แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หุ้น Deep Value จะค้นหาได้อย่างไร

‘หุ้น Deep Value จะค้นหาได้อย่างไร’

ทุกครั้งที่ตลาดจบรอบ หรือเกิดวิกฤต ...ทั้งหุ้นใหญ่และหุ้นเล็กจะราคาลงแรง จนบางครั้ง มันลงจนต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากๆ ...ทำให้คนที่ชอบความเสี่ยงต่ำสามารถหาหุ้นแบบนี้ไม่ยาก

ใช่!! หุ้น Deep Value อาจจะไม่ได้โตแบบบ้าคลั่ง แต่มันก็จะขึ้นมากพอจนทำให้เรารวยได้เลยทีเดียว  

อย่างตลาดหุ้นไทย เวลานี้ เราจะเห็นหุ้น Deep Value ค่อนข้างเยอะ ...ยังไงมาดูกัน

1. ‘หุ้น Deep Value คือ หุ้นที่ราคาลงมาใกล้ๆ Book หรือ ต่ำกว่า Book’ ..ตัว Book Value คือ ต้นทุนของเจ้าของ ...การที่หุ้นสามารถลงมาใกล้ๆ หรือ ต่ำกว่า Book ได้นั้น แปลว่า ตลาดต้องมีวิกฤต ...ซึ่งโควิดทำให้หาหุ้นแบบนี้ในตลาดหุ้นไทยได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว

2. ‘ธุรกิจต้องสามารถ ผ่านวิกฤต ไม่เจ๊ง’ ...อันนี้หลักๆ ดูที่หนี้ และ โอกาสในการเติบโตหลังจากนี้ ...ตัวที่หนี้เยอะ อาจจะเหนื่อยกว่าหุ้นที่หนี้น้อย ...แต่ที่สำคัญกว่า คือ ต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่า หลังจากนี้ สินค้าที่บริษัทนั้นๆ ทำ ต้องค่อยๆ ขายและทำกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ 

3. ‘เจ้าของและรายใหญ่ ต้องเก็บหุ้นเพิ่ม’ ...ดูแบบเบื้องต้น ก็คือ ราคาเริ่มหยุดลง ออกข้าง และ Volume ไม่เยอะ ...เพราะเราไม่ควรรับหุ้นที่ลงแรงพร้อม Volume เยอะ ...จุดนั้นแปลว่า แรงขายยังหนัก ก็อย่าเพิ่งรับมีด

4. ‘ธุรกิจลดต้นทุน กระชับงบ’ ...แน่นอน เวลาเกิดวิกฤตก็มักเป็นข้ออ้างที่ดีที่ธุรกิจจะสามารถลดต้นทุน เช่น ให้คนออก , ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ...ใครทำได้ดีกว่า ก็มีโอกาสรอดสูงกว่า ...พอวิกฤตผ่านไป การลดต้นทุนและกระชับงบ จะทำให้กำไรโตก้าวกระโดดได้

5. ‘ใช้วิกฤต เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ’ ...ถ้าจะซื้อคู่แข่ง ขยายธุรกิจ ก็ควรทำในเวลาที่ทุกอย่างยังดูเลวร้าย เพราะ ข้อแรก มันโชว์ว่า จริงๆ ธุรกิจนี้แข็งแกร่ง และ สอง ในวิกฤตสามารถซื้อของได้ราคาถูก

6. ‘ธุรกิจมี Business Model ที่ดี’ ...อันนี้ดูแบบคร่าวๆ จากอัตราการทำกำไรสุทธิ ...ถ้า Net Profit Margin สูงขึ้น หรือ สูงกว่าคู่แข่ง ก็แปลว่า เรามี Business Model ที่ดีกว่า เช่น บริษัทที่ขยายด้วยออนไลน์ ย่อมขยายง่ายกว่าบริษัทที่ขยายด้วยการเปิดสาขาในเวลานี้ 

7. ‘ธุรกิจต้องปรับตัวได้เร็ว’ ...สมัยก่อนธุรกิจใหญ่ ที่ผลิตเยอะ ต้นทุนจะต่ำกว่า แล้วไปขายราคาถูก ตัดราคาคู่แข่ง ...แต่กลยุทธ์แบบ Mass มันได้ตายไปแล้ว ...ทุกวันนี้ ของแพง แต่ดี มีตลาดชัด กลับดีกว่า ...ไม่ต้องใหญ่ แต่จับลูกค้าชัดเจน เป็นผู้นำในตลาดตัวเอง แจ๋วกว่าครับ ...ยิ่งถ้าเป็นเจ้าของแบรนด์เองยิ่งดี เพราะ เจ้าของแบรนด์คือคนที่เข้าใจลูกค้ามากสุดและกำไรดีสุดในห่วงโซ่ธุรกิจ

8. ‘เป็นธุรกิจที่เข้ากับกระแสคนรุ่นใหม่’ ...ทุกวันนี้ตลาดที่โตเร็ว และ มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น ตลาดคนรุ่นใหม่ ...เพราะ เป็นตลาดที่คนกล้าใช้เงินมากที่สุด ...ธุรกิจที่ดีต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่า พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปคืออะไร ? ...แต่ที่แน่ๆ เขาจะไม่ใช้ชีวิตแบบคนรุ่นก่อนแน่ๆ 

บางทีตรงข้ามไปเลย ...นี่แหละ คือ จุดที่ชี้ขาด วิสัยทัศน์เจ้าของธุรกิจครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมหุ้น Super Stock จึงไม่เคยเป็นหุ้นตัวเดิม

‘ทำไมหุ้น Super Stock จึงไม่ใช่หุ้นตัวเดิม’

หุ้น Super Stock ในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นที่สามารถขึ้นได้เกิน 10 เด้ง หรือ 1,000% ขึ้นไป ...พูดง่ายๆ ใครก็ตามที่ได้ซื้อแล้วทนถือหุ้นแบบนี้ในพอร์ต ต้องบอกว่า ชีวิตเปลี่ยน ...รวย !!

แต่โดยปกติ หุ้นจะขึ้นลง เป็น ‘รอบ’ ..แต่ละรอบ จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี ขาขึ้นอาจจะ 7 -8 ปี ขาลงสัก 2 ปี ....จากจุดต่ำสุด ไปถึงจุดสูงสุด โดยเฉลี่ย ถ้าเป็นหุ้นใหญ่ ก็จะขึ้นได้สัก 3 เด้ง ..ถ้าเป็น หุ้นเล็ก จะขึ้นได้สัก 5 เด้ง 

จากนั้นพอจบรอบ อย่างเช่นต้นปี 2020 หุ้นทุกตัวพอเจอวิกฤตใหญ่ ก็จะลงจากยอด ประมาณ 70% (ตัวเล็ก ก็มักจะลงลึกกว่านั้น) 

ในส่วนหุ้น Super Stock มันจะขึ้นมากกว่า ‘รอบปกติ’ และ ก็ลงจบรอบ น้อยกว่าปกติ ...แต่หลังจากที่จบรอบ แล้วขึ้นมาใหม่ หุ้นตัวนั้นจะไม่กลายเป็น Super Stock แล้ว !!

ใช่!! พอตลาดเริ่มดีขึ้น หุ้นก็จะค่อยๆ กลับไปที่จุดสูงสุดเดิม ...แต่เราจะหวังให้หุ้นตัวเดิมนี้ ขึ้นไปแรงๆ แบบที่ผ่านมา มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ 

มาดูกันว่า ทำไม

1. ‘หุ้นที่ทำให้คนอื่นรวยมหาศาลไปแล้ว จะไม่ทำให้เรารวย’ ...อันนี้เป็นความพลาดของนักลงทุนมือใหม่ ที่พยายามไปหาว่า เซียนหุ้นเขาเล่นหุ้นอะไร จะได้ซื้อตาม ...แต่ลืมไปว่า หุ้นที่ทำให้คนๆ นึงเป็นเซียนหุ้น ก็แปลว่า มันขึ้นแบบรุนแรงมาก่อนแล้ว ...พอเราซื้อมันก็อาจจะเป็นหุ้นที่ดีนะ แต่มันจะไม่ดีแบบเปลี่ยนชีวิตเรา

2. ‘หุ้นที่ขึ้นแบบ Super Stock แสดงว่า มันอยู่ในจุดที่ธุรกิจและผลกำไรก็เป็น Super Cycle เช่นกัน’ ...ยกตัวอย่าง ในอดีตหุ้นเดินเรือ ก็เคยเป็น Super Stock เพราะ ในช่วงเวลานั้น โลกเข้าสู่เศรษฐกิจขาขึ้นในรอบใหญ่ ประกอบกับ จำนวนเรือมันมีไม่พอกับความต้องการ ...ก็ทำให้หุ้นขึ้นแบบบ้าคลั่ง แต่หลังจากที่มันจบรอบ หุ้นนี้ก็ยากที่จะกลับมาเป็น Super Stock ได้อีก

3. ‘หุ้นที่เป็นแบบ Super Stock ต้องมีทั้งเจ้าของที่ไม่ขาย และ นักลงทุนรายใหญ่ที่กล้าถือ’ ...อย่างที่เรารู้ว่า หุ้นขึ้นลงตาม Demand/Supply หรือ แรงซื้อ แรงขาย ....หุ้นใดก็ตามที่หุ้นจะขึ้นแบบไม่ลืมหูลืมตา ต้องเป็นหุ้นที่ทั้งเจ้าของและรายใหญ่เชื่อมั่นแบบไม่ลืมหูลืมตาเช่นกัน ....อย่างในต่างประเทศเวลานี้ เราเห็นชัดๆ อย่าง หุ้น Amazon , Tesla , apple ก็กำลังอยู่ในภาวะแบบนี้ (แต่น่าจะอยู่ในช่วงปลายของรอบ Super Cycle แล้ว) ....วันใดก็ตาม ที่เจ้าของ และ รายใหญ่ เริ่มทำกำไร ขายจริงจัง ...หุ้นก็จะจบรอบ ลงแรงนั่นเอง

4. ‘ตลาดต้องมีสภาพคล่องที่สูง จึงจะมี Super Stock ได้’ ...อย่างที่เรารู้กันว่า หุ้นแบบ Super Stock จะมี P/E ที่สูงตลอดเวลา ปันผลก็ต่ำ ...ดังนั้น นักลงทุนแบบ VI มักจะไม่ค่อยชอบหุ้นแบบนี้ ...การที่จะมีเม็ดเงินมหาศาล เข้ามาซื้อหุ้นใหไปแพงสุดๆได้ ตลาดหุ้นต้องมีสภาพคล่องที่ล้น ...อย่างเช่น ช่วงปี 2008 ที่มีการทำ QE หรือ อย่างหลัง โควิด ที่ทุกประเทศพร้อมใจกันอัดสภาพคล่อง 

5. ‘ต้องมีรายย่อยจำนวนมาก ที่เข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้’ ...นอกจากเจ้าของ รายใหญ่ และ กองทุนแล้ว ...รายย่อย ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้หุ้นตัวนึงกลายเป็น Super Stock ได้ ...เพราะรายใหญ่ มักซื้อตอนแพงให้ไปแพงอีก ...แต่รายย่อยจะมารับตอนที่ย่อ ...พอหุ้นหยุดปรับฐาน ...รายใหญ่ก็มารับไม้ต่อ ...พูดง่ายๆ ตบมือข้างเดียวไม่เคยดัง ....ต้องมีการสอดประสาน ทั้ง 2 ด้าน ...แพงก็ลาก ด้วยรายใหญ่  ..ถูกก็รับไม่ลง ด้วยรายย่อย ...ทำให้แม้ราคาหุ้นจะปรับฐานระหว่างทาง แต่ก็ทำ New High ขึ้นไปได้เรื่อยๆ

6. ‘รอบนี้ ต้องมองหุ้นตัวเล็ก’ ...แต่ละรอบ มันไม่เหมือนกัน ...ตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ก็ต่างกัน ...ถ้ามามองในประเทศไทยหลังโควิด จะพบว่า เราไม่ได้มีหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างหุ้น Tech Stock ในอเมริกา ...ธุรกิจส่วนใหญ่ในบ้านเรา ขึ้นลง ตามเศรษฐกิจโลก ...ก็อย่างที่เราต่างรู้ว่า รอบนี้เศรษฐกิจจริงๆ ยังไม่กลับมา ...ทำให้หุ้นตัวใหญ่ยากที่จะทำให้ยอดขายและกำไร เติบโตหลายๆ เท่าตัว อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆ ปีได้ ....เวลานี้หุ้นตัวเล็ก จึงมีเสน่ห์มากกว่า ต้องค้นหาธุรกิจเล็ก ที่จะสามารถสร้างทั้งยอดขาย และกำไร เติบโตต่อเนื่องหลายๆ ปีนั่นเอง

ใช่!! ไม่ง่ายเลย ...เพราะ หุ้นตัวเล็กผันผวนกว่า ตัวใหญ่ ....ดังนั้น การกระจายความเสี่ยง และ คุมความเสี่ยงของเราให้ดี จึงเป็นหัวใจในการเติบโตกับ Super Stock ในรอบนี้ครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมในการลงทุนในหุ้น ...แนะนำ ให้เข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ...สอนมือใหม่ ตั้งแต่ อ่านงบ เลือกหุ้น ..สอนกราฟ ดูจังหวะ ..สอนเครื่องมือ Trade Master ช่วยให้การซื้อขายหุ้นง่ายขึ้น

ค่าเรียน 999 บาท ตลอดโครงการ 

เรียนออนไลน์ทั้งหมด พร้อมฝึกปฏิบัติ เป็นเวลา 1 เดือน (สามารถดูย้อนหลังได้ตลอด) 

สนใจสมัครหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรนี้เพิ่มเติม คลิกที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น

มาเรียนรู้ด้วยกันนะครับ ..จัดไป !!

4 วิธีเจ็บหนักหุ้นยังไง ให้จำจนตาย

4 วิธี เจ็บหนักหุ้นอย่างไร ให้จำจนตาย

‘สมัยที่ผมเริ่มเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆ ...มีคนบอกผมว่า ถ้ายังไม่เคยติดหุ้น แปลว่า ยังไม่รู้จักตลาดหุ้น!!’

1. ‘ซื้อหุ้นเด็ด ตามเพื่อนบอก’ ...ส่วนใหญ่เพื่อนจะบอก ตอนที่มันเข้ามานานแล้ว ราคาขึ้นไปมากแล้ว ...เอาง่ายๆ จุดที่เพื่อนเข้ากับจุดที่บอกเรามันคนละราคา ...พอหุ้นเปลี่ยนทิศทางจากขึ้นเป็นลง ก็นั่นแหละ ‘ซวยละกรู !!’ 

2. ‘ซื้อหุ้นตาม inside’ ...มันดูดีจัง ที่เราสามารถรู้จักเจ้าของ เจ้ามือ รายใหญ่ ...แต่เกมนี้ไม่เคยจบสวยสำหรับเรา เพราะ สุดท้ายเราคือคนที่รู้ช้าที่สุด ...’รู้จักอ่ะเรื่องนึง แต่เรารู้ช้าสุดนั่นแหละ หนักสุดครับ!!’ 

3. ‘ซื้อหุ้นตามบทวิเคราะห์’ ...ทุกโบรคมีบทวิเคราะห์ครับ ...ทุกโบรคก็มีแนะนำหุ้นเด็ด ..แนะนำแม้กระทั่ง จุดที่ซื้อและ จุดที่ขาย ....มีนักลงทุนมือใหม่ ถามผมว่า ถ้าเขาซื้อขายเป๊ะๆ ตามที่บทวิเคราะห์แนะนำจะรวยไหม ? ...ผมก็บอกว่า ‘อาจจะ’ ...เพราะ ถ้ามันรวยชัวร์ๆ แบบ 100% เขาไม่มานั่งบอกเราหรอก ‘ซื้อเอง จัดเต็มดิครับ’ ...ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ คือ ‘ข้อมูล+สถิติ’ ที่เหลือเราต้องบริหารความเสี่ยงเอง ...เชื่อ 100% ติดดอยมาไม่รู้กี่เม่าละ

4. ‘ซื้อหุ้นร้อน แต่ดันไปพักร้อน’ ...ถ้าเราเล่นตามหุ้นเด็ดที่ขึ้นร้อนแรง ต้องเฝ้าครับ ...มือใหม่จะชิว เห็นขึ้นแรง บางทีไปพักร้อน ปิดจอ ...พอเปิดจอมาอีกที ติดดอยลึกสุดใจ ซวยละ !! ...แต่ข้อนี้เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องมือช่วยได้ อย่าง TradeMaster ของบัวหลวง สาทารถตั้งจุด Stop Loss และ Let Profit Run ในหุ้นแบบอัตโนมัติเลย ไม่ต้องเฝ้า 

(ใครสนใจเรียนรู้ สามารถเข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ได้ครับ 

...เรียนออนไลน์ทั้งหมด ฝึกเทรดโปรแกรมจริงตลอด 1 เดือน พร้อมการเรียนรู้ พื้นฐานและกราฟ พร้อมคำแนะนำ 

...ค่าใช้จ่ายในการร่วมโครงการนี้เพียง 999 บาท 

...สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น ...ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครคลิก www.bualuang.co.th/thestockmaster)

ก็อยากให้มาเรียนรู้ด้วยกัน สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ติดดอยหุ้น นะครับ !!

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563

8 สิ่งที่ต้องเข้าใจ ในการถือหุ้น

8 สิ่งที่ต้องเข้าใจในการถือหุ้น

‘ถือหุ้น’ ...ก็แค่ซื้อหุ้นแล้วถือไป มันยากตรงไหน ?

