค่อนข้างแพง คือ ลูกละ 30 บาท ...ยายเห็นหลานชอบซื้อซาลาเปามากิน ก็เลยอยากจะเอาใจหลาน ...ยายก็เลยไปซื้อซาลาเปาที่ตลาดมา ลูกละ 10 บาทเอง ...ยายก็เลยซื้อมาเยอะเลย เพื่อมาเอาใจหลาน’


พอจะเดาได้ไหมครับว่า อะไรเกิดขึ้น ?


ใช่!! พอยายเอาซาลาเปามาให้หลาน ..แต่หลานมันไม่กิน เพราะ ซาลาเปาที่ตลาด ไม่มีอร่อย ...ไม่รู้เอาเนื้ออะไรทำ ...ยายก็บอกว่า - เอ้า!! ซื้อมาให้กิน ทำไมไม่กิน ...ยายก็กินให้ดูว่า นี่อร่อยนะ 10 บาท แต่อร่อย ไม่เห็นต้องไปซื้อลูกละแพงๆ เลย


สุดท้ายหลานก็ไม่กิน ...ยายก็มานั่งน้อยใจว่า ‘ใช่นี่ คนแก่ มันไม่สำคัญนี่ เอาใจมันทุกอย่าง แต่มันไม่เห็นหัวคนแก่ !!’


ผมถามคุณหน่อยว่า เรื่องนี้ ใครผิด ?


- ถ้าผมมอง ผมว่า ไม่มีใครผิด แต่ดันไม่เข้าใจกัน ...ตัวยาย พยายามเอาใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจ คือ ไม่ได้สนหรอกว่า ‘คนกิน เขาชอบอะไร ...ก็ซื้อของที่ยายอยากกิน ...คนยุคก่อน เขาเกิดมาในยุคยากลำบาก ยุคแบบว่า มีให้กินก็ดีใจแล้ว ดังนั้น เวลาเลือกซื้อของ ก็มักจะเลือก ของที่ราคาถูกที่สุด’


เราก็พอจะนึกออกนะ ว่า ของที่เอามาลดราคา คือ ของมันจะเสียแล้ว หรือ พวกผลไม้มาจากเมืองจีน ไม่รู้ว่า มันทาสี หรือ ใส่อะไรเข้าไป ราคามันถึงถูกขนาดนั้น 


ประมาณว่า ยุคนี้ ถ้าเราคิดซื้อของแบบเอาถูกที่สุด เราก็จะได้ของที่ใกล้เน่า หรือ ของที่กินแล้ว อย่ากินดีกว่า ...’ว่าแล้ว ยาย ก็เหมาส้มจีน มาทั้งเข่งเลย’


แต่คนยุคนี้ ถ้าเราเลือกได้ เราจะซื้อของดีหน่อย ยอมกินน้อยลงก็ได้ แต่เอาคุณภาพดีๆ 


คนนึง ‘เน้นปริมาณ เอาเยอะๆ ถูกๆ’ ...อีกคน ‘เอาน้อยๆ ก็ได้ แต่ขอคุณภาพ’ ....ไม่มีใครผิด หรือ ถูก มันแค่ทางเลือกของแต่ละคน !!


ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า เพราะมันคือเรื่องจริง ที่เป็นเรื่องเล็กๆ แต่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของบางครอบครัวเลยทีเดียว (งอนกันไปเลย แล้วก็เป็นบ่อยๆ จนเป็นปัญหา)


- ถ้ายายเข้าใจหลาน ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น ให้เงินหลานไปซื้อเอง หรือ ไปเลือกซื้อด้วยกัน ...แล้วยายก็ลองเรียนรู้ว่า จริงๆ หลานชอบอะไร ...ไม่ยัดเยียด คิดเองว่า เราชอบอะไร คนอื่นต้องชอบตาม ...แค่คิดแบบใจเขา ใส่ใจเรา มันก็จะดีขึ้น


- ถ้าหลานเข้าใจยาย ก็ยายซื้อมาแล้ว ก็รับๆไป ...ถ้าไม่อยากกิน เอาไปให้คนอื่นกินแทน หรือ ให้หมาแสนรักกินแทนก็ได้ ...อย่ามองแค่ของที่ผู้ใหญ่ส่งให้ แต่ให้มองน้ำใจ ที่เขาคิดเผื่อเรา ...มันจะเปลี่ยนความคิดเราไปเลย


โลกยุคนี้ มันเป็นโลก ที่ Supply มากกว่า Demand คือ สินค้ามันเกินความต้องการ ...เพราะคนผลิตมันมากกว่าคนบริโภค 


ซึ่งมันตรงข้ามกับยุคสมัยก่อนที่คนผลิตมีน้อย 


....คนยุคนี้ที่ใช้ชีวิตฉลาด จึงต้องเป็น นักเลือกที่ดี 


คนเก่งยุคนี้ ‘ต้องเลือก’ ...อย่าเน้นปริมาณ แต่ให้เน้นคุณภาพ ...แล้วอย่าลืม เอาใจเขามาใส่ใจเรา ...เมื่อเราโชคดี เกิดในยุคที่ไม่มีใครตายเพราะความอดอยาก ...มีแต่ตายเพราะบริโภคไม่เลือก 


(กินไม่เลือก ทั้งอ้วน ทั้งโรคภัยถามหา ...เสพ Social ไม่เลือก เราจะกลายเป็นคนดราม่า ที่ถูก Social ล้างสมอง)


ใช่ครับ !! เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง ..แต่ก็เข้าใจ ใส่ใจ และ เคารพการตัดสินใจของคนอื่น ...ผมว่า บ้านเราจะน่าอยู่ เพราะ เราต่างเข้าใจกัน


เรื่องที่เล่ามานี้ สามารถเอาไปใช้กับธุรกิจ และ งานที่เราทำได้ดีเลย ....ถ้าเราขายของห่วยๆ ให้ลูกค้า ...สุดท้าย มันก็ไม่รุ่ง 


ต่างกับคนที่ ใส่ใจลูกค้า ทำสินค้าเราให้คุณภาพดี ...ราคาอาจแพงกว่า แต่สุดท้าย เราก็จะประสบความสำเร็จ ในแบบของเรา


เหมือนคนทำร้านขนม เลือกใช้วัตถุดิบที่คุณภาพสูง แม้ราคาจะแพงกว่า ..แต่ก็จะประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง


คุยเรื่องยายกับหลาน มาจบที่ร้านขนมได้ยังไง ? ...แต่คนยุคใหม่ คุณต้องเลือกครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

เฮียฮ้อ กับ RS ในวันที่ธุรกิจไม่เหมือนเดิม



บทเรียนที่ได้เรียนรู้จาก เฮียฮ้อ (กับ RS ในวันที่ธุรกิจไม่เหมือนเดิม!!)


หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวมหาศาล เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยน ..หนีไม่พ้น RS ของเฮียฮ้อ


วันนี้ได้มีโอกาสไปกับทีมบัวหลวง ได้เข้าพูดคุยกับเฮียฮ้อ ..ได้รับแง่คิดมุมมองที่เฉียบคมมาก และเชื่อได้เต็มปากเลยว่า หลังจากนี้ไป ธุรกิจที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง จะแปลงร่างเป็นธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งแทบไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง


สมัยเด็กๆ ผมเป็นวัยรุ่นที่โตมากับเพลง RS ครองใจวัยรุ่น ..พูดง่ายๆ ร้องกันได้ทุกเพลง ตั้งแต่ แรพเตอร์ , โดม (สมัยร้องเพลงวัยรุ่น) , ทัส , เสือ ธนพล ...เราก็ยังจำภาพเดิมว่า RS คือ ค่ายเพลง ที่ต่อสู้กับ Grammy ในยุคนั้น 


คำถามแรกที่ผมถามเฮียฮ้อ ก็คือ


‘วันนี้ RS ทำธุรกิจอะไรครับเฮีย ?’


เพราะเร็วๆ นี้ RS จะเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว ไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่บันเทิง แต่เป็น ธุรกิจบิวตี้ ความสวย ความงาม อาหารเสริม ...เฮ้ย!! งง มาก 


นึกถึง อุตสาหกรรมในอดีต ที่ Kodak หรือ Fuji ที่อดีต ทำธุรกิจ ฟิล์ม แต่เดี๋ยวนี้ Kodak แทบเอาตัวไม่รอด ...ส่วน Fuji ก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจความงาม การแพทย์ ...ประมาณว่า เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง


อย่าง มือถือ Blackberry ที่เคยเป็นบริษัทมือถือแถวหน้าของโลก วันนี้ก็พลิกไปทำ ธุรกิจ Software เพื่อ ยานยนต์ไร้คนขับ (นี่แหละ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง) 


กลับมาที่คำถามว่า ‘วันนี้ RS ทำธุรกิจอะไร ?’ 


