แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Growth & Multiple ที่ขับเคลื่อนหุ้นหลายเด้ง ในตลาดหุ้น


 ‘ทำไมราคาหุ้น ถึงแพงกว่ากำไรเสมอ ?’


หลายคนสงสัยว่า หุ้นบางบริษัท กำไรแค่ 100 ล้านบาทต่อปี ...แต่ทำไมราคาหุ้นจึงเป็น 1,000 ล้านบาท


โห!! อธิบายยาวละ ...แต่จะบอกว่า ‘นี่คือ เสน่ห์ของตลาดหุ้น ที่ทำให้เจ้าของ และ นักลงทุน กลายเป็นเศรษฐี’


การรวยจากหุ้นเยอะๆ มันก็คือ เรื่องนี้แหละ ...มันเป็นความสัมพันธ์กัน ระหว่าง Growth & Multiple


‘Growth’ คือ กำไรของหุ้นที่เติบโต ...อันนี้เป็นเสมือนเจ้ามือตัวจริง ที่กำหนดว่า ราคาจะขึ้นหรือลง


‘Multiple’ คือ ‘ตัวคูณของกำไร’ ...ตัวนี้แหละ ที่ทำให้หุ้นขึ้นลง หลายๆ เด้ง ...Multiple จะถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของนักลงทุน ...แบบว่า แห่ซื้อหุ้นแพงที่วิ่งขึ้น และ ทิ้งหุ้นขายหนีเวลาหุ้นลง 


ผมขอสรุปเป็น ข้อๆ ดังนี้


1. ‘นักลงทุนให้ค่า ตัวคูณ เป็นเท่าๆ ของกำไร’ ...นักลงทุนยอมซื้อหุ้นแพงกว่ากำไร เป็นเท่าๆ ขึ้นกับการเติบโตของธุรกิจ ...เราเรียกค่านี้ว่า P/E ...เช่น P/E 10 ก็คือ นักลงทุนยอมซื้อหุ้น 10 เท่าของกำไร (ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ได้เข้าตลาด ต้องทำกำไรอีก 10 ปี ถึงจะมีมูลค่าเท่า P/E 10 นั่นเอง)


2. ‘ค่า P/E จะสูง หรือ ต่ำ ขึ้นกับการเติบโตของกำไรบริษัท’ ...เช่น กำไรโตปีละ 10% ค่า P/E ก็ควรจะประมาณ 10 เท่า ...กำไรโต 20% ค่า P/E ก็น่าจะประมาณ 20 เท่า


3. ‘นักลงทุนสามารถรวยจาก ค่า P/E ที่สูงขึ้น และ ก็สามารถเจ๊ง จากค่า P/E ที่ถูกปรับลง’ ....ถ้าเราซื้อหุ้นที่ P/E 10 จากนั้น กำไรเติบโตเยอะ ...นักลงทุนคนอื่น อาจยอมซื้อที่ P/E ที่สูงขึ้น เช่น 20 เท่า ...คนที่ซื้อไว้ก่อนหน้าย่อมกำไรมหาศาล 


ในทางกลับกัน หากเราซื้อหุ้นที่ P/E สูง แล้วกำไรเกิดแย่ลง ...นักลงทุนคนอื่นอาจไม่ยอมซื้อหุ้นนี้ที่ P/E สูงอีกต่อไป ...ดังนั้น คนที่ถือก่อนหน้า ย่อมขาดทุนมหาศาล 


4. ‘หุ้น P/E สูง ระวัง การเติบโตลดลง’ ...เพราะ แค่การเติบโตลดลง เราก็สามารถติดดอย ทั้งที่บริษัทก็ไม่ได้เจ๊ง ...แต่เราเจ๊งเรียบร้อย !!


5. ‘หุ้น P/E ต่ำ ระวังมันไม่โต’ ...หุ้น P/E ต่ำ โดยมากปลอดภัย แต่กับดักของมันคือ ไม่โต ดังนั้น คนถือ อาจได้แค่ เงินปันผล เป็นหลัก (แต่ถือแล้วราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน)


6. ‘คนที่รวยหุ้นหลายเด้ง เกิดจาก ซื้อหุ้น P/E สูง ตั้งแต่ตอนที่มันต่ำ แล้วทนถือได้’ ...เราต้องรู้ว่า กำไรบริษัทนี้จะโต 


ถ้าเราสามารถเลือกหุ้นที่กำไรโต 3 เท่า ในเวลา 3-5 ปี เราก็จะเจอหุ้น 5 เด้งนั่นเองครับ


นี่แหละเสน่ห์ของตลาดหุ้น Growth & Multiple ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย Greed & Fear ของนักลงทุน ...ใครอ่านขาด คนนั้นคือผู้ชนะครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

6 ทัศนคติ ที่ตะทำให้ชีวิตดีขึ้น รุ่งขึ้น

 6 ทัศนคติ ที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น รุ่งขึ้น


..คนเราคิดแบบไหน ผลลัพธ์ชีวิตก็จะเป็นแบบนั้น ...เลยมีคำถามเกิดขึ้นว่า ‘แล้วคิดยังไง จึงจะ ผลลัพธ์ ให้รวย รุ่ง ดี อ่ะ’ ...โอเคมาดูกัน


1. ‘ความผิดพลาดครั้งนี้ มันเกิดขึ้นจากเรา’ ...ทุกคนย่อมเคยเจอ ความผิดพลาดในชีวิต และบ่อยครั้งที่เราชอบโทษคนอื่น ..โทษพ่อ โทษแม่ โทษเพื่อน โทษคนอื่น อาจจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น แต่มันไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ...เพราะ การโทษคนอื่น ไม่ทำให้เราเรียนรู้ และ สุดท้ายเราก็อาจจะผิดพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก 


ยอมรับความผิด เรียนรู้ แล้วแก้ไข ...เราจะโตขึ้น เก่งขึ้น ทุกครั้งที่ผิดพลาด


2. ‘ความสำเร็จครั้งนี้ เพราะทุกคนช่วยกัน’ ...คนส่วนใหญ่เวลาผิดพลาดจะ โทษว่า ดวงไม่ดี ..แต่ถ้าสำเร็จจะบอกว่า เพราะ ฝีมือของฉันเอง ...’ฉันผิดพลาดเพราะดวงไม่ดี แต่ฉันสำเร็จเพราะฝีมือ!!’ ...เอาตรงๆ นะ ความสำเร็จที่ยกตัวเอง จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จที่มากขึ้นในครั้งต่อไป 


ไหนๆ ครั้งนี้ ก็สำเร็จอยู่แล้ว ...การยกเครคิตความสำเร็จ ให้คนที่เราแคร์ ย่อมมีประโยชน์มากกว่ายกตัวเอง ....’ทีมผมเก่ง’ , ‘ลูกน้องผมเก่ง’ , ...แล้วคนที่คุณแคร์จะช่วยให้เราสำเร็จต่อไป 


3. ‘งานที่ฉันทำ แก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนอื่น’ ...ลึกๆ แล้วเราทุกคนอยากมีเหตุผลดีๆ ที่เรามีชีวิตอยู่ ทุ่มเท ทำงานหนักเพื่อสิ่งที่ดี ...ใช่!! ลึกๆ แล้ว เราทุกคนอยากที่จะเป็นคนดี 


การตั้งเป้าหมาย ด้วยสิ่งที่ดี จะทำให้เรา ภูมิใจในสิ่งที่เราทำ สนุกกับมัน อย่างมีพลัง ...นี่แหละ คือ การให้ความหมายกับชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วย Passion และ Power !!


4. ‘การสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน เริ่มที่กิจวัตรประจำวัน’ ...คนเราพูดขยายความสำเร็จจน over ...จริงๆ แล้ว ความสำเร็จแทบทุกเรื่อง มันเริ่มที่การเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็กๆ นี่แหละ ....เช่น คนที่อยากลดน้ำหนัก เราเริ่มที่สร้างนิสัยการตื่นมาวิ่งทุกเช้า มันจะลดน้ำหนักยั่งยืนกว่า การลดน้ำหนักเร็วๆ แล้ว สุดท้ายกลับไปโยโย่ หนักกว่าเดิม , หรือ การลงทุนให้รวย มันเริ่มง่ายๆ ที่การแบ่งเงินมาลงทุน ก่อนจ่ายเงิน อย่างสม่ำเสมอ 


5. ‘ถูกของเรา อาจไม่ใช่ถูกสำหรับคนอื่น’ ...สมัยเด็กผมมักใช้ความคิดของผม ในการตัดสินคนอื่น และตัดสินสิ่งต่างๆ ...คนนี้ ทำถูก , คนนี้ทำผิด ....แต่พอเราโตขึ้น เราก็เข้าใจมากขึ้นว่า ‘สิ่งที่ถูกยิ่งกว่า คือ เราไม่ไปตัดสินคนอื่น ดีที่สุด’ 


ผมชอบคำพูด ที่ว่า ‘โลกเราเจริญเพราะ ความรัก’ ...ใช่!! เราทั้งสร้าง พัฒนา ทำสิ่งที่ดีเพราะเรามีความรัก ....แต่ถ้าวันใดที่ความเกลียดเกิดขึ้น เราอยากที่จะทำลาย ...ทำลายทั้งคนรอบข้าง และ ทำลายตัวเอง ...ให้มันพังกันทุกคน !! (ไม่น่าจะดีนะ)


6. ‘เลือกสิ่งที่เสี่ยงกว่า ที่เราคุมความเสี่ยงได้’ ...มีน้องมาปรึกษาผมว่า เขาอยากรุ่ง อยากประสบความสำเร็จ ....ผมก็บอกไปว่า ‘ชีวิตคือ ทางเลือกเสมอ’ ...เรามีทางเลือกให้เราได้เลือกตลอดเวลา ...ถ้าอยากก้าวหน้า ก็ให้เลือกทางเลือกที่เสี่ยงกว่า แต่ให้แน่ใจว่า ความเสี่ยงนั้นไม่ทำให้ชีวิตพัง 


เส้นบางๆ ระหว่าง การพนัน กับ การลงทุนอย่างชาญฉลาด ก็คือ การควบคุมความเสี่ยง บนทางที่เราเลือกเองนั่นแหละ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




7 ข้อควรรู้กับการ อดทนรวย

 7 ข้อควรรู้ กับการ ‘อดทนรวย’


คำว่า ‘อดทนถึงที่ได้ดีทุกคน’ สามารถใช้กับหุ้นได้ ..แต่!! คุณต้องเข้าใจ 7 ข้อนี้


1. ‘อดทนรวย ใช้ได้กับสินทรัพย์เท่านั้น’ ...การจะถือแล้วรอให้สิ่งนั้นราคาขึ้นจนเรารวย ต้องแน่ใจว่า สิ่งนั้น เป็น สินทรัพย์ (ถ้าไม่ใช่สินทรัพย์ ทนถือไป ก็ไม่ขึ้น เสียเวลาเปล่า)


2. ‘มันต้องไม่ใช่เงินทั้งหมดของคุณ’ ...คนส่วนใหญ่มักมีแนวคิดกับการลงทุนคล้ายๆ การพนัน คือ จัดเต็ม มีเท่าไหร่ใส่หมด!! ...เออ!! มันเหมาะกับธุรกิจนะ แต่มันไม่เหมาะกับการลงทุน ...การลงทุนต้องลงเป็นพอร์ต ไม่ใช่ใส่เป็นตัว ต้องระวังจุดนี้ให้ดีครับ


3. ‘เราต้องตีมูลค่าของสินทรัพย์เป็น’ ...ในเรื่องหุ้น การตีราคาสินทรัพย์ คือ เราต้องอ่านงบการเงินได้ ...พูดง่ายๆ คือ อ่านงบ ต้องบอกได้ว่า หุ้นตอนนี้ ถูกหรือแพง (แต่แค่นี้ไม่ใช่ทั้งหมดนะ การรู้ว่าถูกหรือแพง มันแค่เริ่มต้น ก้าวแรกของการเป็นนักลงทุนจริงจัง)


4. ‘เข้าใจวัฏจักรของราคา’ ...ทุกอย่างที่มีราคา ย่อมมี ‘รอบ’ เสมอ ...คือ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป แล้วเกิดขึ้นใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ....มืออาชีพจะซื้อสินทรัพย์ตอน ดับไป เพื่อรอการเกิดขึ้นใหม่ของรอบต่อไป ...แต่มือสมัครเล่น มักซื้อในช่วงที่ดี มีคนเชียร์ กำลังคึกคัก ซึ่งมักอยู่ในจังหวะที่แพงเสมอ


5. ‘กล้าซื้อในวิกฤต’ ...การกล้าซื้อในวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จริงๆ มันเริ่มมาจาก เราวางแผนเพื่อเตรียมเงินที่จะซื้อหุ้นในวิกฤต ....เพราะปกติถ้าไม่เตรียม เราจะไม่มีเงินตอนที่ตลาดเกิดวิกฤต (ก็ซื้อไปข้างบนหมดแล้ว พอตลาดเกิดวิกฤต ก็ติดดอย ไม่มีเงินมาช้อนซื้อเพิ่ม) ...ดังนั้น จุดสำคัญ คือ เตรียมเงินก้อนนึงไว้เสมอเพื่อวิกฤต แล้วพอมันเกิดวิกฤต เราต้องกล้าเอาเงินนั้นออกมาซื้อ (ใช่!! โคตรยาก ..คนที่ทำได้เลยโคตรรวยไง)


6. ‘ถืออย่างน้อยผ่าน 2 วิกฤต’ ...ในตลาดหุ้น วิกฤตใหญ่มาทุกๆ 10 ปี ...คนที่เริ่มต้นดี คือ ได้ซื้อตอนวิกฤต ...แต่การจะรวยสุด จนมีอิสรภาพทางการเงิน ต้องกล้าที่จะ ถือผ่าน 2 วิกฤต ...สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ถือได้แค่รอบเดียวเพราะ ไม่สามารถทนให้ราคาหุ้นย่อลงมาเยอะๆ (พอราคาลงมา ก็ขายไป จากนั้น พอรอบใหม่ ก็ต้องมาเริ่มทุกอย่างใหม่นั่นเอง)


7. ‘สร้างทัศนคติของการคิดต่างอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นนิสัย’ ...ข้อนี้สำคัญสุด เพราะ คนที่สำเร็จไม่เหมือนใคร ก็ต้องเป็นคนที่คิดต่างจากคนอื่น ..คำว่า คิดต่างนี่เข้าใจยาก เพราะ ทุกคนก็คิดว่าตัวเองคิดต่าง แต่เอาเข้าจริง มันเหมือนๆ กัน


การจะวัดว่า ‘เราเป็นคนคิดต่าง’ ต้องฝึกดูว่า เราเห็นโอกาสทุกครั้งไหมในเวลาที่เกิดวิกฤต ...เห็นแล้วเรากล้า Take Chance อันนั้นไหม ? ...ก็ถ้า เห็น แต่ไม่ทำอะไร มันก็เหมือนไม่เห็นนั่นแหละ 


‘ก็รู้แบบนี้ ฉันรวยไปนานแล้ว’ ..ครับ!! งั้น รอบนี้ อย่าพลาด ขึ้นครั้งนี้ต้องมีเรานะ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย

http://bls.tips/pawawitTeam 


หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

7 ข้อ Selfmade ยังไงให้รวยกว่าคนได้มรดก

 7 ข้อ Selfmade อย่างไร ให้รวยกว่า คนได้มรดก


เราปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกยุคนี้ คนที่ Selfmade สามารถรวยได้มากกว่าคนได้มรดก ...ไม่ว่าจะเป็น Jeff Bazos , Elon Musk , Mark Zuckerberg ..ถ้าลองไป list รายชื่อจะพบว่า คนที่รวยแบบสุดขีดจำนวนมาก สร้างตัว ด้วยตัวเอง 


ใช่!! บ้านเราอาจจะมีน้อยมาก แต่เราก็เห็น ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ เกิดขึ้นจำนวนมาก จากธุรกิจที่หลากหลาย 


ผมขอรวบรวม แนวทางการสร้างตัวของคนเหล่านี้มาให้ 7 แบบ ลองดูซิว่า แบบไหนที่เอาไปปรับใช้กับเราได้บ้าง


1. ‘อย่าคิดใหญ่ ให้ทำอะไรบ้านๆ’ ...หลายคนอาจคิดอยากทำโรงไฟฟ้า ธุรกิจสัมปทาน หรือ ผูกขาด ...นั่นคือ เจ้าสัวยุคเก่าครับ ...เจ้าสัวยุคนี้ เริ่มจากธุรกิจบ้านๆ เช่น ขายสุกี้ , เปิดร้านขนมหวาน , ขายขนมขบเคี้ยว , ขายน้ำดื่ม , ขายคอม , ขายเครื่องสำอางค์ , ขายอาหารเสริม ...ข้อแรก สอนเราว่า อย่าเริ่มแข่งกับคนตัวใหญ่ ให้เริ่มแข่งกับคนตัวเล็ก แล้ววางแผนโตจากจุดนั้นแหละ


2. ‘อย่าแค่ขายดี แต่ให้สร้างระบบ’ ...การขายดีไม่ทำให้เรารวย เพราะ วันนึงขายดี อาจมีวันนึงขายไม่ดี ..สิ่งที่ต้องสร้างคือ ‘ระบบ’ ...ต้องคิดตั้งแต่ยังเล็กๆ ว่า ธุรกิจจะสามารถขยายได้อย่างไรโดยไม่มีเรา ...ท่องไว้ ‘ระบบ’ คือ หัวใจของการขยาย


3. ‘ลูกค้าต้องคลั่งไคล้ในสินค้าเรา’ ...ถ้าธุรกิจเราคือการขายสินค้าธรรมดาเพื่อตัดราคาคนอื่น ต้องปรับตัวด่วน เพราะ มันไปต่อยาก ...ยุคนี้ต้องเริ่มจาก ลูกค้าที่คลั่งไคล้ ...ยอมจ่ายแพง ...ใช้แล้วแนะนำเพื่อนต่อ ...ภาษาคนรุ่นใหม่ เขาบอกว่า ‘มันเริ่มจาก Passion’ ...ก็ถูกของเขานะ ...สินค้าที่ไปต่อได้ นอกจากแค่ คุณภาพดี มันต้องมี ‘อารมณ์’ ร่วม 


4. ‘เข้าตลาดหุ้นได้’ ...เศรษฐีรุ่นใหม่ที่รวยแล้วสบาย คือ คนที่สามารถพาธุรกิจของตัวเอง เข้าไปในตลาดหุ้นได้ ...หัวใจคือ การสร้างระบบ การควบคุมภายใน และ การวางแผนเติบโตอย่างเป็นระบบ ....เงินตัวเอง หรือ เงินกู้ธนาคาร ไม่พอให้คุณโตก้าวกระโดด ...ต้องเงินจากตลาดหุ้น นี่แหละ โตก้าวกระโดดของจริง 


5. ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวานได้’ ...โดยปกติคนที่สำเร็จเร็ว ก็อยากโชว์ อยากใช้เงิน ...แต่ถ้าใครใช้เร็วไป มันไปไม่ไกล ...ยกตัวอย่าง คนที่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ จะได้เงินก้อนใหญ่ ...ถ้าเอาเงินก้อนนั้นมาขยายอย่างจริงจัง ก็จะทำให้ธุรกิจโตได้อีกมหาศาล 


6. ‘เลือกทางเดิน ที่เสี่ยงกว่าเสมอ’ ...อันนี้เป็นความแตกต่าง ระหว่าง Selfmade กับ คนที่ได้มรดก ...คนที่ Selfmade มักเลือกทางเลือกที่เสี่ยงกว่า สุดโต่งกว่า ...ส่วนคนที่ได้มรดก จะเลือกทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะ เขาเสียไม่ได้ และไม่ควรเสีย ...จุดนี้เอง ทำให้พวก Selfmade เจอโอกาสที่คนอื่นไม่เจอ ...นั่นคือ น่านน้ำใหม่ , ธุรกิจใหม่ ....มันก็เริ่มจาก เลือกทาง ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำนั่นแหละ


7. ‘กล้าที่จะให้รางวัลลูกน้อง’ ...คนที่ Selfmade เขาหาเงินมาเอง ก็ย่อมกล้าที่จะจ่าย จะให้รางวัลลูกน้องที่เก่ง ...ทำให้เขาได้ใจลูกน้องมากกว่า ...เมื่อทีมแข็ง และ เก่ง มันก็ไปต่อได้ไม่ยาก 


เอาตรงๆ นะ คนที่มีฐาน เขาก็ย่อมมีแต้มต่อ เริ่มง่ายกว่า แต่หลังจากนั้น มันขึ้นกับ ฝีมือ และ การต่อยอด ที่จะกำหนดว่า ด้วยตัวเรา เราไปได้ไกลแค่ไหน 


เอาใจช่วยนักสู้ชีวิตทุกคน ...จัดไปครับ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563

จุดเริ่มต้นในตลาดหุ้นของผม

 


‘จุดเริ่มต้นในตลาดหุ้นของผม’ 
 
..ไม่ได้แบบอยู่ดีๆ ก็ค้นพบพรสวรรค์ ...เอาว่า จุดเริ่มต้นของผมในตลาดหุ้น คือ ช่วงที่ผมอายุ 20 กว่าๆ ไปเรียน ป.โท ที่ออสเตรเลีย แล้วก็ทำธุรกิจร้านอาหารไปด้วย ...คือ แบบเปรี้ยว ฟิตจัด ...เจ๊งครับ!! ...เรียนก็ไม่จบโท ...อ้าว ซวยดิ!! 
 