มาดูกัน

1. ‘หุ้นสามารถราคาขึ้นลงได้เกิน 50%’ ...อันนี้รวมถึงหุ้นพื้นฐานดี หุ้นปันผล ...ราคาก็สามารถแกว่งขึ้นลงได้เกิน 50% ...แปลว่า ถ้าเราคิดจะถือหุ้นแล้วกินปันผลสบายๆ ต้องเข้าใจด้วยว่า ในเวลาที่ตลาดมีข่าวร้าย มีวิกฤต พอร์ตเราอาจติดลบ 50% เลยก็ได้ ...แต่ถ้าเราอยากได้ปันผลแบบสบายๆ ก็ต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดี 

2. ‘การถือหุ้นยาวๆ มักได้ผลตอบแทนหลายเท่าตัว’ ...ถ้าเรามองแค่ข้อ 1 เราคงคิดว่า ‘งั้นฉันจะถือหุ้นทำไม ..ก็ขายตอนมันขึ้น แล้วมาช้อนซื้อตอนมันลง ไม่ดีกว่าหรือ?’ ...แต่ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าเราต้องมานั่งเฝ้าจับจังหวะ ขึ้น หรือ ลง ...มันก็ไม่ใช่ Passive Income แบบสบายๆ ไงล่ะ 

...ใช่!! เราไม่สามารถสบายและทำกำไรสูงสุดในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายการถือหุ้นดี ก็ยังคงให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงมากๆ อยู่ดี

3. ‘การทยอยซื้ออย่างเดียว ง่ายกว่าพยายามซื้อให้ต่ำ และขายให้สูง’ ...มีหลายคนถามผมว่า ในเมื่อพี่แพ้ทรู้ว่า ตรงนี้หุ้นแพง ทำไมไม่ขายไปก่อน แล้วมารับตอนหุ้นถูก ? ...ก็นั่นแหละครับ เราอาจจะรู้ว่า ตอนไหนหุ้นแพง แต่หลายๆ ครั้งที่หุ้นแพง ราคามันก็ยังวิ่งไปต่ออีกหลายเด้งเลยก็ได้ ...นั่นเป็นคำตอบที่ว่า การที่เราดีใจที่ได้ขายแพง จริงๆ อาจเป็นการขายหมูครั้งใหญ่เลยก็ได้

4. ‘ผมจึงเลือกวิธีออมในหุ้น’ ก็คือ ทยอยซื้อเมื่อหุ้นถูก แล้วพยายามไม่ขายเลย (ถึงขายก็เป็นสัดส่วนที่น้อย) ...เพราะ สุดท้ายหุ้นที่ขึ้น มันจะชดเชยหุ้นที่ลงอยู่แล้วในระยะยาว ...คิดง่ายๆ สมมุติซื้อหุ้น 100,000 บาท ถ้ามันขึ้น มันอาจกลายเป็น 1 ล้านก็ได้ ...แต่ถ้ามันลง เราเสียหายสูงสุดก็คือ 1 แสน ...การออมหุ้นจึง ปิดประตูความเสี่ยง แต่เปิดโอกาสกำไรให้สูงที่สุดนั่นเอง

5. ‘ทำไมถึงต้องกล้าซื้อหุ้นดีในเวลาวิกฤต’ ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเรามัวแต่รอว่า อยากซื้อหุ้นในราคาต่ำที่สุด ...สุดท้ายเราอาจจะไม่ได้ซื้อหุ้นเลย ...เพราะ การทยอยซื้อในจุดที่ราคาหุ้นต่ำ มันง่ายกว่า การพยายามหาจุดต่ำที่สุด ...’ขอให้เลือกหุ้นดี มีข่าวร้ายก็ทยอยรับไป ในความเสี่ยงที่เราจำกัดไว้ ...หลังจากนั้น ก็แค่ ถือทนๆ รอรวย แค่นั้นเอง’

6. ‘ถ้าเป้าหมายคือ เอากำไรเร็วๆ ให้เทรด แต่ถ้าเป้าหมายคือ อิสรภาพทางการเงินให้ถือ’ ...เรื่องนี้ เถียงกันไม่เคยจบ ระหว่าง คนเทรดหุ้น กับ คนถือออมหุ้น ...สรุป ง่ายๆ คือ เอาเป้าหมายเราเป็นหลัก แล้วค่อยๆ ทำไป ...เดี๋ยววันนึงมันก็จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้

7. ‘เราต้องเลือกหุ้น ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเราด้วย’ ...ถ้าเราจะถือยาว ก็ต้องซื้อหุ้นที่ราคาถูก มีเงินปันผลสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เลือกหุ้นที่ Deep Value เยอะๆ เพราะ หุ้นเหล่านี้เหมาะกับการถือยาว ...แต่ถ้าเราไปซื้อหุ้นเติบโต ที่ P/E ปันผลต่ำ บางครั้งมันก็ไม่เหมาะที่เราจะถือยาวๆ 

8. ‘การถือหุ้นยาว ต้องกระจายความเสี่ยง’ ...หลายคนถามว่า เขาอยากเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ตัวเดียวแล้วถือแบบเน้นๆ จะดีไหม ? ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเรามีหุ้นน้อยตัวเกินไป พอร์ตเราจะแกว่งเยอะไป จนเราทนไม่ไหว ...การมีหุ้นที่มากพอ ทำให้เราถือหุ้นได้ง่ายกว่า ‘ทนรวยได้เยอะกว่านั่นเอง’

ก็ลองไปปรับใช้ในการถือหุ้นระยะยาวกันดูนะครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมในการลงทุนในหุ้น ...แนะนำ ให้เข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ...สอนมือใหม่ ตั้งแต่ อ่านงบ เลือกหุ้น ..สอนกราฟ ดูจังหวะ ..สอนเครื่องมือ Trade Master ช่วยให้การซื้อขายหุ้นง่ายขึ้น

ค่าเรียน 999 บาท ตลอดโครงการ 

เรียนออนไลน์ทั้งหมด พร้อมฝึกปฏิบัติ เป็นเวลา 1 เดือน (สามารถดูย้อนหลังได้ตลอด) 

สนใจสมัครหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรนี้เพิ่มเติม คลิกที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น

มาเรียนรู้ด้วยกันนะครับ ..จัดไป !!

8 ข้อคิด การเงินที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากอ่าน

8 ข้อคิด การเงินที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากอ่าน

เดี๋ยวนี้เวลาพูดคุยมุมมองทางการเงินกับคนรุ่นใหม่ ผมแปลกใจมาก ..เขาคิดแทบจะตรงข้ามกับคนรุ่นก่อนเลย 

บางอย่างก็ดีนะ ..โตเร็ว ดูดี ..แต่บางอย่าง ก็ต้องระวัง !!

1. ‘ยอดขาย สำคัญกว่ากำไร จริงหรือ’ ...ทุกวันนี้ธุรกิจรุ่นใหม่ คุยแต่ ยอดขายโต ...ไม่สนกำไร ...บางทีใช้ฟรีเลย ...ก็ได้นะ ถ้าคุณเป็นบริษัทระดับโลก ที่เงินทุนไม่จำกัด ...แต่ถ้าคุณทำธุรกิจในประเทศไทย ผมว่า กำไร สำคัญกว่าการโตเร็วๆ 

2. ‘เงินจากนักลงทุน มีราคาถูก’ ...เอาตรงๆ นะ เงินทุนที่แพงที่สุดในระยะยาว คือ เงินจากนักลงทุน ...ลูกค้าซื้อของเรา ถ้าพอใจก็จบ ...ธนาคารเราคืนเงินกู้ก็จบ ...แต่นักลงทุน เขาต้องการให้เราทำกำไรให้เงินที่เขาลงทุน ซึ่งมันไม่เคยจบนะ ...เจ้าของธุรกิจต้องคิดว่า เงินนักลงทุนก็เสมือนเงินของตัวเอง ..ต้องรับผิดชอบ ต้องทำให้มันโต ถึงจะจบสวยจริง

3. ‘ถ้าเราอยากรวย ต้องทำให้เราดูรวยก่อน’ ...เฮ้ย!! อันนี้โคตรอันตราย ...ภาษิตโบราณที่ยังใช้ได้ตลอดคือ ‘ถ้าวันนี้ยังไม่รวย แต่ใช้ชีวิตแบบคนรวย จะไม่มีวันรวย ...แต่ถ้าวันนี้ยังไม่จน แต่ใช้ชีวิตแบบคนจน จะไม่มีทางจน’ 

4. ‘คนรุ่นใหม่ ต้อง Multitasks เก่งรอบด้าน’ ...แต่จริงๆแล้ว ...’งานที่ทำไม่เสร็จ มันก็เหมือนไม่ได้ทำ’ ...คนรุ่นใหม่ มักจับหลายๆ อย่างพร้อมกัน จนทำไม่เสร็จสักอย่าง ...จริงๆ ทำให้เสร็จทีละอย่าง แล้วค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนา อาจไปได้เร็วและไกลกว่า

5. ‘คนที่เก่ง มันเจ๊งมาแล้วทุกคน’ ...อันนี้การันตีว่าจริง !! ....ทุกความสำเร็จ มันต้องผ่านความผิดพลาด บาดแผล ...ถ้าเร่ไม่เคยเจ๊ง ต้องทำความเข้าใจข้อนี้ให้ดี ...เพราะ มันต้องมี วันที่ฉันพลาด ...ผ่านแล้วทุกข์ เจ็บโคตรๆ ...แต่หลังจากนั้นจะดี

6. ‘เพื่อนเยอะๆ ดีต่อธุรกิจ จริงหรือ’ ...คนรุ่นใหม่จะชอบสร้างคอนเน็คชั่น ไปเรียนหลักสูตรอะไรมากมาย ...มันก็ดีนะ แต่ถ้ามากเกินไป มันเริ่มไม่มีประโยชน์ ...คนอยากคบเรา เพราะ เราทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเขา ...เพื่อนไม่เยอะมาก แต่มีคุณภาพ มันต่อยอดได้ดีกว่า

7. ‘ธุรกิจเราต้องโตระดับโลก’ ...คนรุ่นใหม่มักจะพูดว่า ฉันจะเปลี่ยนโลก ...แต่เอาตรงๆ นะ คนที่คิดเปลี่ยนโลก ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจตัวเอง ...ใช่!! ถ้าทำธุรกิจเปลี่ยนโลกได้จริง มันรวยมหาศาล ...แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เราต้องเริ่มจากเข้าใจตัวเองก่อน ...เพราะ ความสุขมันเริ่มจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว ...การเข้าใจในจุดแข็งของตัวเอง จากนั้น ก็ใช้จุดนั้นต่อยอด สร้างมูลค่า ...ครับ ใช่!! เปลี่ยนตัวเองก่อน พอเข้าใจตัวเอง เดี๋ยวโลกของเรา มันจะเปลี่ยนตามเอง

8. ‘ลงทุนไปก่อน เดี๋ยวมันดีเอง’ ...เราได้ยินคำว่า Burn rate คือ ลงทุนไปก่อน เดี๋ยวค่อยทำกำไรทีหลัง ...คิดแบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว เพราะ 

หนึ่ง ลูกค้าคนละกลุ่ม เช่น คนที่เล่นฟรี กับคนที่เสียเงินซื้อ มันคนละกลุ่มเลยนะ 

สอง ตลาดคุณขยายได้จริงหรือ ...ธุรกิจที่ทำในอเมริกา หรือ จีน มันโตได้ระดับโลก และ ส่วนมากเขาไปทำกำไร เมื่อคุมตลาดโลกได้แล้ว ...แต่ธุรกิจในบ้านเรา เอาแค่ตลาดไทยยังยากเลย ...กรุงเทพแบบนึง ...ต่างจังหวัดนี่อีกแบบเลย ..ประเทศอื่นนี่ครละตำราเลย

ใช่!! เราเห็นคนระดับโลก เราเรียนรู้จากเขาได้ ...แต่เราต้อง Localized ให้เป็น ..คิดระดับโลกได้ แต่มันต้องเริ่มระดับชุมชนให้เป็น

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 ข้อคิด นักธุรกิจรุ่นใหม่ ในยุคตอกฝาโลง

10 ข้อคิด นักธุรกิจรุ่นใหม่ ในยุคตอกฝาโลง

การทำธุรกิจยุคนี้ เปลี่ยนไปจริงๆ ..ตั้งแต่มี Online Disruption สั่นสะท้านทุกอุตสาหกรรม มาจน โควิด ก็ได้ ‘ตอกฝาโลง’ วิธีทำธุรกิจในรูปแบบเดิมเรียบร้อย 

นี่คือ สิ่งที่ต้อง เตรียมรับมือ สำหรับการก้าวไปข้างหน้า ของคนรุ่นใหม่

1. ‘พนักงานเยอะ สู่พนักงานเก่ง’ ...ธุรกิจสมัยก่อนเน้นจำนวน ใครพนักงานเยอะ แปลว่า ยิ่งใหญ่ ...แต่ปัญหาคือ พนักงานเยอะ ยิ่งจ่ายเงินพนักงานได้ต่ำ ซึ่งไม่ดึงดูดคนเก่ง ...ยุคนี้ ต้อง ‘คนน้อย แต่จ่ายเยอะ’ ถึงจะดึงดูดคนเก่งให้มาร่วมงานได้

2. ‘ออฟฟิศเล็ก แบบมีคุณภาพ’ ...แต่ก่อนใครออฟฟิศใหญ่ มันเท่ห์ ...แต่เดี๋ยวนี้ มันต้อง เล็กแต่ชิ๊ค ...สถานที่ทำงานต้องตอบโจทย์ ประสิทธิภาพของการทำงาน ...นักธุรกิจรุ่นใหม่ ต้องออกแบบ ตั้งแต่วันแรก ...งานไหนทำที่บ้านได้ ต้องออกแบบให้ทำที่บ้าน ...อย่ามาเสียค่าเช่า ค่าไฟ ค่าต่างๆ ...การดูแลลูกค้าดี ไม่จำเป็นที่ออฟฟิศต้องหรู ...บางธุรกิจอาจมีแต่ Call Center ที่บริการถึงใจ ก็ตอบโจทย์แล้ว 

3. ‘เปลี่ยนหนี้เป็นทุน’ ..ธุรกิจสมัยก่อนมีแต่ธนาคารที่เป็นแหล่งเงินกู้หลัก ...แต่ธุรกิจเดี๋ยวนี้ สามารถหาเงินทุนในรูปแบบที่หลากหลาย ...ระดมทุนก็ได้ , ออกหุ้นกู้ก็ได้ ...ต้องหาเงินทุนให้เหมาะกับธุรกิจ ...เช่น ธุรกิจรายได้สม่ำเสมอ อาจกู้เยอะได้ ...แต่ถ้ารายได้ผันผวน ใช้ระดมทุนอาจดีกว่า

4. ‘อยู่ใกล้ลูกค้าให้มากที่สุด’ ...ทุกวันนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องมีโรงงานก็ได้ สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เราต้องอยู่ใกล้ลูกค้า ...เช่น เป็นเจ้าของแบรนด์ ...เน้นการเข้าใจลูกค้า และ สื่อสารกับลูกค้าต่อเนื่อง แบบใกล้ชิด 

5. ‘เมื่อพร้อมต้องเสี่ยง’ ...ทุกวันนี้ไม่มีโอกาสที่ไม่มีความเสี่ยง ...วันไหนที่เราการเงินพร้อม เราต้องลุย ต้องกล้าเสี่ยง ...แต่ถ้าไม่รู้จะขยายอะไร ให้ปันผลเยอะๆ หรือ ซื้อหุ้นคืน ...เพราะ สุดท้ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ดี จะสะท้อนอนาคตที่ดีในที่สุด

6. ‘เป็นที่หนึ่ง ในจุดของเรา’ ...ไม่ว่าอยู่ในธุรกิจใด ก็ควรเป็นที่หนึ่งในจุดเล็กๆ ของเรา ...ถ้าเงินทุนพร้อม เราก็สามารถควบรวมกิจการเพื่อโตได้ 

7. ‘ดันคนเก่ง ให้ไกลตัว’ ...ถ้าเรามีลูกน้องเก่ง ต้องดันให้เขาโต ...ให้เสนอความคิด ให้ทดลองสิ่งใหม่ ...แตกธุรกิจออกไป ...เราคุมแค่ ‘เงินทุน’ ก็คุมความเสี่ยงเพียงพอแล้ว

8. ‘ควบคุมสินค้าคงคลัง’ ...ยุคนี้ investory ยิ่งมาก ยิ่งเสี่ยง ...เพราะ หากธุรกิจเปลี่ยน เราจะปรับตัวไม่ทัน 

9. ‘ใช้ออนไลน์ให้มากที่สุด’ ...เรื่องนี้ทุกคนรู้ แต่เวลาปฏิบัติจริง ไม่ค่อยทำ ...ออนไลน์เป็นเรื่องของการ ‘ทำไปเรียนไป’ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงในธุรกิจออนไลน์ ...ถ้าอยากรู้ว่า เราทำตรงนี้ได้ดี แปลว่า ธุรกิจเราต้องกำไรสูง 

10. ‘นวัตกรรมคือ การนำสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน ให้มาใช้ร่วมกัน’ ...เอาคอมมาผสมกับกล้องถ่ายรูป มาผสมกับวิทยุ มาผสมกับทีวี มันก็กลายเป็น Smart Phone ...ดังนั้น การสร้างนวัตกรรม ต้องเกิดจากการรวมตัวของสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้ลูกค้า

เวลาผมเลือกหุ้น หรือ ลงทุนในธุรกิจไหน ก็ต้องเอา check list เหล่านี้มาดู จะได้รู้ว่า ‘ธุรกิจนี้ มัน In หรือ มัน Out !!’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ทำไมหุ้นยอดฮิต ถึงไม่น่าซื้อ

 ‘ซื้อสิ่งที่ฮิต ทำไมใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้น’

โดยปกติ อะไรที่ฮิต เราก็อยากซื้อบ้าง อยากลอง ...บางทีไปต่อแถว เข้าคิวซื้อกันเลยทีเดียว

แต่!! สำหรับหุ้น เราทำแบบนั้นอาจซวยได้เลย 

1. ‘หุ้นที่คนอยากซื้อเยอะๆ ราคาย่อมแพง’ ...ราคาหุ้นขึ้นกับ คนซื้อ กับ คนขาย ...ถ้าคนต้องการซื้อเยอะ คนขายก็อาจชะลอการขาย รอให้ราคาสูงขึ้น หรือ ไม่ยอมขาย ...คนซื้อก็ต้องเสนอซื้อแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ...จนต้องยอมซื้อแพงมากๆ

2. ‘อะไรที่ฮิต จะเต็มไปด้วยมือสมัครเล่น’ ...ก็หุ้นมันขึ้นแล้ว ก็เลยซื้อตาม เดี๋ยวตกรถ ...ส่วนใหญ่เวลาแห่ซื้อตาม หุ้นกำลังขึ้น ก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก ซื้อตามๆ กันไป ...ภาวะแบบนี้ ทำให้หลายๆครั้ง หุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐานมากๆ 

3. ‘มืออาชีพ มักอยู่ในหุ้นที่ตลาดยังไม่สนใจ’ ...การจะซื้อหุ้นได้ตั้งแต่ต้นรอบ มักต้องซื้อตั้งแต่ มีแต่ข่าวร้าย ตลาดยังไม่สนใจ หรือ แม้กระทั่งต้องซื้อตั้งแต่บริษัทยังขาดทุนอยู่เลย ...ตรงนี้แหละที่ประสบการณ์และ ความมืออาชีพต้องใช้เยอะ 

4. ‘ทุกสิ่งที่มีราคา ย่อมมีรอบเสมอ’ ...ใช่!! ทุกสิ่งที่มีการซื้อขาย มันมี รอบ มี Cycle ...เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปเสมอ ...ก่อนซื้อทุกครั้งต้องคิดให้หนักว่า จุดที่เราซื้อ อยู่ตรงไหนของรอบ ...ส่วนใหญ่หุ้นยอดฮิต มักซื้อกันตอน ตั้งอยู่ เตรียมดับ นั่นแหละ 

5. ‘ถ้าอยากซื้อ เพราะมันกำลังขึ้น มีเครื่องมืออะไร คุมความเสี่ยงให้เราได้ไหม ?’ 

‘มีครับ!!’ ...นี่เลย Trade Master ของบัวหลวง ...เราใช้ ซื้อ-ขายหุ้น แทนโปรแกรม Streaming ได้เลย ...ข้อดีคือ Trade Master สามารถ ทั้ง Stop Loss อัตโนมัติ และ Let Profit Run อัตโนมัติได้เลย

ใช่!! ‘อัตโนมัติ’ เพราะ เรา ตั้งไว้ล่วงหน้าได้เลย ว่า
- จะซื้อหุ้นตรงไหน 
- ซื้อแล้ว เรายอมเสี่ยงกี่% ตั้งไว้ได้เลย (ไม่ต้องมานั่งเฝ้า ถ้าหุ้นลง มัน Stop Loss อัตโนมัติ คุมความเสียหายให้เราตามที่ตั้งเลย)
- ส่วนหุ้นที่ขึ้น มันก็เฝ้าอัตโนมัติได้ว่า Let Profit Run ที่กี่% ...ดังนั้น ตราบใดที่หุ้นยังขึ้นต่อ มันก็ถือไป ...แต่ถ้าหุ้นเริ่มลง มันก็จะ ขายทำกำไรให้เราอัตโนมัติ ไม่มีติดหุ้น

ใครสนใจเรียน ความรู้ดีๆ สำหรับมือใหม่ รวมทั้งเรียนและฝึกใช้จริงกับ Trade Master สามารถ สมัครเรียน The Stock Master ได้เลยครับ 

‘เรียนออนไลน์ ฝึกเทรดจริง ดูย้อนหลังก็ได้ ...ทั้งหมดนี้ ค่าเรียนเพียง 999 บาท เท่านั้น’

สนใจสมัคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก
www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 12 สิงหา เท่านั้น ...จัดไป!!

