แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ทัศนคติ ประสบการณ์ ความรู้ และ ความเชื่อ



‘อ่านหนังสือ เล่มเดียวกัน แต่ทำไม ได้ประโยชน์ ..ได้ความรู้ไม่เหมือนกัน ?’


ทำไม คนเรา เรียนจากสถาบันเดียวกัน อาจารย์ก็คนเดียวกัน แต่ทำไม ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างกัน ?


ก็เหมือน คนเราเจอประสบการณ์เดียวกัน แต่คนนึงอาจตีความว่า ‘ความผิดพลาด คือ โอกาสเรียนรู้ เพื่อการเติบโตทางความคิดที่มากขึ้น’ ..อีกคน อาจจะตีความว่า ‘สิ่งที่ทำมา นำไปสู่ความล้มเหลว เข็ดขยาดไม่กล้า ทำอะไรใหม่ๆ อีก’


ใช่!! สิ่งที่ทำให้แต่ละคน เรียนรู้ต่างกัน ก็คือ ‘การตีความ’


องค์ประกอบของการตีความมีดังนี้


1. ‘ทัศนคติ’ ...คนคิดบวก กับ คนคิดลบ จะตีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ...คนคิดบวก เจออะไร ก็จะตีความเป็นการเรียนรู้ แล้วพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นเสมอ


...มีตัวอย่าง มากมาย สำหรับ คนที่ยิ้มได้ ทุกครั้งที่ล้มเหลว ล้วนสำเร็จยิ่งใหญ่ ไปไกลในชีวิตทุกคน


...คนคิดบวก ยังไง ก็ประสบความสำเร็จมากกว่า คนคิดลบ 


...แค่คิดบวก ก็การันตีความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอนแล้ว !!


2. ‘ประสบการณ์’ ...คนที่ผ่านประสบการณ์มากกว่า ล้มเหลวเยอะกว่า เจอปัญหาชีวิตมามากกว่า ก็จะมีจิตใจที่เปิดกว้างมากกว่า ดังคำพูดที่ว่า ‘ยิ่งเจอความผิดพลาดมากเท่าไหร่ ใจเราก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น’


 ...ตัวอย่าง เจ้าของ Start up ชื่อก้องโลกอย่าง Alibaba ที่สร้างธุรกิจ จากสิ่งที่เป็นไม่ได้ 


..เริ่มจากทุกข้อจำกัด 


..เงินน้อย ไม่มีคน ไม่มีประสบการณ์ อยู่ในประเทศที่ไม่เอื้อในการแข่งขัน 


..ไม่มีเส้นสาย 


...แล้วก็ไม่มีอะไรเลย 


...Jack Ma เป็นคนนึง ที่เรียนรู้จากทุกความล้มเหลว จากชีวิตที่ยากจนสุดๆ 


..เก็บเกี่ยวความผิดพลาด แล้วเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ จนวันนี้ กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน 


...ฝึกภาษาอังกฤษ จากการยอมทำงานฟรี เป็นไกด์ได้คุยกับฝรั่ง 


...เห็นความสำคัญของภาษาแล้วใช้จุดนั้นสร้างโอกาส 


...ไม่ย่อท้อแม้ถูก ดูถูก และ ปฏิเสธ เพียงเพราะเขาหน้าตาไม่ดี 


...เริ่มธุรกิจออนไลน์ ตั้งแต่จีนยังไม่เปิดอินเตอร์เน็ต 


...กล้าขอทุนจากต่างประเทศ 


....ยุคนี้ สรุปได้เลย ใครมีประสบการณ์ความล้มเหลว แล้วลุกขึ้นเดินต่อ ที่มากกว่า ย่อมสำเร็จไกลกว่า 


3. ‘ความรู้’ ...ระดับความรู้ ไม่เท่ากัน จะตีความต่างกัน ...ถ้าความรู้เยอะ ก็จะใช้เหตุผลในการตีความ มากกว่าใช้ความรู้สึก 


...ตัวอย่าง คนที่ไม่ค่อยพัฒนาความรู้ จะมองโลกแคบ และ ใช้อารมณ์นำเหตุผล พาตัวเองสู่หายนะได้เรื่อยๆ 


...ที่พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเรียนสูง เพราะ อย่างน้อยถึงทำอะไรไม่ได้ ก็ยังมีใบปริญญาไว้สมัครงาน ไม่อดตาย


...ส่วนในเรื่องของความรู้ มันคือ สิ่งที่แต่ละคนขวนขวายเพิ่มเติม เพื่อยกระดับทั้งจิตใจ และ สมอง 


...ก็ความรู้นี่แหละ ที่ทำให้ มนุษย์เป็น สัตว์ ที่สามารถครอบครองโลกใบนี้อย่างในปัจจุบัน 


4. ‘ความเชื่อ’ ...คนเราจะตีความในแบบที่เราเชื่อ เช่น ถ้าเราเชื่อว่า ชีวิตเราถูกกำหนดไว้แล้ว เราก็จะยอมรับในโชคชะตา 


...แต่ถ้าเราเชื่อว่า ตัวเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิต ก็จะมักเป็นคนที่สู้ยิบตา พยายามจนกว่าจะทำให้ได้ 


...ตัวอย่าง คุณ จูน แห่ง WHA เชื่อว่า ‘ถ้าเรื่องนี้ฉันทำไม่ได้ ก็คงไม่มีใครทำได้ ดังนั้น ฉันต้องทำให้ได้’ 


...นี่คือ แนวคิด ที่พาแม่ทัพหญิง จากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ให้เป็นอาณาจักรแสนล้านอย่าง WHA ในเจนเนอเรชั่นเดียว


...


...ทัศนคติ / ประสบการณ์ / ความรู้ และ ความเชื่อ คือ พื้นฐานของการตีความ และ การมองโลก


ความสำเร็จ คือ ผลลัพธ์ หรือ กระจกสะท้อน มุมมองของเราที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว 


ถ้าวันนี้ชีวิตเราดีขึ้น ...จงขอบคุณ ทัศนคติ , ประสบการณ์ , ความรู้ และ ความเชื่อ นั่นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ความรวยขึ้นกับโชค ..แต่ความสามารถคุมความเสี่ยงอยู่ที่ฝีมือ



‘ความรวยขึ้นอยู่กับโชค’ แต่ ‘การคุมความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับฝีมือ’


อันนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่คนนึงเล่าให้ฟัง


เขาบอกผมว่า ...’เคยเห็นคนเก่งที่ไม่รวยไหม ?’


‘เยอะแยะ’


‘เคยเห็นคนไม่เก่ง แต่โคตรรวยไหม ?’


‘ก็เยอะแยะ เช่นกัน’


เขาถามผมว่า ‘คุณคิดว่า อะไรคือ ตัวกำหนดว่า คนนี้จะรวย หรือ ประสบความสำเร็จ ในชีวิตมากน้อยเพียงใด ?’


...ใช่ !! ‘โชค หรือ ดวง’ อันนี้สำคัญ เพราะ โอกาสมันวิ่งหาเรา เราแค่ต้องทำตัวเองให้พร้อม ...เมื่อวันใดก็ตามที่โอกาสวิ่งมาหาเรา ...เราต้องคว้ามันด้วยความพร้อม !! ...ก็แปลว่า เราเลือกไม่ได้หรอกว่า จะสำเร็จหรือรวย ด้วยอะไร 


สิ่งสำคัญกว่า ก็คือ การทำตัวให้พร้อม 


เออ !! ...ยิ่งพูดยิ่ง งง ....ตกลงเราต้องทำยังไงอ่ะ ?


...แปลว่า จริงๆ แล้ว คนเราเลือกไม่ได้หรอกว่า จะสำเร็จด้วยเรื่องอะไร ...ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำอย่างเดียวก็คือ การคุมความเสี่ยงในสิ่งที่ทำ


ยกตัวอย่าง การลงทุนในหุ้น ...ถ้าคุณอยากรวยจากหุ้น คุณต้องรอซื้อหุ้นดีในเวลาวิกฤติ


แล้วมันยากตรงไหน ?