เคว้งเลย.. แบบเป๋เลยกรู !! ...เอาตรงๆ วันนั้น มันไปต่อไม่ได้ แต่ไม่อยากกลับประเทศ ...อยากกลับบ้านเก่ามากกว่า (วันนี้ย้อนนึกแล้วขำ แต่เอาตรงๆ วันนั้น ไม่ขำ)
 
เวลาผมทำอะไร ทุ่มสุดๆ ...ก่อนเจ๊ง นี่เกือบรวยเลยนะ เพราะ เปิดร้านอาหารไปตั้ง 5 สาขา แล้วกำลังวางแผนจะทำ แฟรนไชส์ แต่ดันมาเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ....สายป่านไม่พอ ก็จบ ...รู้เลยว่า ‘คนต่างชาติ มันเป็นชนชั้นที่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเอเชียอย่างเรา’ ..เลยเข้าใจคนเลยว่า การเริ่มอะไรเองมันยากแค่ไหน 
 
‘เอาเถอะ ผ่านมาแล้ว’ ...แต่คุ้มนะ ...ผมว่า การล้มเหลวในวันนั้น มันสอนอะไรเยอะมาก
ที่สำคัญมันลด ego ลง และเพิ่มความฉลาดมากขึ้นว่างั้น
 
...จริงๆ กลับประเทศไทยมาในเวลานั้น ...โคตรเข็ดขยาด ไม่กล้าทำอะไรแล้ว กลัวล้มอีก ...ก็เลยไปสมัครเป็นลูกจ้าง ...หางานทำ ...ผมจะมาเอาดีกับการเป็นลูกจ้าง แล้วไต่เต้าเป็นผู้บริหารมืออาชีพให้ได้ !!!
 
....จุดเริ่มต้นในตลาดหุ้นของผมคือ พ่อเรียกไปคุย บอกว่า ไม่ต้องไปคิดมาก ที่เอาเงินที่บ้านไปเจ๊งที่ออสเตรเลีย
 
“เอ่อ!! พ่อครับ ...พูดแบบนี้ ผมคิดมาก หนักเข้าไปอีก”
 
พ่อบอกว่า เงินที่เจ๊งไปแล้วช่างมัน แต่พ่อแม่เหลือเงินเก็บอยู่นี่ก้อนสุดท้ายแล้ว ...เอาไปช่วยดูซิ ว่า จะลงทุนยังไง ให้มันดี 
 
....ผมนอนไม่หลับเลย ....เอาตรงๆ ที่กลับมาเป็นลูกจ้าง เพราะ ไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัวอีก ...ไม่อยากจะแตะเงินที่บ้านอีกแล้ว ...เจ๊งไปเยอะแล้ว พอแล้ว 
 
...แต่ก็ พ่อให้โจทย์มาแล้ว ผมก็ต้องทำ 
 
‘โจทย์ผมก็คือ เสียไม่ได้ เพราะ นี่เป็นเงินเกษียณก้อนสุดท้าย ...’
 
...เข้าตลาดปั๊บ ...ต้นปี 2008 ...ปลายปี Hamburger Crisis ...’รับน้องใหญ่เลย !!’ ...อวกดิครับ เข้าตลาดปั๊บ ก็เจอ วิกฤตตลาดหุ้น 2008 อีก !!
 
ผมได้เรียนรู้ ก็คือ 
 
1. ‘โลกนี้ช่างโหดร้าย โดยเฉพาะโลกการเงิน’ ...ไม่มีอะไรง่ายๆ ...ดังนั้น ผมจะซื้อหุ้นเวลาที่ผมรู้สึก ไม่สบายใจ กังวล (ถ้าซื้อหุ้นตอนที่เราสบายใจ แปลว่า ซื้อแพง ...เดี๋ยวมีหนาว ...ถ้าซื้อหุ้นถูก ต้องตอนที่ไม่สบายใจ งงๆ แบบตลาดหุ้นไทยปีนี้เลย)
 
2. ‘อะไรที่คนอื่นว่าดี แปลว่า มันไม่มีกำไรเหลือแล้ว’ ...ถ้าใครชวนผมลงทุนในอะไรก็ตามที่มันกำลังฮิต ...ใครๆ ก็กำไร ....ผมจะถอย ...หรือ ถ้าผมมี ผมจะทยอยขายทิ้ง เพราะ หลังจากนั้นไม่นาน นรกรอ เราอยู่แน่นอน
 
3. ‘เตรียมพอร์ต สำหรับ Worst Case ที่สุดเสมอ’ ...มีคนถามผม ทำไมผมเล่นหุ้นชิวมาก ...ผมบอกเลย หุ้นระยะยาวทุกตัวที่ผมเลือก ผมวางเลย ว่า ถ้าไม่ศูนย์ไปเลย ก็ 5 เด้ง ...สมมุติพอร์ตผม 1 ล้าน ผมเลือกหุ้นเลย 10 ตัว ลงตัวละ แสน ...ทุกตัวต้องซื้อ ‘ต้นรอบ’ ...ก่อนซื้อ มันต้องมีศพข้างบนเยอะๆ แล้วอ่านงบ ต้องรอดได้แบบไม่ต้องเพิ่มทุน ...หุ้นพวกนี้ ถ้าไม่เจ๊งไปเลย ก็หลายเด้ง (ด้วยวิธีการนี้ ผมแค่เลือกหุ้นถูกสัก 2 ใน 10 ตัว พอร์ตก็โตกระฉูดละ ...แล้วหุ้นที่เจ๊งไปเลย เอาตรงๆ นะ อย่างมาก มี 1-2 ตัว พอร์ต ก็แทบไม่กระทบ) ...ถ้าทำนานพอ พอร์ตโตขึ้น ทีนี้ปันผลเริ่มเลี้ยงเราละ 
 
4. ‘ออมในหุ้นไปเลย’ ...พูดง่ายๆ ถือหุ้นแทนเงินฝากเลย ...ซื้อหุ้นดี ในจุด ต้นรอบ จากนั้นไม่ขายเลย ...ถือรับปันผล ...ให้ปันผลนั่นแหละเลี้ยงเรา ...ผมคำนวณแล้วว่า ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ วันนึง ต้องรวยก่อนเกษียณแน่ๆ
เอาเข้าจริง ทำมาแค่สิบกว่าปี ...ปันผลผมมากกว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนแล้ว ...เฮ้ย!! นี่มันคือ Passive Income มากกว่า expense ก็คือ อิสรภาพทางการเงินแล้ว 
 
ไม่ได้รวยมากมาย ...แค่เริ่มสบายทางการเงิน ...พอเรามี passive แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเลิกทำงานนี่ ? ...เพียงแต่เราทำงาน แบบไม่กดดัน 
 
สรุปว่า สิ่งที่ผมเรียนรู้ มันทำแล้วดี ...มันดีกว่า แนวคิดตอนเด็กๆ ที่ทำสุด ถ้าไม่สำเร็จ กรูยอมตาย ...นั่นมันละครน้ำเน่า ...จะพันล้านอะไรบ้าบอ 
 
ชีวิตจริงน่ะ ...มันต้องวางแผนชัด ไม่เพ้อฝัน แล้วอดทนทำตามแผน ...ผมฟันธงเลย คนที่สำเร็จในชีวิตจริง มันต้อง ‘วิธีการชัด แล้วอดทน’ 
 
อดทนรวย !! ....ใช่ ‘อดทนรวย’ ครับ
 
เขียนมาซะยืดยาว จะบอกว่า ‘แนวทางการลงทุนของผม ...ผมได้เขียน แชร์ ทั้งวิธีคิด วิธีทำ ไว้ในหนังสือเล่มใหม่’ ...หนังสือ มือใหม่หุ้น ลงทุนเก่ง 
 
ก็ฝากไว้ครับ สำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้น หรือ จะซื้อฝาก พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน แฟน ...ส่งความรู้และแรงบันดาลใจ ในการเปลี่ยนชีวิต ผ่านหนังสือ ที่อ่านง่ายๆ ตรงๆ กันได้ครับ
จัดไป !! ‘อดทนรวย’ 
 

หนังสือ มือใหม่หุ้น ลงทุนเก่ง วางแผงแล้วครับ

 

‘ทยอยวางแผงแล้วครับ ที่ร้าน SE-ED น่าจะทุกสาขานะครับ’ ...หรือ สั่งซื้อที่ร้าน SE-ED ออนไลน์ ได้ที่ลิงค์นี้ครับ
....หนังสือเล่มในรอบ 5 ปีของผมเลย ..’ห่างหายจากการออกหนังสือเล่มใหม่ไปนานมากเลย!!’ 😅
 
...’เล่มนี้เขียนเพื่อให้ คนที่เป็นมือใหม่สนใจเล่นหุ้น หรือ คนที่กลับมาเล่นหุ้น ให้เข้าใจตลาดหุ้นยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงแบบง่ายๆ สไตล์ผม 
 
คือ เล่นหุ้นให้ถูก มันต้องไม่ซับซ้อน และ ผลลัพธ์แบบเหนื่อยครั้งเดียวแต่ให้ผลลัพธ์ตลอดไป’

‘อยากเข้าใจหุ้นยุคนี้ แบบง่ายสุด ถูกสุด ..หนังสือเล่มนี้เลย ..ส่งต่อความรู้ และ แรงบันดาลใจ ของตัวเรา หรือ ให้เพื่อน พี่ น้อง ก็ใช้หนังสือนี่แหละครับ!!’

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

หนังสือ มือใหม่หุ้น ลงทุนเก่ง


‘ทำไมผมยังเขียนหนังสือ ที่เป็นเล่มอยู่ ...ยุคนี้ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว!!’ 

  ...ต้องบอกตรงๆ ว่า ผมเริ่มจากการเป็น ‘นักเขียน’ ...เขียนหนังสือหุ้น ก็เป็นสิบปีละ ...เขียนมาเป็นสิบเล่ม สิ่งที่ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็คือ ‘คนซื้อหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ ...เอาจากตัวผมเอง ก็ยังซื้อหนังสือน้อยลงเลย’ ...แต่คนอ่านไม่ได้ลดลง ...ทุกคนวันนี้คนกลับอ่านเพิ่ม ศึกษาเพิ่ม ‘คนรุ่นใหม่ใฝ่รู้กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่รูปแบบการอ่านมันเปลี่ยนไปก็เท่านั้นเอง’ 

  แต่ส่วนตัว ผมก็ยังคิดว่า ‘หนังสือที่เป็นเล่มมันยังมีเสน่ห์’ ...แม้จะทำแล้ว แทบไม่ได้เงินก็ตาม ฮ่า ฮ่า ฮ่า (หัวเราะแบบแห้งๆ ..555) 

1. มันราคาไม่แพง ใครๆ ก็ซื้อได้ 

2. มันรวบรวมความคิด แบบไม่กระจัดกระจาย 

3. มันส่งต่อแรงบันดาลใจ (อยากให้ของขวัญเปลี่ยนชีวิตดีๆ ก็ซื้อหนังสือดีๆ ให้ ...ใช้เงินน้อยสุด ในการเปลี่ยนชีวิตแล้ว) 

4. ‘Classic’ มันขลังดี ...บทความออนไลน์เขียนแล้วมันหายไป แต่หนังสือ มันจารึกตลอดไป ...ขลังโคตรๆ ละ เลยต้องทำต่อไป ‘หนังสือ เล่มใหม่นี้ มีดีอะไร ?’ 

 พอผมอายุมากขึ้น ..ประสบการณ์มันก็เพิ่ม ...ความเกรียนมันก็ลด ...เวลากลับไปเปิดอ่านหนังสือเล่มเก่าๆ บางทียังรู้สึกว่า ‘ช่างกล้านะ’ ...วันนี้พอเราผ่านเรื่องราวต่างๆ ...เราก็รู้จักตัวเองมากขึ้น ...ชัดเจนขึ้น และ เลือกสิ่งที่ใช่กับตัวเรา

 หนังสือ ‘มือใหม่หุ้น ลงทุนเก่ง’ เล่มนี้ก็เช่นกัน ผมเขียนขึ้น ให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจหุ้น สามารถเข้าใจตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไป ได้แบบง่ายๆ ...พร้อมทั้งเสนอแนะวิธีการที่ผมทำแล้วได้ผลดี ... ‘ทำยังไงให้รวยจากหุ้น ...ต้องรวยแล้วสบายด้วย ไม่ใช่แค่รวยเฉยๆ’ 

ใครกำลังศึกษาเรื่องหุ้น หรือ อยากส่งต่อ ความรู้และแรงบันดาลใจให้เพื่อน พี่น้อง หรือใครก็ตาม ก็ลองใช้หนังสือเล่มนี้ได้ครับ จัดไป 

 #มือใหม่หุ้นลงทุนเก่ง #ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 หลักคิด ผ่านทุกวิกฤตสบายสบาย

 7 ข้อคิด ปรับตัวอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี


วันนี้คนบ่นกันเยอะว่า เศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ได้ คู่แข่งก็เพิ่ม แต่รายจ่ายก็ไม่มีลด ...แต่ก็มีหลายๆ คนที่แทบไม่กระทบเลย ..บางคนดีขึ้นอีก ...เอาตรงๆ พวกนี้เขามีของดีอะไร จะไปเช่ามาบูชาบ้าง !!


ผมพอจะสังเกตแล้ว รวบรวมวิธีคิดของคนที่ปรับตัวได้ แถมดีขึ้น ทุกวิกฤต มาลองดูกัน


1. ‘คนเหล่านี้ไม่เคยคุยเรื่องปรับตัวเลย ...เพราะ เขามีวิถีการทำงานที่ต้องปรับตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว’ ...งานแบบใหม่ มันจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทุกวัน อย่างพวกงานไอที เราจะเห็นเขาเขียนโปรแกรมพัฒนา version ไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ...ถ้าเราฝึก ปรับปรุงงานที่เราทำทุกวัน เราจะแทบไม่ต้องสนคำว่า ปรับตัว เพราะ เราทำอยู่แล้วเป็นวิถีชีวิตของเราเลย


2. ‘คนที่มุ่งสร้างรายได้หลายทาง’ ...สมัยก่อนจะพูดกันว่า ต้องมีเงินเก็บ แต่เอาตรงๆ นะ ยุคนี้ ต้องมีรายได้หลายทาง ...อย่างผม สายหุ้น ก็ต้องมี ‘ออมหุ้น’ บ้าง เพื่อรับปันผลชิวๆ ไม่ใช่มัวแต่เทรด ...สายธุรกิจก็ต้องมีสร้างระบบ สร้างเชน ขายแฟรนไชส์อะไรก็ว่าไป


3. ‘คนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ’ ...วันนี้เราเห็นธุรกิจโตเร็ว ออนไลน์อะไรพวกนี้ เพิ่งมาบูม ไม่กี่ปีเอง ...แปลว่า คนที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ก็คือคนที่เรียนรู้และทำสิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ...อย่าหยุดเรียนสิ่งใหม่ๆ ครับ แล้วโอกาสใหม่ๆ จะโผล่มาเรื่อยๆ


4. ‘อย่าดูถูกเงินน้อย’ ...บางคนไม่ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพราะ มองว่า เงินมันน้อย ไม่คุ้ม ...แต่ธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ก็เริ่มยากจุดที่เงินน้อยทั้งนั้นแหละ ...เราเห็นไอเดียที่สมัยก่อนไม่ได้เรื่อง กลายเป็นธุรกิจรุ่งเรือง เพราะ เทคโนโลยีมันเปลี่ยน เช่น ธุรกิจเล็กแต่กล้าสร้างแบรนด์เอง (ถ้ายุคก่อน ต้องรับจ้างผลิต) แต่ยุคนี้มีออนไลน์ ธุรกิจเล็กก็สร้างแบรนด์ได้ แล้วใหญ่ได้ ...ต้องกล้าเปิดใจมองครับ


5. ‘โอกาสไม่อยู่ที่คิด แต่อยู่ที่ทำ’ ...หมดยุคนักคิดแล้วครับ ...ยุคนี้เป็นยุคของนักทำ ...เอาตรงๆ ถ้าคุณไปศึกษา Model ของ Start up จะเห็นเลยว่า ธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ไอเดียตอนเริ่ม กับ วันที่สำเร็จ มันแทบจะเป็นคนละเรื่องกันเลย ...ใช่ !! ทำเลย แล้วค่อยๆ คิดตามไป 


6. ‘เงินใครล่ะ’ ...เรื่องเงินเป็นปัญหาของธุรกิจสมัยก่อน แต่ทุกวันนี้ ถ้าคุณมีธุรกิจที่ดี ...มีคนพร้อมลงทุนให้คุณ ...แต่เงินก้อนแรก ต้องเป็นเงินเรา ...’เงินยุคนี้ สามารถวิ่งเข้ามาอย่างไม่จำกัด สำหรับธุรกิจที่ดีเท่านั้น ....ส่วนธุรกิจธรรมดา แค่หาเงินมาหมุนยังแทบไม่รอด!!’


7. ‘คุมรายจ่าย ให้เหมือนเศรษฐกิจย่ำแย่ตลอดไป’ ...คนที่ผ่านได้ทุกวิกฤต คือ คนที่คุมรายจ่ายได้ดี ...คิดง่ายๆ แบบนี้ ‘สิ่งที่เราได้ ควรมากกว่าที่เราจ่ายเยอะๆ’ เช่น ซื้อของ ลองดูซิว่า สิ่งที่เราได้รับคุ้มเงินที่จ่ายไหม ...ใช่!! ส่วนใหญ่ไม่คุ้ม (ต้องพยายามลด) ....เวลาลงทุนผม แหย่ เสมอ คือ เริ่มน้อย แต่ถ้าอันไหนดี ค่อยอัดเพิ่มหนักๆ 


หรือ อย่างใช้เงิน ผมสร้างกฏเหล็กกับตัวเองว่า ของที่ไม่จำเป็น ผมต้องใช้เงินปันผล มาซื้อเท่านั้น


 (ไม่ใช่แค่เอากำไรมาซื้อนะ ...นี่เอาปันผลมาซื้อ ...แปลว่า เงินต้นยังอยู่ตลอด) 


ผมว่า 7 ข้อคิดนี้ น่าจะสร้าง ‘วิถีของคนที่สามารถผ่านได้ทุกวิกฤตครับ’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

6 ข้อ เจ้าของรู้อะไรที่รายย่อยไม่รู้

 6 ข้อ เจ้าของรู้อะไรที่รายย่อยไม่รู้


บางครั้งรายย่อยคิดว่าเจ้าของรู้ แต่จริงๆมันไม่ใช่ ...มาดูกัน


1. ‘พื้นฐาน คือ เจ้ามือตัวจริงในระยะยาว’ ...ถ้าผลประกอบการดี ยังไงหุ้นก็ขึ้น ...แต่งงบ ยังง่ายกว่า พยายามลากหุ้นขึ้น 


2. ‘หุ้นที่รายย่อยถือเยอะ มันจะหนัก แล้วก็ขึ้นน้อย’ ...หุ้นที่จะขึ้นเยอะๆ เจ้าของต้องเก็บหุ้น ในช่วงที่รายย่อยขายหุ้น ...ถ้ารายย่อยถือน้อย หุ้นจะเบา วิ่งง่าย ว่างั้น


3. ‘การลากแล้วเทขาย มันรวยน้อย ...ที่รวยมากคือ ลากทั้งพื้นฐานและราคา’ ...ยุคก่อนจะเห็นเจ้ามือ ลากหุ้นแล้วขายทิ้ง ...แต่ยุคนี้มันกลายเป็น ลากให้ทะลุฟ้าไปเลย ...รวยสุด ยุคนี้ การเทขายเอาเงินสด เป็นเรื่องรอง


4. ‘นักลงทุนที่กำไร จะช่วยให้หุ้นน่าสนใจขึ้นไปอีก’ ...หุ้นช้ำ กับ ไม่ช้ำ คือ อยู่ที่คนเสียหายในหุ้นนั้นๆ ...ยิ่งหุ้นตัวไหน ทำคนเสียหายเยอะๆ ...อนาคตของหุ้นก็จะมืดมนตาม !!