เฮียฮ้อบอกว่า ‘เราเหมือน 7-11 ที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน !!’


งง หนัก เข้าไปอีก ..อะไรวะ ? ...บริษัทเพลงจะเป็น ร้านค้าแข่งกับ 7-11 ได้อย่างไร ?


ผมเลยยิงคำถามที่สอง ว่า ‘แล้ว ธุรกิจที่ RS ทำวันนี้ใครเป็นคู่แข่ง ?’ (ใช่!! เพราะ ถ้าเรารู้ว่าใครคือ คู่แข่งเราก็พอจะเห็นภาพธุรกิจได้ไม่ยากใช่ไหม)


ถ้าให้เดา เราก็คงคิดว่าคู่แข่ง RS ในวันนี้ ก็คงเป็น Grammy หรือ พวกดิจิตอลทีวี แต่ไม่ใช่ครับ เพราะรายได้หลักของ RS ไม่ใช่เพลง (วันนี้ธุรกิจเพลง คิดเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก)


รายได้หลักต่อไปและการเติบโต ไปอยู่ที่ สินค้าบิวตี้ และ สินค้าอีกมากมาย ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด 


ถ้าพูดถึงคู่แข่งที่ใกล้เคียง RS วันนี้ น่าจะเป็น Beauty ที่ทำร้ายขายเครื่องสำอางค์ หรือ ไม่ก็ Snail White เพียงแต่ แทนที่ RS จะขายผ่านร้านค้ากลับไม่ใช่ เฮียฮ้อ บอกว่า 


สิ้นค้าบิวตี้ของ RS ขายผ่าน สื่อที่ RS มีอยู่ในมือ ซึ่งก็คือ ทีวีดิจิตอลช่อง 8 , ช่องดาวเทียม และ ก็วิทยุ 


เดิมทีธุรกิจทีวี จะทำ content เพื่อสร้าง ยอดผู้ชมให้เยอะๆ ให้ Rating ดีๆ แล้ว ขายโฆษณา 


แต่เฮียฮ้อ บอกว่า แทนที่จะขายโฆษณาอย่างเดียวเหมือนช่อง 3 ช่อง 7 ก็เอาเวลาบางส่วน มาขายสินค้าตัวเอง ซึ่งปรากฏว่า ขายดีมาก ...ถ้าดูผลประกอบการของ RS เราจะ ตกใจมากว่า ทำไมพอเข้าสู่ยุคทีวีดีจิตอล คนอื่นๆ แย่ลง แต่ RS กลับมีกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ 


และนี่คือ วิธีคิดคร่าวๆ ที่เฮียฮ้อ แชร์ให้ฟัง


1. ‘การที่ทีวีดิจิตอลอื่น เน้นทำอย่างเดียว คือ พยายามสร้าง Rating แล้วขายโฆษณา มันเหมือนมีคนมาแย่งเค้กชิ้นเดิม ซึ่งเม็ดเงินไม่เพิ่ม ..แต่คู่แข่งทำสื่อเพิ่ม’ ....เมื่อเค้กชิ้นเล็กลง ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ด้วยจุดแข็งที่ตัวเองมี สามารถหาเงินได้มากขึ้นอย่างไร ...นั่นเป็นที่มาที่ RS เปลี่ยน สื่อ ในมือให้เป็นร้านขายบิวตี้ ...เท่ากับว่า ร้านค้านี้มีคนดูวันนึงหลายแสนคน ก็หาของที่คนเหล่านี้ต้องการมาขาย มันก็ตรงกลุ่ม แถมได้เงินมากขึ้น 


2. ‘หันมามองจุดแข็ง แล้วต่อยอด’ ...คนดูทีวีดิจิตอล ส่วนใหญ่ คือ คนอายุ 35 ขึ้นไป แล้วอยู่ต่างจังหวัด ...ดังนั้น การหาสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย คือ ปัจจัยที่สำคัญมากสู่ความสำเร็จ


3. ‘เฮียฮ้อ ตั้งเป้ากำไร ตั้งแต่ปีแรกที่ทำ ทีวีดิจิตอล ในขณะที่คู่แข่ง ยังมองว่าต้องทนขาดทุน’ ...พูดง่ายๆ ว่า คู่แข่งเห็นแต่ค่าใช้จ่าย ...ในขณะที่ RS มองไปที่รายได้ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ (นี่เป็นวิธีคิดที่สำคัญ ที่ผมมองว่า Startup เมืองไทยขาด ...เนื่องจากตลาดเมืองไทยเล็กนิดเดียว จะมองแบบฝรั่งว่า ลงทุนยอมเข้าเนื้อไปก่อนแล้วไปเอากำไรวันข้างหน้า ธุรกิจอาจเจ๊งก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย ....ที่เราเห็นหลายๆ เจ้า ที่ทำทีวีดิจิตอลแล้วไม่รอด ก็เพราะ คิดแบบนั้น นั่นเอง)


4. ‘วันนี้เฮียฮ้อกำลัง ขยาย RS ไปสู่การขายตรงด้วย’ ..หลังจากวางแผนมาปีกว่าๆ เฮียฮ้อ ก็กำลังกระโดดเข้าไปจับตลาดขายตรง เพราะ ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แถมสามารถรับสมัครคนมาช่วยขายสินค้า ..เป็นการผนวกใช้ทีวี เพื่อเป็นที่รู้จักของสินค้า แล้วแบ่งกำไรให้ลูกค้าไปช่วยขายสินค้าอีกทาง ...จุดนี้น่าจะตรงกับกลุ่มลูกค้า RS ที่เน้น ต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพ


5. ‘ถามถึง ธุรกิจเพลง เฮียฮ้อ เล่าให้ฟังว่า ...มันเป็นตลาดเสือนอนกิน แต่มันไม่โต’ ...วันนี้ใครอยากเป็นนักร้อง ไม่มีมาออกแบบเดิมแล้ว ...โมเดลใหม่วันนี้ นักร้องต้องร่วมลงทุน แล้วค่อยแบ่งกำไรกับ RS ...ทำแบบฝรั่งเลย คือ นักร้อง ต้องทำเองทุกอย่าง  แต่งเพลง อัดร้อง ลงทุนเอง ซึ่งใครคิดจะเป็นนักร้องยุคนี้ คุณต้องมีหัวการค้า แล้วเป็นนักธุรกิจด้วย (โคตรล้ำ)


เฮียฮ้อ ยังทิ้งมุมมอง ให้ฉุกคิด อีกว่า ‘ทุกวันนี้ต้องไปทำธุรกิจที่ Red Ocean เพราะ Red Ocean แปลว่า มีเงินเยอะ ...จะหาปลา ต้องไปที่ปลาชุม แล้ว ต้องรู้จุดแข็งตัวเอง รับรองรอด แล้วรุ่ง


เฮียฮ้อ บอกว่า ธุรกิจอะไรไม่ได้สำคัญ นั่นมันคนนอกมอง ...ถ้าเราไปยึดติดภาพที่คนนอกมอง เราจะจำกัดโอกาสตัวเอง ....ให้มองลูกค้าให้ขาด แล้วพยายามตอบสนองความต้องการนั่นแหละ ของจริง !!


