แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

10 ข้อคิดจาก Peter Lynch (ไอเด้า พี่เสริม)

 10 ข้อคิดจาก Peter Lynch (ไอเด้า พี่เสริม)


เมื่อพูดถึง Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Magellan ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี เขาคือต้นแบบของนักลงทุนที่เน้นความเข้าใจในตัวธุรกิจและ "พลังของคนธรรมดา" นี่คือ 10 ข้อคิดทองคำ จากสไตล์การลงทุนของเขาครับ:


1. Invest in What You Know (ลงทุนในสิ่งที่รู้)

อย่าไปวิ่งตามหุ้นเทคโนโลยีซับซ้อนถ้าคุณไม่เข้าใจมัน Lynch เชื่อว่าคนธรรมดาสามารถหาหุ้นผู้ชนะได้จากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน เช่น สินค้าที่คนต่อคิวซื้อ หรือบริการที่บริษัทคุณต้องใช้ประจำ "ถ้าคุณอธิบายธุรกิจนั้นให้เด็กประถมฟังไม่ได้ใน 2 นาที คุณไม่ควรซื้อหุ้นนั้น"


2. The Person Who Turns Over the Most Rocks Wins (คนขยันชนะเสมอ)

การลงทุนคือเกมของสถิติและการค้นหา Lynch เปรียบเทียบว่าการหาหุ้นดีๆ เหมือนการพลิกก้อนหินเพื่อหาแมลง ยิ่งคุณพลิกก้อนหินมากเท่าไหร่ (ศึกษาบริษัทมากเท่าไหร่) คุณยิ่งมีโอกาสเจอหุ้น "10-Bagger" (หุ้น 10 เท่า) มากเท่านั้น


3. Know What You Own and Why You Own It (รู้ว่าถืออะไรและถือทำไม)

ก่อนซื้อหุ้น คุณต้องตอบให้ได้ว่าทำไมบริษัทนี้ถึงจะเติบโต ถ้าเหตุผลมีแค่ "เพราะราคามันขึ้นมาเยอะ" นั่นไม่ใช่การลงทุนแต่คือการพนัน คุณต้องเข้าใจพื้นฐานธุรกิจให้ดี


4. Don’t Try to Predict the Macro (อย่าเสียเวลาทำนายเศรษฐกิจ)

Lynch เคยกล่าวว่า "ถ้าคุณใช้เวลา 13 นาทีต่อปีเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจ คุณเสียเวลาเปล่าไป 10 นาที" เขาไม่สนใจทิศทางดอกเบี้ยหรือ GDP แต่เขาสนใจว่า "บริษัทที่เขาถืออยู่" ยังทำกำไรได้ดีและขยายกิจการได้หรือไม่


5. Stocks are Not Lottery Tickets (หุ้นไม่ใช่หวย)

เบื้องหลังใบหุ้นคือ "บริษัท" ถ้าผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นในระยะยาว ราคาหุ้นจะวิ่งตามไปเองเสมอ อย่ามองหุ้นเป็นเพียงตัวเลขกระพริบบนจอ แต่ให้มองว่าคุณคือ "เจ้าของกิจการ"


6. The Best Stock to Buy May Be the One You Already Own (หุ้นที่ดีที่สุดอาจคือตัวที่มีอยู่แล้ว)

นักลงทุนมักจะกระหายหา "หุ้นตัวใหม่" อยู่เสมอ แต่บางครั้งหุ้นที่อยู่ในพอร์ตคุณนั่นแหละที่พื้นฐานยังดีและราคายังถูก การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว มักให้ผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่าการไปเสี่ยงกับตัวที่ไม่คุ้นเคย


7. Avoid "The Next Something" (เลี่ยงหุ้นที่จะเป็น...ตัวต่อไป)

ระวังหุ้นที่ถูกขนานนามว่า "The next Microsoft" หรือ "The next Google" เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว หุ้นเหล่านั้นมักจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน จงหาบริษัทที่เป็นตัวจริงในอุตสาหกรรมของตัวเองดีกว่า


8. A Good Business in a Bad Industry (ธุรกิจที่ดีในอุตสาหกรรมที่น่าเบื่อ)

Lynch ชอบบริษัทที่ทำธุรกิจน่าเบื่อ แข่งขันไม่รุนแรง หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครอยากทำ (เช่น ขยะ หรือ งานบริการพื้นฐาน) เพราะบริษัทเหล่านี้มักจะมีคู่แข่งน้อยและมีอำนาจต่อรองสูง ทำให้สร้างกำไรได้สม่ำเสมอ


9. Don't Cut the Flowers and Water the Weeds (อย่าถอนดอกไม้ไปรดน้ำวัชพืช)

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการรีบขายหุ้นที่กำไร (ดอกไม้) เพื่อเอาเงินไปถัวเฉลี่ยหุ้นที่ขาดทุนหนักและพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว (วัชพืช) จงปล่อยให้หุ้นที่เติบโตดีรันกำไรไปให้นานที่สุด


10. There is Always Something to Worry About (มันมีเรื่องให้กังวลเสมอ)

ไม่ว่ายุคไหนก็จะมีข่าวร้ายเสมอ ทั้งสงคราม วิกฤตหนี้ หรือความวุ่นวายทางการเมือง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่สามารถ "ทนทานต่อความกลัว" และมีวินัยในการถือหุ้นผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายไปได้


สรุปสั้นๆ "หัวใจสำคัญของการลงทุนไม่ใช่สมอง แต่คือ 'พุง' (Guts) ที่จะอดทนผ่านความผันผวนไปให้ได้"