5. ‘หุ้นก็เหมือนสินค้า จะฮิต จะแพง มันต้องมีศิลปะ’ ...เริ่มจากของมันดีจริงไหม ...คนซื้อแล้ว เขาได้กำไรไหม ..โฆษณาเกินจริงไหม ...มีพ่อยก แม่ยกไหม ...ทำให้หุ้นน่าสนใจ เหมือน สินค้ายอดนิยม


6. ‘หุ้นใหญ่ไปโตยาก แตกแล้วโตรวยกว่า’ ...บริษัทแม่ มันใหญ่ โตยาก ...ยุคที่โลกผันผวนแบบนี้ แตกธุรกิจแล้วขยายให้เร็ว รวยกว่า 


ก็พยายาม รู้ให้ทันเจ้า เราก็พอจะหาที่ยืนได้ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

6 ข้อ เร่งพอร์ตอย่างไร ให้ไม่เสี่ยง ไม่เจ๊ง

 6 ข้อควรรู้ ‘เร่งพอร์ตอย่างไร’ ให้ไม่เสี่ยง ไม่เจ๊ง


การเร่งพอร์ต ก็คือ การใช้ Leverage เข้ามาช่วย ซึ่งมีอยู่หลายวิธี ...ก็เอาที่เรารับความเสี่ยงได้น่ะดีที่สุด


1. ‘ซื้อเพิ่มเมื่อถูกทาง’ ...รายย่อยมักคิดว่า ‘รู้งี้ซื้อมากกว่านี้ !!’ แต่จริงๆ เราสามารถซื้อหุ้นเพิ่มเมื่อมันขึ้น ...บางคนอาจมองว่าซื้อแพง แต่จริงๆ มันคือ ซื้อถูก ตราบเท่าที่หุ้นยังอยู่ใน Trend ขาขึ้น


2. ‘หุ้นไม่ขึ้น หรือ ลง ให้ขายทิ้งไป’ ...อันนี้ก็เป็นการคัดหุ้นที่ยังไม่ใช่ขาขึ้นออกจากพอร์ต ...บางทีหุ้นนั้นๆ อาจจะพื้นฐานดีนะ แต่มันยังไม่ใช่ขาขึ้น ...การขายทิ้งไปก่อน ก็ทำให้เรามีเงินไปซื้อหุ้นที่ขึ้นได้มากขึ้น


3. ‘การเข้าครั้งแรก ต้องเตรียมพลาดเสมอ’ ..การเตรียมพลาด คือ ไม่ทุ่มเต็มหน้าตักในครั้งแรก เพราะ เราไม่มีทางรู้ว่า หุ้นที่เราเลือกจะขึ้นจริงอย่างที่เราคิด


4. ‘การซื้อสวนเทรนด์ ต้อง Limit เป้าซื้อชัดเจน’ ...ปัญหาของการช้อนซื้อหุ้นถูก คือ มันลงต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นขาดทุนหนักได้ ..ดังนั้น เราต้องกำหนดก่อนเลยว่า หุ้นตัวนั้น จะซื้อมากที่สุดแค่ไหน ...แล้วก็ทยอยซื้อแค่นั้นพอ


5. ‘ต้องแบ่งเงินมาซื้อหุ้นเติบโตด้วย’ ...อาจจะแบ่งสัก 10-20 % ของพอร์ต มาเลือกหุ้นเติบโต ...ซึ่งบางครั้ง หุ้นที่เติบโต อาจดูไม่ถูก และ ปันผลไม่สูง ณ จุดที่ซื้อ แต่ถ้ามันโต ก็ยอมรับได้


6. ‘การใส่ Leverage และ Margin ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน’ ...ถ้าเราใช้ Leverage หรือ Margin อย่าพนันกับมัน ...ถ้าผิดทาง ต้องหนีให้เร็ว ...จะได้มีโอกาสมาสู้ครั้งใหม่เสมอ


ใช่!! เราเร่งพอร์ตให้โตเร็วๆ ได้ ...แต่อย่าลืมประเมินความเสี่ยงครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

8 ข้อต้องดู นักลงทุนสาย growth

 8 ข้อต้องดู นักเล่นหุ้นสาย growth


เดิมทีเล้นหุ้น value ก็ปันผลดีอยู่แล้ว ...แต่ยุคนี้ ควรคัดหุ้น growth เข้าพอร์ตด้วย เพื่อเร่งให้พอร์ตเราโตเร็วขึ้น


มาดูกันว่า ต้องมองอะไรบ้าง


1. ‘หุ้นตัวไม่ใหญ่’ ...เอา Market Cap. ต่ำกว่าหมื่น ...หุ้นเล็ก เบากว่า มันจะขึ้นได้เร็วและแรงกว่า


2. ‘ธุรกิจอยู่ในตลาดที่ขายง่าย’ ...ยกตัวอย่าง สินค้าอุตสาหกรรม ย่อมขายยากกว่า สินค้าอุปโภคบริโภค (ยุคนี้คนเก่ง ไม่สำคัญเท่าคนที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา)


3. ‘มี Net Profit Margin สูง’ ...สินค้าที่มีความสามารถในการแข่งขัน ย่อมทำให้ธุรกิจ ได้กำไรสูง 


4. ‘อยู่ในธุรกิจที่คู่แข่งอ่อนแอ’ ...คิดง่ายๆ ถ้าคู่แข่งเป็นรายใหญ่ ...ก็มักจะขยายยาก ไปต่อยาก


5. ‘ธุรกิจขยายได้ โดยไม่ต้องลงทุนสูง’ ...ธุรกิจโบราณเน้นความใหญ่ ทุนสูง แล้วผูกขาด ...แต่ยุคนี้เน้นธุรกิจตัวเบา วิ่งไว ปรับตัวเก่ง


6. ‘มองเห็นว่า กำไรโต 3 เท่า ใน 5 ปี ทำได้ไหม’ ...นี้คือ โจทย์คัดหุ้น 5 เด้ง ของผม ...ถ้าคุณทำกำไรบริษัทโตได้ 3 เท่า ใน 5 ปี ...คุณคือ หุ้น 5 เด้งครับ


7. ‘ต้องเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยมีคนขาย’ ...ดูง่ายๆ ว่า ไม่มีคนขาย คือ เวลาตลาดลง หุ้นตัวนี้จะลงน้อยกว่าตลาด ...เวลาตลาดขึ้น หุ้นตัวนี้จะขึ้นมากกว่าตลาด (ใช้กราฟช่วยดูประกอบ)


8. ‘เจ้าของต้องเข้าใจเกมการเงิน’ ...Money Game ต้องใช้ให้ครบเครื่อง ...M&A เป็น , เข้าใจ Warrant , ...เอาง่ายๆ เจ้าของ รู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาช่วย (หุ้นที่เจ้าของเข้าใจเครื่องมือทางการเงิน มักเทรด P/E ค่อนข้างสูง)


ก็คร่าวๆ เอาไว้ดูหุ้น growth ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อ หุ้นต้องห้าม อย่าเข้าไปยุ่ง

 7 ข้อ หุ้นต้องห้าม อย่าเข้าไปยุ่ง


 มีหุ้นบางตัวที่อยากจะเตือนรายย่อยว่า เราไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะ เสียหายหนักกันมาเยอะแล้ว


1. ‘หุ้นที่ไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่’ ..พวกหุ้นที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มี หรือ ถือน้อย เช่น ผู้ถือหุ้นใหญ่สุด ถือ 5% อะไรพวกนี้ ระวังให้มาก ...คิดง่ายๆ ถ้าหุ้นดี มันต้องมีเจ้าของ 


2. ‘หุ้นที่ Volume เข้า แบบผีเข้า ผีออก’ ...หุ้นที่ Volume การซื้อขายแบบแปลกๆ ...ต้องระวังว่า เวลา Volume หาย อาจขายไม่ได้ ติดนานเลย


3. ‘หุ้นที่ธุรกิจไม่มีกำไร’ ...หุ้นที่ไม่มีกำไร มันต้องระวังเป็นพิเศษ คิดง่ายๆ ธุรกิจขาดทุน มันจะดีได้อย่างไร 


4. ‘หุ้นที่ ไม่มี สินค้าขายดี’ ...หุ้นบางตัว เปลี่ยนธุรกิจไปเรื่อยๆ มั่วไปตามกระแส ย่อมไม่ใช่ธุรกิจที่ดี ...หุ้นดี สินค้าต้องดี ลูกค้าต้องชัดเจน และ ค้าขายแบบยั่งยืน


5. ‘หุ้นที่ P/E สูง แต่กำไรดันไม่โต’ ...หุ้น P/E สูงได้ ถ้า E หรือกำไร มันโตจริงๆ ...แต่ก็ต้องระวังว่า การเติบโต มันคงไม่มีตลอดไป ...สุดท้ายถ้า P/E สูงเกินไป หรือ นานเกิน ก็ต้องระวังให้ดี


6. ‘หุ้นที่มีข่าวดีเยอะๆ’ ...ข่าวยิ่งดี ยิ่งเป็นปลายรอบ ...คิดไว้เลยว่า ใกล้ดอย แล้ว !! 


7. ‘หุ้นที่เจ้าของและรายใหญ่ แห่ขาย’ ...ยิ่งหุ้นแพง ทั้งเจ้าและนักลงทุนรายใหญ่ ยิ่งอยากขาย เพราะ เขาต้นทุนต่ำ ...คนเหล่านี้ขาย รายย่อย ต้องระวัง


ก็เป็นข้อสังเกตคร่าวๆ สำหรับหุ้นที่รายย่อยควรระวัง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

8 ข้อ ที่เรามักคิดผิดในตลาดหุ้น

 8 ข้อ ที่เรามักคิดผิดในตลาดหุ้น


1. ‘ราคาหุ้นกับพื้นฐาน ต้องไปด้วยกัน’ ...อันนี้ต้องระวัง เพราะ หุ้น กับ พื้นฐาน สามารถวิ่งไม่เหมือนกัน หรือ บางครั้ง วิ่งตรงข้ามกัน เป็นเวลานานเลยทีเดียว


2. ‘ตลาดหุ้นเสี่ยงมากกว่าทำธุรกิจ’ ...ใช่ หุ้นมันเสี่ยง แต่จริงๆ เราจำกัดความเสี่ยงได้ ด้วยการ Stop Loss และ กระจายความเสี่ยง ...จุดนี้ทำให้การเล่นหุ้นเสี่ยงน้อยกว่าการทำธุรกิจ


3. ‘หุ้นทุกวันนี้ผันผวน จนไม่น่าถือยาว’ ...แต่ในระยะยาว ความผันผวนจะลดลง และ ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น ...ยิ่งวางแผนจะถือหุ้นนานแค่ไหน ความผันผวนยิ่งลดลง


4. ‘ตราสารหนี้ปลอดภัยกว่าหุ้น’ ...นั่นคือทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจริง ...เวลาธุรกิจมีปัญหา เขาก็ไม่จ่ายหนี้เช่นกัน ...ดังนั้น เวลาวิกฤตมันก็เสี่ยงเหมือนกัน แต่ตอนดี หุ้นขึ้นได้มากกว่าเยอะ


5. ‘การ DCA ต้องเลือกทำในหุ้นที่มั่นคง’ ...จริงๆ การ DCA ควรทำใน กองทุนดัชนี พวก ETF ...ดีกว่า ทำกับหุ้นรายตัว (เพราะ ETF กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า และ ใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่า)


6. ‘หุ้นที่ยอดฮิต ต้องรีบซื้อ’ ...ส่วนใหญ่หุ้นยอดฮิต มักทำให้รายย่อยเสียหาย ...เพราะเข้าแพง แล้วติดดอย ขาดทุนหนัก


7. ‘ตลาดมีแต่ข่าวร้าย อย่าเล่นหุ้น’ ...ในตลาดจริงๆ เราจะสามารถซื้อหุ้นดี ในราคาถูก ก็เฉพาะเวลาที่มีตลาดมีข่าวร้ายเยอะๆ นี่แหละ 


8. ‘คนที่รวยจากหุ้น คือ คนที่ซื้อขายเร็วๆ’ ...คนที่ซื้อขายบ่อยๆ มักผิดพลาดสูง ...แต่คนที่ถือหุ้นนานที่สุด มักรวยที่สุด เพราะ หุ้นยิ่งถือนาน ยิ่งขึ้นแบบทบต้น


ลองทบทวน วิธีคิดของเรา แล้วปรับเปลี่ยนให้เราคิดแบบผู้ชนะในตลาดหุ้นนะครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 ข้อใช้ดู ว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น

 10 ข้อต้องดู ‘จะรู้ได้อย่างไร ว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้น ?’


มีนักลงทุนมือใหม่ มาถามผมตรงๆ เลยว่า ...พี่แพ้ท จะรู้ได้ไงว่าหุ้นจะขึ้น ?


ผมว่า เขาคงอยากฟังว่า ‘ผมรู้ข้อมูลวงใน แบบ insider อะไรแบบนั้น ..แต่ไม่ใช่เลยครับ’ 


เอาเป็นว่า ผมขอรวบรวมจุดสังเกต อะไรที่บอกว่าหุ้นอาจจะขึ้น มาให้ลองไปดูกัน


1. ‘มี Volume เข้า’ ...ถ้า Volume เข้า ก็แปลว่า มีคนเริ่มให้ความสนใจหุ้นตัวนี้


2. ‘Free Float ลดลง’ ...การดู Free Float จะบอกว่า รายย่อยถือกี่เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ...ถ้ามันลดลง ก็บอกเป็นนัยๆ ว่า มีรายใหญ่มาเก็บหุ้น


3. ‘ขาดทุนลดลง’ ..โดยมากหุ้นจะลง ในตอนที่ธุรกิจขาดทุน ...การขาดทุนที่ลดลง ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดี ในการหยุดลง และ อาจเป็นจุดกลับตัวของหุ้นได้


4. ‘Free Cashflow เริ่มเป็นบวก’ ...อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี ...ที่บอกว่า การเงินเริ่มเข้าที่เข้าทาง (เวลาหุ้นขึ้นรอบใหญ่ๆมักเป็นช่วงที่ Free Cashflow เป็นบวก)


5. ‘มีข่าวมากขึ้น’ ...แต่ข้อเสียของข่าว คือ บางครั้งกว่าจะมีข่าวดี หุ้นก็ไปไกลแล้ว ...เราเลยใช้เป็นเพียงส่วนประกอบ


6. ‘มีข่าวร้าย แต่หุ้นไม่ลง หรือเริ่มขึ้น’ ...อันนี้โชว์ ความต้องการซื้อที่ไม่ใช่รายย่อย (เพราะ รายย่อยชอบซื้อข่าวดี ...คนซื้อในข่าวร้าย มักเป็นรายใหญ่)


7. ‘ระดมได้เงินเพิ่ม’ ..อาจจะเป็นการ เพิ่มทุนสำเร็จ ...แน่นอน คนถือเดิมอาจไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่หลังเพิ่มทุน มักทำให้ธุรกิจผ่านวิกฤตไปได้ (อันนี้รวมถึง Biglot / การควบรวมกิจการ ต่างๆ ด้วย)


8. ‘มีสัญญาณ Divergence ทางเทคนิค’ ...ถ้าราคาลงต่อ แต่ indicator ไม่ลงต่อ หรือขึ้น อาจเป็นจุดที่น่าลุ้นในการกลับตัวของหุ้น


9. ‘ราคาเริ่มขึ้น’ ...อันนี้ดูกราฟตรงๆ เลย ...ก็พอราคาเริ่มขึ้น ก็อาจเป็นจุดเริ่มของการกลับตัวได้ 


10. ‘เข้ากับกระแสของกองทุน’ ...ต้องยอมรับว่า เงินของกองทุน มีผลต่อหุ้นมากในปัจจุบัน ...ซึ่งกองทุนมักเล่นหุ้นเป็นรอบ มี Theme ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ช่วงนี้จะเล่นหุ้นกลุ่มไหน ...ส่วนใหญ่ หุ้นกลุ่มนั้นก็จะได้รับผลพลอยได้ไปด้วย


ก็ลองใช้เป็นข้อสังเกต ทำการบ้านหาหุ้นขึ้นกันนะครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย

http://bls.tips/pawawitTeam 


หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

อุปสรรคต้องผ่านของคนออมหุ้น

‘สองเรื่องที่เซ็งที่สุดของนักออมหุ้น’ ...รับมือไง ?


หนึ่ง คือ ‘ซื้อแล้วหุ้นลงหนัก’ 

สอง คือ ‘หุ้นไปไกลแล้วไม่ขาย สุดท้ายมันกลับมาที่เดิม’ 


ตรงๆ เลยว่า ใครที่เป็น นักออมหุ้นตัวจริง แบบซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย จะต้อง ‘เซ็งสุดๆ’ กับ 2 เรื่องนี้ ...ผมจะเล่าให้ฟังว่า แล้วเขาแก้ปัญหานี้กันอย่างไร ?


1. ‘ประสบการณ์สอนผมว่า บางปัญหาไม่ได้ต้องการให้แก้ไข แต่ต้องการให้เราปรับตัวอยู่กับมัน’ ...ใช่!! ปัญหาที่ว่ามา มันคือ สิ่งที่เรา ในฐานะ นักออมหุ้น ต้องปรับตัวอยู่กับมัน 


2. ‘ให้เรากลับมาทบทวน เป้าหมายของสิ่งที่เราทำ’ ..ต้องถามตัวเองว่า ที่เราตั้งเป้าหมายในการ ออมหุ้น เพื่อที่เราจะ ‘ให้เงินทำงานแทนเรา’ หรือ ‘ต้องการใช้ตัวเองหาเงินต่อไป’ ...ใช่!! ถ้าเป้าหมาย คือ ให้เงินทำงานแทน ก็ต้องยึดมั่นที่เป้าหมายเดิม แล้วทำต่อไป


3. ‘การซื้อแล้วหุ้นลงหนัก ปรับได้ด้วย ซื้อหุ้นที่ลงหนักไปแล้ว ค่อยซื้อ’ ...ประสบการณ์สอนผมอีกว่า ไม่มีหุ้นเด็ดที่ขึ้นแบบไม่มีวันลง ...ดังนั้น ไม่ว่าผมจะชอบหุ้นตัวนั้นแค่ไหน ถ้าไม่ได้ซื้อต้นรอบ ผมก็จะรอให้มันจบรอบ แล้วค่อยไปซื้อในรอบใหม่


4. ‘หุ้นที่ขึ้นไปเยอะแล้วสุดท้ายลงมาที่เดิม’ ...ประสบการณ์นี้สอนให้รู้ว่า ‘เราอ่านธุรกิจไม่ขาด’ แปลว่า จริงๆ ธุรกิจนั้น มันไม่ได้เติบโต มันแค่ปั่นเป็นรอบๆ ไม่เหมาะจะเอามาออม ...ก็แค่เรียนรู้ แต่อย่าล้มเลิกเป้าหมาย แล้วมาเหมารวมว่า การออมหุ้นมันไม่ work แล้ว ...เพราะจริงๆ แล้วเราแค่เลือกหุ้นผิด ก็ค่อยๆ พัฒนาฝีมือไปครับ


5. ‘เมื่อเราเข้าใจทั้งสองปัญหา เราก็จะผ่านไปได้ แล้วพอร์ตค่อยๆ เติบโต’ ...คนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหา ก็อาจล้มเลิกไป หรือ คิดว่ามันคงไม่ใช่สำหรับเรา ...แต่จริงๆ แล้ว เขาอาจจะเข้าใกล้ความสำเร็จอีกเพียงไม่กี่เก้า 


‘ทนรวย’ อีกนิด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563

8 จุดต้องชัด ..ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุค New Normal

8 จุดต้องชัด ..ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุค New Normal 


พอเกิดโควิด มันเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในธุรกิจ ...ก็คือ บางธุรกิจก่อนมีโควิดก็ไม่ค่อยดีนะ แต่พอเกิดโควิดกลับดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ ...ในทางกลับกัน บางคนเคยดีมาก ก่อนโควิด แต่ตอนนี้กลับแย่ไปเลย 


มาลองทำความเข้าใจ การเปลี่ยนแปลงธุรกิจกัน


1. ‘เที่ยวนอกหาย เที่ยวไทยเพิ่ม’ ...คนไทยมาเที่ยวในประเทศ แต่ยังเที่ยวสั้นๆ โดยขับรถเป็นหลัก ...ธุรกิจในสายนี้เลยมีลูกค้ามากขึ้น


2. ‘ฝรั่งเที่ยวหาย แต่ฝรั่งอยากอยู่ยาวมี’ ...อันนี้มันทั้งโลก คือ การเดินทางมันลดลง แต่หลังจากนี้ ไทยจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของคนต่างชาติ ...คนจะอยากมาปักหลักในไทยเพิ่ม รวมถึงธุรกิจด้วย


3. ‘ออนไลน์ดีมาก แต่มันต้องทำจริงจัง ลงทุนด้วย’ ...ถ้ามองแค่ขายออนไลน์แต่ไม่ลงทุน สุดท้ายที่ที่เราไปฝากขายจะบีบ จนเราไม่เหลือกำไรอะไรเลย ...การวางแผนขายจริงจัง จะเป็นโอกาสในอาชีพตรงนี้ขนาดใหญ่เลย


4. ‘SME ต้องมองการเข้าตลาดหุ้น เป็นแผนระยะยาวด้วย’ ...วันนี้เราเห็นร้านขนม ร้านเครื่องสำอางค์ ร้านขายคอม ร้านสุกี้ เข้าตลาด เป็นธุรกิจพันล้าน หมื่นล้านได้ ...แปลตรงๆ ว่า ต่อไป ธุรกิจอะไรก็เข้าตลาดได้ ขอแค่เริ่มวางแผนให้ดี


5. ‘ปิดหน้าร้าน เปิดโชว์รูม’ ...ต่อไปร้านขายไม่จำเป็น เพราะ สั่งออนไลน์สะดวกกว่า เราก็ประหยัดกว่า ...แต่ถ้าจะมีหน้าร้าน มันต้องเป็นที่ ขายประสบการณ์ ...เหมือนอย่าง Tesla มีหน้าร้าน แค่เอาไว้โชว์ของ แต่ขายจริงๆ สั่งออนไลน์เอา ...ถ้าจะให้ดี แค่โชว์รูม มันไม่พอ ต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ ...สร้าง Total experience ไม่ใช่แค่ขายของ ต้องขายความรู้สึกที่ดีสุดๆ 


6. ‘ยุบ Sale เปลี่ยนเป็น Call Center & CRM’ ...ออนไลน์ก็จริง แต่มันต้อง High Touch คือ ต้องพูดคุยกับคนจริงๆ ...ลูกค้าออนไลน์ก็อยากคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่คุยกับ AI ...หลักๆ คือ ถ้าเขามีปัญหา เขาต้องการให้มนุษย์แก้ปัญหาให้ (พวก AI เอาไว้ขายอย่างเดียว หรือ แนะนำสินค้า ตามข้อมูล ...เรื่องบริการ และ จัดการปัญหา ต้องใช้คนครับ)


7. ‘ของมันต้องมี จะโตอีกมหาศาล’ ...คนรุ่นใหม่ เขาซื้อของ ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน ...นิยามที่ขายได้ คือ ต้องหาให้ได้ว่า เราจะเป็นคนขาย ของมันต้องมีอย่างไร ?


