แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564

6 ข้อ เบื้องหลัง การขึ้นของราคาหุ้น


6 ข้อ ที่ทำให้ ราคาหุ้น พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ 

ราคา ที่เราเห็น มันไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ขึ้น …ถ้าเราเข้าใจ ปัจจัย ที่ทำให้หุ้นมันขึ้น …ค้นหา เฝ้าสังเกต สักวัน พอร์ตเราก็จะมีหุ้นขึ้นเหมือนคนอื่นบ้าง !!

มาดูกัน ว่ามีอะไร 

1. ‘ยอดขาย และ กำไรของธุรกิจ เติบโต’ …อันนี้คือ แกนกลางของราคาเลย …หลายคนถึงขนาดพูดว่า เจ้ามือที่แท้จริง ก็คือ ผลประกอบการ นั่นเองครับ

2. ‘เปอร์เซ็นต์การเติบโต กำหนด ค่า P/E’ …อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ค่า P/E ก็คือ ‘ตัวคูณความร่ำรวย’ หรือ อัตราเร่ง ให้นักลงทุนระยะยาวร่ำรวยแบบก้าวกระโดด …ยิ่งถ้ารักษา % การเติบโต ได้ต่อเนื่องระยะยาว ยิ่งทำให้หุ้นรักษา P/E ในโซนสูง และ ขึ้นหลายๆ เด้ง

3. ‘ธุรกิจอยู่ในกระแสโลก’ ..วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หุ้นที่สร้างเศรษฐีใหม่ทั่วโลก คือ หุ้นกระแส …ใช่ครับ ทั้ง Tesla , Amazon , Netflix …เอาว่า ‘พื้นฐานวิ่งตามราคาไม่เคยทัน …เพราะ ราคาวิ่งกระฉูดนำหน้าเสมอ สำหรับธุรกิจที่อยู่ในกระแส’ ….หุ้นประเภทนี้ ที่ทำให้ VI จำนวนมาก ตกรถ

 …บางครั้งเรามองว่า หุ้นแพง เราไม่ซื้อ แต่คนอื่นเขาซื้อ หุ้นแบบนี้ก็ไปได้ไกลโดยไม่มีเราก็เท่านั้นเอง

4. ‘หุ้นมันเบา’ …หุ้นทุกตัวมีช่วง หนัก และ เบา …ช่วงที่ หนัก ก็คือ ช่วงที่คนส่วนใหญ่แห่เข้าไปซื้อหุ้นนี้ ซึ่งมักจะเป็นช่วงใกล้ๆ ดอย (Upside น้อย แต่ Downside เยอะ) กับ ช่วงขาลง ระหว่างที่ราคาลง จาก 30% ไปจน 70% จะหนักสุดๆ

พอหุ้นลงสุด มันก็จะ ออกข้าง Sideway ก็ยังหนักอยู่ …แต่พอหุ้นเริ่ม Break Sideway ขึ้นมา 100% ขึ้นไปจากจุดต่ำสุด นั่นแหละ ภาวะหุ้นเบา จะเกิดขึ้น

‘ขึ้นรอบใหม่ วิ่งไกล โดยไม่มีเรา’ …กว่าที่คนส่วนใหญ่จะกล้าเข้าอีกครั้ง ก็จะเริ่มเข้าสู่ ภาวะ หุ้นหนัก อีกที 

(ตลกไหม? …มือใหม่ อยากซื้อหุ้นทีไร มันอยู่ในช่วง หุ้นหนักทุกที …’ฉันซื้อทีไร หุ้นไม่ขึ้น หรือ ขึ้นยาก ลงง่าย’ …ให้รู้ไว้เลยครับ คุณคือ ‘สายหุ้นหนัก’)

5. ‘รายใหญ่ เข้าสะสมหุ้น’ …อ้าว!! แล้วรายใหญ่สะสมหุ้นตรงไหน ? …แล้วรายใหญ่ สะสม ต่างกับ รายย่อย หรือครับ ? ….’มีคนถามผมว่า คนเล่นหุ้น มีใครมาบังคับไหมให้ซื้อ ขายตรงไหน ทำไมจังหวะมันผิดมหันต์ แบบตรงข้ามตลอดเลยล่ะ !!’

เอาสรุปง่ายๆ รายใหญ่ สะสม ตอนที่ ‘หุ้นเบา และ ถูก’ …ส่วนรายย่อย ซื้อ ตอนที่ ‘หุ้นหนัก และ แพง’ 

6. ‘ดอกเบี้ยต่ำกว่า ผลตอบแทนในการถือหุ้น’ …หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนถึงเข้ามาเล่นหุ้นมากขึ้น …หลักๆ ก็มาจาก การที่ดอกเบี้ยเงินฝาก มันไม่คุ้มที่จะฝาก …คนจึงต้องหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น …ทำให้ตลาดหุ้นเป็นทางเลือกในการวางเงินให้ทำงานนั่นเอง

หลายคนถามว่า ขาขึ้นของหุ้นในรอบนี้จะจบเมื่อไหร่ ? …ต้องตอบว่า ขาขึ้นจะจบ เมื่อหุ้นมันขึ้นไปจน ไม่คุ้มที่จะถือหุ้น หรือ จนกว่า ผลตอบแทน เงินฝากน่าสนใจกว่านั่นเอง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


 

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564

6 หลัก การลงทุนแบบแพ้ไม่ได้ในตลาดหุ้น


 6 หลัก การลงทุนแบบ แพ้ไม่ได้ในตลาดหุ้น

ที่ว่าแพ้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ไม่ยอมเสียเงิน ..เสียได้บ้าง แต่ยังไงต้องไม่เจ๊ง ไม่พอร์ตระเบิด 

มาดูกันว่า ต้องทำยังไง 

1. ‘กำหนดจุดที่ยอมขาดทุน ทุกครั้งที่เข้า’ …อันนี้เบสิคใครๆ ก็พูด แต่เอาตรงๆ นะ …ทำจริงๆ ให้ได้ นี่สำคัญกว่า …ถ้าบอกว่า Stop Loss คือ 10% ถ้าหุ้นลง 10% หรือ ลึกกว่านั้น ก็ต้องเทขายทันที ไม่มีแบบว่า …ขอลุ้นอีกนิดนะ …เอาตรงๆ ส่วนใหญ่ที่ลุ้นอีกนิด มันยิ่งขาดทุนเพิ่มจน Cut ไม่ลง คราวนี้ลง 70% จบรอบกันไปเลย

2. ‘ไม่ใช้ Margin ในขาลง’ …ไม่กู้ในขาลงว่างั้นเถอะ ..ไม่ใช้ Margin …ไม่ Block ..เอาว่า ถ้าหุ้นอยู่ในขาลง ไม่ Leverage เลย 

ปัญหาอยู่ที่การรู้ว่า นี่คือ ขาลง หรือ ขาขึ้น …ข้อสังเกตง่ายๆ ว่าหุ้นอยู่ในขาลง คือ ยอดลง ก้นลง ..ยอดลง ก้นลง ไปเรื่อยๆ …ถ้าเมื่อไหร่ ยอดไม่ลง หรือ ก้นไม่ลง ก็เริ่ม Side Way …จากนั้น พอยอดเริ่มยก ก้นยก …ยอดยก ก้นยกต่อ ก็คือ ขาขึ้น 

(การใช้ กราฟ Time Frame ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่ง identify Trend ฟันธงได้ชัดว่า นี่คือ ขาไหน ?)

3. ‘กระจายหุ้นเพียงพอ’ …มีประโยชน์มากในการช่วยทนรวย …เพราะ ยิ่งมีหุ้นน้อยตัว การจะทนถือให้หุ้นน้อยตัวกำไรขึ้นไปหลายๆ เด้ง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ …หลายคน ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ กำไรหุ้นหลายๆ เด้ง คง งง ว่า ผมพูดอะไร ?

เอาเถอะ พอคุณเจอจริง จะรู้เลยว่า ‘ทนรวย’ มันยากกว่า ‘Stop Loss’ อีก

ก็สรุปว่า ต้องมีหุ้นหลายตัว พอที่เราจะ ทนเห็นหุ้นในพอร์ตขึ้นหลายๆ เด้ง แล้วยังไม่ขายได้ 

4. ‘เตรียมแผนสองไว้ เวลาที่เรามั่นใจมากๆ เสมอ’ …พูดแบบนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ เพราะ คนส่วนใหญ่มีแต่คำว่า ‘รู้งี้’ ไม่เคยมีคำว่า ‘แผนสอง’ 

คนที่ชนะแล้วอยู่รอดในตลาดหุ้น ต้องเป็นคนคิด 2 ชั้น …คือ คิดแผนซ้อนแผน …เอาง่ายๆ คิดชั้นเดียว ก็มักโดนตลาดซัด พอร์ตระเบิด ติดดอย แล้วแทบจะกลับมาเล่นไม่ไหวอีก

5. ‘ให้พยายามมองหาจุดที่เพิ่มผลตอบแทน โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง’ …มีด้วยหรือ ? …มีครับ และเห็นได้เฉพาะคนที่ตั้งใจหา 

ยกตัวอย่าง หลังวิกฤตโควิด เป็น รอบหุ้นตัวเล็ก …ใครเล่นหุ้นตัวเล็ก จะเสี่ยงต่ำ และ กำไรสูงกว่า …แต่ไม่ใช่ว่า หุ้นเล็กจะดีตลอด …พอสถานการณ์เปลี่ยน โอกาสมันก็จะเปลี่ยนไป (นักลงทุนต้องฝึกการดมกลิ่นโอกาสให้ดีครับ)

6. ‘ถ้าเป็นไปได้ อย่ากู้เลย’ …เอาตรงๆ ตลาดหุ้น มันเสี่ยงอยู่แล้ว …ราคาแกว่ง 10% ทุกวันง่ายๆ …ในขาขึ้น แกว่ง 30% นี่ปกติ …ถ้าขาลง ลง 70% นี่ค่าเฉลี่ยปกติ 

ดังนั้น Margin แค่ 2 เท่า ก็อวกแล้ว …เดี๋ยวนี้ Block Trade สามารถเล่นได้ 10 เท่า …แปลว่า ถ้าหุ้นลงแค่ 10% ก็พอร์ตระเบิดแล้ว …หรือ อย่างคริปโต สามารถเล่นได้ 125 เท่า แปลว่า ราคาลงแค่ 1 % ก็พอร์ตระเบิดแล้ว

ตรงๆ คือ ไม่ได้ห้าม แต่ใช้ให้ระวัง เพราะ คนที่พอร์ตระเบิด ส่วนใหญ่ก็มาจากใช้ Leverage เกินตัวทั้งนั้น 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

แกะหุ้น จากยอดขาย และกำไร มีอะไรแฝงอยู่


‘แกะหุ้น จาก ยอดขาย และ กำไร มีอะไรแฝงอยู่’ 

การอ่านงบการเงินในการเล่นหุ้น เป็นเรื่องของ ‘การตีความ’ …ผมว่า เรื่อง ยอดขาย และ กำไร เป็นเรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจ มาดูกัน

1. ‘ยอดขายโต กำไรโต’ ..อันนี้ดี ตีความตรงๆ ว่า หุ้นอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น …ยิ่งถ้าโตต่อเนื่อง 3 ปีขึ้นไป หุ้นนี้จะหลายเป็นหุ้นหลายเด้งละ …แต่ 3 ปีข้างหน้า มันไม่ได้บอกในงบการเงิน …ก็นั่นแหละ การตีความนอกจากงบการเงิน ถึงมีความสำคัญมากๆ เช่นกัน

2. ‘ยอดขายโต กำไรไม่โต’ …อันนี้ดีรองลงมา แปลว่า Market Share ขยาย ซึ่งอาจเป็นการขยายตลาด หรือ กินส่วนแบ่งจากคู่แข่ง ก็ดีทั้งคู่ …แต่กำไรไม่โต ก็อาจหมายถึง การมีต้นทุนเพิ่มในการเติบโต ซึ่งพอรับได้หากไม่นานเกินไป …แต่ถ้ากำไรไม่โตนานๆ อาจหมายถึง Price War (โตด้วยการลดราคา ซึ่งในระยะยาวไม่ดีครับ) 

3. ‘ยอดขายไม่โต กำไรโต’ …อันนี้ราคาหุ้นมักจะขึ้น เพราะ ตลาดให้ค่าที่กำไร …การที่ยอดขายไม่โต แต่กำไรโต หมายถึง ลดต้นทุน ทำให้แม้ตลาดไม่โต แต่ได้กำไรมากขึ้น …พูดง่ายๆ ว่า ธุรกิจมี Efficiency สูง (มักเกิดช่วงวิกฤต ธุรกิจพยายามลดต้นทุน พอผ่านวิกฤตไปเลยกำไรดีขึ้น) …ทำให้หลังวิกฤต เรื่องนี้ เป็นตัวดันให้เกิดขาขึ้นครั้งใหม่ 

…..แต่ปัญหาคือ สิ่งที่ต้องระวังถ้ายอดขายไม่โต แต่กำไรโต อาจหมายถึง ‘การแต่งงบ’ …หลบต้นทุนออกไป …พอกำไรสวยๆ ราคาหุ้นก็ไปต่อ 

4. ‘ยอดขายไม่โต กำไรติดลบ’ …อันนี้คือ ธุรกิจเจอวิกฤต …เป็นทั้งโอกาสและวิกฤต ขึ้นกับว่า การตีความว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ‘ชั่วคราว’ หรือ ‘ถาวร’ 

อย่าง ‘โควิด’ คือ เรื่องชั่วคราว …แต่ธุรกิจถูก Disrupt อันนี้ ถาวรละ 

ก็ลองเอา 4 ข้อนี้ ไปปรับใช้คัดหุ้นกันครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


 

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

5 องค์ประกอบของความโชคดีในตลาดหุ้น


 5 องค์ประกอบ ของความโชคดีในตลาดหุ้น

ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา มีคนที่ได้กำไรจากหุ้นมหาศาล ..พูดง่ายๆ คือ แค่ปีเดียว มีหุ้นที่ขึ้นตั้งแต่ 3 เด้ง ไปจนถึง 10 เด้ง เกิน 50 ตัว เข้าไปแล้ว ….แต่คือ ‘อ้าว!! ทำไมไม่ใช่เรา หรือ เคยซื้อนะแต่ขายไปแล้ว!!’ 

ก็แปลว่า มันมีคนโชคดีที่ไม่ใช่ฉัน …เจ็บใจ!!

 …ผมเลยอยากจะบอกว่า จริงๆ แล้ว การโชคดี มันมีองค์ประกอบที่ทำให้โชคดี …เพราะ ตลาดหุ้นมันมีที่มาที่ไป ที่ชัดเจน 

มาดูกันดีกว่า ว่า เราอยากโชคดี แล้วเราน่ะ มีองค์ประกอบของความโชคดีกี่ข้อแล้ว 

1. ‘เราอยู่ในจุดที่เหรียญตกอยู่หรือเปล่า’ …คนที่เจอเหรียญก็เพราะ ‘เขากำลังมองหาเหรียญอยู่’ …อันนี้ชัดเจน ถ้าคุณไม่ได้มองหา โอกาสที่จะเจอมันแทบไม่มีเลย …แต่ถ้าคุณรู้ว่า มันมีเหรียญตกอยู่แถวนี้ แล้วคุณตั้งใจหาอยู่ ..เราก็จะเป็นคนที่มีโอกาสโชคดีเจอมากกว่า นี่ข้อที่หนึ่ง 

2. ‘เรามีความรู้ที่จะหาโอกาสเพียงพอไหม’ …คนนึงมองหาเหรียญแบบมั่วๆ กับ อีกคนมีเครื่องหาเหรียญ แค่นี่ก็ต่างละ …โอกาสเจอไม่เท่ากันละ นี่คือ ความได้เปรียบเพราะเรามีความรู้ มีเครื่องมือที่ดีกว่า

3. ‘คนที่เรียนรู้ จากข้อผิดพลาด จะมีโชคดีเพิ่มขึ้น’ …คนเรามี 2 แบบ แบบแรก คือ ผิดพลาดแล้วไม่เรียนรู้อะไรเลย กับ คนที่สอง ผิดพลาดแล้วเอาจุดนั้นมาเรียนรู้ ปรับปรุงวิธีการของเราให้ดีขึ้น ….คนแบบที่สอง ยิ่งติดดอย ยิ่งขายหมู ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้นในครั้งต่อไป

4. ‘อ่านออกว่าคนส่วนใหญ่ อยากทำยังไง’ …อ่านเพื่อ? …ก็เพื่อให้เรารู้เลยว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากทำ มันคือสิ่งที่ไม่ค่อยมีโชค …เพราะ คนส่วนใหญ่ไม่มีทางรวยพร้อมกัน …คนส่วนน้อยต่างหาก ที่ชนะ ….การที่อ่านออกว่าคนส่วนใหญ่อยากทำยังไง แล้วเราทำตรงข้าม เราก็ยิ่งมีโอกาสโชคดีเพิ่มขึ้นเท่านั้น

5. ‘รู้จักการบริหารความเสี่ยง’ …อย่างที่รู้แล้วว่า คนที่เก่ง หรือ โชคดี ก็คือ คนที่พลาดมาเยอะกว่า เจ็บหนักมามากกว่าคนอื่น …แต่เคล็ดลับของการ ‘พลาดแล้วไม่ตาย’ หรือ ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็แปลว่า เขาบริหารความเสี่ยงเก่ง ….อย่างในตลาดหุ้น คนที่บริหารความเสี่ยงเก่ง ก็คือ ต้องแบ่งเงินให้ชัดเจน เผื่อไว้แล้วว่า หากผิดพลาด เรายังไม่เจ๊ง …เจ็บนะ แต่กรูไม่เจ๊ง เพราะ เตรียมเงินเผื่อไว้บางส่วนให้กลับมาเล่นใหม่ได้ 

ข้อ 5 ยากที่สุด …เพราะ คนส่วนใหญ่จะคิดว่า ต้องเงินเยอะถึงจะบริหารความเสี่ยงได้ดี แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะ ถึงคุณมี 100 ล้าน แต่พอซื้อหุ้น ก็ลงมัน 100 ล้านในหุ้นตัวเดียว ขอรวยเร็วเลย …ใครคิดแบบนี้ ถึงมีพันล้าน ก็เจ๊งได้ 

ครับ!! อยากบอกว่า ‘โชคดี’ ในตลาดหุ้น มันเกิดจาก 5 ข้อนี้แหละ ทำความเข้าใจแล้วพัฒนาความโชคดีให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

พอวันนึง เราได้กำไรเยอะๆ จากหุ้น จะได้ พูดได้เต็มปากว่า ‘อ๋อ!! ที่ผมรวยหุ้น เพราะผมโชคดีครับ’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564

6 ข้อควรรู้ ในการคัดหุ้นขาขึ้นเข้าพอร์ต


 6 ข้อ ควรรู้ในการคัดหุ้นขาขึ้นเข้าพอร์ต

หลายคนอาจจะเจอปัญหาซื้อหุ้นดี แต่มันไม่ขึ้น ...ก็เลยเหมาว่า งั้นตลาดมันไม่สมเหตุสมผล ...จริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น 

ถ้าใครอยู่ในตลาดมานานถึงจุดนึงจะรู้เลยว่า ...ทุกหุ้นมันมี รอบ ของมัน คือ ทั้งหุ้นดี และ ไม่ดี มันก็มีทั้ง ขาขึ้น และ ขาลง ไม่ต่างกัน 

ผมขอสรุปเป็น ความเข้าใจดังนี้

1. ‘หุ้นทุกตัว ทั้งหุ้นพื้นฐานดี และ พื้นฐานไม่ดี ก็มีรอบของมัน’ ...แปลว่า หุ้นทุกตัว มันจะมีทั้งรอบขาขึ้น และ ขาลง ไม่ได้เกี่ยวว่ามันจะพื้นฐานดีหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมซื้อหุ้นดีแล้ว มันลง ...ก็แปลว่า เราไปซื้อตอนขาลง ของมัน ....ทางแก้ คือ ต้องอ่านรอบมันให้ขาดว่า มันอยู่ในรอบไหน

2. ‘หุ้นพื้นฐานดี เวลาลงอาจจะไม่ได้ลงลึกมาก แต่มันลงนาน’ ...นี่คือ สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ ...พอหุ้นดี ราคาลงก็รีบซื้อ แล้วหวังว่า มันจะขึ้น แต่กลายเป็นว่า ...หุ้นพื้นฐานไม่ดี มันขึ้นก่อน ขึ้นแรงกว่า ...สุดท้ายก็ถอดใจ มันคงไม่ขึ้นแล้ว ....ขาย!! ...นั่นแหละ ก็ถึงเวลาการขึ้นครั้งใหม่ ที่รอมานาน (แต่ขายไปแล้ว ฮ่า ฮ่า)

สาเหตุก็เพราะหุ้นดี ในขาลง มันจะหนัก ‘หุ้นหนัก’ เพราะ รายย่อยจะเข้าไปรับเยอะ ..คนที่ขาดทุนก็ไม่ค่อยขาย ...แบบนี้ การจะขึ้นครั้งใหม่ มันมาแน่ แต่มันจะรอโคตรๆ ๆ นาน นั่นเอง

3. ‘หุ้นพื้นฐานไม่ดี เวลาลงมันลงลึกสุดใจ แต่พอรอบใหม่ มันเด้งขึ้นแรงเป็นเด้งๆ’ ...คนส่วนใหญ่ มัก Cut Loss ช้า ...ประมาณว่า รายใหญ่ กับ เจ้า เขาขายทิ้งไปตั้งแต่ด้านบนละ ...เราก็หวังว่า เดี๋ยวคงขึ้นน่า ...แต่มันกลับลงลึกขึ้น ลึกขึ้น ลงไปจน บางที ลง 80-90% ค่อยตั้งสติได้ว่า ...เฮ้ย!! เงินกรูหายไป 90% ...ไม่ไหวแล้วเว้ย!! ก็ขาย ....’ขายปั๊บ!! ...หุ้นก็เด้งขึ้นอย่างแรงงง ..1 เด้ง ...2 เด้ง ...3 เด้ง ....อะไรของมรึง !!!’ 