#จัดไป

สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Daily Stoic (เตือนตนวันละนิด) ผู้เขียน: Ryan Holiday

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Daily Stoic (เตือนตนวันละนิด)

ผู้เขียน: Ryan Holiday


สำหรับหนังสือ "The Daily Stoic" ของ Ryan Holiday เป็นการนำคำสอนของเหล่านักปราชญ์ชาวสโตอิก (เช่น Marcus Aurelius, Seneca และ Epictetus) มาเรียบเรียงใหม่ให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นี่คือสรุป 10 หัวใจสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณมีจิตใจที่แข็งแกร่งและสงบขึ้นครับ:


1. Dichotomy of Control (การแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้)

หัวใจที่สำคัญที่สุดของสโตอิกคือ การแยกโลกออกเป็น 2 ส่วน: สิ่งที่เราควบคุมได้ (ความคิด, การกระทำ, ความปรารถนาของเรา) และสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ (สภาพเศรษฐกิจ, ความเห็นคนอื่น, ดินฟ้าอากาศ) จงเลิกเสียพลังงานกับส่วนหลัง แล้วโฟกัสเฉพาะส่วนแรก


2. Journaling (การเขียนบันทึกสำรวจตนเอง)

การเขียนไม่ใช่แค่การลงบันทึก แต่คือการ "ฝึกสติ" ปู่ Marcus Aurelius เขียน Meditations ก็เพื่อเตือนสติบุคลิกภาพของตัวเอง การหมั่นทบทวนความคิดตัวเองในแต่ละวันจะช่วยให้เราไม่หลงทางไปกับอารมณ์ชั่ววูบ


3. Amor Fati (จงรักในโชคชะตา)

ไม่ใช่แค่การ "ยอมรับ" สิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการ "โอบรับ" มัน ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ให้ถือว่ามันคือเชื้อเพลิงที่ส่งเสริมให้เราเติบโตขึ้น ทุกเหตุการณ์คือโอกาสในการฝึกฝนคุณธรรม


4. Premortuum Malorum (การคิดถึงความโชคร้ายไว้ล่วงหน้า)

ลองจินตนาการว่า "ถ้าแผนการลงทุนล้มเหลว" หรือ "ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วออกกำลังกายไม่ได้" จะเป็นอย่างไร? การซ้อมรับมือความผิดหวังในใจล่วงหน้า จะช่วยลดความตื่นตระหนกเมื่อมันเกิดขึ้นจริง และทำให้เราไม่ประมาทในปัจจุบัน


5. Obstacle is the Way (อุปสรรคคือทางไปต่อ)

สิ่งที่ขวางทางเราอยู่ แท้จริงแล้วมันคือ "ทาง" (The impediment to action advances action) เช่น ถ้าคุณเจอปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อตึงจนวิ่งไม่ได้ นั่นคือโอกาสให้คุณได้ศึกษาเรื่องการยืดเหยียดและการฟื้นฟูร่างกายอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว


6. Memento Mori (ระลึกถึงความตายเสมอ)

การจำไว้ว่าเราต้องตายไม่ได้ทำให้เศร้า แต่มันทำให้เรา "จัดลำดับความสำคัญ" ได้ดีขึ้น มันช่วยให้เราเลิกเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ความขัดแย้งเล็กน้อย หรือการรอคอยความสุขในอนาคต จนลืมใช้ชีวิตในตอนนี้


7. Self-Discipline (วินัยต่อตนเอง)

ความอิสระที่แท้จริงเกิดจากการควบคุมตัวเองได้ (Self-Mastery) สโตอิกเน้นการฝึกฝนความอดทนและการปฏิเสธความพึงพอใจชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าในระยะยาว


8. View from Above (การมองจากมุมสูง)

เมื่อไหร่ที่รู้สึกเครียดกับปัญหาตรงหน้า ให้ลองซูมภาพออกไปมองตัวเองจากมุมสูง มองเห็นเมือง เห็นประเทศ เห็นโลก และจักรวาล สิ่งนี้จะช่วยให้เราเห็นว่าปัญหาที่เราแบกไว้นั้นเล็กน้อยเพียงใดในภาพรวมของเวลาและสถานที่


9. Character is Destiny (อุปนิสัยคือโชคชะตา)

โชคลาภภายนอกอาจพัดมาแล้วก็จากไป แต่ "ตัวตน" และ "คุณธรรม" ของเราคือสิ่งที่ไม่มีใครขโมยไปได้ การตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Virtue) ในทุกสถานการณ์คือหนทางเดียวสู่ความสงบทางใจที่ยั่งยืน


10. Live in Accordance with Nature (อยู่ร่วมกับธรรมชาติ)

ธรรมชาติในที่นี้รวมถึง "ธรรมชาติของมนุษย์" ด้วย คือการเป็นสัตว์สังคมที่มีเหตุผล จงใช้เหตุผลนำทางอารมณ์ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าจะเป็นในบทบาทสามี นักธุรกิจ หรือนักลงทุน


ข้อคิดปิดท้าย: สโตอิกไม่ใช่การสะกดกลั้นอารมณ์จนเป็นหุ่นยนต์ แต่คือการใช้ "เหตุผล" มาบริหารจัดการ "อารมณ์" เพื่อไม่ให้เราเป็นทาสของสถานการณ์ภายนอกครับ