ก็ได้วิธีคิดน่าสนใจ ไว้วันหลังผมจะมาเล่าเพิ่ม ....นี่แหละ เลือดผู้ประกอบการตัวจริง ปรับตัวได้ตลอด ...เพราะ มองตลาดเป็นที่ตั้ง มีความยืดหยุ่นแล้วไม่หยุดอยู่ที่เดิม


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับราคาที่ดิน



9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับราคาที่ดิน


1. ‘ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น เพราะ Demand มากกว่า Supply’ ...พูดภาษาบ้านๆ คือ ที่ดินมันไม่งอกเพิ่ม ในขณะที่โลกเราพิมพ์เงินเพิ่มไปเรื่อยๆ ราคาที่ดินจึงราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 


2. ‘คนซื้อที่ดิน ไปทำกำไรได้มากกว่าราคาที่ซื้อ’ ...ยกตัวอย่าง บริษัทอสังหา ซื้อที่ดินราคาแพงไปสร้างคอนโดแล้วขาย ...ตราบใดที่เขายังสร้างแล้วขายได้กำไร ราคาที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ


3. ‘ราคาที่ดินจะเพิ่ม ตามความหนาแน่นของประชากร’ ...ยิ่งใกล้ศูนย์กลางความหนาแน่น ราคายิ่งเพิ่มขึ้น เพิ่มเร็ว และ ราคาแทบไม่ลง ...ในขณะที่บางคนไปเก็งกำไรในที่ดินห่างไกล ราคาถูก ก็ยังคงถูกตลอดไป ...เพราะราคาขึ้นกับความหนาแน่นของคน 


4. ‘ดอกเบี้ยยิ่งต่ำ ราคาที่ดินยิ่งพุ่ง’ ...การซื้อที่ดินแพงๆ มักซื้อด้วย เงินกู้ ...ดังนั้น ตราบเท่าที่ดอกเบี้ยเงินกู้ราคาถูก ก็จะมีคนเสี่ยงกู้ เพื่อซื้อที่ดินไปพัฒนาแพงขึ้นเรื่อยๆ (ยุคดอกเบี้ยต่ำสุดๆ แบบในปัจจุบัน ราคาที่ดินยิ่งขึ้น เศรษฐีก็ยิ่งรวย เพราะ ที่ดินผืนใหญ่อยู่ในมือรายใหญ่เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว)


5. ‘ที่ดินผืนใหญ่ มักมีราคาสูงกว่าที่ดินผืนเล็ก’ ..เพราะที่ดินราคาสูง ไม่มีใครซื้อไปอยู่ หรือ ซื้อไปทำกิจการเล็ก ...ที่ดินผืนใหญ่ จึงขายได้แพงกว่าที่ดินผืนเล็ก ...ถ้าจะซื้อที่ดินผืนเล็ก ไปซื้อหุ้นอาจจะดีกว่า


6. ‘ความนานในการถือครอง ทำให้ราคาขึ้นในอัตราเร่ง’ ...ยิ่งที่ดินราคาขึ้น ทุกคนก็มักจะขาย ...ใครที่สามารถถือที่ดิน ได้นานที่สุด จึงได้กำไรสูงที่สุด


7. ‘ถ้าอยากซื้อที่ดินราคาถูก ต้องซื้อเวลาที่เจ้าของร้อนเงิน หรือขาดสภาพคล่อง’ ...ที่ดินก็มี Cycle เหมือนหุ้น (เพียงแต่รอบของที่ดิน ใช้เวลานานกว่ามาก) : เริ่มจาก ..ต้นรอบ - กลางรอบ - ปลายรอบ (จบรอบ แล้วก็ขึ้นใหม่ ไปเรื่อยๆ) ...ช่วงที่เราสามารถซื้อที่ดินในราคาถูกที่สุด หรือ หลังจากปลายรอบ ...จะมีวิกฤตทางการเงิน ธุรกิจ และ เจ้าของ มักมีปัญหาร้อนเงิน ขาดเงิน ...นั่นคือ จังหวะเดียวที่จะสามารถซื้อที่ดินในราคาถูก


8. ‘การเปลี่ยนกฏหมาย อาจทำให้การขึ้นของที่ดินช้าลง’ ...กฏหมายภาษีที่ดิน ทำให้เศรษฐีที่ดินในยุโรป ไม่สามารถถือที่ดินเก็งกำไรไว้เฉย เพราะจะเสียภาษีไม่คุ้ม ...ดังนั้น ภาษีที่ดิน ในยุโรป เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนรูปแบบของการเก็งกำไรในยุโรปไปอย่างสิ้นเชิง ....หลังเปลี่ยนกฏหมายภาษีที่ดิน บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะเนื้อหอมขึ้น ...การเก็งกำไรที่ดินเปล่า จะลดลง และ แทนที่ด้วยการสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น


9. ‘เศรษฐีรุ่นใหม่ มักเปลี่ยนอสังหาและที่ดิน ให้กลายเป็น หลักทรัพย์แทน เพื่อให้เหมือนหุ้น’ ...หลักทรัพย์ เหมือนหุ้น จดทะเบียนในตลาด ..ซื้อขายง่าย แบ่งได้ชัดเจน ...เราจะเห็น การถือครองที่ดิน ในรูปของ กองทุนอสังหา , REIT มากขึ้นเรื่อยๆ ...เข้าสู่ยุค เปลี่ยน ‘สินทรัพย์’ ให้เป็น ‘หลักทรัพย์’


สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ที่ดิน และ สินทรัพย์ รวมทั้ง หลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่คนรวย สร้าง สะสม และ สั่งสอน ส่งต่อให้ลูก ...แต่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่แทบไม่เข้าใจมันเลย ?


ถ้าจะสอนลูกให้รวย ...สอนให้เขารู้จัก สินทรัพย์ และ หลักทรัพย์ ครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อาชีพทางการเงินจะอยู่อย่างไรถ้าคนไม่ไปสาขาธนาคาร



อาชีพการเงินจะอยู่อย่างไร ถ้าคนไม่ไปสาขาธนาคาร


วันนี้เห็นข่าวธนาคารแข่งกันปิดสาขา เพราะไม่คุ้ม ..แล้วคนทำงานในสายการเงินจะทำอย่างไร ?


1. ‘โอกาสในอาชีพการเงิน ต่อไปจะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง’ ...การจะเริ่มธุรกิจ ระดมทุน ขยายธุรกิจ ใช้เงินทุกอย่าง และ จะใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ..ต่อไปบริษัทคนรุ่นใหม่แทบทุกบริษัท อยากเข้าตลาดหุ้น ...คนที่เตรียมตัวเกษียณยุคต่อไป อยากลงทุนเป็น จะได้ให้เงินทำงานแทน ...โอกาสอาชีพการเงินเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง


2. ‘ช่องทางการเข้าถึงเงินทุกวันนี้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง’ ...แต่ก่อนจะใช้เงินต้องไปสาขาธนาคาร หรือ เบิก ATM เท่านั้น ช่องทางการเข้าถึงเงินจำกัดมาก ...แต่เดี๋ยวนี้ มือถือ ของทุกคนก็คือ ช่องทางการเข้าถึงเงิน แปลว่า ช่องทางมันเพิ่มขึ้น ทำให้ช่องทางที่ต้นทุนสูง อย่างบางสาขาที่เปิดแล้วไม่คุ้มอาจต้องปิดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า คนอยากเข้าถึงเงินน้อยลง ...ประเด็นคือ ช่องทางเพิ่ม ดังนั้น ช่องทางที่ต้นทุนสูง ก็ต้องปิดตัวลง เหลือแต่ช่องทางที่คนใช้ แล้วคุ้มเปิดให้บริการ


3. ‘คนจะใช้ธนบัตรน้อยลง แล้วใช้เงินออนไลน์มากขึ้น’ ...ธนบัตรพกพาไม่สะดวก สกปรก มีเชื้อโรค ...การทำธุรกรรมออนไลน์จะมาทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ ...ข้อดี คือ ความรวดเร็ว อย่างร้านอาหารในจีน กินเสร็จ จ่ายเงินออนไลน์ทันที ประหยัดพนักงานเสริฟ และคนคิดเงิน ..วันนี้เราจะจ่ายเงินที ต้องรอเด็กเสริฟเดินไปเดินมาช้า และ วุ่นวาย ...ข้อดีอีกข้อ คือ ออนไลน์มัน Track แล้วตรวจสอบได้ ว่าใคร จ่าย ใครรับ การทำธุรกรรมผิดกฎหมายจะทำยากขึ้น เช่น นักการเมืองสมัยก่อนซื้อเสียงใช้เงินสด เพราะตรวจสอบไม่ได้ แต่ถ้าจ่ายออนไลน์ เขารู้เลยใครซื้อ และใครจ่าย (สงสัยอีกหน่อย ซื้อเสียงต้องใช้ Bitcoin แทน ฮ่า ฮ่า ...จะได้เช็คไม่ได้ไง)