สาเหตุเพราะ พอรายย่อยขายหมดแล้ว มันก็กลายเป็น ‘หุ้นเบา’ ...หุ้นเบา มันก็จะไหลขึ้นไปเรื่อยๆ ....ขึ้นไปจนรายย่อย เข้ามาเยอะๆ จนมันหนักในที่สุด ...ก็จะเปลี่ยนจากขาขึ้น เป็นขาลง เมื่อมันหนัก เป็นวัฏจักรที่เป็นปกติของตลาดหุ้นนั่นเอง

4. ‘ขาขึ้น จะกินเวลานานกว่าขาลง’ ...ขึ้นบันไดเลื่อน ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาหลายปี นี่คือ ขาขึ้น ...ส่วนขาลง คือ ลิฟต์สลิงขาด ...ตู้ม!! ลงเร็ว 

ก็คือ กว่าจะรวย ใช้เวลาหลายปี แต่พอจะจน ไม่ถึงปี ...จนถึงก้นเหวเลย

5. ‘หุ้นเบา สามารถเป็นทั้งหุ้นเล็ก และ หุ้นใหญ่’ ...หลายคนคิดว่า หุ้นเบา ขึ้นเป็นเด้งๆ ต้องเป็นหุ้นเล็ก แต่จริงๆ ไม่ใช่ ..หุ้นใหญ่ก็เบาได้ 

หลักการดูว่าหุ้นเบา คือ 

หนึ่ง จุดนี้รายย่อยน่าจะขายไปแล้ว (คือ ลงเละ จนขาย กับ ขึ้นหนัก จนขายไปแล้ว)

สอง คนที่เหลือ(ในหุ้นเวลานี้) ไม่มีใครอยากขายแล้ว

สาม ราคายังไม่สูงพอที่รายใหญ่จะกำไรเพียงพอ (ไม่คุ้มว่างั้น ...กรูลงทุน ลากทั้งที ไม่เอาหลอก 5 บาท 10 บาท จริงไหม ?)

สี่ Volume ยังไม่มากพอที่รายใหญ่จะออก 

6. ‘ขาขึ้น มันขึ้นนานกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด ...ส่วนขาลง ก็ลึกเกินกว่าที่คนคาดคิดเสมอ’ ....ให้จำไว้ว่า ‘มันจะเกินกว่าคนส่วนใหญ่คาดคิดเสมอ’ 

คิด ชั้นเดียวเลยพลาด มันเลยต้องคิด 2 ชั้น !! (การเตะสับขาหลอก คือ ท่าหากินในตลาดหุ้น)

เราถึงเห็นคนซื้อที่คิดว่าถูกแล้ว แต่มันก็จะมีถูกกว่านี้

เราถึงเห็นคนที่ขายแพงแล้ว มันก็ยังขึ้นไปต่ออีก

ก็ลองเอา 6 ข้อนี้ไปศึกษา น่าจะช่วยให้การลงทุนคุณดีขึ้นครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

Unicorn แบบไทยๆ มันเป็นยังไงกัน


 Unicorn แบบไทยๆ เป็นยังไง 

เราเพิ่งได้ข่าว Unicorn ตัวแรก ก็คือ FLASH ...หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วจะเป็น Unicorn มันเป็นยังไง ..เอ้า!! มาดูกัน

ก่อนหน้านี้ คนในวงการ Startup ก็มักบ่นกันว่า ‘ทำไมประเทศไทย ไม่มี Unicorn สักที ?’ ...ก็เอาตรงๆ นะ การเป็น Unicorn ก็คือ คุณต้องมี Market cap 1 พันล้านเหรียญ มันเท่า 3 หมื่นล้านบาท 

อย่าว่าแต่ Startup เลยครับ ...เอาบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ยังไม่ง่ายเลย เพราะ ขนาดของธุรกิจที่จะมี Market Cap ระดับ 3 หมื่นล้าน ต้องเป็นธุรกิจขนาดใหญ่พอสมควร 

มาดู กันว่า การจะรวยระดับนั้น เขาทำกันยังไง ?

1. สมมุติคุณอยากสร้างธุรกิจมูลค่า 1,000 ล้านบาท ...ต้องสร้างธุรกิจที่มียอดขายและกำไรเท่าไหร่ ? 

เริ่มจากมุมของ SME การจะมีพันล้าน คุณก็ต้องทำธุรกิจแล้วเหลือกำไร พันล้าน ตรงๆ ไม่มีแต้มต่อ ...สมมุติธุรกิจคุณกำไรปีละ 10 ล้าน ก็ต้องทำ 100 ปี ก็จะ พันล้าน (ใช่!! มันแทบจะ ไม่มีทางรวย พันล้าน ถ้าทำธุรกิจในโลกสมัยก่อน)

มายุคตลาดหุ้น ...มูลค่าธุรกิจ ขึ้นกับ ‘กำไร’ เท่านั้น ถ้ากำไรเติบโตเร็ว ‘ตัวคูณความรวย หรือ PE ก็จะยิ่งสูง’ (นี่แหละ เคล็ดลับ ความรวยจากตลาดหุ้น) 

สมมุติกำไรปีแรก 10 ล้าน แล้วธุรกิจโตเร็ว ปีที่สอง กำไร 20 ล้าน ...นักลงทุนจะให้ค่า PE สูง สมมุติให้ 30 เท่า ...นั่นแปลว่า กำไร 20 ล้าน คูณ PE 30 เท่า ...ก็เท่ากับว่า มูลค่าบริษัทเท่ากับ 20*30 = 600 ล้าน 

สมมุติปีที่ 3 กำไรโตขึ้นเป็น 50 ล้าน ...คราวนี้ Market Cap ก็จะเป็น 50*30 = 1,500 ล้านละ 

สมมุติปีที่ 4 กำไรโตขึ้นเป็น 100 ล้าน ...คราวนี้นักลงทุนอาจเห็นว่า ธุรกิจนี้โตเร็วจริงๆ ก็อาจยอมซื้อที่ PE สูงขึ้น สมมุติเป็น 60 เท่า ...ก็เท่ากับว่า ตอนนี้ Market Cap ก็จะกลายเป็น 100*60 = 6,000 ล้านบาท 

...ชักเหนื่อยละ !! ...นี่ขนาดธุรกิจกำไรโตโคตรเร็ว ผ่านมา 4 ปี มูลค่ามาถึง 6,000 ล้าน ...อยากไปต่อ ก็ขึ้นกับว่า ‘กำไร’ ยังเติบโตต่อหรือไม่ 

สมมุติปีที่ 5 กำไรโต กลายเป็น 200 ล้าน ...แต่นักลงทุนเริ่มรู้สึกว่า เริ่มกลัว เขาอาจจะไม่ยอมซื้อที่ PE 60 ...เขาอาจจะยอมซื้อที่ PE แค่ 30 เท่าพอ ...ดังนั้นปีนี้ Market Cap. ก็จะเป็น 200*30 = 6,000 ล้าน

อ้าวเฮ้ย!! ...ปีนี้กำไรโตขึ้นเท่าตัว แต่ทำไมมูลค่าหุ้นไม่โตขึ้น มัน 6,000 ล้าน เท่ากับปีก่อนเลย

‘นี่แหละ ตลาดหุ้น!!’ ...ทุกอย่างมันขึ้นกับว่า ‘คนซื้อ’ กับ ‘คนขาย’ เขามาเจอกันที่ราคาไหน นั่นเอง

ดังนั้น พื้นฐาน หรือกำไร สำคัญก็จริง แต่มันแค่เป็น ‘จุดอ้างอิง’ ...ก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่า หุ้นดี คนต้องซื้อแพง 

2. เราจะเห็นว่า สิ่งที่เดายากสุด คือ ‘ความพอใจของนักลงทุน’ ...เขาอาจจะอยากซื้อแพง หรือ ถูก ...ทำให้ราคาหุ้นผันผวนในแบบที่เราเห็นนี่แหละ 

3. ในกรณีของ FLASH ...ธุรกิจยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น ดังนั้น คนกำหนดค่า PE ก็คือ กลุ่มนักลงทุนที่อยากซื้อนั่นเอง ...ก็แปลว่า กลุ่มผู้ซื้อทั้ง OR , SCB และ คนอื่นๆ ต้องมาตกลงว่า จะซื้อที่ถูกหรือแพงแค่ไหน ?

4. ความซับซ้อนของ Startup ที่ต่างจากตลาดหุ้นคือ ...หลายๆ Startup ที่มูลค่าสูง ยังไม่มีกำไรเลย ...แปลว่า ถ้าในมุมตลาดหุ้น นักลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่ให้ราคาเลย ...ดังนั้น Startup ส่วนใหญ่ ที่ยังไม่มีกำไร ก็เลยระดมทุนจากกลุ่มคนที่เข้าใจ Startup แทน

5. ‘ไม่มีกำไร แล้วเมื่อไหร่ จะได้ทุนคืน?’ ...เป็นคำถามที่ดี ...เราเชื่อว่า นักลงทุน ทุกคนหวังกำไร การที่เขากล้าลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีกำไรในวันนี้ เพราะ เขาต้องเชื่อว่า ในอนาคตธุรกิจนี้จะกำไรมหาศาลนั่นเอง 

ช่วงว่างของการตีมูลค่า ตรงนี้เอง ที่ให้ การลงทุนใน Startup ถึงเป็นแบบ ถ้าไม่เจ๊ง ก็รวยมหาศาลไปเลย

ก็เอาวิธีการมอง และ ตีราคา ธุรกิจ มาให้เรียนรู้กันแบบเบื้องต้น 

เรื่องนี้ ผมบอกเลยว่า ใครไปศึกษาต่อยอด มันคือ โอกาสของการเข้าใจ วิธีสร้างตัวแบบก้าวกระโดด ...เพราะ โลกยุคนี้ มันช้าเกินไป ถ้าคุณจะแค่ทำธุรกิจแล้วหวังแค่กำไร

คนที่รวยเร็ว แบบก้าวกระโดด เพราะ เขาเข้าใจ ‘ตัวคูณความรวย’ ...เอามาติดจรวดในการสร้างธุรกิจและลงทุนนั่นเองครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

หุ้นขึ้นบันได ลงลิฟต์ คำสาบตลอดกาลของนักเก็งกำไร


 ‘ขึ้นบันได ลงลิฟต์ ...เสียชิบไปหลายเลย’ 

เวลาที่ตลาดผันผวน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือ การเก็งกำไรอะไรก็ตาม เราต้องเข้าใจการขึ้นลงของมัน ...ไม่งั้นอาจเสียทั้งหมดที่หามาในเวลารวดเร็ว 

มาดูกันว่า เราควรรู้อะไร

1. ‘หุ้นขาขึ้น คนจะค่อยๆ ซื้ออย่างระวัง’ ...การซื้อแบบ กล้าๆ กลัวๆ ...เอ๊ะ!! ขึ้นจริงไหม ? ...คนก็จะเริ่มซื้อทีละน้อยๆ ก่อน ...ทำให้ขาขึ้นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยรวยกัน เพราะซื้อน้อยไป

2. ‘ยิ่งขึ้นสูง ยิ่งกล้าซื้อมากขึ้น’ ...ก็ไม่แปลกที่ พอราคาขึ้นสูง คนที่ซื้อก็จะกล้าซื้อเพิ่มขึ้น ...ซึ่งถ้ามองในมุมคนที่มีประสบการณ์ มันเสี่ยงมาก ...ก็ตอนขึ้นน้อย ซื้อน้อย พอกำไรก็ฮึกเหิม ...ที่เสี่ยงก็คือ มาซื้อเพิ่มเยอะๆ นี่แหละ

3. ‘พอหุ้นปรับฐาน ระหว่างทางขึ้น ก็ยิ่งมั่นใจ’ ...โดยมากหุ้นขาขึ้นมันจะมีปรับฐานระหว่างทางขึ้น ...ก็คือ ราคาลง แต่สุดท้ายก็กลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ...นี่ก็เพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนรายย่อยขึ้นไปอีกว่า ...ถ้ามันลง เดี๋ยวมันก็ขึ้น ...จุดนี้แหละ ที่ทำให้พอหุ้นลงจริง คนเหล่านี้ก็ยังถือต่อไป เพราะเชื่อว่า เดี๋ยวมันก็ต้องกลับไปขึ้นต่อ

4. ‘ลิฟต์ขาด’ ...งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ...การเก็งกำไรก็เช่นกัน ...เมื่อคนส่วนใหญ่ที่ซื้อหุ้นตัวนั้นๆ มั่นใจสุดๆ ...มีคนเชียร์ ...มีแต่คนสนใจ ...ที่น่ากลัวที่สุดคือ คนนอกวงการที่ไม่ได้รู้เรื่อง เข้ามาแห่ซื้อ นี่แหละ จุดที่น่ากลัวที่สุด ....จากนั้น ลิฟต์ขาด ก็คือ การลงจบรอบ

ในตลาดหุ้น การลงจบรอบ แม้ว่าหุ้นจะมีพื้นฐานสุดยอด ก็ลงเละอยู่ดี ...แถมการลงเละ ไม่ได้แปลว่า บริษัทจะเจ๊ง ...ธุรกิจเหมือนเดิม คนเจ๊ง คือ คนที่ซื้อข้างบน ...คนที่ซื้อต้นรอบ ก็คืนกำไรเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้เจ๊งแบบคนที่ซื้อยอดดอย

นี่เป็นที่มาของ ‘การเจ๊งอย่างไร้ร่องรอย’ (รายใหญ่เขาไม่ได้เจ๊งด้วย ...ที่เจ๊งคือ รายย่อย แถมเจ๊งแบบไร้ร่องรอย ...เงียบๆ ซึมๆ หายไป)

- หุ้นใหญ่ ขาลง จะลงลิฟต์ขาด จบรอบ เฉลี่ยที่ 70%

- หุ้นเล็ก ขาลง จบรอบ ลงเฉลี่ย 80%

- หุ้นปั่น ลงเกือบ 100% 

...จากนั้น เมื่อฝุ่นหายตลบ ...คนเริ่มกลัว ...รายย่อยขายทิ้ง ...รายใหญ่เข้ามาทยอยเก็บรอบใหม่ ...ถ้าพื้นฐานธุรกิจเริ่มกลับมาดีขึ้น การขึ้นรอบใหม่ ก็จะมา 

ที่เล่ามา เหมือนจะดูง่ายนะ (ความยากคือ เวลา เพราะ แต่ละช่วง เราไม่รู้เลยว่า มันนานแค่ไหน) ...แต่เอาตรงๆ เวลาเราซื้ออะไรเยอะๆ มันจะ Bias เยอะมาก ...ไอ้ Bias นี่แหละ ที่ทำให้นักลงทุนเจ๊ง หมดตัวมาเยอะแล้ว

ก็ลองเอาเรื่องนี้ ไปมองหุ้นที่เราลงทุนดูครับ ...พยายามอ่านให้ขาด ว่า เราอยู่ตรงไหนของรอบ ...ยิ่งเข้าใจ การลงทุนเราก็จะยิ่งดีขึ้น 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

หุ้นลงแรง แต่ Volume น้อย น่ากลัวไหม


 ‘หุ้นลงแรง แต่ Volume น้อย น่ากลัวไหม’

สิ่งนึงที่หลอกได้ยากที่สุดในตลาดหุ้นก็คือ Volume

ไอ้ที่หลอกง่ายที่สุด ก็คือ ราคา 

เออ!! ...แล้วเราจะ ตีความยังไง อันนี้แหละ ที่สำคัญ

1. ‘ถ้าหุ้นลงแรง แต่ Volume เยอะ’ ...แบบนี้น่ากลัว เพราะ แปลว่า รายใหญ่ขายลงมา ...สิ่งที่ต้องตีความคือ รายใหญ่ขายทิ้ง หรือ แค่เรียกแขก ...ใช่!! ถ้าเขาขายทิ้ง ก็ตัวใครตัวมันละ สยอง 

2. ‘ถ้าหุ้นลงแรง แต่ Volume บาง’ ...อันนี้ รายย่อยขาย ซึ่งจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมาย ...หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว!! แล้วรายย่อยขายทำไมรายใหญ่ไม่รีบรับล่ะ ?

‘อ้า!! คำถามนี้ น่าสนใจ ...ทำไม เวลารายย่อยทิ้ง ราคาลงแรง ทำไมรายใหญ่ไม่รีบรับ ?’

- ‘เพราะเขามีประสบการณ์ไง’ 

- เมื่อราคาลง รายย่อยขาย ก็จะมีรายย่อยอีกคนมารับ ...การที่รายย่อย มารับตอนลง จะช่วยสร้างฐานให้หุ้น ฐานแน่นขึ้น

เพราะ ในขาขึ้น การลากราคาขึ้นแรงๆ มันคือ ต้นทุนของเจ้า ...ดังนั้น ช่วงนั้นจะเบา มันคือ การเรียกแขก 

แต่ในส่วนพอราคาลงแล้วรายย่อยรับ ก็คือ ‘แขกเข้าบ้านละ’ 

- พอราคาขึ้นครั้งใหม่ ‘แขกเหล่านี้ ก็จะกำไร’ ...เฮ้ย!! แล้วเจ้าจะทำให้แขกกำไรทำไมฟระ มรึงลากหุ้นทำการกุศลหรือ ??

เดี๋ยว ๆ ๆ ...เขาไม่ได้ใจดีขนาดนั้น 

- ‘แขกที่กำไร รอบใหม่ ก็จะไปเรียกเพื่อนๆ มา ...ทำให้มีแขกเพิ่มไง!!’ 

อ๋อ!! โคตรซับซ้อนเลยพี่ ?

- สุดท้าย การขึ้นของราคา จึงมี Volume ค่อยๆ เพิ่มไง ...จาก Volume น้อยๆ ...ขึ้นมา ทุบ ...เรียกแขก ...เอ้า!! ลากใหม่ แจกตังค์ ...แห่เข้ามา ...ไปต่อ ...ทุบ ...เรียกแขกเพิ่ม 

เข้าใจยัง ?