#จัดไป 

สรุป 10 ข้อ หนังสือ Poor Charlie’s Almanack ผู้เขียน: Charlie Munger

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ Poor Charlie’s Almanack

ผู้เขียน: Charlie Munger


นี่คือสรุป 10 หัวใจสำคัญ จากหนังสือ "Poor Charlie’s Almanack" ของปู่ Charlie Munger ซึ่งเป็นดั่งคัมภีร์ของการใช้ตรรกะและปัญญาเพื่อการตัดสินใจครับ


1. Latticework of Mental Models (โครงข่ายแบบจำลองทางความคิด)

อย่าเป็น "คนที่มีแต่ค้อนในมือ" เพราะคุณจะมองทุกปัญหาเป็นตะปู ปู่มังเกอร์สอนให้เราสร้าง "โครงข่าย" ความรู้จากหลายศาสตร์ (ฟิสิกส์, ชีววิทยา, จิตวิทยา, เศรษฐศาสตร์) เพื่อนำมาเชื่อมโยงและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ไม่ยึดติดกับมุมมองเดียว


2. Invert, Always Invert (คิดย้อนกลับ)

แทนที่จะคิดว่า "ทำอย่างไรให้รวย" ให้ลองคิดว่า "ทำอย่างไรให้ฉิบหาย" แล้วหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านั้นซะ การมองหาจุดตายและจุดผิดพลาดก่อน จะช่วยให้คุณเหลือแต่หนทางที่ปลอดภัยและมีโอกาสชนะสูงขึ้น


3. The Psychology of Human Misjudgment (อคติ 25 ประการ)

หนึ่งในบทที่ดังที่สุดคือการทำความเข้าใจว่ามนุษย์มี "ความผิดเพี้ยนทางจิตวิทยา" เช่น อคติจากการชอบ/เกลียด, การกลัวความสูญเสีย (Loss Aversion), หรือการไหลตามฝูงชน (Social Proof) หากคุณเท่าทันอคติเหล่านี้ คุณจะคัดกรองหุ้นและผู้คนได้ดีกว่าคนอื่น


4. Circle of Competence (ขอบเขตความชำนาญ)

จงรู้ว่าตัวเอง "ไม่รู้อะไร" การลงทุนในสิ่งที่คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ สำคัญกว่าการพยายามเป็นอัจฉริยะในทุกเรื่อง ปู่มังเกอร์บอกว่า "คนฉลาดที่รู้ขอบเขตตัวเอง ดีกว่าอัจฉริยะที่หลงระเริง"


5. The Power of Incentives (พลังของสิ่งจูงใจ)

"ถ้าคุณแสดงให้ผมเห็นสิ่งจูงใจ ผมจะแสดงให้คุณเห็นผลลัพธ์" มนุษย์ตอบสนองต่อรางวัลและบทลงโทษเสมอ ก่อนจะลงทุนในบริษัทไหน หรือตกลงทำธุรกิจกับใคร ให้ดูว่า "โครงสร้างผลประโยชน์" ของผู้บริหารเอื้อให้เขาทำเพื่อเราหรือเพื่อตัวเอง


6. Lollapalooza Effect

มันคือปรากฏการณ์ที่ "อคติหลายตัว" หรือ "ปัจจัยหลายอย่าง" เกิดขึ้นพร้อมกันในทิศทางเดียว จนทำให้เกิดผลลัพธ์ที่รุนแรงมหาศาล (ทั้งดีและร้าย) เช่น วิกฤตฟองสบู่ หรือความสำเร็จระดับโลกของสินค้าบางอย่าง


7. Sit on Your Ass Investing (การลงทุนแบบอยู่เฉยๆ)

การทำกำไรมหาศาลไม่ได้มาจากการ "ซื้อๆ ขายๆ" แต่มาจากการ "รอ" เมื่อเจอโอกาสที่ยอดเยี่ยมและอยู่ในขอบเขตความชำนาญ ให้กล้าลงเงินก้อนใหญ่ (Bet Big) แล้วถือมันไว้นิ่งๆ ปล่อยให้พลังดอกเบี้ยทบต้นทำงาน


8. Be a Learning Machine (จงเป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้)

Warren Buffett และ Charlie Munger ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ "อ่าน" ปู่ย้ำว่าถ้าคุณหยุดเรียนรู้ คุณจะถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง การสะสมความรู้ทุกวันวันละนิดจะทบต้นกลายเป็นปัญญาที่ประเมินค่าไม่ได้


9. Extreme Objectivity (ความเป็นปรนัยอย่างสุดโต่ง)

จงพร้อมที่จะทำลายแนวคิดหรือความเชื่อที่ตัวเองรักมากที่สุด หากพบหลักฐานว่ามันผิด นักลงทุนที่เก่งต้องไม่มี "Ego" และต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย (Radical Truth)


10. Multidisciplinary Thinking (สหวิทยาการ)

การลงทุนไม่ใช่เรื่องของตัวเลขบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์, ระบบนิเวศของธุรกิจ, และความแข็งแกร่งของโครงสร้าง ดังนั้นการเข้าใจวิวัฒนาการหรือจิตวิทยาหมู่ จึงสำคัญไม่แพ้การอ่านงบการเงิน


Quote เด็ดจากปู่: "ผมไม่ได้อยากเป็นคนฉลาด ผมแค่อยากจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรโง่ๆ เท่านั้นเอง"


#จัดไป

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

สรุป 10 ข้อ หนังสือ Thinking in Bets – โดย Annie Duke

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ Thinking in Bets – โดย Annie Duke


สำหรับหนังสือ "Thinking in Bets" โดย Annie Duke อดีตแชมป์โป๊กเกอร์ระดับโลกที่ผันตัวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดสินใจ เล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการมองโลกแบบ "ขาว-ดำ" มาเป็น "ความน่าจะเป็น" ครับ