4. ‘คนยังต้องการคนในเรื่องการเงิน’ ...เงินน้อยๆ ออนไลน์ไม่ต้องเจอคนเราทำได้ แต่ถ้าเงินมากๆ เราก็อยากให้คนบริการ เพื่อความอุ่นใน สบายใจ ...ถามจึงใครทิ้งเงินเป็นล้านไว้ใน Paypal บ้าง ...อย่างผมเงินส่วนใหญ่ต้องวางในธนาคารปกติ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ของจริง มั่นคง มีตัวตน ไม่หนีไปไหน มีอะไรคุยกับคนได้ 


5. ‘สาขาธนาคารจะไม่หายไป เหมือนห้างสรรพสินค้าที่ในอนาคตก็จะยังมีอยู่ เพียงแต่มันจะเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ’ ....การฝากถอน ธุรกรรมแบบเดิม อาจเปลี่ยนไปทำออนไลน์ คนอาชีพการเงิน จึงต้องเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ ...ต้องเพิ่มความรู้ของตัวเอง จากแต่ทำธุรกรรม เป็นที่ปรึกษาในการเงิน ที่ปรึกษาการลงทุน 


ก็เหมือนอาหาร กินง่ายๆ ก็ต้มมาม่าที่บ้าน ...การเงินโอนเงินง่ายๆ ก็ทำออนไลน์ที่บ้าน แต่ถ้าจะกินพิเศษ ก็มาที่ร้าน ...อยากได้ที่ปรึกษาการเงินพิเศษ ก็มาที่สาขานั่นเอง 


สาขาธนาคารต่อไป จึงไม่ได้เปิดเพื่อสะดวก เปิดเล็กๆ ใกล้ๆ บ้าน พวกนั้นออนไลน์จะมาแทน ...ส่วนสาขาต่อไป คือ เปิดน้อยลง แต่ครบวงจรขึ้น ใหญ่ขึ้น 

เปิด 24 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ ทั้งให้ความรู้และบริการที่มีความเชี่ยวชาญ 


พนักงานธนาคารต่อไปต้องรู้มากกว่าลูกค้า ถามมา - ตอบได้ 


6. ‘สาขาเล็ก จะปิด และเปลี่ยนไปรวมที่ศูนย์กลาง’ ...ถ้าเป็นสาขาเล็กๆ อาจเป็นสาขาที่ใช้เนื้อที่น้อยลง ไม่มีคน เพราะคนจะไปรวมที่ศูนย์กลาง (สำนักงานใหญ่ หรือ ศูนย์ Call Center) แล้วให้บริการลูกค้าแบบออนไลน์ 


แทนที่จะเอาเวลาไปขยายจำนวนคน เพิ่มสาขา ...เอาเวลาไปพัฒนาความรู้ แล้วใช้พนักงานไปรวมที่ Call Center แล้วทำให้มีประสิทธิภาพจะดีกว่า


7. ‘การตลาด จะใช้ลูกค้าแทน’ ...ยุคนี้เราพิสูจน์แล้วว่า โฆษณาไม่มีผล แต่เพื่อนแนะนำ โคตรมีผล ...อะไรที่เพื่อนใช้ และเพื่อนแนะนำ คือ การตลาดที่ดีที่สุดในยุคนี้ 


ยุคนี้กลยุทธ์การตลาด ต้องมุ่งสร้างให้ผู้ใช้บอกต่อ ..อย่างบริการทางการเงิน ส่วนใหญ่จะมี Network Effect คือ ยิ่งคนใช้มากเท่าไหร่ สิ่งนั้นยิ่งจะมีคนใช้มากขึ้นเท่านั้น


ต่อไป บริการการเงิน จะง่าย ...ง่ายจนใครๆ ก็ใช้เป็นลงทุนเป็น (เข้าใจง่าย และสื่อสารภาษาที่คนเข้าใจ)


8. ‘นักเปลี่ยนธุรกิจบริการ ให้เป็นสินค้าจะรุ่งในอาชีพการเงิน’ ....อย่างที่เราเข้าใจ ธุรกิจการเงิน คือ ‘การบริการ’ แต่เป็นการบริการที่คนซื้อก็ไม่เข้าใจ คนขายก็พูดไม่รู้เรื่อง ...ทำให้อุตสาหกรรมการเงินในอดีตเป็น Niche ธุรกิจเฉพาะ ...แต่ในอนาคต สินค้าทางการเงินจะถูกเปลี่ยนจาก ‘Service’ ให้กลายเป็น ‘Product’ 


การเงินและการลงทุนจะใหญ่ ถ้าสินค้าทางการเงิน สามารถซื้อเป็น Product ได้เหมือน สบู่ หรือ ผงซักฟอก


ใช่!! อาชีพทางการเงิน จะเติบโตมากขึ้น เพียงแต่ต้องเพิ่มความรู้ เพิ่มทักษะ เพราะสินค้า และบริการเดิม มันจะหายไป


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 วิธีคิด เป็นเกษตรกรแบบไหนให้ร่ำรวย



 7 วิธีคิด เป็นเกษตรกรแบบไหน ให้ร่ำรวย


เดี๋ยวนี้เด็กจบปริญญา อยากกลับไปปลูกพืช ทำสวน เพราะอะไร ?


ไม่จำเป็นเลยที่เกษตรกร ต้องยากจน ...จะปลูกข้าว ทำสวน ก็รวยเป็นเศรษฐีได้เหมือนกัน 


และนี่คือ วิธีเพิ่มความร่ำรวย ...ยิ่งทำ ยิ่งรวยเพิ่ม


1. ‘เกษตรกรที่แปรรูปผลผลิต’ ...ถ้าปลูกเพื่อขายผลผลิตจะไม่มีทางร่ำรวย ...ต้องหาวิธีแปรรูปผลผลิต ..แปรรูป เป็นเครื่องดื่ม , เป็นขนม , เป็นอาหารแห้ง ...เพราะของแปรรูป ขายได้แพงกว่า เก็บได้นานกว่า


2. ‘สร้าง Story ให้สิ่งที่ปลูก’ ..สินค้าจะขายได้ราคาต้องมี Story มีเรื่องราว ...องุ่นพันธุ์นี้เท่านั้น และปลูกที่บริเวณ หนองหมาแหงนเท่านั้น ที่จะทำ ไวน์เทพ ‘หมาแหงน winenary’


3. ‘ขายตรงสู่ผู้บริโภค’ ..เกษตรกรส่วนใหญ่ขายให้พ่อค้าคนกลางรวย เพราะ พ่อค้าเอาไปบวกราคา ..เดี๋ยวนี้คนจีน ก็มาซื้อผลไม้ไทย ทำราคาขึ้นๆ ลงๆ จนพังกันหมด ...ถ้าอยากรวย ต้องคิดหาทาง ขายสินค้าตรงสู่คนบริโภค ...เป็น Starbucks ในสิ่งที่คุณทำ ...ถ้าคุณกำลูกค้ารายย่อยได้ คุณคือ ผู้มีอำนาจกำหนดราคา


4. ‘เปลี่ยนหน้าตาให้สินค้าเรา’ ...ถ้าปลูกมะม่วง ปลูกทะเรียน ปลูกมะนาว แล้วขายไม่หมด อาจเสียหาย แต่ถ้าเปลี่ยนเปลี่ยนเป็น น้ำแข็งใสบิงซู จะขายได้ราคาขึ้น 10 เท่า แถมแช่เย็นเก็บได้ไม่เสีย 


เมืองนอกมี Boost Juice เอาทุกอย่างมาทำโยเกิร์ต มาทำแช่แข็ง แล้วขายเป็นน้ำปั่นแสนแพง ให้วัยรุ่นที่มีกำลังซื้อไม่อั้น 


ยิ่งเราเปลี่ยนหน้าตาสินค้า ให้แตกต่างแค่ไหน ..โอกาสกำไรก็เพิ่มเท่านั้น


5. ‘ต่อยอดความรู้ ในสิ่งที่เราปลูก - ขายให้คนไม่แพง ขายให้หมาก็ได้’ ...พูดเหมือนตลก แต่อาหารสัตว์เลี้ยงแสนรัก แพงกว่า ข้าวแกงที่เรากินกันอีก 


อย่าจำกัดโอกาสของ สินค้าที่เราผลิต ...เราอาจจะขายเจ้าของสัตว์ที่มีเงิน หรือ เปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นเลย อย่างเครื่องสำอางค์ , วิตามิน , ยาบำรุง 


6. ‘เพิ่มบริการ เพิ่มการทำกำไร’ ...ถ้าคิดจะปลูกผลไม้ แล้วขายให้พ่อค้ามารับที่สวน กำไรทั้งหมดจะตกอยู่ที่พ่อค้าที่มารับ ...เราต้องคิดต่อยอด การให้บริการของเรา 


ยิ่งเราต่อยอดการบริการเพิ่มเท่าไหร่ เรายิ่งใกล้ ลูกค้าที่จ่ายเงินแพงขึ้นเรื่อยๆ ...ส่งผักถึงบ้าน ทุกสัปดาห์ สดใหม่จากฟาร์ม จ่ายรายเดือน !!