มันเลยเป็นที่มาของประโยคที่พูดว่า ‘หุ้นที่เราซื้อแล้วกำไรเยอะๆ มันต้องซื้อยากนั่นเอง’ 

ส่วนเวลาขายก็ตัวใครตัวมัน ...ใช้ประสบการณ์ ต่อสู้กันไป ...ฮ่า ฮ่า 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมแค่ข่าวร้าย ไม่ทำให้หุ้นลงต่ำที่สุดได้


‘ทำไมแค่ข่าวร้าย ไม่ทำให้หุ้นลงต่ำที่สุดได้’ 

ส่วนใหญ่มือใหม่จะตกใจกับข่าวร้าย ...แต่คนที่มีประสบการณ์มักใช้ข่าวร้ายเป็นจุดซื้อ รับเพิ่ม อะไรก็ว่าไป ...นั่นก็เพราะว่า แค่ข่าวร้ายอย่างเดียว มันไม่สามารถทำให้หุ้นลงต่ำที่สุดนั่นเอง

มาดูกันว่า อะไรบ้างที่ช่วยให้หุ้นลงไปต่ำสุดบ้าง

1. ‘ผลประกอบการที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง’ ...ถามหน่อย ใครจะรู้เรื่องนี้มากที่สุด ...ใช่!! เจ้าของไง ...ดังนั้น ถ้าเจ้าของรู้ว่า ธุรกิจจะทรุดยาว ก็มีแนวโน้มที่เจ้าของจะขายเอาเงินสดออกมาก่อน ...จุดนี้ทำให้หุ้นยิ่งลงนั่นเอง

2. ‘ราคาหลุดแนวรับสำคัญ’ ...เวลาราคาหลุดแนวรับสำคัญ จะมีคนกว่าครึ่งที่ขายทิ้ง เพราะคนเหล่านี้เล่นสั้น ดูกราฟเป็นหลัก ...พอกราฟเสียทรง ก็จะขาย ...ยิ่งหลุดแนวรับสำคัญ แรงขายยิ่งมาก ทำให้ราคายิ่งลงไปอีก

3. ‘ขา Short’ ..เดี๋ยวนี้หุ้นที่มีขนาดใหญ่จะสามารถ Short ได้ ...นั่นแปลว่า มีคนจำนวนนึงเลยที่ได้กำไรจากการลงของราคา ...ซี่งย้ำว่า พวกนี้ ไม่ใช่รายย่อย ...ครับ!! คนเล่น Short คือ รายใหญ่ เงินเยอะ แถมการ Short มันใช้ Margin ได้เยอะ อย่าง Block Trade ยิ่งทำให้หุ้น ลงหนัก ลงเร็ว ในขาลงนั่นเอง

4. ‘SET ภาพใหญ่อยู่ในขาลง’ ...จะสังเกตง่ายๆ ว่า หุ้นจะลงต่ำสุดเกือบทั้งตลาด พอดีกับวันที่ SET ลงสุดเช่นกัน ...ดังนั้น ทุกๆ 10 ปี เวลาที่ SET ลงจบรอบ ก็เลย กลายเป็นจุดต่ำสุดของหุ้นแทบทั้งกระดาน ....มันเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เพราะ จุดนั้นเราจะเห็นจุดต่ำสุดของหุ้นเกือบทุกตัวในตลาดนั่นเอง

5. ‘จุดที่น่ากลัวที่สุด จึงกลายเป็นจุดปลอดภัยที่สุด ...และจุดที่น่าซื้อที่สุด ก็เลยกลายเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดเช่นกัน’ ...อันนี้แทบไม่ต้องอธิบาย ...เพราะ Logic ที่กลับด้านของตลาดหุ้น ถึงได้ สับขาหลอก มือใหม่ ให้ทำไมซื้อแล้วลง ...ขายปั๊บ เด้งขึ้น ...ก็ด้วยหลักการนี้แหละ

ครับ!! ยิ่งเราฝึกสังเกต เราจะเป็นคนที่เข้าใจตลาดและหาโอกาสดีๆ ได้นั่นเองครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



 

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เราจะแยกพื้นฐานหุ้น จากราคาที่ลวงตาได้อย่างไร


 ‘เราจะแยกพื้นฐานหุ้น จากราคาที่ลวงตาได้อย่างไร’ 

ผมว่า คนพูดเรื่อง ตัวเลขกันไปเยอะแล้ว ...ขอพูดในอีกมุมบ้างดีกว่า

มาดูกัน

1. ‘หุ้นพื้นฐานดี คนต้องอยากได้แม้ว่าราคาจะไม่ขึ้นก็ตาม’ ...อ้าว!! แล้วอยากได้เพื่อ ? ...เช่น เขาถือกินปันผลก็คุ้มแล้วอะไรประมาณนั้น

2. ‘เวลาที่ราคาลง มีคนอยากเก็บเพิ่ม’ ...หุ้นพื้นฐานดี เวลาราคาลง คนจะอยากเก็บเพิ่ม เพราะรู้ว่าระยะยาวมันต้องดี

3. ‘เจ้าของอยากมีหุ้นนี้เยอะๆ’ ...จริงๆ ตรงนี้ ก็ช่วยแยกระหว่าง หุ้นดี กับ หุ้นปั่น ก็คือ สัดส่วนการถือหุ้นของเจ้าของ ...คิดง่ายๆ ถ้าหุ้นมีอนาคต เจ้าของย่อมอยากมีหุ้นนี้ในสัดส่วนที่มากๆ

4. ‘พื้นฐานโตในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป’ ...พื้นฐานที่ว่าก็คือ ทั้งยอดขายและกำไร ....ทำไมต้องโต 5 ปี ...ก็เพราะ มันทำให้พื้นฐานโตมากพอที่จะทำให้ราคาสามารถวิ่งขึ้นหลายๆ เด้ง ...ซึ่งแน่นอน ระหว่างทาง เจ้าของ ต้องอดเปรียวไว้กินหวาน จากราคาที่ผันผวน ...มันจึงแทบจะฟันธงได้ว่า ถ้าหุ้นไม่โตอย่างน้อย 5 ปีขึ้นมัน ...บางทีเจ้าของอาจมาเล่นเก็งกำไรสั้น ซึ่งอาจทำให้หุ้นนั้นกลายเป็นหุ้นปั่นในที่สุด

5. ‘มีรายใหญ่ ที่มองเหมือนเจ้าของ’ ...เอาตรงๆ เจ้าของคนเดียว เชื่อมั่นอยู่คนเดียว ซื้ออยู่คนเดียว มันไม่สามารถที่จะทำให้หุ้นขึ้นหลายเด้งในระยะยาว 

ใช่!! มันต้องมี ‘เพื่อน’ ..ซี่งอาจจะเป็น รายใหญ่ กองทุน หรือ กลุ่มนักลงทุนระยะยาว ที่เข้ามาช่วยซื้อและถือในระยะยาว

ทั้ง 5 ข้อนี้ ต้องใช้ประกอบกับการอ่านพื้นฐานจากงบการเงิน ...การมองเทรนด์ธุรกิจ ประกอบด้วยนั่นเอง 

‘ข้อควรระวังก็คือ’ ...อย่าให้แค่ราคามาทำให้เราไขว้เขว ...เพราะ ราคามันเป็นเพียงสิ่งที่เราจ่าย แต่มูลค่า(พื้นฐาน) คือ ของจริงๆ ที่เราได้รับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เมื่อหุ้นหนัก เปลี่ยนเป็นเบา แต่เราทนไม่ได้


 ‘เมื่อหุ้นหนัก เปลี่ยนเป็นเบา แต่เราทนไม่ได้’

...ผมเคยคุยเรื่อง หุ้นหนัก หุ้นเบาไปแล้ว ...คราวนี้มาคุยว่า แล้วหุ้นหนัก พอมันแปลงร่างเป็นหุ้นเบา แต่แล้วทำไมเราทนไม่ได้ ...ขายซะเร็วเลย !!

การที่หุ้นตัวนึง จะมีช่วงเวลาที่เป็น หุ้นหนัก หรือ หุ้นเบา มันอาศัยเวลาที่นานพอสมควร 

ไอ้ความ ‘นานพอสมควร’ นี่แหละ ที่มันทำให้คนส่วนใหญ่ อึดอับ สับสน รอไม่ได้ ก็เลยพลาดโอกาสการทำกำไรครั้งใหญ่ไป

มาดูกันว่า จุดเปลี่ยน จาก หนัก เป็น เบา มันคืออะไร

1. ‘ช่วงที่หุ้นหนัก คือ ช่วงที่รายใหญ่ทยอยซื้อสะสมหุ้น’ ...ช่วงที่รายใหญ่สะสม ก็คือ ช่วงที่รายย่อย คิดว่า หุ้นมันไม่ไปไหนเลย ...หุ้นตัวอื่นวิ่งไปหมดแล้ว แต่หุ้นตัวนี้กลับไม่วิ่ง หรือ วิ่งนิดเดียวก็ลงมาที่เดิม ..เซ็งอ่ะ

2. ‘ช่วงที่หุ้นหนัก พื้นฐานมักดูแย่กว่าราคา’ ...คนที่กล้าซื้อเวลาพื้นฐานมันแย่กว่าราคา แปลว่า คนคนนั้น ต้องรู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ ...เขาถึงกล้าซื้อในเวลาที่คนอื่นไม่กล้า

(จุดนี้ เจ้าของได้เปรียบ เพราะรู้งบก่อนเราเสมอ ...แต่ก็ใช่ว่า รายย่อยที่มีประสบการณ์จะเสียเปรียบเสมอไป ...เพราะ ถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะ แต่พื้นฐานมันไม่ได้แย่ขนาดราคาที่ลงมา ก็พอจะเดาได้ว่า จุดนั้นแหละ ที่เจ้าของหรือ รายใหญ่เก็บหุ้นคืน)

3. ‘พอรายใหญ่หรือเจ้า เก็บหุ้นครบ เขาก็จะลากโชว์ จุดนี้แหละที่รายย่อยขายทิ้ง’ ...รายย่อยขายทิ้งเพราะ อาจจะติดหุ้นนี้มานาน ...พอตลาดขึ้นมันก็ไม่ขึ้น ..จนวันดีคืนดี ขึ้นแรง นั่นแหละ ...งั้นขายก่อนดีกว่า เดี๋ยวมารับใหม่ ...ปรากฎว่า พอรายย่อยขายปั๊บ หุ้นกลับวิ่งแรงกว่าเดิมอีก

4. ‘รายย่อย มักไม่รู้ว่า รอบใหญ่หุ้นขึ้นได้แค่ไหน’ ...อันนี้ปกติ เพราะ ส่วนใหญ่รายย่อยมักไม่ได้ศึกษาเรื่อง ‘รอบ’ โดยเฉพาะ ไม่ได้เคยดูกราฟว่า รอบใหญ่ สามารถขึ้น หรือ ลงได้เท่าไหร่ ...ทำให้พอราคาขึ้นมาก็ขายไปก่อน 

เอาตรงๆ บางทีราคาขึ้นมา 100% จากจุดต่ำสุด ...มันยังเป็นต้นรอบด้วยซ้ำ หากลงทุนในรอบใหญ่ ...เพราะ หนึ่งรอบใหญ่ของหุ้นใหญ่ สามารถขึ้นได้ 3-5 เด้ง ...ส่วนหุ้นเล็ก ขึ้นได้ 5-10 เด้ง

แต่!! 

แต่ข้อ 4 นี่ ทั้งดูยาก และ บีบใจสุดๆ ...คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานๆ ผ่านมาหลายๆ วิกฤตเศรษฐกิจ จะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ที่เล่ามาก็เพื่อให้ เราลองศึกษาให้มากขึ้น

สุดท้ายเราจะเข้าใจว่า ‘คนที่สามารถทนรวยได้หลายๆ เด้ง จริงๆ เขาไม่ได้เก่งอะไร ...เพราะก่อนหน้านั้น เขาเคยทั้งติดดอย และ ผ่านประสบการณ์เฉียดรวยมาก่อนแล้ว ก็เท่านั้นแหละ’ 

ว่าแต่ แล้วเราล่ะ ...’เฉียดรวยมากี่รอบแล้วล่ะ?’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

หุ้นหนัก หุ้นเบา พอร์ตเราเต็มไปด้วยอะไร


 ‘หุ้นหนัก หุ้นเบา พอร์ตเราเต็มไปด้วยอะไร’

...หลายคนน่าจะคุ้นเคยดีกับ ‘หุ้นหนัก’ ก็คือ หุ้นในพอร์ตรายย่อยส่วนใหญ่นี่แหละครับ

ลักษณะของมันคือ ...เวลาตลาดขึ้น หุ้นหนักจะไม่ค่อยขึ้น ...แต่พอเวลาตลาดลง มันลงแรงเลย 

‘หุ้นหนัก’ นี่ มักจะอยู่ในพอร์ตรายย่อย ...ซึ่งหลายคนก็ถาม ...อ้าว!! แล้วถ้ามีหุ้นหนัก มันก็ต้องมี ‘หุ้นเบา’ ใช่ไหม ?

มีครับ!! ..แค่หุ้นเบา มันอยู่กับรายใหญ่ ...ส่วนหุ้นเบาอยู่กับรายย่อย ...งง ล่ะซิ 

มาผมอธิบายให้ฟัง

1. ‘หุ้นเบา คือ หุ้นที่รายย่อยขายหมดแล้ว ...ก็ขายให้รายใหญ่นั่นแหละ’ ...ซึ่งมันมี 2 แบบ ...แบบแรกคือ เบาเพราะแพง (แต่ยิ่งแพง ก็ยิ่งขึ้น) ...สอง เบาเพราะ มันลงเละ จนรายย่อยขายไปหมดแล้ว (หุ้นก็กลับมาอยู่ในมือของรายใหญ่นั่นเอง)

2. ‘หุ้นหนัก คือ หุ้นที่รายย่อย คิดว่าดี’ ...รายย่อย มักซื้อหุ้นตามๆ กัน ก็ตามข่าวนั่นแหละ ...พอรายย่อยคนนึงว่าดี ก็จะแห่ตามๆ กัน ...ยิ่งยุคนี้มีโซเชียล ก็ยิ่งแห่ตามกันมากขึ้น 

หุ้นหนักก็มี 2 แบบ ...แบบแรก คือ หุ้นที่รายย่อยติดเยอะ แต่ไม่ยอมขายทิ้ง เพราะ คิดว่าพื้นฐานดี เดี๋ยวรอบหน้าต้องขึ้น (เอาตรงๆ ถ้ารายย่อย ติดเยอะ ..ถึงพื้นฐานมันจะดียังไง รอบหน้าก็จะหนัก ขึ้นยาก มีข่าวดีก็ไม่ขึ้น หรือขึ้นแบบโคตรช้า) ...แบบสอง คือ ช่วงที่รายใหญ่ทยอยปล่อยของ มักจะเป็นหุ้นที่ขึ้นมาเยอะพอสมควร พื้นฐานดี ข่าวดี แต่ราคาเริ่มเหวี่ยงหนักๆ (จังหวะที่รายใหญ่ ทยอยปล่อยของให้รายย่อย ก็จะทำให้หุ้นหนัก ไม่ไปไหน)

สรุป 

‘ผู้ที่กำหนดว่า หุ้นไหน จะหนักหรือ เบา ...คือ รายย่อยครับ’ ....อันนี้จะเรียกว่า เป็นไม่กี่อย่างในตลาดหุ้นที่รายย่อยเป็นผู้กำหนด

- ถ้ารายย่อย ถือ หุ้นไหนกันเยอะๆ มันจะเป็น ‘หุ้นหนัก’ 

คำแนะนำง่ายๆ ก็คือ ‘ให้หัดสังเกต (ซึ่งไม่ง่าย ต้องอาศัยชั่วโมงบินพอสมควร) ..อ่านให้ขาดว่า จังหวะนี้ในหุ้นตัวนี้ รายย่อยส่วนใหญ่ ซื้อ หรือ ขาย’ 

...สวน!! (ใช่!! สวนดิ ครับ ...ถามได้)

...การบ้านวันนี้ ลองเปิดพอร์ตตัวเองดู แล้วลอง List มาดู ว่า ตัวไหนหุ้นเบา ...ตัวไหนหุ้นหนัก จากพอร์ตเราเองนี่แหละ 

แล้วค่อยๆ ปรับจากตรงนั้น ...ลองดูครับ คุณอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นอีกแยะเลย !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

3 อุปสรรค ที่ทำให้พอร์ตเราไม่โต


 3 เหตุผล ที่ทำให้พอร์ตไม่โต

เคยเป็นไหม ...เล่นหุ้นมานาน กำไรเรื่อยๆ นะ แต่พอร์ตไม่โตว่ะ ซวยชิบเลย !! 

เอาตรงๆ นะ คุณอาจจะติด กับดัก 3 ข้อนี้ มาดูกัน

1. ‘เทรดเร็วเกินไป’ ...ความเร็วอาจมีประโยชน์ในการต่อสู้ ธุรกิจ หรืออะไรก็ว่าไป ...แต่ในตลาดหุ้น เอาตรงๆ นะ ยิ่งเร็ว ยิ่งซวย โดยเฉพาะตลาดปัจจุบัน ...ยกตัวอย่าง พอเราเจอข่าวร้าย ปั๊บ เรารีบ Cut Loss เลย ...วันรุ่งขึ้น มันดีด ลิ่ง ใส่หน้าเราเลย มีบ่อยไป ...ใช่!! ตลาดทุกวันนี้ ความเร็ว ไม่ใช่แต้มต่อเลย เพราะอะไรน่ะหรือ ? ...ก็เพราะ ทุกคนเข้าถึงข่าวสาร ด้วยความเร็วของ Social ...ดังนั้น ความเร็วในยุคปัจจุบันจึงกลายเป็นความซวยมากกว่า นั่นเอง 

2. ‘หุ้นที่ซื้อเยอะ ดันขึ้นน้อย ...แต่หุ้นที่ซื้อน้อย ขึ้นกระฉูด’ ...อันนี้คือ Mindset Trap ...เอาตรงๆ มันแปลง่ายๆ ว่า กว่า คุณจะมั่นใจ กล้าซื้อเยอะ หุ้นตัวนั้น ก็ขึ้นมาจนปลายรอบแล้ว ...พอคุณซื้อจัดเต็ม มันก็เลยไม่ขึ้น เพราะ คุณซื้อปลายรอบนั่นเอง 

ส่วนหุ้นที่คุณไม่มั่นใจ มันคือ ต้นรอบ ที่ยังไม่มีข่าวดี ...คุณก็เลยไม่กล้าซื้อ 

ถ้าคุณข้าม Mindset อันนี้ได้ คุณจะรวยหุ้นไม่ยากเลย 

คำถามคือ คุณจะผ่าน Mindset นี้ไปได้ยังไง ? ...ลองหาคำตอบดูครับ 

3. ‘ขายหุ้นเร็วเกินไป เพราะกลัวมันลงไปที่เดิม’ ...ด้วยวิธีคิดนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ ทนรวยไม่ได้ ...ซื้อหุ้นถูกตัวนะ แต่ขายเร็ว ...ขึ้นมานิดเดียวก็ขายแล้ว 

ปัญหาหลักๆ ก็คือ คุณดันซื้อหุ้นตัวนี้เยอะเกินไปในพอร์ต (มันมาจาก คุณมี Money Management ที่ไม่ดี) ...พอคุณซื้อเยอะ การขึ้นลงของมัน จะส่งผลต่อชีวิตคุณมากๆ ...คุณไม่มีทาง ทนรวยได้เลย ฟันธง !! 

ใช่!! ถ้าเป็นแบบนี้ คุณไม่มีทาง ทนรวยได้ ...ขึ้นมานิดนึง พอย่อ คุณก็ขายละ ...จากนั้น พอหุ้นกระชากขึ้น คุณก็ไม่กล้าตาม ...เลยกลายเป็น ซื้อหุ้นถูกตัวนะ แต่ทนรวยไม่ได้ 

...ใครอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเข้าใจ การลงทุนมากขึ้น

ลองสำรวจตัวเอง ว่าเราติดกับดัก 3 ข้อนี้ ใช่หรือไม่ ?

...แก้ซะ ...ถ้าแก้ได้ พอร์ตโต เอาตรงๆ ไม่ใช่เรื่องยาก 

จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

หุ้นสายย่อ ที่ไม่เจ๊ง ถึงเด้งได้


 ‘หุ้นสายย่อ ที่ไม่เจ๊ง ถึงเด้งได้’ ...สายย่อ 

วันนี้หลายคนอาจจะพูดกันถึง หุ้นกลุ่มเดินเรือ หุ้นเหล็ก หรือ หุ้นหลายๆ เด้ง ที่ขึ้นมาจนน่าตกใจ ...แต่สิ่งที่เราควรรู้เพิ่มเติมคือ ‘ก่อนที่มันจะดี มันมีเบื้องหลังยังไง ?’ 

