แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

10 ต้นเหตุของความล้มเหลวที่เราควรรู้



10 ต้นเหตุ ของความล้มเหลวที่เราควรรู้

ความล้มเหลวจะถูกห่อหุ้มมาอย่างกับของขวัญ ..แต่เมื่อเราแกะออกเท่านั้น ...โดนหนักทันที !!

1. ‘คนเก่ง จะพลาดจากความประมาท’ ...คนเก่งสู้กับใครก็ชนะ จนถึงวันที่ตัวเอง ประมาท ...พอคิดว่าคู่แข่งไม่ฉลาด วันนั้นคนเก่งก็จะชะตาขาด

2. ‘คนคิดว่าตัวเองเก่ง จะพลาดเพราะความไม่รู้’ ...คนที่คิดว่าตัวเองเก่ง จะไม่ฟังใคร และไม่ศึกษาพัฒนาตัวเอง ...สุดท้ายจะพลาดและขาดโอกาสจากความไม่รู้ของตัวเอง

3. ‘คนโง่ จะพลาดเพราะความขี้ขลาด’ ...คนโง่ คือคนที่ไม่ศึกษาหาความรู้ เมื่อไม่รู้จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว ..ยิ่งเรารู้น้อยเท่าไหร่ ความกลัว และไสยศาสตร์จะครอบงำเรา

4. ‘คนรวยจะ พลาดเพราะความศรัทธา’ ...การจะหลอกให้คนรวยพลาดท่า ทำไม่ได้เพราะเขาเก่งเอาตัวรอด ...แต่คนรวยส่วนใหญ่จะพลาดเพราะความศรัทธา ...ยิ่งสูง ยิ่งหนาว อยากหาที่พึ่ง และความศรัทธา ...ศรัทธาแบบขาดสตินั่นแหละ ที่ฆ่าคนรวย

5. ‘คนที่ทำเป็นรวย จะซวยเพราะไม่ประมาณตน’ ...ยุคนี้คนพยายามทำเป็นรวย ไม่ว่าจะเพื่อสร้างภาพ หรือ  อะไรก็ตาม ...การพยายามโชว์สิ่งที่ไม่มี อาจจะหลอกคนอื่นได้ชั่วคราว แต่สิ่งนั้นแหละที่จะกลับมาทำลายตัวเอง 

6. ‘คนจน จะถูกหลอกเพราะความโลภ’ ...ที่แชร์ลูกโซ่มันรุ่งเรืองในยุคปัจจุบัน เพราะ เขาใช้หลักการ ‘ลงเงินน้อย ได้เงินใหญ่ ไม่เสี่ยงเลย ..ยิ่งชวนเพื่อน ยิ่งได้เร็ว’ ...ถ้าไม่โลภ ก็ไม่โดน !!

7. ‘คนยิ่งใหญ่ จะไม่พังจากศัตรู แต่จะพังจากด้านใน’ ..คนยิ่งใหญ่ ไม่มีศัตรูคนไหนทำลายเขาได้นอกจากครอบครัว แล้วตัวเขาเอง

8. ‘ความผิดพลาด ที่ไม่ทำให้เราตาย จะทำให้เราเติบโต’ ...เมื่อเราตัดสินใจ ลุกขึ้นแล้วก้าวต่อไป 

9. ‘ไม่มีใครไม่ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดคือ การทำให้เราเติบโต และ เป็นผู้ใหญ่’ ...การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เพราะอายุเยอะ แต่เพราะเราเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ยอมรับ เรียนรู้ แล้วเราเติบโตทางปัญญา

10. ‘ความล้มเหลว ที่แท้จริง คือ ความล้มเลิก’ ...ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืน ..และ ก็ไม่มีความล้มเหลวท่ีถาวร ...มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะ กำหนดความล้มเลิก ...เมื่อเราไม่ล้มเลิก จึงไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร - ใช่!! ต้องมีวันนึงที่เป็นวันของกรู ...อยู่อย่างตื่นรู้ และ แบ่งปัน 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

อายุเท่าไหร่ ทำอะไรถึงจะดี



‘อายุเท่าไหร่ทำอะไรถึงจะดี’ 


ที่พูดว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ ..แล้วตัวเลขอะไร ควรให้ความสำคัญกับสิ่งไหนถึงจะดี 


อายุเลข 10 : ‘ควรทำงาน Part-Time’ ...งาน Part-Time ไม่สามารถทำให้รวย แต่จะสอนให้เรารู้จักค่าของเงิน ...คนที่ไม่เคยทำงาน จะไม่รู้จักค่าของเงิน และ ตกเป็นเหยื่อของค่านิยมที่ผิดทาง


อายุ 20 : ‘ควรเป็นลูกจ้าง’ ...เพราะการเป็นลูกจ้าง ดีสำหรับคนอายุน้อย ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือทำธุรกิจ ..การมีหัวหน้าที่ดี จะสอนเราให้ทำงานเป็น ..สอนความรับผิดชอบ ..สอนข้อจำกัด ..สอนการมองโลกตามความเป็นจริง และฝึกให้เขามองโอกาสเป็น ...ช่วงอายุ 20 ให้เรียนรู้ให้มากที่สุด ฝึกทำงานในองค์กรเล็ก เราจะได้ทำทุกอย่าง ...ฝึกทำงานในองค์กรใหญ่ จะสอนการทำงานเป็นระบบ ซึ่งทั้ง 2 อย่าง จะช่วยให้เราเข้าใจตลาดและมองโอกาสแบบไม่เพ้อเจ้อ 


อายุ 30 : ‘ควรเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ’ ..คนอายุ 30 ที่เคยทำงานมาแล้ว ควรพัฒนาตัวเอง ให้มีความเชี่ยวชาญในสิ่งใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ...สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของการงานที่เติบโตเร็ว ...อายุ 30 เป็นช่วงเริ่มต้นสุกงอมของวัยหนุ่มสาว ที่ควรเริ่มธุรกิจ และ เริ่มการลงทุน แม้ว่าจะยังเป็นลูกจ้างอยู่ก็ตาม (ความผิดพลาดในวัย 30 เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราก้าวกระโดด เมื่อเราเดินต่อไป)


อายุ 40 : ‘ทำธุรกิจส่วนตัว’ ...เมื่อเราเข้าใจค่าของเงิน มองโอกาสตามความเป็นจริง และ มีประสบการณ์พอสมควร ...คนอายุ 40 จึงเหมาะกับการขยับขยาย สู่การทำธุรกิจส่วนตัว ..เป็นหุ้นส่วนธุรกิจใหม่ ..และ ขยับขยายตัวเองสู่การเป็นนักลงทุนอย่างจริงจัง ...(การเป็นนักลงทุน จะช่วยให้เรา ยิ่งแก่ ยิ่งสบาย เพราะ อาชีพนักลงทุนเป็นอาชีพเดียวที่เสริมได้ทุกอาชีพ แล้วยิ่งแก่ ก็ยิ่งรวย)


อายุ 50 : ‘ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด’ ...ตอนอายุน้อยเรามีเวลามาก แต่พออายุเริ่มมาก เราต้องทำเฉพาะสิ่งที่เราถนัด เพราะ อายุขนาดนี้ คุณผ่านโลก จนเข้าใจแล้วว่า เราทำอะไรได้ดี หรือ ทำอะไรได้ไม่ดี ...การเลือกทำสิ่งที่เราทำได้ดี จะทำให้ชีวิตพุ่ง ...อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ถนัด


อายุ 60 : ‘ทำงานกับคนรุ่นใหม่’ ...การเปิดใจทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ จะทำให้เราผนวกความเชี่ยวชาญ กับ โอกาสใหม่ๆ ...ต้องลงทุนและร่วมมือกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เราทันสมัย ไม่ตกยุค


หลังอายุ 60 ‘ช่วงเวลาแห่งการให้’ ...ให้เราไปทำสิ่งที่ชอบ ให้โอกาสคน และ ถ่ายทอดความรู้ 


ยิ่งอายุเยอะขึ้น ความสุขจะเพิ่มขึ้นจากการให้ ไม่ใช่การได้มา 


นี่เป็นเพียง Guideline คร่าวๆ ..ที่แต่ละคนควรปรับให้เหมาะกับตัวเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

5 ขั้นตอน การหา Passion ในโลกยุคใหม่



5 ขั้นตอน การหา Passion ในโลกยุคใหม่ 

เคยมีใครพูดกับเรา แบบนี้ แล้วเราสงสัยไหม ? 

(ผมล่ะคนนึง ผมตั้งคำถามเลย ว่าจริงเหรอ ?) 