นี่คือสรุป 10 ข้อคิดสำคัญเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้น:


1. ชีวิตคือ "โป๊กเกอร์" ไม่ใช่ "หมากรุก"

ในหมากรุกไม่มีการเสี่ยงโชค ถ้าคุณแพ้แปลว่าคุณเดินพลาด แต่ในชีวิตและการลงทุน คุณอาจทำทุกอย่างถูกต้องแล้วแต่ผลออกมาแย่เพราะ "ดวง" การยอมรับว่ามีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เป็นกลางมากขึ้น


2. อย่าติดกับดัก "Resulting" (ตัดสินจากผลลัพธ์)

คนส่วนใหญ่มักประเมินว่าการตัดสินใจนั้น "ดี" หรือ "เลว" จากผลที่เกิดขึ้น (เช่น กำไร = ฉลาด, ขาดทุน = โง่) ทั้งที่จริงแล้ว การตัดสินใจที่ดีอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ได้ในระยะสั้น เราควรโฟกัสที่ "กระบวนการคิด" (Process) ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์


3. ทุกการตัดสินใจคือ "การวางเดิมพัน"

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อหุ้น เปลี่ยนงาน หรือเลือกเมนูอาหาร คุณกำลังเดิมพันด้วย "ทรัพยากร" (เงิน, เวลา, โอกาส) เสมอ เมื่อเรามองว่ามันคือการเดิมพัน เราจะเริ่มประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างจริงจังมากขึ้น


4. เลิกพูดว่า "มั่นใจ 100%"

การเป็นคนมั่นใจเกินไปทำให้เราตาบอดต่อข้อมูลใหม่ Annie แนะนำให้เปลี่ยนมาบอกระดับความมั่นใจเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น "ผมมั่นใจ 60% ว่าหุ้นนี้จะขึ้น" วิธีนี้จะช่วยให้สมองเราเปิดรับข้อมูลที่ขัดแย้งได้ง่ายขึ้นเพื่อปรับปรุงการตัดสินใจ


5. แยก "ทักษะ" ออกจาก "โชค" (Skill vs. Luck)

เวลาชนะ เรามักคิดว่าเป็นเพราะฝีมือ (Self-serving Bias) แต่เวลาแพ้ เรามักโทษดวง การฝึกแยกแยะว่าส่วนไหนเกิดจากเราทำเอง และส่วนไหนเกิดจากปัจจัยภายนอก จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะที่แท้จริงได้เร็วขึ้น


6. สร้าง "กลุ่มสืบเสาะความจริง" (Truth-seeking Groups)

เราทุกคนมีจุดบอด (Blind Spots) การมีกลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนนักลงทุนที่กล้าวิจารณ์แผนของเราอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ตัดสินกันที่ผลลัพธ์ จะช่วยขจัดอคติส่วนตัวออกไปได้


7. การทำ "ชันสูตรก่อนตาย" (Pre-mortem)

ก่อนจะตัดสินใจเรื่องสำคัญ ให้ลองจินตนาการว่า "หากผ่านไป 1 ปีแล้วแผนนี้พังพินาศ สาเหตุจะเป็นเพราะอะไร?" วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นความเสี่ยงที่เคยมองข้ามไปในตอนที่กำลังตื่นเต้นกับกำไร


8. กฎ 10-10-10

เวลาต้องตัดสินใจท่ามกลางอารมณ์ที่รุนแรง (เช่น หุ้นตกหนัก) ให้ถามตัวเองว่า เราจะรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจนี้ใน 10 นาที, 10 เดือน และ 10 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยให้เราหลุดจากอารมณ์ชั่ววูบและมองภาพยาวขึ้น


9. ยอมรับว่า "ฉันไม่รู้" ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

นักตัดสินใจที่เก่งที่สุดคือคนที่กล้ายอมรับว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน การยอมรับความไม่แน่นอนช่วยให้เราวางแผนรับมือกับหลายๆ ฉากทัศน์ (Scenarios) ได้ดีกว่าการปักใจเชื่อเพียงทางเดียว


10. ฝึกฝนการเป็น "ผู้สังเกตการณ์"

พยายามมองการตัดสินใจของตัวเองเหมือนมองคนอื่น (Third-party perspective) เพื่อลดอคติเข้าข้างตัวเอง และทำให้เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดได้โดยไม่เจ็บปวดจนเกินไป


สรุปสั้นๆ: หัวใจของเล่มนี้คือ "การยอมรับความไม่แน่นอน" และโฟกัสไปที่การสร้างกระบวนการตัดสินใจที่ดีที่สุดในขณะที่มีข้อมูลจำกัดครับ


#จัดไป 

สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel


สำหรับหนังสือ "The Art of Spending Money" ของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) เป็นหนังสือที่เปลี่ยนมุมมองจากการ "หาเงิน" มาเป็นการ "ใช้เงิน" อย่างมีศิลปะ เพราะการมีเงินมากไม่ได้แปลว่าคุณจะใช้มันเป็น หรือใช้แล้วมีความสุขเสมอไป


นี่คือสรุปใจความสำคัญ 10 ข้อครับ:


1. การใช้เงินคือ "ทักษะ" ที่ต้องฝึกฝน

การหาเงินต้องอาศัยความขยันและโชค แต่การใช้เงินให้เกิดความสุขและคุ้มค่าคือ "ทักษะทางจิตวิทยา" ที่ยากกว่า หลายคนรวยแต่ใช้เงินไม่เป็น ทำให้ชีวิตไม่มีความสุขหรือสูญเสียความมั่งคั่งไปอย่างรวดเร็ว