3 จุดใหญ่ ที่มือใหม่ ต้องระวัง

‘3 จุดใหญ่ ..กับดักมือใหม่ ที่ใครๆ ก็โดน’

มันมี 3 จุดใหญ่ๆ ที่มือใหม่หุ้น ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาอะไร ...มาดูกัน จะได้ระวัง 

1. ‘ชอบซื้อหุ้นแพง แล้วติดดอย’ ...เพราะ หุ้นที่มีคนเชียร์ อยู่ในกระแส มักจะแพง 

...ข้อสังเกต คือ P/E ค่อนข้างสูง และ หุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว 

...ทางแก้ อาจใช้เครื่องมืออย่าง Trade Master ของบัวหลวง แทน Streaming แล้วตั้ง Trailing Stop อัตโนมัติเลย ...แค่นี้ก็ไม่มีทางติดดอยแล้วครับ

2. ‘หุ้นถูกไม่กล้าซื้อ’ ...เพราะ มีแต่ข่าวร้าย ทุกคนพูดว่าไม่ดี พื้นฐานก็ยังไม่ดี

...ข้อสังเกต คือ หุ้นลงมาจากยอดค่อนข้างเยอะ ประมาณ 50-70% แล้ว มีแต่ข่าวร้าย แต่ราคามันเริ่มหยุดลง !!

...ทางแก้ ...อาการที่ข่าวร้าย ไม่มีใครเชียร์ แต่ราคาหยุดลง อันนี้ดี เพราะแปลว่า แรงขายหมด ...ถ้าแรงขายหมด จุดนั้น อาจจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบก็ได้ ...วิธีแก้ง่ายๆ คือ ใช้ Trade Master เหมือนกัน แต่คราวนี้ ตั้ง Trailing Stop ล่วงหน้าเลย 

เอาง่ายๆ ว่า พอซื้อปั๊บ ก็ให้ โปรแกรมมันเฝ้าหุ้นให้เราเลย ...ถ้ามันขึ้นก็จะ Let Profit Run ไปเรื่อยๆ ...แต่ถ้ามันลงต่อก็ขาย Stop Loss จำกัดความเสียหายออกไปก่อน

3. ‘เวลาหุ้นขึ้นได้กำไรน้อย เวลาลงเสียหนัก’ ...เพราะ โดยธรรมชาติ เวลาที่หุ้นเริ่มขึ้น ต้นรอบ มันยังมีแต่ข่าวร้าย เราก็เลยซื้อน้อย ...เวลากำไรเลยได้น้อย ...แต่พอหุ้นมันขึ้นไปเยอะๆ แล้ว ปลายๆ รอบ มันมีแต่ข่าวดี มีแต่คนเชียร์ ...คราวนี้เราก็คึก จัดเต็ม ทุ่มสุดตัว ...พอหุ้นลงหนัก จบรอบ ก็เลยขาดทุนจากเงินเยอะ

ข้อสังเกต ...ให้พยายามดูตัวเราเอง ...ถ้าเรารู้สึกว่าช่วงไหนอยากซื้อหุ้น แปลว่า เราต้องระวังให้มาก ...แต่ถ้าช่วงไหน เรากลัว คนอื่นก็กลัว ...อาจต้องกัดฟันซื้อ เพราะ แปลว่า หุ้นถูก

ทางแก้ ...ศึกษาเรื่อง ‘รอบ’ อ่านพื้นฐาน และ ดูกราฟ ให้เป็น ก็จะช่วยได้ครับ ...สำหรับมือใหม่ สามารถเริ่มศึกษากับโครงการ The Stock Master ได้ครับ

- ในโครงการ เราเรียนออนไลน์กัน 1 เดือน เนื้อหา 4 ครั้ง แล้ว workshop อีก 3 ครั้ง ...เป็นคลาสออสไลน์ทั้งหมด ดังนั้น สามารถดูย้อนหลัง และทบทวนซ้ำได้ตลอด

- เรียนทั้งพื้นฐาน อ่านงบ / การดูกราฟ เข้าใจจังหวะ และ สอนการใช้โปรแกรม Trade Master 

ค่าเรียนตลอดหลักสูตรเพียง 999 บาท 

ใครสนใจรีบสมัครครับ ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหานี้เท่านั้น ..คลิ๊กสมัครดูรายละเอียดที่นี่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

แล้วเจอกันในคลาสนะครับ !!

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

9 คำถามยอดฮิต มือใหม่หุ้น

9 คำถามยอดฮิต มือใหม่หุ้น

1. ‘ต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะเล่นหุ้นได้’ ...ตอบ ..ไม่มีขั้นต่ำ จะเล่นเท่าไหร่ก็ได้ ..การซื้อขั้นต่ำคือ 100 หุ้น ...สมมุติ หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ...เราซื้อขั้นต่ำก็ใช้เงิน 1,000 บาทครับ

2. ‘เล่นหุ้นต้องถือนานแค่ไหน’ ...ตอบ ...หุ้นสามารถเล่นสั้น ที่เรียกว่า ‘การเทรด’ ซื้อเช้า ขายตอนบ่าย ..ขายพรุ่งนี้ ทำได้หมด ...ส่วนการถือยาว เรียกว่า ‘การลงทุน’ ก็คล้ายๆ เราซื้อที่ดิน ถือไว้ราคาหุ้นก็จะค่อยๆ ขึ้น ตามพื้นฐานที่เติบโต ...ระหว่างที่ถือ เราก็จะได้ เงินปันผล

3. ‘จะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นที่เราซื้อ พื้นฐานดี’ ...ตอบ ..หนึ่ง ก็ต้องอ่านงบการเงินให้เป็น ...สอง เราก็ต้องวิเคราะห์กิจการว่า มีอนาคตไหม ใครเป็นเจ้าของ ธุรกิจโตได้ไหม มีปันผลไหม (อันนี้สามารถมาเรียนได้ ในโครงการ The Stock Master ครับ)

4. ‘เราจะรู้จังหวะยังไง ว่า ตอนนี้ควรซื้อหรือขาย’ ..ตอบ ต้องอ่านกราฟหุ้นให้เป็น ...อันนี้ก็มีสอนในโครงการ The Stock Master เช่นกัน

5. ‘ต้องฟัง หรือเชื่อนักวิเคราะห์คนไหน ค่ายไหน’ ...ตอบ...นักวิเคราะห์ก็มีทุกโบรค ...เอาตรงๆ เราฟังได้หมด ...เขาก็แค่ช่วยเรา หาข้อมูล แนะนำหุ้นที่เขาสนใจในช่วงเวลานั้นๆ ...แต่สุดท้าย เราต้องกลับมาตัดสินใจเอง เพราะจริงๆ นักวิเคราะห์แต่ละคนก็มองหุ้นต่างกัน จังหวะเร็ว หรือ ถือยาว ก็ไม่เหมือนกัน ...สรุป ฟังได้ แต่อย่าเชื่อ ...ต้องมาวิเคราะห์ต่ออยู่ดี

6. ‘คนเจ๊งหุ้น เป็นอย่างไร’ ...ตอบ ก็คือ ซื้อหุ้นแล้วราคามันลง จนขาดทุน ...ส่วนใหญ่ มือใหม่ ที่เสียหายเยอะๆ คือ พวกที่ซื้อหุ้นตามเชียร์ ...’ฉันขอหุ้นเด็ดหนึ่งตัว พรุ่งนี้ซื้อเลย’ ...แบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว 

7. ‘ทำไงถึงจะไม่เจ๊งหุ้น’ ...ตอบ ...ก็อย่างที่กล่าวมา เราต้อง อ่านงบได้ ดูกราฟเป็น ฟังข่าว ฟังข้อมูล แต่อย่าเชื่อ ต้องมาวิเคราะห์เอง ...สำคัญสุด คือ ‘การคุมความเสี่ยง’

8. ‘คุมความเสี่ยง ทำยังไง’ ...ตอบ ถ้าเล่นสั้น คือ Stop Loss ถ้าหุ้นไม่ขึ้นตามที่เราคิด ต้องยอมขาดทุนเล็กน้อย เพื่อให้ไม่ติดดอย หรือ เสียมาก (เครื่องมืออย่าง TradeMaster ของบัวหลวง สามารถตั้ง Stop Loss ล่วงหน้าอัตโนมัติได้เลย ...ถ้าเราใช้เป็น ก็จะแก้ปัญหาติดดอย ได้เลย) 

...ถ้าเล่นยาว คือ ‘การกระจายความเสี่ยง’ ...ต้องลงทุนเป็นพอร์ต ไม่ทุ่มตัวใดตัวหนึ่ง ...ใคร Master ทั้ง 2 เรื่องนี้ได้ ‘ไม่มีทางเจ๊งครับ’ ถึงเสียหาย ก็กลับมาได้ ไม่ยาก !!

9. ‘ที่เขาบอกกันว่า หุ้นให้ Passive Income สามารถสร้างอิสรภาพทางการเงิน นี่จริงหรือไม่’ ...ตอบ อันนี้มันคือ การลงทุนระยะยาว หรือที่เรียกว่า ออมในหุ้น ...ก็คือ ซื้อหุ้นพื้นฐานดี ในวิกฤต จะได้ราคาถูก จากนั้น ไม่ต้องขายเลย ...ก็ถือ ‘รับปันผลไปเรื่อยๆ นี่คือ Passive Income ให้หุ้นเลี้ยงเรา’ ...ความยาก คือ การสร้างประสบการณ์และชั่วโมงบิน ...ระยะเวลาในการถือหุ้นให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน ต้องค่อยๆ สะสมหุ้น สั่งสมประสบการณ์ ก็อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป 

(คิดง่ายๆ ถ้า คิดจะถือหุ้น แล้วให้ปันผลคืนเงินต้น แล้วเก็บปันผลตลอดไป ...ต้องถือประมาณ 10-20 ปี ...ใครทำได้ ทนได้ ก็จะมีอิสรภาพทางการเงินครับ)

ใครสนใจเรียนรู้ แนะนำโครงการ The Stock Master ครับ ...รับสมัครวันนี้ถึง 12 สิงหาคมนี้ครับ
รายละเอียดคลิ๊กที่นี่เลยครับ
www.bualuang.co.th/thestockmaster

(ค่าเรียน 999 บาทตลอดโครงการ 1 เดือน เรียนออนไลน์ ...สอนทั้งพื้นฐาน กราฟ และ เครื่องมือ TradeMaster...เรียกว่า ครบเครื่องสำหรับมือใหม่ !!)






8 จุดต้องดู เล่นหุ้นยังไง ให้ทันเจ้า

8 จุดต้องดู ..เล่นหุ้น อย่างไร ให้ทันเจ้า !!

ทุกวันนี้ สิ่งที่อ่านยากกว่างบ คือ ‘อ่านเจ้า!!’ ...อ่านอย่างไร ให้ไม่โดนหลอก 

1. ‘หุ้นต้องมีเจ้าของ’ ...มีคนถามว่า ดูยังไงว่า หุ้นนี้มีเจ้าของ ...อย่างแรกเลยคือ ดู ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’ ...ถ้าไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องระวัง ...เพราะคิดง่ายๆ ถ้าของดี เราก็ต้องอยากมีหุ้นเยอะ ...ถ้าหุ้นไหน ไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องเริ่มระวังละ

2. ‘ปันผลดี’ ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเราถือหุ้นบริษัทเยอะ เราก็ต้องอยากได้ปันผลเยอะๆ ...ถ้าหุ้นปันผลในสัดส่วนที่น้อย ต้องระวัง

3. ‘ถ้าปันผลไม่ดี ต้องขยายธุรกิจเยอะ’ ...ในกรณีที่หุ้นปันผลน้อย ก็แปลว่า ต้องเอาเงินไปขยายธุรกิจ เช่น ควบรวมกิจการ , ซื้อคู่แข่ง ...ถ้าไม่ปันผล และ ยังขยายน้อย อันนี้แปลกๆ ละ

4. ‘ไม่เพิ่มทุนซี้ซั้ว’ ...หุ้นที่ P/E สูง หุ้นแพง มีแนวโน้มที่อาจเพิ่มทุนซี้ซั้ว ...ต้องดูให้ดีว่า มีเหตุผลสมควรหรือไม่ 

5. ‘ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ ซื้อเพิ่ม หุ้นต้องขึ้น’ ...ผมจะชอบหุ้นที่ กลุ่มเจ้าของซื้อสะสมเพิ่ม ...วิธีดูง่ายสุดว่า เจ้าของซื้อเพิ่ม คือ หุ้นจะหยุดลง แล้วเริ่มขึ้น ...ดูกราฟก็รู้แล้ว ว่า เจ้ากำลังสะสม ...หุ้นจะเริ่มเป็นขาขึ้น !!

6. ‘ตลาดยังไม่ค่อยสนใจหุ้นตัวนี้’ ...เดี๋ยวนี้ หากผมจะซื้อหุ้นตัวไหนเยอะๆ ผมต้องดูก่อนว่า มีใครเชียร์หุ้นตัวนี้เยอะไหม ...ถ้าคนเชียร์เยอะ ต้องระวัง เพราะ เราอาจโดนหลอกได้ ...ก่อนหุ้นจะหุ้นครั้งใหญ่ ส่วนมากจะลงก่อน และ แทบไม่มีใครเชียร์ 

7. ‘ธุรกิจมีอนาคต’ ...อันนี้ลึกกว่า งบการเงิน ...ต้องวิเคราะห์ไปถึง ส่วนแบ่งตลาด และ Net Profit Margin ...ธุรกิจที่จะรอดและโตหลังวิกฤตครั้งนี้ ต้องมีส่วนแบ่งตลาดที่เยอะในธุรกิจที่ทำ และ กำไรดี ...พูดง่ายๆ เขาต้องเป็นผู้นำในธุรกิจที่เขาอยู่นั่นเอง 

8. ‘หนี้ไม่สูง’ ...ธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ควรเป็น capital intensive ..เอาง่ายๆ ว่า ธุรกิจที่ดี มีอนาคตในยุคนี้ ไม่ควรต้องลงทุนสูง ...ยิ่งหนี้น้อย และโตได้โดยไม่ต้องกู้มาก ก็ยิ่งสุดยอด

ก็ประมาณนี้ ...การดูธุรกิจสุดยอด ต้องเอาปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ...มาวิเคราะห์ ควบคู่กับราคาหุ้น ก็จะทำให้เราหาหุ้นดี มีอนาคตได้นั่นเองครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ขายหุ้นทีไร ไปต่อทุกที เฮ้อ



‘ทำไมฉันขาย แล้วหุ้นไม่ลง’ ...มันขึ้นต่อเยอะเลย ขายหมูอ่ะ ...เซ็ง !!

มีมือใหม่เยอะมาก ที่สงสัยว่า ‘ทำไมพอเขาคิดว่าหุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว ก็รีบขาย แล้วก็ดีใจ ..โอ้!! ได้กำไรแล้ว ...แต่สุดท้ายหุ้นวิ่งไปต่อ ..ขายหมู ...แล้วก็ไม่กล้าซื้อคืน ...ที่สุดก็ตกรถครั้งใหญ่’ ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ?

...นี่แหละ ความยากของตลาดหุ้น ...เป็นตลาดของ คนฉลาด เจอคนเก่ง เจอกับเซียน ...เสือ สิงห์ กระทิง แรด เต็มไปหมด 

‘อย่างแรก คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ...ไม่มีใครโง่ ...ทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้น มีทั้งเงิน และ ก็มีความฉลาดพอตัวทุกคน’ 

ดังนั้น ไม่แปลกเลย ...ที่บางครั้งเราคิดว่า หุ้นที่เราซื้อมากำไรแล้ว เราคิดว่าราคามันไม่น่าจะไปต่อ เราตัดสินใจขาย เพื่อถือเงินสด ...สบายใจละ !! ...แต่หุ้นกลับวิ่งขึ้นไป จนเราเครียด

มาดูกัน

1. ‘หุ้นขาขึ้น ไม่เคยหยุดขึ้นเพราะแค่ราคามันแพง’ ...หุ้นเป็นสินทรัพย์อย่างนึงที่มีลักษณะคล้ายๆ ที่ดิน ...พูดง่ายๆ ถ้าที่ดินทำเลดี ถ้าเราไม่ขาย ถือเก็บๆ ไว้ สุดท้ายราคามันก็ขึ้นไปอีก ...หุ้นก็เหมือนกัน แต่จะดีกว่าที่ดิน ตรงที่มีเงินปันผลให้ด้วยระหว่างที่ถือ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่เศรษฐีหลายๆ คน ถือหุ้นแทนเงินฝาก เพราะ แค่ปันผล ก็เรียกว่า เก็บกินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขายเลยก็ได้

2. ‘ทุกครั้งที่เราขาย มีคนอีกคนที่เขาซื้อจากเรา’ ...ต้องถามว่า เฮ้ย!! ฉันว่าแพงแล้วนะ ...แล้วทำไมมีคนที่ยอมซื้อแพง ...เขารู้อะไรที่เราไม่รู้รึเปล่า ...การพยายามเข้าใจเหตุผลของคนที่ซื้อ จะช่วยให้เราเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้น ...ตรงนี้แหละ ที่ประสบการณ์มีราคาสูงที่สุด ...ยิ่งมีประสบการณ์เรายิ่งเก่งขึ้นในตลาดหุ้น

3. ‘โลกทุกวันนี้ สิ่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์ ราคาถูกลงเรื่อยๆ ...ในขณะที่สินทรัพย์ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’ ...ยกตัวอย่างรถยนต์ คนที่สามารถซื้อรถยนต์ในอดีต ต้องเป็นคนมีเงิน แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ซื้อรถได้ เพราะ เทียบกับค่าครองชีพ ราคารถยนต์ไม่เคยขึ้น มีแต่ถูกลง ก็เพราะ มันไม่ใช่สินทรัพย์ ....แต่ถ้าเราดูสิ่งที่เป็น สินทรัพย์ เช่น ที่ดิน , ทองคำ , หุ้น ...สิ่งเหล่านี้ ในระยะยาว ไม่มีถูกลง มันมีแต่แพงขึ้นเรื่อยๆ 

4. ‘สิ่งที่กำหนด ราคาหุ้นในระยะสั้นคือ คนซื้อ คนขาย ...แต่สิ่งที่กำหนดราคาในระยะยาว คือ พื้นฐานและอนาคตของกิจการ’ ....การที่เราขายหุ้นอาจจะเพราะราคามันขึ้นมาเยอะแล้ว ....แต่อย่าลืมว่า คนซื้อจากเรา เขาอาจจะไม่ได้มองแค่ราคาในระยะสั้นเหมือนเรา ...เขาอาจจะมองที่อนาคตของกิจการว่า สามารถโตได้อีกเยอะ ...นั่นก็อาจทำให้เขายอมซื้อแพง ยอมถือนานกว่าเรา ...เพื่อไปขายแพงกว่าในอนาคตนั่นเอง

5. ’เงินมันต้องมีที่ไป’ ...วิกฤตเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ มีการพิมพ์เงินจากรัฐบาลเยอะมาก โดยเฉพาะอเมริกา ...ซึ่งการอัดเงินจำนวนมหาศาลเข้าระบบ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ มันก็จะส่งผลให้ มูลค่าของเงินลดลงในที่สุด ....แปลว่า สุดท้ายค่าครองชีพก็จะสูงขึ้น ของทุกอย่างก็จะแพงขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหุ้นด้วย

ก็คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ เพื่อให้เราเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้น

แต่สุดท้าย ก็ต้องระวัง ไม่ Bullish จนเกินไป เพราะ ถ้าราคาหุ้นตัวไหน วิ่งเกินพื้นฐานมากๆ ...การปรับฐาน ราคาลงแรง ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง ...ใครที่จับจังหวะได้เก่ง ก็อาจใช้เป็นจังหวะในการขายตรงแพง แล้วมารับตรงที่ถูก เรียกว่า Short Against Port ก็สามารถทำได้ 

เออ!! แต่มันไม่ง่ายนะ ‘เพราะส่วนใหญ่จะขายหมู แล้วไม่กล้าซื้อคืน สุดท้ายตกรถครั้งใหญ่ อิ อิ’ ...ก็ลองฝึกฝนกันไป 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 


วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

หุ้นขึ้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นดี



‘หุ้นขึ้นไม่ได้แปลว่า หุ้นดี’ 

วันนี้มีมือใหม่เข้ามาเล่นหุ้นจำนวนมาก เลยอยากจะแชร์ให้ศึกษากันดู

1. ‘หุ้นขึ้น’ แปลว่า มี Bid มากกว่า Offer ...คนซื้อมากกว่าคนขาย หุ้นก็วิ่งขึ้นแล้ว ...ยิ่งหุ้นที่มี Volume ซื้อขายน้อย ยิ่งขึ้นลงง่ายมากๆ

2. ‘หุ้นลง’ ก็ไม่ได้แปลว่า หุ้นไม่ดี ...เพียงแต่ ณ จุดนั้น คนขายเยอะกว่าคนซื้อมันก็ลง

3. ‘รายย่อย ชอบซื้อหุ้นที่เชียร์กัน ราคาขึ้นเยอะๆ มีการซื้อขายมาก’ ...สาเหตุหลักๆ ก็มาจาก รายย่อย ไม่ได้รู้จักหุ้นมากมาย ก็แค่เห็นตัวไหนเชียร์กันก็แห่เข้าไป ...บทสรุปของหุ้นเหล่านี้ ส่วนใหญ่คือหุ้นปลายรอบ แกว่งเยอะ หุ้นแพง ...เวลาได้ ได้น้อย แต่เวลาเสีย มักเสียหนัก

4. ‘หุ้นที่ซื้อแล้วได้กำไรหลายเด้ง’ ...มักเป็นหุ้นนอกสายตา รายย่อยไม่ค่อยรู้จัก ...ใช่!! รายย่อยที่อยากพอร์ตโต ต้องทำการบ้านศึกษาหุ้นให้เยอะกว่าเดิม ...ถ้าเรารู้จักแค่หุ้นตลาด พอร์ตเราก็จะเป็นแบบตลาดๆ !! 