‘อยากสำเร็จไหม ? ...หา Passion ให้เจอซิ’ ...แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า

Passion ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เฉยๆก็เกิดขึ้น ..แต่ Passion มันจะเกิดขึ้น หลังจากที่เราสำเร็จอะไรบางอย่างแล้วต่างหาก 

- ‘ก็มรึงสำเร็จไง มันเลยสนุก ..ก็คุณได้ดีกว่าคนอื่น คุณถึงอยากทำไง ...ก็คุณทำสิ่งนี้แล้วได้เงินมากกว่าคนอื่นไง คุณถึงอยากตื่นขึ้นมาทำ’

...คนส่วนใหญ่พอถูกแนะนำให้หา Passion ให้เจอก่อน ...ก็เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ เดินทาง ค้นหา เสาะหา สิ่งที่มันไม่มีไง 

...มันไม่ใช่เที่ยวเยอะๆ แล้วเราจะเจอ Passion ...นั่นข้ออ้างเสียเงิน เสียเวลา

ใครก็ตามที่อยากหา Passion ต้องทำงานเยอะๆ ..งานที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นงานออฟฟิศ ...ยุคนี้จับอะไรก็เป็นงาน ทั้งนั้นแหละ ...เราอยู่ในโลกยุคที่โคตรโชคดี หยิบงานอดิเรกอะไรขึ้นมาก็ได้ ถ้าตั้งใจทำให้ดี เปลี่ยนเป็นงาน ทำเงินได้หมด

คนที่บ่นว่า ไม่มีงานทำ ก็เพราะ เขาไม่คิดที่จะทำอะไรจริงจังแค่นั้นแหละ 

คิดง่ายๆ นะ ...ทุกงานอดิเรก เปลี่ยนเป็นงานได้หมด ดังนั้น เส้นแบ่งก็คือ ‘คนทำจริงจัง’ กับ ‘คนทำอะไรเล่นเล่น’

พวกที่ทำอะไร เล่นๆ ..เห็นคนอื่นทำ ก็อยากทำบ้าง แต่ทำเหยาะๆแหยะๆ อันนี้ไม่เรียกว่าทำงาน และ ก็ไม่มีทางเปลี่ยนอะไรเป็นงาน หรือ ทำเงินได้ เพราะมันหยิบโหย่ง 

อยากเปลี่ยนคนไม่เอาไหน ให้เป็นคนสุดยอด ก็แค่ ‘ทำอะไรจริงจัง’ ....ทำจริง ...ศึกษาจริง ...ทำหนักกว่าใคร ...รู้จริง 

ขั้นตอนหา Passion มีดังนี้

1. ‘ลงมือทำ งานบางอย่าง’ ...ถ้าเราทำได้ดี กว่าคนอื่น นั่นคือ จุดเริ่มต้นของ Passion 

2. ‘ศึกษางานนั้นให้รู้จริง’ ...การที่เราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นเป็นจุดเริ่มที่ดี แค่นั้นยังไม่พอ จะเป็น Passion ...เราต้องศึกษาสิ่งนั้นให้รู้จริงกว่าคนอื่น ...ขั้นที่สองของ Passion คือ ‘เป็นที่พึ่งของคนอื่น ในเรื่องนั้น ...คนอื่นชื่นชอบ ชื่นชมในสิ่งที่คุณทำ’

3. ‘ฝึกฝนหนักกว่าใคร’ ..การหาพรสรรค์คือข้อ 1 พอเจอแล้ว ที่เหลือคือ พรแสวง ทั้งหมด ตั้งแต่หาความรู้ และฝึกฝนอย่างหนัก 

4. ‘ได้เงินจาก Passion’ ...ถ้าทำแล้วเสียเงิน ถึงทำได้ดีแค่ไหน มันก็แค่งานอดิเรก ...การได้เงินจาก Passion จะทำให้เราสามารถทำเป็นอาชีพ ทำได้นาน ...นานพอที่จะสร้างตำนาน และ ประสบความสำเร็จ 

5. ‘การถ่ายทอด และ การส่งต่อ’ ...ขั้นสุดท้ายของการทำอะไรก็ตามของมนุษย์ ก็เพื่อการเชื่อมต่อ หรือ การส่งต่อ ...เพราะการส่งต่อเท่านั้น ที่ทำให้สิ่งที่เราทำมีความหมาย มีประโยชน์ 

ลองสำรวจตัวเอง ว่า วันนี้เราหา Passion ของเราเจอหรือยัง ? ...จัดไป

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 หลักทำธุรกิจ คิดแบบพ่อค้ายา



5 หลักทำธุรกิจ คิดแบบคนค้ายา

เดี๋ยว!! นี่ไม่ใช่การสอนให้ทำผิดกฎหมาย แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ขนาดธุรกิจอย่างพ่อค้ายา หากเรามองให้เป็น ..ก็สามารถเอาข้อดีมาปรับใช้กับธุรกิจเราได้

สมัยก่อนสินค้า ไม่ได้มีหลากหลาย ..ยาเสพติดเลยเป็นธุรกิจที่ใหญ่ ...แต่ลองมองไปรอบๆ ตัวซิ ..ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้โหยหา ยาบ้า หรือ ยาเสพติดแบบในอดีต 

แปลว่า Demand ลดลง ..ความต้องการลดลง ..ก็แปลว่า สิ่งนั้นเริ่มหมดอนาคต

คำถามคือ แล้ววันนี้คนรุ่นใหม่ อยากได้อะไร อยากซื้ออะไร ?

1. ‘ขายในสิ่งที่คนต้องการ’ ...คนส่วนใหญ่ ทำในสิ่งที่คุ้นเคย ทำในสิ่งที่ถูกสอนให้ทำ แต่ที่ถูกต้องคือ ต้องทำในสิ่งที่คนต้องการ ..มี Demand ว่างั้นเถอะ 

2. ‘ขายในเวลาที่คนต้องการ’ ...ถ้าขายในเวลาที่คนต้องการ คนซื้อจะไม่สนใจเรื่องราคา ไม่เกี่ยงราคา และ นั่นคือ เวลาที่ดีที่สุดในการขาย

3. ‘สร้างเครือข่ายในการขาย’ ...เครือข่ายที่ดี คือ แบ่งกำไร ..ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ทุกคนคือหุ้นส่วน แบ่งความรับผิดชอบ แบ่งผลกำไร ..ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น (ลูกจ้างทำน้อย ได้น้อย ทำมาก ก็ได้น้อย ...แต่หุ้นส่วน ทำเท่าไหร่ ได้เท่านั้น - นี่คือ การทำงานที่จะขยายตัว)

4. ‘ธุรกิจเงินสด’ ...ไม่เคยเห็นพ่อค้ายา รับบัตรเครดิต ..มีแต่ซื้อเงินสด ...ธุรกิจที่รับเงินสด คือ คนที่สามารถทนทานต่อวิกฤต และความผันผวนได้ดีที่สุด

5. ‘เพื่อนร่วมงาน เสมือนครอบครัว’ ...อารมณ์แบบทหาร เพื่อนร่วมรบ รักกันยิ่งกว่าครอบครัว ...มันช่วยกัน ทุกอย่าง เกิดพลัง เกิดความสามัคคี ...แต่คุณดูออฟฟิศยุคนี้ซิ เพื่อนคือคู่แข่ง ..แข่งขัน แก่งแย่ง และ ขาดความไว้วางใจ

เอา 5 หลักการนี้ มาลองคิดสร้างธุรกิจ จะช่วยให้เราเริ่มธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ...คนส่วนใหญ่ พลาดตั้งแต่ข้อ 1 แล้ว 

‘ขายของที่อยากขาย ใครจะซื้อ ...โลกเปลี่ยนทุกวัน ...คนรุ่นใหม่ ซื้อของ และ จ่ายเงิน ต่างจากรุ่นพ่อแม่อย่างสิ่นเชิง ...แปลง่ายๆ เลย ว่าธุรกิจจะเปลี่ยนจากรุ่นพ่อแม่อย่างสิ้นเชิง’

- ยุคก่อน คนเน้นของถูก / ยุคนี้ คนนิยมของแพง (จีนหันมาทำ สินค้าเทคโนโลยี แล้วขายแพง แบบเกาหลีเลย)

- ยุคนี้ คนนิยม เดินทาง ท่องเที่ยว (สินค้าขายนักท่องเที่ยว ต้องมีเอกลักษณ์ ต้องชิ้นไม่ใหญ่ น้ำหนักไม่เยอะ จ่ายได้ไม่ต้องคิด)

- ยุคนี้ คนนิยมกู้ซื้อบ้าน มากกว่าเช่า (ตลาดเช่า ไม่โต อสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนครั้งใหญ่)

ทุกความต้องการที่เปลี่ยน คือ โอกาสของคนรุ่นใหม่ ..ไปทำธุรกิจเพื่อตอบสนอง Demand !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 วิธีหาเงินง่าย ในยุคนี้