8. ‘แตกแล้วโต’ ...หมดยุค รายใหญ่ผูกขาดแล้ว มันเอ้าท์ ...ต่อไป ต้องแตกแล้วโต ...ถ้าธุรกิจไหนดูโต แตกธุรกิจออก ดันเข้าตลาดหุ้น ให้มันโต ...นี่คือ ยุคของคนตัวเล็ก ที่เร็ว และ ชัดเจนแม่นยำ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

6 ข้อ เล่นหุ้นให้กำไรไม่ยาก แต่เล่นหุ้นให้พอร์ตโตโคตรยาก

 ‘6 ข้อ เล่นหุ้นให้กำไรไม่ยาก แต่เล่นหุ้นให้พอร์ตโตโคตรยาก’


ซื้อหุ้นมา พอเด้งขึ้นก็ขาย กำไรหมูๆ ...แต่ปัญหาของหลายๆคน ที่มาปรึกษาก็คือ 


‘กำไรเรื่อยๆ นะ แต่ทำไมพอร์ตไม่โตสักที ?’


1. ‘ก็เหมือนทำงานหาเงินไปวันๆ บางคนได้เงินมหาศาล แต่ก็ไม่รวยสักที’ ....การเล่นหุ้นก็เหมือนการทำงานหาเงินปกติแหละ แต่ถ้าอยากพอร์ตโต ต้องวางแผน ...ใช่!! ‘แผนสร้างพอร์ตให้โต’ 


2. ‘แผนพอร์ตโต ต้องเริ่มจากเปิด 2 พอร์ต’ ...พอร์ตนึงเอาไว้เล่นทำกำไรระยะสั้น ...ส่วน พอร์ตสอง ต้องเอาไว้เก็บหุ้นระยะยาว ...พอร์ตสองนี้ ทำหน้าที่ซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย เก็บไปเรื่อยๆ เหมือนออมเงินเลย (พูดง่ายๆ พอร์ตสอง เราซื้อหุ้นแล้วเก็บเหมือนเงินฝากธนาคารเลยแหละ)


3. ‘พอร์ตแรกจะทำกำไรให้เราเรื่อยๆ ...แต่พอร์ตสองจะเริ่มทำเงินให้เราจริงๆจังๆ หลังจาก 10 ปีผ่านไป’ ...พอร์ตแรก ก็คือ ‘เราทำงานเพื่อเงิน’ ...ส่วนพอร์ตที่สอง ก็คือ ‘ให้เงินทำงาน’ (ในที่นี้ เราให้หุ้นทำงานแทนเรา ..ที่เราได้คือ ปันผล ที่มันค่อยๆ โตขึ้น)


4. ‘พอร์ตแรก เล่นหุ้นตลาด ...พอร์ตสองเล่นหุ้นอินดี้’ ..หุ้นตลาดก็คือ หุ้นที่ใครๆ ก็เล่นกัน ...หุ้นยอดฮิต นั่นแหละ ...ส่วนพอร์ตสอง เราจะเก็บหุ้นที่คนไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยมีใครเชียร์ อาจจะหุ้นขนาดเล็กหน่อย ที่ไม่มีบทวิเคราะห์ เราต้องวิเคราะห์เอง (ซึ่งไม่ยาก เรียนอ่านงบ ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำเองได้แล้ว ...ส่วนที่ยาก คือ การฝึกฝน หาหุ้น และ ชั่วโมงบิน) 


5. ‘พอร์ตแรกใช้เงินเยอะ ..พอร์ตที่สอง ใช้เงินน้อย’ ...ช่วงแรกเราก็มักจะอยากได้เงินเร็วๆ ก็เล่นพอร์ตแรกให้เยอะหน่อย ฝึกฝน การเข้าออก ซึ่งพอร์ตแรกนี้ ควรเล่นด้วยเทคนิค แล้วเข้าออกวาง Stop Loss (ถ้ามีเครื่องมือ Stop Loss อัตโนมัติแบบ TradeMaster ของบัวหลวง ช่วยนี่ ยังไงก็ไม่ติดหุ้น เพราะ เรากำหนดจุด Stop Loss เช่น 10% ได้ตั้งแต่ซื้อหุ้นเลย ...แปลว่า เลวร้ายสุด เราก็เสียแค่ 10% ไม่ติดหุ้น) ...พอร์ตที่สอง คือ เริ่มจากเงินน้อย ทยอยซื้อหุ้นถูก หุ้นต้นรอบ (จริงๆ พอร์ตสองนี่ ไม่ต้องตั้ง Stop Loss เลยก็ได้)


6. ‘ถ้าเราเล่นอย่างถูกวิธี เมื่อเวลาผ่านไป พอร์ตสอง จะเริ่มชนะ พอร์ตแรก’ ....เมื่อทำไประยะเวลาหนึ่ง พอร์ตสองจะเริ่มชนะพอร์ตแรก ...จากนั้น เราจะเริ่มรู้สึกตัวว่า ....เฮ้ย!! แค่ถือหุ้นรับปันผลก็สบายแล้ว แถมพอร์ตโตด้วย ..หลายๆ คนพอมาถึงจุดนี้ ก็จะเทรดน้อยลง เล่นยาวขึ้น 


นั่นแหละ รู้ตัวอีกที พอร์ตเราก็โตแล้ว !!


ก็ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับ ...จัดไป 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

7 ข้อควรรู้ ว่าทำไม หุ้นไม่เคยหยุดขึ้นแค่มันแพง และก็ไม่เคยหยุดลงแค่มันถูก

 7 ข้อควรรู้ ว่าทำไม หุ้นไม่เคยหยุดขึ้นแค่มันแพง และก็ไม่เคยหยุดลงแค่มันถูก


ปีนี้ต้องพูดเลยว่า ‘มือใหม่’ เข้าตลาดลงทุนเยอะมาก ...ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทอง และ สินทรัพย์อื่นๆ ...ความยากก็คือ การทำความเข้าใจการขึ้นลงของมันนี่แหละ ?!?


1. ‘หุ้นไม่เคยหยุดขึ้น แค่มันแพง’ ...ยิ่งปลายๆ รอบ มันจะยิ่งแพงแล้วแพงอีก ...สะบัด ผันผวน แล้วขึ้นต่อไปอีก ...นั่นก็เพราะ ธรรมชาติของหุ้นแพง คือ มันอยู่ในขาขึ้น ...ถ้าจะเชียร์แล้วกำไรเร็วๆ มันก็ต้องเชียร์หุ้นแพงนี่แหละ (ออกให้ทันด้วยนะ)


2. ‘หุ้นถูก ไม่เคยหยุดลง เพราะแค่มันถูก’ ...หลายคนจะเจอประสบการณ์ หาหุ้นถูก ซื้อเต็มที่ แล้วมันก็ลงต่อไปอีก ...ยิ่งซื้อ มันก็ยิ่งลง ...เพราะ หุ้นถูก มันอยู่ในขาลง ก็แค่เราไม่รู้ว่า จุดต่ำสุดมันอยู่ตรงไหน ...การ Limit จำนวนที่ต้องการซื้อ จะลดความเสี่ยงของการติดหุ้นครั้งใหญ่ 


3. ‘ความถูกแพง มันเป็นแค่ความรู้สึก’ ...คำว่าถูกแพงของนักลงทุนมือใหม่ ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ...ถ้าเราใช้สถิติเข้ามาช่วยจะ เข้าใจความถูกแพงที่แท้จริงมากขึ้น ...เช่น ขาลงใหญ่จะลงเฉลี่ย 70% ที่ RSI Oversold ..และจุดกลับตัว จะเกิด Divergence ทางเทคนิคใน Time Frame ใด อันหนึ่งเสมอ


4. ‘เมื่อมวลชน วิ่งเข้าซื้อสินทรัพย์ใด ...ขาขึ้นครั้งใหญ่ มันใกล้จบลงแล้ว’ ...ใช่!! ถ้ามันเกิดกระแสตื่นทอง ในอะไรก็ตาม แปลว่า หลังจากนั้นมันจะขึ้นไม่เยอะแล้ว ...หรือ หากขึ้นต่อ ก็จะขึ้นแบบผันผวนมาก จนยากที่จะเก็งกำไร


5. ‘โอกาสครั้งใหญ่ มันมักจะอยู่ในที่ ที่มันดูเสี่ยง ดูไม่แน่นอน’ ...อ้าว!! แล้ว เราจะแยกระหว่าง ‘โอกาส’ กับ ‘หายนะ’ อย่างไร ...ง่ายๆ ก็ โอกาส มันวางอยู่บน Calculate Risk (ความเสี่ยงที่เราประเมินแล้ว) ...แต่ การพนัน คือ Non-calculate risk (ความฝันล้วนๆ)


6. ‘การขึ้นครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม’ ...จริงๆ แล้ว ทุกการขึ้นครั้งใหญ่ ก็ต้องตามด้วยการลงครั้งใหญ่ ...ไม่มีการขึ้น ที่ไม่มีวันลง ...และ ก็ไม่มีการลง ที่ไม่มีวันขึ้น (นอกจากมัน เจ๊ง เท่านั้นแหละ)


7. ‘ธรรมชาติของขาขึ้นจะยาวนานกว่าลงเสมอ’ ...’ทนรวย’ ในขาขึ้น จึงเป็นเรื่องยาก ...การคืนกำไรมหาศาลในเวลาสั้นๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และ ฝึกจัดการ


ลองทำความเข้าใจสิ่งที่เราลงทุน เราจะเรียนรู้ที่จะรวย และอยู่กับมันได้ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เราจะผ่านเศรษฐกิจแย่ๆ ไปได้ยังไง

 ‘ในอดีต เราเคยมีช่วงที่เศรษฐกิจแย่แบบนี้ไหม ..แล้วเราผ่านมาได้อย่างไร ?’


...เศรษฐกิจฝืด ...ดอกเบี้ยก็ต่ำ ฝากเงินแล้วไม่ได้อะไร จนลงด้วย ...คนตกงานเยอะ ...การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ...หนี้เสียเริ่มพุ่ง ...รัฐบาลกู้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ...บางธุรกิจไปไม่รอด ...ส่งออกเหนื่อย ...ค่าเงินดันแข็ง ...อสังหาริมทรัพย์ขายไม่ออก ...ห้องว่าง ไม่มีคนเช่า 


ใช่!! เราเคยผ่านมาหมดแล้ว สรุปแล้วเป็นยังไง


1. ‘เงินสดลดมูลค่า’ ...ใครถือเงินสดในระยะยาว จนลงมากที่สุด


2. ‘คนเป็นหนี้มากขึ้น และ เป็นหนี้ยาวขึ้น’ ...ต่อไป คนก็จะเป็นหนี้จำนวนที่มากขึ้นไปอีก และผ่อนยาวขึ้นไปอีก เช่น ผ่อนรถ 10 ปี ..ผ่อนบ้าน 50 ปี 


3. ‘สินทรัพย์ที่ดีจะแพงขึ้น’ ..หุ้นดี , ที่ดินทำเลดี , ทอง , ... (สินทรัพย์ที่ดี มีมูลค่าในตัวเองเสมอ เพราะ มีคนจำนวนมากที่ต้องการมันเสมอ) 


4. ‘คนรุ่นใหม่ จะกล้าซื้อของที่แพงขึ้น’ ...ในอดีตกระเป๋าถือ , นาฬิกาข้อมือ ราคาเป็นล้าน เป็นสิ่งที่บ้าคลั่ง ..ทุกวันนี้มันคือเรื่องปกติ 


5. ‘คนรุ่นใหม่ จะจ่ายค่าประสบการณ์ที่แพงขึ้น’ ...ของจับต้องไม่ได้ คนรุ่นใหม่ก็กล้าจ่าย ..การขายประสบการณ์ จะเป็นหัวใจของการค้าปลีกในอนาคต


6. ‘เศรษฐกิจโดยรวมจะโตขึ้น’ ...เพราะออนไลน์ทำให้ การค้าและเศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้น ...นั่นแปลว่า โอกาสหาเงินจะเพิ่มขึ้น (การที่เศรษฐกิจแย่ เงินฝืด เป็นเรื่องชั่วคราว) 


7. ‘เกษียณได้ แต่หยุดหาเงินไม่ได้’ ...การมีชีวิตจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เราจะไม่สามารถหยุดหาเงินได้ ...ถ้าเลิกทำงาน ก็ต้องหาเงินต่ออยู่ดี เช่น หางานใหม่ หรือ ลงทุนให้เงินทำงานแทน


8. ‘Selfmade จะเพิ่มขึ้น’ ...ธุรกิจเล็กที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง จะเป็นธุรกิจใหญ่ ...ส่วนยักษ์ใหญ่ บางส่วนจะล้มไป ...การเกิดของธุรกิจเล็กรุ่นใหม่ เป็นโอกาสสร้างตัวของคน Selfmade 


9. ‘ธุรกิจใหม่ ต้องไม่เหมือนกับของเดิม’ ...คนรวยในอดีตคือเจ้าของโรงงาน ...แต่ธุรกิจใหม่ที่รุ่ง ต้องเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโรงงาน ...แต่เจ้าของเงินลงทุน สบายสุด ‘เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่นั่นเอง’


สรุป ‘ไม่ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลง ...สินทรัพย์ที่ดีย่อมมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...ผู้ชนะคือ เจ้าของเงิน ...เพราะ ไม่ว่าเราจะหาเงินเก่งแค่ไหน แต่การหาเงินทุกวันนี้ ไม่มีความแน่นอน ...มาแรง ไปเร็ว เหมือนพายุ ...คนที่รวย และ สามารถรักษาความมั่งคั่งให้ยั่งยืน ต้องเป็นคนที่ลงทุนเก่งด้วย’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


ทบทวน เรียน The Stock Master 9 สัปดาห์ที่ 1

 ทบทวน สิ่งที่เรียน สัปดาห์ที่หนึ่ง ของ The Stock Master 9 


‘ตอน : ไม่รวยรอบนี้ จะรอรอบ สิบปีไหน ?’


1. ‘รอบนี้ มือเก่าตกรถ ..มือใหม่ กำไรแบบ งงๆ’ ..หลายคนขายทำกำไรไปละ มานั่งลุ้นว่าเอาไงต่อ ...ไม่ยากครับ!! ทำการบ้านเพิ่ม ตอนนี้ตลาดปรับฐานให้เข้า ไม่ใช่ให้หนี ..เพราะ ‘ความไม่แน่นอน’ จะมาพร้อมกับการขึ้นครั้งใหญ่ ...ทยอยเข้าซื้อหุ้นได้เลย !! 


2. ‘ถ้าไม่กล้าเข้า ให้เข้าเลย ใช้ Trade Master ตั้ง Trailing Stop ตามที่สอน ยังไงก็จำกัดความเสี่ยงได้ ...แต่ถ้าหุ้นมา เราได้เต็มๆ’ ...เวลานี้จะลุ้น ต้องจำกัดความเสี่ยง แล้วลุยเข้าไปเลย !!


3. ‘ตลาดหุ้นไทย ..หุ้นใหญ่รอบนี้ ได้แค่ Turnaround กับ ปันผล ...แต่ถ้าอยากลุ้น Super Stock มันจะมาจากหุ้นเล็ก’ ...เศรษฐกิจติดขัดทั้งโลก ถ้าอยากได้หุ้น 5 เด้ง ขึ้นไป ต้องคัดหุ้นเล็กหน่อย แล้วกระจายความเสี่ยงโดยซื้อให้หลายตัวมากขึ้น 


4. ‘หุ้นที่คนเขาว่าดี ตอนนี้ไม่น่าเข้า เพราะ PE ก็สูง ปันผลก็ต่ำ ..ของดี แพงเกินไป ...คนกำไรเขาซื้อตั้งแต่ข้างล่าง’ ...หุ้นยอดฮิต จะพาเราดอยง่ายๆ รอบนี้ให้ระวัง ...อะไรที่คนชอบ เราควรระวัง และ หนีให้ห่าง


5. ‘การไม่ลงทุน แล้วถือแต่เงินสดรอบนี้เสี่ยงเกินไป’ ...หลีกเลี่ยง ตราสารหนี้ ที่ให้ดอกเบี้ยสูง เพราะ ไม่คุ้มเสี่ยง ....ถ้าจะเสี่ยงให้ลงหุ้นรายตัวเลย กระจายไปหุ้นไชค์กลาง และ เล็ก ที่ผ่านวิกฤตได้  ...ถ้าเอาความเสี่ยงกลาง ให้ลงกองทุนดัชนี เช่น พวก ETF ...ถ้าไม่เสี่ยง ก็กันไว้บางส่วนในเงินสดไปเลย 


6. ‘หุ้นต่างประเทศลงได้ แต่อยู่ในโซนปลายรอบ แพง แต่ไปได้ด้วยแรงเก็งกำไร’ ...เมื่อไหร่จบรอบ ก็ตัวใครตัวมัน ...การลงหุ้นต่างประเทศเวลานี้ไม่ใช่การลงทุนระยะยาวแล้ว (แพงไป)


7. ‘ทองคำ หมดความ Sexy แล้ว’ ..น่าจะไปต่อนะ แต่จะไม่ใช่สินทรัพย์ที่โดดเด่น เพราะ มันเข้ากระแส Mass เรียบร้อย ...เอาตรงๆ Bitcoin ทองคำดิจิตอล ยังน่าจะไปได้ไกลกว่า ...สถิติบอกเราว่า เมื่อไหร่ที่คนส่วนใหญ่ บอกว่าอะไรดี ...คนส่วนน้อยอย่างเรา ต้องระวังให้มาก 


8. ‘อสังหา ไม่ใช่ตลาดเก็งกำไร แต่เป็นตลาดของผู้ซื้ออยู่’ ....อสังหาริมทรัพย์ไทยจะฟื้นตัวช้า แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ...คนที่ตายคือ บริษัทอสังหาขนาดเล็ก และ คนเก็งกำไร ...ตอนนี้ หาของดีราคาถูกได้ แต่ต้องยาวๆ กับมัน


9. ‘การหาหุ้นที่ Deep Value ในเวลานี้ ง่ายกว่าหา Super Stock’ ...ในอดีตเรามีอย่าง AOT , CPALL , KTC , SCC , ...เป็น Superstock แต่หลังจากนี้ หุ้นแบบนี้จะไม่เป็น SuperStock อีกต่อไป ...มันจะกลายเป็น Value Stock แทน คือ ค่อยๆ ไปเรื่อยๆ ถือกินปันผล ...แต่ถ้าอยากได้อะไร โดดเด่น หลายเด้ง อาจต้องไปหา Deep Value ....ประเมินจาก สินทรัพย์ เทียบ Market Cap. ..ประเมินการโตของ รายได้และกำไร ถ้าโต 3 เท่า ได้ใน 3 ปี พวกนี้ ได้ 5 เด้ง ...แปลว่า ความเสี่ยง 1 : 5 (เสี่ยง 1 เด้ง / ลุ้นได้ 5 เด้ง) ...กระจายซื้อเป็น พอร์ต มีโอกาส Win Big ในรอบนี้ครับ !!


ก็ประมาณนี้ เดี๋ยววันเสาร์ คลาสออนไลน์ ครั้งที่ 2 มาเรียนการแกะงบ ...ลองไปทำการบ้าน หาหุ้น คัดหุ้น มาดูกัน ว่า อะไรที่คุ้มเสี่ยง ให้ลุ้นรวยกันรอบนี้บ้าง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 


The Stock Master 9 


วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

6 คำถามแบบหุ้นๆ ที่ปรึกษาการลงทุนจะตอบยังไง

 6 คำถาม แบบหุ้นๆ ...ที่ปรึกษาการลงทุน จะตอบยังไง ?


1. ‘หุ้นขึ้น ถือต่อหรือขายดี ?’ ...พอหุ้นขึ้น เราก็อยากขายทำกำไร


ตอบ ‘ขายครึ่งนึง’ ...ทำไมล่ะ ?


ก็ถ้าถามแปลว่า อยากขาย ...กำไรแล้วจะไปขัดเขาทำไม แต่แนะนำให้ขายครึ่งนึง ...เพราะ ถ้าขายแล้วไปต่อ ก็ยังเหลือหุ้นอีกครึ่งให้ได้กำไรเพิ่ม (ก็ใช่ ส่วนใหญ่ ขายในขาขึ้น Price Move in Trend มันก็ไปต่ออยู่แล้ว) ...แต่ถ้ามันลง ก็จะได้มีเงินมาช้อนซื้อเพิ่ม 


2. ‘หุ้นลง แต่พื้นฐานดี ต้องขายไหม ?’