5. ‘หุ้นจะขึ้นแรงได้ มันต้องทุบแรงก่อน’ ...คนเราจะกระโดดต้องย่อขา แล้วค่อยดีดตัวขึ้น ...หุ้นก็เช่นกันครับ

6. ‘งบการเงิน อ่านได้แค่ย้อนหลัง’ ...การอ่านงบการเงินเข้าใจเป็นประโยชน์มาก เพราะ ทำให้เรารู้ว่าธุรกิจดีหรือไม่ ...แต่ข้อควรระวังคือ งบมันบอกอดีต ...ส่วนอนาคต เราต้องใส่ ‘สมมุติฐานที่สาเหตุสมผลเข้าไป’ ...นี่แหละ ที่แยกระหว่าง นักลงทุนทั่วไป กับ นักลงทุนมืออาชีพ

7. ‘กำไรหุ้นถ้าไม่ขาย ก็ไม่ถือว่ากำไร’ ...อันนี้ถูกครึ่งเดียว เพราะ คนที่พูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ ‘ขายหมูประจำ’ ...ขายแล้วหุ้นไปต่อจนไม่อยากจะดู !!

8. ‘ยิ่งเทรดเร็ว โอกาสกำไรยิ่งลดลง’ ...หลายคนคิดว่า ยิ่งเทรดหุ้นเร็ว ยิ่งมีโอกาสทำกำไรมากขึ้น ...ถ้าใครเทรดได้ๆ เสียๆ ลองเทรดให้ช้าลง อาจได้กำไรมากขึ้น

9. ‘ยุคนี้ไม่มีใคร ซื้อหุ้นเพื่อกินปันผล จริงเหรอ?’ ...ผมว่า จากนี้ไป จะมีคนซื้อหุ้นเพื่อกินปันผล แทนเงินฝากมากขึ้นเรื่อยๆ 

10. ‘หุ้นเล็ก เอาไว้ถือยาว ...หุ้นใหญ่ เอาไว้เทรด’ ...เฮ้ย!! กลับกันหรือเปล่า ?? ....ถูกแล้ว!! ทุกวันนี้ เครื่องมือการเงินต่างๆ มันเอื้อให้เทรดหุ้นใหญ่มากขึ้น เช่น Block Trade ...ลองไปสังเกตดู หุ้นที่มี Block ส่วนใหญ่ Technical เป๊ะเลย ...ยุคนี้ถ้าจะไปสายหุ้นใหญ่ ต้องไปสายเทคนิคละ 

ไว้เอามาแชร์อีก ...’ตลาดหุ้นยุค New Normal มันเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ’ ...ลองทำความเข้าใจดีๆ เราจะได้รู้ว่าช่วงนี้ควรทำอะไร !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เสี่ยงขึ้น อาจไม่ได้การันตีว่ารวยขึ้น



‘เสี่ยงมากไม่ได้แปลว่ารวยขึ้น ...แต่เสี่ยงน้อยก็ไม่ได้การันตีความมั่นคง’ ...เฮ้ย!!

มีรุ่นน้องถามผมว่า ‘ถ้าอยากรวยเร็วในภาวะแบบนี้ ผมต้องเสี่ยงให้เยอะใช่ไหมพี่ ?’ 

...‘เดี๋ยวนะ !! ...ใช่เหรอ ?’

...ผมเชื่อว่า นี่คือ วิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ...ทั้งการทำธุรกิจ และ การลงทุน เขาอยากเสี่ยงให้มากที่สุด เพื่อวัดดวงกันไปเลยว่า รุ่ง หรือ พัง!! 

...แล้วมันดีจริงหรือ ?

1. ‘การทำธุรกิจแบบ Start Up ต่างกับ SME ก็ตรงความเสี่ยง’ ...Start Up เน้นยอดขาย แต่ SME เน้นกำไร ...แน่นอน คนสำเร็จ Start Up ย่อมรวยมากกว่า แต่จำนวนคนสำเร็จจะน้อยลงแบบน่าตกใจ ...ผลลัพธ์ก็คือ จะมีคนรุ่นใหม่รวยสุดๆ อยู่ไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่ซวย แบบอเมริกาที่เราเห็นอยู่ !!

2. ‘คนรุ่นใหม่จะเลือกการลงทุนที่ได้ผลเร็วที่สุดมากที่สุด’ ...คนรุ่นใหม่จะไม่ได้เลือกการลงทุน ที่ดิน หรือหุ้น ธรรดา ..แต่จะไปลุยที่ อนุพันธ์ คลิปโต หรือ สิ่งที่ Leverage ได้สูงๆ ...พูดง่ายๆ คือ ถ้าฉันมี 100 บาท แต่อยากเสี่ยง 1,000 บาท ...แปลว่า ราคาผันผวนนิดเดียว ก็หมดตัวได้เลย (ไม่ได้ผิดนะ ..แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เรากำลังเล่นหวย ไม่ได้ลงทุน ก็เท่านั้นเอง)

3. ‘แต่ไม่เสี่ยงเลย ก็ซวยได้’ ....สิ่งที่เคยไม่มีความเสี่ยง อย่าง ตราสารหนี้ หรือ หุ้นกู้ วันนี้กลับเสี่ยงมหาศาล ...เหมือนว่า เราต้องนิยามความเสี่ยงของโลกนี้กันใหม่ ...ทุกวันนี้เราจะเห็นหลายๆ เคส เลยที่ หุ้น ดันเสี่ยงน้อยว่า หนี้ ...ทั้งที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า โอกาสขึ้นก็จำกัด ...ผมว่า ต่อไป เราต้องดูเป็นรายกรณีไป

4. ‘ในวิกฤตโควิด หุ้นใหญ่ กลับเสี่ยงกว่าหุ้นเล็ก’ ...เวลาพายุเข้า ต้นไม้ใหญ่ กลับ เสี่ยงกว่าต้นหญ้า ซะงั้น !!

5. ‘การโชว์ผลลัพธ์ของความสำเร็จเร็วไป อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย’ ...มีคำกล่าวที่น่าสนใจว่า ‘ยังไม่จน แต่ใช้ชีวิตแบบคนจน สุดท้ายจะไม่จน ...แต่ถ้ายังไม่รวย แต่ใช้ชีวิตแบบคนรวย สุดท้าย จะไม่รวย’ .....ทำให้เดาไม่ยากเลยว่า โดยเฉลี่ย คนรุ่นใหม่จะจนกว่า และ สำเร็จน้อยกว่าคนรุ่นก่อน 

6. ‘โควิด ทำให้รู้ว่า แค่เราดูแลตัวเอง มันก็ช่วยคนอื่นแล้ว’ ...ทุกวันนี้ความขัดแย้งมันเกิดจากคนมีเหตุผล ...ใช่ !! ‘ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง’ และ ก็คิดว่า เหตุผลของเราถูกต้องที่สุด ...ปัญหามันจะลดลง เมื่อเรายอมรับในเหตุผลคนอื่นบ้าง ...ในโลกการเงิน ผมเชื่อว่า การเริ่มจัดการ การเงินของตัวเราเองที่ดี จะลดปัญหาต่างๆ ที่ตามมาอย่างมหาศาล

7. ‘การลงทุน สามารถขจัดรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายได้’ ...ความชั่วร้ายหลายๆ อย่าง เกิดจากไม่มีเงิน ...ถ้าเราวางแผนการลงทุนตั้งแต่วันแรกที่หาเงินได้ ก็จะลดปัญหาได้อย่างมากมาย ...บางครั้งการ DCA ใน ETF แบบง่ายๆ มันสามารถสร้างผลลัพธ์ในวงกว้างได้ดีกว่าที่เราคิด

สรุป ‘ความเสี่ยง แบบพอดีๆ คือ คำตอบ’ ...ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การเสี่ยงมาก ก็เหมือนคน ที่ขับรถด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเวลา ...แน่นอน !! ด้วยตลาดที่ผันผวนขนาดนี้ โอกาสรถชนแล้วตาย มันสูงกว่า โอกาสไปถึงเร็วขึ้นอีกนิด

...ทุกวันนี้ ผมว่า เราต้อง คิดถึง ‘ความคุ้มค่าของความพยายาม’ ...การที่เราต้องการผลลัพธ์เร็วแค่ไหน เรามักจะใช่พลังงานที่สูญเปล่ามากขึ้น (ออกแรงเยอะ แต่ผลลัพธ์น้อย)

...เอาใจช่วย ให้ทุกคน หา จุดกึ่งกลางตรงนั้นของตัวเองให้เจอครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


9 ข้อควรรู้ หุ้นถอยมารับ หรือ ถอยมาทับ



9 ข้อควรรู้ ‘หุ้นถอยมารับ’ หรือ ‘ถอยมาทับ’

เมื่อตลาดหุ้นปรับฐาน เราก็ลุ้นกันว่า ‘ตลาดถอยมารับเรา’ หรือ ‘ถอยมาเหยียบเรา’ กันแน่ 

มีข้อสังเกต 9 จุด สำหรับหุ้นถอยมารับ ดังนี้

1. ‘บริษัทหนี้ไม่เยอะ’ ...รอบนี้ธุรกิจที่จะผ่านไปได้ก็คือ มีหนี้ไม่เยอะ 

2. ‘มีวิชาตัวเบา’ ...วิชาตัวเบาก็คือ ธุรกิจไม่มี Fix cost มากมาย ...เช่น คนงานเยอะ เวลานี้มีแต่ภาระ , โรงงานขนาดใหญ่ ...ยุคนี้ตัวยิ่งเบา ยิ่งมีโอกาสรอดมากกว่า

3. ‘หากินกับคนไทย’ ...เวลานี้ ธุรกิจที่หากินกับต่างชาติ จะมีความไม่แน่นอนสูง ...ระยะยาวก็คงไปได้ แต่ระยะสั้นอาจจะเหนื่อยหน่อย ...เราต้องวิเคราะห์เป็นกรณีไป

4. ‘เจ้าของ ไม่ขายหุ้น’ ...เจ้าของ เป็นตัวชี้วัดธุรกิจที่ดีมาก ...ถ้าหุ้นจะขึ้นต่อ เจ้าของต้องไม่อยากขายหุ้น ยิ่งซื้อเพิ่ม ยิ่งสร้างความมั่นใจ

5. ‘นักลงทุนรายใหญ่สนใจ’ ...ในภาวะแห่งความไม่แน่นอน ...นักลงทุนรายใหญ่มักเป็นคนที่ศึกษาลึก และ เห็นโอกาสไม่ได้แพ้เจ้าของ ...แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า นักลงทุนรายใหญ่กลุ่มนั้นเล่นสั้นหรือถือยาว เพราะ มันมีผลต่อการขึ้นลงของหุ้นอย่างมากเลยทีเดียว

6. ‘ลงทุนเพิ่มในภาวะวิกฤต’ ...อันนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความเติบโตให้ธุรกิจ ...เพราะ ในเวลาวิกฤต จะมีของดีราคาถูก สำหรับบริษัทที่การเงินมั่นคง ได้ลงทุนเพิ่มและขยายอย่างก้าวกระโดด

7. ‘ธนาคารสนับสนุน’ ...ธนาคารย่อมรู้จักธุรกิจของลูกหนี้เป็นอย่างดี เพราะ มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ...ถ้าธุรกิจดี ธนาคารจะพร้อมสนับสนุนเงินทุน กู้สบาย เรียกว่า มีกระสุนเหลือเฟือว่างั้น 

8. ‘บริษัทมี Margin สูง’ ...บริษัทที่มี Net Profit Margin สูง หรือ อัตรากำไรสุทธิสูง เป็นการชี้ให้เห็นว่า เขามีความสามารถในการแข่งขันดีแค่ไหน ...คุมต้นทุนเก่งไหม ...สินค้าเหนือคู่แข่งหรือไม่ 

9. ‘Marketcap ไม่ใหญ่จนเกินไป’ ...ในภาวะปกติธุรกิจยิ่งใหญ่ ยิ่งได้เปรียบ ...แต่ในภาวะแห่งความผันผวนและสับสนในระดับโลก ทำให้บริษัทใหญ่ ยังคงเหนื่อย ...พูดง่ายๆ จิ๋วแต่แจ๋ว ลูกค้าชัด เป็นผู้นำในตลาดที่ตัวเองเก่ง เอาตัวรอดและรุ่งได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ 

ก็ลอง พิจารณาหุ้น ที่เราอยากจะซื้อ ว่า หุ้นถอยมารับ หรือ ถอยมาทับ 

‘โอกาสมีเสมอแก่ผู้กล้า ...แต่วิกฤตก็มาเสมอกัน กับคนกล้าที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ !!’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จุดซื้อหุ้นที่ดี ต้องมีข่าวร้าย

‘จุดซื้อหุ้นที่ดี ต้องมีข่าวร้าย !!’

ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาถึงจุดที่เถียงกันหนักมาก ...’เฮ้ย!! ลงได้แล้ว’ 

แบงค์ชาติ ก็ออกมาบอกว่า ธนาคาร ให้หยุดจ่ายปันผล ...ไม่ให้ซื้อหุ้นคืน ....’เฮ้ย!! ซวยแล้วดิ ?!?’

ขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ‘ข่าวร้าย มีโอกาสได้ซื้อหุ้นถูก ...ข่าวดี มีโอกาสดอย แต่คนชอบ เพราะซื้อแล้วสบายใจ’ 

2. ‘ข่าวดี หุ้นขึ้นแรง คือ จุดที่แมงเม่าชอบ’

3. ‘ตลาดขาลง คือ จุดที่ข่าวร้าย หุ้นลงแรง ...ข่าวดี หุ้นไม่ค่อยขึ้น’ 

4. ‘ตลาดขาขึ้น คือ จุดที่ข่าวร้าย หุ้นลงน้อย ..พอข่าวดี หุ้นขึ้นแรง’

5. ‘ถ้ากองทุน และ ต่างชาติขาย จะกดดันหุ้นใหญ่ ...เพราะ กองทุน และ ต่างชาติ เขาซื้อหุ้นตัวใหญ่’ (ช่วงนี้ก็เหนื่อยหน่อย) 

6. ‘หุ้นตัวเล็ก จะขึ้นหรือลง ขึ้นกับ เจ้าของ และ รายย่อย ...ถ้าเจ้าของขาย ยังไงหุ้นก็ไม่ขึ้น ไม่ไปไหน ...เจ้าของเลิกขาย หุ้นหยุดลง ...ถ้าเจ้าของเริ่มซื้อ หุ้นจะเริ่มขึ้น’

7. ‘ธนาคารรอบนี้ ไม่ได้เป็นตัวปัญหาเหมือน Subprime ปี 2008 ....รอบนี้ Real Sector เป็นตัวปัญหา ...ส่วน โควิด เป็นตัวเร่ง ...ครั้งนี้ธนาคารกลับเป็นผู้ช่วยเหลือ มากกว่าเป็นตัวร้าย’ 

8. ‘ลูกค้ากำลังเปลี่ยนพฤติกรรม ...จะเกิดเศรษฐีใหม่มากมาย และ ธุรกิจเจ๊ง จำนวนมาก ...จะรู้ได้ไงว่าเราไปถูกทาง ...ดูง่ายๆ คนที่จับทาง New Normal ได้ ธุรกิจก็จะมียอดขายและกำไรโต ...คนชนะคือคนที่เลือกการเปลี่ยนแปลง เหนือความสบายใจ’

9. ‘ยุคนี้ Active Income หาได้ไม่ยาก แต่ Passive Income ยุคนี้ หายากมาก’ ...ผมยังมองตลาดหุ้นระยะยาว มีโอกาสให้ Passive Income ที่ดีที่สุด

10. ‘หุ้นพื้นฐาน ต่างกับ หุ้นปั่น ตรงผลประกอบการ และ เงินปันผล’ ...หุ้นปั่น คือ หุ้นขึ้นแต่พื้นฐานไม่ตาม สุดท้ายก็ต้องจบรอบในที่สุด 

สรุป หุ้นที่น่าสนใจในรอบนี้ คือ หุ้นเล็ก ที่เจ้าของ เริ่มกลับมาซื้อ ...ราคาสร้างฐาน ขึ้นมากกว่าลง (ยก Low ไปเรื่อยๆ) ...ธุรกิจเน้น Domestic Play 

แต่หุ้นใหญ่ ก็ยังไปต่อได้ เพียงแต่ ต้องตามพี่กอง กับ ฝรั่ง ...เขาลากก็ไป เขาขายก็แผ่ว 

ก็ลุ้นกันไปครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ใครก็มองว่าไทยไม่มีอนาคต จริงหรือ

‘ใครๆ ก็พูดว่า ประเทศไทยไปต่อไม่ได้’ 

ธุรกิจเป็นแบบเก่า ระบบล้าสมัย สังคมคนแก่ ...ก็ว่ากันไป ...แต่เอาตรงๆ นะ ‘ผมมองตรงข้ามเลย’

ผมว่าตั้งแต่เราเข้าสู่โลกดิจิตอล และ Social Network ประเทศไทยเราได้ประโยชน์แบบเต็มๆ เลย ...ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับว่า เราต้องไฮเทคอะไรเลย แต่เราก็รุ่งได้ มาดูกัน

1. ‘โลก Social ทำให้ชาวโลกรู้จักประเทศไทย’ ...สมัยก่อนเราอ่อนเรื่องการนำเสนอ คนไทยพูดไม่เก่ง ขายตัวเองไม่เก่ง ...แต่วันนี้ คนอื่นมาช่วยเรานำเสนอประเทศไทย ...ผลลัพธ์ชัดๆ คือ การท่องเที่ยวเราโตขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละ

2. ‘คนไทยไม่ดูถูกใคร’ ..ถ้าคุณไปอเมริกา หรือ ยุโรป เขามองเอเชียต่ำกว่า ...แค่มองก็ต่ำแล้ว การบริการ การดูแล การใช้ชีวิตย่อมไม่ง่าย เขาเรียก Second Class Citizen (เราคือคนชั้นสอง) ...แต่ในทางกลับกัน ฝรั่งมาไทย เรามองเขาเหนือกว่า ...เราจึงดูแลเขาดี ให้เกียรติเขา ‘ใครก็ชอบ เพราะ เราไม่ดูถูกคน’ ...ผลลัพธ์ชัดๆ คือ เรามีการบริการระดับโลก ต่อไปใครจะเรียนบริการ ไม่ต้องไปสวิส มาไทยครับ เหนือกว่า

3. ‘สินค้าไทยมีคุณภาพ’ ...ถ้าใครมีเพื่อนเป็นคนเพื่อนบ้านที่ทำธุรกิจ ลองคุยกับเขาดู จะพบว่า สินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการยอมรับในคุณภาพ ...เอาตรงๆ ดีกว่าสินค้าจีนด้วยซ้ำ ...นี่เป็นโอกาสอย่างมหาศาลในสินค้าบ้านๆ ที่โตได้อีกเยอะมาก

4. ‘ใครๆ ก็อยากอยู่เมืองไทย’ ...ผมไม่ได้พูดเพราะเป็นคนไทยนะ แต่เพื่อนนักธุรกิจผม ก็ล้วนอยากมีบ้านหลังที่สองในไทย เพราะ สะดวก ค่าครองชีพไม่แพง อาหารอร่อย ที่เที่ยวเยอะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณมีเงิน ประเทศไทย คือ ประเทศที่คุณใช้เงินได้คุ้มที่สุด (เงินเท่ากัน อยู่เมืองนอกอาจจะธรรมดา มาเมืองไทย คุณอยู่เป็นเศรษฐีเลย)

5. ‘การแพทย์อันดับต้นๆ ของโลก’ ...โควิดทำให้เรารู้ว่า การแพทย์เราดีอันดับต้นๆ ของโลก ...คนที่มีเงินคือคนแก่ ซึ่งเขาย่อมอยากอยู่ในที่การแพทย์ดี ...ใช่!! ไทยก็คือ คำตอบเช่นกัน

6. ‘ตลาดหลักทรัพย์เปิด’ ...ตลาดที่อื่นก็เปิด แต่ต่างกันที่ เรามีนักลงทุนรายย่อย ที่แข็งแรง ...ถ้าเทียบตลาดอย่างสิงคโปร์ มีแต่นักลงทุนสถาบัน ...แต่บ้านเรามีนักลงทุนรายย่อยในสัดส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอิจฉา ...ตรงนี้แหละ ที่ทำให้เรามีการระดมทุนที่ เปิดโอกาส !!