หุ้น Singer แค่หนึ่งปีที่ผ่านมา ขึ้นประมาณ 10 เด้ง ...สมมุติซื้อไว้ 1 ล้านปีที่แล้ว วันนี้คุณจะมี 10 ล้าน !! 

...เฮ้ย!! ใช่!! หลายคนอาจจะคิดว่า มันง่ายขนาดนั้นจริงหรือ ?

โอเค ...ก่อนที่ Singer จะขึ้น 10 เด้ง มันลงมา 95% มาก่อน ช่วงที่ลงใช้เวลาลงนานหลายปีมากๆ ...แปลว่า คนที่เคยซื้อหุ้นนี้ก่อนปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ขาดทุนหนัก

...หุ้นอีกตัวที่พูดกันเยอะ คือ RCL ..ตัวนี้หนึ่งปีขึ้น 20 เด้ง ...แต่ก่อนที่จะขึ้น มันลงมา 96% ...คิดง่ายๆ ใครที่เคยซื้อยอดดอย เงินล้านนึง เขาจะเหลือแค่ 40,000 บาท 

มาผมจะวิเคราะห์ให้เห็นภาพ 

1. ‘ถ้าคุณซื้อ RCL เมื่อหลายปีก่อน ใส่เงินไป 1 ล้านบาท’ ...ตอนนั้น คุณซื้อเพราะมันมีแต่ข่าวดีเกี่ยวกับการเดินเรือ ...เอาว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน หุ้นเรือ คือ ของมันต้องมี ...จากนั้นคุณ ถือต่อมา 10 กว่าปี หุ้นมันลงมาเรื่อยๆ ...จนถึง เดือนมีนาคม 2020 ...เงิน 1 ล้าน คุณจะเหลือ 40,000 บาท

2. ถามหน่อย ถ้าคุณทนถือ จากเงิน 1 ล้านบาท จนเหลือ 40,000 บาท คุณจะรู้สึกกับหุ้นตัวนี้ยังไง ....ใช่!! ห่วย ... ‘มันห่วยจริง’ 

3. ในจุดที่ ราคาลงต่ำที่สุด เดือนมีนา 2020 ไม่มีข่าวดีอะไรเลย ...เวลานั้น ตลาดหุ้นลงแบบ Circuit Break คือ เละ ...เละ ...และ เละ 

4. หลังจากจุดต่ำสุดที่ เงินล้านคุณเหลือ 40,000 ...มันใช้เวลาแค่ 6 เดือน ...หุ้นตัวนี้ก็วิ่งขึ้นมา 100% ...เงินคุณขึ้นมา 80,000 ทันที ....ใช่!! คุณไม่ได้ดีใจอะไรเลย แต่แน่นอน ถ้าเป็นคนที่พึ่งซื้อ หรือในตลาดจะเริ่มฮือฮามาก

เฮ้ย!! กำไร 100% แค่ไม่กี่เดือน 

5. คุณถือต่อไปอีก 1 ปี หุ้นขึ้นมา 20 เด้ง ...ตอนนี้พอร์ตคุณก็ขึ้นมาเป็น 40,000 * 20 เด้ง ก็ 800,000 บาทแล้ว ....’เฮ้ย!! หุ้นขึ้นมา 20 เด้ง พี่ไม่ดีใจเหรอ ?’ 

ดีใจอะไรวะ ...ยังไม่ถึงทุนกรูเลย !!!

6. ใช่ครับ หุ้นขึ้นมา 20 เด้ง มีทั้งคนที่รวยมหาศาล เพราะ ได้เข้าในปีที่ผ่านมา และ ก็มีคนอีกเยอะเลย ที่ไม่ได้ดีใจอะไรเลย เพราะ เขาเข้ามานานแล้ว 

7. มีคนที่แย่กว่านั่นอีก คือ พวกที่ซื้อด้านบน แล้วไปขายด้านล่าง ...แถมขาขึ้นรอบนี้ ก็ไม่ได้ซื้อกลับด้วย !!

สรุป ที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหมด เพื่ออยากให้เห็นภาพว่า ‘ตลาดหุ้น ให้รางวัลมหาศาลกับคนที่เข้าใจมัน และ ก็โหดร้ายสุดๆ กับคนที่ไม่เข้าใจมัน’ 

- หุ้นหลายเด้งที่คุณเห็นเวลานี้ มันเคยมีช่วงเลวร้ายมาก่อน ...ถ้าไม่มีการย่อขา ย่อมไม่มีการกระโดด

- ถ้าย่อขาน้อย ก็กระโดดไม่สูง 

- แล้วไอ้หุ้นที่ย่อ แล้วเจ๊งไปเลย ก็มี นึกว่า ถูกแล้ว ย่อเยอะแล้ว ซื้อไป ปั๊บ เละ ....สัสส!!!!

ถูกแล้ว !! “หุ้นสายย่อ ที่ไม่เจ๊ง ถึงเด้ง เด้ง ได้” ..โย่ว!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



https://youtube.com/c/bualuangsec

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

หุ้นปั่นน้อยๆ รายย่อยไม่ตาม แต่ถ้าปั่นเยอะ ก็ไม่แน่


 ‘หุ้นปั่นน้อยๆ รายย่อยไม่ตาม ...แต่ถ้าปั่นเยอะ ก็ไม่แน่’

มีน้องมาถามผมว่า ‘พี่แพ้ท ผมสงสัยว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ หุ้นปั่น ..มันไปแบบไปถึงดวงดาว ปั้นขึ้นแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำไมมันเป็นแบบนั้น ?’ 

สงสัยใช่ไหม ?

โอเค !! จะขออธิบาย ดังนี้

- สมมุติ หุ้นตัวนึง ราคาขึ้นจาก 1 บาท ไป 2 บาท ขึ้นมา 1 เด้ง โดยพื้นฐานยังไม่มีเลย ...แบบนี้ รายย่อย ไม่ตามหรอก จริงไหม?

- คิดง่ายๆ เดี๋ยวนี้ รายย่อยไม่ได้โง่ ...แหม!! ปั่นขึ้นมา 100% ไม่มีพื้นฐาน ...โถ่เฮ้ย!! หุ้นปั่น ...ใครซื้อตามก็โง่ละ !!

- จากนั้น พอราคาขึ้นจาก 2 บาท ไป 3 บาท ...เฮ้ย!! รายย่อยเริ่ม งง ละ ??

- จาก 3 บาท ไป 4 บาท ...รายย่อย ก็จะเริ่ม งง หนักเข้าไปอีกว่า ‘เอ๊ะ!! มันมีอะไรรึเปล่า?’ 

- จาก 4 ไป 5 ....ไป 6 บาท ...เฮ้ย!! อะไรวะ 

- ไป 7 บาท ...ไป 8 บาท ...ไป 9 บาท ...ไป 10 บาท 

จากนั้น ตบลงหน่อย ...ทุบไป 9 ...ไป 8 ...ไป 7 

- คราวนี้รายย่อย ก็จะเริ่มดีใจ ‘เห็นไหมล่ะ หุ้นปั่น ยังไง มันก็ต้องลง ...โชคดี ที่เราไม่ได้โง่ หลงเข้าไป !!’

- ราคาลงไป 6 ...ไป 5 ....

จากนั้น วันดีคืนดี ...ประกาศงบ ...งบดี !! 

‘รายย่อย เริ่ม ลังเล แล้ว ...รึว่า หุ้นนี้จะกลับตัวจริงๆ’ 

- ราคาเริ่มกระชากกลับไป 6 บาท ...ไป 7 บาท ...ไป 8 ...ไป 10 บาท 

- จาก 10 ไป 20 ....ไป 30 ...ไป 40 ...ไป 50 

ในที่สุด !!

...ในที่สุด รายย่อย ก็จะเริ่มเชื่อแล้วว่า ‘เขาน่าจะเข้าไปบ้าง เพราะ หุ้นมันคงจะดีจริงๆ’ 

- ไป 60 บาท ...ไป 100 บาท ....บ้า เอ้ย!! 

ในที่สุด มวลชนแห่งรายย่อย จะเริ่มสนใจ ขึ้นมาจริงจัง 

เมื่อมีรายย่อย บางคนที่โชคดี เข้าตั้งแต่ ราคาไม่กี่บาท เริ่มโพสในเฟส ว่า เขากำไรขนาดไหน !!!

คราวนี้แหละ 

1. หุ้นขึ้นเยอะจริง 2. มีหลักฐานว่าคนกำไรจริง (ซึ่งพวกนี้มักจะกำไรจากเงินน้อย ...คิดดีๆ ซิ พวกที่กล้าเข้าต้นรอบ มันซื้อน้อย ...โชว์กำไร จากเงินน้อย)

คราวนี้ ...ความโลภ จะเริ่มก่อตัวมหาศาล จนในที่สุด ก็จะมีรายย่อย จำนวนมหาศาลเข้ามาเล่นหุ้นนี้ในที่สุด

- นี่คือ จิตวิทยาการลงทุน นั่นแหละ 

หุ้นขึ้นน้อยๆ ไม่มีใครเข้า ...แต่พอมันขึ้นแบบบ้าคลั่ง ก็ยิ่งมีคนเข้าไปเล่นมากขึ้น ...ด้วยเงินที่เยอะขึ้น

‘เจ้ามือ เขาออก ตรงที่ใครๆ ก็พูดถึง ...ใครๆ ก็อยากเข้า ...ใครๆ ก็เชียร์ ...งบ อาจจะสวยจริงๆ ก็ได้’ 

นี่คือ ตลาดหุ้น และ ทุกตลาดที่มีคนเก็งกำไร 

และนี่ก็คือ เหตุผลที่ว่า ‘ทำไมรายย่อย ชอบติดดอย’ 

“กรูไม่ได้ชอบติดดอย ...กรูแค่ไม่เข้าใจเกม ก็เท่านั้นเอง”

ใช่!! รายย่อย เวลากำไรถึงกำไรจากเงินน้อย ...แต่พอติดดอย เสียหาย ...เสียจากเงินทั้งหมดที่ตัวเองมี

โหดร้าย!! 

แต่มันก็คือ เรื่องจริง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

หุ้นธรรมดา แต่กำไรไม่ธรรมดา หลายเด้ง หายังไง


 ‘หุ้นธรรมดาๆ แต่กำไรไม่ธรรมดา ขึ้นหลายๆ เด้ง หายังไง?’ 

มาดู 4 ปัจจัย ทำให้หุ้นขึ้นหลายเด้งกัน !!

..หุ้นหลายเด้ง ก็คือ หุ้นที่ขึ้นหลายๆ เท่า ขึ้นจนรวยเละเทะนั่นแหละครับ

ปัญหาของหุ้นหลายเด้ง คือ รายย่อยมักไม่มีหุ้นแบบนี้ในพอร์ต ...หนึ่ง เพราะรายย่อยไม่ได้ซื้อ และ สอง ถึงซื้อก็ทนถือไม่ได้ ขึ้นนิดหน่อยก็ขายไปละ

...แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หุ้นหลายเด้ง ต้องมีรายใหญ่รวย ...ไม่ใช่รวยธรรมดา แต่รวยโคตร ...ก็เพราะ เขาถือเยอะนั่นแหละ 

โอเค!! มาดูกันเลยดีกว่า ว่าหุ้นหลายเด้ง ต้องมี 4 ปัจจัยนี้ คือ 

1. ‘หุ้นมี Market Cap. เล็ก’ ...เฮ้ย!! หุ้นเล็ก ก็ไม่มั่นคงดิ ? ...เดี๋ยวนะ!! ตกลงคุณอยากได้ความมั่นคง หรือ หลายเด้งล่ะ ?

ขอทั้งหลายเด้ง และ มั่นคง มีไหม ? ...ไม่มี

...Market Cap. เล็กนี่คือ ในวิกฤต หุ้นบางตัวลงไปจน Cap เหลือ แค่หลักร้อยล้าน 

ก็พูดง่ายๆ หุ้นหลายๆ เด้ง คือ Market Cap. แถวๆ หลักร้อยล้านปลายๆ ไปถึง พันล้านต้นๆ 

(ถามว่า หุ้นหมื่นล้าน หลายเด้ง มีไหม ? ...ก็มีนะ แต่ หมื่น ถ้าหลายเด้ง ต้องขึ้นไป แสนล้าน ซึ่งเจ้ามือ มันต้องเป็น ฝรั่ง หรือ กองทุนแล้ว ...ก็เอาง่ายๆ ต้องดูตลาดด้วย ...ถ้าตลาดภาวะ ไม่โคตรกระทิง หุ้น Cap. ใหญ่ มันจะหนัก ขึ้นยากว่างั้น)

2. ‘หุ้นต้องลงหนักมาก่อน’ ...ลงหนักแบบ จบรอบใหญ่ยิ่งดี ...หุ้นใหญ่ ลงจบรอบ ก็ลงเฉลี่ย 70% ...ส่วนหุ้นเล็กมันลงจบรอบที 80-90% ...เรียกว่า ต้องมีศพเกลื่อน ก่อนจะเกิดรอบใหญ่ครั้งใหม่ 

ช่วงโควิดปีที่แล้ว SET ลงหนัก แต่เฉลี่ยลงแค่ 50% แถมเด้งเร็ว ทำให้หลายๆ คนกระโดดเข้าไม่ทัน ...ส่วน MAI ลงเกือบ 80% ทำให้ รอบนี้ หุ้นหลายเด้ง มันมาจาก MAI มากกว่า 

...อันนี้ Common Sense อยู่แล้ว อะไรลงเยอะ ขาขึ้น ก็ย่อมแรงกว่า

3. ‘รายย่อย ที่ถือหุ้นตัวนั้น ต้องขายเกือบหมดแล้ว’ ...อันนี้คือ ความจริงอันเจ็บปวด ในทุกการเก็งกำไร ในทุกตลาด ทั้งโลก

หุ้นจะราคาลงถึง จุดต่ำสุด ก็คือ รายย่อย ต้องขายทิ้งจนเกือบหมด แล้วหุ้นแทบทั้งหมด กลับไปอยู่ในมือเจ้าของ หรือรายใหญ่ 

วิธีดูก็คือ Volume มันแทบไม่เหลือ ...คนส่วนใหญ่ไปดูแต่ราคา มันเลยไม่เจอ เพราะ ตัวบอกว่า หุ้นจบรอบจริงๆ คือ Volume (ให้ฝึกสังเกตดีๆ)

4. ‘หุ้นนี้ต้องไม่เจ๊ง’ ...ข้อนี้ดูยากที่สุด

การจะรู้ว่า หุ้นนี้จะเจ๊ง หรือไม่เจ๊ง ต้องดูพื้นฐานก่อนว่า พื้นฐานแบบนี้ ไม่น่าจะเจ๊ง ...เราต้องเข้าไปแกะงบ แล้ว วิเคราะห์อนาคตของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

สอง เราต้องเอา กราฟหุ้นมาประกอบ ...ซึ่งกราฟหุ้นจะช่วยดูรอบ ...พูดง่ายๆ การดูว่าจะเจ๊งหรือไม่ ควรดูต้นรอบ ...เพราะ ถ้ารอให้หุ้นมันขึ้นไปแล้วเยอะๆ ก็เสียเวลา เพราะ เราตกรถเรียบร้อย

ก็คร่าวๆ ลองฝึกดู 4 ข้อนี้ ก็น่าจะเจอหุ้นหลายเด้งในรอบนี้ 

...ส่วนรอบต่อไป ...ก็ต้องคอยดูว่า ปัจจัยสำคัญอื่นๆ เปลี่ยนไหม ...สมมุติ ฝรั่งเข้า ...เราก็อาจจะมีหุ้นหลายเด้งที่มาจากหุ้นใหญ่ได้เช่นกัน

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


หุ้นขาขึ้น กลยุทธ์ซื้ออย่างเดียว ทำไมกำไรมากกว่าซื้อๆ ขายๆ


 ‘หุ้นขาขึ้น กลยุทธ์ซื้ออย่างเดียว ทำไมกำไรมากกว่าซื้อๆขายๆ’

...หลายคนสงสัยว่า ทำไมหุ้นขึ้นนิดเดียว เขาก็ขายไปแล้ว 

อยากซื้อกลับก็ไม่กล้า ...สุดท้าย ‘ตกรถ’ รอบใหญ่เลย

เรามาดูกันว่า กลยุทธ์ซื้ออย่างเดียว ทำไมกำไรมากกว่า ?

1. ‘เราไม่ใช่เจ้า จึงไม่มีทางรู้ว่า หุ้นจะขึ้นถึงไหน แล้วลงตรงไหน’ ...คนที่รู้ว่าหุ้นจะขึ้นถึงไหน แล้วลงตรงไหนก็คือ เจ้ามือ ...ข้อหนึ่ง เราอย่าคิดว่าเราเก่งกว่าเจ้ามือ 

2. ‘หุ้นลง พร้อม Volume ราคามักลงต่อ’ ...รายย่อยส่วนใหญ่ชอบรับจุดนี้ พอรับแล้วลงต่อ ก็ใจเสีย ..อ้าว!! นึกว่า รับแล้วจะขึ้น ดันลงต่อ ซะงั้น

3. ‘หุ้นลงแรง แต่ Volume น้อย มักจะใกล้ปรับฐานจบ’ ...รายย่อยมักดูแต่ราคา พอเห็นราคาลงแรง ก็รีบ Stop Loss แต่กลายเป็นว่า ขายปั๊บขึ้นเลย ...ก็นั่นไง!! โดนเจ้าหลอก

4. ‘การขึ้นแรง ส่วนใหญ่มักมีการตบลงอย่างแรง ก่อนที่จะกระชากขึ้นต่อ’ ...ตรงนี้แหละ ที่รายย่อย ทนไม่ได้ ขอขายก่อน ...สุดท้าย ตกรถครับ 

5. ‘ต้องอ่านให้ขาดว่า รอบนี้ คือ รอบใหญ่ หรือ แค่เรียกแขก’ ...วิธีดู ต้องอ่านพื้นฐานประกอบ ...ถ้าพื้นฐาน ไม่สามารถโตได้ยาวๆ ก็มักจะเป็นแค่การเรียกแขก ...แต่ถ้าพื้นฐานโตยาวๆ ได้ อันนี้แหละ รอบใหญ่ที่เราควรตาม 

สรุป ‘ถ้าเราอ่านได้ว่า นี่คือรอบใหญ่’ ...การทยอยซื้ออย่างเดียว ไม่ขาย จึงกำไรมากกว่านั่นเอง 

เพราะ ถ้าเราพยายามเดาให้ชนะทุกรอบ ..อยากชนะทั้งขึ้นและลง ทุกเม็ด ... มันก็มีโอกาสพลาดสูงกว่า แค่นั้นแหละ !!

...

จริงๆ มันก็คือ หลักการพื้นๆ ที่เราจะค่อยๆ เรียนรู้ จากการเก็งกำไรในตลาด

ลองเอา 5 ข้อนี้ ไปสังเกตหุ้นที่เราสนใจ ...น่าจะเห็นอะไร แบบที่เราไม่เคยเห็น

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

หุ้นเบาในตำนาน หายังไง


 ‘หุ้นเบา คือ หุ้นที่มีโอกาสขึ้นแรงงง !! ....หุ้นเบาในตำนาน ...หายังไง?’

หลายคนอยากได้หุ้นขึ้นแรง แต่หาไม่เจอ 

ฮึม!! น่าจะไปหาผิดที่ 

โอเค!! หุ้นที่ จะขึ้นแรง มันต้อง ‘เบา’ 

ใครเจอหุ้นเบา ก็บอกได้เลยว่า มีโอกาสรวยครับ ...เพราะ หุ้นเบา มันขึ้นได้เรื่อยๆ ...ขึ้นแล้ว ...ขึ้นอีก ...ขึ้นจน เราขายไปแล้ว มันยังขึ้นต่อ 

เอ๊ะ!! มันไม่เหมือนหุ้นในพอร์ตเรา ...ทำไม ลุ้นยังไง ก็ไม่ขึ้น ??? ...เออ ตอบตรงๆ นะ ‘ก็เราดันไปซื้อหุ้นหนัก ...หุ้นหนัก ลุ้นอย่างหนักเลย มันก็ไม่ขึ้น ..555’

มาดูกันว่า ‘หุ้นเบา’ มี 2 แบบ ...ดูยังไง ?