โคตรยาก ...เพราะ ธรรมชาติมนุษย์ ชอบจ่ายเงินซื้อของตอนที่อารมณ์ดี บรรยากาศดี ..แต่การซื้อหุ้นในวิกฤติคือ เราต้องทำสวนกับธรรมชาติของมนุษย์ ...มันเลยยากไง !!


แล้วที่ยาก ยกกำลังสอง คือ เราไม่สามารถบังคับให้หุ้นที่เราอยากซื้อให้มันเกิดวิกฤติ ก็เหมือนที่เราไม่สามารถบังคับให้โอกาสวิ่งมาหาเรา


สิ่งที่ยากที่สุด ก็คือ ‘การควบคุมความเสี่ยง’ เพราะ ความเสี่ยงเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้


คนที่เป็นมืออาชีพ เขาจะเลือกคุมความเสี่ยง แล้วรอโอกาส 


ถ้าเราอยู่ในตลาดนานพอ ...ทำสิ่งนั้น นานพอ ...โอกาสดีๆ จะ มาหาเราในที่สุด


‘คนโชคดี คือ คนที่เข้าใจความเสี่ยง เก่งในการควบคุมความเสี่ยง ...นี่คือ มืออาชีพ ที่จะคว้าความสำเร็จนั่นเอง’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

10 นิสัยประหลาด ของ คนรวยระดับเจ้าสัว



10 นิสัย คนรวย ที่เราคาดไม่ถึง


ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนรวยระดับประเทศหลายต่อหลายคน ...คนที่ส่วนใหญ่สร้างตัวเองจากศูนย์ ...ความแปลกคือ คนเหล่านี้มีนิสัยคล้ายๆ กัน


และที่น่าแปลกกว่านั้น คือ นิสัยของคนรวยเหล่านี้ กลับตรงข้ามกับสิ่งที่คนอื่นๆ คิด


ผมรวบรวมมาให้พิจารณากัน 10 ข้อ ...ลองดูซิว่า เรามีกี่ข้อที่เป็นนิสัยของคนรวยระดับเจ้าสัว


1. ‘อยากรวยเพื่อหาเงิน ไม่ได้อยากรวยเพื่อใช้เงิน’ ...คนส่วนใหญ่อยากรวย จะได้มีเงินเยอะมาใช้จ่าย ซื้อของที่อยากได้ ...แต่คนรวยจริงเหล่านี้ กลับไม่ได้อยากรวยเพื่อใช้ แต่อยากรวย เพื่อที่จะได้มีเงินมาทำธุรกิจ ขยายธุรกิจ และ ลงทุนเพิ่ม


2. ‘ขี้งก’ ...อันนี้ตลกร้าย ...คนรวยมาก พวกนี้ดันใช้เงินประหยัด ...บางคนกินกาแฟ Starbucks ยังบ่นเลยว่าแพง ...ผมบอกเสี่ยไม่ต้องจ่าย เดี๋ยวผมเลี้ยงเองครับ ..ฮ่า ฮ่า


3. ‘คนเหล่านี้ชอบคุยอะไรยาวๆ ไกลๆ’ ...คุยกับคนเหล่านี้ทีไร เหมือนกำลังเดินทางสู่อนาคต ...มองอะไรทีเป็นสิบๆ ปีข้างหน้า 


4. ‘ชอบฟัง ไม่ชอบพูด’ ...อันนี้ผมสอบตกเลย เพราะ ผมชอบพูด ...แต่คนเหล่านี้ มักเป็นนักฟังที่ดี ชอบฟัง พูดน้อย ...แต่พูดแต่ละที นี่เราหงายหลังกันเลยทีเดียว ...ในห้องประชุม คนเหล่านี้จะไม่ค่อยพูด ฟังเยอะ แต่ทุกครั้งที่พูด โคตรคม โคตรตรงประเด็น


5. ‘ถ่อมตัวมาก’ ....คนรวยจริงที่ผมรู้จัก ส่วนใหญ่ ถ่อมตัวมาก ...มักจะพูดว่า ผมไม่ค่อยรวยหรอก (แต่จริงๆ โคตรจะรวย) ...แล้วก็ไม่ค่อยโอ้อวด มีแต่ไม่โชว์ 


6. ‘มีความรู้ทันสมัยมาก’ ....คนส่วนใหญ่สนใจแต่ของทันสมัย โทรศัพท์รุ่นใหม่ (แมวน้ำ!!) ..แฟชั่นนำกระแส ...แต่คนเหล่านี้ สนใจแต่ความรู้ที่ทันสมัย ...เพราะเขาใส่ใจหาความรู้ในเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา


7. ‘มือถือราคาถูก’ ...ครั้งนึงผมไปพบ ลูกค้าระดับเจ้าสัว รวยมาก ...ผมได้ยินเสียงโทรศัพท์ ...ท่านก็หยิบมือถือแบบราคาถูกขึ้นมา ...ท่านบอกว่า ซื้อแพงทำไม ผมใช้แค่โทรเข้าออก ....ผมรีบเก็บ iPhone เข้ากระเป๋าเลย ...แหม!! ก็ผมไม่ได้มีลูกน้อง แบบที่ท่านมีอ่ะ 


8. ‘ชอบลงทุน’ ...คนเหล่านี้ ชอบลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ ...ชอบซื้อสินทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ...เงินสดไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ มักซื้อสินทรัพย์หมด 


9. ‘ซื้อสินทรัพย์เก่ง แต่ขายไม่เป็น’ ....คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะลงทุน หรือ ทำธุรกิจ ก็มักจะขยายหรือซื้อในเวลาที่มีวิกฤต ...แถมซื้อแล้วไม่ค่อยขาย


10. ‘ไม่ชอบสร้างหนี้’ ...คนพวกนี้ทำธุรกิจจะเน้นเงินเย็น ไม่ค่อยสร้างหนี้ ...ถ้าจำเป็นต้องกู้ ก็วางแผนที่จะคืนหนี้ให้เร็วที่สุด ...พกแต่เงินสด บัตรเครดิตก็ไม่ค่อยใช้ 


ครบแล้ว 10 ข้อ ...ผมแนะนำ รุ่นน้องที่มาถามว่า อยากรวย ...ผมก็บอกไปว่า ลองไปสร้างนิสัยเศรษฐี 10 ข้อนี้ ให้ได้ ...ถ้าทำได้แล้ว ความรวยมันตามมาเอง


รุ่นน้องคนนั้น สวนกลับ ‘อ้าว!! นิสัยแบบนี้ มันรวยเพื่อจะหาเงิน ...ไม่ได้รวยเพื่อจะใช้เงินนี่พี่ ? ....ไม่สนุกเลย!!’


‘ก็เอ็ง เอาแต่สนุก มันเลยยังไม่รวยไง !!’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

6 หลักสำเร็จ ตั้งแต่อายุน้อย



มีรุ่นน้องมาถาม ‘เขาอยากประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุน้อยๆ ทำไงพี่ มีเคล็ดลับไหม ?’


‘มีดิ !! ...ทุกอย่าง มันมีวิธี เพียงแต่ว่า เอ็งกล้าหรือเปล่า?’