ตอบ ‘ขายครึ่งนึง อีกครึ่งถือไว้ก่อน’ ...ทำไมล่ะ ?


ก็ถ้ามาถาม แปลว่า หุ้นมันลงเริ่มลึกจนอึดอัด ...การขายไปครึ่งนึง จะช่วยให้เรากดดันน้อยลง ...หากขายไปครึ่งนึงแล้วหุ้นเด้ง เราก็ยังมีส่วนนึงที่ยังไม่ได้ขาย


แต่ถ้าขายแล้วหุ้นลงต่อไปอีก ..เราจะตัดใจขายครึ่งนึงที่เหลือได้ง่ายขึ้น


3. ‘ทองขึ้น ขายดีไหม ?’


ตอบ ...ใช่!! ‘ก็ตอบเหมือนเดิม’ ...จัดไป 


4. ‘หุ้นที่อยากซื้อขึ้นมาแล้ว ยังไม่ได้ซื้อเลย จะซื้อตามได้ไหม ?’


ตอบ ‘ซื้อเลย แต่ซื้อน้อยลง’


ก็ถ้าอยากซื้อ แปลว่า หุ้นมันลงมาถูกจนเราสนใจ ...แต่ก่อนหน้านี้เราดันไม่กล้าซื้อ ...พอมันเริ่มเด้งขึ้นมา จริงๆ มันอาจจะเป็น ต้นรอบ ของรอบใหม่ แต่เราก็คิดว่าตกรถ ...ง่ายๆ ก็คือ ‘ซื้อเลย’ แต่ซื้อจำนวนน้อยลงกว่าที่ตั้งใจจะซื้อเดิม ก็แค่นั้นเอง 


5. ‘ติดดอย แต่หุ้นพื้นฐานดี ซื้อถัวได้ไหม ?’


ตอบ ‘ได้ ...แต่ต้อง Limit ความเสี่ยง ...จำนวนที่จะซื้อเพิ่มชัดเจน ไม่ใช่ถัวไปเรื่อยๆ’


โดยปกติ เวลามีข่าวร้าย หุ้นทั้งพื้นฐานดีและไม่ดี ก็ลงทั้งนั้น ...การที่เราถือหุ้นอยู่ บางครั้งมันก็ลงจนเราขาดทุน ...การซื้อเพิ่มทำได้ เพราะ เรารู้พื้นฐานหุ้นตัวนี้อยู่แล้ว ...ก็ทำให้เราได้หุ้นในราคาที่ถูกลง ...แต่!!! แต่อย่ามั่นใจไร้สติ ต้องกำหนดจำนวนที่จะซื้อ ไม่ใช่ถัวไปเรื่อยๆ ...เพราะ บางครั้งถ้าหุ้นนั้นเปลี่ยนพื้นฐาน แย่จริง จะทำให้เสียหายเยอะสุดๆ ได้ (ระวังด้วย!!) 


6. ‘มีหุ้นอยู่แล้ว แต่วันนี้ มันขึ้นดีจริงๆ พื้นฐานก็ดีขึ้น จะซื้อเพิ่มได้ไหม ?’


ตอบ ‘ได้ จัดไป ...แต่ให้คำนวณต้นทุนใหม่ด้วย’


หุ้นพื้นฐานดี เวลามันขึ้นรอบใหม่ มันก็ขึ้นตั้งแต่ไม่แพง ..ไปแพงขึ้น ...จนไปแพงสุดๆ แล้วค่อย จบรอบ ...เริ่มใหม่ ไปเรื่อยๆ ....ถ้าเราซื้อได้ถูก แต่ซื้อน้อยไป การเติมของก็ทำได้ แต่เราต้องคำนวณต้นทุนใหม่ ...เพราะ หลังจากเติม ต้นทุนเราสูงขึ้น เราอาจต้องขาย หากหุ้นเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง


ครับ !! ...การลงทุน มี Logic ที่ชัดเจน ..ไม่ได้ซับซ้อน  แค่ทำความเข้าใจดีๆ เราก็สามารถเป็นนักลงทุนที่ดีได้


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การปั้นพอร์ตให้ยั่งยืน ทำยังไง

 ‘ลงทุนให้รวยยั่งยืน มันเป็นยังไง ?’


มือใหม่ ถามผมเยอะมากว่า เขาอยากปั้นพอร์ตให้โตแบบยั่งยืนต้องทำไง


1. ‘ต้องซื้อหุ้นที่มันโตแบบไม้ยืนต้น’ ...ถ้าคุณเล่นหุ้นเก็งกำไร มันก็คล้ายๆ ปลูกถั่วงอก ...มันก็พอได้เงินนะ แต่เราจะหวังให้ถั่วงอกโต จนให้ร่มเงา ออกลูกจนเรากินไม่หมด มันทำไม่ได้ ...ขั้นแรก คือ ดูซิว่า หุ้นที่คุณเลือกมันเป็นต้นไม้แบบไหน ?


2. ‘หุ้นที่เราเลือก มันยิ่งโต ลูกยิ่งดกไหม’ ...หุ้นบางตัวขึ้นแต่ราคา แต่ไม่ออกดอกออกผล ...ก็เหมือน ต้นไฝ่ โตเร็ว แต่มันไม่ให้ผล เหมือนต้นมะม่วง ...ดังนั้น ขึ้นกับเราว่า ในพอร์ตเรา อาจมีต้นไฝ่บ้าง แต่ถ้าเรามองระยะยาว เราต้องมีต้นมะม่วงมากกว่า ...การจัดพอร์ตสำคัญครับ มันต้องเลือกหุ้นให้ตรงกับ เป้าหมายเราให้มากที่สุด 


3. ‘ต้นไม้เรา ผ่านพายุได้ไหม’ ...อย่างช่วงที่พายุแรงๆ แบบโควิด ...ต้นหญ้า บางทีได้เปรียบ ต้นไม้ใหญ่ ...นั่นไง!! ...ผมถึงชอบ หุ้นเล็ก เวลาเจอวิกฤตใหญ่ (แต่ถ้าวิกฤตไม่ใหญ่ ...ต้นไม้ใหญ่ มันจะต้านได้ดี แล้วกลับมาเร็วกว่า) ...ใช่!! ต้องมองให้ขาดว่า พายุที่เข้ามาเวลานี้ มันคือ พายุแบบไหน ?


4. ‘เราต้องศึกษา ทำความเข้าใจในต้นไม้ของเรา’ ...คนที่ควรเข้าใจ ต้นไม้ในพอร์ตเรามากที่สุด ก็คือ ตัวเรา ...ไม่ต้องไปถามคนอื่นหรอก เพราะ สวนของแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน 


5. ‘ใครปลูกนานกว่า ได้เปรียบกว่า’ ...อันนี้มันสอนเราว่า คนเงินเยอะ ก็อาจไม่ได้เปรียบ ...ถ้าสวนคุณเป็นร้อยไร่ แต่ต้นไม้เพิ่งปลูกใหม่ มันก็เสี่ยงมากกว่า คนที่สวนไม่ใหญ่ แต่ปลูกมานานแล้ว ...การยืนระยะจึงสำคัญมาก เพราะ เป้าหมายเราคือ ต้นไม้ที่งดงามในสวนของเราตลอดไป


6. ‘การใส่ปุ๋ย ต้องเอาแค่พอดี’ ...การใส่ปุ๋ยก็คือ การเร่งให้ต้นไม้โต ..มากไปก็เสี่ยง ...น้อยไปก็ช้า ...กลางๆ ดีสุด ...แปลว่า ความเสี่ยง ต้องรักษาสมดุลย์ให้ดี 


ใช่ครับ!! การสร้างพอร์ตยั่งยืน ก็เหมือน การปลูกต้นไม้ ในสวนของเรา ...เริ่มจากหลังบ้านนี่แหละ ...จนเราเชี่ยวชาญ คุณถึงค่อยขยายออกไป 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทองขึ้นแรง แล้วมีอะไรที่น่าจะขึ้นเยอะๆ อีกบ้าง

 ‘หลังจากทองคำขึ้นแรง ก็มีคำถามว่า มีอะไรบ้าง ที่เราถือแล้วอาจรวยไม่รู้เรื่องบ้างอ่ะ ?’


...ครับ !! เป็นคำถามที่น่าสนใจ ...เพราะ ผมก็เขื่อว่า หลังจากนี้ จะมีอะไรหลายๆ อย่างที่หากเรามีครอบครอง ราคามันจะขึ้น จนรวยได้เลย


เอาปัจจัย 4 มาดูก่อน ...


1. ‘ของสิ่งนั้น ต้องมีมูลค่าในตัวเองโดยไม่ต้องซื้อขาย’ ...ยกตัวอย่าง ที่ดิน ถึงไม่ขาย ก็มูลค่า เพราะ เอามาสร้างรายได้ เช่า ทำเกษตร สร้างตึกขายอะไรก็ว่าไป , ทอง ยังไงก็มีมูลค่าในตัวมันเอง , หุ้น มันก็มีปันผล ไม่ขายก็ได้ 


2. ‘ต้องมี Demand มากกว่า Supply’ ..อันนี้เชิงเทคนิคนิดนึง ..ภาษาบ้านก็คือ ของสิ่งนั้น ต้องมีคนต้องการ มากกว่า จำนวนที่มันมี เสมอ ...ยิ่งถ้ามันผลิตเพิ่มไม่ได้ ราคายิ่งสูง ...เช่น ภาพเขียน ที่คนวาด ชื่อดัง ตายไปแล้ว , น้ำมัน ถ้าโลกนี้ยังคงใช้อยู่ อะไรก็ว่าไป


3. ‘ของสิ่งนั้น สามารถซื้อขายเก็งกำไร’ ...ข้อหนึ่งมันต้องมีค่า แม้ไม่ขาย แต่นั่นไม่พอให้ราคาขึ้น ...มันต้องมีคนเข้ามาเก็งกำไรด้วย ...ดังคำพูดที่ว่า เมื่อความเห็น (คนซื้อ-คนขาย) ไม่ตรงกัน การพนันจึงเกิดขึ้น


4. ‘เป็นสิ่งที่เก็บในระยะยาวได้’ ...หลายๆ อย่าง มีคุณค่า มีจำนวนจำกัด แต่อายุไม่ยาว เช่น อาหาร ก็ยากที่จะให้มันขึ้นหลายๆ เด้ง ...หรือ บางอย่างที่มันมีค่าบำรุงรักษาสูง เช่น รถยนต์ ก็ลงทุนให้รวยได้ยาก (มันก็มีที่ราคาขึ้น แต่มันเป็นเคสไม่ปกติ ...เราต้องมองหาของที่มันเอื้อให้ลงทุนง่าย เก็บได้ ราคาขึ้น)


โอเค หลักๆ ก็ 4 ข้อนี้ ...เราก็มาเลือกดูต่อไปว่า แล้วอะไรที่เหมาะกับเรา ก็ดูดังนี้


1. ‘เรารู้และเข้าใจ ในสินทรัพย์นั้นมากกว่าคนอื่น’ ...ถ้าพูดถึงหุ้น เราต้อง อ่านมูลค่า และ รู้จังหวะ 


2. ‘เงินเราต้องเย็นพอ’ ...กันเงินสด ไว้ลงทุนเพียงพอ (มากน้อย ไม่สำคัญ เท่า กับ เราจัดสรรเงิน ให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราลงทุน) 


3. ‘บริหารอารมณ์ ให้สามารถทำตรงข้ามกับมวลชนได้’ ...ถ้าคนส่วนใหญ่กลัว เราต้องกล้าซื้อ ...แต่ถ้าคนส่วนใหญ่กล้า เราต้องระวัง 


4. ‘รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ ..อันนี้สำคัญสุดของ นักลงทุนที่ร่ำรวย ...ผมไม่เคยเห็นนักลงทุนเก่งๆ ที่ใช้เงินซี้ซั้วเลย ...’เขี้ยวทุกคน !! ...จะว่า งก ก็ใช่!!’ 


ก็ประมาณนี้ ...ลองไปสำรวจว่า ตอนนี้คุณถือการลงทุนอะไรบ้างที่มีโอกาสขึ้นหลายเด้ง


ถ้ามีเยอะ ก็แปลว่า มีโอกาสรวยมาก ไม่ได้เกี่ยวกับทำงานหนักหรือโชคดี อะไรเลย ....ใครเข้าใจเรื่องนี้ได้เร็ว ก็มีโอกาสสร้างตัวได้ก่อน


‘ใช่!! คนเราต้องกล้า ต้องเสี่ยง แต่เสี่ยงในจุดที่เรารับได้ ถึงจะรวยครับ!!’ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คนรุ่นใหม่ เงินเดือนหลักแสน แต่ทำไมไร้เงินเก็บ

 ‘คนรุ่นใหม่ได้เงินเดือนหลักแสน แต่ทำไมไม่มีเงินเก็บเลย’ 


มีรุ่นน้องหลายๆ คนมาปรึกษา ว่า เขารายได้เดือนเป็นแสน แต่ไม่มีเงินเก็บเลยทำไงดี ?


...ผมว่าไม่แปลกนะ ...ยุคนี้คนรุ่นใหม่หาเงินกันเก่ง แต่ปัญหาหลักๆ คือ เขาลงทุนไม่เป็น ...ชีวิตเขาดูดี ดูไฮโซ แต่ไม่เหลือเงินเก็บเลย แถมเป็นหนี้เยอะด้วย ...พอเจอวิกฤตอย่างโควิดนี่จบเลย ...เครียด!!


ขอแนะนำคร่าวๆ ดังนี้


1. ‘เงินได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ เงินที่เหลือไปลงทุนได้สำคัญกว่า’ ...เอาตรงๆ นะ คนที่พอร์ตการลงทุนเป็นร้อยๆ ล้าน ที่ผมรู้จัก เขาไม่ใช่คนที่รายได้สูงเลย ...บางคนรายได้หลักหมื่นเท่านั้น แต่เขาเอาเงินมาลงทุนเป็นเวลานาน ..สุดท้ายมันก็โตเป็นร้อยล้านได้ ...การลงทุนมันคล้ายๆ น้ำซึมบ่อทราย ..แรกๆ เหมือนมันน้อย แต่พอเวลาผ่านไป มันยิ่งโต พอพอร์ตใหญ่ มันยิ่งโตทบต้นเข้าไปอีก


2. ‘ถ้าเราซื้อทุกอย่างที่อยากได้ ยังไงก็ไม่รวย’ ...คนจำนวนมากตั้งเป้าชีวิตเป็นสิ่งของ เช่น รถสปอร์ต , กระเป๋า Hermes , นาฬิกา Patek ...เอาตรงๆ นะ ถ้าอยากได้จริงๆ เงินไม่มีก็ไปกู้ซื้อได้ ...พอสร้างหนี้แล้วมันติดใจ มันตอบความฝันทันที ได้เงินง่ายๆ แต่พอทำแล้ว มันจะติด ยิ่งกว่ายาเสพติด ...ถ้าบริหารไม่ดี ส่วนใหญ่ หนี้สิน มันโตเกินสินทรัพย์ ...สุดท้ายก็เลยไม่มีเงินเก็บเลย ...พอจะขายของที่ตัวเองมี ก็ไม่ได้ราคา เพราะ ราคาตลาดที่เราเห็น มันไม่ใช่ราคาที่เราจะขายได้ ต้องระวังให้ดี ....คำแนะนำ คือ ถ้าอยากซื้ออะไร เก็บเงินสดให้ได้ทั้งก้อนก่อนแล้วค่อยซื้อ ...วิธีนี้จะช่วยให้เราบริหารความฝันและเงินได้ดีขึ้น


3. ‘เราไม่ใช่ธนาคาร อย่าให้ใครยืมเงินหรือ ค้ำประกันให้ใคร’ ...หลายคนบริหารเงินตัวเองดีมาก แต่มาตกม้าตาย ตอนค้ำประกันให้คนอื่น หรือ ให้เพื่อนยืมเงิน ...พ่อผมสอนว่า ‘ถ้าอยากเลิกคบเพื่อนคนไหน ก็ให้เขายืมเงินเลย’ ..เอาตรงๆ เรื่องนี้ ถ้าไม่เกิดกับตัวก็คงไม่รู้ซึ้ง ...การไม่ให้ยืม อาจเคืองชั่วคราว ...พอเวลาผ่านไป ก็เป็นเพื่อนกันได้ปกติ แต่ถ้าให้ยืมแล้วไม่คืน นี่เลิกคบกันตลอดไปนะ !!


4. ‘การลงทุนไม่ใช่แค่ลงเงิน แต่คือ การลงทุนศึกษาเรื่องนั้นจริงจัง’ ...คนร้อยทั้งร้อย ที่บอกว่า เจ๊งหุ้น , เจ๊งอสังหา , เจ๊งทอง , เจ๊งบิทคอยส์ ...ส่วนมากคือ คนที่เข้ามาลงเงินโดยไม่ได้ศึกษา ...การลงทุนทุกอย่างต้องเริ่มจากลงเงินให้น้อยก่อน ลงทุนศึกษาให้เยอะ ...พอเข้าใจแล้วค่อยๆ เพิ่มน้ำหนัก จึงจะสำเร็จครับ


5. ‘สินทรัพย์ สามารถขึ้นได้มหาศาลเมื่อถือยาว’ ...เราเห็นหุ้นดีๆ สามารถขึ้นได้เป็นสิบๆ เด้ง ...เป็นสิบๆ เท่า ...แต่ถ้าให้คุณเอาหุ้นตัวนั้น มาเล่นสั้น พยายามซื้อให้ต่ำ ขายให้สูง หมุนรอบให้เยอะ ...สุดท้ายได้น้อยกว่าถือ ...แปลกไหม !! บางครั้งการอยู่เฉยๆ กลับรวยกว่า ....คำแนะนำ คือ เทรดได้นะ แต่ก็ต้องแบ่งเงินบางส่วนเพื่อถือยาว ...เงินส่วนนี้แหละ ที่จะเติบโตเปลี่ยนชีวิต


6. ‘จังหวะการลงทุนถือยาวที่ดีที่สุด มักอยู่ในวิกฤต’ ...คนจำนวนมาก หาเงินเก่ง แต่เอามาเจ๊งหุ้น เจ๊ง forex ..เจ๊ง มันทุกอย่างที่เอาไปลง ...เอาว่า ลงอะไรก็เจ๊ง !! ...หลักๆ คือ ผิดที่จังหวะ ....จุดที่ซื้อแล้วเจ๊งยาก มีโอกาสรวยมากกว่า ก็มักอยู่ในช่วงวิกฤต ...ลองทบทวนตัวเองดีๆ ว่า ที่ผ่านมา เราลงทุนผิดจังหวะไปขนาดไหน 


ผมว่า 6 ข้อ นี้หลักๆ เลย ...ถ้าเข้าใจ ปรับเปลี่ยน แล้วการเงินจะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


เส้นทางนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย มันเป็นแบบนี้

 ‘เส้นทางนักลงทุน ในตลาดหุ้นไทย’ 


การลงทุน ก็เหมือน การเดินทาง ...เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ..ส่วนการลงทุน ประสบการณ์จะนำมาซึ่งเงินในพอร์ตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ 


มันเริ่มจาก


1. ‘การลงทุน สามารถเป็นอาชีพเสริมได้ทุกอาชีพ’ ...ไม่ว่า คุณจะมีอาชีพอะไรก็ตามในชีวิตจริง ...การลงทุนสามารถเป็นอาชีพเสริมของทุกคน เพียงแค่เริ่มเปิดบัญชีและเริ่มใส่เงินลงทุนทีละน้อย (ความมั่งคั่ง มันเริ่มจากลงทุนประมาณ 10% ของเงินเดือน)


2. ‘ความผิดพลาด จะทำให้ประสบการณ์เราเพิ่มขึ้น’ ..หลายคนคิดว่า การลงทุนจะต้องไม่ผิดพลาด แต่จริงๆ แล้ว ทุกคนที่ลงทุน ก็ล้วนเกิดจากค่อยๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด เช่น ซื้อหุ้นแพง , ติดดอย , ขายหมู , ตัดขาดทุน ...แล้วค่อยๆ เก่งขึ้น รวยขึ้น ทุกครั้งที่ผิดพลาด


3. ‘คนที่เริ่มลงทุนเป็น จะเริ่มลงทุนเป็นพอร์ต’ ...มือใหม่จะเล่นหุ้นทีละตัว หรือ สองตัว เอาเน้นๆ ...แต่พอเสียหายหนัก โดนรับน้องจากตลาด ติดดอย จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า การลงทุนเป็นแผง ลงเป็นพอร์ต ทีละ 5-10 ตัว ขึ้นไป มันควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า


4. ‘มือใหม่จะซื้อหุ้นตอนข่าวดี แต่มือเก่าจะซื้อหุ้นในข่าวร้าย’ ...มือใหม่ทุกคนจะจัดหนักเวลาตลาดดี มีข่าวดี ...แต่พอเริ่มมีประสบการณ์จะทยอยซื้อหุ้นในข่าวร้าย เพราะ จะได้หุ้นราคาถูกกว่าโดยเฉลี่ย