7 วิธีหาเงินง่ายๆ ในยุคนี้


ใครๆ ก็อยากได้เงินง่ายๆ ...แต่การจะได้เงินง่าย มันก็พอจะมีวิธีประมาณนี้


1. ‘เลือกทำเรื่องยาก’ ...คนเลือกทำเรื่องยาก แรกๆ เหมือนจะเหนื่อย แต่ยิ่งทำจะรู้ว่า ทำเรื่องยากมักมีคู่แข่งน้อย จึงหาเงิน หาโอกาสได้ง่ายกว่า ...เพราะคนส่วนใหญ่ชอบทำอะไรง่ายๆ


2. ‘เลือกเก่งในสิ่งใหม่ๆ’ ...คนส่วนใหญ่พยายามเก่งในสิ่งเดิมๆ มันจะไปเก่งกว่าคนที่เขาทำมานานแล้วได้อย่างไร ...ไปเลือกศึกษา เริ่มทำ ในสิ่งใหม่ 


3. ‘สนุกกับการหาเงิน’ ..มีด้วยหรือ ? ..คนยุคนี้ สนุกกับการใช้เงิน ...แต่คนที่หาเงินเก่ง หาเงินคล่อง คือ คนที่สนุกกับการหาเงิน


4. ‘คนที่มองทุกวิกฤตเป็นโอกาส’ ...คนส่วนใหญ่เวลาเห็นวิกฤตก็กลัว ใจเสีย ไม่กล้าทำอะไร ...แต่คนที่มองวิกฤตเป็นโอกาสนี่รวยได้ทุกครั้งที่คนกลัว ...ถ้าใครมองแบบนี้เป็น แนะนำให้เล่นหุ้น ..เพราะในตลาดหุ้นทุกวิกฤต มีโอกาสแฝงอยู่เสมอ


5. ‘คนรู้จริง ผู้เชี่ยวชาญ หาเงินง่าย’ ...คนส่วนใหญ่ทำอะไรไม่จริงจัง ..รู้มันทุกเรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนเลยที่รู้ลึก รู้จริง ...ถ้าอยากหาเงินเก่ง ลองเลือกสักอย่างที่รู้จริง และ เชี่ยวชาญ แล้วเราจะพบสิ่งที่หาเงินง่ายครับ


6. ‘คนมีเงิน จะหาเงินง่าย’ ...อันนี้ขัดความรู้สึก แต่คือเรื่องจริง ..คนไม่มีเงิน หาเงินโคตรยากเลย ..แต่คนมีเงิน หาเงินง่าย ...ดังนั้น เริ่มแรก คุณต้องเก็บเงิน เก็บก่อน มุ่งมั่น ...อย่าเอาแบบคนส่วนใหญ่ที่ ชีวิต ใช้ซะ นั่นมันแค่กิมมิคการตลาด !!


7. ‘คนชอบอ่านหนังสือ ชอบหาความรู้’ ...ผมชอบศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ เกือบทุกคนเป็นนักอ่าน ...ชอบอ่าน ...เพราะการอ่านหนังสือ มันคือ หน้าต่างของชีวิต ...อ่านเยอะ ก็จะเห็นโอกาสมาก การหาเงินก็จะง่ายขึ้น 


อ้าว!! ฉันก็ชอบดูทีวี ...ทำไมยังหาเงินยาก ? - นั่นแหละตัวดีเลย ..ดูทีวี เล่นมือถือ มันมีแต่โฆษณา ยิ่งดู ยิ่งอยากใช้เงิน ...ไม่สังเกตเหรอว่า สิ่งที่คนชอบดู ชอบใช้ ชอบทำ มันทำให้เราเสียเงิน


ผลก็คือ คนยุคนี้ สมาธิสั้น อ่านหนังสือไม่เคยจบบท (อย่าว่าแต่จบเล่มเลย) ..อดทนต่ำ จับฉ่ายไปหมด ..ชอบใช้ชีวิต ตามกระแส ...เลียนแบบตุ๊กตา - อยากกินแบบคนรวย อยากเที่ยวแบบเศรษฐี แต่รู้ไหมว่า เศรษฐีจริงๆ เขาไม่ได้ใช้ชีวิตไฮโซ ใช้เงินไร้สาระ แบบที่เราเห็นในสื่อ 


เศรษฐีจริง 

- เขาทำแต่งาน ใช้เงินไม่เป็น (คนใช้คือ เมีย หรือลูก ที่ไม่เอาไหนต่างหาก ...อยากใช้ก็ใช้ไป ..555)

- แล้วก็เลือกใช้ชีวิตใน 7 ข้อนี้

- คนเราทุกคน ก็เป็นแบบที่เราเลือกนั่นแหละ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561

5 ลักษณะของคนที่ดอยได้ทุกครั้ง เสียตังค์ตลอด



5 ลักษณะของคน ที่ดอยได้ทุกครั้ง ..เสียตังค์ ตลอด!!


ปัญหาของบางคนที่เข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในอะไรก็มักจะเสียหาย ขาดทุน ...สาเหตุหลักๆ มีดังนี้


1. ‘หาทางรวยง่ายๆ’ ...ในโลกนี้ไม่มีอะไรรวยง่ายๆ ..ถ้าใครนำข้อเสนอ รวยง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องศึกษา ให้ระลึกไว้เลยว่า คุณกำลังถูกจูงจมูกด้วยความโลภ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายในที่สุด


2. ‘แห่ตามฝูงชน’ ...การลงทุนที่ดีคือ การไม่วิ่งตามฝูงชน หรือตามกระแส ...หรือพูดง่ายๆ ว่า อะไรที่เริ่มเป็นกระแสยอดฮิต ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า สิ่งนั้นใกล้ดอยแล้ว ...โอกาสซื้อแล้วติดดอย มีสูงมาก


3. ‘ใช้เงินน้อย อยากรวยมาก’ ...หลักการดึงดูดคนที่ชอบใช้เงินน้อยแล้วอยากรวยเยอะ ก็คือ ‘หวย , แชร์ลูกโซ่ หรือ การพนัน’ ...สิ่งที่ลงน้อย หวังผลเยอะ ส่วนใหญ่โอกาสถูก โอกาสชนะ แทบจะเป็นศูนย์ ...แปลว่า ถึงลงเงินน้อย แต่โอกาสเสียหาย 100% ..คิดยังไงก็ไม่คุ้ม 


4. ‘หวังรวย โดยไม่เสี่ยง’ ...ใครๆ ก็กลัวความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าใครชวนเราว่า การลงทุนนี้สามารถรวยโดยไม่เสี่ยง ให้ระวังว่า เรากำลังตกเป็นเหยื่อ ในแชร์ลูกโซ่ หรือ มิจฉาชีพบางอย่าง ...เพราะ ถ้าเป็นการลงทุนจริงๆ ทุกอย่างมีความเสี่ยง ...เพียงแต่คนที่ลงทุนแล้วกำไร เพราะเขาหมั่นเพิ่มความรู้ จนทำให้ความเสี่ยงลดลง 


(ความเสี่ยงจะลดลง ด้วยความรู้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น)


5. ‘ใจร้อน อยากได้ผลลัพธ์เร็วๆ’ ...คนที่รอไม่ได้ อดทนไม่ได้ มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการลงทุน 


ใครเป็นแบบ 5 ข้อนี้ ต้องทบทวนวิธีคิดของตัวเองใหม่ เพราะ ทั้ง 5 ข้อนี้แหละ ที่เหล่ามิจฉาชีพ ใช้ออกแบบกลลวง การโกง หรือ แชร์ลูกโซ่ต่างๆ เพื่อดึงดูดให้คนเสียหายจำนวนมากมาย


‘ลงทุนง่าย ลงทุนได้ ไม่ต้องศึกษาอะไรเลย ไม่มีความเสี่ยง ใช้เงินเริ่มต้นน้อย ผ่อนจ่ายได้ ...แถมได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอทุกๆ สิ้นเดือน’ ...ระวัง แชร์ลูกโซ่


การลงทุนที่แท้จริง


- มีความเสี่ยง แต่ลดความเสี่ยงด้วยความรู้ ดังนั้น การลงทุนต้องศึกษา ต้องเหนื่อย


- การลงทุนต้องอาศัยระยะเวลา ในการที่จะได้ผลลัพธ์ เหมือน การปลูกต้นไม้ กว่าจะโต กว่าจะออกผล ต้องมีความอดทน และ ความเข้าใจ


ทุกวันนี้มีการล่อลวงมากมาย ที่แฝงตัวมาใกล้ตัวเรา ..ต้องมีสติ แล้วอย่าโลภ เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อ 


‘รวยเร็ว รวยง่าย ไม่ต้องศึกษา = ไม่มีอยู่จริง!!’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 


วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

5 หลุมพราง มือใหม่ตลาดหุ้น



5 หลุมพราง มือใหม่ตลาดหุ้น


หุ้นมีข้อดีมากมาย แต่คนส่วนใหญ่กลับติดหลุมพรางแล้วพาตัวเองเสียหาย ...หลุมพรางหลักๆ ผมรวบรวมมาเตือนนักลงทุนมือใหม่ ดังนี้


1. ‘อย่าซื้อหุ้นตาม Line’ ...เป็นปกติของมือใหม่ที่พอเข้าตลาด ก็อยากหาหุ้นเด็ด จากเพื่อน , จากสื่อ , จาก Line , จากเซียน ...สุดท้ายหุ้นที่ซื้อตามคนอื่นแบบไม่ศึกษา มักพามือใหม่ติดดอยในที่สุด เพราะ เข้าปลายรอบ ...ทางแก้คือ ต้องเรียนรู้วิธีเลือกหุ้นเอง (การเลือกหุ้นเอง จะขจัดปัญหา ซื้อหุ้นติดดอยได้อย่างดีเลยทีเดียว)


2. ‘อย่าซื้อหุ้นตัวเดียว’ ...หลักๆ มือใหม่ มักคิดว่า จะรวยเร็วต้องซื้อหุ้นหนักๆ ตัวเดียว ...จริงๆ การซื้อหุ้นตัวเดียว มีความเสี่ยงสูงมาก ...ทางตลาดหลักทรัพย์เคยทำสถิติเกี่ยวกับมือใหม่ พบว่า คนที่เสียหายจากตลาดหุ้นมากที่สุด คือ พวกที่ชอบอัดซื้อหุ้นตัวเดียว ..ทางแก้คือ ลงทุนกระจายความเสี่ยงเป็น Portfolio!!


3. ‘อย่าซื้อหุ้นถ้าไม่มี Stop Loss’ ...มือใหม่มักจะคิดว่า การซื้อหุ้น ถ้าไม่ขายยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่ในความเป็นจริง หุ้นส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ซื้อตอนวิกฤต หรือ ซื้อหุ้นตั้งแต่ต้นรอบ ต้องมีจุด Stop Loss ไม่งั้นสุดท้ายพอร์ตอาจขาดทุนได้ถึง 70% ...ข้อแนะนำสำหรับ มือใหม่คือ ควรมี Stop Loss ตั้งแต่ซื้อหุ้น (10% คือ จุดที่ควรขายทิ้ง หากหุ้นไม่ขึ้นตามที่หวัง นี่แหละ การ Stop Loss จำกัดความเสี่ยง)


4. ‘อย่าใช้เงินร้อนซื้อหุ้น’ ...คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ถ้าจะรวยเร็ว ต้องใช้เงินเยอะๆ ทำให้มือใหม่ส่วนใหญ่จะใช้เงินร้อนเล่นหุ้น ...สุดท้ายเงินร้อนทำให้ทนความผันผวนของตลาดไม่ได้ หุ้นแกว่งนิดเดียวก็เจ็งเลย ...ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ คือ ใช้เงินเย็นและเริ่มซื้อน้อยๆ เพื่อทดลองก่อน หลักพัน หลักหมื่น ก็พอสำหรับผู้เริ่มต้น ...พอชำนาญค่อยเพิ่มจำนวน


5. ‘อย่าพลาดไปเล่นหุ้น โดยไม่ลงทุนความรู้’ ...ตลาดหุ้นเวลาได้ให้เงินเร็ว เวลาเสียก็เสียเร็วเช่นเดียวกัน ...หากหวังจะสร้างความร่ำรวยแบบจริงใจในตลาดหุ้น ให้ลงทุนในความรู้ ...เพราะในตลาดหุ้น ความไม่รู้ มันราคาแพง แล้วทำให้หลายต่อหลายคนหมดตัวมานักต่อนักแล้ว


ไม่ได้พูดให้กลัว แต่เตือนให้ลงทุนแบบผู้ชนะ ...ศึกษาจริง ทดลอง ฝึกฝน ...ทุกคนสามารถใช้หุ้นสร้างตัวได้ในยุคนี้ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

5 ข้อดีของหุ้นที่คุณควรรู้


5 ข้อดีของ หุ้น ที่คุณควรรู้

ตลาดแบบนี้ คนสนใจหุ้นมากขึ้น ผมขอรวมข้อดีมาเล่าให้ฟัง กันว่า หุ้นดีอย่างไร ...เดี๋ยววันหลังจะมาแชร์ต่อไปคือ ข้อควรระวัง 

...’รู้ข้อดี มีความเข้าใจ ใครๆ ก็ร่ำรวยได้!!’
มาดูข้อดีกัน

1. ‘หุ้นดีสามารถซื้อออมได้’ ...หุ้นเป็นสินทรัพย์เหมือนที่ดิน ตรงที่ การซื้อหุ้นดี ก็เหมือนเราเข้าไปเป็นเจ้าของส่วนนึงของบริษัทนั้นๆ ...เราจะได้ทั้งเงินปันผล และ มูลค่าที่เติบโต ไปเรื่อยๆ

2. ‘หุ้นเริ่มซื้อได้ด้วยเงินน้อย’ ...อันนี้ดีกว่าที่ดิน ตรงที่เราสามารถเริ่มซื้อด้วยเงินน้อยได้ หลักพัน หลักหมื่นก็เริ่มลงทุนในหุ้นได้แล้ว

3. ‘เราซื้อหุ้นทำเลดีได้ทันที’ ...ที่ดินทำเลดี อย่างสีลม สุขุมวิท ซื้อแล้วกำไรดีกว่า ขึ้นเร็วกว่า ที่ดินถูกๆ ที่ทำเลไม่ดี ..แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อที่ดินทำเลดีๆ เลยเสียเปรียบคนรวยอยู่เรื่อยไป ...ในขณะที่หุ้น จะซื้อหุ้นทำเลดีแค่ไหนก็ได้ เพราะขั้นต่ำ เราซื้อน้อยๆ ได้ แบ่งซื้อได้ 

4. ‘หุ้นให้ Passive Income ทำให้ยิ่งถือยิ่งรวยจริง’ ...คนชอบพูดกันว่า จะมีชีวิตที่สบาย ต้องมี Passive Income แต่การหาสิ่งที่ลงทุนแล้วให้ Passive Income ที่ซื้อแล้ว ถือเฉยๆ แล้วได้เงินปันผลทุกปี มันหายาก ...แม้แต่การมีอสังหา ก็ยังต้องเหนื่อยเก็บค่าเช่า ...จุดนี้ทำให้หุ้นเป็นสินทรัพย์ตัวเดียวที่ให้ Passive Income โดยที่เราแทบไม่ต้องเหนื่อยเลย - ซื้อแล้วถือรับปันผล เพิ่มขึ้นทุกปี ตราบเท่าที่บริษัทเติบโต

5. ‘เราสามารถเกษียณด้วยหุ้นได้’ ...คนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้น ต้องนั่งเฝ้าซื้อๆ ขายๆ ...แต่ในอีกมุม การซื้อหุ้นสามารถซื้อออมแบบเศรษฐี ซื้อแล้วรับปันผลไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขาย ก็สามารถรวยแบบเศรษฐีได้ 

....จะเห็นได้ว่า สินทรัพย์ที่คนรวย ทั้งโลกถือมากที่สุด ไม่ใช่เงินสด ไม่ใช่ที่ดิน แต่เป็นหุ้นนั่นเอง - ‘คนรวยทั่วโลก เลือกหุ้น ให้เป็นสินทรัพย์ที่เขาถือครองมากที่สุด’
จริงๆ มีข้อดีอีกมากมาย เช่น ประโยชน์ทางภาษี ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้คนรวยทั่วโลก 

- ใช้หุ้น สร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง
- ใช้หุ้น สร้างความมั่นคงทางรายได้
- ใช้หุ้น ส่งต่อเป็นมรดก ให้ลูกหลาน

ลองเปิดใจศึกษาหุ้น ในมุมของนักลงทุนระยะยาว ...มันคือ การเปิดโอกาสสร้างความร่ำรวยครั้งใหม่ให้เราครับ
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

8 ข้อ ทำอย่างไร ให้ขายของเก่งขึ้น



8 ข้อ ทำอย่างไร ให้เราขายเก่งขึ้น


ยุคนี้ ‘การขาย’ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ทำงานอะไร ถ้าอยากรุ่ง ก็ต้อง ขายเป็น ...ยกตัวอย่าง ทำงานธนาคาร ยุคนี้ ไม่ใช่นับเงินนะ หลักๆ คือ ขายนะครับ


มาดูกันว่า ทำไง ให้เราขายเป็น ขายเก่งขึ้น


1. ‘อย่ามองการขาย เป็นการขอ’ ...ให้มองการขายเป็นการช่วยเหลือ ...คนส่วนใหญ่อายที่จะพูดขาย เพราะมองว่า ขายคือ การขอ ขอให้ช่วย ..แน่ในความจริงแล้ว การขายคือ การช่วยเหลือ แนะนำให้คนซื้อได้สิ่งที่ดีขึ้น ...แก้ปัญหา ได้ประโยชน์ จากสินค้าและบริการที่เราขาย 


2. ‘เลือกของขาย ให้ตรงกับปัญหาของลูกค้า’ ...ในโลกนี้ ไม่มีของดี หรือห่วย ...จริงๆ แล้ว ของทุกอย่างน่ะดี ถ้ามันตรงกับความต้องการของคนซื้อ เช่น ลูกค้ามีปัญหาผมร่วง เราขายแชมพูแก้ผมร่วง ก็คือดี ...ไม่ใช่ไปยัดเยียดขายคนที่ไม่ได้มีปัญหา - ทุกวันนี้ที่คนบ่น ว่าขายของยาก เพราะ ไปขายผิดที่ ...ให้หาคนที่มีปัญหา ตรงกับสินค้าเรา !!