7. ‘แปลงพื้นที่เพาะปลูก เป็นสถานที่ท่องเที่ยว’ ...ยุคนี้คือ ยุคของคนซื้อประสบการณ์ ...เราจะเพิ่มรายได้มหาศาลถ้าเปลี่ยน สวนของเราให้เป็นที่ท่องเที่ยว


ฟาร์มโชคชัย ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ...เราก็ทำได้ 


นี่คือ 7 ข้อ เล็กๆน้อยๆ ที่ยกระดับโอกาสและความร่ำรวยให้เกษตรกรได้ ...ลองไปปรับใช้ดูครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันใดภาษาไทยจะครองโลก



‘ทำไมคนทั่วโลก เลือกภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาไทย’


หลายคนคงคิดว่า จะดีแค่ไหน ถ้าภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ..เราจะได้ใช้ภาษานี้ ทำงาน ทำธุรกิจ สร้างผลงานระดับโลก ...นักเขียน จะเขียน Harry Potters ให้คนทั้งโลกอ่าน ...แสดงหนังด้วยภาษาอังกฤษให้คนทั้งโลกดู ..ร้องเพลงอย่างเอ็ด ชีแรน 


1. ‘อังกฤษ เคยล่าอาณานิคมทั่วโลก แต่ยุคนี้ใช้วัฒนธรรม’ ...ยุคก่อนใครพัฒนาเทคโนโลยีการทหารได้ล้ำกว่าใคร คนนั้นสามารถครองโลก ...แต่ยุคนี้ อยู่ที่สร้างวัฒนธรรม ให้คนทั้งโลกคล้อยตาม


2. ‘การศึกษา ที่พ่อแม่ทั้งโลกอยากให้ลูกเรียน’ ...คนรวยทุกที่ในโลก ไม่ว่าพูดภาษาใด ก็อยากให้ลูกไปเรียนภาษาอังกฤษ เพราะ ภาษาอังกฤษเป็น ภาษากลางของการศึกษาหาความรู้ทั้งโลก


3. ‘เงินครึ่งโลก ต้องหาจากภาษาอังกฤษ’ ...เงินครึ่งโลก หรือ GDP ครึ่งนึงของโลก $ 30 Trillions Dollar เราตัดสินใจจ่ายต่อปี ให้คนที่ทำสินค้าและบริการเป็นภาษาอังกฤษ ...ที่จีนรวย เพราะ ทำสินค้าเป็นภาษาอังกฤษและขายฝรั่งนะ


4. ‘เทคโนโลยีทันสมัยใช้ภาษาอังกฤษ’ ...โลกจะพัฒนาเกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ..ซึ่งหลักๆ ของเทคโนโลยีเกิดจาก R&D ...ทุกประเทศที่ทุ่มให้ R&D มากที่สุด คือ ทำในภาษาอังกฤษ ...พูดง่ายๆ งานค้นคว้าวิจัย ใช้ภาษาอังกฤษ


5. ‘เงินหลักของโลกอยู่ใน Platform ของภาษาอังกฤษ’ ...เงินสำรองของโลก ที่ใช้ค้ำมูลค่าของเงินทั่วโลก คือ ดอลลาร์ ...ลองหยิบธนบัตรดอลลาร์ออกมาอ่านซิว่า มันเขียน ภาษาอะไร แล้วใช้ตัวเลขอะไร ...มันเขียนว่า In God we Trust !! - แปลว่าอะไร ...ถ้าไม่ใช่เงิน คือ พระเจ้า (เอาจริงดิ ?)


6. ‘หัวหน้าใหญ่ บริษัทเรา พูดอังกฤษว่ะ’ ...ก็มีญี่ปุ่น จีน เกาหลี บ้างนะ แต่ส่วนใหญ่ก็ภาษาอังกฤษอยู่ดี


7. ‘บันเทิง และความสุข ความสนุก ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก’ ....วันนี้ Netflix ท้าทาย ค่ายความบันเทิงเดิมของโลก ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอ่ะ ...เพลงดัง ...หนังต้องดู สักครั้งในชีวิต เฮ้ย!! ภาษาอังกฤษ ..จะหนียังไง ?


เล่ามา 7 ข้อ ก็รู้ว่า ...ถ้าอยากให้คนทั่วโลกใช้ภาษาไทย เราต้องเปลี่ยนแปลง และครอบครอง 7 เรื่องที่กล่าวมา ให้ทั่วโลกวิ่งตามเรา


เออ.. ระหว่างนี้ เราค่อยๆ ตามเกม ภาษาอังกฤษเขาไปก่อนก็ได้ ...ป้ายหน้า !! ภาษาจีน ...จัดไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

6 สิ่งควรรู้ หากอยากมีรายได้เพิ่ม 10 เท่า



6 สิ่งควรรู้ ถ้าอยากมีรายได้เพิ่ม 10 เท่า


โดยเฉลี่ยฝรั่งรายได้มากกว่าเรา ..ยกตัวอย่าง ค่าจ้างขั้นต่ำคนไทย 300 บาทต่อวัน ..แต่ฝรั่งเขา 300 บาทต่อชั่วโมง ...ทำไม ? - นี่คือ สิ่งที่ควรรู้


1. ‘รายได้จะเพิ่มตาม Productivity’ ...ถ้าคนนึงเย็บเสื้อ 1 ชั่วโมงได้ 1 ตัว ..เทียบกับอีกคนที่เย็บเสื้อได้ 10 ตัวใน 1 ชั่วโมง ..คนที่เย็บได้มากกว่า ก็จะมีรายได้มากกว่า ...สิ่งนี้เรียก Productivity 


...พนักงานเสริฟฝรั่ง ใช้คนน้อยกว่า ดูแลลูกค้าที่มานั่งกินกาแฟ ดีกว่า พนักงานบ้านเรา ที่ยืนจับกลุ่มคุยกันไม่สนใจลูกค้า หลบมุมไปโทรศัพท์ ...ก็ไม่แปลกที่ขนาดพนักงานเสริฟฝรั่ง ยังทำรายได้มากกว่าเรา 10 เท่า


2. ‘รายได้เพิ่ม จากหนึ่งคน ทำได้หลายหน้าที่’ ...ถ้าเป็นโรงงานจะเน้นหนึ่งคนทำหนึ่งอย่าง ..เพราะไม่ต้องสอนมาก คนทำก็ไม่ต้องมีความรู้ ...งานแบบนี้รายได้จะต่ำ แล้วอนาคตจะไม่มีเพราะเครื่องจักรทำงานแทนได้เลย 


ถ้าเป็นเมืองนอก ขนาดพนักงานขับรถบัส เขาทำหน้าที่พูดเป็นไกด์ด้วย ช่วยลูกค้ายกของด้วย ..แปลว่า ขนาดคนขับรถ ยังต้องมีความรู้ ต้องศึกษาเพิ่มเติม ไม่ใช่รู้แค่ขับรถ แล้วนั่งบ่นว่า ทำไมไม่เห็นรวยซักที 


3. ‘รายได้เพิ่ม จากความตั้งใจในการทำงาน’ ...ดูเชฟญี่ปุ่น เทียบกับคนทำกับข้าวบ้านเรา ..ความพิถีพิถันต่างกัน ...ความภูมิใจในสิ่งที่ทำ แสดงออกมาด้วยการแต่งตัวที่สะอาด ...การตั้งใจทำสุดยอดเมนู ....ความตั้งใจที่มาก ทำให้เชฟเหล่านั้น หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ และทักษะจนเป็นเชฟกระทะเหล็ก , Naked Chef หรือ Hell Kitchen 


ถ้าเราทำงานแค่ให้เสร็จไปวันๆ เฝ้ารอแต่วันหยุด จดจ่อแต่วันท่องเที่ยว ..แล้วจะหวังได้เงินเยอะ มันใช่หรือ ?