1. ‘หุ้นเบา เพราะ ขึ้นจนแทบไม่เหลือรายย่อยถือแล้ว’ ...เจอแบบนี้ ฟันธง เบา ...ขึ้นต่อง่ายๆ 

จุดสังเกต คือ หุ้นแบบนี้ เวลาขึ้น ขึ้นแรง ...เวลาย่อ ย่อน้อย 

Volume น้อย ...ซื้อยาก ...เฮ้ย!! แพง แต่ทำไมซื้อยาก ก็เพราะ มันไม่มี Offer ขายไง !! 

รายย่อยอยากซื้อ คุณก็ต้องยอมซื้อที่ Offer ...ต้องยอมซื้อแพง (โหดไหมล่ะ!!)

หุ้นอยู่ในมือรายใหญ่เกือบหมดแล้ว ก็แบบนี้แหละ 

หุ้นพวกนี้ พื้นฐานมักจะโตต่อเนื่องยาวๆ แต่ราคาหุ้นวิ่งนำพื้นฐาน แทบไม่เคยถูกเลย

อันนี้แบบที่หนึ่ง ...รายย่อย ขายหมดตั้งแต่ข้างล่าง ...ถึงรายย่อยได้เข้าก็ซื้อน้อย ...ถือแป๊บๆ ก็ออก ทนถือไม่ได้ 


2. ‘หุ้นเบา เพราะ ลงจนไม่เหลือรายย่อยแล้ว’ ...อันนี้คือ หุ้นที่ลงจนจบรอบ ส่วนใหญ่ ราคาลงจากยอดไม่ต่ำกว่า 70% ...คิดง่ายๆ คนที่เคยซื้อหุ้นแบบนี้ บนยอดดอย จะเจ็บหนักขนาดไหน 

ส่วนใหญ่คนซื้อแพง จะมาขายตอนต่ำๆ 

พอขายแล้ว ก็จะไม่กลับมาซื้ออีก ...ทำให้การขึ้นหลายๆ เด้ง รอบใหม่ ...เขาก็ไม่ได้ด้วย (โหดสลัด!!)

หุ้นพวกนี้ เวลาเด้ง ราคาขึ้นแรงเลย ...มาก่อนพื้นฐาน ...งบยังห่วย แต่ราคาเริ่มเด้งไกลละ

พวกนี้รายย่อย ไม่กล้าเข้า มันก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ 

พื้นฐานจะค่อยๆ ตามมา หลังจากที่ขึ้นหลายเด้งแล้ว

ก็นี่แหละ ‘หุ้นเบา’ 

หุ้นหลายเด้ง ที่รายย่อยส่วนใหญ่ ไม่มี (ถ้ามีคือ มีตอนลง แต่ตอนกำลังขึ้น ดันขายไปหมดแล้ว ...โหดจริง)

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


อยากชนะ ต้องหาจุดที่เพิ่มกำไร โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้เจอ


 ‘อยากชนะ ต้องหาจุดที่ เพิ่มกำไร โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้เจอ’

...คนส่วนใหญ่จะคิดว่า High Risk = High Return ...เสี่ยงสูง ก็มีโอกาสสูง 

แต่นี่คือ ความคิดของคนส่วนใหญ่ ..ซึ่งก็มีส่วนถูกนะ แต่มันไม่ได้เปรียบไง !! 

‘โลกยุคนี้ ความเก่ง มันไม่พอ ...โชคช่วยก็ไม่พอ ...เราต้องไปอยู่ในจุดที่เอื้ออำนวยต่อการชนะด้วย’ ...จึงจะได้เปรียบ !! 

...ผมได้มีโอกาสคุยกับคนรวยระดับเศรษฐีหลายคน ซึ่งเปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล ...เพราะ คนเหล่านี้ เขาไม่เชื่อว่า อยากได้โอกาส ต้องเพิ่มความเสี่ยง ...แต่เขาจะคิดไปอีกชั้นนึง เพื่อหา ‘จุดที่เสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง (Low Risk = High Return)’

พูดง่ายนี่ ...แล้วจะหายังไง ?

มาดูกัน จุดที่ ‘เพิ่มกำไร แต่ไม่เพิ่มความเสี่ยง’ 

1. ‘ทำความเข้าใจ Winning Chance ก่อน’ ...อะไรที่ Winning Chance หรือ โอกาสชนะต่ำ ไม่ต้องทำเลย ...เสียเวลา ...เพราะ ยิ่งทำ ยิ่งจน 

ด้วยเหตุผลนี้ ‘การพนัน จึง ลุ้นมันส์ แต่ไม่รวยไง’ ...เพราะ ถึง ผลตอบแทนมันจะดูสูงมากๆ ‘ซื้อ 100 บาท ถ้าชนะได้ 10,000 บาท ..โอ้โห ได้ 100 เด้ง ถ้าชนะ’ ...แต่ Winning Chance มันไม่คุ้มตั้งแต่เริ่มแล้ว

2. ‘ออกแบบพอร์ตเรา ให้ ถึงแพ้ก็ยังไม่เจ๊ง’ ...ง่ายสุด คือ ถ้าซื้อหุ้นตัวเดียว มันได้เสีย 100% เท่ากัน ไม่มีแต้มต่อเลย อันนี้ไม่ต่างกับการพนัน ...แต่พอเรามี 5 ตัวขึ้นไป ซื้อเท่าๆกัน โอกาสและความเสี่ยง เปลี่ยนเลย ...เราได้เปรียบทันที

3. ซื้อเพิ่มเวลาถูกทาง ...อันนี้เราจะเห็นเยอะมากในการใช้ Leverage ...ถ้าสังเกตให้ดี การใช้ Leverage มันควรใช้เมื่อเราถูกทางแล้ว ...แต่ตลกร้าย คือ คนส่วนใหญ่ใช้ Leverage ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ซึ่งมันไม่ต่างจากการพนัน

แค่ 3 เรื่องนี้ ถ้าทำความเข้าใจดี เราจะได้เปรียบคนกว่า 80% ในทุกตลาดเลยนะ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อย่าให้ราคา บังตาเรา


 ‘อย่าให้ราคา บังตาเรา (ราคาหลอกสมองเรา)’ 

...ของราคาแพง เราจะคิดไว้ก่อนเลยว่า มันต้องดีแน่ๆเลย ถึงขายแพง 

...ของราคาถูก เราก็มักคิดก่อนเลยว่า มันต้องไม่ดีแน่ๆ 

ใช่!! ‘ราคา มีผลต่อ การซื้อหุ้นของรายย่อยมากๆ’ 

...คุณคิดว่า ‘เจ้ามือ’ เข้าใจเรื่องนี้ไหม ?

‘เอาตรงๆ เจ้า เข้าใจรายย่อย อย่างทะลุ’ 

...ถ้า ‘เจ้า’ อยากให้รายย่อย คิดว่า หุ้นนี้ดี ...ก็แค่ลากราคาขึ้นไป แค่นั้นแหละ 

...สมมุติ หุ้นขึ้นจาก 1 บาท ไป 2 บาท ...คนจะเริ่มสนใจ

...ไป 3 บาท ...คนสนใจเพิ่ม แต่คนก็ยังไม่แน่ใจ

...ขึ้นไป 4 บาท ...คนสนใจเพิ่ม เริ่มอยากลองซื้อ ...แถมมีคนใกล้ๆตัว เอา พอร์ตมาให้ดูว่า ‘นี่ไง ฉันได้กำไรจริงจากหุ้นตัวนั้นๆ’ ...เห็นแบบนี้ กิเลสพุ่งเลย ...เราก็จะเริ่มคิดว่า ‘พลาด!! ฉันน่าจะซื้อก่อนหน้านี้’ 

(เพื่อนที่เอาพอร์ตกำไรมาโชว์ ...นี่ใส่ไป หมื่นเดียว ...ขึ้นมาเป็นล้านเลย !!! ...’ก็แน่ล่ะ มรึงใส่น้อยๆ ก็กำไร พอใส่เยอะ มันเสียดิ’ ...เรียกว่า ‘หลักฐานแห่งการนำพาสู่วิบัติ’)

...ขึ้นไป 5 บาท ...กูไม่ไหวแล้ว ซื้อก็ได้ 

...ซื้อปั๊บลงเลย ...นี่คือ เม่าขั้นเทพ 

...ลงเหลือ 4 บาท ...เราเริ่มสงสัยแล้วว่า หุ้นนี่ดีจริงหรือไม่ ?

...วันต่อไป มันกลับมาขึ้นไป 5 บาท ...ไป 6 บาท ...7 ...8 ...9 ...10 บาท 

มาถึง 10 บาท เราจะเชื่อสนิทใจแล้วว่า ‘หุ้นนี้ดีจริงๆ’ 

...”เอาตรงๆ คนจะเสียหนัก ติดดอย หมดตัว ...ก็เกิดขึ้นหลังจากนี้ ...!!’ 

- คนเราจะเสียหายหนัก ก็เมื่อวันที่เรามั่นใจ (คนกล้าๆ กลัวๆ เสียหายก็ไม่เยอะ ...แต่เมื่อเรากล้าสุดๆ มั่นใจสุดๆ นั่นแหละ จุดเปราะบางแห่งความล้มเหลว) 

....

- มือใหม่ มักจะคิดว่า ‘ติดดอย’ ...ทำไมคนๆ นั้น ไปซื้อหุ้นราคาสูงขนาดนั้น ...ตลกมาก !!

แต่เอาจริงๆ คือ คนที่คิดแบบนี้ ส่วนใหญ่ พอมาเล่นหุ้นเอง ก็มักจะ ‘ติดดอย’ ไม่ต่างกัน 

เพราะอะไร ?

1. ‘เรามักคิดว่า หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ดี’ ...ไม่แน่ เสมอไป

2. ‘เรามักคิดว่า หุ้นที่ประกาศงบดี ต้องขึ้นต่อ’ ...ไม่แน่เสมอไป

..อ้าว!! แล้ว มีอะไรที่จริงบ้างล่ะ ?

1. ราคาที่ขึ้น มีคนซื้อจริง ...การซื้อน่ะของจริง แต่มันไม่ได้บอกว่า เขาจะหยุดซื้อแล้วเปลี่ยนมาขายตรงไหนนะ 

2. ระดับราคาคือ ของจริง ...เรารู้ว่า หุ้นตัวนี้ อยู่ ‘ต้นรอบ’ , ‘กลางรอบ’ , ‘ปลายรอบ’ ...คิดง่ายๆ หุ้นที่ขึ้นมาเยอะๆ แต่คนก็ยังดันทุรังซื้อตาม ...ทั้งที่มันขึ้นมาเยอะมากแล้ว

3. Volume หลอกยากกว่าราคา ...เพราะ Volume เยอะ เรารู้เลยว่า รายใหญ่ ....หลอกไม่ได้ ถ้าราคาลงเยอะ Volume หนา ก็คือ รายใหญ่ขายทิ้ง 

4. จุดกลับตัว จากลงเป็นขึ้น ...Volume ต้องเบาบาง ...รายย่อยขายทิ้งหมด ก็จะเป็นขาขึ้นรอบใหม่

5. จุดกลับตัว จากขึ้นเป็นลง ...Volume ต้อง Peak ...เพราะ จุดเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นลง คือ จุดที่รายใหญ่ขายทิ้ง ดังนั้น ต้องมีเม่ามารับ 

ใครรับหุ้น เวลา Volume หนา ก็ต้องคิดให้ดีว่า ‘เราคือ เม่าใช่หรือเปล่า’ 

ลองทำความเข้าใจดู ‘อย่าให้ราคาบังตาเรา’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

หุ้นที่ขึ้นทุกตัว อาจไม่ใช่หุ้นดีเสมอไป


 ‘ไม่ใช่หุ้นที่ขึ้นทุกตัว จะเป็น Super Stock’ 

หลายคนคิดว่า หุ้นทุกตัวที่ขึ้น มันคือหุ้นที่ดี 

เดี๋ยวๆ ..ไม่ใช่นะ 

หุ้นขึ้นน่ะ มี 3 แบบ 

1. ‘หุ้นเน่า ที่เจ้าลากขึ้น’ ...อันนี้ลากขึ้นไปเชือด ...หุ้นไม่ได้มีพื้นฐาน ...หุ้นแบบนี้ เจ้าจะลากไปเรื่อยๆ ...หุ้นแบบนี้จะน่ากลัวมากเมื่อรายย่อยตาม ...เมื่อรายย่อยตาม Volume จะเยอะ ...คราวนี้แหละ เจ้าทิ้ง ก็จบ

2. ‘หุ้นดี ที่เจ้าของซื้อคืน’ ...อันนี้มันเกิดจากหุ้นถูกเกินไป ...อาจจะเกิดจากก่อนหน้านี้มันลงเยอะ ...สุดท้ายรายใหญ่ หรือ เจ้าของ เก็บคืน ....พวกนี้ ขึ้นยาวกว่าแบบแรก ....ก็คือ ขึ้นไป รองบ ...ถ้างบมา ก็ไปต่อเรื่อยๆ ....สุดเมื่อ งบ ไม่โตต่อ รายใหญ่ก็ทำกำไร ...แยกย้ายกันไป 

3. ‘หุ้น Super Stock’ ...อันนี้ นานๆ ที จะเจอที ...พวกนี้คือ หุ้นที่ธุรกิจโตจริงๆ โตยาวๆ ...หุ้นแบบนี้ถ้าใครถือได้เกิน 5 ปี ก็เป็นเศรษฐีหุ้นกันเลยว่างั้น 

ข้อสังเกต หุ้นแบบนี้ (เดี๋ยวนะ ...บอกก่อนนี่ไม่ใช่ทฤษฎีอะไร เพียงแต่เป็นข้อสังเกตที่ผมทำการบ้านมาแชร์กัน ไว้พิจารณาเป็นข้อมูล)

- 1. ‘Product ของจริง’ ...อันนี้สำคัญสุด ...หุ้นที่จะเป็น Super Stock ต้องมี Winning Product ที่แท้จริง ...เอาตรงๆ บ้านเราหายากหน่อย

- 2. ‘งบโตจริง ต่อเนื่อง 5 ปีขึ้นไป’ ...อันนี้ก็โคตรยาก ...ส่วนใหญ่โตแค่ 1-2 ต่อ ก็เก่งแล้ว ...แต่ถ้ามีแบบโตทั้งยอดขายและกำไรต่อเนื่อง 5 ปีละก็ ...สุดยอดแน่นอน

คร่าวๆ ประมาณนี้ ก็เอามาให้ลองสังเกตกันดูครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ช่องว่างในการทำกำไรของนักลงทุน


‘มีรุ่นน้องมาถามผมว่า ทำไมพองบดี แล้วหุ้นต้องขึ้น ..ผมไม่เข้าใจ’ 

แปลกตรงไหน ...งบดีแล้วหุ้นขึ้น !!

ที่แปลกกว่า คือ ‘งบดี แต่หุ้นลง’ 

จริงๆ แล้ว ...งบ กับ ราคาหุ้น มันไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันตลอดเวลา ...งบ มันแค่เป็นตัวอ้างอิงของราคา

ส่วนที่ทำให้ หุ้นขึ้นหรือลง ...คือ คนซื้อ และ คนขาย

1. ‘หุ้นมีจำนวนจำกัด’ ...บริษัทนึง ก็จะมีหุ้นอยู่จำนวนนึง ...คล้ายที่ดินนั่นแหละ ที่ดินหนึ่งแปลง ก็เหมือนหุ้นหนึ่งตัว

2. ‘ตัวอ้างอิงของมูลค่า ก็คือ งบการเงิน’ ...อย่างที่ดิน ตัวอ้างอิงมูลค่าก็คือ ทำเล ...ส่วนหุ้น ตัวอ้างอิงก็คือ งบการเงิน ...ยอดขายโตไหม กำไรเพิ่มไหม ?

3. ‘ส่วนแบ่ง ของหุ้นคือปันผล’ ...ส่วนแบ่งของที่ดิน ไม่มี ยกเว้นที่ดินบางที่ ที่ปล่อยเช่า ก็จะมีค่าเช่าอะไรก็ว่าไป ...แต่หลักๆ คนจะกำไรจากที่ดิน มักจะต้องขาย ...ส่วนหุ้น ถ้าขายก็ได้ส่วนต่าง ..ถ้าถือหุ้น ก็ได้ปันผล (มากน้อย ขึ้นกับ เราไปซื้อหุ้นในจังหวะที่ถูก หรือ แพง) 

4. ‘ถ้าคนอยากซื้อ มากกว่า คนอยากขาย’ ...ราคามันก็จะขึ้น 

5. ‘ถ้าคนขาย มากกว่าคนซื้อ’ ...ราคามันก็จะลง

6. ‘รายใหญ่ ลากหุ้น’ ...ก็ถ้ามีใครซื้อหุ้น กวาดไปให้หมด ยอมซื้อราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ...ใครเสนอขาย ก็ซื้อหมด ...แค่นี้ราคาหุ้นก็พุ่งละ 

เอาตรงของทุกอย่างที่มีจำนวนจำกัด และ มีตลาดซื้อขาย ...มันสามารถลากราคา ปั่นขึ้นไปได้หมด

ถ้าปั่นขึ้นไป แต่พื้นฐานไม่ตาม สุดท้าย ราคามันต้องกลับมาลง

แต่ถ้าปั่นไป แล้วพื้นฐานตามทัน ...ยอดขายโต กำไรเพิ่ม ปันผลเพิ่ม ...บางที ราคาไม่ต้องกลับมาลงก็ได้

โอเค!! คร่าวๆ ประมาณนี้ 

จะบอกว่า พื้นฐาน กับ ราคา มันเกี่ยวข้องกัน ...แต่มันก็ไม่จำเป็นว่า มันจะต้องวิ่งตามกันตลอด 

ไอ้ช่วงที่มัน ไม่วิ่งตามกัน นั่นแหละ ‘ช่องว่างในการทำกำไรของนักลงทุน’ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


 

ยังไงเอ็ง ก็ต้องโดน โอเคไหม


 ‘ผมสงสัยว่า ทำไมเวลาเล่นหุ้นขำขำมันกำไรดีเลย ...แต่พอผมลงเต็ม จัดหนัก ซวยทุกทีเลย’

อันนี้มันเรียก จิตวิทยาการลงทุนเลยแหละ !!

ทุกอย่างที่เราทดลอง เล่นขำขำ ...พวกนี้มันคือ ‘ต้นรอบ’ ...ของทุกอย่างที่ราคามันจะขึ้นเยอะ หลักๆ คือ มันต้องถือด้วยคนส่วนน้อย 

แต่พอเราเริ่มกำไร เราก็ศึกษาจริงจังขึ้น ...คนอื่นเข้ามาสนใจมากขึ้น ...มันก็ถึงเวลาที่เรามั่นใจ พอมั่นใจเรากล้าซื้อเยอะ มันก็ไม่ใช่ต้นรอบแล้ว ...ความเสี่ยงมันเลยเพิ่ม 

ถ้าจะลองสังเกตดีๆ ว่า ‘ทุกครั้งที่เรามั่นใจ ..ส่วนใหญ่มันมักจะเป็นจุดที่ไม่ควรซื้อแล้ว’ 

ตลกว่ะ !! 

‘ไม่ตลกหรอก ..มันคือ จิตวิทยาการลงทุนนี่แหละ’ 

...เขาเลยพูดกัน การลงทุน ความรู้ มันไม่สำคัญเท่า ประสบการณ์ ...ก็เพราะ เรื่องนี้แหละ 

ใช่!! ‘กว่าจะรอศึกษา จนเข้าใจ มันก็ถึงปลายรอบพอดี’ 

คนที่สำเร็จในเรื่องการลงทุน ก็เลยมักจะเคย ‘ติดดอย’ เจ็บหนัก จากการลงทุนมาก่อนนั่นเอง 

‘อ้าว!! แล้วถ้าเรายังไม่เคยเจ็บหนัก หรือ ขาดทุนมาก่อน ...ทำไงล่ะ?’ ..แปลว่า ยังไงผมก็ต้องโดนเหรอ ? 