2. กับดักของการ "อวดรวย" (Spending to Impress)

เรามักใช้เงินซื้อของเพื่อให้คนอื่นประทับใจ แต่ความจริงคือ คนอื่นมักไม่ได้มองคุณ เขาแค่มองของสิ่งนั้นและจินตนาการว่าถ้าเขาเป็นเจ้าของจะเป็นอย่างไร การใช้เงินเพื่อเรียกการยอมรับจึงเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ที่ไม่มีวันจบ


3. ซื้อ "เวลา" มีค่ามากกว่าซื้อ "สิ่งของ"

เงินจะมีค่าสูงสุดเมื่อมันมอบ "อิสรภาพในเวลา" ให้กับคุณ การใช้เงินจ้างคนมาทำสิ่งที่คุณเกลียด หรือใช้เงินเพื่อให้คุณไม่ต้องตื่นมาทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ คือการใช้เงินที่คุ้มค่าที่สุด


4. ความสุขจากการใช้เงินอยู่ที่ "ความคาดหวัง"

ความสุขไม่ได้เกิดจากจำนวนเงินที่จ่ายไป แต่เกิดจาก "ผลลัพธ์ลบด้วยความคาดหวัง" หากคุณคาดหวังว่ารถคันใหม่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ แต่สุดท้ายมันก็แค่พาหนะ คุณจะผิดหวัง การจัดการความคาดหวังจึงสำคัญเท่ากับการจัดการเงิน


5. ระวัง "ไลฟ์สไตล์เฟ้อ" (Lifestyle Creep)

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น รสนิยมเราจะสูงขึ้นตามอัตโนมัติ Morgan เตือนว่าหากคุณไม่ควบคุมเพดานการใช้เงิน คุณจะกลายเป็น "นักโทษของรายได้ตัวเอง" ที่ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น


6. การใช้เงินสะท้อน "ตัวตน" มากกว่า "บัญชีธนาคาร"

วิธีที่คุณใช้จ่ายเงินบอกเล่าเรื่องราวว่าคุณให้คุณค่ากับอะไร มีปมในอดีตอย่างไร หรือมีความกังวลเรื่องอะไร การเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการซื้อจะช่วยให้คุณควบคุมการเงินได้ดีขึ้น


7. "ความประหยัด" คือการซื้อความอุ่นใจ

การไม่ใช้เงิน (การออม) ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือการซื้อ "ตัวเลือกในอนาคต" และซื้อความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ่งของฟุ่มเฟือยให้ไม่ได้


8. เงินไม่สามารถซื้อ "รสนิยม" ได้

คนที่มีเงินเยอะอาจซื้อของแพงได้ทุกอย่าง แต่คนที่มีรสนิยมคือคนที่รู้วิธีใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดสุนทรียภาพหรือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม การมีรสนิยมจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มหาศาล


9. ลงทุนใน "ประสบการณ์" ให้ผลตอบแทนยาวนานกว่า

สิ่งของจะเสื่อมค่าและจางหายไปจากความทรงจำ แต่ประสบการณ์ (การเดินทาง, การเรียนรู้) จะกลายเป็นเรื่องเล่าและส่วนหนึ่งของตัวตน ซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปของความสุขที่ยั่งยืนกว่า


10. เป้าหมายสุดท้ายคือ "ความสงบทางใจ"

การใช้เงินที่ประสบความสำเร็จที่สุดไม่ใช่การมีของสะสมที่แพงที่สุด แต่คือการใช้เงินในแบบที่ทำให้คุณ "นอนหลับฝันดี" ไม่มีความกังวล และรู้สึกว่าชีวิตอยู่ในคอนโทรลของตัวเอง


#จัดไป 

สรุป 10 ข้อ How Countries Go Broke: The Big Cycle – โดย Ray Dalio

 สรุป 10 ข้อ How Countries Go Broke: The Big Cycle – โดย Ray Dalio


นี่คือสรุปใจความสำคัญ 10 ข้อที่นักลงทุนระดับมหาภาคต้องรู้ครับ:


1. โลกดำเนินเป็น "วงจรใหญ่" (The Big Cycle)

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ดำเนินไปตามวงจรที่ซ้ำรอยเดิมเสมอ (เฉลี่ยรอบละ 250 ปี) ตั้งแต่การผงาดขึ้นของอาณาจักร การครองอำนาจสูงสุด และการล่มสลาย โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก


2. 8 ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของประเทศ

Ray Dalio ใช้เกณฑ์วัดความมั่งคั่งและอำนาจผ่าน 8 ปัจจัย: การศึกษา, ความสามารถในการแข่งขัน, นวัตกรรม/เทคโนโลยี, ผลผลิตทางเศรษฐกิจ, ส่วนแบ่งการค้าโลก, ความแข็งแกร่งทางทหาร, ความแข็งแกร่งของตลาดการเงิน และสถานะ "สกุลเงินสำรองโลก"


3. วงจรหนี้และการพิมพ์เงิน (The Debt Cycle)

อาณาจักรที่กำลังรุ่งเรืองมักสร้างหนี้มหาศาลเพื่อขยายอำนาจ เมื่อหนี้สูงจนจ่ายไม่ไหว รัฐบาลจะใช้วิธี "พิมพ์เงินเพิ่ม" ส่งผลให้ค่าเงินเสื่อมค่าและเกิดเงินเฟ้อรุนแรง นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของการ "ล้มละลาย" (Go Broke)