4. ‘รายได้เพิ่ม จากการลงทุนในเครื่องมือทำมาหากิน’ ...มีดของเชฟญี่ปุ่น อันเป็นหมื่น ใช้เหล็กซามูไร ...ส่วนบ้านเรา ไปเอามีดมาจาก Big C ...หรือ ช่างไฟบ้านเรา ไขควงยังบิดเบี้ยวๆ เทียบกับ ช่างไฟต่างประเทศที่เขาต้องมี License มีรถ มีอุปกรณ์ที่ต้องลงทุนศึกษา ลงทุนในเครื่องมือ 


นี่คือ ความมืออาชีพในเครื่องมือทำมาหากินที่ทำให้เขามีรายได้มากกว่าเรา 10 เท่าไง


5. ‘รับผิดชอบ ในสิ่งที่ขาย’ ...คุณไปซื้อนาฬิกาสวิส เขาการันตีกันชั่วชีวิต รับประกันคุณภาพให้ตายกันไปข้างนึงเลย ปู่ซื้อ ส่งเป็นมรดกถึงพ่อ ต่อด้วยหลาน ...ไม่แปลกที่เขาสามารถขายได้แพงมหาศาล เพราะ เขารับผิดชอบในสินค้าที่เขาขาย


แต่ลองไปซื้อนาฬิกาจีน ...ถ้าคุณแค่ก้าวออกจากร้าน อย่าหวังจะสามารถเปลี่ยนได้ 


อันนึงซื้อแล้วสบายใจ แพงหน่อยก็ยอมจ่าย อีกคนซื้อขาย เหมือนแลกเปลี่ยนยาบ้า ..ขายแล้วห้ามเปลี่ยนคืน (อะไรของมรึง ?)


6. ‘สิ่งแวดล้อมในการขาย’ ...เปิดร้านอาหารในเมืองนอก ต้องขอใบอนุญาต ต้องสร้างร้านได้สะอาด ถูกหลักอนามัย ต้องให้หน่วยงานมาตรวจตลอดเวลา ...ร้านอาหารเขาขายจานละ พันบาท ก็เรื่องปกติ เพราะ คุณภาพ ความสะอาด และ สภาพแวดล้อม


แต่บ้านเรา เอาเตาไป ผัดริมถนน ..ขยะทิ้งลงท่อ ..แมลงสาบ และ หนู เยอะ เรื่องปกติ ...แล้วเราจะขายจานละพันบ้าง อันนี้น่าคิด เพราะลูกค้าไม่ได้โง่


สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ต้องลงทุน ...ถ้ากล้าลงทุน แปลว่า คุณจะทำจริง ทำยาว ไม่ใช่แค่ตีหัวเข้าบ้าน


จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากรายได้เพิ่ม ไม่ใช่คิดเอาแต่ได้ ...อยากได้แต่ทำเหมือนเดิม ก็คงไม่มีทางได้ 


...อยากรายได้เพิ่ม 10 เท่า เราต้องลงทุน ใส่ใจ เพิ่มผลผลิต ใส่คุณภาพ เพิ่มความรู้ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม ...แล้วเราจะได้เพิ่มเกิน 10 เท่าในที่สุด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

8 ข้อ ดารายุคใหม่ทำไมรวย แล้วใครๆ ก็เป็นได้



8 ข้อ ดารายุคใหม่ทำไมรวย แล้วใครๆ ก็เป็นได้


ดารายุคก่อนพึ่งพิงรายได้จากผู้จัดละคร หรือสื่อ แต่ดารายุคนี้ขายของได้ ...ไม่มีแล้ว ที่ยิ่งแก่ ยิ่งจน คนไม่จ้าง ...ดูพี่แอ๊ดก็รู้แล้วว่า ดารายุคใหม่เขาโคตรรวยได้ไง 


1. ‘ดารายุคนี้ ต้องมีของขาย’ ...จะรอรายได้แบบเดิม จากโฆษณา จากผู้จัด ก็อดตายพอดี ...ต้องฝึกวิธีหาของมาขาย (แบบพี่แอ๊ด ขายคาราบาวแดง)


2. ‘ยุคนี้ใครก็เป็นดาราได้ หากใช้สื่อเป็น’ ...สมัยก่อนจะเป็นดาราต้องหาแมวมอง ต้องหาคนปั้น ...ยุคนี้ปั้นตัวเองครับ ..หาจุดเด่นให้ชัด นำเสนอให้เป็น ทุกคนก็เป็นดาราได้


3. ‘ดารายุคนี้ ไม่ใช่แต่ขายหน้าตา’ ...เดี๋ยวนี้หล่อสวย Out โคตรๆ ..โหลว่างั้น ...ยุคนี้ดาราทำเงินต้องแตกต่าง ...ตลก แปลก ฮา ใหม่ ..อย่าง Russell Peter ทำเดี่ยวไมโครโฟนระดับโลก สร้างตัวเองจาก YouTube วันนี้เห็นเลย หน้าตาแบบไหนก็เป็นดาราได้ ..รวยด้วย


4. ‘ของขาย หาง่ายสุดๆ’ ...ยุคก่อนจะหาสินค้ามาขายทำได้ยาก แต่ยุคนี้ มีโรงงานมากมาย พร้อมผลิตสินค้าป้อนดารา ...แค่ตอบให้ชัดว่า ผู้ตามคือใคร เดี๋ยวเขาผลิตสินค้าให้ทันที


5. ‘เป็นดารา เหมือนมีสื่อฟรีในมือ’ ...ทุกวันนี้ สื่อ ไม่ใช่สิ่งที่จำกัด แต่สื่อกลายเป็น เวทีเปิด ...ขอให้เรามีมุมนำเสนอที่ดี ก็เหมือนเป็นเจ้าของทีวี แทบไม่ต้องลงทุน


6. ‘ถ้าดารา ร่วมมือกับนักธุรกิจได้ดี เท่ากับมีเครื่องผลิตเงิน’ ...ถ้าถามว่าพี่แอ๊ด ต้องขายของใช่หรือไม่ ...คำตอบคือ พี่แอ๊ดก็ร้องเพลงเหมือนเดิม เพียงแต่จับมือนักธุรกิจที่เก่ง ก็สามารถสร้างธุรกิจที่เป็นเหมือนเครื่องผลิตเงินอัตโนมัติตลอดชีวิต 


7. ‘ดาราเดี๋ยวนี้ มีได้ทุกอุตสาหกรรม’ ...ทุกอาชีพมีดาราได้หมด ...ขอให้คุณชัดเจน โดดเด่น และ ตอบสนองกลุ่มผู้ตาม ...ทุกอาชีพมีดาราได้หมด 


8. ‘ให้มุ่งสร้างประโยชน์ และตอบโจทย์ผู้ติดตาม’ ...ความชัดเจน สำคัญกว่า ความดัง ...เพราะความชัดเจน สามารถสร้างกลุ่มผู้ติดตามที่ชัดเจน นั่นแปลว่า นอกจากขายสินค้าเฉพาะได้แล้ว ..ยังสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราทำได้เลย


จะเห็นได้ว่า ความดัง ยุคนี้ปั้นเองได้ ..โอกาส สร้างเองได้ นี่คือ ยุคที่เราต้องมาทบทวนสิ่งที่เราทำ ให้ชัดเจน สร้างสรรค์ และ สร้างคุณค่า


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

8 ความพร้อมก่อนออกจากมหาวิทยาลัย



8 ความพร้อม ก่อนออกจากมหาวิทยาลัย


เราเห็นเศรษฐีระดับโลกหลายๆ คน เลิกเรียนมหาวิทยาลัยแล้วออกไปสร้างธุรกิจพันล้าน ...แต่ในโลกความเป็นจริง ก่อนออกจากมหาวิทยาลัย เราต้องสำรวจความพร้อมตัวเรา มิเช่นนั้นแทนที่จะออกไปรวย จะกลายเป็นออกไปซวยแทน


1. ‘เห็นโอกาสที่ต้องออกไปวันนี้’ ...ผมนึกถึง Tiger Woods วันที่เขาออกจากมหาวิทยาลัยไปเป็นโปรกอล์ฟ หลักๆ เพราะเขาได้ Sponsor ที่คำนวณยังไงก็คุ้ม 


2. ‘มีงานที่รายได้มั่นคงรองรับ’ ...ออกไปตามความฝัน มันไม่ดีพอ ..ถ้าจะออกต้องแน่ใจว่ามีงานที่มั่นคงรองรับ