5. ‘มือใหม่จะเล่นหุ้นเร็วๆ รีบทำกำไร แต่มือเก่าจะเล่นหุ้นช้าลง’ ...เฮ้ย!! แปลว่า แก่อะดิ เล่นช้า ...เดี๋ยวนะ ไม่ใช่อย่างนั้น ...คนที่เล่นหุ้นใหม่ๆ จะอยากเห็นกำไรเร็วๆ ก็เลยรีบขาย ...แต่พออยู่ในตลาดนานขึ้น เราจะเริ่มเรียนรู้ที่จะถือ ‘ทนรวย’ ...เพราะ การถือมันได้กำไรจำนวนมากกว่า และ เหนื่อยน้อยกว่าในระยะยาว (ก็เหมือนขับรถ ...มือใหม่จะขับรถเร็วแต่ไม่ค่อยมีจังหวะ ...พอมือเก่า ขับช้าลง แต่รู้จังหวะมากขึ้น)


6. ‘มือใหม่จะชอบเสี่ยง เล่นอะไรที่มีอัตราทดสูงๆ ...แต่มือเก่าจะลดอัตราทดลง’ ...ในตลาดอัตราทด ก็คือ Gearing ...มือใหม่จะชอบ อะไรที่มันมีอัตราทดเยอะๆ เช่น อนุพันธ์จะแกว่งกว่าหุ้นหลายเท่า ...เวลาถูกทางก็จะกำไรเยอะ แต่ถ้าผิดทางก็เสียหายหนัก 


7. ‘เมื่ออยู่ในตลาดนานขึ้น คุณจะให้ความสำคัญของกำไรลดลง แต่เน้นเงินปันผลมากขึ้น’ ...การทำกำไรหลักๆ ในตลาดหุ้น ก็คือ ทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ...ก็คือเน้นกำไร ...แต่พอคุณอยู่ในตลาดนานขึ้น พอร์ตเริ่มโตขึ้น ...เงินปันผล หรือ Passive Income จากการถือหุ้น มันเป็นอะไรที่มั่นคงและยั่งยืนกว่า


8. ‘พอร์ตการเทรดอาจทำเงินได้เร็ว แต่โตช้า ..พอร์ตการถือยาว อาจทำเงินช้า แต่โตเร็วในระยะยาว’ ...คนที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ อาจคิดว่า ยิ่งเราเทรดเร็ว กำไรเร็ว จะทำให้เรารวยเร็วกว่า ...แต่ถ้าเทียบจริงๆ แล้ว คนที่พอร์ตใหญ่ และ รวยแบบก้าวกระโดด ล้วนเกิดจากการถือยาว ‘ทนรวยเป็น’ 


9. ‘มือใหม่ฟังน้อย ทำเยอะ ..มือเก่าฟังเยอะ ทำน้อย’ ...เสน่ห์ของการลงทุนที่ต่างจากอาชีพอื่นๆ ก็คือ มันเป็นอาชีพที่สามารถ ทำน้อยแต่ได้มาก ...บางคน รอแค่ตลาดมีวิกฤต แล้วค่อยซื้อถือยาว ...ซึ่งบางปีอาจซื้อได้แค่ 1-2 ครั้ง หรือ บางปีอาจไม่ได้ซื้อเลย ...แค่นี้ก็รวยได้ แปลกไหมล่ะ !!


10. ‘นักลงทุน ยิ่งแก่ ยิ่งรวย’ ...จริงๆ แล้ว มันเกิดในทุกสินทรัพย์แหละ ใครก็ตามที่ลงทุนในสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน บ้าน หุ้น ทอง ...ยิ่งแก่ มูลค่าของสิ่งที่เราถือ มันยิ่งโตแบบก้าวกระโดด ...เราเลยเห็นนักลงทุน ยิ่งแก่ กลับยิ่งรวยนั่นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 







วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หุ้น Deep Value จะค้นหาได้อย่างไร

‘หุ้น Deep Value จะค้นหาได้อย่างไร’

ทุกครั้งที่ตลาดจบรอบ หรือเกิดวิกฤต ...ทั้งหุ้นใหญ่และหุ้นเล็กจะราคาลงแรง จนบางครั้ง มันลงจนต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากๆ ...ทำให้คนที่ชอบความเสี่ยงต่ำสามารถหาหุ้นแบบนี้ไม่ยาก

ใช่!! หุ้น Deep Value อาจจะไม่ได้โตแบบบ้าคลั่ง แต่มันก็จะขึ้นมากพอจนทำให้เรารวยได้เลยทีเดียว  

อย่างตลาดหุ้นไทย เวลานี้ เราจะเห็นหุ้น Deep Value ค่อนข้างเยอะ ...ยังไงมาดูกัน

1. ‘หุ้น Deep Value คือ หุ้นที่ราคาลงมาใกล้ๆ Book หรือ ต่ำกว่า Book’ ..ตัว Book Value คือ ต้นทุนของเจ้าของ ...การที่หุ้นสามารถลงมาใกล้ๆ หรือ ต่ำกว่า Book ได้นั้น แปลว่า ตลาดต้องมีวิกฤต ...ซึ่งโควิดทำให้หาหุ้นแบบนี้ในตลาดหุ้นไทยได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว

2. ‘ธุรกิจต้องสามารถ ผ่านวิกฤต ไม่เจ๊ง’ ...อันนี้หลักๆ ดูที่หนี้ และ โอกาสในการเติบโตหลังจากนี้ ...ตัวที่หนี้เยอะ อาจจะเหนื่อยกว่าหุ้นที่หนี้น้อย ...แต่ที่สำคัญกว่า คือ ต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่า หลังจากนี้ สินค้าที่บริษัทนั้นๆ ทำ ต้องค่อยๆ ขายและทำกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ 

3. ‘เจ้าของและรายใหญ่ ต้องเก็บหุ้นเพิ่ม’ ...ดูแบบเบื้องต้น ก็คือ ราคาเริ่มหยุดลง ออกข้าง และ Volume ไม่เยอะ ...เพราะเราไม่ควรรับหุ้นที่ลงแรงพร้อม Volume เยอะ ...จุดนั้นแปลว่า แรงขายยังหนัก ก็อย่าเพิ่งรับมีด

4. ‘ธุรกิจลดต้นทุน กระชับงบ’ ...แน่นอน เวลาเกิดวิกฤตก็มักเป็นข้ออ้างที่ดีที่ธุรกิจจะสามารถลดต้นทุน เช่น ให้คนออก , ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ...ใครทำได้ดีกว่า ก็มีโอกาสรอดสูงกว่า ...พอวิกฤตผ่านไป การลดต้นทุนและกระชับงบ จะทำให้กำไรโตก้าวกระโดดได้

5. ‘ใช้วิกฤต เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ’ ...ถ้าจะซื้อคู่แข่ง ขยายธุรกิจ ก็ควรทำในเวลาที่ทุกอย่างยังดูเลวร้าย เพราะ ข้อแรก มันโชว์ว่า จริงๆ ธุรกิจนี้แข็งแกร่ง และ สอง ในวิกฤตสามารถซื้อของได้ราคาถูก

6. ‘ธุรกิจมี Business Model ที่ดี’ ...อันนี้ดูแบบคร่าวๆ จากอัตราการทำกำไรสุทธิ ...ถ้า Net Profit Margin สูงขึ้น หรือ สูงกว่าคู่แข่ง ก็แปลว่า เรามี Business Model ที่ดีกว่า เช่น บริษัทที่ขยายด้วยออนไลน์ ย่อมขยายง่ายกว่าบริษัทที่ขยายด้วยการเปิดสาขาในเวลานี้ 

7. ‘ธุรกิจต้องปรับตัวได้เร็ว’ ...สมัยก่อนธุรกิจใหญ่ ที่ผลิตเยอะ ต้นทุนจะต่ำกว่า แล้วไปขายราคาถูก ตัดราคาคู่แข่ง ...แต่กลยุทธ์แบบ Mass มันได้ตายไปแล้ว ...ทุกวันนี้ ของแพง แต่ดี มีตลาดชัด กลับดีกว่า ...ไม่ต้องใหญ่ แต่จับลูกค้าชัดเจน เป็นผู้นำในตลาดตัวเอง แจ๋วกว่าครับ ...ยิ่งถ้าเป็นเจ้าของแบรนด์เองยิ่งดี เพราะ เจ้าของแบรนด์คือคนที่เข้าใจลูกค้ามากสุดและกำไรดีสุดในห่วงโซ่ธุรกิจ

8. ‘เป็นธุรกิจที่เข้ากับกระแสคนรุ่นใหม่’ ...ทุกวันนี้ตลาดที่โตเร็ว และ มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น ตลาดคนรุ่นใหม่ ...เพราะ เป็นตลาดที่คนกล้าใช้เงินมากที่สุด ...ธุรกิจที่ดีต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่า พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปคืออะไร ? ...แต่ที่แน่ๆ เขาจะไม่ใช้ชีวิตแบบคนรุ่นก่อนแน่ๆ 

บางทีตรงข้ามไปเลย ...นี่แหละ คือ จุดที่ชี้ขาด วิสัยทัศน์เจ้าของธุรกิจครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมหุ้น Super Stock จึงไม่เคยเป็นหุ้นตัวเดิม

‘ทำไมหุ้น Super Stock จึงไม่ใช่หุ้นตัวเดิม’

หุ้น Super Stock ในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นที่สามารถขึ้นได้เกิน 10 เด้ง หรือ 1,000% ขึ้นไป ...พูดง่ายๆ ใครก็ตามที่ได้ซื้อแล้วทนถือหุ้นแบบนี้ในพอร์ต ต้องบอกว่า ชีวิตเปลี่ยน ...รวย !!

แต่โดยปกติ หุ้นจะขึ้นลง เป็น ‘รอบ’ ..แต่ละรอบ จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี ขาขึ้นอาจจะ 7 -8 ปี ขาลงสัก 2 ปี ....จากจุดต่ำสุด ไปถึงจุดสูงสุด โดยเฉลี่ย ถ้าเป็นหุ้นใหญ่ ก็จะขึ้นได้สัก 3 เด้ง ..ถ้าเป็น หุ้นเล็ก จะขึ้นได้สัก 5 เด้ง 

จากนั้นพอจบรอบ อย่างเช่นต้นปี 2020 หุ้นทุกตัวพอเจอวิกฤตใหญ่ ก็จะลงจากยอด ประมาณ 70% (ตัวเล็ก ก็มักจะลงลึกกว่านั้น) 

ในส่วนหุ้น Super Stock มันจะขึ้นมากกว่า ‘รอบปกติ’ และ ก็ลงจบรอบ น้อยกว่าปกติ ...แต่หลังจากที่จบรอบ แล้วขึ้นมาใหม่ หุ้นตัวนั้นจะไม่กลายเป็น Super Stock แล้ว !!

ใช่!! พอตลาดเริ่มดีขึ้น หุ้นก็จะค่อยๆ กลับไปที่จุดสูงสุดเดิม ...แต่เราจะหวังให้หุ้นตัวเดิมนี้ ขึ้นไปแรงๆ แบบที่ผ่านมา มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ 

มาดูกันว่า ทำไม

1. ‘หุ้นที่ทำให้คนอื่นรวยมหาศาลไปแล้ว จะไม่ทำให้เรารวย’ ...อันนี้เป็นความพลาดของนักลงทุนมือใหม่ ที่พยายามไปหาว่า เซียนหุ้นเขาเล่นหุ้นอะไร จะได้ซื้อตาม ...แต่ลืมไปว่า หุ้นที่ทำให้คนๆ นึงเป็นเซียนหุ้น ก็แปลว่า มันขึ้นแบบรุนแรงมาก่อนแล้ว ...พอเราซื้อมันก็อาจจะเป็นหุ้นที่ดีนะ แต่มันจะไม่ดีแบบเปลี่ยนชีวิตเรา

2. ‘หุ้นที่ขึ้นแบบ Super Stock แสดงว่า มันอยู่ในจุดที่ธุรกิจและผลกำไรก็เป็น Super Cycle เช่นกัน’ ...ยกตัวอย่าง ในอดีตหุ้นเดินเรือ ก็เคยเป็น Super Stock เพราะ ในช่วงเวลานั้น โลกเข้าสู่เศรษฐกิจขาขึ้นในรอบใหญ่ ประกอบกับ จำนวนเรือมันมีไม่พอกับความต้องการ ...ก็ทำให้หุ้นขึ้นแบบบ้าคลั่ง แต่หลังจากที่มันจบรอบ หุ้นนี้ก็ยากที่จะกลับมาเป็น Super Stock ได้อีก

3. ‘หุ้นที่เป็นแบบ Super Stock ต้องมีทั้งเจ้าของที่ไม่ขาย และ นักลงทุนรายใหญ่ที่กล้าถือ’ ...อย่างที่เรารู้ว่า หุ้นขึ้นลงตาม Demand/Supply หรือ แรงซื้อ แรงขาย ....หุ้นใดก็ตามที่หุ้นจะขึ้นแบบไม่ลืมหูลืมตา ต้องเป็นหุ้นที่ทั้งเจ้าของและรายใหญ่เชื่อมั่นแบบไม่ลืมหูลืมตาเช่นกัน ....อย่างในต่างประเทศเวลานี้ เราเห็นชัดๆ อย่าง หุ้น Amazon , Tesla , apple ก็กำลังอยู่ในภาวะแบบนี้ (แต่น่าจะอยู่ในช่วงปลายของรอบ Super Cycle แล้ว) ....วันใดก็ตาม ที่เจ้าของ และ รายใหญ่ เริ่มทำกำไร ขายจริงจัง ...หุ้นก็จะจบรอบ ลงแรงนั่นเอง

4. ‘ตลาดต้องมีสภาพคล่องที่สูง จึงจะมี Super Stock ได้’ ...อย่างที่เรารู้กันว่า หุ้นแบบ Super Stock จะมี P/E ที่สูงตลอดเวลา ปันผลก็ต่ำ ...ดังนั้น นักลงทุนแบบ VI มักจะไม่ค่อยชอบหุ้นแบบนี้ ...การที่จะมีเม็ดเงินมหาศาล เข้ามาซื้อหุ้นใหไปแพงสุดๆได้ ตลาดหุ้นต้องมีสภาพคล่องที่ล้น ...อย่างเช่น ช่วงปี 2008 ที่มีการทำ QE หรือ อย่างหลัง โควิด ที่ทุกประเทศพร้อมใจกันอัดสภาพคล่อง 

5. ‘ต้องมีรายย่อยจำนวนมาก ที่เข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้’ ...นอกจากเจ้าของ รายใหญ่ และ กองทุนแล้ว ...รายย่อย ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้หุ้นตัวนึงกลายเป็น Super Stock ได้ ...เพราะรายใหญ่ มักซื้อตอนแพงให้ไปแพงอีก ...แต่รายย่อยจะมารับตอนที่ย่อ ...พอหุ้นหยุดปรับฐาน ...รายใหญ่ก็มารับไม้ต่อ ...พูดง่ายๆ ตบมือข้างเดียวไม่เคยดัง ....ต้องมีการสอดประสาน ทั้ง 2 ด้าน ...แพงก็ลาก ด้วยรายใหญ่  ..ถูกก็รับไม่ลง ด้วยรายย่อย ...ทำให้แม้ราคาหุ้นจะปรับฐานระหว่างทาง แต่ก็ทำ New High ขึ้นไปได้เรื่อยๆ

6. ‘รอบนี้ ต้องมองหุ้นตัวเล็ก’ ...แต่ละรอบ มันไม่เหมือนกัน ...ตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ก็ต่างกัน ...ถ้ามามองในประเทศไทยหลังโควิด จะพบว่า เราไม่ได้มีหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างหุ้น Tech Stock ในอเมริกา ...ธุรกิจส่วนใหญ่ในบ้านเรา ขึ้นลง ตามเศรษฐกิจโลก ...ก็อย่างที่เราต่างรู้ว่า รอบนี้เศรษฐกิจจริงๆ ยังไม่กลับมา ...ทำให้หุ้นตัวใหญ่ยากที่จะทำให้ยอดขายและกำไร เติบโตหลายๆ เท่าตัว อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆ ปีได้ ....เวลานี้หุ้นตัวเล็ก จึงมีเสน่ห์มากกว่า ต้องค้นหาธุรกิจเล็ก ที่จะสามารถสร้างทั้งยอดขาย และกำไร เติบโตต่อเนื่องหลายๆ ปีนั่นเอง

ใช่!! ไม่ง่ายเลย ...เพราะ หุ้นตัวเล็กผันผวนกว่า ตัวใหญ่ ....ดังนั้น การกระจายความเสี่ยง และ คุมความเสี่ยงของเราให้ดี จึงเป็นหัวใจในการเติบโตกับ Super Stock ในรอบนี้ครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมในการลงทุนในหุ้น ...แนะนำ ให้เข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ...สอนมือใหม่ ตั้งแต่ อ่านงบ เลือกหุ้น ..สอนกราฟ ดูจังหวะ ..สอนเครื่องมือ Trade Master ช่วยให้การซื้อขายหุ้นง่ายขึ้น

ค่าเรียน 999 บาท ตลอดโครงการ 

เรียนออนไลน์ทั้งหมด พร้อมฝึกปฏิบัติ เป็นเวลา 1 เดือน (สามารถดูย้อนหลังได้ตลอด) 

สนใจสมัครหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรนี้เพิ่มเติม คลิกที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น

มาเรียนรู้ด้วยกันนะครับ ..จัดไป !!

4 วิธีเจ็บหนักหุ้นยังไง ให้จำจนตาย

4 วิธี เจ็บหนักหุ้นอย่างไร ให้จำจนตาย

‘สมัยที่ผมเริ่มเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆ ...มีคนบอกผมว่า ถ้ายังไม่เคยติดหุ้น แปลว่า ยังไม่รู้จักตลาดหุ้น!!’

1. ‘ซื้อหุ้นเด็ด ตามเพื่อนบอก’ ...ส่วนใหญ่เพื่อนจะบอก ตอนที่มันเข้ามานานแล้ว ราคาขึ้นไปมากแล้ว ...เอาง่ายๆ จุดที่เพื่อนเข้ากับจุดที่บอกเรามันคนละราคา ...พอหุ้นเปลี่ยนทิศทางจากขึ้นเป็นลง ก็นั่นแหละ ‘ซวยละกรู !!’ 

2. ‘ซื้อหุ้นตาม inside’ ...มันดูดีจัง ที่เราสามารถรู้จักเจ้าของ เจ้ามือ รายใหญ่ ...แต่เกมนี้ไม่เคยจบสวยสำหรับเรา เพราะ สุดท้ายเราคือคนที่รู้ช้าที่สุด ...’รู้จักอ่ะเรื่องนึง แต่เรารู้ช้าสุดนั่นแหละ หนักสุดครับ!!’ 

3. ‘ซื้อหุ้นตามบทวิเคราะห์’ ...ทุกโบรคมีบทวิเคราะห์ครับ ...ทุกโบรคก็มีแนะนำหุ้นเด็ด ..แนะนำแม้กระทั่ง จุดที่ซื้อและ จุดที่ขาย ....มีนักลงทุนมือใหม่ ถามผมว่า ถ้าเขาซื้อขายเป๊ะๆ ตามที่บทวิเคราะห์แนะนำจะรวยไหม ? ...ผมก็บอกว่า ‘อาจจะ’ ...เพราะ ถ้ามันรวยชัวร์ๆ แบบ 100% เขาไม่มานั่งบอกเราหรอก ‘ซื้อเอง จัดเต็มดิครับ’ ...ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ คือ ‘ข้อมูล+สถิติ’ ที่เหลือเราต้องบริหารความเสี่ยงเอง ...เชื่อ 100% ติดดอยมาไม่รู้กี่เม่าละ

4. ‘ซื้อหุ้นร้อน แต่ดันไปพักร้อน’ ...ถ้าเราเล่นตามหุ้นเด็ดที่ขึ้นร้อนแรง ต้องเฝ้าครับ ...มือใหม่จะชิว เห็นขึ้นแรง บางทีไปพักร้อน ปิดจอ ...พอเปิดจอมาอีกที ติดดอยลึกสุดใจ ซวยละ !! ...แต่ข้อนี้เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องมือช่วยได้ อย่าง TradeMaster ของบัวหลวง สาทารถตั้งจุด Stop Loss และ Let Profit Run ในหุ้นแบบอัตโนมัติเลย ไม่ต้องเฝ้า 

(ใครสนใจเรียนรู้ สามารถเข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ได้ครับ 

...เรียนออนไลน์ทั้งหมด ฝึกเทรดโปรแกรมจริงตลอด 1 เดือน พร้อมการเรียนรู้ พื้นฐานและกราฟ พร้อมคำแนะนำ 

...ค่าใช้จ่ายในการร่วมโครงการนี้เพียง 999 บาท 

...สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น ...ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครคลิก www.bualuang.co.th/thestockmaster)

ก็อยากให้มาเรียนรู้ด้วยกัน สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ติดดอยหุ้น นะครับ !!

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563

8 สิ่งที่ต้องเข้าใจ ในการถือหุ้น

8 สิ่งที่ต้องเข้าใจในการถือหุ้น

‘ถือหุ้น’ ...ก็แค่ซื้อหุ้นแล้วถือไป มันยากตรงไหน ?