3. ‘พัฒนาสินค้า ให้ดีขึ้น จากคำแนะนำของลูกค้า’ ...ในอดีต คนขาย ก็แค่ขาย ...แต่ปัจจุบัน คนขาย ควรเก็บข้อมูลและ Comment ของลูกค้า เพื่อมาปรับปรุง สินค้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ...จำไว้ว่า สินค้าที่ดี คือ สินค้าที่พัฒนาต่อเนื่อง ....ถ้า iPhone ไม่มี Update เลย วันนี้เจ๊งไปแล้ว หรือไม่ก็ช้าสุดๆไปแล้ว !!


4. ‘มีความรู้จริงในสิ่งที่ขาย’ ...ถ้าสักแต่ว่าขาย ไม่ศึกษาสินค้าให้ทะลุ เราก็จะไม่ต่างจากพนักงานขายราคาถูก ...คิดง่ายๆ ถ้าคุณไม่มีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสินค้า คนซื้อออนไลน์ก็ได้ ไม่ต้องการคุณ ...ที่มีเรา ก็เพราะ เราสามารถให้ความรู้และความเชื่อมั่นให้ลูกค้า


5. ‘พร้อมให้บริการ และมีความยืดหยุ่น’ ...คนขายที่ดีต้องพร้อมให้บริการ ...อย่างที่เราเข้าใจว่า ทุกวันนี้ซื้อของออนไลน์ ถูกกว่า ได้ของเหมือนกัน แต่สิ่งที่ออนไลน์ไม่มีคือ การบริการที่ยืดหยุ่น หรือ Service Mind 


6. ‘สื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง’ ...ยุคนี้สื่อ อยู่ในมือทุกคน ...เท่ากับว่า การเชื่อมสัมพันธ์กับลูกค้าทำได้ง่าย และแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ...ขออย่างเดียวให้เราขยัน และ หมั่นสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย


7. ‘จัดกลุ่มลูกค้า แล้วแบ่งเวลาตามความสำคัญ’ ...เรื่องนี้นักขายส่วนใหญ่พลาด เพราะ ไม่ได้ลำดับความสำคัญของลูกค้า ...ถ้าลำดับความสำคัญ เราจะแบ่งเวลา และ ทรัพยากรของเราได้ดีขึ้น ...สุดท้ายจะทำให้ยอดขายเราดีขึ้นในเวลาที่เท่ากัน


8. ‘นำเทคโนโลยี มาช่วยในการจัดการ’ ...สุดท้ายตัวเรามีข้อจำกัด ก็คือ เวลาที่ตัวเรามี ...การนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารลูกค้า และ การติดต่อ จะช่วยให้เรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ...สิ่งนี้คือการ เรียนรู้แล้วเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ 


นี่คือ 8 ข้อที่ ควรพิจารณา เพื่อ ขายเป็น และ เพิ่มยอดขาย ...’ขายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานขาย’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

บทเรียนความสำเร็จแบบชาวเกาะ ‘หัวกะทิ’



มองชีวิต ให้กว้างไกล เห็นโอกาสใหม่แบบชาวเกาะ


พูดถึงชาวเกาะ เราจะนึกภาพ ของบ้านพักตากอากาศในทะเล ...แต่ที่เราจะพูดกันวันนี้คือ ประเทศที่เป็นเกาะ อย่าง สิงคโปร์ , ญี่ปุ่น , เกาหลี ..ประเทศที่ถูกล้อมรอบด้วยน้ำ โดดเดี่ยว คนไม่ได้เยอะ ..หรือ อิสราเอล ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้ด้วย 


จะเห็นว่า ประเทศเหล่านี้ ไม่มีทรัพยากร ..คนก็น้อย ...และ อยู่ในภูมิประเทศที่ยากลำบาก ...อย่างญี่ปุ่น เดี๋ยวๆ ก็แผ่นดินไหว และ ภัยธรรมชาติ ต่างๆ นานา 


...ทำไมคนเหล่านี้จึง สำเร็จ ร่ำรวย ?


มาดูวิธีคิดแบบชาวเกาะกัน


1. ‘ประเทศตัวเองเล็ก เวลาทำอะไร เลยต้องขายให้ทั้งโลก’ ...ถ้าเราทำธุรกิจในประเทศไทย ทำอาหารขายคนไทยก็อยู่ได้แล้ว แต่อย่างประเทศเกาะ เขาต้องมองขายคนทั้งโลกถึงจะรวย ..ข้อจำกัดเลย บังคับให้มองไกล ทำอะไร ต้องขายโลก - Global 


2 ‘ต้องเก่งภาษา’ ...ถ้าเราจะค้าขายกับโลก ต้องพูดภาษาอื่นให้ได้ ...ไม่ต้องอื่นไกล คนเกาะในบ้านเราที่เขาทำธุรกิจท่องเที่ยว ก็เก่งภาษาต่างประเทศ ...ตรงนี้ คือ จุดเริ่มต้นโอกาสของ Jack Ma นะ (อย่ามองข้ามเรื่องภาษาเลยทีเดียว)


3. ‘เน้นการแปรรูป’ ...คนที่อยู่ในประเทศที่ทรัพยากรไม่สมบูรณ์ ต้องแปรรูปอาหาร สะสมเสบียง สิ่งนี้แหละ ที่ปลูกฝัง การวางแผน และ นำมาซึ่งธุรกิจการผลิต แปรรูป เพิ่มมูลค่า ..ทำให้คนเขาต้องวางแผน ต้องมองไกล 


(ประเทศอุดมสมบูรณ์ รู้ว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ..ก็รู้ว่า ยังไงไม่อดตาย ความอึด และ การบังคับให้ต่อสู้ดิ้นรน หรือ วางแผน แทบไม่ต้องทำ ...ตื่นมา หิว เดี๋ยวก็ไปหาปลา ...เราเลย มองแบบหาเช้ากินค่ำ - ใช่!! คนขาดแคลน เขาถูกสอนให้มองไกล วางแผน ...แต่คนอุดมสมบูรณ์ กลับมองใกล้)


4. ‘ต้องผูกสัมพันธ์กับประเทศอื่นเยอะ เพราะตัวเองขาดทรัพยากร’ ...การขาดทรัพยากร เหมือนจะไม่ดี แต่จริงๆ แล้ว มันบังคับให้ประเทศอย่างสิงคโปร์ต้องผูกมิตรทั่วโลก ...ต่างกับประเทศที่ทรัพยากรมากมาย ก็ไม่ต้องง้อใคร ...สรุป ประเทศที่ทรัพยากรน้อย ต้องผูกมิตรการค้า ไปได้ไกลกว่า ...โอกาสมากกว่า เพราะการเปิดโลก


5. ‘สร้างคนให้เป็นทรัพยากร’ ...เมื่อไม่มีทรัพยากร ประเทศเหล่านี้จึงทุ่มเทสร้างคนให้เป็นทรัพยากร ...คนในประเทศเหล่านี้เลยเก่ง และ สร้างโอกาสให้ประเทศ จากคนนั่นเอง ....ต่างกับประเทศทรัพยากรเยอะๆ ก็ทุ่มงบ ทุ่มเงิน ไปพัฒนาทรัพยากร เอามาขาย สุดท้าย คนเลยไม่เก่ง


ที่ยก 5 ข้อ นี้มา เพื่อชี้ให้เห็นว่า ‘คนเราถึงเกิดมาในข้อจำกัด (เกิดในที่แห้งแล้ง หรือ ห่างไกล) ...หรือ ไม่ได้มีทรัพยากร (พ่อแม่ ไม่ได้รวย) ...ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไร้โอกาส ...ถ้าเราดูตัวอย่างประเทศ ที่ไร้ทรัพยากร หรือ เป็นเกาะ ในโลกนี้ กลับร่ำรวยกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรไม่จำกัด 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ‘ตัวเรา’ นั่นแหละ คือ ทรัพยากรสำคัญที่สุด ที่ต้องพัฒนา ...ส่วนข้อจำกัดในชีวิต คือ สิ่งที่หลักดันให้เราสู้ พาเราไปสู่โอกาส !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

คนเรามักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองใช่หรือไม่ ?