โห !! กล้าดิพี่ ไม่มีอะไรที่ผมต้องกลัว พี่บอกมาเลยว่าผมต้องทำไงบ้าง 


โอเค ..หลักๆ ก็ประมาณนี้


1. ‘คิดไม่เหมือนเพื่อน’ ...ปกติวัยรุ่นคิดเหมือนกัน คิดว่าตัวเองแตกต่าง แต่จริงๆ มันคิดเหมือนกันทั้ง Generation แหละ ...คนฉลาดเขาจับทางพวกนี้ถูกก็คิดสินค้ามาขาย รวยกันไป ...อย่าไปตามแฟชั่น ไม่ต้องไปมีเสื้อผ้าแพงๆ รองเท้าฮิตๆ ...เอาเวลาไปสนใจ สิ่งที่คนอื่นไม่สนใจ เพราะ นั่นคือ โอกาส - ยุคนี้ คนซื้อแต่ขยะ แล้วสะสมแต่หนี้ ...เราต้องสะสมประสบการณ์ แล้วประหยัด


2. ‘หาเงินเป็น ก่อนเรียนจบ’ ...คนส่วนใหญ่รอเรียนจบก่อน ค่อยคิดหาเงิน ....บอกเลยมันช้าไป ...พวกคนรวย สอนลูกให้หาเงิน ตั้งแต่เด็กแล้ว ...พวกนี้มันเลยมีหัวการค้า เอาตัวรอด ...ทักษะการหาเงิน โรงเรียนไม่สอน จบปริญญาเอก เขาก็ไม่สอน ...เราต้องสอนตัวเอง ...ง่ายๆ ถ้าวันนี้ เรายังหาเงินไม่เป็น แปลว่า สิ่งที่เราทำมันไร้ประโยชน์ ...การหาเงิน คือ แก้ปัญหาหรือทำประโยชน์ ...ดังนั้น ลองดูตัวเองดีๆ ว่า ตัวเราจะเริ่มสร้างประโยชน์ยังไง แค่นี้ก็เริ่มหาเงินได้แล้ว


3. ‘เก่งในเรื่องใหม่’ ...ถ้าเรียนเก่งมันก็ดี แต่มันไม่ช่วยให้หาเงินเก่ง เพราะ การเรียนมันคือ เราพยายามเก่งในเรื่องที่ใครๆ ก็เก่ง ...การจะหาเงินเก่ง ต้องเก่งในเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ หรือ ไม่รู้เรื่อง ...อย่าง Jack Ma เก่งภาษาอังกฤษ จึงได้โอกาสเมื่อจีนเปิดประเทศ ได้คุยกับคนเก่งๆ เพราะเป็นล่าม ...พอทำธุรกิจ เขาก็เลือกธุรกิจ e-commerce ตั้งแต่ประเทศจีน ยังไม่มีใครใช้ Internet ....มันไม่เกี่ยวเลยว่า คุณต้องเก่งเทคโนโลยี อย่าง Jack Ma เขาเขียนโปรแกรม ก็ไม่เป็น ธุรกิจก็ไม่เคยทำ เพราะเป็นครูสอนภาษา ...แต่หลักๆ คือ เขาเลือกทำ เลือกทุ่มเวลาในสิ่งใหม่ นี่แหละโอกาส


อย่าง Huawei สมัยก่อน เราไม่รู้จักเลย บริษัทเล็กๆ ในจีน แต่เขามุ่งไปที่เรื่องใหม่ ...วันนี้ขายมือถือ ราคาเท่า iPhone เลย ในขณะที่คนที่เคยเก่งอย่าง Nokia แทบไม่มีที่ยืนในตลาดนี้เลย


4. ‘รู้จักนักลงทุน’ ...อยากรวย อยากได้โอกาส ต้องรู้จักคนถือเงิน ..เริ่มศึกษาแล้วเข้าใจคนถือเงิน ...เพราะ ทุกธุรกิจ ทุกโอกาส เริ่มจากเงิน ...การจะได้เงิน ได้ทุน ไม่จำเป็นต้องรวยมาก่อน แต่เราเข้าใจนักลงทุน 


5. ‘เปิดธุรกิจ คิดการใหญ่’ ...ยุคนี้เริ่มธุรกิจ มีคอม มีเน็ต ก็เริ่มได้แล้ว นั่งในร้านกาแฟก็ได้ ...แต่สำคัญกว่า คือ ต้องกล้าเริ่ม กล้าสั่งสมคนเก่ง ....ไม่ต้องกลัวหรอกว่า ทำธุรกิจแล้วจะไม่สำเร็จ ....เพราะเริ่มครั้งแรก มันไม่ work ตั้งแต่ idea แล้ว ...เพียงแต่เราจะค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์และ สั่งสมลูกน้องเก่งๆ 


6. ‘ถ้ากล้าคิด ก็ต้องกล้าเริ่มเลย’ ...ไม่มีคำว่าพร้อม ...ถ้ารอพร้อมก็คงไม่ต้องเริ่ม ...ทุกความสำเร็จยิ่งใหญ่ เริ่มที่ความไม่พร้อม ...ถ้าไม่พร้อม นั่นแหละ เวลาที่ดีในการเริ่ม


- เงินไม่พร้อม , ความรู้ไม่มี , เวลาไม่ได้ ...นี่แหละ จุดเริ่มของโอกาสครั้งใหญ่ ครั้งใหม่ 


หลายคนอ่านมา 6 ข้อ ยิ่งอ่าน ยิ่งอึดอัด ...บ้าหรือ ? แนะนำ แต่ละข้อ ใครจะทำได้ 


ก็นี่แหละ ความอึดอัด ...ของคนที่สำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ต้องผ่านให้ได้


....สิ่งใหม่ ฉันลอง ..ไม่รู้ แต่ลงมือทำ ..ล้มลุก เพิ่มประสบการณ์ ...พอเชี่ยวชาญ เงินจึงมา ...ถ้ามันง่าย คงมีใครทำไปแล้ว - งานยากแบบนี้ มีไว้เพื่อฉันเท่านั้น !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

เมื่อเงิน แทนทุกสิ่ง จึงทำให้เงินสร้างความสับสนที่สุดเช่นกัน



วันนี้ผ่านไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนคนโปรด Dan Ariely ก็ลองเปิดดู

เขาบอกว่า

‘คนส่วนใหญ่ ไม่มีเหตุผล เวลาคุยเรื่องเงิน’

- คนที่ใช้เครดิตการ์ด ส่วนใหญ่จะใช้เงินเปลืองกว่าใช้เงินสด เพราะ มันไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือ เสียดายตอนใช้เท่ากับเงินสด ...ดูง่ายๆ ว่า วันนี้ยิ่งสังคมไร้เงินสด คนรุ่นใหม่ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น

- เงินมีค่าเสียโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า ทุกครั้งที่ใช้เงินมีค่าเสียโอกาส เลยมักจ่ายของแพง แล้วมีความสุข 

- ของฟรีส่วนใหญ่ สุดท้ายทำให้เราจ่ายแพงกว่าเสมอ ดังคำพูดที่ว่า ‘There is a saying that the best things in life are free. Maybe. But free often ends up costing us in unexpected ways’ ..อย่างธุรกิจที่ให้ของฟรีเรามากมาย เช่น Casino..ห้องพักฟรี ..ตั๋วเครื่องบินฟรี ...กินฟรี ...สุดท้ายเสียบนโต๊ะคาสิโนหมด 

- หลักการของ การแลกชิปในคาสิโน กับ เครดิตการ์ด ใช้หลักการคล้ายๆ กัน คือ มันไม่ใช่เงิน เราเลยใช้มันง่ายมากๆ 

- เราจะชอบของลดราคา เป็นเปอร์เซ็นต์ มากกว่า จำนวนเงินที่ลด 

- เราจะตีราคา ของที่เป็นของเราสูงกว่า ...ตรงนี้ เรียก IKEA Effect ...เขาเลยให้เราประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง เพื่อให้เราเห็นค่ามันมากขึ้น 

- เราชอบสิ่งที่ราคานิ่งๆ มากกว่า สิ่งที่ราคาผันผวน ...แม้ว่า สุดท้ายการยอมถือสิ่งที่ราคาผันผวน เช่น สินทรัพย์ อย่างที่ดิน หรือ หุ้น สุดท้ายระยะยาวให้ผลตอบแทนมากกว่า ...แต่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกสบายใจกับการถือเงินสด ทั้งๆ ที่สุดท้าย มูลค่าของเงินสดมีแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