4. ความขัดแย้งภายใน (Internal Disorder)

เมื่อช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นเรื่อยๆ (Wealth Gap) จะเกิดความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองที่รุนแรงขึ้นภายในประเทศ นำไปสู่การประท้วง การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่วุ่นวาย หรือแม้แต่สงครามกลางเมือง


5. ความขัดแย้งภายนอก (External Disorder)

เมื่อมหาอำนาจใหม่ (เช่น จีน) ผงาดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม (เช่น สหรัฐฯ) จะเกิดการแข่งขันใน 5 มิติ: สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี, สงครามภูมิรัฐศาสตร์, สงครามค่าเงิน และอาจจบลงด้วยสงครามทางทหาร


6. การสูญเสียสถานะ "สกุลเงินสำรอง"

สัญญาณสุดท้ายของการล่มสลายคือเมื่อคนทั่วโลกเริ่มไม่เชื่อมั่นในค่าเงินของมหาอำนาจนั้น และหันไปถือครองสินทรัพย์อื่นแทน (เช่น ทองคำ, เงินสกุลอื่น) ทำให้มหาอำนาจเดิมไม่สามารถพิมพ์เงินมาใช้จ่ายได้ง่ายๆ อีกต่อไป


7. ขั้นตอนการล่มสลาย (The Decline Phase)

เริ่มจากรายได้น้อยกว่ารายจ่าย -> พิมพ์เงินเพื่อโปะหนี้ -> เกิดเงินเฟ้อ -> ดอกเบี้ยพุ่งสูง -> ความเหลื่อมล้ำระเบิดออก -> เกิดการแย่งชิงทรัพยากร และสุดท้ายคือการปฏิวัติหรือการปรับโครงสร้างระบบใหม่ทั้งหมด


8. ยุคแห่งความผันผวนสูง

Ray Dalio ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันเราอยู่ในช่วงท้ายของวงจร (Late Stage) ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงเรื่องสงครามและความผันผวนทางการเงินจะสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี


9. การกระจายความเสี่ยงคือทางรอดเดียว

ในโลกที่ระบบการเงินเดิมกำลังถูกสั่นคลอน การถือเงินสดเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง นักลงทุนควรกระจายสินทรัพย์ไปในหลายประเทศ หลายสกุลเงิน และถือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Hard Assets) เช่น ทองคำ หรือหุ้นในบริษัทที่มีนวัตกรรม


10. พัฒนาการของมนุษย์ยังเดินหน้าต่อ

แม้ "อาณาจักร" จะล้มสลาย แต่นวัตกรรมและองค์ความรู้ของมนุษย์ยังคงเติบโตต่อไปในภาพรวม หน้าที่ของเราคือต้องรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของวงจร เพื่อวางแผนรับมือและรักษาความมั่งคั่งให้รอดพ้นจากการเปลี่ยนผ่านนี้


#จัดไป

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

สรุป 10 ข้อคิด จากหนังสือ "Fixed: Why Personal Finance Is Broken" โดย John Campbell

 สรุป 10 ข้อคิด จากหนังสือ "Fixed: Why Personal Finance Is Broken" โดย John Campbell 


 John Y. Campbell (อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Harvard) และ Tarun Ramadorai (อาจารย์การเงินจาก Imperial College) 


เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบันได้อย่างแหลมคม โดยเน้นไปที่การสำรวจว่าทำไม "คนฉลาด" ถึงยังตัดสินใจทางการเงินผิดพลาด และระบบถูกออกแบบมาให้เราแพ้อย่างไร


นี่คือสรุป 10 ข้อคิดหลักจากหนังสือเล่มนี้ 

:


1. ระบบการเงิน "ซับซ้อนเกินจำเป็น" (The Complexity Trap)

โลกการเงินถูกออกแบบให้มีความซับซ้อน (เช่น เงื่อนไขบัตรเครดิต, กองทุนรวม, ประกันชีวิต) จนกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าไม่ถึงความคุ้มค่า และมักจะจบลงด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลประโยชน์แก่สถาบันการเงินมากกว่าตัวเอง


2. ความล้มเหลวของ "ความรู้ทางการเงิน" (Financial Literacy is Not Enough)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ลำพังแค่การ "สอน" ให้คนมีความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) นั้นไม่เพียงพอ เพราะพฤติกรรมมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และอคติ (Biases) ต่อให้รู้ทฤษฎี แต่ในสถานการณ์จริงเราก็ยังตัดสินใจผิดพลาดอยู่ดี


3. ผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ "ทุกคน"

หนังสืออธิบายว่าตลาดการเงินมักจะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาโดยอิงจาก "นักลงทุนในอุดมคติ" แต่ในความเป็นจริง มนุษย์แต่ละคนมีบริบทชีวิต รายได้ และความเสี่ยงที่ต่างกันมาก การใช้โมเดลเดียว (One-size-fits-all) จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบนี้ "พัง" สำหรับคนส่วนใหญ่


4. กับดักค่าธรรมเนียมแฝง (The Invisible Costs)

ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในกองทุนหรือธุรกรรมทางการเงิน (Hidden Fees) คือตัวกัดกินความมั่งคั่งในระยะยาวที่น่ากลัวที่สุด ผู้เขียนเสนอว่าระบบควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ เพื่อให้คนเห็นต้นทุนที่แท้จริงของการลงทุน


5. เทคโนโลยี: ดาบสองคม (Technology as a Double-Edged Sword)