3. ‘อาชีพใหม่ ไม่ต้องอาศัยใบปริญญา’ ...วันนี้อาชีพส่วนใหญ่ยังต้องใช้ใบปริญญาสมัคร ...แต่ถ้าอาชีพนั้นใช้ทักษะที่เรามีแบบที่เหนือชั้นกว่าใคร ก็อาจมีลุ้น


4. ‘มีลูกค้าอย่างแน่นอน’ ...หลายคนสร้างธุรกิจแล้วคิดว่ามีอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราต้องแน่ใจว่า เรามีลูกค้าที่แน่นอน 


5. ‘มีทุนพร้อม’ ..ทุนพร้อมหมายความว่า มีนักลงทุนที่ใส่เงินเข้ามาในธุรกิจ ให้เราสามารถลุยโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน


6. ‘มีแผนสำรอง หากล้มเหลว’ ...ทำเพราะแค่อยากทำ อาจไม่ดีพอ ...ต้องแน่ใจว่า หากสิ่งที่จะทำล้มเหลว เราต้องเตรียมแผนสำรองที่ชัดเจน เช่น ถ้าไม่สำเร็จสามารถกลับไปเรียนใหม่ หรือ มีแผนสำรองที่ดีพอ


7. ‘มีความสามารถ บริหารเงินตัวเอง’ ..คนยุคนี้ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการบริหารเงินส่วนตัว แค่บริหารให้รายได้มากกว่ารายจ่ายยังทำไม่ได้เลย ...ต้องแน่ใจว่าเราบริหารเงินได้ดี


8. ‘ไม่มีภาระทางบ้าน’ ..ถ้าต้องรับผิดชอบทางบ้าน การออกไปเสี่ยง จะยิ่งเพิ่มความยุ่งยากในชีวิต


จะเห็นได้ว่า พอดู 8 ข้อนี้ ก็พอจะรู้ว่า ไม่ควรรีบลาออกก่อนจบปริญญา ..ทนเรียนให้จบ ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ ปั้นธุรกิจในฝันไปด้วยก็ยังได้ 


ธุรกิจในยุคนี้ไม่ได้เกี่ยวว่าจะต้องเริ่มเมื่อเรียนจบ ..เราสามารถทดลองเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราพร้อม ..หากอยากเริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ให้เริ่มจากธุรกิจที่ลงทุนน้อย แล้วใช้ตัวเราเองให้มากที่สุด


การพลาดด้วยเงินน้อย สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้ไม่ยาก (ยุคนี้โชคดีที่ธุรกิจ จำนวนมากสามารถเริ่มด้วยเงินไม่เยอะ) ...แต่ถ้าพลาดด้วยเงินมาก เราอาจไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีกเลย 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

คน 6 ประเภท ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุน



คน 6 ประเภทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุน


ผมคลุกคลีอยู่กับการลงทุนมานานพอสมควร โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น ..จนพบว่า มีคนอยู่ 6 ประเภทที่สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูง ดังนี้


1. ‘คนคิดสวนทาง’ ...คนส่วนใหญ่จะคิดเหมือนกัน แต่จะมีคนบางกลุ่มที่มักชอบคิดสวนทางคนส่วนใหญ่ ..เช่น คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมองว่าธุรกิจนี้ไม่ดี แต่คนเหล่านี้มักหาข้อดี แล้วกล้าที่จะลงทุน ..พวกคิดสวนทาง !!


2. ‘คนว่องไว’ ...จะมีคนบางกลุ่มที่เล่นหุ้น และลงทุนเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่เขาจะไวกว่าคนอื่น 1 ก้าวเสมอ เช่น ซื้อก่อนเพราะมีจมูกไว รู้ว่าอะไรจะมา ก็ซื้อได้ก่อน ...ขายเร็ว คือจมูกไวรู้ว่า จะมีอะไรไม่ดี ก็ขายก่อน 


3. ‘คนมีวินัยสูง’ ...จะมีคนบางประเภทที่มีระเบียบวินัยสูง และมีหลักการที่เขายึดถืออย่างชัดเจน ..เช่น คนเหล่านี้ถ้าเขาขาดทุน เขาจะมีจุดตัดขาดทุน Stop Loss ที่ชัดเจน แล้วปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ...สมมุติว่าหลักการของเขา คือ จะไม่ยอมขาดทุนเกิน 10% ในทุกครั้งที่ลงทุน ...สุดท้ายคนเหล่านี้ ก็จะไม่เคยเสียหายหนัก แม้บางครั้งผิดพลาด แล้วขาดทุน ก็จะสามารถกลับมาเล่นใหม่ได้เสมอ


4. ‘คนมีความรู้มาก’ ...อันนี้เป็นคนที่อ่านมาก ศึกษาลึก เวลาลงทุนอะไรจะทำการบ้าน ศึกษาจนรู้ละเอียดและลึก ...พูดง่ายๆ คนบางคนรู้จักหุ้นตัวนั้นๆ พอๆ กับเจ้าของบริษัทเลยทีเดียว ...พวกนี้เวลาลงจะ Focus แล้วกล้าลงทุนเยอะในสิ่งที่ตัวเองรู้ดี สุดท้ายก็มักได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ


5. ‘คนมีเพื่อนมาก’ ...คนส่วนใหญ่ก็มีเพื่อนมาก แต่มักจะเป็นเพื่อนที่พากันไปเสียเงิน ...คนเหล่านี้จะรู้จักคนเยอะ และเป็นคนที่ช่วยกันศึกษาแล้วพาไปหาโอกาสที่ดี ...คนเหล่านี้ลงทุนเป็นกลุ่ม และลงจริงจัง ทำให้เมื่อไหร่ก็ตามที่คนกลุ่มนี้ลงทุนจะมีคนลงตามจำนวนมาก ...พวกนี้ก็หากำไรจากตลาดได้เสมอ เพราะเข้าก่อนหุ้นขึ้น แล้วขายก่อนหุ้นลง


6. ‘คนที่ซื้อหุ้นเหมือนที่ดิน ซื้อแล้วแทบไม่เคยขายเลย’ ...คนเหล่านี้จะซื้อหุ้นจากมูลค่า จากพื้นฐานธุรกิจ จากเงินปันผล ไม่ซื้อหุ้นตามใคร ...พอซื้อแล้วก็ถือหุ้นเสมือนซื้อที่ดินแล้วเก็บยาว ...สุดท้าย คนกลุ่มนี้ก็มักจะได้เงินจากปันผล และได้มูลค่าหุ้นที่เติบโตขึ้นในระยะยาว


จะเห็นได้ว่า มีหลากหลายวิธีในการที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุน ...แต่คนส่วนใหญ่ พอเข้าไปลงทุนกลับไม่ประสบความสำเร็จ ...นั่นก็เพราะว่า เขาอยากจะเป็นทุกอย่าง เก่งทุกแนว


ใช่!! เมื่อเราต้องการเก่งทุกแนว เป็นทุกอย่าง เราก็ไม่ต่างจาก คนจับฉ่าย ที่จริงๆ แล้วไม่เก่งอะไรเลย


ลองสำรวจดูตัวเองว่า จริงๆ แล้วเราเหมาะกับการเป็นนักลงทุนประเภทไหน จากนั้น เก่งให้จริง ศึกษาให้สุดในแนวทางนั้น ...สุดท้ายเราก็จะเป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จได้ในจุดที่เราเลือกนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 องค์ประกอบ ของงานทำเงินยุคนี้



10 องค์ประกอบ ของงานทำเงินยุคนี้


สมัยนี้จะสอนลูกว่า ตั้งใจเรียน แล้วหางานมั่นคง อาจจะไม่ใช่ละ ...เพราะงานมั่นคงยุคนี้กลายเป็นไม่มั่นคง 


หรือเราจะบอกว่า อย่าเล่นเกมนะลูก ..กลายเป็นเด็กติดเกม ยุคนี้หาเงินจากผู้ติดตามกลายเป็น เกมแคสเตอร์ รวยอีก 


อ้าว!! แล้วจะสอนยังไง ? - ผมแนะนำให้เด็กรุ่นนี้ ปั้นและสร้างอาชีพขึ้นมาเองครับ ...มาดูองค์ประกอบของการทำเงินในยุคนี้มีอะไรบ้าง


1. ‘อะไรก็ได้ที่เราทำได้ดีจนมีผู้ติดตาม’ ...ร้อง รำ พูด เขียน เต้น เล่น อะไรก็ได้ ที่เรานำเสนอแล้วเกิดผู้ติดตาม ...จะตามใน Social อะไรก็ได้ ...จะเกิดโอกาสในการสร้างเป็นงานทำเงินได้ทันที 


2. ‘เราทำได้ดีกว่าใคร’ ...ถ้าสิ่งที่เรานำเสนอ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ..เราไม่ได้โดดเด่น ...อย่าทำ ...ต้องค้นหาสิ่งที่เราทำแล้วโดดเด่น ...เริ่มวัดง่ายๆ จากจำนวน Like และ ผู้ติดตาม


3. ‘ไร้สาระตลาดใหญ่กว่ามีสาระ’ ...วันนี้คนรวยที่สุดในจีนทำธุรกิจเกม ...ดังนั้น อย่ามองว่าเราไร้สาระแล้วจะไม่รวย ...แต่ให้มุ่งมั่นปั้นสิ่งไร้สาระให้ก้องโลก ...ฉันจะไร้สาระให้โลกต้องสนใจ !!