- เราจะจ่ายเงินให้ประสบการณ์และสภาพแวดล้อม มากกว่าจ่ายเงินให้สิ่งของนั้นๆ ...เช่น การกินอาหารในร้านอาหารธรรมดา กับ ร้านหรู บางครั้งต่างกันเพียงวิธีนำเสนอ การอธิบายของเชฟ การเขียนบรรยายอาหารในเมนู และ วิธีการเสริฟ

- เงิน ใช้เป็นตัวแทนของเกือบทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ..ซื้อได้ทั้งสิ่งของ , ซื้อเวลา , ซื้ออิสรภาพ , ...มันเป็นตัวแทนของมูลค่า รวมทั้งความรู้สึก ของคนใช้

...ไม่แปลก ที่เงิน คือ เรื่องใกล้ตัวที่สุด แต่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจมันน้อยที่สุด

เอาล่ะ ผมไปอ่านต่อละ !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

คนเก่ง ทำไมแข่งกันไปนอกโลก



คนเก่ง ทำไมแข่งกันไปนอกโลก

วันนี้คนเก่ง และ รวยที่สุดในโลกอย่าง เจ้าของ Amazon นาย Jeff Bezos , Elon Musk หรือ อย่าง Richard Branson เจ้าของ Virgin ต่างมี Passion ก็คือ ไปดาวอังคารบ้างล่ะ ...ไปเที่ยวอวกาศบ้างล่ะ ...

อ๋อ !! ‘เขารวยจนหลุดโลก’ ใช่หรือเปล่า ? 

ไม่ใช่ !! ...นี่คือ เหตุผลเบื้องหลัง

1. ‘คนรวยคือคนที่มองการณ์ไกล’ ...คนส่วนใหญ่ เราชอบอะไรเร็วๆ หาเงินง่ายๆ แต่คนรวยระดับโลก ชอบทำอะไรไกลๆ มองยาวๆ เรื่องยากๆ ...เพราะ ผลลัพธ์ของการมองไกล มันให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอในระยะยาว

2. ‘คู่แข่งน้อย’ ...ถ้าคุณเปิดร้านกาแฟ เพราะ คิดว่าใครๆ ก็ต้องดื่มกาแฟ ... เปิดร้านล้างรถ เพราะคิดว่า ทุกคนต้องล้างรถ ...พูดง่ายๆ อะไรที่เรามองว่า ใครๆ ก็ต้องใช้ แปลง่ายๆ เลยว่า คู่แข่งคุณเยอะมหาศาล ...พอคู่แข่งเยอะ ก็แย่งลูกค้า ตัดราคา สุดท้าย กำไรเลยไม่เหลือ ...ยุคนี้อะไรที่มองเผินๆ ว่าดี จึงไม่น่าทำ ...แต่อะไรที่มองว่า เป็นไปไม่ได้ จึงน่าทำกว่า (แต่สำคัญ คือ คุณต้องทำได้นะ)

3. ‘โจทย์ยาก มันดึงดูดคนเก่ง’ ...พวกมหาเศรษฐี เขาทำงานใหญ่ได้ เพราะ มีลูกน้องเก่ง ...การที่เราจะสามารถดึงดูดคนเก่งให้มาทำงานให้เรา มันต้องมีโจทย์ที่ท้าทายคนเก่ง ...ธุรกิจดึงดูดคนเก่ง ต้อง Mission Impossible ...ยิ่งยาก ยิ่งท้าทาย คนเก่ง!!

4. ‘อวกาศมันเต็มไปด้วยอันตราย เมื่ออันตรายจึงต้องรอบคอบ และ ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย’ ...ถ้าเราเปิดร้านขายข้าวแกง มันแทบไม่ต้องคิด ขอให้อร่อย ..แต่ถ้าคุณจะไปนอกโลก มันต้องคิด มันต้องใช้องค์ความรู้ใหม่ๆ ต้องล้ำสมัย ต้องก้าวหน้า ...หลายครั้งที่ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก มันเกิดจากสงคราม อย่างเช่น Internet ...ใช่!! ผลพลอยได้จากการไปอวกาศ คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สุดท้ายอาจทำเงิน เกิดธุรกิจ สร้างโอกาส มากกว่า แค่เดินทางไปดาวอังคาร ....ในมุมของนักธุรกิจ เขาเรียก สินค้า By-Product (สินค้าที่เป็นผลพลอยได้ จากผลิตภัณฑ์หลัก ...บางครั้งทำเงินมากกว่า สินค้าหลักด้วยซ้ำ)

5. ‘มันดังโดยไม่ต้องโฆษณา’ ...ถ้าคุณทำก๋วยเตี๋ยวอร่อย คงไม่ใครสนใจมากมาย เพราะ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยมีมากมาย ...คงไม่มีทุกสำนักข่าว หรือ social มาสนใจคุณ ...แต่ถ้าคุณทำจรวด เพื่อพา ทีมหมูป่าออกถ้ำ ...สื่อทั้งโลกจะโฆษณาให้คุณฟรี ...และแล้ว Elon Musk ก็ส่งจรวดมาช่วย ทีมหมูป่า ...ดังคำพูดที่ว่า ‘คนธรรมดา โลกไม่จำ’

ใช่!! โจทย์ที่ไม่น่าทำได้ มันต้องมองการณ์ไกล ..คนมองไกล ชนะคนมองสั้นเสมอ ..มันไม่มีคู่แข่ง นี่คือ โคตรโอกาสธุรกิจ ...มันดึงดูดคนเก่ง ทำให้คุณมีแต่คนเก่งช่วยงาน ...มันใช้เทคโนโลยี ซึ่งมีผลพลอยได้ ที่อาจจะสร้างมูลค่ามากกว่าสินค้าหลัก ...และมันได้โฆษณาฟรี

5 ข้อนี้ ทำให้ ทั้ง Amazon , Google , Facebook , Apple , Netflix เติบโตเป็น ธุรกิจระดับโลก นั่นเอง

ลองกลับมาถามตัวเองซิว่า เรามีข้อไหนบ้าง เพื่อให้เราก้าวหน้า แล้วกลายเป็นคนสำเร็จแบบ หลุดโลก คนต่อไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

(อันนี้ให้เป็นข้อมูล : Jeff Bezos มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับยานอวกาศ ชื่อว่า Blue Origin ...ตัวเขารวยที่สุดในโลกเวลานี้ คือ มีทรัพย์สินประมาณ $150 Billion จาก หุ้น Amazon ...ทุกๆ ปี เขาจะขายหุ้น Amazon ประมาณ $1 Billion มาลงในธุรกิจยานอวกาศของเขา ...เป้าหมายของเขาก็คือ ‘millions of people living and working in space’ ...ล้านคน อยู่ที่ทำงานในอวกาศ - บ้าไหมล่ะ ชายคนนี้ ...จัดไป!!)


วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

‘ค่าตัวเรา’ กับ ‘นายจ้างมอง’ ต่างกัน



ทำไม ‘ค่าตัวเรา’ กับ ‘นายจ้างมอง’ ต่างกัน 

สาเหตุที่แต่ละคนเงินเดือนมากน้อย ไม่เท่ากัน ก็เพราะแบบนี้นั่นเอง ....