แม้ Fintech หรือ AI จะช่วยให้เข้าถึงการลงทุนง่ายขึ้น แต่ความง่ายนั้นก็กระตุ้นให้คน "เทรดบ่อยเกินไป" (Overtrading) หรือตัดสินใจเร็วเกินไปโดยขาดการไตร่ตรอง ซึ่งส่งผลเสียต่อผลตอบแทนในระยะยาว


6. การบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาด

คนส่วนใหญ่มักกลัว "ความผันผวนระยะสั้น" จนลืมมอง "ความเสี่ยงระยะยาว" (เช่น เงินเฟ้อ หรือการมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ) หนังสือเล่มนี้สอนให้เรากลับมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับช่วงชีวิต (Life-cycle Investing)


7. อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

หนังสือท้าทายความเชื่อที่ว่า "บ้าน" คือการลงทุนที่ดีที่สุดเสมอไป โดยชี้ให้เห็นว่าอสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำและมีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง การเทเงินทั้งหมดลงไปในบ้านอาจทำให้พอร์ตการเงินขาดสมดุล


8. รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้อง "แก้ที่โครงสร้าง"

ผู้เขียนเสนอว่า เราไม่ควรโยนภาระให้ผู้บริโภคไปศึกษาเอาเองเพียงอย่างเดียว แต่รัฐต้องเข้ามา "Fix" หรือแก้ไขที่ตัวกฎหมายและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานที่ปลอดภัย หรือ Default Options) เพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่


9. พลังของ "ทางเลือกพื้นฐาน" (The Power of Default)

หนึ่งในทางแก้ที่ทรงพลังที่สุดคือการตั้งค่า Default ทางการเงินที่ดี เช่น การหักเงินออมอัตโนมัติเข้ากองทุนตั้งแต่วันเริ่มทำงาน เพราะมนุษย์มีความเฉื่อย (Inertia) การทำให้การออมเป็นเรื่องอัตโนมัติจึงได้ผลดีกว่าการบังคับตัวเอง


10. การเน้นที่ "ผลลัพธ์ของชีวิต" ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ข้อสรุปสุดท้ายคือ การเงินส่วนบุคคลที่ "ซ่อมแซมแล้ว" (Fixed) ควรจะโฟกัสที่การทำให้คนบรรลุเป้าหมายในชีวิต (เช่น เกษียณอย่างมีคุณภาพ, การรักษาพยาบาล) มากกว่าการวิ่งไล่ตามตัวเลขผลตอบแทนที่สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

6 ข้อควรรู้ ปกติทองขึ้นเวลาเกิดสงคราม แต่คราวนี้ทำไมทองลง

 6 ข้อควรรู้ ปกติทองขึ้นเวลาเกิดสงคราม แต่คราวนี้ทำไมทองลง


ปกติแล้ว "ทองคำ" จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ราคาพุ่งขึ้นทุกครั้งที่มีเสียงปืนดังขึ้น แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (มีนาคม 2026) ที่มีประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กลับกลายเป็นว่าราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักจากระดับกว่า 5,200 ลงมาต่ำกว่า 4,200เหรียญ


นี่คือ 6 ข้อควรรู้ ว่าทำไมคราวนี้ "ตำราเดิม" ถึงใช้ไม่ได้ครับ


1. ดอกเบี้ยแท้จริง (Real Yield) พุ่งสูงขึ้น

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ไม่มีปันผลและไม่มีดอกเบี้ย ในขณะที่ตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตร (Yield) พุ่งขึ้นแรงมากจนเอาชนะเงินเฟ้อได้ (Real Yield เป็นบวก) นักลงทุนจึงมองว่าการถือพันธบัตรที่ได้ดอกเบี้ย 4% ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่าการถือทองคำเฉยๆ ครับ


2. ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น (Strong USD)

ในยามสงคราม คนไม่ได้วิ่งเข้าหาแค่ทองคำ แต่พุ่งเข้าหา "เงินดอลลาร์" ด้วย เพราะเป็นสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ทองคำซึ่งตั้งราคาเป็นดอลลาร์จึงดูแพงขึ้นในสายตาคนถือเงินสกุลอื่น ทำให้ความต้องการซื้อลดลงและราคาย่อตัวลงครับ


3. ปรากฏการณ์ "ขายทองเพื่อชดเชยส่วนต่าง" (Liquidity Crunch)

เวลาสงครามรุนแรง ตลาดหุ้นมักจะดิ่งลงหนัก นักลงทุนรายใหญ่ที่โดน Margin Call (เรียกหลักประกันเพิ่ม) ในตลาดหุ้น มักจะเลือกขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่องที่สุด เพื่อเอาเงินสดไปเติมพอร์ตหุ้นครับ "ทองคำจึงถูกขายเพราะมันขายได้ราคา ไม่ใช่เพราะมันหมดความน่าสนใจ"


4. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากน้ำมัน (Energy-Driven Inflation)

สงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้ค้างฟ้านานกว่าเดิม ผลที่ตามมาคือ ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลาง (Fed) จะ ไม่ลดดอกเบี้ย หรืออาจจะ ขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพื่อสู้เงินเฟ้อ แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นนี้จึงกดราคาทองไว้ครับ


5. การขายทำกำไรหลังจากพุ่งแรง (Profit Taking)