สรุป คือ ใครมองว่าไทยไม่ดี คุณอาจพลาดโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิตเลยก็ได้ ...เพราะ ไทยคือ หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดประเทศหนึ่ง จากโลกดิจิตอลและ Social ที่ทำให้ชาวโลกรู้ว่า ‘ไทยน่าอยู่ การแพทย์ดี บริการเยี่ยม อาหารอร่อย ค่าครองชีพต่ำ ที่เที่ยวสุดและหลากหลาย’ ...ถ้าผมเป็นฝรั่ง หรือคนมีเงินในต่างประเทศ ผมจะเลือกบ้านหลังที่สองเป็นเมืองไทย 

...ใช่!! ตลาดหุ้นไทย ไปต่อได้ โอกาสสุดๆ ครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563

6 วิธียืนระยะในตลาดหุ้นไทย

6 วิธี ยืนระยะในตลาดหุ้นไทย

‘เซียนหุ้นเต็มตลาด คนเก่งมากมาย แต่สิ่งที่หาได้ยากในตลาดหุ้นก็คือ คนที่ยืนระยะได้ มีน้อยมาก!!’ 

...ตลาดหุ้นก็เหมือนสนามรบ มีคนเก่งเข้ามาท้าทายจำนวนมาก ...ซึ่งคนได้กำไรมีมากมาย แต่คนที่จะสามารถยืนระยะ หรือ เอาตัวรอดและรวยในตลาดระยะยาว ต้องมีวิธีคิด ดังนี้

1. ‘วิธีคิดของการเข้ามาอยู่ในตลาด ไม่ใช่แค่เข้ามาหากำไร’ ...ถ้าถามว่า คนหาเช้ากินค่ำ ต่างกับ นักธุรกิจยังไง ...ก็ต้องตอบว่า วิธีคิดต่างกัน ...คนที่หวังเข้ามาทำกำไรรายวัน ก็เหมือน ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้วางแผนเพื่อจะอยู่ระยะยาว สุดท้าย ก็เข้ามาได้ๆ เสียๆ งงๆ เหมือนคนเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ 

2. ‘ไม่คิดเอากำไรสูงสุด’ ...หลายคนอาจคิดว่า ‘ตลกแล้ว’ ใครจะไม่คิดอยากได้กำไรสูงสุด ...แต่เอาเข้าจริง ใครอยากได้กำไรสูงสุด มักจะถือหุ้นได้ไม่นาน ...กำไรไม่เท่าไหร่ก็ออก พอขายแล้วหุ้นไปต่อยาว แบบที่เรียกว่า ‘ขายหมู’ นั่นเอง ....คนที่ถือหุ้นได้ยาว เพราะ ไม่คิดจะได้กำไรสูงสุด

3. ‘มีแผนสำรองเสมอ’ ...คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้น ก็จะหวังรวยเร็ว มีเงินเท่าไหร่ก็ใส่สุดๆ ...ช่วงแรกๆ มักกำไรดี แต่การใส่สุดตลอดในระยะยาว จะโดนหนักมากๆ เสียหายหนักเวลาตลาดปรับฐาน ...พอเจอแบบนั้น จะเข้าสู่ช่วง Mindset พัง ...ทำอะไรก็ผิด แล้วไปต่อไม่ได้ ....ดังนั้น ถ้าไม่อยากเจอภาวะแบบนั้น ต้องวางแผนสำรองทุกครั้ง เช่น ถ้าหุ้นไม่ขึ้นอย่างที่คิด แล้วมันลงต่อ เราต้องรู้ว่าจะทำยังไงต่อ !!

4. ‘ต้องใฝ่รู้ แต่หูหนัก’ ...คนส่วนใหญ่ ไม่ใฝ่รู้ แถมหูเบา พวกนี้ ถูกชักจูงง่ายๆ โดยข่าวลือ ข่าว inside ...หุ้นวงใน ...บอกเลย 90% ของข้อมูลวงใน คือ ของปลอมทั้งนั้น ...จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเสียหายหนักๆ จากตลาดหุ้น ล้วนมาจากเล่นตามข้อมูลวงใน ‘หนักสุดๆ’ ...สรุป ฟังให้มาก ศึกษาให้เยอะ แต่ต้องหูหนัก ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ 

5. ‘หุ้นมหาชน ไม่ทำให้ทุกคนรวย’ ...หุ้นยอดฮิตที่ใครๆ ก็พูดถึง ...มักทำให้คนเสียหาย ...คนรวยคือ เจ้ามือ ที่ซื้อตั้งแต่ด้านล่าง ...ทุกครั้งที่คนพูดถึงหุ้นตัวไหนเยอะๆ ผมจะหนีห่าง ...ถ้าผมมีบางทีผมใช้เป็นโอกาสขายทิ้งเลย ...เพราะ หุ้นยอดฮิต ส่วนใหญ่มักจะอยู่ปลายรอบ ใกล้ๆ ดอย ...’ซื้อปั๊บ ก็ติดดอย เหมือนคนส่วนใหญ่นั่นแหละ!!’

6. ‘คุณจะรวยมากจากหุ้นไม่กี่ตัว ไม่ใช่จากหุ้นทั้งพอร์ต’ ...ถ้าคุณคิดดีๆ จะพบว่า การที่พอร์ตเราโต ส่วนใหญ่มันมาจากหุ้นไม่กี่ตัว ที่ขึ้นหลายๆ เด้ง ...มันไม่ใช่ขึ้นจากหุ้นทุกตัว

 ...เรามักเสียดายว่า ‘รู้อย่างนี้ ควรซื้อหุ้นตัวนี้ให้เยอะกว่านี้’ ....ทางแก้ คือ ซื้อหุ้นที่ดีเพิ่ม เมื่อถูกทาง ...จะบอกว่า ข้อนี้ยากที่สุด อาศัยประสบการณ์และชั่วโมงบินในการอ่านเกม ....ใครเข้าใจหลักการนี้ พอร์ตจะโตแบบก้าวกระโดด 

ลองสำรวจตัวเองว่า เราเข้าใจหลักการยืนระยะในตลาดหุ้นดีแค่ไหน ...จัดไปครับ!!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หุ้นใหญ่ ซื้อตอนลง หุ้นเล็ก ซื้อตอนขึ้น

‘หุ้นใหญ่ ซื้อตอนลง ...แต่หุ้นเล็กต้องซื้อตอนขึ้น’ 

พี่พูดไร !!...ขัดความรู้สึกโคตรๆ 

ก่อนหน้านี้ถ้าใครดูหุ้นลึกๆ จะรู้เลยว่า ‘หุ้น’ ในตลาดมีพฤติกรรมที่หลากหลาย

ใช่!! ถ้าเรามอง หุ้น ทุกตัว เหมือนกัน อาจพลาดโอกาสมากมาย

หลายปีที่ผ่านมา SET เป็นขาลง ...เรียกได้ว่า ยุคมืดของ VI เลย ...ถ้าดูสถิติจะเห็นเลยว่า หุ้นใหญ่ เวลาลง มักจะลงเฉลี่ย 50% (คิดง่ายๆ พอร์ตของคนส่วนใหญ่ ตอนตลาดจบรอบ ก็ลงประมาณนั้นแหละ ..เงินหายครึ่งนึง !!) 

แต่ถ้าไปดู พอร์ตคนที่ชอบเล่นหุ้นตัวเล็ก จะหนักกว่า ...เฉลี่ยน่าจะขาดทุนประมาณ 70% ...บางตัวลง 90% เรียกได้ว่า ‘สาบส่ง กันไปเลย’ 

แต่พอตลาดเปลี่ยนทิศ ตั้งแต่ กลางมีนาคม มันเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน คือ 

‘นักลงทุนมือเก๋า ตกรถ ...มือใหม่ ย่ามใจ’

...วันนี้คำถามที่น่าสนใจคือ ‘เล่นไงต่อ’ 

ส่วนตัว ผมไม่ทำนายตลาด ...’ตลาดมา Volume เข้า ก็แปลว่า รอบใหม่ มันมา ..ก็ลุยเลย ...ไม่ต้องมาเสียเวลาว่า ...เฮ้ย!! ลงไม่สุด เดี๋ยวรอลงให้สุดแล้วค่อยเข้า’ 

ทุกวันนี้เครื่องมือการลงทุนที่ช่วยรายย่อย ต้องบอกว่า ครบเครื่อง 

อย่างวันนี้ใครที่รับตั้งแต่ต้นรอบ หุ้นใหญ่ขึ้นเกิน 50% ...หุ้นเล็กเกิน 100% ...เอาง่ายสุดนะ ใช้เครื่องมืออย่าง TradeMaster ตั้ง Trailing Stop ไปเลย ‘พูดง่ายๆ ถ้าคุณขึ้นต่อ ก็ให้ถือต่อไป แต่ถ้าย่อ เราก็กำหนดเลยว่า เราจะให้ Stop Loss กี่ % จากราคาล่าสุด’ 

...ถ้ากำไรเยอะแล้ว ก็ตั้ง Trailing Stop ลึกหน่อย บางทีตั้ง 20% ยังได้เลย ....ก็ให้หุ้นมันแกว่งเยอะหน่อย เราก็ Let Profit Run ได้ยาวขึ้น 

ใช่!! ที่พูดมา เพื่อให้เข้าใจว่า ทุกวันนี้ ถ้าโอกาสมา เราก็ลุยไปกับโอกาส แต่เราบริหารความเสี่ยงให้ดี ก็พอแล้ว

มาถึง ‘หุ้นใหญ่ ซื้อตอนลง ...หุ้นเล็ก ซื้อตอนขึ้น’ ...จริงๆ มันคือ ‘หุ้นใหญ่ มันต้องซื้อตอนถูก ...เทียบพื้นฐานไม่แพง ปันผล สมเหตุสมผล ...รอย่อ ทยอยรับ ออมได้’

แต่หุ้นเล็ก เล่นคนละแบบเลย ...มีหลายคนถามผม ‘พี่แพ้ท ผมอยากเล่นหุ้นแถว 2 แถว 3 ทำไง?’ 

...หุ้นเล็ก ต้องซื้อตอนแพง ...ตอนที่พื้นฐานมาทันราคาส่วนใหญ่เขาออกกันแล้ว ...ตัวเล็กต้องอ่าน เกมรายใหญ่ ใช้กราฟเป็นหลัก พื้นฐานประกอบ ....ใครจะฝึก แนะนำให้เริ่มจากเงินน้อยๆ (ซึ่งหุ้นมัน Volume ไม่เยอะอยู่แล้วก็เหมาะเลย ...แถมเรายังได้ ฝึกอ่านเกมรายใหญ่อีกด้วย)

ก็เอาใจช่วย ลงทุนแบบมีชั้นเชิงนะครับ จัดไป 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ตลาดหุ้นลงหนัก แต่หุ้นบางตัวก็ลิ่งได้


‘ตลาดหุ้นลงหนัก แต่หุ้นบางตัวก็ลิ่งได้ !!’

ลิ่ง คือ Ceiling ราคาพุ่งขึ้นจุดสูงสุดของวัน 

..ที่น่าสนใจกว่าก็คือ ‘เราเคยถามตัวเองไหมว่า ...ทำไมทุกครั้งที่หุ้นลง พอร์ตเราลงหนักเลย ...แต่ทีหุ้นลิ่ง ไม่เห็นมีในพอร์ตเราเลยอ่ะ ?!?’

เอาสรุปให้ฟัง 

1. ‘คนส่วนใหญ่จะกล้าๆ กลัวๆ รอให้หุ้นวิ่งก่อนถึงตาม’ ...การทำแบบนี้ มักโดนตบหัวทิ่ม คือ เราเข้าปั๊บหุ้นหยุดขึ้น หรือ ซื้อปั๊บลงเลย ...ไม่ใช่ซวย แต่คือเราเข้าไม่มีจังหวะ คราวหน้าถ้าไม่เข้าก่อนมวลชน ก็ให้รอปรับฐานแล้วเข้าก็ยังทัน

2. ‘หุ้นใหญ่ วิ่งไกลๆ ยาก’ ...ก็เพราะหุ้นใหญ่ซื้อโดยกองทุน ซึ่งเขาต้องแข่งกันทำกำไร ทำให้หุ้นจะออกทรง ดีดแรง และ ตบหัวทิ่ม ตลอดเวลา ...แต่อย่างน้อย คนเล่นหุ้นใหญ่ก็รู้ว่า มันจะขึ้นต่อ ตราบเท่าที่หุ้นยัง ยก Low ขึ้นเรื่อยๆ (‘ยก Low’ คือ ทรงหุ้นที่ลงแล้ว ไม่หลุดจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้ ...ซึ่งเอาตรงๆ ตอนนี้หุ้นส่วนใหญ่ ก็ยก Low ทั้งนั้น)

3. ‘หุ้นเล็ก ลิ่ง แต่ไม่มี Volume ให้เข้า’ ...อันนี้ก็ไม่แปลกอีก ...มีคนถามว่า พี่แพ้ท สังเกตยังไงว่า หุ้นตัวนี้จะลากกันแล้ว ? ...’โอโห!! ตอบกันยาวเลย ...เอาแบบเบสิคก่อน ดูที่ Volume ...ก่อนลิ่ง Volume มันจะเหือดแห้ง ...พูดให้เห็นภาพ ถ้าจะมีสึนามิเข้า น้ำทะเลจะถูกดูดหายไปเลย นั่นแหละ’ (ไม่เหมือนตัวใหญ่นะ ที่มี Volume ดังนั้น การเข้า ก็ต้องมีศิลปะ ประสบการณ์ ว่ากันไป)

4. ‘หุ้นขึ้น ไม่จริงหรอก’ ...นี่คือ คำพูดของคนที่ไม่ได้ซื้อหุ้น ...คราวหน้าถ้าคิดแบบนี้ ลองซื้อเล่นๆ ดู ...เชื่อไหมว่า อาจจะกำไรแบบ งงๆ ...ถ้าคุณเข้าใจ Mindset ของคนส่วนใหญ่ คุณจะได้เปรียบในตลาดหุ้น ....’คนส่วนใหญ่ คิดไง ...สวน!!’

5. ‘หุ้นใหญ่ จบรอบแล้ว’ ...ต้องถามว่า คุณมอง ‘รอบไหน’ ...รอบเล็ก รอบกลาง รอบใหญ่ หรือ รอบ ของหุ้นรายตัว ...ยกตัวอย่างหุ้นใหญ่ ที่ปรับฐาน มันเพิ่งดีด มาจากจุดต่ำสุดของรอบใหญ่ ...ถ้าคนเล่นยาว จริงๆ เป็นจังหวะเก็บเพิ่มด้วยซ้ำ 

6. ‘โอกาสซ่อนอยู่ในความแตกต่าง’ ..ถ้าวันนี้เรายังเล่นหุ้นตามคนอื่น ‘เล้นหุ้นแบบมวลชน’ : อ่านข่าวแล้วมาดู ซื้อหุ้นที่เขาเชียร์ ขึ้นมาเยอะแล้ว ก็เข้าซื้อแบบกล้าๆ กลัวๆ ...ลองถอยมามองตัวเอง แล้วหาจุดยืนที่แตกต่าง เราอาจพบแนวทางการลงทุนที่ดีขึ้นครับ

วันนี้ลองเปิดใจมองตลาด ผมว่า เราจะเห็นโอกาสที่น่าสนใจมากๆ ...ถ้าปิดใจ เราอาจพลาดโอกาสครั้งใหญ่ไปอย่างน่าเสียดายครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หุ้นขึ้นได้ไง สงสัยไหม

‘หุ้นขึ้นได้ยังไง สงสัยไหม?’

..ใครซื้อวะ ? ...ทำไมมันซื้อแพง ซื้อแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ? ...แล้ว มันไม่กลัวติดดอยหรือ ?

ใจเย็นๆ มาทำความเข้าใจกลไกการขึ้นของหุ้นกัน

1. ‘หุ้นจะขึ้นได้ ต้องมีคนอยากซื้อมากกว่าคนขาย’ ...ที่รายย่อยมักพูดว่าทำไมฉันขายหุ้นทีไรมันขึ้นต่อทุกที ...เพราะ คุณขายไป แต่มีคนอยากซื้อมากกว่านั้น ....ดังนั้น การขายเวลาที่แรงซื้อเข้า มักขายหมู หุ้นขึ้นต่อ

2. ‘แรงซื้อหุ้นดูจากไหน’ ..ถ้าคุณมีโปรแกรมอย่าง TradeMaster ของบัวหลวง เขาจะแยกให้ดูหุ้นแต่ละตัวเลยว่า จาก Volume การซื้อขาย ...คนซื้อกี่บาท / คนขายกี่บาท ...ดูคร่าวๆ เราก็พอจะเดาได้แล้วว่า หุ้นจะไปต่อหรือไม่

เบื้องต้นเลย !! ...ถ้า Volume เข้าในขาขึ้น มันแปลง่ายๆ ว่าโอกาสไปต่อสูง (แต่ถ้า หุ้นลงหนัก แล้ว Volume เยอะ อย่ารีบเข้า เพราะ มันจะลงต่อลึก)

3. ‘หุ้นขึ้นเกินพื้นฐานได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก’ ...ตลาดต่างประเทศเช่น อเมริกา เป็นหนักกว่าเราอีก หุ้นที่คนชอบ เช่น Amazon หรือ Tesla ราคามันสามารถขึ้นไปในจุดที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วก็ยังวิ่งไปได้เรื่อยๆ ...สุดท้าย ‘แรงซื้อ’ มันสามารถเข้าไปเรื่อยๆ อย่างไร้เหตุผล โดยเฉพาะโลกยุคนี้ ที่เงินล้นระบบ

(ยุคนี้ Supply ของเงินมันล้นระบบ ...เราจะเห็น สินทรัพย์ ผลัดกัน ขึ้นแบบไม่สมเหตุสมผล ...แต่ถ้าเราจับจังหวะดี เราอาจรวยง่ายๆ เลยก็ได้!!)