‘มนุษย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ ...ใช่หรือไม่ ?’


น่าคิดว่า ทุกวันนี้ เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเราเอง หรือ เรากำลังโดนหลอกให้เลือกอะไรบางอย่างที่ไม่ได้ดีกับตัวเราเลย - ‘คุณคิดว่า ตัวคุณเป็นแบบไหน ?’


1. - คำถามแรก ‘การออกกำลังกายดีไหม ?’ ...ตอบได้เลยว่าดี ...ถามว่า มีคนจำนวนมากแค่ไหน ที่เลือกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 


ผมเชื่อว่า ผู้ใหญ่จำนวนมาก ที่เลือก ‘ข้ออ้าง’ ที่จะไม่ออกกำลังกาย แม้ว่า เขาจะรู้ว่ามันดีต่อตัวเรา


2. - คำถามที่สอง ‘คนเราเลือกการกินตามใจปาก หรือ เราเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ?’ ...ตอบเลยว่า คนส่วนใหญ่เลือกตามใจปาก ...ไม่ได้สนหรอกว่า สิ่งที่กินดีต่อสุขภาพหรือไม่


3. - คำถามที่สาม ‘คนเราเลือกเสพข้อมูลที่สนุก หรือ เสพสิ่งที่มีความรู้พัฒนาตัวเอง ?’ ...ตอบเลย เราเลือกสิ่งที่สนุก ...จะให้อ่านหนังสือ หรือ พัฒนาตัวเอง  เราจะอ้างว่าไม่มีเวลา ...ก็เวลาที่เรามี เราเลือกใช้กับความสนุกทั้งหมด จะเหลือเวลาได้อย่างไร


4. - คำถามที่สี่ ‘คนเราเลือกออมเงินหรือลงทุนเพื่ออนาคต หรือ เราเลือกใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากได้ทันทีเลย’ ...ตอบเลยว่า ทุกวันนี้เราเลือกซื้อของหรูหรา ที่อยากได้ (ถึงไม่มีเงิน ก็กู้ ยอมเป็นหนี้ เพื่อมีไม่น้อยหน้าเพื่อนในวันนี้เลย) โดยไม่ได้สนเลยว่า อนาคตจะมีเงินไหม หรือ จะเป็นอย่างไร 


5. - คำถามที่ห้า ‘เราเลือกทำงานยากเพื่อให้ประสบความสำเร็จ หรือ เราเลือกงานง่ายๆ เพื่อให้จบๆ จะได้เอาเวลาไปสนุก ทำตัวไฮโซ’ ...ตอบเลยว่า เราเลือกงานง่ายๆ จะได้มีเวลาไปสนุกดิ ถามได้ (บ้าเหรอ?)


ถามไป 5 ข้อ ...เลือกได้แย่ ทุกข้อ จริงๆ 


ห้าเรื่องนี้ ชี้ให้เราเห็นว่า ‘คนเรา มักเลือกทางเลือกที่ทำให้ชีวิตแย่ลง ...โดยใช้ ข้ออ้าง เพื่ออ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด’ ....เราลืมไป อย่างนึงว่า ชีวิตนี้ เราล้วนเลือกทางเดินของตัวเอง 


แล้วมนุษย์เรา ก็จะมีผลลัพธ์ชีวิต ไปในแบบที่เขาเลือก !!


ลองฝึก เลือกใหม่ซิ ...ผมอยากจะบอกว่า แค่เราค่อยๆ เปลี่ยนทีละทางเลือก ตัวเราก็จะมีชีวิตดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เรื่องของ หลานช่างเลือก กับคุณยายขี้น้อยใจ



‘เจนแก๊บ’ - คุณยายขี้น้อยใจ กับ หลานขี้รำคาญ


เด็กชอบมองผู้ใหญ่ว่า ชอบยัดเยียด ..แต่ผู้ใหญ่ก็มองว่า ’นี่ทำให้ทุกอย่าง เอาใจทุกอย่าง แต่เด็กมันไม่เอา - ไอ้เด็ก ยุคนี้มันไม่เคารพผู้ใหญ่ ..น่าน้อยใจจริงๆ’


เรื่องนี้เกิดจาก ซาลาเปา ลูกเดียว ...’หลานชาย ชอบกินซาลาเปาเจ้านึงมาก ..แต่ซาลาเปามันค่อนข้างแพง คือ ลูกละ 30 บาท ...ยายเห็นหลานชอบซื้อซาลาเปามากิน ก็เลยอยากจะเอาใจหลาน ...ยายก็เลยไปซื้อซาลาเปาที่ตลาดมา ลูกละ 10 บาทเอง ...ยายก็เลยซื้อมาเยอะเลย เพื่อมาเอาใจหลาน’


พอจะเดาได้ไหมครับว่า อะไรเกิดขึ้น ?


ใช่!! พอยายเอาซาลาเปามาให้หลาน ..แต่หลานมันไม่กิน เพราะ ซาลาเปาที่ตลาด ไม่มีอร่อย ...ไม่รู้เอาเนื้ออะไรทำ ...ยายก็บอกว่า - เอ้า!! ซื้อมาให้กิน ทำไมไม่กิน ...ยายก็กินให้ดูว่า นี่อร่อยนะ 10 บาท แต่อร่อย ไม่เห็นต้องไปซื้อลูกละแพงๆ เลย


สุดท้ายหลานก็ไม่กิน ...ยายก็มานั่งน้อยใจว่า ‘ใช่นี่ คนแก่ มันไม่สำคัญนี่ เอาใจมันทุกอย่าง แต่มันไม่เห็นหัวคนแก่ !!’


ผมถามคุณหน่อยว่า เรื่องนี้ ใครผิด ?


- ถ้าผมมอง ผมว่า ไม่มีใครผิด แต่ดันไม่เข้าใจกัน ...ตัวยาย พยายามเอาใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจ คือ ไม่ได้สนหรอกว่า ‘คนกิน เขาชอบอะไร ...ก็ซื้อของที่ยายอยากกิน ...คนยุคก่อน เขาเกิดมาในยุคยากลำบาก ยุคแบบว่า มีให้กินก็ดีใจแล้ว ดังนั้น เวลาเลือกซื้อของ ก็มักจะเลือก ของที่ราคาถูกที่สุด’


เราก็พอจะนึกออกนะ ว่า ของที่เอามาลดราคา คือ ของมันจะเสียแล้ว หรือ พวกผลไม้มาจากเมืองจีน ไม่รู้ว่า มันทาสี หรือ ใส่อะไรเข้าไป ราคามันถึงถูกขนาดนั้น 


ประมาณว่า ยุคนี้ ถ้าเราคิดซื้อของแบบเอาถูกที่สุด เราก็จะได้ของที่ใกล้เน่า หรือ ของที่กินแล้ว อย่ากินดีกว่า ...’ว่าแล้ว ยาย ก็เหมาส้มจีน มาทั้งเข่งเลย’


แต่คนยุคนี้ ถ้าเราเลือกได้ เราจะซื้อของดีหน่อย ยอมกินน้อยลงก็ได้ แต่เอาคุณภาพดีๆ 


คนนึง ‘เน้นปริมาณ เอาเยอะๆ ถูกๆ’ ...อีกคน ‘เอาน้อยๆ ก็ได้ แต่ขอคุณภาพ’ ....ไม่มีใครผิด หรือ ถูก มันแค่ทางเลือกของแต่ละคน !!


ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า เพราะมันคือเรื่องจริง ที่เป็นเรื่องเล็กๆ แต่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของบางครอบครัวเลยทีเดียว (งอนกันไปเลย แล้วก็เป็นบ่อยๆ จนเป็นปัญหา)


- ถ้ายายเข้าใจหลาน ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น ให้เงินหลานไปซื้อเอง หรือ ไปเลือกซื้อด้วยกัน ...แล้วยายก็ลองเรียนรู้ว่า จริงๆ หลานชอบอะไร ...ไม่ยัดเยียด คิดเองว่า เราชอบอะไร คนอื่นต้องชอบตาม ...แค่คิดแบบใจเขา ใส่ใจเรา มันก็จะดีขึ้น


- ถ้าหลานเข้าใจยาย ก็ยายซื้อมาแล้ว ก็รับๆไป ...ถ้าไม่อยากกิน เอาไปให้คนอื่นกินแทน หรือ ให้หมาแสนรักกินแทนก็ได้ ...อย่ามองแค่ของที่ผู้ใหญ่ส่งให้ แต่ให้มองน้ำใจ ที่เขาคิดเผื่อเรา ...มันจะเปลี่ยนความคิดเราไปเลย


โลกยุคนี้ มันเป็นโลก ที่ Supply มากกว่า Demand คือ สินค้ามันเกินความต้องการ ...เพราะคนผลิตมันมากกว่าคนบริโภค 


ซึ่งมันตรงข้ามกับยุคสมัยก่อนที่คนผลิตมีน้อย 


....คนยุคนี้ที่ใช้ชีวิตฉลาด จึงต้องเป็น นักเลือกที่ดี 


คนเก่งยุคนี้ ‘ต้องเลือก’ ...อย่าเน้นปริมาณ แต่ให้เน้นคุณภาพ ...แล้วอย่าลืม เอาใจเขามาใส่ใจเรา ...เมื่อเราโชคดี เกิดในยุคที่ไม่มีใครตายเพราะความอดอยาก ...มีแต่ตายเพราะบริโภคไม่เลือก 


(กินไม่เลือก ทั้งอ้วน ทั้งโรคภัยถามหา ...เสพ Social ไม่เลือก เราจะกลายเป็นคนดราม่า ที่ถูก Social ล้างสมอง)


ใช่ครับ !! เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง ..แต่ก็เข้าใจ ใส่ใจ และ เคารพการตัดสินใจของคนอื่น ...ผมว่า บ้านเราจะน่าอยู่ เพราะ เราต่างเข้าใจกัน


เรื่องที่เล่ามานี้ สามารถเอาไปใช้กับธุรกิจ และ งานที่เราทำได้ดีเลย ....ถ้าเราขายของห่วยๆ ให้ลูกค้า ...สุดท้าย มันก็ไม่รุ่ง 


ต่างกับคนที่ ใส่ใจลูกค้า ทำสินค้าเราให้คุณภาพดี ...ราคาอาจแพงกว่า แต่สุดท้าย เราก็จะประสบความสำเร็จ ในแบบของเรา


เหมือนคนทำร้านขนม เลือกใช้วัตถุดิบที่คุณภาพสูง แม้ราคาจะแพงกว่า ..แต่ก็จะประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง


คุยเรื่องยายกับหลาน มาจบที่ร้านขนมได้ยังไง ? ...แต่คนยุคใหม่ คุณต้องเลือกครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

เฮียฮ้อ กับ RS ในวันที่ธุรกิจไม่เหมือนเดิม



บทเรียนที่ได้เรียนรู้จาก เฮียฮ้อ (กับ RS ในวันที่ธุรกิจไม่เหมือนเดิม!!)


หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวมหาศาล เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยน ..หนีไม่พ้น RS ของเฮียฮ้อ


วันนี้ได้มีโอกาสไปกับทีมบัวหลวง ได้เข้าพูดคุยกับเฮียฮ้อ ..ได้รับแง่คิดมุมมองที่เฉียบคมมาก และเชื่อได้เต็มปากเลยว่า หลังจากนี้ไป ธุรกิจที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง จะแปลงร่างเป็นธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งแทบไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง


สมัยเด็กๆ ผมเป็นวัยรุ่นที่โตมากับเพลง RS ครองใจวัยรุ่น ..พูดง่ายๆ ร้องกันได้ทุกเพลง ตั้งแต่ แรพเตอร์ , โดม (สมัยร้องเพลงวัยรุ่น) , ทัส , เสือ ธนพล ...เราก็ยังจำภาพเดิมว่า RS คือ ค่ายเพลง ที่ต่อสู้กับ Grammy ในยุคนั้น 


คำถามแรกที่ผมถามเฮียฮ้อ ก็คือ


‘วันนี้ RS ทำธุรกิจอะไรครับเฮีย ?’


เพราะเร็วๆ นี้ RS จะเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว ไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่บันเทิง แต่เป็น ธุรกิจบิวตี้ ความสวย ความงาม อาหารเสริม ...เฮ้ย!! งง มาก 


นึกถึง อุตสาหกรรมในอดีต ที่ Kodak หรือ Fuji ที่อดีต ทำธุรกิจ ฟิล์ม แต่เดี๋ยวนี้ Kodak แทบเอาตัวไม่รอด ...ส่วน Fuji ก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจความงาม การแพทย์ ...ประมาณว่า เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง


อย่าง มือถือ Blackberry ที่เคยเป็นบริษัทมือถือแถวหน้าของโลก วันนี้ก็พลิกไปทำ ธุรกิจ Software เพื่อ ยานยนต์ไร้คนขับ (นี่แหละ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง) 


กลับมาที่คำถามว่า ‘วันนี้ RS ทำธุรกิจอะไร ?’ 


เฮียฮ้อบอกว่า ‘เราเหมือน 7-11 ที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน !!’


งง หนัก เข้าไปอีก ..อะไรวะ ? ...บริษัทเพลงจะเป็น ร้านค้าแข่งกับ 7-11 ได้อย่างไร ?


ผมเลยยิงคำถามที่สอง ว่า ‘แล้ว ธุรกิจที่ RS ทำวันนี้ใครเป็นคู่แข่ง ?’ (ใช่!! เพราะ ถ้าเรารู้ว่าใครคือ คู่แข่งเราก็พอจะเห็นภาพธุรกิจได้ไม่ยากใช่ไหม)


ถ้าให้เดา เราก็คงคิดว่าคู่แข่ง RS ในวันนี้ ก็คงเป็น Grammy หรือ พวกดิจิตอลทีวี แต่ไม่ใช่ครับ เพราะรายได้หลักของ RS ไม่ใช่เพลง (วันนี้ธุรกิจเพลง คิดเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก)


รายได้หลักต่อไปและการเติบโต ไปอยู่ที่ สินค้าบิวตี้ และ สินค้าอีกมากมาย ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด 


ถ้าพูดถึงคู่แข่งที่ใกล้เคียง RS วันนี้ น่าจะเป็น Beauty ที่ทำร้ายขายเครื่องสำอางค์ หรือ ไม่ก็ Snail White เพียงแต่ แทนที่ RS จะขายผ่านร้านค้ากลับไม่ใช่ เฮียฮ้อ บอกว่า 


สิ้นค้าบิวตี้ของ RS ขายผ่าน สื่อที่ RS มีอยู่ในมือ ซึ่งก็คือ ทีวีดิจิตอลช่อง 8 , ช่องดาวเทียม และ ก็วิทยุ 


เดิมทีธุรกิจทีวี จะทำ content เพื่อสร้าง ยอดผู้ชมให้เยอะๆ ให้ Rating ดีๆ แล้ว ขายโฆษณา 


แต่เฮียฮ้อ บอกว่า แทนที่จะขายโฆษณาอย่างเดียวเหมือนช่อง 3 ช่อง 7 ก็เอาเวลาบางส่วน มาขายสินค้าตัวเอง ซึ่งปรากฏว่า ขายดีมาก ...ถ้าดูผลประกอบการของ RS เราจะ ตกใจมากว่า ทำไมพอเข้าสู่ยุคทีวีดีจิตอล คนอื่นๆ แย่ลง แต่ RS กลับมีกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ 


และนี่คือ วิธีคิดคร่าวๆ ที่เฮียฮ้อ แชร์ให้ฟัง


1. ‘การที่ทีวีดิจิตอลอื่น เน้นทำอย่างเดียว คือ พยายามสร้าง Rating แล้วขายโฆษณา มันเหมือนมีคนมาแย่งเค้กชิ้นเดิม ซึ่งเม็ดเงินไม่เพิ่ม ..แต่คู่แข่งทำสื่อเพิ่ม’ ....เมื่อเค้กชิ้นเล็กลง ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ด้วยจุดแข็งที่ตัวเองมี สามารถหาเงินได้มากขึ้นอย่างไร ...นั่นเป็นที่มาที่ RS เปลี่ยน สื่อ ในมือให้เป็นร้านขายบิวตี้ ...เท่ากับว่า ร้านค้านี้มีคนดูวันนึงหลายแสนคน ก็หาของที่คนเหล่านี้ต้องการมาขาย มันก็ตรงกลุ่ม แถมได้เงินมากขึ้น 


2. ‘หันมามองจุดแข็ง แล้วต่อยอด’ ...คนดูทีวีดิจิตอล ส่วนใหญ่ คือ คนอายุ 35 ขึ้นไป แล้วอยู่ต่างจังหวัด ...ดังนั้น การหาสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย คือ ปัจจัยที่สำคัญมากสู่ความสำเร็จ