มาดูกัน

1. ‘หุ้นสามารถราคาขึ้นลงได้เกิน 50%’ ...อันนี้รวมถึงหุ้นพื้นฐานดี หุ้นปันผล ...ราคาก็สามารถแกว่งขึ้นลงได้เกิน 50% ...แปลว่า ถ้าเราคิดจะถือหุ้นแล้วกินปันผลสบายๆ ต้องเข้าใจด้วยว่า ในเวลาที่ตลาดมีข่าวร้าย มีวิกฤต พอร์ตเราอาจติดลบ 50% เลยก็ได้ ...แต่ถ้าเราอยากได้ปันผลแบบสบายๆ ก็ต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดี 

2. ‘การถือหุ้นยาวๆ มักได้ผลตอบแทนหลายเท่าตัว’ ...ถ้าเรามองแค่ข้อ 1 เราคงคิดว่า ‘งั้นฉันจะถือหุ้นทำไม ..ก็ขายตอนมันขึ้น แล้วมาช้อนซื้อตอนมันลง ไม่ดีกว่าหรือ?’ ...แต่ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าเราต้องมานั่งเฝ้าจับจังหวะ ขึ้น หรือ ลง ...มันก็ไม่ใช่ Passive Income แบบสบายๆ ไงล่ะ 

...ใช่!! เราไม่สามารถสบายและทำกำไรสูงสุดในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายการถือหุ้นดี ก็ยังคงให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงมากๆ อยู่ดี

3. ‘การทยอยซื้ออย่างเดียว ง่ายกว่าพยายามซื้อให้ต่ำ และขายให้สูง’ ...มีหลายคนถามผมว่า ในเมื่อพี่แพ้ทรู้ว่า ตรงนี้หุ้นแพง ทำไมไม่ขายไปก่อน แล้วมารับตอนหุ้นถูก ? ...ก็นั่นแหละครับ เราอาจจะรู้ว่า ตอนไหนหุ้นแพง แต่หลายๆ ครั้งที่หุ้นแพง ราคามันก็ยังวิ่งไปต่ออีกหลายเด้งเลยก็ได้ ...นั่นเป็นคำตอบที่ว่า การที่เราดีใจที่ได้ขายแพง จริงๆ อาจเป็นการขายหมูครั้งใหญ่เลยก็ได้

4. ‘ผมจึงเลือกวิธีออมในหุ้น’ ก็คือ ทยอยซื้อเมื่อหุ้นถูก แล้วพยายามไม่ขายเลย (ถึงขายก็เป็นสัดส่วนที่น้อย) ...เพราะ สุดท้ายหุ้นที่ขึ้น มันจะชดเชยหุ้นที่ลงอยู่แล้วในระยะยาว ...คิดง่ายๆ สมมุติซื้อหุ้น 100,000 บาท ถ้ามันขึ้น มันอาจกลายเป็น 1 ล้านก็ได้ ...แต่ถ้ามันลง เราเสียหายสูงสุดก็คือ 1 แสน ...การออมหุ้นจึง ปิดประตูความเสี่ยง แต่เปิดโอกาสกำไรให้สูงที่สุดนั่นเอง

5. ‘ทำไมถึงต้องกล้าซื้อหุ้นดีในเวลาวิกฤต’ ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเรามัวแต่รอว่า อยากซื้อหุ้นในราคาต่ำที่สุด ...สุดท้ายเราอาจจะไม่ได้ซื้อหุ้นเลย ...เพราะ การทยอยซื้อในจุดที่ราคาหุ้นต่ำ มันง่ายกว่า การพยายามหาจุดต่ำที่สุด ...’ขอให้เลือกหุ้นดี มีข่าวร้ายก็ทยอยรับไป ในความเสี่ยงที่เราจำกัดไว้ ...หลังจากนั้น ก็แค่ ถือทนๆ รอรวย แค่นั้นเอง’

6. ‘ถ้าเป้าหมายคือ เอากำไรเร็วๆ ให้เทรด แต่ถ้าเป้าหมายคือ อิสรภาพทางการเงินให้ถือ’ ...เรื่องนี้ เถียงกันไม่เคยจบ ระหว่าง คนเทรดหุ้น กับ คนถือออมหุ้น ...สรุป ง่ายๆ คือ เอาเป้าหมายเราเป็นหลัก แล้วค่อยๆ ทำไป ...เดี๋ยววันนึงมันก็จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้

7. ‘เราต้องเลือกหุ้น ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเราด้วย’ ...ถ้าเราจะถือยาว ก็ต้องซื้อหุ้นที่ราคาถูก มีเงินปันผลสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เลือกหุ้นที่ Deep Value เยอะๆ เพราะ หุ้นเหล่านี้เหมาะกับการถือยาว ...แต่ถ้าเราไปซื้อหุ้นเติบโต ที่ P/E ปันผลต่ำ บางครั้งมันก็ไม่เหมาะที่เราจะถือยาวๆ 

8. ‘การถือหุ้นยาว ต้องกระจายความเสี่ยง’ ...หลายคนถามว่า เขาอยากเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ตัวเดียวแล้วถือแบบเน้นๆ จะดีไหม ? ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเรามีหุ้นน้อยตัวเกินไป พอร์ตเราจะแกว่งเยอะไป จนเราทนไม่ไหว ...การมีหุ้นที่มากพอ ทำให้เราถือหุ้นได้ง่ายกว่า ‘ทนรวยได้เยอะกว่านั่นเอง’

ก็ลองไปปรับใช้ในการถือหุ้นระยะยาวกันดูนะครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมในการลงทุนในหุ้น ...แนะนำ ให้เข้ามาเรียนในโครงการ The Stock Master 9 ...สอนมือใหม่ ตั้งแต่ อ่านงบ เลือกหุ้น ..สอนกราฟ ดูจังหวะ ..สอนเครื่องมือ Trade Master ช่วยให้การซื้อขายหุ้นง่ายขึ้น

ค่าเรียน 999 บาท ตลอดโครงการ 

เรียนออนไลน์ทั้งหมด พร้อมฝึกปฏิบัติ เป็นเวลา 1 เดือน (สามารถดูย้อนหลังได้ตลอด) 

สนใจสมัครหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรนี้เพิ่มเติม คลิกที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น

มาเรียนรู้ด้วยกันนะครับ ..จัดไป !!

8 ข้อคิด การเงินที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากอ่าน

8 ข้อคิด การเงินที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากอ่าน

เดี๋ยวนี้เวลาพูดคุยมุมมองทางการเงินกับคนรุ่นใหม่ ผมแปลกใจมาก ..เขาคิดแทบจะตรงข้ามกับคนรุ่นก่อนเลย 

บางอย่างก็ดีนะ ..โตเร็ว ดูดี ..แต่บางอย่าง ก็ต้องระวัง !!

1. ‘ยอดขาย สำคัญกว่ากำไร จริงหรือ’ ...ทุกวันนี้ธุรกิจรุ่นใหม่ คุยแต่ ยอดขายโต ...ไม่สนกำไร ...บางทีใช้ฟรีเลย ...ก็ได้นะ ถ้าคุณเป็นบริษัทระดับโลก ที่เงินทุนไม่จำกัด ...แต่ถ้าคุณทำธุรกิจในประเทศไทย ผมว่า กำไร สำคัญกว่าการโตเร็วๆ 

2. ‘เงินจากนักลงทุน มีราคาถูก’ ...เอาตรงๆ นะ เงินทุนที่แพงที่สุดในระยะยาว คือ เงินจากนักลงทุน ...ลูกค้าซื้อของเรา ถ้าพอใจก็จบ ...ธนาคารเราคืนเงินกู้ก็จบ ...แต่นักลงทุน เขาต้องการให้เราทำกำไรให้เงินที่เขาลงทุน ซึ่งมันไม่เคยจบนะ ...เจ้าของธุรกิจต้องคิดว่า เงินนักลงทุนก็เสมือนเงินของตัวเอง ..ต้องรับผิดชอบ ต้องทำให้มันโต ถึงจะจบสวยจริง

3. ‘ถ้าเราอยากรวย ต้องทำให้เราดูรวยก่อน’ ...เฮ้ย!! อันนี้โคตรอันตราย ...ภาษิตโบราณที่ยังใช้ได้ตลอดคือ ‘ถ้าวันนี้ยังไม่รวย แต่ใช้ชีวิตแบบคนรวย จะไม่มีวันรวย ...แต่ถ้าวันนี้ยังไม่จน แต่ใช้ชีวิตแบบคนจน จะไม่มีทางจน’ 

4. ‘คนรุ่นใหม่ ต้อง Multitasks เก่งรอบด้าน’ ...แต่จริงๆแล้ว ...’งานที่ทำไม่เสร็จ มันก็เหมือนไม่ได้ทำ’ ...คนรุ่นใหม่ มักจับหลายๆ อย่างพร้อมกัน จนทำไม่เสร็จสักอย่าง ...จริงๆ ทำให้เสร็จทีละอย่าง แล้วค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนา อาจไปได้เร็วและไกลกว่า

5. ‘คนที่เก่ง มันเจ๊งมาแล้วทุกคน’ ...อันนี้การันตีว่าจริง !! ....ทุกความสำเร็จ มันต้องผ่านความผิดพลาด บาดแผล ...ถ้าเร่ไม่เคยเจ๊ง ต้องทำความเข้าใจข้อนี้ให้ดี ...เพราะ มันต้องมี วันที่ฉันพลาด ...ผ่านแล้วทุกข์ เจ็บโคตรๆ ...แต่หลังจากนั้นจะดี

6. ‘เพื่อนเยอะๆ ดีต่อธุรกิจ จริงหรือ’ ...คนรุ่นใหม่จะชอบสร้างคอนเน็คชั่น ไปเรียนหลักสูตรอะไรมากมาย ...มันก็ดีนะ แต่ถ้ามากเกินไป มันเริ่มไม่มีประโยชน์ ...คนอยากคบเรา เพราะ เราทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเขา ...เพื่อนไม่เยอะมาก แต่มีคุณภาพ มันต่อยอดได้ดีกว่า

7. ‘ธุรกิจเราต้องโตระดับโลก’ ...คนรุ่นใหม่มักจะพูดว่า ฉันจะเปลี่ยนโลก ...แต่เอาตรงๆ นะ คนที่คิดเปลี่ยนโลก ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจตัวเอง ...ใช่!! ถ้าทำธุรกิจเปลี่ยนโลกได้จริง มันรวยมหาศาล ...แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เราต้องเริ่มจากเข้าใจตัวเองก่อน ...เพราะ ความสุขมันเริ่มจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว ...การเข้าใจในจุดแข็งของตัวเอง จากนั้น ก็ใช้จุดนั้นต่อยอด สร้างมูลค่า ...ครับ ใช่!! เปลี่ยนตัวเองก่อน พอเข้าใจตัวเอง เดี๋ยวโลกของเรา มันจะเปลี่ยนตามเอง

8. ‘ลงทุนไปก่อน เดี๋ยวมันดีเอง’ ...เราได้ยินคำว่า Burn rate คือ ลงทุนไปก่อน เดี๋ยวค่อยทำกำไรทีหลัง ...คิดแบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว เพราะ 

หนึ่ง ลูกค้าคนละกลุ่ม เช่น คนที่เล่นฟรี กับคนที่เสียเงินซื้อ มันคนละกลุ่มเลยนะ 

สอง ตลาดคุณขยายได้จริงหรือ ...ธุรกิจที่ทำในอเมริกา หรือ จีน มันโตได้ระดับโลก และ ส่วนมากเขาไปทำกำไร เมื่อคุมตลาดโลกได้แล้ว ...แต่ธุรกิจในบ้านเรา เอาแค่ตลาดไทยยังยากเลย ...กรุงเทพแบบนึง ...ต่างจังหวัดนี่อีกแบบเลย ..ประเทศอื่นนี่ครละตำราเลย

ใช่!! เราเห็นคนระดับโลก เราเรียนรู้จากเขาได้ ...แต่เราต้อง Localized ให้เป็น ..คิดระดับโลกได้ แต่มันต้องเริ่มระดับชุมชนให้เป็น

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 ข้อคิด นักธุรกิจรุ่นใหม่ ในยุคตอกฝาโลง

10 ข้อคิด นักธุรกิจรุ่นใหม่ ในยุคตอกฝาโลง

การทำธุรกิจยุคนี้ เปลี่ยนไปจริงๆ ..ตั้งแต่มี Online Disruption สั่นสะท้านทุกอุตสาหกรรม มาจน โควิด ก็ได้ ‘ตอกฝาโลง’ วิธีทำธุรกิจในรูปแบบเดิมเรียบร้อย 

นี่คือ สิ่งที่ต้อง เตรียมรับมือ สำหรับการก้าวไปข้างหน้า ของคนรุ่นใหม่

1. ‘พนักงานเยอะ สู่พนักงานเก่ง’ ...ธุรกิจสมัยก่อนเน้นจำนวน ใครพนักงานเยอะ แปลว่า ยิ่งใหญ่ ...แต่ปัญหาคือ พนักงานเยอะ ยิ่งจ่ายเงินพนักงานได้ต่ำ ซึ่งไม่ดึงดูดคนเก่ง ...ยุคนี้ ต้อง ‘คนน้อย แต่จ่ายเยอะ’ ถึงจะดึงดูดคนเก่งให้มาร่วมงานได้

2. ‘ออฟฟิศเล็ก แบบมีคุณภาพ’ ...แต่ก่อนใครออฟฟิศใหญ่ มันเท่ห์ ...แต่เดี๋ยวนี้ มันต้อง เล็กแต่ชิ๊ค ...สถานที่ทำงานต้องตอบโจทย์ ประสิทธิภาพของการทำงาน ...นักธุรกิจรุ่นใหม่ ต้องออกแบบ ตั้งแต่วันแรก ...งานไหนทำที่บ้านได้ ต้องออกแบบให้ทำที่บ้าน ...อย่ามาเสียค่าเช่า ค่าไฟ ค่าต่างๆ ...การดูแลลูกค้าดี ไม่จำเป็นที่ออฟฟิศต้องหรู ...บางธุรกิจอาจมีแต่ Call Center ที่บริการถึงใจ ก็ตอบโจทย์แล้ว 

3. ‘เปลี่ยนหนี้เป็นทุน’ ..ธุรกิจสมัยก่อนมีแต่ธนาคารที่เป็นแหล่งเงินกู้หลัก ...แต่ธุรกิจเดี๋ยวนี้ สามารถหาเงินทุนในรูปแบบที่หลากหลาย ...ระดมทุนก็ได้ , ออกหุ้นกู้ก็ได้ ...ต้องหาเงินทุนให้เหมาะกับธุรกิจ ...เช่น ธุรกิจรายได้สม่ำเสมอ อาจกู้เยอะได้ ...แต่ถ้ารายได้ผันผวน ใช้ระดมทุนอาจดีกว่า

4. ‘อยู่ใกล้ลูกค้าให้มากที่สุด’ ...ทุกวันนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องมีโรงงานก็ได้ สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เราต้องอยู่ใกล้ลูกค้า ...เช่น เป็นเจ้าของแบรนด์ ...เน้นการเข้าใจลูกค้า และ สื่อสารกับลูกค้าต่อเนื่อง แบบใกล้ชิด 

5. ‘เมื่อพร้อมต้องเสี่ยง’ ...ทุกวันนี้ไม่มีโอกาสที่ไม่มีความเสี่ยง ...วันไหนที่เราการเงินพร้อม เราต้องลุย ต้องกล้าเสี่ยง ...แต่ถ้าไม่รู้จะขยายอะไร ให้ปันผลเยอะๆ หรือ ซื้อหุ้นคืน ...เพราะ สุดท้ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ดี จะสะท้อนอนาคตที่ดีในที่สุด

6. ‘เป็นที่หนึ่ง ในจุดของเรา’ ...ไม่ว่าอยู่ในธุรกิจใด ก็ควรเป็นที่หนึ่งในจุดเล็กๆ ของเรา ...ถ้าเงินทุนพร้อม เราก็สามารถควบรวมกิจการเพื่อโตได้ 

7. ‘ดันคนเก่ง ให้ไกลตัว’ ...ถ้าเรามีลูกน้องเก่ง ต้องดันให้เขาโต ...ให้เสนอความคิด ให้ทดลองสิ่งใหม่ ...แตกธุรกิจออกไป ...เราคุมแค่ ‘เงินทุน’ ก็คุมความเสี่ยงเพียงพอแล้ว

8. ‘ควบคุมสินค้าคงคลัง’ ...ยุคนี้ investory ยิ่งมาก ยิ่งเสี่ยง ...เพราะ หากธุรกิจเปลี่ยน เราจะปรับตัวไม่ทัน 

9. ‘ใช้ออนไลน์ให้มากที่สุด’ ...เรื่องนี้ทุกคนรู้ แต่เวลาปฏิบัติจริง ไม่ค่อยทำ ...ออนไลน์เป็นเรื่องของการ ‘ทำไปเรียนไป’ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงในธุรกิจออนไลน์ ...ถ้าอยากรู้ว่า เราทำตรงนี้ได้ดี แปลว่า ธุรกิจเราต้องกำไรสูง 

10. ‘นวัตกรรมคือ การนำสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน ให้มาใช้ร่วมกัน’ ...เอาคอมมาผสมกับกล้องถ่ายรูป มาผสมกับวิทยุ มาผสมกับทีวี มันก็กลายเป็น Smart Phone ...ดังนั้น การสร้างนวัตกรรม ต้องเกิดจากการรวมตัวของสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้ลูกค้า

เวลาผมเลือกหุ้น หรือ ลงทุนในธุรกิจไหน ก็ต้องเอา check list เหล่านี้มาดู จะได้รู้ว่า ‘ธุรกิจนี้ มัน In หรือ มัน Out !!’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ทำไมหุ้นยอดฮิต ถึงไม่น่าซื้อ

 ‘ซื้อสิ่งที่ฮิต ทำไมใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้น’

โดยปกติ อะไรที่ฮิต เราก็อยากซื้อบ้าง อยากลอง ...บางทีไปต่อแถว เข้าคิวซื้อกันเลยทีเดียว

แต่!! สำหรับหุ้น เราทำแบบนั้นอาจซวยได้เลย 

1. ‘หุ้นที่คนอยากซื้อเยอะๆ ราคาย่อมแพง’ ...ราคาหุ้นขึ้นกับ คนซื้อ กับ คนขาย ...ถ้าคนต้องการซื้อเยอะ คนขายก็อาจชะลอการขาย รอให้ราคาสูงขึ้น หรือ ไม่ยอมขาย ...คนซื้อก็ต้องเสนอซื้อแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ...จนต้องยอมซื้อแพงมากๆ

2. ‘อะไรที่ฮิต จะเต็มไปด้วยมือสมัครเล่น’ ...ก็หุ้นมันขึ้นแล้ว ก็เลยซื้อตาม เดี๋ยวตกรถ ...ส่วนใหญ่เวลาแห่ซื้อตาม หุ้นกำลังขึ้น ก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก ซื้อตามๆ กันไป ...ภาวะแบบนี้ ทำให้หลายๆครั้ง หุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐานมากๆ 

3. ‘มืออาชีพ มักอยู่ในหุ้นที่ตลาดยังไม่สนใจ’ ...การจะซื้อหุ้นได้ตั้งแต่ต้นรอบ มักต้องซื้อตั้งแต่ มีแต่ข่าวร้าย ตลาดยังไม่สนใจ หรือ แม้กระทั่งต้องซื้อตั้งแต่บริษัทยังขาดทุนอยู่เลย ...ตรงนี้แหละที่ประสบการณ์และ ความมืออาชีพต้องใช้เยอะ 

4. ‘ทุกสิ่งที่มีราคา ย่อมมีรอบเสมอ’ ...ใช่!! ทุกสิ่งที่มีการซื้อขาย มันมี รอบ มี Cycle ...เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปเสมอ ...ก่อนซื้อทุกครั้งต้องคิดให้หนักว่า จุดที่เราซื้อ อยู่ตรงไหนของรอบ ...ส่วนใหญ่หุ้นยอดฮิต มักซื้อกันตอน ตั้งอยู่ เตรียมดับ นั่นแหละ 

5. ‘ถ้าอยากซื้อ เพราะมันกำลังขึ้น มีเครื่องมืออะไร คุมความเสี่ยงให้เราได้ไหม ?’ 

‘มีครับ!!’ ...นี่เลย Trade Master ของบัวหลวง ...เราใช้ ซื้อ-ขายหุ้น แทนโปรแกรม Streaming ได้เลย ...ข้อดีคือ Trade Master สามารถ ทั้ง Stop Loss อัตโนมัติ และ Let Profit Run อัตโนมัติได้เลย

ใช่!! ‘อัตโนมัติ’ เพราะ เรา ตั้งไว้ล่วงหน้าได้เลย ว่า
- จะซื้อหุ้นตรงไหน 
- ซื้อแล้ว เรายอมเสี่ยงกี่% ตั้งไว้ได้เลย (ไม่ต้องมานั่งเฝ้า ถ้าหุ้นลง มัน Stop Loss อัตโนมัติ คุมความเสียหายให้เราตามที่ตั้งเลย)
- ส่วนหุ้นที่ขึ้น มันก็เฝ้าอัตโนมัติได้ว่า Let Profit Run ที่กี่% ...ดังนั้น ตราบใดที่หุ้นยังขึ้นต่อ มันก็ถือไป ...แต่ถ้าหุ้นเริ่มลง มันก็จะ ขายทำกำไรให้เราอัตโนมัติ ไม่มีติดหุ้น

ใครสนใจเรียน ความรู้ดีๆ สำหรับมือใหม่ รวมทั้งเรียนและฝึกใช้จริงกับ Trade Master สามารถ สมัครเรียน The Stock Master ได้เลยครับ 

‘เรียนออนไลน์ ฝึกเทรดจริง ดูย้อนหลังก็ได้ ...ทั้งหมดนี้ ค่าเรียนเพียง 999 บาท เท่านั้น’

สนใจสมัคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก
www.bualuang.co.th/thestockmaster

รับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 12 สิงหา เท่านั้น ...จัดไป!!