4. ‘กองทุนมีผลต่อหุ้นใหญ่ที่สุด’ ...คนที่สามารถลากหุ้นให้ขึ้นยาว หรือลงลึกได้ คือ กองทุน หรือ รายใหญ่ เพราะ เขามีเงินเยอะ ...รายย่อยซื้อขายไม่กี่ช่องก็หมด แต่กองทุน หรือ รายใหญ่ กว่าจะเข้าออกหมด ก็ทำหุ้นขึ้นไปไกลแล้ว (หรือลงลึกแล้ว)

การที่คุณรู้กฏข้อนี้ ...มันแปลว่า ถ้าหุ้นมันไปไกลแล้วจริงๆ ก็ยังตามได้ (แค่ยก Trailing Stop ตามไป บางทีเราอาจได้รอบใหญ่ถึงจะไม่ได้เข้าต้นรอบ แถมเราไม่ติดดอยด้วย เพราะ เราออกด้วย Trailing Stop เลย) ...หรือ ถ้าหุ้นมันลงลึก จุดนั้นควรทนถือต่อ ไม่ควร Cut Loss แล้ว เป็นต้น

5. ‘หุ้นเล็กไม่ควรเล่นสั้น เพราะเราจะเสียเปรียบรายใหญ่’ ...หุ้นใหญ่ กองทุนคุม ...หุ้นเล็ก คุณเจอเจ้ามือ หรือ เจ้าของ ....ความยากง่ายแตกต่างกัน ...หุ้นใหญ่มักเล่นเป็นรอบตามผลประกอบการ ...การจะลากไกลๆ อาจจะมีไม่บ่อย ...แต่หุ้นเล็กไม่ได้เล่นตามผลประกอบการ มันเล่นตาม รอบใหญ่ของธุรกิจ ...ถ้าชอบถือยาว หุ้นเล็กอาจกำไรมากกว่า

ก็คร่าวๆ ประมาณนี้ ...ถ้าเราเปิดใจเรียนรู้ ผมว่าตลาดหุ้นมันสอนอะไรเรามากมายจริงๆ ...ที่แจ๋วสุดคือ ได้ทั้งความรู้ และ ได้เงินด้วย !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมหุ้นถึงลง สงสัยไหม

‘เคยสงสัยไหม ทำไมหุ้นถึงลง’

..มีน้องเข้ามาถาม ‘พี่แพ้ท ทำไมหุ้นถึงลงได้ครับ สงสัย ?’ ...ผมก็ถามว่า ‘แล้วไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมหุ้นถึงขึ้นได้ ใครซื้อ แล้วเขาจะไปซื้อแพงๆ เพื่ออะไร ?’

เออ!! ตอนแรกไม่สงสัย พอพี่แพ้ทพูดขึ้นมา ผมเริ่มสงสัยละครับ

มาดูกัน ‘ทำไมหุ้นลง’

1. ‘เพราะมีคนต้องการขายมากกว่าคนซื้อ’ ...หุ้นเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีจำนวนจำกัด ถ้าคนต้องการขายมากกว่าหุ้นก็จะลง

2. ‘แปลว่า ทุกราคาที่หุ้นลงมา มันมีคนซื้อ’ ...ถูกต้อง การที่หุ้นจะลงมาได้แสดงว่า มีคนซื้อทุกราคาที่ลง ...ไม่ต้อง งง ว่า ทำไมเขาไม่รอ จะได้ถูกกว่านั้น ...เอาตรงๆ นะ คนที่อยากซื้อเขาก็ไม่รู้หรอกว่า หุ้นจะลงไปแค่ไหน ...เขาเลยต้องทยอยรับ เพราะ ถ้ารอ แล้วหุ้นไม่ลง อาจไม่ได้ซื้อ สรุป อดได้หุ้น

 (ก็นั่นแหละ ในเวลาที่เรากลัวเทขาย มันมีอีกคนที่ เขากล้า อยากซื้อ ...ทุกครั้งที่ซื้อขาย ลองคิดเรื่องนี้ดู คุณจะเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้น)

3. ‘ถ้าราคาหุ้นลงหนัก แปลว่า รายใหญ่ขายครับ’ ...รายใหญ่อาจเป็นกองทุนที่ถือ , เจ้าของหุ้น ..พูดง่ายๆ ราคาจะลงหนักได้ รายใหญ่ต้องขาย ...ถ้ารายใหญ่ไม่ขาย หุ้นไม่สามารถลงหนักได้ ...ต่อไป หุ้นลง ลองถามซิ รายใหญ่คนไหนขาย

4. ‘หุ้นจะลงไปจนหมดแรงขาย นั่นแหละจุดกลับตัว’ ..เวลาที่หุ้นลง มันจะดูเหมือน หุ้นลงแบบไม่มีวันขึ้น แต่จริงๆ ไม่ใช่ ...หุ้นจะลงไป จนคนขาย ขายหมด ...จากนั้น หุ้นจะหยุดลง ...’ออกข้าง’ Side way !!

5. ‘พื้นฐานคือ Guideline ของราคาเท่านั้น’ ...พื้นฐานของหุ้น เหมือน ราคาที่ควรจะเป็น ...แต่ในชีวิตจริง เราก็เห็นสินค้าจำนวนมากขายถูกกว่า หรือแพงกว่า ราคาที่ควรจะเป็น ....พูดง่ายๆ ทุกครั้งที่ราคาหุ้น ไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน มันคือโอกาสทุกครั้งแหละ !!

6. ‘หุ้นจะไม่ลงจนศูนย์ หากธุรกิจยังไปต่อได้’ ...หุ้นเจ๊ง ต่อเมื่อกิจการไปต่อไม่ได้ ...บางครั้งการช้อนซื้อหุ้นที่ได้ราคาถูกจริงๆ คือ เราต้องสวมหมวกของนักลงทุนระยะยาว ...เขาจะเข้าซื้อหุ้นเมื่อมันคุ้มที่จะถือ ...คร่าวๆ มี 2 เรื่อง ..1. ราคาซากคุ้ม (Deep Value Stock) และ 2. ถือรับปันผลคุ้ม (Dividend Stock)

ครั้งต่อไป เวลาหุ้นลง ลองลดความตกใจ แล้วลองมอง 6 ข้อนี้ ...มันจะช่วยให้เราเข้าใจตลาด และ เป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


5 ปัจจัยสู่ 100 เด้งในตลาดหุ้นไทย

‘อะไรสำคัญสุด ในการทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน’

...คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ‘เงิน’ ...ก็ไม่ผิด แต่มันไม่ถูกทั้งหมด

เพราะ ถ้าเงินสำคัญสุด คุณต้องไม่เห็นคนรวยเจ๊งหุ้น ...ใช่!! คนรวยนี่ตัวเจ๊งหนักเลย ‘มีเงินเยอะให้เจ๊งไง’

...เอาจริงๆ ผมว่า ‘การยืนระยะ สำคัญที่สุด’ ...ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยจำนวนมากมาย ...สิ่งที่เหมือนกัน คือ ‘ไม่มีใครเลิกเล่นหุ้น!!’

...’แก่ แค่ไหน ก็ไม่เลิก ...เหมือนกันทุกคน ...แถมยิ่งแก่ ยิ่งเท่ห์ ...ปกติคนรุ่นใหม่จะไม่อยากฟังคนแก่ ...แต่คนแก่ในตลาดหุ้น มีแต่คนอยากฟัง อยากรู้จัก อยากเข้าถึง’

ผมขอสรุป สิ่งที่ต้องมีเพื่อรวยหุ้น ดังนี้

1. ‘อึด’ ...การยืนระยะ ...ถ้าใครคิดจะเข้ามารีบๆ รวย บอกเลย อย่าเข้ามา จะเสียเงินเปล่าๆ ...ผมฟันธงเลยด้วยสถิติ คนที่เข้ามาเล่นหุ้นไม่ถึง 5 ปี ส่วนใหญ่ได้ๆเสียๆ ...ได้น้อย เสียหนัก

พอพ้น 10 ปีขึ้น เริ่มกำไรต่อเนื่องละ ...พ้น 20 ปี รวยทุกคน มากน้อยแล้วแต่ ...นานกว่านั้น ยิ่งรวย ....แต่คนส่วนใหญ่ เลิกเล่นใน 6 เดือนตามสถิติ

2. ‘เงินเย็น’ ...เงินมาก เงินน้อย ไม่สำคัญเท่าเงินเย็น ...ด้วยสถิติ คนที่เอาเงินร้อนมาเล่น กู้มาเล่น ส่วนใหญ่อยู่ไม่นาน ..ช่วงแรกอาจได้ แต่สุดท้าย เขาจะหายไปเฉยๆ ‘เจ๊งดิ!!’

3. ‘ความรู้เพิ่ม’ ...คนเรามี 2 แบบ ...หนึ่ง คือ พวกที่ความรู้ไม่เคยเพิ่ม พวกน้ำเต็มแก้ว ...สอง คือ พวกที่น้ำไม่เต็มแก้ว เรียนรู้เพิ่มตลอด ...ทุกคนที่เข้าตลาดจะมีช่วงเสียหาย พลาด ...ถ้าใครเรียนรู้จากมันแล้วสู้ต่อ มักจะประสบความสำเร็จในที่สุด (สถิติของเซียนหุ้น มักจะมีค่าเฉลี่ยที่เจ๊ง 2 ครั้ง ก่อนจะมาเป็นเซียน)

4. ‘มีหุ้นที่ถือไม่ขาย’ ...หลายคนแย้งผมว่า เขาก็เล่นหุ้นมาเกิน 20 ปี ทำไมยังไม่รวย ...ให้เดานะ เขาอาจจะเล่นมานาน แต่แค่ ซื้อมาขายไป ไม่ได้ถือหุ้น ....พวกรวยเปลี่ยนชีวิต มันคือ ถือหุ้น ...เอาง่ายๆ ถ้าคุณคิดรวย 5 เด้ง อันนี้ถืออย่างน้อย 5 ปี ....ถ้าอยากรวย 10 เด้ง ต้องถืออย่างน้อยก็ 10 ปี ....พวกที่รวย 10 เด้ง คือ เขาถือหุ้นอย่างน้อย 20 ปี ....ไม่มีทางลัด มีแต่ความเข้าใจ และ ความอดทนครับ

(สำหรับคนที่มีเงินเดือน ผมแนะนำ DCA ใน ETF ไปเลย ใส่เดือนละเท่าๆ กัน เริ่มจาก 5,000 บาทเอง ...อันนี้ทำได้เลย)

5. ‘อยู่กับความผันผวนได้’ ...เรื่องนี้ยากมาก ...และบอกเลยสำคัญมาก ....ผมเคยถามนักลงทุนว่า ‘ถ้าคุณต้องการกำไร 5 เด้ง คือ 500% ..คุณยอมทนขาดทุนได้ก็ %’ ....รู้ไหมว่า ส่วนใหญ่ จะตอบว่า ทนได้ 10%

‘ฟันธง!!’ คุณขายก่อน ....ไม่มีทางถือถึง 5 เด้ง ....เอาเด้งเดียวยังยากเลย ...เพราะ สมมุติหุ้นจะขึ้นไป 100 % ...ระหว่างทางมันต้องมีย่อ อย่างน้อยก็ 30% ....การที่คุณทน Stop Loss ได้แค่ 10% มันหลุดอยู่แล้ว สรุป คุณขายก่อนถึงเป้าแน่นอน ‘ทนไม่ได้’

ก็ประมาณนี้ 5 ปัจจัย สู่เป้าหมาย 100 เด้งในตลาดหุ้น ...จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ”

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563

พื้นฐานหุ้นกับราคา เกี่ยวข้องกันอย่างไร

‘พื้นฐานหุ้น กับ ราคา เกี่ยวข้องกันยังไง ?’

ช่วงนี้หลายๆ คนบ่น ‘ตกรถ’ ...ราคาหุ้นขึ้น แต่พื้นฐานมองไป ไม่น่าจะดี เหมือนราคาที่พุ่งขึ้นไป !!

ใช่!! ใครๆ ก็รู้ว่า ถ้าประกาศงบ มันจะต้องแย่ เพราะช่วงที่รับโควิดเต็มๆ คือ Q2 ...พอมองต่อไป ก็เดาอะไรไม่ถูก เพราะ ช่วงนี้เศรษฐกิจ Real Sector จริงๆ มันกระทบหนักมาก

ก็นั่นแหละครับ เลยมีคำถามว่า ‘ราคาหุ้น กับ พื้นฐาน ทำไมมันไม่สอดคล้องกัน’

ต้องเล่าให้ฟังอย่างนี้ว่า

โดยปกติ ตลาดหุ้น มีทั้งช่วงที่พื้นฐานวิ่งสอดคล้องกับราคา แล้วก็มีช่วงที่พื้นฐานกับราคาวิ่งไม่สอดคล้องกัน

เรามาดู กัน

1. ‘ช่วงที่พื้นฐานกับราคาไปด้วยกัน’ ...นี่คือ ตลาดในช่วงปกติ ...กล่าวคือ ถ้าหุ้นตัวไหนผลประกอบการดี ราคาก็จะขึ้น ...งบไม่ดี หุ้นก็ลง

2. ‘ช่วงที่พื้นฐานกับราคา ไม่ได้ไปด้วยกัน’ ...อันนี้ คือ “ช่วงวิกฤต &Bubble” ...ช่วงวิกฤต ราคามักลงไปลึกกว่าพื้นฐานจริงค่อนข้างเยอะ (ประมาณต้นปี 2020 ที่ตลาดลงแรงหลุด 1,000 จุด ตอนนั้น หุ้นหลายๆ ตัวถูกมากๆ ถูกเกินพื้นฐาน)

...อีกอันที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ ช่วงฟองสบู่ (Bubble) ...อันนี้บ้านเราไม่ค่อยได้เห็นมากนัก แต่ก็พอมีนะ ...หุ้นจะวิ่งเกินพื้นฐาน แล้วไหลขึ้นไปเรื่อยๆ จาก Demand และ Volume ที่เข้าไปเรื่อยๆ

ถ้าถามว่า ช่วงนี้ถึงขั้น Bubble หรือยัง ?

ต้องบอกว่า ‘ยัง’ แต่ถ้าตลาดยังวิ่งไหลขึ้นไปมากกว่านี้ เราก็อาจเข้าถึง โซนที่ตลาด Bubble ได้เหมือนกัน

‘เราต้องเล่นยังไงดี ?’

ตอบตรงๆ คือ ‘ตามน้ำครับ!!’

ในเมื่อช่วงนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้นว่า กำลังเข้าสู่ภาวะที่ พื้นฐานกับราคาไม่ไปด้วยกัน ...ก็ควรใช้เครื่องมือ Technical เข้ามาช่วย

ถ้าหุ้นที่ซื้อขึ้นต่อ จริงๆ ไม่ควรรีบขาย แต่ควรตั้ง  Let Profit Run เอาไว้ คือ ราคาไปต่อก็ทนถือไป แต่ถ้าราคาไม่ไป มันย่อหนักๆ ค่อยขายทิ้ง Stop Loss

ซึ่งปัจจุบันการ Let Profit Run ทำได้ง่ายขึ้น เพราะ มีโปรแกรมอัตโนมัติ อย่าง บัวหลวง มีตัว iAlgo และ TradeMaster สามารถตั้ง Let Profit Run ให้เฝ้าให้ตามที่เรารับความเสี่ยงได้

สมมุติคนที่รับความเสี่ยงได้มากหน่อย ...อยากเล่นรอบใหญ่หน่อย อาจตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 15-20 % ก็ทำได้ ...ที่สำคัญ ถ้ามันเริ่มไม่ไปจริง ก็ออกได้ทันไม่ติดดอย

ก็เอามาแนะนำเป็นความรู้ ในช่วงตลาดไม่ปกติอย่างในปัจจุบันครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ”

วันนี้สิ่งที่หลายคนบอกว่าไม่เสี่ยง อาจเสี่ยงสุดนะ

‘วันนี้สิ่งที่หลายคนบอกว่าไม่เสี่ยง อาจเสี่ยงสุดนะ’

‘ความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในที่ที่เรามองเห็น’

สิ่งที่แบ่งคนเลย ผมว่าคือ ‘การมองเห็นความเสี่ยง’

เดี๋ยวนะ!! ..ผมไม่ได้พูดถึงความเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

คนส่วนใหญ่จะมองความเสี่ยงตรงหน้า มองเห็น หรือ เชื่อตามๆ กันว่าเสี่ยง

ยกตัวอย่าง หุ้น ...ตั้งแต่ผมเริ่มเล่นหุ้นจริงจัง คนอื่นจะมองว่า ผมเป็นนักพนัน ..ชีวิตโคตรเสี่ยง  ...’คุณแพ้ท อยู่ได้ไง ชีวิตแบบนี้ ..หุ้นขึ้นลงผันผวนแบบนี้ จัดการชีวิตยังไง’

เอาตรงๆ ผมเป็นหนักกว่าที่หลายคนคิดอีก

‘เงินส่วนตัว ส่วนใหญ่ ผมทิ้งไว้ในหุ้นเลย ..กินปันผลเอา ...เงินสด ก็มีไว้บ้าง แต่ไม่เยอะ ...พูดง่ายๆ เงินสดก็รอเข้าหุ้นตอนตลาดเกิดวิกฤตแค่นั้นแหละ’

ที่บ้าน คุณพ่อ คุณแม่ ผมบริหารให้หมด ...คือ เลือกหุ้น จัดสรรเงินแล้วก็ซื้อหุ้นเกือบทั้งหมด ...ให้เขากินปันผลไปเรื่อยๆ

...พอบอกแบบนี้ หลายคนตกใจมากว่า ‘เฮ้ย!! เงินส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหุ้น จะแน่ใจได้อย่างไร ?’