1. ‘เรามอง ค่าเรียนที่พ่อแม่จ่ายไป’ แต่ ‘นายจ้างมอง เงินหรือ มูลค่าที่เราจะสร้างให้กับบริษัท’ ...ดังนั้น ถ้าเราเรียนแพง พ่อแม่จ่ายเงินลงทุนไปเยอะ มันก็ไม่ได้บอกว่า เราจะทำเงินให้บริษัทเท่าไหร่ 

2. ‘นายจ้าง มองอย่างน้อย 10 เท่า’ ...ถ้าเขาจ่ายเงินเดือนเรา 10,000 บาท แปลว่า เขาหวังว่าเราจะทำเงินให้บริษัท 100,000 บาท

3. ‘คน เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ แถมมีค่าใช้จ่ายแฝง แล้วมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี’ ...แต่เครื่องจักร หรือ หุ่นยนต์ มีแค่ค่าใช้จ่ายลงทุนเริ่มต้น ...ดังนั้น ประเทศพัฒนาแล้วจะมีแนวโน้ม ลดคน แล้วเพิ่มเครื่องจักรแทน

4. ‘คนเก่ง มีแนวโน้มที่จะ ออกมาทำธุรกิจแข่งกับนายจ้างมากขึ้นเรื่อยๆ’ ...ทุกวันนี้ข้อจำกัดในการเริ่มธุรกิจลดลง เริ่มง่ายขึ้น ใช้ทุนน้อยลง ...คนเก่งจึง สร้างทั้งโอกาส และ สร้างความเสี่ยง ในการเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว 

งานวิจัยในประเทศพัฒนา จึงจ้าง คนเก่ง หรือ ผู้บริหารระดับสูง ในเงินเดือนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ...สถิติของบริษัทระดับโลก (500 largest U.S. companies) จึงจ้าง CEO ด้วยเงินเดือนที่สูงกว่า พนักงานทั่วไป เฉลี่ย 160 เท่า (ตัวเลข จาก Bloomberg Businessweek)

ในบางบริษัทในอเมริกา ความแตกต่างระหว่าง CEO กับ พนักงานทั่วไป ต่างกันถึง 500 เท่า 

เบื้องหลังความแตกต่างของรายได้ที่มหาศาล เกิดจาก ..คนเก่ง มีที่ไป จึงต้องจ้างให้แพงที่สุด ...แพงเท่าที่เขาจะไม่คุ้มที่จะออกไปเปิดบริษัทแข่งนั่นเอง (ในขณะที่พนักงานทั้วไป สามารถออกไป ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับบริษัท) ....โหดร้าย !! ...ไม่ได้โหดร้าย เพียงแต่โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ !!

5. ‘ถ้างานเราสำคัญ เราจะได้รับค่าจ้างเป็น Profit Sharing (แบ่งกำไร) หรือ ได้หุ้น ...แต่ถ้างานเราไม่สำคัญ เราจะได้รับเงินเดือนเท่านั้น’ ...นี่คือ ความจริงอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ...บริษัทจะลดความสำคัญของคน และ เน้นการสร้างระบบ ที่ใครทำแทนก็ได้

นี่คือ เหตุผล ที่ว่าทำไม ..ช่วง 20 ที่ผ่านมา เงินเดือนของพนักงานทั่วไป ไม่เพิ่มขึ้น ...ในขณะที่เงินเดือนผู้บริหารเพิ่มขึ้น และกำไรของบริษัท หรือ GDP เติบโตตลอด

ที่ผมยกเรื่องราวทั้ง 5 ประเด็นนี้ขึ้นมา เพื่อชี้ให้เห็น อนาคตของการทำงานในโลกยุคใหม่ ที่การแข่งขันสูง คนเก่งมากมาย สินค้าเกินความต้องการ และ เงินกลายเป็นสิ่งที่ขาดแคลน 

สิ่งที่เราต้องปรับ คือ ‘การพัฒนาตัวเรา ให้เป็นผู้นำในสิ่งที่เราทำ’ ...เพราะ ในอดีต งานของผู้ตาม สามารถอยู่รอด มีชีวิตที่สบาย ...แต่โลกยุคใหม่ งานที่เป็น ผู้นำ เท่านั้น ที่เป็นคำตอบของชีวิตที่สบาย 

ฝึกนำ ต้องเริ่มจาก มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ตามกระแส ไม่ตามใคร ...มีจุดยืน และ หลักการที่เราเลือกอย่างชัดเจน

 ...ถ้าคุณชัดเจนมากพอ ในสิ่งที่มันดี เดี๋ยวก็จะมีคนตามคุณเอง - "นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของผู้นำ"

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 

8 ข้อควรรู้ ในการทำให้ทุกคนชอบเรา



8 ข้อควรรู้ ในการทำให้ทุกคนชอบเรา


1. รู้ไว้เลยว่า แค่คิดว่า อยากให้ทุกคนชอบเรา ก็ผิดตั้งแต่คิดแล้ว เพราะ ไม่มีทางทำให้ทุกคนชอบเรา


2. บางคนไม่ชอบเรา ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุย แล้วทำไมถึงไม่ชอบเรา ? ...ก็เพราะ จริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่ไม่ชอบเรา เพียงแต่เขาแค่ไม่ชอบตัวเขา ในสิ่งที่เขาเป็น ก็เท่านั้นเอง


3. ให้เราใช้เวลาส่วนใหญ่ อยู่กับคนที่ชอบเรา ดีกว่าเสียเวลาพยายามเปลี่ยนคนที่ไม่ชอบให้ชอบ ...เพราะพลังงานบวก จะทำให้เราวิ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ง่ายกว่านั่นเอง


4. ให้เราใช้เวลาเล็กน้อย คุยกับคนที่ไม่ชอบเราบ้าง ...เพื่ออะไร ? ...คนที่ไม่ชอบเรา บางครั้งก็เป็นกระจกสะท้อนที่ดี โดยเฉพาะเวลาที่เราหลงตัวเอง ...เราจะได้เรียนรู้แล้วปรับปรุงข้อบกพร่อง แล้วทำตัวเองให้ดีขึ้น 


5. อย่าเอาความไม่ชอบ มาเก็บเป็นอารมณ์ ...เพราะมันสร้างพลังงานลบ ...ให้เราเอาความไม่ชอบ มาเป็นโจทย์ แล้วหาเหตุผลปรับปรุงแก้ไข จะดีกว่า


6. คนที่ไม่ชอบเราจะ อ่อนพลังลง เมื่อเราพยายามทำเพื่อตัวเองน้อยลง ...ถ้าเราตั้งโจทย์เพื่อตัวเองน้อยลง แล้วตั้งโจทย์เพื่อคนอื่นมากขึ้น ...เราจะมองเห็น โอกาสใหม่ๆ โอกาสที่ใหญ่กว่า ..ที่อาจเป็นจุดก้าวกระโดดในชีวิตเรา


7. อย่าเอาเวลาของเราไปพยายามเปลี่ยนคนที่ไม่ชอบเรา ....ให้เอาเวลาไป ช่วยเหลือ และ สนับสนุนคนที่ชอบเรา ...นี่คือ การเลือกใช้เวลาเพื่อความก้าวหน้านั่นเอง


8. ถ้างานที่เราทำ ทำให้เราชอบตัวเองมากขึ้น ...จงทำงานนั้นให้สำเร็จ ...ต้องมุ่งมั่น อดทน แล้วไปให้สุดทาง


ถ้าเราทำงานอะไรแล้วไม่ชอบตัวเอง ...เช่น ทำสิ่งที่ผิด ..ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ผิดสามัญสำนึก แต่ได้เงิน เรามีแนวโน้มที่จะไม่ชอบตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ...ดังนั้น ให้เราพยายามสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ในแบบฉบับของเราเอง


สุดท้าย เราทำให้ทุกคนชอบเราไม่ได้หรอก ...แค่เราทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ และ ทำให้เรารู้สึกดีต่อตัวเอง ..นั่นแหละ ทางเดินที่เราควรเดิน !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

พ่อสอนลูกเรื่อง ค่าจ้าง



พ่อสอนผมเรื่อง ‘ค่าจ้าง’


ตั้งแต่เด็กผมวาดฝันไว้ว่า โตขึ้นผมจะมีธุรกิจใหญ่โตเป็นของตัวเอง 


วันนึงพอผมมีโอกาสผมก็ได้ไปเริ่มตั้งธุรกิจร้านอาหารของผมในออสเตรเลีย จากนั้นก็ขยายเป็นหลายๆ สาขา .. 3 ปี ผมขยายร้านไป 5 สาขา พร้อมมีครัวกลาง ในการส่งวัตถุดิบให้สาขา ...จนพบว่าไปไม่รอด !!