3 จุดใหญ่ ที่มือใหม่ ต้องระวัง

‘3 จุดใหญ่ ..กับดักมือใหม่ ที่ใครๆ ก็โดน’

มันมี 3 จุดใหญ่ๆ ที่มือใหม่หุ้น ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาอะไร ...มาดูกัน จะได้ระวัง 

1. ‘ชอบซื้อหุ้นแพง แล้วติดดอย’ ...เพราะ หุ้นที่มีคนเชียร์ อยู่ในกระแส มักจะแพง 

...ข้อสังเกต คือ P/E ค่อนข้างสูง และ หุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว 

...ทางแก้ อาจใช้เครื่องมืออย่าง Trade Master ของบัวหลวง แทน Streaming แล้วตั้ง Trailing Stop อัตโนมัติเลย ...แค่นี้ก็ไม่มีทางติดดอยแล้วครับ

2. ‘หุ้นถูกไม่กล้าซื้อ’ ...เพราะ มีแต่ข่าวร้าย ทุกคนพูดว่าไม่ดี พื้นฐานก็ยังไม่ดี

...ข้อสังเกต คือ หุ้นลงมาจากยอดค่อนข้างเยอะ ประมาณ 50-70% แล้ว มีแต่ข่าวร้าย แต่ราคามันเริ่มหยุดลง !!

...ทางแก้ ...อาการที่ข่าวร้าย ไม่มีใครเชียร์ แต่ราคาหยุดลง อันนี้ดี เพราะแปลว่า แรงขายหมด ...ถ้าแรงขายหมด จุดนั้น อาจจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบก็ได้ ...วิธีแก้ง่ายๆ คือ ใช้ Trade Master เหมือนกัน แต่คราวนี้ ตั้ง Trailing Stop ล่วงหน้าเลย 

เอาง่ายๆ ว่า พอซื้อปั๊บ ก็ให้ โปรแกรมมันเฝ้าหุ้นให้เราเลย ...ถ้ามันขึ้นก็จะ Let Profit Run ไปเรื่อยๆ ...แต่ถ้ามันลงต่อก็ขาย Stop Loss จำกัดความเสียหายออกไปก่อน

3. ‘เวลาหุ้นขึ้นได้กำไรน้อย เวลาลงเสียหนัก’ ...เพราะ โดยธรรมชาติ เวลาที่หุ้นเริ่มขึ้น ต้นรอบ มันยังมีแต่ข่าวร้าย เราก็เลยซื้อน้อย ...เวลากำไรเลยได้น้อย ...แต่พอหุ้นมันขึ้นไปเยอะๆ แล้ว ปลายๆ รอบ มันมีแต่ข่าวดี มีแต่คนเชียร์ ...คราวนี้เราก็คึก จัดเต็ม ทุ่มสุดตัว ...พอหุ้นลงหนัก จบรอบ ก็เลยขาดทุนจากเงินเยอะ

ข้อสังเกต ...ให้พยายามดูตัวเราเอง ...ถ้าเรารู้สึกว่าช่วงไหนอยากซื้อหุ้น แปลว่า เราต้องระวังให้มาก ...แต่ถ้าช่วงไหน เรากลัว คนอื่นก็กลัว ...อาจต้องกัดฟันซื้อ เพราะ แปลว่า หุ้นถูก

ทางแก้ ...ศึกษาเรื่อง ‘รอบ’ อ่านพื้นฐาน และ ดูกราฟ ให้เป็น ก็จะช่วยได้ครับ ...สำหรับมือใหม่ สามารถเริ่มศึกษากับโครงการ The Stock Master ได้ครับ

- ในโครงการ เราเรียนออนไลน์กัน 1 เดือน เนื้อหา 4 ครั้ง แล้ว workshop อีก 3 ครั้ง ...เป็นคลาสออสไลน์ทั้งหมด ดังนั้น สามารถดูย้อนหลัง และทบทวนซ้ำได้ตลอด

- เรียนทั้งพื้นฐาน อ่านงบ / การดูกราฟ เข้าใจจังหวะ และ สอนการใช้โปรแกรม Trade Master 

ค่าเรียนตลอดหลักสูตรเพียง 999 บาท 

ใครสนใจรีบสมัครครับ ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหานี้เท่านั้น ..คลิ๊กสมัครดูรายละเอียดที่นี่ www.bualuang.co.th/thestockmaster

แล้วเจอกันในคลาสนะครับ !!

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

9 คำถามยอดฮิต มือใหม่หุ้น

9 คำถามยอดฮิต มือใหม่หุ้น

1. ‘ต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะเล่นหุ้นได้’ ...ตอบ ..ไม่มีขั้นต่ำ จะเล่นเท่าไหร่ก็ได้ ..การซื้อขั้นต่ำคือ 100 หุ้น ...สมมุติ หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ...เราซื้อขั้นต่ำก็ใช้เงิน 1,000 บาทครับ

2. ‘เล่นหุ้นต้องถือนานแค่ไหน’ ...ตอบ ...หุ้นสามารถเล่นสั้น ที่เรียกว่า ‘การเทรด’ ซื้อเช้า ขายตอนบ่าย ..ขายพรุ่งนี้ ทำได้หมด ...ส่วนการถือยาว เรียกว่า ‘การลงทุน’ ก็คล้ายๆ เราซื้อที่ดิน ถือไว้ราคาหุ้นก็จะค่อยๆ ขึ้น ตามพื้นฐานที่เติบโต ...ระหว่างที่ถือ เราก็จะได้ เงินปันผล

3. ‘จะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นที่เราซื้อ พื้นฐานดี’ ...ตอบ ..หนึ่ง ก็ต้องอ่านงบการเงินให้เป็น ...สอง เราก็ต้องวิเคราะห์กิจการว่า มีอนาคตไหม ใครเป็นเจ้าของ ธุรกิจโตได้ไหม มีปันผลไหม (อันนี้สามารถมาเรียนได้ ในโครงการ The Stock Master ครับ)

4. ‘เราจะรู้จังหวะยังไง ว่า ตอนนี้ควรซื้อหรือขาย’ ..ตอบ ต้องอ่านกราฟหุ้นให้เป็น ...อันนี้ก็มีสอนในโครงการ The Stock Master เช่นกัน

5. ‘ต้องฟัง หรือเชื่อนักวิเคราะห์คนไหน ค่ายไหน’ ...ตอบ...นักวิเคราะห์ก็มีทุกโบรค ...เอาตรงๆ เราฟังได้หมด ...เขาก็แค่ช่วยเรา หาข้อมูล แนะนำหุ้นที่เขาสนใจในช่วงเวลานั้นๆ ...แต่สุดท้าย เราต้องกลับมาตัดสินใจเอง เพราะจริงๆ นักวิเคราะห์แต่ละคนก็มองหุ้นต่างกัน จังหวะเร็ว หรือ ถือยาว ก็ไม่เหมือนกัน ...สรุป ฟังได้ แต่อย่าเชื่อ ...ต้องมาวิเคราะห์ต่ออยู่ดี

6. ‘คนเจ๊งหุ้น เป็นอย่างไร’ ...ตอบ ก็คือ ซื้อหุ้นแล้วราคามันลง จนขาดทุน ...ส่วนใหญ่ มือใหม่ ที่เสียหายเยอะๆ คือ พวกที่ซื้อหุ้นตามเชียร์ ...’ฉันขอหุ้นเด็ดหนึ่งตัว พรุ่งนี้ซื้อเลย’ ...แบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว 

7. ‘ทำไงถึงจะไม่เจ๊งหุ้น’ ...ตอบ ...ก็อย่างที่กล่าวมา เราต้อง อ่านงบได้ ดูกราฟเป็น ฟังข่าว ฟังข้อมูล แต่อย่าเชื่อ ต้องมาวิเคราะห์เอง ...สำคัญสุด คือ ‘การคุมความเสี่ยง’

8. ‘คุมความเสี่ยง ทำยังไง’ ...ตอบ ถ้าเล่นสั้น คือ Stop Loss ถ้าหุ้นไม่ขึ้นตามที่เราคิด ต้องยอมขาดทุนเล็กน้อย เพื่อให้ไม่ติดดอย หรือ เสียมาก (เครื่องมืออย่าง TradeMaster ของบัวหลวง สามารถตั้ง Stop Loss ล่วงหน้าอัตโนมัติได้เลย ...ถ้าเราใช้เป็น ก็จะแก้ปัญหาติดดอย ได้เลย) 

...ถ้าเล่นยาว คือ ‘การกระจายความเสี่ยง’ ...ต้องลงทุนเป็นพอร์ต ไม่ทุ่มตัวใดตัวหนึ่ง ...ใคร Master ทั้ง 2 เรื่องนี้ได้ ‘ไม่มีทางเจ๊งครับ’ ถึงเสียหาย ก็กลับมาได้ ไม่ยาก !!

9. ‘ที่เขาบอกกันว่า หุ้นให้ Passive Income สามารถสร้างอิสรภาพทางการเงิน นี่จริงหรือไม่’ ...ตอบ อันนี้มันคือ การลงทุนระยะยาว หรือที่เรียกว่า ออมในหุ้น ...ก็คือ ซื้อหุ้นพื้นฐานดี ในวิกฤต จะได้ราคาถูก จากนั้น ไม่ต้องขายเลย ...ก็ถือ ‘รับปันผลไปเรื่อยๆ นี่คือ Passive Income ให้หุ้นเลี้ยงเรา’ ...ความยาก คือ การสร้างประสบการณ์และชั่วโมงบิน ...ระยะเวลาในการถือหุ้นให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน ต้องค่อยๆ สะสมหุ้น สั่งสมประสบการณ์ ก็อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป 

(คิดง่ายๆ ถ้า คิดจะถือหุ้น แล้วให้ปันผลคืนเงินต้น แล้วเก็บปันผลตลอดไป ...ต้องถือประมาณ 10-20 ปี ...ใครทำได้ ทนได้ ก็จะมีอิสรภาพทางการเงินครับ)

ใครสนใจเรียนรู้ แนะนำโครงการ The Stock Master ครับ ...รับสมัครวันนี้ถึง 12 สิงหาคมนี้ครับ
รายละเอียดคลิ๊กที่นี่เลยครับ
www.bualuang.co.th/thestockmaster

(ค่าเรียน 999 บาทตลอดโครงการ 1 เดือน เรียนออนไลน์ ...สอนทั้งพื้นฐาน กราฟ และ เครื่องมือ TradeMaster...เรียกว่า ครบเครื่องสำหรับมือใหม่ !!)






8 จุดต้องดู เล่นหุ้นยังไง ให้ทันเจ้า

8 จุดต้องดู ..เล่นหุ้น อย่างไร ให้ทันเจ้า !!

ทุกวันนี้ สิ่งที่อ่านยากกว่างบ คือ ‘อ่านเจ้า!!’ ...อ่านอย่างไร ให้ไม่โดนหลอก 

1. ‘หุ้นต้องมีเจ้าของ’ ...มีคนถามว่า ดูยังไงว่า หุ้นนี้มีเจ้าของ ...อย่างแรกเลยคือ ดู ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’ ...ถ้าไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องระวัง ...เพราะคิดง่ายๆ ถ้าของดี เราก็ต้องอยากมีหุ้นเยอะ ...ถ้าหุ้นไหน ไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องเริ่มระวังละ

2. ‘ปันผลดี’ ...เอาตรงๆ นะ ถ้าเราถือหุ้นบริษัทเยอะ เราก็ต้องอยากได้ปันผลเยอะๆ ...ถ้าหุ้นปันผลในสัดส่วนที่น้อย ต้องระวัง

3. ‘ถ้าปันผลไม่ดี ต้องขยายธุรกิจเยอะ’ ...ในกรณีที่หุ้นปันผลน้อย ก็แปลว่า ต้องเอาเงินไปขยายธุรกิจ เช่น ควบรวมกิจการ , ซื้อคู่แข่ง ...ถ้าไม่ปันผล และ ยังขยายน้อย อันนี้แปลกๆ ละ

4. ‘ไม่เพิ่มทุนซี้ซั้ว’ ...หุ้นที่ P/E สูง หุ้นแพง มีแนวโน้มที่อาจเพิ่มทุนซี้ซั้ว ...ต้องดูให้ดีว่า มีเหตุผลสมควรหรือไม่ 

5. ‘ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ ซื้อเพิ่ม หุ้นต้องขึ้น’ ...ผมจะชอบหุ้นที่ กลุ่มเจ้าของซื้อสะสมเพิ่ม ...วิธีดูง่ายสุดว่า เจ้าของซื้อเพิ่ม คือ หุ้นจะหยุดลง แล้วเริ่มขึ้น ...ดูกราฟก็รู้แล้ว ว่า เจ้ากำลังสะสม ...หุ้นจะเริ่มเป็นขาขึ้น !!

6. ‘ตลาดยังไม่ค่อยสนใจหุ้นตัวนี้’ ...เดี๋ยวนี้ หากผมจะซื้อหุ้นตัวไหนเยอะๆ ผมต้องดูก่อนว่า มีใครเชียร์หุ้นตัวนี้เยอะไหม ...ถ้าคนเชียร์เยอะ ต้องระวัง เพราะ เราอาจโดนหลอกได้ ...ก่อนหุ้นจะหุ้นครั้งใหญ่ ส่วนมากจะลงก่อน และ แทบไม่มีใครเชียร์ 

7. ‘ธุรกิจมีอนาคต’ ...อันนี้ลึกกว่า งบการเงิน ...ต้องวิเคราะห์ไปถึง ส่วนแบ่งตลาด และ Net Profit Margin ...ธุรกิจที่จะรอดและโตหลังวิกฤตครั้งนี้ ต้องมีส่วนแบ่งตลาดที่เยอะในธุรกิจที่ทำ และ กำไรดี ...พูดง่ายๆ เขาต้องเป็นผู้นำในธุรกิจที่เขาอยู่นั่นเอง 

8. ‘หนี้ไม่สูง’ ...ธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ควรเป็น capital intensive ..เอาง่ายๆ ว่า ธุรกิจที่ดี มีอนาคตในยุคนี้ ไม่ควรต้องลงทุนสูง ...ยิ่งหนี้น้อย และโตได้โดยไม่ต้องกู้มาก ก็ยิ่งสุดยอด

ก็ประมาณนี้ ...การดูธุรกิจสุดยอด ต้องเอาปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ...มาวิเคราะห์ ควบคู่กับราคาหุ้น ก็จะทำให้เราหาหุ้นดี มีอนาคตได้นั่นเองครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ขายหุ้นทีไร ไปต่อทุกที เฮ้อ



‘ทำไมฉันขาย แล้วหุ้นไม่ลง’ ...มันขึ้นต่อเยอะเลย ขายหมูอ่ะ ...เซ็ง !!

มีมือใหม่เยอะมาก ที่สงสัยว่า ‘ทำไมพอเขาคิดว่าหุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว ก็รีบขาย แล้วก็ดีใจ ..โอ้!! ได้กำไรแล้ว ...แต่สุดท้ายหุ้นวิ่งไปต่อ ..ขายหมู ...แล้วก็ไม่กล้าซื้อคืน ...ที่สุดก็ตกรถครั้งใหญ่’ ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ?

...นี่แหละ ความยากของตลาดหุ้น ...เป็นตลาดของ คนฉลาด เจอคนเก่ง เจอกับเซียน ...เสือ สิงห์ กระทิง แรด เต็มไปหมด 

‘อย่างแรก คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ...ไม่มีใครโง่ ...ทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้น มีทั้งเงิน และ ก็มีความฉลาดพอตัวทุกคน’ 

ดังนั้น ไม่แปลกเลย ...ที่บางครั้งเราคิดว่า หุ้นที่เราซื้อมากำไรแล้ว เราคิดว่าราคามันไม่น่าจะไปต่อ เราตัดสินใจขาย เพื่อถือเงินสด ...สบายใจละ !! ...แต่หุ้นกลับวิ่งขึ้นไป จนเราเครียด

มาดูกัน

1. ‘หุ้นขาขึ้น ไม่เคยหยุดขึ้นเพราะแค่ราคามันแพง’ ...หุ้นเป็นสินทรัพย์อย่างนึงที่มีลักษณะคล้ายๆ ที่ดิน ...พูดง่ายๆ ถ้าที่ดินทำเลดี ถ้าเราไม่ขาย ถือเก็บๆ ไว้ สุดท้ายราคามันก็ขึ้นไปอีก ...หุ้นก็เหมือนกัน แต่จะดีกว่าที่ดิน ตรงที่มีเงินปันผลให้ด้วยระหว่างที่ถือ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่เศรษฐีหลายๆ คน ถือหุ้นแทนเงินฝาก เพราะ แค่ปันผล ก็เรียกว่า เก็บกินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขายเลยก็ได้

2. ‘ทุกครั้งที่เราขาย มีคนอีกคนที่เขาซื้อจากเรา’ ...ต้องถามว่า เฮ้ย!! ฉันว่าแพงแล้วนะ ...แล้วทำไมมีคนที่ยอมซื้อแพง ...เขารู้อะไรที่เราไม่รู้รึเปล่า ...การพยายามเข้าใจเหตุผลของคนที่ซื้อ จะช่วยให้เราเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้น ...ตรงนี้แหละ ที่ประสบการณ์มีราคาสูงที่สุด ...ยิ่งมีประสบการณ์เรายิ่งเก่งขึ้นในตลาดหุ้น

3. ‘โลกทุกวันนี้ สิ่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์ ราคาถูกลงเรื่อยๆ ...ในขณะที่สินทรัพย์ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’ ...ยกตัวอย่างรถยนต์ คนที่สามารถซื้อรถยนต์ในอดีต ต้องเป็นคนมีเงิน แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ซื้อรถได้ เพราะ เทียบกับค่าครองชีพ ราคารถยนต์ไม่เคยขึ้น มีแต่ถูกลง ก็เพราะ มันไม่ใช่สินทรัพย์ ....แต่ถ้าเราดูสิ่งที่เป็น สินทรัพย์ เช่น ที่ดิน , ทองคำ , หุ้น ...สิ่งเหล่านี้ ในระยะยาว ไม่มีถูกลง มันมีแต่แพงขึ้นเรื่อยๆ 

4. ‘สิ่งที่กำหนด ราคาหุ้นในระยะสั้นคือ คนซื้อ คนขาย ...แต่สิ่งที่กำหนดราคาในระยะยาว คือ พื้นฐานและอนาคตของกิจการ’ ....การที่เราขายหุ้นอาจจะเพราะราคามันขึ้นมาเยอะแล้ว ....แต่อย่าลืมว่า คนซื้อจากเรา เขาอาจจะไม่ได้มองแค่ราคาในระยะสั้นเหมือนเรา ...เขาอาจจะมองที่อนาคตของกิจการว่า สามารถโตได้อีกเยอะ ...นั่นก็อาจทำให้เขายอมซื้อแพง ยอมถือนานกว่าเรา ...เพื่อไปขายแพงกว่าในอนาคตนั่นเอง

5. ’เงินมันต้องมีที่ไป’ ...วิกฤตเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ มีการพิมพ์เงินจากรัฐบาลเยอะมาก โดยเฉพาะอเมริกา ...ซึ่งการอัดเงินจำนวนมหาศาลเข้าระบบ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ มันก็จะส่งผลให้ มูลค่าของเงินลดลงในที่สุด ....แปลว่า สุดท้ายค่าครองชีพก็จะสูงขึ้น ของทุกอย่างก็จะแพงขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหุ้นด้วย

ก็คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ เพื่อให้เราเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้น

แต่สุดท้าย ก็ต้องระวัง ไม่ Bullish จนเกินไป เพราะ ถ้าราคาหุ้นตัวไหน วิ่งเกินพื้นฐานมากๆ ...การปรับฐาน ราคาลงแรง ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง ...ใครที่จับจังหวะได้เก่ง ก็อาจใช้เป็นจังหวะในการขายตรงแพง แล้วมารับตรงที่ถูก เรียกว่า Short Against Port ก็สามารถทำได้ 

เออ!! แต่มันไม่ง่ายนะ ‘เพราะส่วนใหญ่จะขายหมู แล้วไม่กล้าซื้อคืน สุดท้ายตกรถครั้งใหญ่ อิ อิ’ ...ก็ลองฝึกฝนกันไป 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

สนใจเปิดบัญชีหุ้น หรือ ออมหุ้น คลิ๊กที่นี่เลย
http://bls.tips/pawawitTeam 

หรือ โทร 02-618-1111 บอกทีมงาน ว่า “เอาแบบออมหุ้นอัตโนมัติ ที่พี่แพ้ทแนะนำ” 


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