เอาตรงนะ ในโลกนี้ ความเสี่ยง มี 2 แบบ

1. ‘ความเสี่ยงที่มองเห็น’ ...ผมว่า หุ้น นี่โคตรแฟร์ เพราะ เป็นความเสี่ยงที่มองเห็น ...ถ้ามันดี มันขึ้นให้เห็นเลย ปันผลมาเต็ม ...ถ้ามันแย่ มันก็ลงให้เห็นเลย ชัดเจน ...แบบนี้ จัดการง่าย เพราะ เราจะรู้อย่างชัดเจนเลยว่า จะแบ่งเงินยังไง ซื้อแบบไหน ....อย่างผมก็เลือก ‘ออมในหุ้น’ เพราะ ต้องการให้หุ้นทำงานแทนเรา ...ก็คิดแบบเจ้าของบริษัทเลย

2, ‘ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น’ ...อันนี้ยากละ เพราะ ช่วงหลังๆ เรื่องแบบนี้เกิดถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ...ฝรั้งเขาเรียก Black Swan ...ปรากฎการณ์หงษ์ดำ คือ เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ...’แต่ถ้าเรามองดีๆ ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ผมว่า เราอยู่กับ Black Swan ตลอด ...ตั้งแต่ น้ำท่วม , Trump ได้เป็นประธานาธิปดี , นี่มาโควิด ใครจะคิดว่า ชีวิตนี้ไปไหนต้องใส่หน้ากาก ...แต่มันเกิดไง แล้วถี่ขึ้นเรื่อยๆ ...อย่างการบินไทยเจ๊ง ก็ไม่มีใครคิดว่าจะเกิด ...ตรงๆ นะ อย่างตราสารทางการเงินที่เขาบอกเสี่ยงต่ำ หรือการันตีความเสี่ยง ที่คนส่วนใหญ่มองว่า ไม่เสี่ยง ...อันนี้คือ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น เพราะ เราไม่รู้ว่า อะไรที่ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นอีก

สรุป ‘ยุคนี้นะ อะไรคนอื่น บอกว่าไม่เสี่ยง ต้องระวัง เพราะ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ไม่คาดฝันมันเกิดได้บ่อยขึ้น’ ...มาถึงหุ้น มันเสี่ยงแบบเห็นๆ ก็เลย ทำให้เราระวัง และ ออกแบบพอร์ต ให้จัดการความเสี่ยงตั้งแต่วันแรกที่ซื้อแล้ว

ก็อยากจะบอกเพื่อนนักลงทุนว่า ยุคนี้ อย่าวิ่งหนีความเสี่ยง ...ไอ้ที่เจ๊งหนักๆ เพราะ ไปลงในสิ่งที่การันตีความเสี่ยง สุดท้ายหายทั้งก้อน

...’ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง ...หนีให้ไกลจากคนที่การันตีความเสี่ยง ...เพราะมันการรันตีไม่ได้ แต่มันจัดการได้ด้วยการสร้างการลงทุนเป็นพอร์ตนั่นเอง’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ”

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หุ้นขึ้นเยอะ ดันซื้อน้อย ..หุ้นขึ้นน้อย ดันซื้อเยอะ แก้ไงดี

‘หุ้นขึ้นนะ ...แต่ตัวที่ซื้อน้อย มันขึ้นเยอะ ...ตัวที่ซื้อเยอะ ดันขึ้นน้อย’ ...แก้ปัญหานี้ยังไงดี ?

ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน บอกเลย ผมเจอคนมาถามแบบนี้เยอะมากๆ ‘พี่แพ้ทครับ!! ..ทำไมหุ้นที่ผมซื้อเยอะ มันขึ้นน้อย ...แต่หุ้นที่ซื้อน้อยมันขึ้นเยอะ!! ...จะแก้ปัญหานี้ยังไง?’

บอกก่อนนะ ...’นี่คือปัญหาคลาสสิคของคนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้น ...ถ้าคุณเจอปัญหาแบบนี้ ไม่ต้องตกใจ คุณไม่ได้แปลกประหลาดอะไร ...คุณแค่เหมือนคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง’

ทางแก้ !!

อย่างแรกเลย ผมจะปรับ Mindset ก่อน

‘หนึ่งถ้าคุณไม่อยากเหมือนคนส่วนใหญ่ ขั้นแรก คุณต้องไม่คิดแบบคนส่วนใหญ่’

แล้วคนส่วนใหญ่ คิดยังไง ?

...คนส่วนใหญ่ มักซื้อหุ้นที่มั่นใจเยอะ ...หุ้นที่ไม่มั่นใจก็ซื้อน้อย ...แต่เอาเข้าจริง ถ้าเรารอจนมั่นใจแล้วซื้อ มันมักจะได้หุ้นแพง หรือไม่ก็ขึ้นน้อย

ดังนั้น อย่างแรก ผมจะให้ คุณแบ่งเงินในการซื้อหุ้นเท่ากันเลย

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณมี 1 แสน ผมจะให้แบ่งซื้อหุ้น 5 ตัว ซื้อเท่ากันเลย คือ ตัวละ 20,000 บาท ...แค่นี้คุณก็จะแก้ปัญหาเรื่อง ‘Bias’ ...แก้ความลำเอียงของ Mindset เรา !!

...ขั้นที่ 2 การเติม ‘ซื้อเพิ่ม’ ...ปกติเราจะซื้อเพิ่ม เวลาเราขาดทุน ที่เขาเรียก ‘ถัวขาลง จะได้เฉลี่ย ให้ต้นทุนถูกลง’

บอกตรงๆ นะ ภาวะ ตลาดแบบนี้ มันไม่เหมาะกับการถัวขาลง เพราะ หุ้นลง มักลงต่อ บางทีลงจนเจ๊งไปเลย

ทางแก้ คือ ซื้อเพิ่มตัวที่ขึ้น ...แต่ต้องให้มีระยะห่าง เช่น ซื้อเพิ่มเมื่อหุ้นขึ้น 30% ขึ้นไป

ถ้าทำได้ แค่ 2 ข้อนี้ ...ผมว่า มันจะแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้ทันที

ใช่!! ‘ขัดความรู้สึกโคตรๆ’ จริงไหม ?

แปลว่า คุณมาถูกทาง

‘การที่เราจะกำไร เราต้องคิดไม่เหมือนคนส่วนใหญ่’ ...อึดอัด แต่กำไร ฝึกไป แล้วการลงทุนเราจะค่อยๆ ดีขึ้น

จริงๆ มีวิธีการอีกมากมาย ...เราค่อยๆ ฝึก แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยน ...เริ่มจากวิธีคิดเปลี่ยน ...สุดท้ายผลลัพธ์จะเปลี่ยนตาม

จัดไป ...ลองฝึกกันดู !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ซื้อหุ้นช่วงไหน กำไรทั้ง 3 ขา

‘การซื้อหุ้นที่กำไร ต้องอยู่ในภาพที่ไม่ครบ’

มีคนมาปรึกษาผมเรื่องหุ้น ว่าซื้อหุ้นยังไง ให้ได้กำไร ...’เพราะเขาซื้อหุ้นทีไร มักจะขาดทุน’

ผมก็บอกไปว่า ‘ถ้าเรารอให้ภาพทุกอย่างครบ มักจะซื้อช้าเกินไป ปลายรอบ ติดดอย’

ในการลงทุนมันมีอยู่ 3 ขา

ขาที่หนึ่ง คือ พื้นฐานบริษัท ..ขาที่สอง ภาพรวมตลาด ..และขาที่สาม ความพร้อมของเรา

ที่ยากที่สุด คือ ‘ความพร้อมของเรา’ ...ซึ่งในเรื่อง ความพร้อมของเรา ส่วนใหญ่ เราจะรอให้เรารู้สึกดีก่อนถึงจะค่อยเริ่มซื้อหุ้น

พูดง่ายๆ ถ้าเรารอให้ เรารู้สึกดี กล้าซื้อ ..เรามักจะกล้าซื้อในเวลาที่ตลาดอยู่ปลายๆ รอบ ...พอซื้อปั๊บ ‘ติดดอยทันที!!’

ทางแก้ คือ ‘ซื้อเมื่อไม่พร้อม’ ดังนี้

หนึ่ง ‘พื้นฐานผ่าน’ ..ช่วงพื้นฐานผ่านที่ได้ราคาดีที่สุด คือ ซื้อหุ้นหลังจากที่บริษัทเพิ่งผ่านวิกฤต เช่น บริษัทขาดทุน แต่ไตรมาสนี้เริ่มกลับมามีกำไร ...ถ้าเรารอให้กำไรชัดเจน ราคามักจะวิ่งไปไกลแล้ว ...การซื้อที่ดีที่สุดคือ ช่วงที่เพิ่งผ่านวิกฤต

สอง ‘ภาพรวมตลาด’ ...ดูแบบง่ายที่สุด ก็คือ เราควรเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเล่นง่าย ...ในตลาดหุ้นจริงๆ มันมีแค่ 2 ช่วง คือ หนึ่ง ตลาดเล่นยาก อันนี้โอกาสขาดทุนสูง ..สอง ตลาดเล่นง่าย ..คือ ช่วงที่มีมือใหม่เข้าตลาดเยอะ และ ซื้ออะไรก็กำไรง่ายๆ (ถ้าดูตลาดหุ้นไทย เราจะเห็นเลยว่า ใครซื้อหุ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม เป็นต้นมา มันคือ ช่วงตลาดเล่นง่าย) ...หลับตาซื้อยังกำไรเลย !!

สาม ‘ความพร้อมของเรา’ ...อันนี้คือ การสำรวจอารมณ์ของเราเอง ...ดูง่ายๆ ถ้าเรา ‘อยากซื้อ’ ควรรอ ...แต่ถ้าเรา ‘ไม่อยากซื้อ ควรลุย!!’

สรุป ...การซื้อหุ้นแล้วมีโอกาสกำไรสูง ต้อง

1. ‘ซื้อในช่วงที่ตลาดเล่นง่าย’

2. ‘ซื้อหุ้นที่เรา ไม่อยากซื้อ’

3. ‘เลือกหุ้นที่ พื้นฐานดีขึ้น’

ถ้าเราเลือกหุ้น ได้ครบ 3 ปัจจัยนี้ ...ก็มีแนวโน้มที่ว่า ‘เราจะชนะมากกว่าแพ้เสมอ’

จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

6 ข้อเล่นหุ้นแบบไหนให้รวยคุ้มเสี่ยง

6 ข้อ เล่นหุ้นแบบไหนให้รวย คุ้มเสี่ยง

จะเสี่ยงทั้งที มันต้องคุ้ม มันต้องรวย จริงไหม ? ...มาดูกันเลยว่า ต้องเลือกหุ้นแบบไหนดี

1. ‘หุ้นฮิต ไม่รวย’ ...หุ้นตัวไหนฮิต ใครๆ ก็บอกว่า ต้องมี ...ซื้อไปก็ใกล้ดอย ไม่รวยครับ

2. ‘หุ้นใหญ่ มั่นคง แต่ไม่มั่งคั่ง’ ...หุ้นใหญ่ควรมีในพอร์ต เพราะปันผลดี มีความมั่นคง แต่มันโตยาก เพราะ ธุรกิจมันใหญ่จนคับประเทศแล้ว ถ้าจะโตต่อต้องไปสู้กับต่างประเทศ ซี่งคนละเกม ...ก็มีบ้างที่สำเร็จระดับโลก แต่น้อยมากๆ

3. ‘หุ้นหลายเด้งรอบใหม่ มักเป็นหุ้นนอกสายตา’ ...เคยสังเกตไหมว่า หุ้นที่มาเป็น Super stock หลายๆ เด้ง กว่าเราจะเห็นก็สายเกินไปแล้วที่จะเข้าซื้อ ...พวกนี้ต้องหา ตั้งแต่ยังไม่มีใครพูดถึง ซื้อไว้แล้วถือยาวๆ ...ข้อสังเกตคือ ให้หาในอุตสาหกรรมที่กำลังจะเติบโต

4. ‘หุ้นขาขึ้น ต้องซื้อเพิ่ม’ ...เดิมที เรามักซื้อหุ้นถูก ยิ่งลง ยิ่งซื้อ ปรากฎว่า มันลงจนเจ๊ง !! ...ยุคนี้ของดีไปยาวๆ ถ้ามันเป็นขาขึ้นจริง ซื้อช้าก็ยังซื้อทัน ...แผนการที่ดีคือ หุ้นดีซื้อเพิ่ม หุ้นไม่ดี ขายทิ้งไป เอามาใส่หุ้นดีเพิ่ม ...ถ้าทำแบบนี้ เราจะมีหุ้นที่ขึ้นเยอะ จำนวนมากที่สุด (ต่างกับวิธีการเดิม เรามักจะมีหุ้นที่ขึ้นน้อย โคตรเศร้า!!)

5. ‘ถ้าไม่ร้อนเงิน อย่ารีบขายหุ้นดี’ ..ถ้าอยากได้หุ้น 10 เด้ง ต้องไม่ขายหุ้น ...แต่คนส่วนใหญ่ขายก่อน ‘กลัวรวย’ ...ถือไป อย่ากลัวรวย กัดฟันทนรวย !!

6. ‘หุ้นเล็ก เสี่ยง แต่โตมากกว่า’ ...หุ้นเล็ก ขึ้นกับ หนึ่ง เจ้าของมองเกมยาว (เจ้าของไม่ขาย ถ้าเจ้าของขาย อย่าไปยุ่ง เพราะหุ้นจะไม่ไปไหน) / สอง Cashflow ดี / สาม อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต ‘รวยง่ายกว่า’ / สี่ มีนายทุนสนับสนุน ..ถ้าดูดีๆ หุ้นที่โตเยอะ มักมีเจ้าภาพที่ดีสนับสนุน (ลำพังเจ้าของ มันไปได้ระดีบนึง แต่ถ้ามีเจ้าภาพช่วยหนุน ก็ไปต่อได้อีก)

ลองสำรวจว่า หุ้นที่คุณเลือก มี 6 ข้อนี้แค่ไหน ...หุ้นก็ไปเท่านั้นเด้ง ...จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อ อเมริกาสู้กับจีน แล้วเราอยู่ตรงไหน

‘อเมริกา สู้กับ จีน แล้วไทยอยู่ตรงไหนล่ะ ?’

ทุกยุคมันต้องมีสงคราม เพียงแต่สงครามมันจะมาในรูปแบบที่ต่างกัน ...หากเราย้อนศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่า ทุกครั้งที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ มันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง

สงครามโลก อักษะ ปะทะ พันธมิตร ...สงครามเย็น รัสเซีย สู้กับ อเมริกา จบด้วยการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ ...วันนี้ผู้ขัดแย้งใหม่ อเมริกา กับ จีน ...สุดท้ายเราจะไม่ส่งคนไปดาวอังคาร แต่เราจะขจัดความยากจน ให้หมดไปจากโลกใบนี้

...ใครชนะจริงๆ ไม่สำคัญเท่ากับ การเตรียมพร้อมประเทศและตัวเราเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

1. ‘ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการย้ายฐานผลิต’ ...จุดแข็งของไทยคือ ความปราณีต คุณภาพสินค้า ...ราคาไม่ใช่จุดขาย ต้อง Focus ให้ถูกที่

2. ‘ศูนย์กลางการกระจายสินค้าของภูมิภาค’ ...ด้านภูมิศาสตร์ ประเทศเราตั้งอยู่ใจกลางการกระจายสินค้าของภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ขออย่างเดียวอย่า ออก กฏแย่ๆมาเตะสกัดขาตัวเองก็พอแล้ว

3. ‘บ้านหลังที่สองของชาวโลก’ ...วิกฤตโควิด เป็นการส่งสัญญาณให้ชาวโลกรู้ว่า นอกจาก อาหารอร่อย หลากหลาย ถูก ที่พักสบาย หรู ไม่แพง ..ไม่เหยียดใคร ยิ้มเสมอ ...เรายังมีการแพทย์ที่ไม่แพ้ใคร (ขอบคุณตลาดหุ้น ที่ให้ รพ. เข้าจดทะเบียนเป็นหุ้นเติบโตได้) ....ใครบอกอสังหาริมทรัพย์ตาย ผมว่า มองใหม่นะ ...หาก Focus ถูกจุด ไปอีกไกล !! ‘ไทยสามารถเป็น บ้านหลังที่สองของชาวโลก’

4. ‘ให้คนเก่งทั้งโลก มาเป็นคนไทย’ ...ทุกประเทศมหาอำนาจ ต้องเป็นที่ดึงดูดคนเก่งมารวมกัน ...อเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดี ที่รับคนเก่งทั้งโลก ใครเก่งเอาสัญชาติอเมริกันไป ....’ต่อไปใครเก่ง เอาสัญชาติไทยไปถือได้เลย!!’

5. ‘ถ้ารถเปลี่ยนเป็นยุคไฟฟ้า จีนจะกลายเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า’ ...อเมริกาเป็นผู้นำในด้านน้ำมันและเครื่องยนต์สันดาบ ...แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยุคไฟฟ้า จีนจะมาแทน ดังนั้น อเมริกาจะต้องยื้อให้เราใช้น้ำมันให้นานที่สุด !!

6. ‘อเมริกาจะแตกจากภายใน เพราะอุตสาหกรรมที่เขาเลือก’ ...อเมริกาเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้ รวยกระจุก จนกระจาย แบบที่อเมริกาเป็น ...ส่วนจีน เป็นโรงงานของโลก ทำให้รวยกระจุก และ รวยกระจาย ...จีนใช้เวลาไม่นาน ยกระดับให้คนจน กลายเป็นคนชั้นกลาง ....วันนี้ไม่มีประเทศไหนชนะอเมริกาได้ แต่ถ้าอเมริกาจะแพ้ ก็แพ้จากภายในของตัวเองนั่นแหละ ....ยุคนี้สงครามโลกไม่น่ากลัวเท่าสงครามกลางเมือง !!

7. ‘ไทยไม่ต้องไฮเทค แต่เราต้องไป Hi Touch’ ...ศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว เอกลักษณ์ ..ขายของที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ ...บริการชั้นเยี่ยม คุณภาพชั้นยอด ....เคยคุยกับนักธุรกิจต่างชาติ เขาบอกว่า สินค้าไทยมีคุณภาพ และ ยึดมั่นในคุณภาพจริงๆ

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปสั่งโรงงานในจีน ให้ผลิตของให้คุณภาพต่ำลง ถูกลง แต่ให้แปะยี่ห้อเดิม เขาจะทำให้คุณทันที ....สุดท้ายลูกค้า จะได้ของห่วย และ แบรนด์ก็พังไป ...แต่คนไทยไม่ทำ นั่นคือ เสน่ห์และจุดยืนด้านคุณภาพของไทย ที่ทำให้สินค้าไทยได้รับการยอมรับในภูมิภาคนี้ (Do not compromise in Quality !!!’)

...ขาดทุนชั่วคราวยอมได้ แต่เราจะรักษาคุณภาพ และ แบรนด์ของเรายิ่งชีวิต !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


7 บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ

7 บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ

ทุกคนรู้ว่าในวิกฤตมีโอกาส แต่ถามหน่อยว่า ‘แล้วทำไม ทั้งๆ ที่รู้ว่าในวิกฤตมีโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ก็มักพลาดโอกาสจากวิกฤตตลอดเลย’

...หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ในทำธุรกิจส่งออกรวยเละ !!
...หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เป็นการแจ้งเกิดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ...หุ้นสนามบิน และ การท่องเที่ยว พุ่งเป็นติดจรวด
...หลังน้ำท่วม เกิดเศรษฐีโซลาร์ และ พลังงานทดแทน
...หลังจากนั้น เกิดเศรษฐีโรงไฟฟ้า

ใช่!! ‘ทำไมคนส่วนใหญ่ พลาดเกือบทุกรอบ’ ...ตอบง่ายๆ เพราะทุกคนมัวแต่มองที่วิกฤตจนมองข้ามโอกาสที่เกิดขึ้นนั่นเอง

1. ‘ทุกวิกฤตจะเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่’ ...ในช่วงวิกฤตบริษัทจะเร่งกระบวนการต่างๆ ทำให้ส่วนใหญ่นวัตกรรมใหม่จะเกิดขึ้น

2. ‘บริษัทจะลดต้นทุน ทำให้ธุรกิจจะเกิดกำไรมากขึ้นเมื่อวิกฤตผ่านไป’ ...ข้ออ้างชั้นดีในการกำจัดไขมันส่วนเกิน ก็คือ วิกฤต

3. ‘คู่แข่งจะหายไป’ ...ก่อนวิกฤตมักมีการแข่งขันสูง แต่พอวิกฤตมา ธุรกิจที่อ่อนแอจะตายไป ...ผู้อยู่รอดจึงกำไรมากขึ้น เช่น สายการบิน และ โรงแรม จะเจ๊งจำนวนมาก ...เป็นโอกาสให้คนที่รอด ให้แข็งแรงขึ้น

4. ‘คนแข็งแรง ควบรวมรายเล็ก’ ...โอกาส M&A คู่แข่งให้ได้ราคาถูก ก็ช่วงวิกฤตนี่แหละ

5. ‘ตัดทิ้งสินค้าที่ไม่จำเป็น’ ...โลกยุคใหม่มันเอื้อต่อธุรกิจที่ชัดเจน ...หมดยุค conglomerate ที่ทำสินค้าสากเบือยันเรือรบ ...ต้องมีสินค้าน้อยชิ้น และชัดเจน ...วิกฤตทำให้เรารู้ว่า จริงๆ เราควร Focus อะไร

6. ‘วิกฤตจะเร่งการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้น’ ...จบเลย !! ...ยกตัวอย่าง หลายๆ บริษัทอยากลดต้นทุนออฟฟิศ เพราะ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีสามารถทำงานและประชุมที่บ้านได้ ...แต่ก็ไม่เกิดสักที ...พอโควิดมาเกิดเลย

7. ‘คนใส่ใจกับสิ่งใกล้ตัวมากขึ้น’ ...ต้นไม้ขายดี , ทำอาหารเอง , สัตว์เลี้ยงกำลังมา ...จากเดิมแข่งกันทำธุรกิจ วันนี้หันกลับมาใส่ใจกับ ความสุขระหว่างทางที่เดินมากกว่าเป้าหมาย

ใช่!! หากเรา เปิดใจมองไปรอบๆ เราจะมองเห็นโอกาสครั้งใหม่ชัดขึ้น

เอาตรงๆ หลังวิกฤตนี้ ต้องมี Superstock ตัวใหม่ ...ว่าแต่ ตัวไหนดีล่ะ ???