...ผมมาเรียนรู้เลยว่า มันไม่ได้สำคัญเลยที่วันนี้คุณขยายธุรกิจให้เติบโตเร็วแค่ไหน เพราะ สุดท้ายถ้าวิกฤตมา มันคือบททดสอบที่แท้จริงว่า คุณคือ ตัวจริงในธุรกิจที่คุณทำรึเปล่า ?


ใช่!! ในวันนั้น ธุรกิจร้านอาหาร ผมไปไม่รอด ...ทางเลือกทางเดียว หลังจากนั้น คือ กลับประเทศไทย แล้ว หางานทำ !!


วันนั้นผมรู้สึก โคตร Fail ...นั่งถามตัวเองว่า ‘ทำไมคนอย่างกรู ต้องยอมมาเป็นลูกจ้าง ทั้งๆ ที่เคยทำธุรกิจร้านอาหาร ขยายสาขาใหญ่โตในต่างประเทศ ..มีฝรั่งเป็นลูกน้อง ...ทำไม ต้องแพ้ แล้วกลับมาหางานทำวะเนี่ย ?’


พ่อเรียกผมไปคุยว่า ‘แพ้ทกลับมาเมืองไทย ก็หลายเดือนแล้ว ...ไปหางานทำเถอะ ...แล้วพ่อก็แนะนำผมเรื่องนี้ !!’


1. ความล้มเหลวที่ผ่านมา ไม่สำคัญเท่าความสำเร็จในครั้งใหม่ ....บอกตรงๆ วันนั้น ฟังแล้วไม่อิน เหมือน พ่อพยายามปลอบใจ ...แต่วันนี้เข้าใจเลยว่า ความล้มเหลวที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องเล็กๆ จริงๆ เมื่อมองจากวันนี้ ...แถมยังรู้สึกขอบคุณความล้มเหลว ในวันนั้น ที่ทำให้ เราเป็นตัวเราในวันนี้


2. ลูกจ้าง ไม่ได้น่ากลัว ...มันแค่ความจริง ที่เราจะได้รู้ว่า ไอ้ที่เรียนปริญญาจบมา หรือ ไอ้ที่คิดว่า เราเก่งหนักหนา จริงๆ น่ะ คนอื่น หรือ สังคม เขามองเราแบบนั้นหรือเปล่า ? ....ค่าจ้าง คือ สังคม ตีค่าตัวเราเป็นมูลค่า นี่คือของจริง ...ธุรกิจพ่อ มันไม่ได้ตีค่าตรงนี้ ดังนั้น ให้ไปหางาน แล้วไปค้นหาว่า ตัวเราจริงๆ ราคาเท่าไหร่ 


3. ไม่เห็นทาง ไม่เป็นไร มีฝันไว้ ค่อยๆ เดิน ....วันนั้น บอกตรงๆ ผมมืดแปดด้าน คนอายุ 20 ปลายๆ กับ ความล้มเหลว มันรู้สึกไร้ค่าสุดๆ มันอาย !! ...แต่พ่อบอกว่า ทำไปก่อนลูก ...เดี๋ยวมันจะเห็นทางเอง ...แต่อย่าทิ้งความฝัน


4. หาความรู้ ให้เหมือนเราเป็นเจ้าของธุรกิจ ....ลูกจ้างปกติรู้แค่งานที่ตัวเองทำ ...แต่พ่อบอกให้ผม ไปเรียนให้รู้ ทุกส่วนของธุรกิจ ...เวลาผมไปทำงานที่ไหน ผมจะคุยกับคนเยอะ แทบทุกแผนก เก็บข้อมูล แถมศึกษาตลาด แล้วเอามาวิเคราะห์เหมือนผมเป็นเจ้าของ ....ทำงานเสมือน consult คือ คนที่เขาจ้างมาวิเคราะห์และปรับปรุงธุรกิจ ....จุดนี้ทำให้ผมเห็นโอกาสนั่นเอง 


5. ใช้เงินเดือนให้พอ อย่ามาขอกรู !! ....อันนี้ฟังดูโหดนะ จากที่ผมเคยมีเงินเยอะๆ เป็นเจ้าของธุรกิจ ...พอต้องมาเป็นลูกจ้าง พ่อบอก ใช้เงินเดือนให้พอ ...บอกตรงๆ วันนั้น กินข้าวแกงที่ออฟฟิศทุกวัน โคตรประหยัดจริงๆ ...แต่รู้ค่าของเงิน ในวันที่เงินหายาก มันช่วยให้เปลี่ยนความคิด ในเรื่องเงินทั้งหมดของผมเลย


ก็นี่แหละ 5 ข้อ คำสอน ที่พ่อสอนผม ในช่วงเวลาที่มืดที่สุด ในชีวิต ....พอผ่านได้ แล้วมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่า ขอบคุณความล้มเหลว และ โค๊ชอย่างพ่อ ที่ทำให้ผมมีวันนี้ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

3 คน 3 ความคิด กำหนดชีวิตตั้งแต่เริ่มเดิน



มีคน 3 คน เขาถาม 3 คำถาม เกี่ยวกับการเล่นหุ้น ..ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคลุกคลีอยู่ตลอด ...อาชีพผม !!


คนแรกถามว่า ‘พรุ่งนี้หุ้นตัวไหนจะขึ้น ?’


คนที่สองถามว่า ‘อยากซื้อหุ้นที่เดือนหน้าขึ้นเลย ซื้อตัวไหนดี ?’


คนที่สามถามว่า ‘อยากซื้อหุ้นที่ จะสามารถถือแล้วรับปันผลไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ซื้อตัวไหนดี ?’


ถ้าคุณเป็นผม ..เจอ 3 คน 3 คำถาม ที่แตกต่างกันแบบนี้ คุณคิดว่าอย่างไร ?


สิ่งที่ผมเห็นคือ 


1. คนเราโจทย์ไม่เหมือนกัน ทำให้เลือกหุ้นต่างกัน ...สั้น / กลาง หรือ ยาว 


2. โจทย์ที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว มักจะยากกว่าเสมอ ..สั้น ผันผวนสูง ได้เสียเร็ว / กลาง มีโอกาสได้บ้าง เสียบ้าง ตามจังหวะตลาด / ยาว มีโอกาสเสียน้อยมาก แต่เสียเวลาทั้งชีวิตในการลงทุน


3. โจทย์แต่ละอัน มันแทบจะกำหนดผลลัพธ์ที่เราจะได้อยู่แล้ว ...คนแรก คงได้ลุ้น ...คนที่สอง คงพอได้บ้าง เสียบ้าง ...คนที่สาม คงได้เงินช้า แต่ได้เรื่อยๆ และ สุดท้ายได้มากที่สุด 


4. มาดูเรื่อง ความเสี่ยง ...คนแรก เสี่ยงสูง โอกาสชนะต่ำ ...คนที่สอง เสี่ยงกลาง โอกาสชนะมากขึ้น ...คนที่สาม แทบไม่เสี่ยงเลย โอกาสชนะสูง แต่ใช้เวลานาน


5. แปลว่า ความเสี่ยง ขึ้นกับเวลา ในตลาดหุ้น ...แล้วที่เขาสอนกันว่า ความเสี่ยงอยู่ที่สินค้า หุ้นเป็น สินค้าทางการเงินที่ผันผวนสูง แปลว่าอะไร ?


6. ความผันผวน คือ ความเสี่ยง ...ถ้าเราเลือกที่จะเล่นสั้น ...แล้วคนเล่นยาวล่ะ ความผันผวนคืออะไร ?