มีใครในโลกนี้ไหมที่ เริ่มปั๊บ สำเร็จเลย ...ไม่เคยโดนเลย ...กำไรตลอด 

ตอบแบบ ไม่โลกสวยนะ 

‘ไม่มีว่ะ’ 

...แต่มีนะ พวกที่ เริ่มเล่นปั๊บ กำไรพุ่ง พอร์ตโตเลย ...แต่มันต้องมีจุดนึง ที่โดนน่ะ ...ก็สรุป ‘มรึงต้องโดน อยู่ดี วันใดก็วันนึง’ 

แต่การโดน มันไม่ได้หมายความว่า จะหมดตัว ...เพียงแต่ว่า มันต้องโดน แค่นั้นแหละ 

‘ไม่พี่!! ผมไม่เชื่อ ...เดี๋ยวพี่คอยดูนะ ผมจะเป็นคนแรก ที่ไม่เคยโดน ไม่ติดดอย ไม่ขายหมู’ 

...เหรอ? ทำไง วะ ?

‘ไม่เล่นไง’ ...555

...เอาตรงๆ พี่เคยเห็นคนที่พูดแบบเอ็ง สุดท้าย มันซื้อหนักปลายรอบ แทบทุกคนว่ะ ...555 

ฮ่า ฮ่า ...

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

4 แบบ การซื้อหุ้น ที่เราควรเข้าใจ


4 รูปแบบ การซื้อหุ้น ที่เราควรเข้าใจ

หุ้น หรือ การลงทุนทุกอย่าง มันมี ‘รอบ’ เสมอ ...คร่าวๆ คือ ‘ต้นรอบ’ ...’กลางรอบ’ และ ‘ปลายรอบ’ 

ต้นรอบ คือ ‘ข่าวร้าย งบแย่ แต่หุ้นขึ้น’ 

กลางรอบ คือ ‘งบดี หุ้นขึ้น’ 

ปลายรอบ คือ ‘ข่าวดี งบดี หุ้นขึ้นแรง ..Volume Peak สุดๆ’ 

จบรอบ คือ ‘ข่าวดี งบดี Volume เยอะ ..ลงหนัก’ 

หลังจากนั้น ....

พอหุ้นลงสุด ...มันก็ขึ้นรอบใหม่ !!

มาดูกันว่า ‘แล้วเราซื้อตรงไหนกันบ้าง’ ?

...

1. ‘ซื้อต้นรอบน้อย เติมปลายรอบเยอะ” ...ซื้อแบบนี้ ซื้อช่วงแรกกำไร แต่ดันซื้อน้อย ...เลยมาซื้อเยอะ ปลายรอบ สุดท้าย ติดหุ้น เสียหนักครับ

2. ‘ไม่ซื้อต้นรอบ ดันมาซื้อปลายรอบ’ ...อันนี้ทนไม่ได้ ตอนแรกไม่ได้ซื้อแต่เห็นคนรอบข้างกำไรเยอะ ทนไม่ได้ เลยมาซื้อปลายรอบ ...สุดท้ายติดดอยครับ หนักเลย

3. ‘ไม่ซื้อต้นรอบ ไม่ซื้อปลายรอบ มาซื้อตอนเริ่มลงหนัก’ ...อันนี้นึกว่าตัวเองอดทนสูงแล้ว เพราะ ช่วงที่เขาเล่นกัน กำไรกัน ไม่ซื้อ ...รอจนมันเริ่มลง ดันกระโดดเข้าไปรับ ตั้งแต่เริ่มลงใหม่ๆ ...หนักเลยแบบนี้ ไม่มีเห็นกำไรเลย ขาดทุนอย่างเดียว

4. ‘ซื้อกลางๆ รอบขาลง’ ...หุ้นลงมาแรงแล้วดีดขึ้น ก็รีบโดดเข้าไปซื้อ เพราะคิดว่า รอบต่อไปมาถึงแล้ว ...แต่สุดท้าย มันลงต่ออีกยาวเลย ....พวกซื้อแบบนี้ ถ้าทนถือๆ ไป ก็มีโอกาสกำไร แต่จะเซ็งหนักๆ ตอนที่หุ้นลงหนักสุด แล้ว Volume บางๆ ...มันเจ็บลึก แถมทำอะไรไม่ได้ด้วย จะขายก็ทำไม่ได้ เพราะ ไม่มี Volume เลย 

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความมืดสุดๆ ของนักเล่นหุ้น !!

...โอเค!! หลังจากนี้ถ้าบริษัทมันไม่เจ๊ง ...รอบใหม่ ก็จะมา 

...เริ่มจาก ‘ข่าวร้าย งบห่วย Volume น้อย แต่หุ้นขึ้น’ ...

ใครเคยเจอแบบไหน ลองเล่าให้ฟังกันบ้างซิครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เรื่องของ แจ๊ค


 ‘พี่ครับ ผมสงสัยว่า หุ้นที่ขึ้นเป็น 10 เด้ง มันมีคนขาดทุนหรือเจ๊งได้ยังไง’ 

..โอเค ต่อให้ขึ้นเป็น 100 เด้ง คนส่วนใหญ่ก็ยังเจ๊งอยู่ดี 

มาเดี๋ยวอธิบายให้ฟัง 

- สมมุติหุ้นตัวนึง ราคาขึ้นมาจาก 1 บาท ...ไป 2 บาท ...ไป 3 บาท ..เฮ้ย โอโห 3 เด้ง เริ่มมีคนเอาพอร์ตมาโชว์ ...คนเริ่มสนใจ ... ‘มันรวยได้จริงนี่หว่า หุ้นนี้ !!!’ 

เราเกิดสนใจ แล้วก็เข้าไปซื้อที่ 3 บาท ...พอซื้อเสร็จ มันวิ่งต่อ ไป 4 บาท ....ไป 5 บาท ...ไป 6 บาท ...ไป 7 บาท 

‘เฮ้ย!! นี่ไง ...เราเริ่มเชื่อแล้ว ว่ามันรวยได้จริง ...แต่ตอนซื้อครั้งแรกที่ 3 บาท มันซื้อน้อยไป เสียดายจัง ...เอาไงดี ?’ 

(ติ้ง!! คิดออกแล้ว) 

‘ยืมแม่ไง ...แม่มีเงินเกษียณอยู่ก้อนนึง’ 

ว่าแล้วเราก็รีบไปหาแม่เลย อธิบายทุกอย่าง ว่ามันได้เงินจริงๆ นะแม่ ....แม่ก็ถามว่า ‘แน่ใจหรือลูก ...นี่เงินที่แม่สะสมมาทั้งชีวิตนะ ...ถ้ามันเสียหาย แม่ไม่มีเงินอีกแล้วนะลูก ...ลูกแน่ใจจริงๆ ใช่ไหม ?’ 

‘แน่ใจครับแม่ ...ผมการันตีด้วยชีวิตครับแม่ !!’ 

คราวนี้ได้เงินก้อนใหญ่เลยจากแม่ ...ซื้อเพิ่มดิครับ ที่ 7 บาท ...จากนั้น ดังเทพเจ้า ดลบันดาล ...ราคาไปที่ 8 บาท ...ไป 9 บาท ...ไป 10 บาท 

ไป 11 บาท ...ไป 12 บาท

จากนั้น เฮ้ย หุ้นปรับฐาน ...ลงไป 11 บาท ...ไป 10 บาท ...ลงไป 9 บาท .... ‘ไม่เป็นไร ลงไม่จริงหรอก ...ถือต่อ!!’ 

...แล้วราคาก็ค่อยๆ เด้งกลับไปที่ 10 บาท ...ไป 11 บาท ...พุ่งไป 12 ...ไป 13 บาท ...ไป 15 บาท .... ‘เห็นไหมล่ะ บอกแล้ว !! นี่ไง New High อีกแล้ว’ ...(กูทั้งเก่ง ทั้งอดทนรวยเป็น ...กรูนี่แหละของจริง บนโลกใบนี้ !!)

จากนั้น ราคาก็ไปต่ออีก ...ไป 16 บาท ...ไป 17 บาท ...ไป 18 บาท ...ไป 19 บาท ...ไป 20 บาท 

...จากนั้น ราคาปรับฐานอีกแล้ว จาก 20 ลงไป 15 บาท ...เฮ้ย!! อะไรวะ ลงแรงชิบหาย 

จากนั้น ราคาก็เด้งกลับมา 18 (โล่ง อก ไปที)

...เฮ้ย !! ลงอีกแล้ว ...ลงไป 17 ...ลง 16 ...ลง 15 ...ลง 14 ...ลง 13 

ลง 12 ...ลง 11  ....ลง 10 ...ลง 9 

‘เอาไงดีวะ ?!?’ 

สักพัก ...แม่โทรมา ‘ลูก!! ตอนนี้ เงินที่แม่ลงทุนเป็นยังไงบ้าง?’ 

(ตอบทันที) “กำไรครับแม่ ไม่ต้องห่วงเลย สบายๆ ...แม่ซื้อที่ทุน 7 บาท ตอนนี้ราคา 9 บาท ...สบายๆ แม่ ...ช่วงนี้มันปรับฐานลงมาแรง แต่ยังกำไรอยู่ สบายๆ” 

พอแม่วางสาย ...ราคาลง 8 ...ลงไป 7 บาท 

‘สัด!!!’ ...เอาไง ดีวะกรู นี่ถึง ทุนแม่ เลยหรือ (มรึงจะปรับฐาน เอาขนาด แ...มรึงตายเลยหรือ ...สัด!!’ 

ระหว่างที่คิดด่าหุ้น ...หุ้นก็ลงต่อไป 6 บาท ...ไป 5 ....ไป 4 บาท 

สัด!!! ...แน่จริง มึงลงให้ถึงทุนกูเลยดิ 

...เปรี้ยงๆ!! ลงไป 3 บาท ...ลง 2 บาท ....

สักพักก็หันไปดู มือถือ เจอข่าว ‘ผู้บริหารหุ้น ถูกจับ ข้อหา ตบแต่ง งบการเงิน ...!!’ 

ไม่จริงหรอก ...ผู้บริหารคนนี้ ธรรมมะ ธัมโม ...คนดี ๆ เขาไม่มีทางทำแบบนั้น ...ไม่มีทาง !!!

....

ครับ!! เรื่องนี้จบไม่สวย ...ผู้บริหารได้ประกันตัว แล้วหลบหนีไปต่างประเทศเรียบร้อย (สายข่าว รายงานว่า น่าจะไป ปฏิบัติธรรมต่างประเทศ ก็อนุโมทนากันไป) 

ไอ้คนที่ว่านี้ หมดตัวครับ ...ส่วนเงินเกษียณแม่เขาก็ศูนย์เช่นกัน 

...ในที่สุด ก็มีเพื่อนอีกคนเดินมาปลอบใจ ... ‘เสียใจด้วยนะเพื่อน ...มรึงโชคไม่ดีจริงๆ เลือกหุ้นผิดตัว ...ดูหุ้นกรูนี่ วันนี้ยังไปต่อ New High อยู่เลย’ 

เออ!! เจริญสัด ...เพื่อนมรึงพลาด ...แต่มึงมาซ้ำ ฮ่า ฮ่า 

‘ไอ้แจ๊ค ไม่เป็นไรน่า ...มรึงอย่าเสียใจไปเลย ...แค่วิสัยทัศน์มรึงไม่ผ่าน ลุกขึ้นดิวะ ...สู้ใหม่ ...กูเอาใจช่วย (แต่กรูไม่ให้มรึงยืมเงินนะ กรูบอกก่อนเลยเพื่อน)’ 

แจ๊ค ?!? 

คุณว่า แจ๊ค พลาดตรงไหน ?

- ไม่มีเงิน ? ...ก็ไม่ใช่ ...ถ้าไม่มี คงไม่ได้แม้แต่เริ่มเล่น

- โชคไม่ดี เหรอ ? ...ถ้าโชคไม่ดี มันคงซื้อแล้วต้อง ลงเลย แต่นี่มันขึ้น จนกำไร ...จนไป ขอเงินแม่มาเติมอีก

สรุป ‘เรื่องของแจ๊ค คือ ประสบการณ์ตรงของคนจำนวนมากในตลาดหุ้นนี่แหละ’ ....ทุกคนหวังว่า เรื่องของแจ๊ค คงไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน 

จนถึงวันที่มันเกิด !!!

RIP แจ๊ค

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อะไรคือการทนรวยในสิ่งที่ไม่รู้


 ‘เมื่อน้องมันสอนผม ให้ทนรวยในสิ่งที่ไม่รู้’

ได้มีโอกาสคุยยาวๆ กับ น้องคนนึงที่มันได้เงินจากคริปโตเยอะมาก ...เรียกได้ว่า ‘เศรษฐีคริปโต’ เลย ไอ้น้องคนนี้ 

...ผมรู้จักน้องคนนี้นานแล้ว แต่ไม่ได้เจอกันหลายปี ...มาเจออีกทีเขาเปิดพอร์ตคริปโตให้ผมดู ก็ ‘เฮ้ย!! ทำไมมรึงรวยขนาดนี้เลยวะ ...ไหนเล่าให้พี่ฟังดิ’ 

ต้องบอกว่า น้องคนนี้มันสนใจเรื่อง คริปโตมานานแล้ว ...เขาซื้อ Bitcoin ครั้งแรกแถวๆ 300 เหรียญ (วันนี้มันราคาประมาณ 60,000 เหรียญ) 

..พูดง่ายๆ คือซื้อช่วงปี 2015 นู่น ตั้งแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเลย ...ผมก็เห็นเขาเคยได้เงินเยอะพอสมควรจาก Bitcoin ในช่วงแรก แต่สุดท้าย เขาเจ๊ง !! 

รอบนั้น Bitcoin จาก 300 เหรียญ พุ่งขึ้นไปเกือบ 20,000 เหรียญช่วงๆ ปี 2017 ถ้าคำนวณเป็นเด้ง ก็ประมาณ 60 กว่าเด้ง !!!

...แล้ว มันเจ๊งได้ไงฟระ ???

‘รอบนั้น ผมยังอ่อนไง คือ ตอน แถวๆ Bitcoin ราคา 300 เหรียญ ผมยังซื้อไม่เยอะ ..แล้วก็ทยอยซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...ระหว่างทางขึ้นรอบนั้น ก็มีซื้อขายบ้าง ...เอาตรงๆ ช่วงขาขึ้นตอนนั้น สบายดิพี่ รวย ...เชื่อมั่นมากๆ ...แต่มาซวยตอนปี 2018 Bitcoin ร่วงหนักเลย

นั่นแหละ จุดซวย ผมรับหนักๆ ตอน 2018 ต้นปี กำลังลงเลย ซื้อเฉลี่ย ก็คิดว่า มันคงดีดกลับเหมือนก่อนหน้านี้ ...ไม่ใช่เว้ย !! มันลงลึกไปเรื่อยๆ จนมันลงไปเหลือ 3000 กว่าเหรียญ เฮ้ย!! บ้าไปแล้ว 

ช่วงนั้นเอาตรงๆ โคตรหมดกำลังใจ มันมีแต่ข่าวร้าย คนที่เล่นมาด้วยกันมันเลิกเล่นกันไปหมด ...พอปี 2019 มันดีขึ้น ค่อยๆ ขึ้นมา มันขึ้นไปทะลุ 10,000 เหรียญอีกครั้ง ...สบายละกรู มาแน่ !!

...แต่ !!!!

จุดทดสอบใจมาอีก คือช่วงปี 2020 ราคา Bitcoin มันย่อลงมา แถวๆ 7,000 เหรียญอีกครั้ง!!! สัด!!! 

...เอาตรงๆ จุดนั้น เกือบขาย เพราะ มันเสมอตัวแล้ว (กำไรนิดหน่อย เทียบกับความเจ็บปวด ความเซ็ง ความเครียด เกือบล้างพอร์ตละ เลิกๆ แม่งไปเลย) 

 ...เราเห็นทั้งช่วงกำไร สุดท้ายมาขาดทุน พอมันเด้งขึ้นก็คิดว่ามันกลับมา ...พอมันย่ออีกที ผมแทบจะล้างพอร์ต คิดว่า เสมอตัว ก็พอแล้วมั้ง มันโหดเกิน

แต่สุดท้าย กัดฟันถือ จนมันขึ้นมา 60,000 รอบนี้แหละ ...รวยเลย ฮ่า ฮ่า (สะใจ!!)’

...ผมก็ถามว่า ‘แล้วเอ็ง คิดจะขายตรงไหนล่ะรอบนี้ ?’ 

“เอาตรงๆ นะพี่ ...ไม่ขาย ...ถือเลยตลอดไป” 

จริงดิ !!!

...แล้วถ้าจะใช้เงินล่ะ ?

“ก็ขายบางส่วน นอกนั้นถือๆ ไปครับ” 

...คุยกับน้องคนนี้เสร็จ ผมกลับมาคิดหนักเลยว่า ‘มันกล้าว่ะ ...แล้วมันก็รวยด้วย ...แต่ก็แอบสงสัยว่า มันทนรวยได้อย่างไร ?’

 (ถ้าเป็นคนทั่วไป ช่วงราคาขึ้นก็ดีใจ แต่พอมันขาลง คงเลิกเล่นไปแล้ว ...พอรอบใหม่ พวกนี้ตกรถแน่นอน ...แต่นี่ พอรอบใหม่ ก็ยังทนถือได้ แปลว่า มันไม่ได้คิดแบบคนทั่วไปรึเปล่า ?)

เอาตรงๆ ผมคุยกับน้องคนนี้ ทำให้เข้าใจวิธีคิดของคนรุ่นใหม่เลยอ่ะ

ต้องบอกว่า นี่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เก่งด้วย เพราะ มันไม่ใช่ทุกคนที่จะรวยจาก Bitcoin ได้ (ไม่ใช่แค่ คริปโตหรอก ทุกการลงทุนแหละ ...คนส่วนใหญ่มักจะขาดทุนในที่สุด แต่จะมีพวกแบบนี้ที่รวยมหาศาล แต่มันมักจะเป็นคนส่วนน้อยเสมอ) 

...เรื่องนี้ มันทำให้ผมเจอจุดร่วมอะไรบางอย่าง ของคนรวยแต่ละรุ่น ก็คือ 

1. ‘คุณต้องมีความเชื่อ อะไรบางอย่างที่มากพอ’ ...ซึ่งความเชื่อมันมักจะเกิดจากการศึกษามากกว่าคนอื่น ...รู้มากกว่า ...แต่เอาตรงๆ ถึงรู้เยอะกว่า เราก็ยังไม่มีทางชัวร์ 100% เพราะ เรากำลังเล่นกับอนาคต ซึ่งไม่มีใครรู้ 100% ดังนั้น ...ความเชื่อสำคัญ ...พูดให้เท่ห์ก็ ‘การทนรวยในสิ่งที่ไม่รู้...เจสสส’ 

อย่างคนรุ่นผม ผู้ใหญ่ก็จะมองว่า หุ้นมันคือการพนัน แต่ผมก็สวนเลย คือ ผมจะออมในหุ้นให้ดู ...มาเด็กรุ่นใหม่ เรามองก็คิดว่า คริปโต มันเสี่ยง พื้นฐานมันคำนวณไม่ได้  ...ไอ้น้องคนนี้ ก็ออมในคริปโต โชว์ พี่มันเลย ...ฮ่า ฮ่า 

2. ‘คุณต้องบริหารเงินได้ดี’ ...การบริหารหมายถึง ต้องมีการขายบางส่วน ..ซื้อกลับตรงนี้ ...ขายตรงนุ้น ...แล้วมารับตอนย่อตรงนี้ ....ไม่มีหรอกที่แบบว่า ซื้อแล้วแช่ยาว ให้ขึ้นมันเป็นสิบๆ เท่า แล้วก็มองดูมันหายไป 90% นั่งยิ้มไม่ทำอะไร แล้ว รอให้มันขึ้นอีก ...ถ้าในกรณีหลัง แปลว่า คุณซื้อน้อยไป

...การบริหารเงินที่ดี รวมถึง ต้องวางแผนด้วยว่า ถ้ารอบหน้ามีการลงรุนแรง จะเตรียมรับมือยังไง 

...ใช่!! ไม่ง่ายเลย ...อย่างคนรุ่นผม ก็จะเชื่อมั่นในหุ้น ...เด็กรุ่นใหม่ ก็อาจจะคริปโต 

...แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ‘คนทุกรุ่น ก็จะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สำเร็จและรวย  ...และ ที่สำคัญ คุณต้อง มีความรู้ และ การจัดการที่ดีพอ ...คุณถึงจะเป็นคนส่วนน้อยนั้น’ 

เอาว่า ก็เอาใจช่วยผู้กล้าทุกคน ...สุดท้าย เหลือเท่าไหร่ สำคัญสุด ...จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เราจะหาจุดที่ได้เปรียบในตลาดหุ้นยังไง


 ‘เราจะหาจุดที่ได้เปรียบในตลาดหุ้นได้ยังไง’ 

...หาจุดที่เราได้เปรียบ !! ...อยากหาแต้มต่อ ว่างั้น ?!?