4. ‘มีสาระก็ได้ แต่ต้องมีประโยชน์ต่อผู้ติดตาม’ ...คนทำสิ่งมีสาระก็รวยได้ แม้ตลาดจะเล็กกว่าเรื่องไร้สาระ แต่สิ่งที่คุณนำเสนอต้องมีประโยชน์ต่อผู้ติดตาม 


5. ‘คนยอมจ่ายเงิน ให้สิ่งที่คุณทำ’ ...ยุคนี้ไม่มีกำหนดว่า อะไรคืออาชีพ หรืออะไรที่ไม่ใช่อาชีพ ...อะไรก็ได้ที่มีคนยอมจ่ายเงินให้คุณทำ สิ่งนั้นเป็นอาชีพได้หมด ...เช่น คนยอมจ่ายเงินให้คุณเต้นให้เขาดู การเต้นของคุณก็คืออาชีพได้


6. ‘ความสม่ำเสมอ’ ...ถ้าทำครั้งเดียวเลิก ไม่ว่าจะดังหรือดีแค่ไหน มันคือ ทำเล่นๆ ...ถ้าจะปั้นเป็นงานหรือเป็นอาชีพทำเงิน ต้องทำสม่ำเสมอ และ ต่อเนื่อง


7. ‘สิ่งที่เราทำ ไม่ค่อยมีใครทำ’ ...ยุคนี้คนเก่งเยอะ หากเราทำเรื่องที่คนอื่นทำเยอะ ก็แปลว่า เราต้องแข่งกับคนเก่งอีดมากมาย รุ่งยาก 


8. ‘สามารถสร้างสิ่งที่ทำให้เป็นระบบ’ ...คงไม่ดีแน่ ถ้างานที่เราทำ ต้องให้ตัวเราทำชั่วชีวิต ...เราต้องสามารถสร้างสิ่งที่ทำให้เป็นระบบ เช่น Workpoint ทำเกมโชว์ วันนี้บริษัทเขาเป็นหมื่นๆ ล้าน ก็ทำเกมเกมโชว์เหมือนเดิม เพียงแต่ทำเป็นระบบ


9. ‘มีการพัฒนาในสิ่งที่เราทำอย่างต่อเนื่อง’ ...ทุกอย่างที่เราทำแล้วมีความสุข สิ่งนั้นต้องเติบโต ..ดังนั้น เราต้องคิดสิ่งใหม่ๆ แล้วต่อยอดใส่เข้าไปในสิ่งที่เราทำ ...ถ้าวัดเป็นตัวเลข อย่างน้อยทุกปี ต้องทำสิ่งใหม่ 20% ทุกๆ ปี 


10. ‘สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน’ ...ทุกอย่างที่ทำแล้วเติบโต คือ สิ่งที่แฝงแรงบันดาลใจให้ผู้คน ...ไม่ว่าคุณจะร้องเพลง หรือ ทำอะไรก็ตาม ถ้าคุณทำได้นานพอ มันจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป 


นี่คือ 10 องค์ประกอบ ที่ให้ลองเอาไปปรับใช้ ในการปั้นอาชีพทำเงินยุคใหม่ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

10 เทคนิคการใช้เงินน้อยของคนรวย



‘10 เทคนิคการใช้เงินน้อยของคนรวย’ 


ที่พูดกันว่ายุคนี้คนรวยยิ่งรวย มันมีความจริงอยู่พอสมควรเลย ..ผมได้มีโอกาสรู้จักคนรวยจำนวนมากแล้วพอจะสรุป วิธีใช้ชีวิตด้วยเงินน้อยมาได้ดังนี้


1. ‘คนรวยทำงานหนัก จนเหลือเวลาใช้เงินน้อย’ ...เขาทุ่มทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เลยใช้เวลาส่วนใหญ่หาเงิน ไม่ค่อยได้ใช้เงิน (พวกนี้แก่แล้วสบายทุกคน)


2. ‘เลือกงานที่ถนัด’ ..หลายคนคิดว่า ทำงานทุกอย่างที่ได้เงินจะดี แต่จริงๆ แล้วคนรวยส่วนใหญ่จะเลือกงานที่ตัวเองถนัด ...ด้วยเวลาที่เท่ากันงานที่ถนัดเลยทำเงินให้เขามากกว่า


3. ‘กินข้าวเที่ยงในออฟฟิศ’ ...ถ้าเป็นพนักงานทั่วไป ก็มักจะจับกลุ่มไปหาร้านอาหารกินกัน ..แต่ผมเห็นผู้บริหารส่วนใหญ่ ให้เลขา สั่งอาหารมาให้กินบนห้อง เพราะเขาขี้เกียจไปเสียเวลาลงไปกิน ...เยส!! คนรวยกินข้าวกล่องครับ


4. ‘ลงทุนในที่พักใกล้ออฟฟิศ’ ..คนส่วนใหญ่เสียเงินจำนวนมากกับการเดินทางไปทำงาน ...แต่คนรวยมักลงทุนซื้อคอนโด หรือที่พักใกล้ที่ทำงาน ..สุดท้ายเดินไปทำงาน ไม่เสียค่าเดินทาง ...พอเลิกทำงาน คอนโดผ่อนหมด ได้สินทรัพย์เป็นกำไรอีก


5. ‘งานอดิเรกคือ ออกกำลังกาย’ ...การออกกำลังกายนอกจากสุขภาพดีแล้ว ยังไม่เปลืองเงิน แถมมาด้วยสุขภาพจิตที่ดีขึ้น สุดๆ อ่ะ


6. ‘ซื้อกองทุน RMF และ LTF เต็มจำนวน’ ...นอกจากได้ลดภาษี ยังได้กำไรจากกองทุนที่ระยะยาว มีแต่มูลค่าเพิ่มขึ้น


7. ‘ซื้อของที่อยากได้จริงๆ แต่น้อยชิ้น’ ..คนส่วนใหญ่ชอบซื้อของราคาถูก ซื้อทุกอย่าง แต่คนรวยจะพิถีพิถันเลือกของที่อยากได้จริงๆ แล้วซื้อน้อยชิ้น ...สุดท้ายของที่ซื้อกลับมีราคาเพิ่มขึ้นอีก 


8. ‘ชอบลงทุนในสินทรัพย์’ ...ถ้าคุณไปขอยืมเงินคนรวย เขาจะไม่มีให้คุณยืม เพราะ เงินเขาอยู่ในสินทรัพย์แล้วลงทุนระยะยาว เช่น หุ้นที่มีปันผลดี 


9. ‘ลงทุนในความรู้ และการพัฒนาตัวเอง’ ...คนรวยจะชอบเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง ...ตรงนี้แหละที่ทำให้เขาเห็นโอกาสในชีวิตมากกว่าคนทั่วไป ...คนที่เอาแต่พูดว่า ชีวิตขาดโอกาส ก็เพราะเขาไม่เคยลงทุนในความรู้นั่นเอง 


10. ‘คบเพื่อนที่คิดคล้ายๆ กัน’ ...คนรวยก็มักคบ คนที่คิดคล้ายๆ เขา มันก็เลยช่วยกันต่อยอดโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้นไปอีก


เราต้องลองสำรวจตัวเองแล้วว่า ..ที่เรายังไม่มีเงิน เราใช้จ่ายมาก และ เราขาดโอกาสในชีวิต ...มันแค่สิ่งที่เราเคยเลือก ...ลองเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ผมว่าชีวิตเราจะค่อยๆ ดีเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