7. คนมองยาว จะมองความผันผวน เป็น จุดทดสอบใจ ทดสอบความเข้าใจ และ ทดสอบความมุ่งมั่น 


8. เล่นหุ้น เป็นความเชื่อ ...เมื่อเราเชื่อแบบไหน สุดท้ายผลลัพธ์ก็จะออกมาในแบบนั้น 


9. หุ้นสอนผมว่า เราไม่สามารถได้ทุกอย่าง ...เราทุกคนล้วนต้องการเงินมากในเวลาสั้นๆ ...สุดท้ายตลาดหุ้นจะสอนให้เราเลือกทางใดทางหนึ่งในที่สุด


10. ทางเดิน 2 ทาง ที่ลากยาว ในตลาดหุ้น คือ หนึ่ง ใช้เวลาน้อย เอากำไรทีละน้อย ...สอง เอากำไรใหญ่ แต่ใช้เวลานาน


ลองกลับไปทบทวน สิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้น และ การลงทุน ใหม่ ...แล้วคุณจะพบว่า คำตอบของการสร้างความร่ำรวยในตลาดหุ้น มันไม่ได้ยาก เพียงแต่มันอาศัยการทำความเข้าใจตัวเราเองอย่างลึกซึ้งนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

5 เรื่อง มโนของชีวิต ที่ควรปรับความคิดใหม่



5 เรื่อง มโน ของชีวิตที่ควรปรับความคิดใหม่


1. ‘ปัญหาของเรา ใหญ่ที่สุดเสมอ’ ...มนุษย์ทุกคนคิดว่าปัญหาของตัวเอง หนักหนา สาหัสที่สุดแล้ว ..เมื่อเวลาผ่านไป ทุกปัญหาจะค่อยๆ เล็กลงเสมอ


- คิดแก้ปัญหาเสมือนว่า ไม่มีตัวเราอยู่ แล้วทุกปัญหาจะเบาลงมาก 


2. ‘บ้านคนอื่น รวยกว่าบ้านเราเสมอ’ ...ยุค social เราจะเห็นแต่ชีวิต ดี๊ ดี ของคนอื่น ..ก็เพราะทุกคนโพสแค่เรื่องดี ..เราเห็นแต่ส่วนที่ดีที่สุด แล้วก็มาตีความให้ตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ 


- ให้มองความสัมพันธ์ดีๆ ที่เรามีในครอบครัว ..เพราะบ้านไม่ใช่สถานที่เอาไว้โชว์ แต่บ้านคือ คนที่เราเชื่อมต่อและผูกพัน


3. ‘ของล้ำค่า คือ สิ่งที่เราไม่มี’ ...ธรรมชาติมนุษย์ จะไม่เคยมองเห็นค่าสิ่งที่ตัวเองมี ...ถ้าจะเห็นค่าอีกที ก็เมื่อวันที่เราสูญเสียสิ่งมีค่าสิ่งนั้นไป


- ให้ลองมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ชีวิตเราจะดี และ รู้สึกขอบคุณคนอื่นมากขึ้น ..แล้วสิ่งดีๆ ที่เรามีจะอยู่กับเราตลอดไป 


4. ‘น้องเมีย สวยกว่าเมียเสมอ’ ..อันนี้ปัญหาระดับชาติ จนกลายเป็นเมีย 2018 ...ถ้าเป็นแบบที่เรามโนจริง งั้นก็เวลาเจอใคร ถามก่อน มีน้องไหม ? ...เรื่องนี้ มโนกันล้วนๆ โดยเฉพาะผู้ชาย


- อันนี้ เลิกมโน อย่างเดียวเลย ..ฮ่า ฮ่า 


5. ‘ความทุกข์เรา หนักที่สุดแล้ว’ ...ที่คิดแบบนี้เพราะเราไม่เคยสนใจคนอื่นเลย ...เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น ผ่านโลกมากขึ้น เราจะรู้ว่า ชีวิตเราที่ว่าทุกข์ มันดีกว่าคนอีกมากมาย 


- ถ้าเราทุกข์ ลองอาสา ทำความดี แบบที่ไม่มีผลตอบแทน แล้วเราจะสุขมากขึ้น 


‘ปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิต มันเริ่มจากวิธีคิดที่ผิดทาง ...ลดอีโก้ลง มองคนรอบตัว เห็นคุณค่าสิ่งที่มี แล้ว ขอบคุณคนที่ช่วยเรา’ 


...แล้วชีวิตจะเจริญขึ้น โอกาสดีจะเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


5 ข้อควรเข้าใจ เพื่อให้เราไม่ตกงาน


5 ข้อควรเข้าใจ เพื่อให้เราไม่ตกงาน
1. 'ลืมคำว่าอาชีพซะ มันกำลังเป็นคำล้าสมัย' ..ให้คิดให้ออกว่า งานที่เราทำอยู่ 'แก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า' ..ถ้ามันแค่ทำไปเรื่อยๆ งานนี้จะค่อยๆ หายไป 'ตกงานครับ' 
('ส่งรถขับพี่ ไม่รับคนไทย' สุดท้ายพอมันไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ก็จะมีคนมา Disrupt คุณ)
2. 'เราเก่งอะไรที่คนอื่นไม่เก่ง' ถ้าตอบว่าไม่มี แปลว่า ใกล้ตกงานครับ ..ต้องรีบหา จุดเด่นของตัวเรา แล้วพัฒนาให้ยิ่งโดดเด่น ..อย่าเป็นคนธรรมดาๆ เพราะคนธรรมดาๆ น่ะ ต้องมาเครียดเรื่องถูกแย่งงาน
3. 'อย่ามีรายได้จากแหล่งเดียว เพราะชีวิตจะเสียวเกิน' ..สมัยก่อนการมีรายได้จากทางเดียว มีเงินเดือนก็พอรับได้ ..แต่ยุคนี้ ที่งานเราถูก Disrupt ได้ตลอดเวลา ต้องหารายได้จากหลายทาง ..จะขายของออนไลน์ จะเล่นหุ้น จะขายตรง จะทำอะไรเสริมก็รีบๆทำครับ 
4. 'อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง' ..ไม่มีแล้วครับ บริษัทที่จะจ้างงานจนเกษียณ วันดีคืนดี บริษัทที่เราทำงานอยู่อาจจะประกาศเลิกกิจการ 'เจ๊งได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะยุค Disrupt อย่างในปัจจุบัน' 
..บริษัท Hertz ผู้ให้บริการรถเช่ารายใหญ่ของโลก อยู่ดีๆ ก็กำลังจะปิดตัว เพราะขาดทุนมหาศาล ..ก็เดี๋ยวนี้จะเช่ารถทำไม เรียก UBER หรือ Grab แทน ง่ายกว่าไหม !! ...ดังนั้น ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา - ยุคนี้ใบปริญญา เป็นแค่บัตรผ่านประตู พอเดินเข้าประตูชีวิตจริง เขาใช้ฝีมือคุณจริงๆ ไม่ใช้แล้วบัตรผ่านประตู 
5. 'หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ถ้าหัวหน้างานเดินมายื่นซองขาว ไล่คุณออก!! คุณจะทำอย่างไร ?' ...ถ้าคุณคิดว่า มันจะไม่เกิดขึ้น แปลว่า มันกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ...ไม่มีใครเขาสนหรอกว่า คุณมีลูกเล็ก มีพ่อแม่ต้องดูแล มีครอบครัว มีหนี้สิน - นั่นคือปัญหาของคุณ !! ...ชีวิตเรา ถ้าเราไม่ดูแล คงไม่มีใครดูแลแทน
เตรียมตัวให้พร้อมกับ ยุค Disrupt ..มันไม่ใช่การพูดสนุกปาก ฟังดูเท่ห์ แต่มันเป็นยุคที่คุณและผม ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเอง อย่างต่อเนื่อง
'คนที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ก็คือ คนที่เตรียมตัวเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเอง ..เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงครับ' 
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อคิด เพื่อคนทันสมัย ไม่ตกยุค