ถามต่อ ...’แต้มต่อ นั่นคือ อะไร ?’ 

ถามต่ออีก ...’ถ้าเราต้องการมีแต้มต่อบ้าง ต้องทำยังไง ?’ 

มาดูกัน 

1. ‘กรณีที่เงินใหญ่ ได้เปรียบ’ ...ถ้าเงินเยอะ แล้วเข้าซื้อ ก็มีแนวโน้มที่หุ้นจะขึ้น ก็เพราะ รวบหมด ยอมซื้อทุกราคา ...ใคร Offer เท่าไหร่ ซื้อหมด ซื้อไปเรื่อยๆ ...แค่นี้หุ้นก็ขึ้นสมใจละ 

แต่!! ...แต่ถ้าขึ้นแบบไม่มีเหตุผลรองรับ เดี๋ยวมันก็จะลง เพราะ เมื่อเงินที่ซื้อหมด คนฝั่งขาย ย่อมขายจนราคาลงในที่สุด

2. ‘กรณีเงินเย็น ได้เปรียบ’ ...หุ้นจะขึ้นไปหลายๆ เด้ง ย่อมใช้เวลา คนที่เงินเย็น สามารถทิ้งไว้ได้นาน ไม่ได้กู้มาเล่น ก็ย่อมสามารถได้กำไรหลายๆ เท่า โดยปล่อยหุ้นให้ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขาย 

3. ‘กรณีเงินเล็ก ได้เปรียบ’ ...เราอาจจะเคยได้ยินรายใหญ่บางคนให้สัมภาษณ์ว่า สมัยที่พอร์ตเขาเล็ก มันโตได้เร็ว ...แต่พอพอร์ตใหญ่ คราวนี้โตได้ช้าแล้ว 

เพราะ เวลาเงินน้อย การซื้อขาย มันไม่ได้ส่งผลต่อราคาหุ้น ก็สามารถเปลี่ยนตัวเล่นได้ง่ายๆ ...ยิ่งถ้ามีความรู้เรื่อง เทคนิค บวกกับ รอบ ...ก็สามารถเปลี่ยนตัว ให้อยู่ในขาขึ้นได้เรื่อยๆ 

ต่างกับรายใหญ่ ที่เงินเยอะ จะเข้าที จำนวนเยอะ ก็ต้องทยอยซื้อ จนราคาขึ้น ...บางทีถ้าหุ้นเล็กอาจเข้าไม่ได้ เพราะ เข้าทีราคาอาจจะพุ่งกระฉูด ...ก็เลยติดข้อจำกัด เหลือหุ้นน้อยตัวที่เล่นได้

...กลับมาดูตัวเราว่า เราควรใช้ความได้เปรียบในแบบไหน ?

ผมว่า คนส่วนใหญ่ น่าจะได้ข้อ 2 กับ ข้อ 3 

ข้อ 2 เงินเย็น ไม่จำเป็นต้องเป็น เงินเยอะ ...จริงๆ เงินเท่าไหร่ก็ได้ ที่ไม่ได้กู้มา 

ถ้าจะให้เย็น ต้อง กระจายความเสี่ยงด้วย 

..ผมมาพบว่า หลายๆ คน ทนรวยไม่ได้ เพราะซื้อหุ้นตัวเดียว ...พอซื้อตัวเดียว มันก็คือ เราเทหมดหน้าตักเข้า ...พอราคาหุ้นขึ้นหรือลงแรง ก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว 

สมมุติ ขึ้นแรง อาจจะดีใจ แต่พอมันย่อมาหน่อย ส่วนใหญ่ขาย เพราะ กลัวมันย่อมาที่เดิม ...สุดท้ายเลยขายหมู (ทนรวยไม่ได้) 

ข้อ 3 ในช่วงที่เราพอร์ตไม่ใหญ่ มันก็มีข้อดี คือ สามารถเล่นหุ้นเล็กก็ได้ ...ซึ่งโดยปกติหุ้นเล็ก ในรอบขาขึ้น มันขึ้นแรงกว่าหุ้นใหญ่อยู่แล้ว 

นอกจากนี้ พอร์ตเล็ก ถ้าใครรู้ กราฟเทคนิค ก็สามารถ หมุนหุ้น ...ออกจากตัวที่ปลายรอบ แล้วเข้าไปตัวที่ต้นรอบ ...หมุนให้เราอยู่ในขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ง่ายกว่าพอร์ตใหญ่ 

ก็ลองดูครับ ...พยายามหาจุดที่เราได้เปรียบ แล้วฝึกให้เชี่ยวชาญครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ลากหุ้น แล้วไม่ขาย เจ้าจะรวยยังไง


 ‘เกมการเงินยุคใหม่ ลากหุ้นขึ้น ถึงไม่ขาย เจ้าก็รวยได้’ 

...เดี๋ยว ๆ ๆ ...ปกติ มันต้องลากหุ้นขึ้นไป ...พอรายย่อยตาม ก็ขายให้รายย่อยไป ไม่ใช่หรือ ?

ใช่!! ...ในอดีต กว่า 90% ของการลากหุ้นก็เพื่อทิ้งให้รายย่อยรับ จบๆ กันไป (รายย่อยจบนะ แต่เจ้ารวย) 

วันนี้เกมการเงินเริ่มเปลี่ยน ..ยังไง ?

...เครื่องมือทางการเงินเยอะขึ้น ...ไหนอธิบายหน่อยว่า ‘ถ้าเจ้าไปขาย ให้รายย่อย แล้ว เจ้าจะรวยได้ไง ?’ 

โอเค ...อีกวิธีคือ ‘การลากหุ้น ที่มีพื้นฐานเติบโตจริง’ 

...หุ้นที่โต ส่วนใหญ่ ต้องการเงิน ไปลงทุนเพิ่ม ...เขาก็ลากให้ราคาพุ่งขึ้นไป ...คราวนี้ Market Cap. ก็เพิ่ม ....คราวนี้เจ้าของก็มี ‘หุ้นที่ราคาเพิ่ม’ ไปค้ำ กู้ได้มากขึ้น มาลงทุนตามแผนอนาคตที่วางไว้ 

ยิ่งลงทุน ...ยอดขายและกำไร ยิ่งเติบโต ...ราคาหุ้นก็จะเพิ่ม ...ก็กู้ได้เพิ่มขึ้นอีก ...เอามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก ...กลายเป็น ‘ขาขึ้น อย่างต่อเนื่อง’ 

ข้อสังเกต ของหุ้นที่เข้าข่ายแบบนี้ ก็คือ 

1. ‘เจ้าของเก็บหุ้น แทบไม่ขายเลย’ ...ถ้าเจ้าของขาย มันจะเป็นหุ้นอีกแบบ ที่ลากไปแล้วขายให้รายย่อยรับ ...แต่ในกรณีนี้ เจ้าต้องการสร้างให้ Market Cap. เพิ่มไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงข้ามกับแบบเดิมเลย

2. ‘ธุรกิจอยู่ในเทรนด์’ ...ธุรกิจทีทำแบบนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจในกระแส ในเทรนด์ 

นึกภาพไม่ออก ลองนึกถึง Tesla ละกัน ...กำไรไม่ต้องโชว์ นักลงทุนไม่สนใจ ...แต่มันอยู่ในเทรนด์ 

3. ‘เจ้าของ ใช้เครื่องมือทางการเงินครบ’ ...ส่วนใหญ่เจ้าของจะอายุไม่เยอะ ...แล้วใช้ทุกเครื่องมือทางการเงิน ตั้งแต่ M&A , ขายเข้ากอง , ..อะไรก็ว่าไป

เอาง่ายๆ ถ้าเจ้าของ ลากหุ้นขึ้นไป แต่ไม่ทำอะไรเลย ก็เดาง่ายๆ ว่า ปั่นขึ้นมาให้รายย่อยรับ แค่นั้นจบ

4. ‘พื้นฐาน โตจริง’ ...บางธุรกิจทำทุกอย่าง แต่สรุปพื้นฐานไม่โต อันนี้ก็แปลว่า โม้มาตลอด ..คนมารับก็ซวยกันไป 

ดังนั้น ต้องตามติด การเติบโตของพื้นฐานจริง

ก็ประมาณนี้ ...รวยโดยแทบไม่ต้องขายหุ้น 

‘หลายคน งง ต่อ ...ว่า ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ถ้าเจ้าไม่ขายหุ้น จะรวยยังไง ?’ 

ก็จากเดิม เจ้าถือหุ้น 50% ในบริษัท 1,000 ล้าน ก็คือ เขารวย 500 ล้าน ...พอทำ Market Cap. ขึ้นไปเป็น 10,000 ล้าน เจ้าของที่ถือ 50% ก็จะมีมูลค่าหุ้น 5,000 ล้าน

รวยในเชิงตัวเลข 10 เท่า จาก 500 มาเป็น 5,000 ล้าน ...สมมุติวันนึง อยากใช้เงินเล่นๆ สัก 500 ล้าน เขาก็แค่ขาย 10% ของที่มี (ถ้า Market Cap. โตได้ขนาดนั้น ขายนิดหน่อย แบบไม่กระทบราคาหุ้น ง่ายมากๆ) 

สรุป ว่าก็ต้องขายหุ้น นั่นแหละ ...แต่ไม่ได้ขายในปริมาณที่มาก เหมือนเจ้าที่ทุบหุ้น ...ก็เลยขาย เหมือนไม่ขาย นั่นเอง

คร่าวๆ ประมาณนี้ครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ปัญหาของการตั้งใจรอซื้อวิกฤตหน้า


 ‘เราจะตั้งใจรอ ซื้อหุ้นขาลงรอบต่อไป’ 

ผมเจอคนพูดแบบนี้เยอะมาก ประมาณว่า ‘เดี๋ยวรอวิกฤตรอบหน้าแล้วจะจัดหนัก!!’ 

เอาตรงๆ นะ คนที่พูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ซื้อปลายรอบ แล้ว ติดดอย !! 

‘เฮ้ย!! จริงดิ’ ...ช่วยอธิบายซิ ทำไม ?

1. ‘คนที่พูดว่า จะรอซื้อวิกฤตครั้งหน้า แปลว่า ตอนนี้ตลาดขึ้นแต่ยังไม่ได้ซื้อ’ ...ปกติตลาดหุ้น เวลาลงจะลงหนักกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด ดังนั้น เวลาขาขึ้น มันก็เหมือนกัน ...มันจะขึ้นเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด (เดาง่ายๆ มันต้องขึ้นจนเกินพื้นฐาน) 

ดังนั้น เขาจะเห็นตลาดขึ้นจนปวดใจ ...ได้แต่เฝ้าดู น้ำลายไหล ...แต่ก็ไม่ได้ซื้อ 

2. ‘พอตลาดลงจริง เขาจะเป็นคนแรกที่ซื้อยอดดอย’ ...ใช่!! พอวิกฤตมาจริง เขาจะได้ซื้อแต่ซวยหนัก เพราะ เขาจะได้ซื้อที่ยอดดอย 

สมมุติเขามองหุ้นขึ้นจาก 2 บาท ไป 10 บาท ..พอวิกฤตมา หุ้นลงมา 9 บาท ‘เขาซื้อทันที’ ...จากนั้น หุ้นมันก็ลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ 3 บาท !!! ...เฮ้ย!! ได้ซื้อจริงๆ ...แต่ซื้อ นุ่นเลย ยอดดอย ตอนลงใหม่ๆ 

ใช่!! เจ็บหนัก (เพราะ ไม่เข้าใจนั่นแหละ)

3. ‘บางคนซื้อ แล้ว Cut Loss แต่ซวยอยู่ดี’ ...บางคนเห็นหุ้นลงจาก 10 บาท ...เขารับที่ 9 บาท ...จากนั่น เฮ้ย!! มันลงต่อไป 8 ..ไป 7 ...ก็ Cut Loss ขายที่ 7 บาท 

พอขายปั๊บ ...หุ้นกระชากขึ้น 8 ...ไป 9 ...

ไม่อ่ะ .. ขึ้นหลอก ..ไม่จริงหรอก 

...ไป 10 ...ไป 11 ...ไป 15 

เฮ้ย!! ไม่ได้เข้า 

หุ้นขาขึ้นแบบนี้ก็เยอะ คือ ปรับฐาน แล้วลากกลับทำ New High 

ใครไม่ระวัง ก็เจอแบบที่เล่ามาเยอะนะ

ก็คร่าวๆ ประมาณนี้ ...ลองไปสังเกตดูครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อ ขายจุดไหน ไม่ขายหมู


 ‘ขายหุ้นตรงไหน ไม่ขายหมู’ 

วันนี้ขายหมู ...ขายแล้วหุ้นวิ่งกระฉูด น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของนักเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้น 

มีหลายคนถามว่า มีทางแก้ไหม ? 

...เอาตรงๆ ไม่มี ...แต่ถ้ามีข้อสังเกตที่จะช่วยเราให้ลดการขายหมู ก็ลองดูประมาณนี้

1. ‘หุ้นลงครั้งนี้ เจ้าออก หรือ ไม่ออก’ ...เอาง่ายๆ ถ้า เจ้าออก มันต้องลงแรง เพราะ ถ้าเจ้าขาย เขาต้องขายให้ลง แล้วจะได้ไปรับข้างล่าง ดังนั้น ต้องขายพร้อม Volume หนาๆ 

ถ้าหุ้นลง พร้อม Volume หนาๆ อย่ารับ ...มันจะลงพอสมควร ให้ไปรอรับข้างล่าง ตอน Volume บางๆ 

2. ‘รายย่อยตาม หรือไม่ตาม’ ...เดี๋ยวนี้รายย่อยเก่งขึ้น ถ้าลากมั่วๆ รายย่อยมักไม่ตาม 

...แต่เจ้าเดี๋ยวนี้ก็แสบกว่านั้น ...ไม่ตามใช่ไหม!!.. งั้นลากต่อ !! ...ขึ้นอีก ...ขึ้นอีก 

เออ !! ตามก็ได้ ...เราเลยเห็น หุ้นปั่นไม่มีพื้นฐาน สามารถลากไปไกลกว่า หุ้นมีพื้นฐานไง (ในช่วงสั้นๆ นะ)

3. ‘ลากขึ้นไป รอพื้นฐาน’ ...แนวนี้เยอะขึ้น คือ เจ้ารู้ว่าพื้นฐานจะดี ก็ลากหุ้นทะลุฟ้าขึ้นไปก่อนเลย ...พวกนี้เวลาย่อ จะย่อไม่หนัก ..รอประกาศงบ แล้วค่อยลากต่อ 

ใครเล่นหุ้นแนวนี้ ต้องดูจังหวะให้ดี ...แต่โดยมากหุ้นที่ลากพร้อมพื้นฐาน พวกนี้ ลากไกล ไม่จบง่ายๆ 

ถ้าโชคดี มันโตยาวจริงๆ อาจเป็น Super Stock ได้ 

4. ‘หุ้นที่แทบไม่มีรายย่อยเหลือแล้ว’ ...การที่หุ้นไม่มีรายย่อยเหลือก็มาจาก หนึ่ง มันลงมาเละก่อนหน้า และ สอง มันลากขึ้นจนรายย่อยขายหมดแล้ว 

ทั้ง 2 แบบนี้ การรันตีว่า ขึ้นอีกไกลทั้งคู่ ...แต่ก็โหดทั้งคู่

แบบแรก ต้องคัดจากหุ้นถูก ...แบบที่สอง ต้องคัดจากหุ้นเติบโต 

วิธีสังเกตหุ้นที่แทบไม่มีรายย่อยเหลือแล้ว คือ เวลาขึ้นขึ้นแรง เวลาลงเบา (หรือ ลง แต่ไม่มี Volume ...ก็เพราะเจ้าเขาอมหุ้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ขายออกมา)

5. ‘หุ้นที่เต็มไปด้วยรายย่อย’ ...สังเกตง่ายๆ หุ้นแบบนี้ มีข่าวดี ก็ไม่ค่อยขึ้น แต่พอลง ลงด้วย ...หลักๆ เพราะ หุ้นที่มีแต่รายย่อย หุ้นมันจะหนัก ...พอขึ้นนิดเดียว รายย่อยก็แห่ขาย มันเลยขึ้นไม่ไกล ...แป๊กทุกที 

ถ้ามีข่าวดี แต่ขึ้นแล้ว แป๊ก บ่อยๆ ก็พอจะเดาได้ว่า เราติดหุ้นรายย่อยแล้ว 

ที่เล่ามา ไม่ใช่ สูตรสำเร็จ ..แต่มันก็พอช่วยให้การลงทุนดีขึ้น หากเราช่างสังเกต

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564

อยากได้หุ้นที่ทั้งโต และ ปันผลดี มีไหม


 ‘มีนักลงทุนรายใหญ่ท่านนึง พูดกับผมว่า ..บางช่วง การลงทุน มันไม่สามารถ จะได้ทั้ง เงินปันผล และ การเติบโตในเวลาเดียวกัน ...ถ้าถึงจังหวะนั้นแล้ว เราต้องเลือก !!’

...ผมกลับไป คิดหนักเลย จริงเหรอ ?

โดยปกตินักลงทุนทุกคน ย่อมอยากได้ สิ่งที่ดีที่สุด ...พูดง่ายๆ เราอยากได้ ทั้งหุ้นที่เติบโตและก็ปันผลดีในเวลาเดียวกัน 

บางช่วงตลาดก็มีหุ้นแบบนั้น ก็คือ สบาย ...ได้ทั้งหมด

แต่พอมาดูตลาดหุ้น ในปัจจุบัน มันคืออะไร ?

1. ที่ขึ้นเยอะสุดวันนี้คือ คริปโต ซึ่ง พื้นฐานคลุมเครือ ...ไม่มีใครรู้เลยว่า เหรียญไหนจะมีอนาคตจริง เอาตรงๆ ทุกคนที่ซื้อ กลัว และ กล้า ...คือ เสียวทุกคน ไม่มีใครชัวร์ แต่มันขึ้นมากสุด 

(จบไม่สวย แต่ใครจะรู้ว่า กว่าจะจบ มันก็สร้างเศรษฐีอีกเยอะแยะ ที่ไม่ใช่เรา)

2. ที่ขึ้นรองลงมา คือ หุ้นเล็ก ที่พื้นฐานคลุมเครือ ...อันนี้อาจจะเสี่ยงน้อยกว่าแบบแรก เพราะ มันอยู่ในตลาดหุ้นที่ถูกกฎหมายแล้ว ...แต่ความเสี่ยง ก็คือ เจ้ามือ ...เพราะหุ้นแบบนี้ ต้องมีรายใหญ่คุมเกม ...อันนี้ก็ขึ้นแหลก แต่ก็เสียวอยู่ดี 

(เราไม่ซื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นจะไม่ซื้อและ ไม่รวยจากมันเช่นกัน)

3. ขึ้นน้อย คือ หุ้นใหญ่พื้นฐานดี ...ถึงน้อย ก็ยังขึ้นเป็นเด้งอยู่ดี ขึ้นจนราคาเกินพื้นฐาน ...พูดง่ายๆ หุ้นดีแต่แพง ...พวกนี้คนคุมเชิง น่าจะเป็น กองทุน เพราะ เงินเยอะ และ มีเครื่องมือ Leverage ต่างๆ ช่วย เช่น Block Trade , Margin อะไรก็ว่าไป 

(อันนี้เรามองว่า ไม่เสี่ยง บางครั้ง รายใหญ่ก็ทุบ จนรายย่อยพอร์ตระเบิด แล้วสุดท้ายก็ลากขึ้น ..เจ๊ง แบบไม่ทันตั้งตัว ก็มากมาย)

4. ขึ้นน้อยมาก อันนี้คือ หุ้นที่รายย่อยส่วนใหญ่เล่น เพราะ คิดว่ามันชัวร์ ...พื้นฐานก็ดี ปันผลก็ใช้ได้ 

(เล่นหุ้นมาตั้งนาน คนอื่นรวยหมดแล้ว แต่ทำไมเราไม่เห็นจะรวยเหมือนคนอื่น)

....