3. ‘เฮียฮ้อ ตั้งเป้ากำไร ตั้งแต่ปีแรกที่ทำ ทีวีดิจิตอล ในขณะที่คู่แข่ง ยังมองว่าต้องทนขาดทุน’ ...พูดง่ายๆ ว่า คู่แข่งเห็นแต่ค่าใช้จ่าย ...ในขณะที่ RS มองไปที่รายได้ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ (นี่เป็นวิธีคิดที่สำคัญ ที่ผมมองว่า Startup เมืองไทยขาด ...เนื่องจากตลาดเมืองไทยเล็กนิดเดียว จะมองแบบฝรั่งว่า ลงทุนยอมเข้าเนื้อไปก่อนแล้วไปเอากำไรวันข้างหน้า ธุรกิจอาจเจ๊งก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย ....ที่เราเห็นหลายๆ เจ้า ที่ทำทีวีดิจิตอลแล้วไม่รอด ก็เพราะ คิดแบบนั้น นั่นเอง)


4. ‘วันนี้เฮียฮ้อกำลัง ขยาย RS ไปสู่การขายตรงด้วย’ ..หลังจากวางแผนมาปีกว่าๆ เฮียฮ้อ ก็กำลังกระโดดเข้าไปจับตลาดขายตรง เพราะ ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แถมสามารถรับสมัครคนมาช่วยขายสินค้า ..เป็นการผนวกใช้ทีวี เพื่อเป็นที่รู้จักของสินค้า แล้วแบ่งกำไรให้ลูกค้าไปช่วยขายสินค้าอีกทาง ...จุดนี้น่าจะตรงกับกลุ่มลูกค้า RS ที่เน้น ต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพ


5. ‘ถามถึง ธุรกิจเพลง เฮียฮ้อ เล่าให้ฟังว่า ...มันเป็นตลาดเสือนอนกิน แต่มันไม่โต’ ...วันนี้ใครอยากเป็นนักร้อง ไม่มีมาออกแบบเดิมแล้ว ...โมเดลใหม่วันนี้ นักร้องต้องร่วมลงทุน แล้วค่อยแบ่งกำไรกับ RS ...ทำแบบฝรั่งเลย คือ นักร้อง ต้องทำเองทุกอย่าง  แต่งเพลง อัดร้อง ลงทุนเอง ซึ่งใครคิดจะเป็นนักร้องยุคนี้ คุณต้องมีหัวการค้า แล้วเป็นนักธุรกิจด้วย (โคตรล้ำ)


เฮียฮ้อ ยังทิ้งมุมมอง ให้ฉุกคิด อีกว่า ‘ทุกวันนี้ต้องไปทำธุรกิจที่ Red Ocean เพราะ Red Ocean แปลว่า มีเงินเยอะ ...จะหาปลา ต้องไปที่ปลาชุม แล้ว ต้องรู้จุดแข็งตัวเอง รับรองรอด แล้วรุ่ง


เฮียฮ้อ บอกว่า ธุรกิจอะไรไม่ได้สำคัญ นั่นมันคนนอกมอง ...ถ้าเราไปยึดติดภาพที่คนนอกมอง เราจะจำกัดโอกาสตัวเอง ....ให้มองลูกค้าให้ขาด แล้วพยายามตอบสนองความต้องการนั่นแหละ ของจริง !!


ก็ได้วิธีคิดน่าสนใจ ไว้วันหลังผมจะมาเล่าเพิ่ม ....นี่แหละ เลือดผู้ประกอบการตัวจริง ปรับตัวได้ตลอด ...เพราะ มองตลาดเป็นที่ตั้ง มีความยืดหยุ่นแล้วไม่หยุดอยู่ที่เดิม


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับราคาที่ดิน



9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับราคาที่ดิน


1. ‘ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น เพราะ Demand มากกว่า Supply’ ...พูดภาษาบ้านๆ คือ ที่ดินมันไม่งอกเพิ่ม ในขณะที่โลกเราพิมพ์เงินเพิ่มไปเรื่อยๆ ราคาที่ดินจึงราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 


2. ‘คนซื้อที่ดิน ไปทำกำไรได้มากกว่าราคาที่ซื้อ’ ...ยกตัวอย่าง บริษัทอสังหา ซื้อที่ดินราคาแพงไปสร้างคอนโดแล้วขาย ...ตราบใดที่เขายังสร้างแล้วขายได้กำไร ราคาที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ


3. ‘ราคาที่ดินจะเพิ่ม ตามความหนาแน่นของประชากร’ ...ยิ่งใกล้ศูนย์กลางความหนาแน่น ราคายิ่งเพิ่มขึ้น เพิ่มเร็ว และ ราคาแทบไม่ลง ...ในขณะที่บางคนไปเก็งกำไรในที่ดินห่างไกล ราคาถูก ก็ยังคงถูกตลอดไป ...เพราะราคาขึ้นกับความหนาแน่นของคน 


4. ‘ดอกเบี้ยยิ่งต่ำ ราคาที่ดินยิ่งพุ่ง’ ...การซื้อที่ดินแพงๆ มักซื้อด้วย เงินกู้ ...ดังนั้น ตราบเท่าที่ดอกเบี้ยเงินกู้ราคาถูก ก็จะมีคนเสี่ยงกู้ เพื่อซื้อที่ดินไปพัฒนาแพงขึ้นเรื่อยๆ (ยุคดอกเบี้ยต่ำสุดๆ แบบในปัจจุบัน ราคาที่ดินยิ่งขึ้น เศรษฐีก็ยิ่งรวย เพราะ ที่ดินผืนใหญ่อยู่ในมือรายใหญ่เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว)


5. ‘ที่ดินผืนใหญ่ มักมีราคาสูงกว่าที่ดินผืนเล็ก’ ..เพราะที่ดินราคาสูง ไม่มีใครซื้อไปอยู่ หรือ ซื้อไปทำกิจการเล็ก ...ที่ดินผืนใหญ่ จึงขายได้แพงกว่าที่ดินผืนเล็ก ...ถ้าจะซื้อที่ดินผืนเล็ก ไปซื้อหุ้นอาจจะดีกว่า


6. ‘ความนานในการถือครอง ทำให้ราคาขึ้นในอัตราเร่ง’ ...ยิ่งที่ดินราคาขึ้น ทุกคนก็มักจะขาย ...ใครที่สามารถถือที่ดิน ได้นานที่สุด จึงได้กำไรสูงที่สุด


7. ‘ถ้าอยากซื้อที่ดินราคาถูก ต้องซื้อเวลาที่เจ้าของร้อนเงิน หรือขาดสภาพคล่อง’ ...ที่ดินก็มี Cycle เหมือนหุ้น (เพียงแต่รอบของที่ดิน ใช้เวลานานกว่ามาก) : เริ่มจาก ..ต้นรอบ - กลางรอบ - ปลายรอบ (จบรอบ แล้วก็ขึ้นใหม่ ไปเรื่อยๆ) ...ช่วงที่เราสามารถซื้อที่ดินในราคาถูกที่สุด หรือ หลังจากปลายรอบ ...จะมีวิกฤตทางการเงิน ธุรกิจ และ เจ้าของ มักมีปัญหาร้อนเงิน ขาดเงิน ...นั่นคือ จังหวะเดียวที่จะสามารถซื้อที่ดินในราคาถูก


8. ‘การเปลี่ยนกฏหมาย อาจทำให้การขึ้นของที่ดินช้าลง’ ...กฏหมายภาษีที่ดิน ทำให้เศรษฐีที่ดินในยุโรป ไม่สามารถถือที่ดินเก็งกำไรไว้เฉย เพราะจะเสียภาษีไม่คุ้ม ...ดังนั้น ภาษีที่ดิน ในยุโรป เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนรูปแบบของการเก็งกำไรในยุโรปไปอย่างสิ้นเชิง ....หลังเปลี่ยนกฏหมายภาษีที่ดิน บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะเนื้อหอมขึ้น ...การเก็งกำไรที่ดินเปล่า จะลดลง และ แทนที่ด้วยการสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น


9. ‘เศรษฐีรุ่นใหม่ มักเปลี่ยนอสังหาและที่ดิน ให้กลายเป็น หลักทรัพย์แทน เพื่อให้เหมือนหุ้น’ ...หลักทรัพย์ เหมือนหุ้น จดทะเบียนในตลาด ..ซื้อขายง่าย แบ่งได้ชัดเจน ...เราจะเห็น การถือครองที่ดิน ในรูปของ กองทุนอสังหา , REIT มากขึ้นเรื่อยๆ ...เข้าสู่ยุค เปลี่ยน ‘สินทรัพย์’ ให้เป็น ‘หลักทรัพย์’


สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ที่ดิน และ สินทรัพย์ รวมทั้ง หลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่คนรวย สร้าง สะสม และ สั่งสอน ส่งต่อให้ลูก ...แต่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่แทบไม่เข้าใจมันเลย ?


ถ้าจะสอนลูกให้รวย ...สอนให้เขารู้จัก สินทรัพย์ และ หลักทรัพย์ ครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