5 ข้อคิด เพื่อ คนทันสมัย ไม่ตกยุค

1. ‘ดีแล้วไม่มี ..ต้องถามทุกปี ว่าดีกว่านี้ทำยังไง’

2. ‘ความเสี่ยง จริงๆ มันไม่มี’ ...เพราะคนที่มองว่า อะไรเสี่ยงแปลว่า คุณแค่ไม่เข้าใจเรื่องนั้น หรือ เราแค่มีความรู้ไม่พอ ...อย่างการเล่นหุ้นที่คนส่วนใหญ่มองว่าโคตรเสี่ยง แต่ก็มีคนที่เข้าใจเขาบริหารเงินผ่านวิธีการออมในหุ้น วางเงินเหมือนเงินฝากธนาคาร ...รวยกว่า 10 เท่าเงินฝาก แค่มีความเข้าใจ 

3. ‘งานที่มั่นคง มันไม่มี’ ...งานอะไรที่มั่นคง แปลว่า งานนั้น สามารถเขียนโปรแกรม แล้วเอาหุ่นยนต์ เครื่องจักร มาทำแทนเราได้ .(งานที่มั่นคง จริงๆ คือ งานที่กำลังจะหายไป) ..งานที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้คือ งานที่ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ...มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นหุ่นยนต์ เราถูกสร้างให้ตรงข้ามกับหุ่นยนต์  

4. ‘ไม่มีเวลา แปลว่า ไม่สำคัญ’ ..คนส่วนใหญ่ไม่พัฒนา ไม่ศึกษา ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะอ้างว่า ไม่มีเวลา ...จริงๆ แล้ว คนที่พูดว่าไม่มีเวลา ก็คือ การพูดว่า ‘เรื่องนี้ไม่สำคัญ’ ...ถ้าอยากทำอะไร คุณจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

5. ‘ไม่มีเงิน แปลว่า ไม่อยากทำจริง’ ...เงินนี่จริงๆ มันไม่ได้จำกัดเหมือนเวลา เงินมีมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘วิชาเรียกเงิน หรือ ที่เราเรียกว่า ความรู้ นั่นแหละ !!’ ...คนรวย คือ คนที่สามารถเรียกเงินจากธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ ...คุณเห็นเจ้าสัวไหม เขาสามารถกู้เงินธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ บางทีตึกระฟ้าราคาเป็นพันล้าน เขาไม่ได้ใช้เงินตัวเองเลย ....สิ่งที่คนเหล่านี้มี ล้วนเกิดจากการฝึกวิชาเรียกเงิน

ทั้งหมดนี้ มันก็เริ่มจากการสร้างเครคิด สร้างความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองผ่านเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

อย่าเอาแต่ คิดหาข้ออ้าง ...เอาเวลาไปคิดหาวิธีดีกว่า ว่า ยุคที่โอกาสเปิด การเปลี่ยนแปลงรุนแรง เราจะออกแบบชีวิตของเราแบบจริงจัง เมื่อไหร่ ?

‘คนสำเร็จ เราก็เป็นได้ - ถ้าเอาจริง ที่จะเป็น!!’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

ไม่มีเงิน จะเริ่มทำธุรกิจ และ ลงทุนยังไง



‘ถ้ามีรุ่นน้อง เดินมาขอคำปรึกษาคุณว่า ...พี่ครับ ผมไม่เงิน แล้วผมจะเริ่มทำธุรกิจอย่างไร ? - คุณจะตอบเขาว่าอย่างไร’


ทุกครั้งที่ผมไปพูด เรื่องธุรกิจ ...ก็จะมีคำถามว่า ‘ผมไม่มีเงิน เริ่มไม่ได้ !!’


ทุกครั้งที่ผมไปพูด เรื่องการลงทุน ..ก็จะมีคำถามแบบเดียวกัน คือ ‘ผมไม่มีเงิน เริ่มลงทุนไม่ได้’


ผมถามจริงๆ ว่า ‘ที่คนพูดว่า ไม่เริ่มเพราะไม่มีเงิน จริงๆ เขาพูดแบบนั้น เพราะอะไร ?’


แน่นอน เขาคงไม่มีเงินจริงๆ อันนี้ ไม่แปลก เพราะ ถ้าใครมีเงินอยู่แล้ว จะมาทำธุรกิจหรือลงทุนให้เมื่อยทำไม ...ก็ทุกคนที่มาเริ่มทำธุรกิจ เริ่มลงทุน เขาทำเพราะไม่มีเงิน หรือ เงินไม่พอ เขาถึงกระโดดลงมาทำ 


ดังนั้น 


1. คนที่อยากทำธุรกิจ และ อยากลงทุน ..เพราะไม่มีเงินถึงเริ่มทำ ..ถ้ารวยแล้ว เขาไม่ต้องทำก็ได้ 


2. มีการทำธุรกิจหลายๆ อย่างที่ไม่ต้องเริ่มด้วยเงิน ...แค่เราออกแรง แก้ปัญหาอะไรบางอย่างให้คนอื่น ก็เริ่มหาเงินได้แล้ว ...พูดง่ายๆ ถ้าอยากรวยขึ้น อยากมีโอกาสมากขึ้น แค่ลุกขึ้นมา เสนอตัว ทำอะไรอะไรบางอย่าง แก้ปัญหาบางอย่าง ..เดี๋ยวจะเริ่มเห็นโอกาส


3. การลงทุน ไม่ต้องเริ่มจากเงิน ...แล้วเริ่มจากอะไร ? ...ตอบ เริ่มจากความรู้ครับ - ‘ถ้าคุณไปถามคนรวยว่า สมมุติไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้โรงงาน สูญเสียทุกอย่าง ...คุณคิดว่า คุณจะสามารถกลับมารวยเหมือนเดิม ได้หรือไม่?’ ...คำตอบ คือ ได้ !! ...ก็แปลว่า สิ่งที่ทำให้เขารวย ไม่ใช่บ้านที่เขามี รถที่เขาขับ โรงงานที่เขามี หรือ แม้แต่เงินที่เขามี ...เราสามารถเอาของทั้งหมดนี้ไปจากเขา สุดท้ายเขาก็สามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ใหม่ 


สรุป ‘ความรู้ และ ประสบการณ์’ คือ สิ่งที่สร้างคนรวย


- รู้อะไร ทำให้รวย ?


1. ‘รู้งี้’ ...ใครเจอ รู้งี้ มากๆ ก็แปลว่า ผิดพลาดเยอะ ...ชีวิตใครพลาดเยอะ แต่ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ ...ยังไงคนนั้นก็จะรวย


2. ‘รู้เบสิค’ ...ทุกเรื่องทำต้องเข้าใจพื้นฐานของมัน ...อยากจะทำอะไร หาความรู้ให้มากๆ หาให้มาที่สุด


3. ‘รู้เทคนิค’ ...เมื่อเราเริ่มทำอะไรสักพัก เราจะเริ่มจับทางได้ ตัวเทคนิคนี่แหละ คือ สิ่งที่ช่วยให้เราจับทางได้ 


4. ‘รู้เขา’ ...เมื่อรู้พื้นฐาน จับทิศทางได้ แปลว่า เราเข้าใจตลาด เข้าใจคนอื่น 


5. ‘รู้เรา’ ...สุดยอดความรู้ของการทำธุรกิจ และ การลงทุนคือ รู้จักตัวเอง 


ถ้าอยากทำอะไร อย่าหยุดที่ปัญหา ให้เดินเข้ามา ลองทำ แล้วจะเห็นทางเอง ...ไม่มีเงิน ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะเมื่อความรู้เราเพิ่ม เงินมันจะเพิ่มขึ้นเองอัตโนมัติ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