ผมก็มานั่งคิดว่า ‘แล้วจริงๆ เราต้องเลือกด้วยหรือ ว่าเราต้องลงทุนแบบเดียว ?’

...เราคละได้ไหม ...พูดง่ายๆ เงิน 100 บาท ของเรา กระจายไปหลายๆ กลุ่ม เอาทุกแบบ มีหมด ‘เสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก เสี่ยงโคตรๆ’ ..กระจายหมด ได้ไหม ?

‘นักลงทุนรายใหญ่ท่านนั้น ก็บอกว่า ก็ได้ ...แต่สุดท้ายถ้ากระจายมากไป ...ผลตอบแทนมันก็จะกระจายจนแทบไม่ได้อะไร ...เอาตรงๆ ถ้าจะกระจายเยอะแบบนั้น ไปซื้อกองทุนรวมแทน ไม่ง่ายกว่าเหรอ ? ...เพราะ มันสามารถซื้อด้วยเงินน้อยได้ และ ก็สามารถเลือก Theme ที่ตรงกับที่เราอยากลงทุน’ 

เออ!! ..ก็น่าคิด

สรุปแล้ว ‘การลงทุน’ มันเป็น ศิลปะ ในการบริหารเงินของเรานั่นแหละ 

ใช่!! มันไม่มีจุดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ...มันมีแค่ จุดที่ดีที่สุด ที่เราเลือกต่างหาก 

ว่าแล้ว ผมก็เปิดพอร์ตของตัวขึ้นมาดู ...เฮ้ย!! หุ้นที่ผมเลือกมันเป็นแนวนี้หมดเลยอ่ะ !!

‘ใช่ไง !! ...พอร์ตเรา มันบอกนิสัยของเราได้ บอกอนาคตของเราได้’

โอเค ได้พี่ ผมเข้าใจแล้ว ...สงสัยผมต้องเพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาหน่อย แต่หลักๆ พอร์ตส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม ใช่ไหม ? (พี่เขาไม่ตอบ ประมาณว่า มรึงโตแล้ว คิดเองดิ)

...ประเด็นที่ยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกว่า ‘บางครั้งเราเพิ่มความเสี่ยง ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ...แต่พอร์ตโดยรวมก็แทบไม่ได้เสี่ยงขึ้นมากมาย’

ก็เลยเข้าใจว่า ...สุดท้าย วิธีคิดของเรานั่นแหละ กำหนดผมตอบแทน ที่เราได้

ลองทำความเข้าใจพอร์ตของเราเองดู ...บางทีความเสี่ยงที่เรามอง มันอาจจะปิดกั้นโอกาส ...การทำความเข้าใจความเสี่ยงตรงนั้น เราอาจปรับพอร์ตเล็กน้อย ...แต่กลับให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น โดยที่จริงๆ เราอาจไม่ได้เสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

...เรื่องนี้มันทำให้ผมเข้าใจ เศรษฐีมากขึ้น ว่า ‘บางครั้งเรามองว่า เศรษฐีคนนั้น โคตรเสี่ยงเลย ..แต่แท้จริงแล้ว ตัวเศรษฐีคนนั้นอาจจะไม่ได้เสี่ยงเลย ...แค่เราไม่เข้าใจวิธีคิดและการบริหารเงินของเขา ก็เท่านั้นเอง’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564

ออกแบบพอร์ตยังไง ให้แม้พลาดก็กลับมาเล่นได้ต่อ


 ‘ถ้าอยากชนะในเกมหุ้น คุณต้องออกแบบให้ไม่ว่าจะพลาดกี่ครั้งก็ต้องกลับมาเล่นต่อได้’ 

เดี๋ยวนะ !! ...ครั้งแรกที่ฟัง ผมนึกถึง ‘นี่มันแปลว่า คุณต้องรวยไม่จำกัดน่ะซิ ถึงจะสามารถเจ๊งหุ้น หรือพลาดกี่ครั้งก็ได้ ใช่ไหม ?’

...ผิด !! 

ยกตัวอย่าง ...สมมุติคุณมี 100 ล้าน แล้วคุณซื้อหุ้นตัวเดียว ...ซื้อตัวเดียวเลย ทั้งหมดของเงินที่มี ...ในกรณีที่ทุกอย่างมันดีแบบที่คิด คุณจะรวยเร็วมาก ...เพราะ คุณกล้าได้ กล้าเสีย 

แต่ถ้าคุณผิด ...หุ้นตัวนี้ดันเจ๊ง ...เงินทั้งหมด 100 ล้าน คุณจะหายไปเลย !!

นี่คือ ตัวอย่างของ การออกแบบวิธีการลงทุนที่ พลาดไม่ได้ ...วิธีนี้ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากแค่ไหน หากพลาด คุณจบเลย ไม่สามารถกลับมาเล่นได้ต่อ 

มาดูอีกตัวอย่างนึง ...สมมุติคุณมีเงิน ล้านเดียว ...พอร์ตคุณเล็กกว่าตัวอย่างแรก 100 เท่า ...แต่คุณซื้อหุ้น 10 ตัว แทนที่จะซื้อตัวเดียว 

แปลว่า เงิน 1 ล้าน คุณซื้อหุ้น 10 ตัว ตัวละ 1 แสนบาท เท่าๆ กัน ...แค่นี้ก็จะไม่เจ๊งแบบตัวอย่างแรกแล้ว 

แต่!! 

...แต่ถ้าคุณมีความรู้เพิ่มขึ้น ...คุณอ่านพื้นฐานได้ อ่านงบการเงินเป็น ...คุณก็จะลดความเสี่ยงลงไปอีก

...และ ถ้าคุณสามารถอ่านกราฟได้ ‘ดูรอบหุ้นเป็น’ ...รอซื้อหุ้นต้นรอบ (ไม่ซื้อปลายรอบ) เหมือนคนส่วนใหญ่ ...ความเสี่ยงก็ยิ่งลดลงไปอีก โอกาสเลือกหุ้นชนะยิ่งมากขึ้นไปอีก

ใช่แล้ว!! ตัวอย่างที่ 2 นี่แหละ ที่ผมว่า มันคือ ‘การออกแบบการลงทุน ที่แม้ว่าจะพลาด ก็ยังสามารถกลับมาเล่นใหม่ได้ต่อ’ 

...หุ้น 10 ตัว ...แต่ละตัวคือ 10% ซึ่งถ้าทุกตัว ได้ซื้อต้นรอบ หรือ กลางรอบ (ไม่ซื้อปลายรอบ) ..เวลาพลาด สมมุติหุ้นตัวนั้นเจ๊ง เราอาจเสีย 1 เด้ง แต่ถ้าชนะ เราควรได้หลายเด้ง (ออกแบบอย่างนี้ เวลาชนะ ได้มากกว่า ก็ Make Sense ละ) ...การออกแบบพอร์ตแบบนี้ สมมุติ 10 ตัว เราชนะแค่ 3 ตัว ก็ชนะแล้ว ...อาจจะมี 3 ตัวเสมอตัว อีก 4 ตัว พลาด ก็ยังชนะอยู่ ...เพราะ จริงๆ มันชนะ ตั้งแต่การออกแบบพอร์ตแล้ว

...ใช่!! ถ้าเราอยากชนะ ต้องออกแบบให้มันมีโอกาสชนะ ตั้งแต่เริ่มเล่นนั่นเองครับ 

ลองสำรวจพอร์ตเราเอง ว่าเป็นแบบไหน ...ก็จะพอรู้แล้วว่า เล่นหุ้นต่อไป จะรวยขึ้นไหมนั้นเอง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564

จุดที่เสี่ยงในตลาดหุ้น บางทีคือจุดที่ไม่เสี่ยง


 ‘บางครั้งการลงทุนในจุดที่เสี่ยง อาจเสี่ยงน้อยกว่าจุดที่ไม่เสี่ยงที่คนส่วนใหญ่เลือกยืนเหมือนๆ กัน’ 

นี่เป็น Logic ที่ผมไม่เข้าใจเลยสมัยที่เริ่มลงทุนใหม่ ๆ

ถ้าให้ตีความก็คือ ‘ในบางครั้ง จุดที่ไม่เสี่ยงในการลงทุน จะกลายเป็นจุดที่เสี่ยง เมื่อคนส่วนใหญ่ตัดสินใจเหมือนๆ กัน ...หรือ จุดที่คนส่วนใหญ่ คิดว่าเสี่ยง กลับเป็นจุดที่ไม่เสี่ยงเลย ในบางจังหวะ’ 

ใช่!! ยิ่งตีความยิ่ง งง เพิ่ม ฮ่า ฮ่า 

เอาเป็นว่า 

1. ‘ในโลกการลงทุน อย่าทำเหมือนคนส่วนใหญ่’ ...ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกขึ้น ให้คุณเลือกลง ...ถ้าคนส่วนใหญ่ ไปซ้าย ให้คุณไปขวา

2. ‘อย่าพยายามหาเหตุผลให้ตัวเองรู้สึกดี’ ...เพราะ ความรู้สึกดี ไม่ได้ทำให้พอร์ตเราดีขึ้น ...เอาเวลามาหาทางแก้ไข ความผิดพลาดจะดีกว่า

3. ‘ในเวลาที่ตลาด มีแต่คนกำไร มีแต่ข่าวดี ให้รู้เถอะว่า นั่นใกล้จุดหายนะเต็มที่แล้ว’ ...ใช่!! มันไม่มีการลงทุนอะไรหรอกที่คนส่วนใหญ่จะสามารถได้กำไร รวยทั้งตลาด ยกเว้นเวลาใกล้ๆ ดอยเท่านั้น 

4. ‘ในเวลาที่คนรอบข้างคุณส่วนใหญ่ ขาดทุน ให้รู้เลยว่า โอกาสดีๆ ในการเริ่มซื้อมันอยู่ตรงนั้นแหละ’ ...โอกาสอยู่ตรงหน้าเลย แค่คุณจะเห็นหรือไม่ เท่านั้นแหละ 

5. ‘ถ้าเราไม่เห็นโอกาสดีในเวลาเกิดวิกฤต ให้รู้เลยว่า เราแค่มีความรู้ในเรื่องนั้นไม่เพียงพอ’ ...ถ้าเรามีความรู้เพียงพอ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เราจะเห็นโอกาสในการทำกำไรเสมอ

6. ‘คนที่มีทั้งความรู้ และ ก็มีความอดทน แต่ยังไม่รวย ก็เพราะ เขาเหลือแค่ความกล้าเท่านั้น’ ...ความรู้ สำคัญเพื่อเริ่ม ...ความอดทน ทำให้เรายังทนทำจนเจอโอกาส ..แต่ความกล้านี่แหละ มันเป็นตัวตัดสินว่า เราจะคว้าโอกาสครั้งนี้ได้หรือไม่ 

7. ‘เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่า เราเก่งในตลาดหุ้น ให้รู้เลยว่า หายนะมันกำลังจะเข้ามาหาเราแล้ว’ ...อย่าเหลิงล่ะ เพราะ มันคือความประมาท และ มันมักนำสิ่งแย่ๆ เข้ามาในชีวิตเรา

...เอาตรงๆ ตลาดหุ้น มันฝึกให้เรา ทดสอบตัวเอง ว่า เราสามารถ ‘คิดต่าง’ และ ‘ทำตรงข้าม’ กับคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ ...ใช่!! ใครทำได้ การลงทุนจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียวครับ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

มูลค่าของ Bitcoin อยู่ที่ไหน ?


มูลค่าของ Bitcoin อยู่ที่ไหน ?

วันนี้โลกเราแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ หนึ่ง เชื่อมั่น สอง ไม่เห็นด้วยเลย

เอาง่ายๆ คนรุ่นเก่า จะบอกว่า มันของปลอม แต่คนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นกันสุดๆ มาดูกัน 

1. ‘ยุคนี้ชื่อเสียง มีมูลค่า’ ...ต้องยอมรับว่า Bitcoin ถ้าเทียบเหมือนดาราสักคน ก็ถือเป็น ดาราดังระดับโลก แน่นอน มีมูลค่าอยู่แล้ว 

2. ‘เทคโนโลยีมีมูลค่า’ ...เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin คือ Blockchain อันนี้ ถือว่า สร้างขึ้นจากอัจฉริยะแน่นอน เพราะ มันสั่นสะเทือนวงการเงินทั้งโลก ...เอาง่ายๆ แม้มันจะไม่ได้ล้มล้าง ตัวกลาง แต่มันก็สะเทือนวงการ 

3. ‘การเปลี่ยนมือ มีมูลค่า’ ...ทุกอย่างที่มีการเปลี่ยนมือ มันสร้างมูลค่าแล้ว ...ยกตัวอย่าง การค้าของโลก ยิ่งสินค้าและบริการ เปลี่ยนมือถี่แค่ไหน มูลค่า และ ความมั่งคั่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

4. ‘จำนวนจำกัด และมีคนต้องการ มีมูลค่า’ ...อะไรที่มีจำกัด และ มีคนต้องการ มันเรียกว่า สินทรัพย์ ก็คือ มันมูลค่าเรียบร้อย

5. ‘การเคลื่อนมวลชน มีมูลค่า’ ...คนต้องขุด ต้องดูแลระบบ มันมีการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมหาศาล เบื้องหลัง อันนี้ก็มีมูลค่า

มาดู ‘การด้อยค่าบ้าง’ ...ใช่ !! เราดูจุดที่เพิ่มราคาแล้ว ...ก็ควรมามอง จุดด้อยค่า มีอะไรบ้าง ?

1. ‘เครมใหญ่ เป็นดาบสองคม’ ...จุดแข็งในการล้มล้างระบบการเงินที่มีตัวกลาง มันเป็นทั้งข้อดี แต่มันก็เป็นข้อเสีย เพราะ มันท้าทายคนที่มีอำนาจ 

ถ้าต่อย กับ ยักษ์ ก็ต้องมีเจ็บตัว พอสมควร ถึงหนักอยู่นะ

2. ‘เทคโนโลยียังไม่สุกงอมเต็มที่’ ...อันนี้มันทำให้นึกถึง Dot com boom ปี 2000 ที่มัน Boom ด้วย Bubble ...ช่วงนั้นบริษัทแค่จดชื่อ .com ก็มีมูลค่าแล้ว พูดง่ายๆ .com ในช่วงนั้น มีแต่ของปลอม ....แต่วันนี้ .com ของจริงเรียบร้อย 

ตลาด คริปโต วันนี้ทำให้ย้อนนึกถึง ช่วง .com bubble ปี 2000 

3. ‘คนยังใช้ผิดวัตถุประสงค์’ ...อย่าง Dot Com ในปี 2000 คนใช้เพื่อเก็งกำไร เก็งอนาคต แต่เรายังไม่เห็น ธุรกิจมันเปลี่ยนโลก เปลี่ยนชีวิตคนจริงๆ ...จนถึงวันนี้ Google , Amazon , Netflix , Apple ...เปลี่ยนชีวิตคนทั้งโลกจริงๆ 

วันนี้คนยังใช้ คริปโต เพื่อ การเก็งกำไร เก็งอนาคต ก็แปลว่า ตอนนี้ราคายังอยู่ใน Bubble นั่นเอง

ก็ประมาณนี้ ...สุดท้าย คริปโต ผมว่า เกิดแน่นอน ...แต่ถึงวันนั้น มันจะไม่ใช่การถือแล้วรวย เก็งกำไรอะไรกันแบบนี้ 

มันจะเป็น สกุลเงินนึง ที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ได้สะดวกสบาย ค่าธรรมเนียมถูก เชื่อถือได้ 

...วันนี้ ก็มันส์ กันไปก่อนครับ ...555

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 



 

ซื้อหุ้นให้กำไรเยอะ เวลาซื้อต้องซื้อยาก เวลาขายต้องขายง่าย


 ‘หุ้นที่ซื้อแล้วน่าจะกำไรเยอะ คือ เวลาซื้อ ต้องซื้อยาก ...เวลาขาย ต้องขายง่าย’ 

มีรุ่นพี่คนนึง ที่รวยจากหุ้นเยอะมากๆ เขาสอนผมแบบนี้ 

ตอนนั้นฟังครั้งแรก ถึงกับ งง ?!? (พูดอะไรวะ ??)

เอาไปนอนคิดอีก 2 คืน กว่าจะเข้าใจ ...อ๋อ!! มันแบบนี้เอง

1. ‘ซื้อยาก แปลว่า Volume มันไม่มี’ ...ไอ้ Volume ไม่มี ไม่ได้แปลว่า ซื้อไม่ได้ ...แค่มันต้อง ค่อยๆ ซื้อ หรือ  ต้องยอมซื้อ Bid แพงขึ้น นั่นเอง

2. ‘ไม่มี Volume ก็คือ ไม่มีคนขาย’ ...ถ้าหุ้นลงมาเยอะ การตีความก็คือ รายย่อยขายหมดแล้ว ...ช่วงที่รายย่อยแห่ขายใหม่ๆ Volume จะเยอะ เพราะ แย่งกันขาย ..จากนั้น ราคาหุ้นจะลงลึกขึ้นเรื่อยๆ 

ราคาไม่ได้เป็นตัวบอกว่า หุ้นจะลงแค่ไหน ...ใช่!! Volume ต่างหาก ที่จะบอกเราว่า หุ้นตัวนี้ลงสุดรอบแล้วหรือยัง 

3. ‘หุ้นลงแรง บวก Volume เยอะ อันนี้น่ากลัวสุด’ ...ถ้ามีข่าวดีด้วย แล้ว Volume หนา ราคาลงแรง ...นี้คือ จุดเริ่มของนรกนั่นเอง ...อารมณ์ติดดอยคือแบบนี้แหละ 

อารมณ์แบบนี้ รายย่อย จะซื้อเพิ่ม !! (น่ากลัวมาก เตือนมือใหม่ไว้เลย)

4. ‘หุ้นลงแรง แต่ Volume ไม่มี’ ...อันนี้เริ่มดูดีขึ้น ...คือ แปลว่า รายใหญ่ขายหมดแล้ว ...คนที่ขายตอนนี้มีแต่รายย่อยแล้ว 

5. ‘หุ้นขึ้น แต่ไม่มี Volume’ ...อันนี้แปลว่า หุ้นเบาละ ...หลังจากนี้ราคาเด้งแรงได้ทุกเมื่อ ...ใครเจอแบบนี้ ระวังรวย !!

6. ‘การซื้อหุ้นตอนที่ไม่มี Volume แล้วราคาลงมาเกิน 50% แล้ว’ ...อันนี้น่าจะเป็นการซื้อเพื่อดักรอบต่อไป 

7. ‘ข้อควรระวัง คือ การเพิ่มทุน’ ...การซื้อต้นรอบ มักจะกำไรง่ายๆ แต่ต้องระวัง การเพิ่มทุน ...ถ้าเอาพื้นฐานดีหน่อย ก็จะลดปัญหาตรงนี้ลงไป 

8. ‘เวลาขาย ทำไมต้องขายง่าย’ ...ขายง่าย แปลว่า Volume เยอะ มีแต่ข่าวดี รายย่อยอยากซื้อ ...ถ้าเราซื้อตอนที่รายย่อยไม่อยากซื้อ แล้วไปขายตอนที่รายย่อยอยากซื้อ ...โหห!! แค่นี้ก็ หลายเด้งละครับ 

ก็นี่แหละคร่าวๆ ‘อยากกำไรเยอะๆ ต้องซื้อหุ้นตอนที่ซื้อยาก แล้วขาย ตอนที่ขายง่าย’ ..ประมาณนี้ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