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

4 เรื่องต้องรู้ เมื่ออเมริกาพิมพ์เงินเพิ่ม

‘4 เรื่องต้องรู้ ...เมื่ออเมริกาพิมพ์เงินเพิ่ม จะส่งผลต่อเรายังไง’

ครั้งนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา ก็ทำเหมือนปี 2008 เลย ก็คือ พิมพ์เงินเพิ่ม ...เฮ้ย!! ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ ? (จริงๆ มันซับซ้อนกว่านั้น แต่เอาให้เข้าใจง่ายก็คือ อเมริกาพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งรอบนี้ยิ่งกว่าเดิม คือ มีแจกเงินตรงๆ ด้วย ช่วยพยุงเศรษฐกิจยุคโควิทนั่นแหละ)

สิ่งที่เราต้องสนใจคือ ‘แล้วมันจะกระทบยังไงกับประชาชนตาดำๆ ตัวเล็ก ในประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยบ้าง อันนี้แหละ มีผมว่าเราควรสนใจ’

ก็ขอสรุปเป็นข้อๆ ให้เข้าใจง่ายดังนี้

1. ‘เมื่อมีเงินเพิ่มในระบบ ปัญหาเศรษฐกิจจะไม่ลงรุนแรง แต่จะซึมยาวแทน’ ...โอ้โห!! ซึมยาว ..ก็เอาตรงๆ การพิมพ์เงินมันไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มันแค่เอาฟอร์มาลีนมาฉีดศพไม่ให้เน่าเท่านั้น เห็นภาพไหม ...ยกตัวอย่าง คุณแจกเงินคน พอเขาได้เงิน เขาก็เอาเงินนั้นมาใช้ซื้อของ เงินก็จะกลับไปที่กระเป๋าคนรวย ...มันดีขึ้นชั่วคราว แต่ปัญหาจริงๆ มันยังอยู่ เช่น หนี้ท่วมหัว , ธุรกิจเจอ Disrupt หาเงินยากขึ้น , ธุรกิจใหญ่มาแย่งธุรกิจเล็ก ....มันยังไม่ได้ถูกแก้

2. ‘สินทรัพย์จะผันผวนหนัก’ ...อันนี้กระทบโดยตรงเลยจากการพิมพ์เงิน เพราะ ถ้า Supply เงินเพิ่ม แปลว่า มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราจะลดลง ...มันก็ต้องมีสิ่งที่เพิ่มจริงไหม ? ...มูลค่าเงินลด อะไรเพิ่ม ก็สินทรัพย์ไง ....แต่ความยากคือ สินทรัพย์มีมากมาย ...’ทอง หุ้น ของสะสม ที่ดิน คริปโต’ ...เราจะเลือกสินทรัพย์อะไรล่ะ ?

....ผมฟันธงให้เลย ‘หุ้น’ ...รอบนี้ผมชอบหุ้นมากสุด เพราะ มันซื้อด้วยเงินน้อยก็ได้ แปลว่า มันไม่ได้จำกัดผู้เล่น ...นอกจากนี้สภาพคล่องมันสูงสุด

...เอาง่ายๆ วันนี้ หลายคนถามผมว่า ‘พี่แพ้ท หุ้นขึ้นแบบนี้ กล้าซื้อ ไม่กลัวเหรอ ?’ ...ผมบอกว่า ‘จะกลัวทำไม เอาแค่ถือได้ปันผล ก็คุ้มแล้ว ...หรือ ถ้าอยากขายจริง ถ้ามันไม่ขึ้นต่อ ก็ขายได้ คุณขายได้ทุกวัน มีสภาพคล่องตลอด กลัวอะไร ไม่ใช่ที่ดินนี่ที่สภาพคล่องไม่มี’

3. ‘Gap ระหว่างคนรวยกับจนห่างสุดๆ ...คนรวย รวยขึ้นอีก คนจน จนหนักเลย กระตุ้นความขัดแย้งทางการเมือง’ ....ผลจากที่สินทรัพย์พุ่ง คนที่มีสินทรัพย์คือคนรวย ก็จะรวยขึ้นไปอีก แต่คนทั่วไปที่ไม่มีสินทรัพย์นี่ซวยเลย เพราะ ของที่ขึ้นก็ไม่ได้ถือ ส่วนหากิน ก็ไม่ได้ง่าย

....คราวนี้จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น ...จริงๆ ปัญหานี้ ผมว่า แก้ได้ด้วย การที่รัฐบาลต้องสร้างให้คนส่วนใหญ่ลงทุน แบบภาคบังคับ ยังไงล่ะ ? ...เช่น ออกสลากลุ้นโชคแห่งชาติ ..เหมือนหวย แต่ถ้าไม่ถูก เงินบางส่วนจะผันเป็นเงินลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นก็ได้ ...คนส่วนใหญ่ซื้อหวยอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ถูกเงินมันหายไป นี่เอากลับมาออมในสินทรัพย์ให้เขา อะไรก็ว่าไป

...เอาเถอะ คิดกันไป ไม่เกิดขึ้นหรอก ฮ่า ฮ่า แก้ง่ายสุด คือ เริ่มจากตัวเราครับ เราเริ่มแบ่งเงินบางส่วนมาลงในหุ้น อาจเริ่มจาก DCA ใน ETF ก็ได้ (ได้ผลตอบแทนเหมือนตลาดหุ้น แต่แทบไม่เสี่ยงเลย)

4. ‘ปัญหาหนี้จะไม่ได้รับการแก้ หนี้จะเพิ่มหนักทั้งประชาชนและรัฐบาล’ ....เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่หนี้มันท่วมหัวเรา ...ใครๆ ก็รู้ว่าหนี้มันไม่ดี แต่ทำไงได้ มันจำเป็นต้องกู้ ....หนึ่งในธุรกิจที่โตเร็ว รวยเร็วที่สุดวันนี้ ก็คือ ปล่อยกู้รายย่อย ...’จริงๆ ธุรกิจแบบนี้ ก็คล้ายธนาคาร เพียงแต่ธนาคารปล่อยกู้รายใหญ่ พอพวกนี้เบี้ยว ก็ตามยาก ...แต่รายย่อย นี่ตามกันจนคุณผูกคอตาย สรุปง่าย ตามหนี้รายย่อยง่ายกว่า ...มันเลยโตมหาศาล!!’

แต่สุดท้ายปัญหาคือ หนี้ครัวเรือนเพิ่มหนักเลย (เป็นเหมือนกันทั้งโลก) ...ผมว่า เป้าหมายชีวิตของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องคิดว่ารวยนะ คิดว่า ‘ถ้าฉันไม่มีหนี้ แปลว่า ฉันคือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วนะ!!’

ที่พูดนี่ไม่ได้รวมหนี้ธุรกิจนะ ...หนี้มี 2 แบบ

...1. หนี้ส่วนตัว อันนี้อันตรายเพราะ เป็นการสร้างหนี้ซื้อของ ที่ไม่สร้างรายได้ในอนาคต ใครมีหนี้แบบนี้มากๆ ซวยแน่นอน

...2. หนี้ธุรกิจ อันนี้บางส่วนดี เพราะ กู้ไปขยายธุรกิจ สร้างรายได้ในอนาคต ...พอรับได้ถ้าธุรกิจมันขยายได้จริง แต่ถ้าสุดท้ายไม่เป็นไปตามเป้า ก็หนักเหมือนกันแหละ

ใช่!! การพิมพ์เงินรัฐบาล บางส่วนก็มาซื้อหนี้อันที่สอง โดยเฉพาะธนาคาร และธุรกิจใหญ่ ...แต่ไม่รวมหนี้ของธุรกิจเล็ก ....เราจะเห็นสนามแข่งธุรกิจมันไม่เคยเท่าเทียมกัน

รายใหญ่พลาด มีอุ้ม ...รายเล็กพลาด มรึง จมดินแน่ !!

คำแนะนำ ของผม ที่ทำอยู่ตอนนี้ คือ ผมซื้อหุ้น เอาพวกที่

หนึ่ง ได้รับผลกระทบต่อวิกฤตน้อย

สอง เอาธุรกิจใหญ่ๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือ

สาม เอาหุ้น ที่เจ้าของ ซื้อเพิ่ม

สี่ ผมกระจายเงินเยอะ ซื้อหุ้นทั้ง 3 แถวเลย ...แถว 1 เยอะหน่อย ...แถว 2 กับ 3 มีน้อยหน่อย แต่ก็ต้องมี ไว้ลุ้นเติบโต

สมมุติ ผมมีเงินลงทุน 100 บาท ...50 บาท นี่หุ้นแถวหนึ่ง / 30 บาท หุ้นแถว 2 / อีก 20 บาทลุ้นแถว 3 ...ก็จะช่วยสมดุลย์ความเสี่ยงในภาวะตลาดแบบนี้ครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ”

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

การตลาดที่เปลี่ยนโลก

‘การตลาดขั้นเทพ คือ การเปลี่ยนมุมมองคน ..ใครทำได้ รวยเละครับ!!’

1. วันนี้ขับรถผ่าน เห็น ‘หมูดำ’ ผมก็พูดขึ้นว่า ‘ใครจะกล้ากินหมูดำวะ ...มันดูไม่น่าจะเลี้ยงไว้กิน ?’

แล้วอยู่ คำว่า ‘หมูดำคุโรบูตะ’ กี่แวบขึ้นมา ...เออ !! เทพว่ะ ...เพราะ เรารู้สึกว่า ‘หมูคุโรบูตะ’ ชื่อมันญี่ปุ่น มันน่ากิน

2. ‘เพชร’ ...ทุกวันนี้เราทำเพชรได้แล้ว แต่เพชรธรรมชาติก็ยังคงแพงหูฉี่อยู่ดี

พอศึกษาเรื่องเพชรก็พบว่า มันคือ การตลาดระดับโลก โดยเจ้าของเหมืองเพชรรายใหญ่ เดอเบียร์ส ...ใช้หลัก จำกัด Supply ปริมาณเพชร ...แล้วก็ใช้การตลาด ให้เพชรเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน

สมัยก่อน การแต่งงาน ใช้เพชรเป็นสัญลักษณ์ ของ Forever ...แต่ชีวิตคู่คนรุ่นใหม่ ผมว่า ต้องเปลี่ยนสัญลักษณ์ เพราะ มัน ‘ชั่วคราว’

...’รักของเราชั่วคราว ไม่ข้ามคืน ฮ่า ฮ่า ‘

อ้าว!! แล้วยั่งยืน คืออะไร ?

‘ความรัก = ชั่วคราว’ แต่ ‘ความเหมาะสม = ยั่งยืน’ คนโบราณเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว

ศีลเสมอ แล้ว เราเจอกันยาวๆ ...อันนี้ยืนยาวจริง !!

3. iPhone ในยุคของ Steve Job..สินค้า Mass ต้นทุนต่ำ แต่ขายในราคา Luxury ...แต่ยุค Tim Cook ...เน้น ลดราคาลง ขายเพิ่ม ความเป็น Luxury ก็เลยหายไป ...แต่บริษัทกำไรมากขึ้น

ตอนนี้เราจะเห็น ค่ายรถยนต์ชั้นนำ มาแนวทางนี้หมด ..คือ ลดราคา ขยายตลาด ...ก็ดูกันไป ‘ระยะสั้นขายดีแน่นอน แต่ระยะยาว ต้องมาลุ้นกันอีกที’

เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เรียนรู้ว่า

1. ราคาขึ้นกับ เรื่องราว และ ความพิเศษ ที่เราใส่ให้กับสินค้า

2. คุณภาพ ...สิ่งที่จับต้องได้ คือ วัสดุที่ใช้ และ ความปราณีต ที่ใส่ลงในสินค้า

3. จำนวนที่ผลิต ...ผลิตน้อย ราคาก็สูง

4. ซื้อยากหรือง่าย ...ถ้าซื้อยาก ดูถูกลูกค้า แบบ Hermes คนกลับยิ่งอยากได้ แปลกไหม ?

จริงไม่แปลก ...เขาให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิม ซื้อง่าย ได้ราคาดี ทำให้พวก Hiso พวกนี้ สามารถซื้อแล้วไป โปรโมท ไปขายต่อ ก็ได้กำไร ...’เปลี่ยนลูกค้าเก่า เป็นสาวก แล้วแถมกำไรให้ด้วย’ ...นี่คือ กลยุทธ์เปลี่ยนลูกค้าเป็นคู่ค้า เทพไหมล่ะ ?

5. ‘ราคาขายต่อ’ ...สินค้าที่สามารถสร้างตลาดมือสอง ต้องเป็นสินค้าที่มีอายุใช้งานนาน และ Service ต้องเยี่ยม ...รถ Toyota เทพมากเรื่องนี้ ....ดังนั้น แทบไม่ต้องเดา ถ้าโลกขยับสู่ ‘การเช่ารถ ไม่ซื้อ’ ...ค่าย Toyota ขึ้นนำแน่ เพราะ Service เขาอันดับหนึ่ง ...ในด้านค่ายยุโรป ผมว่า BMW มาแรง !!

6. ‘กลุ่มนักสะสม’ ...พวกนี้สร้างพลังให้แบรนด์ เช่น Porsche ...รถทุกคันที่เขาสร้างขึ้นมาตลอด 60 ปีที่ผ่านมา 75% ยังวิ่งได้อยู่ ...ไม่ใช่รถมันทนนะ แต่จริงๆ คือ เจ้าของเขายอมเสียเงินซ่อมให้มันวิ่งได้ นั่นแหละสำคัญ ....นี่คือ Emotion ล้วนๆ ...ยิ่งมีนักสะสมมาก แบรนด์ก็ยิ่งสุดยอด

ก็คร่าวๆ ประมาณนี้ ...’ไม่มีความฟลุ๊คในโลกใบนี้ ...ถ้าเราแกะ ความสำเร็จของทุกอย่าง จะพบว่า มันมีเหตุผลบางอย่างที่สาเหตุสมผล ให้สิ่งนั้น ประสบความสำเร็จ!!’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม






วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อายุน้อย เบื่องาน เงินเก็บพอมี ควรลาออกไหม


‘ช่วงนี้เห็นคนโพสถามเยอะว่า เบื่องาน มีเงินเก็บพอสมควร อายุยังไม่เยอะ ...ควรลาออกไหม ?’

ในฐานะที่ผมอายุ 40 เคยผ่านการเป็นผู้ประกอบการ ตั้งแต่ยังเด็ก ..ตอนนี้มีงานประจำที่โอเค ..มีทำธุรกิจส่วนตัวเสริมในเวลาว่างเล็กๆ น้อย และ มีการลงทุนออมในหุ้น ในระดับนึง

1. ‘การลาออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ใช่คำตอบ’ ...มีคำพูดนึงที่ผมว่าโคตรโดนคือ ผู้ชายถ้ามีเงินและมีเวลาพร้อมกัน มึงหายนะ !! ...จริง!! ต้องระวัง

2. ‘งานในยุคนี้ มันเริ่มมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น บางงานทั้งสนุก ทั้งได้เงินดี อันนี้แหละที่เราควรค้นหาให้เจอ’ ...งานใหม่ มันสมัครไม่ได้ มันต้องสร้างขึ้นมาเอง ...ยุคนี้การสร้างงานที่ใช่สำหรับเรา มันเป็น Journey ‘มันคือการเดินทางของทุกคน’

3. ‘การหางานใหม่ งานที่ใช่ ควรเริ่มจากเวลาว่างที่เรามีก่อน’ ...คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ ก็ล้วนเกิดจากเอาเวลาว่างมาทำสิ่งที่ใช่ สุดท้ายได้ทั้งงานที่ใช่ และ ได้ทั้งเงิน ....ถึงเวลาที่มันชัด ค่อยลาออก ก็ยังไม่สายนะ !!

4. ‘ถ้าหางานที่ใช่ไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะ การลงทุนก็เป็นอีกทางเลือก ของการเกษียณแบบสบายของจริง’ ....ผมไม่เคยเห็นคนที่มีเงินก้อนฝากธนาคารแล้วสบายเลย ...พวกนี้กลัวเงินหมด เพราะ ดอกเบี้ยมันไม่มี ....คนที่เกษียณสบายที่สุด คือ เกษียณจากการออมหุ้น ใช้เงินจากปันผล พวกนี้โคตรสบาย (มันยากแค่ตอนสร้าง เพราะ ใช้เวลา เฉลี่ยสัก 10-20 ปี)

5. ‘คุณค่าของคนเราไม่ได้อยู่ที่เงินที่เรามี แต่อยู่ในงานที่เราทำ’ ...เราเลยไม่เคยเห็นเจ้าสัวคนไหนยอมเกษียณมานั่งเลี้ยงหลานเลยสักคน ...ก็งานเขามันคือความภูมิใจ ความสนุก และ มันก็คือตัวตนของเขานั่นเอง

6. ‘สุดท้ายเราก็ต้องหาอะไรทำอยู่ดี’ ...สุดท้ายทุกคนที่เกษียณก็ต้องหาอะไรทำอยู่ดี ...ผมว่า มันจะดีกว่า หากสิ่งนั้น ทำแล้ว สนุก ได้เงิน และ สร้างความภูมิใจในเวลาเดียวกัน

....นี่คือนิยามของ ‘งานที่เราควรทำจนตาย’ : ‘สนุก ได้เงิน และ สร้างความภูมิใจ’

7. ‘อย่าใช้ชีวิต เพื่อดูดีในสายตาคนอื่น’ ...บอกเลยว่า โคตรแพง ...ชีวิตที่ต้องดูดีตลอดเวลาในสายตาคนอื่น มันเสียเงินเยอะ และ ไม่มีความสุข

8. ‘ถ้าจิตตกมาก ไปลองออกกำลังกายหนักดู’ ...บางครั้งจิตมันตก เพราะ ร่างกายมันสบายไป ...ไปวิ่ง ไปเล่นกล้าม ยกเวต เอาให้หนัก ...ความทุกข์บางครั้งมันเตือนให้เรารู้ว่า ‘จริงๆ กูสบายเกินไปนี่หว่า !!’

ประมาณนี้ เอาใจช่วยกันไปครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