ก่อนเกิดสงครามรอบนี้ ราคาทองคำได้พุ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) มาก่อนแล้ว เมื่อข่าวสงครามออกมาจริงๆ นักลงทุนหลายกลุ่มมองว่าเป็นจังหวะ "Sell on Fact" หรือขายทำกำไรเมื่อข่าวออก เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดรอกลับมาซื้อใหม่เมื่อราคาปรับฐานครับ


6. การปรับสมดุลของธนาคารกลาง (Central Bank Shift)

แม้ธนาคารกลางหลายแห่งจะสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่ในระยะสั้น บางประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจหรือต้องใช้เงินด่วนเพื่อพยุงค่าเงินหรือทำสงคราม อาจมีการระบายทองคำสำรองออกมาเพื่อแลกเป็นสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ทำให้มี Supply เติมเข้ามาในตลาดครับ


6 สินทรัพย์ ที่ลงโหดๆ เวลาดอกเบี้ยขึ้น ที่ต้องระวัง

 6 สินทรัพย์ ที่ลงโหดๆ เวลาดอกเบี้ยขึ้น ที่ต้องระวัง


ปกติดอกเบี้ยจะขึ้น เพราะ เศรษฐกิจดีและเงินเฟ้อข้าวของแพง …แต่คราวนี้ต้องระวัง Cost Push ต้นทุนการทำธุรกิจของทั้งโลกเพิ่มจากความตรึงเครียดจากสงคราม ดันพลังงานและค่าขนส่ง รวมทั้งต้นทุนสินค้า 


มาดูกัน 


ในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา (ช่วงปี 2022-2023) ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มีสินทรัพย์หลายประเภทที่ "ปรับฐาน" หรือ "ตกลงมาหนักมาก" โดยกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดมีดังนี้ครับ:


1. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)

หุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะมูลค่าของมันอ้างอิงกับ "กำไรในอนาคต" เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ค่าการคิดลด (Discount Rate) ก็สูงขึ้น ทำให้มูลค่าปัจจุบันของหุ้นเหล่านี้หายไปทันที

• Nasdaq Composite: ในปี 2022 ตกไปกว่า 33%

• ตัวอย่าง: หุ้นเทคใหญ่ๆ อย่าง Meta, Amazon หรือหุ้นซอฟต์แวร์หลายตัวราคาลดลงกว่า 50-70% ในช่วงนั้นครับ


2. พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Long-term Bonds)

หลายคนคิดว่าพันธบัตรปลอดภัย แต่ในเชิงราคา "มันลงหนักไม่แพ้หุ้น" เลยครับ เพราะเมื่อดอกเบี้ยใหม่สูงขึ้น พันธบัตรเก่าที่ดอกเบี้ยต่ำจึงถูกขายทิ้ง

• Bond Market: ปี 2022 ถือเป็นปีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดยพันธบัตรระยะยาว (20 ปีขึ้นไป) มีราคาร่วงลงไปกว่า 30%

#

3. คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrencies)

สินทรัพย์เก็งกำไรสูงที่เคยเฟื่องฟูในช่วงดอกเบี้ย 0% ถูกกระแทกหนักที่สุดเมื่อสภาพคล่องถูกดึงกลับ

• Bitcoin: ร่วงจากจุดสูงสุดเกือบ \bm{69,000} ลงไปแตะระดับ \bm{16,000} (ลดลงประมาณ 75%)

• สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ และ NFT แทบจะกลายเป็นศูนย์ในหลายโปรเจกต์ครับ


4. กองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REITs

ดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของกอง REITs สูงขึ้น และทำให้ Yield จากเงินปันผลดูไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตร

• กลุ่ม Real Estate ใน S&P 500 ปรับตัวลดลงประมาณ 28% ในปี 2022


5. หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield / Junk Bonds)

เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ความเสี่ยงที่บริษัทที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแรงจะ "ผิดนัดชำระหนี้" (Default) ก็สูงขึ้นตาม นักลงทุนจึงเทขายตราสารหนี้เหล่านี้ออกมาอย่างรวดเร็ว


6. หุ้นไทย ก็ลงเละตุ้มเป๊ะ จากตรงนั้น ถึงปัจจุบัน นี่แหละ 


พูดง่ายๆ ภาวะนี้ ต้องพยายามวิเคราะห์และมองรอบๆ ด้าน ให้ดี 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อ ควรระวังของนักลงทุนระยะยาว เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มพุ่งขึ้น

 7 ข้อ ควรระวังของนักลงทุนระยะยาว เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มพุ่งขึ้น


เมื่อดอกเบี้ยระยะยาว (Bond Yield) พุ่งขึ้น มันคือการเปลี่ยน "แรงดึงดูด" ของโลกการเงินครับ 


• สหรัฐฯ (US 10Y Treasury): พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.33% - 4.40% ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายเดือน (ทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025)


• ไทย (Thai 10Y Bond): ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.10% - 2.24% ซึ่งเป็นการทำจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือนเช่นกันครับ


1. การลดลงของมูลค่าหุ้น (Valuation De-rating)

มูลค่าหุ้นปัจจุบันคำนวณจากกระแสเงินสดในอนาคตที่ถูก "คิดลด" (Discount) กลับมาด้วยอัตราดอกเบี้ย


หุ้นกลุ่ม Growth หรือหุ้นที่คาดหวังกำไรในอนาคตไกลๆ จะถูกเทขายหนักที่สุดครับ


2. กับดักหุ้นปันผล (The Yield Gap Trap)

หุ้นปันผลที่เคยดูน่าสนใจที่ 5% จะเริ่ม "ไม่คุ้มเสี่ยง" เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรที่ไร้ความเสี่ยงขยับจาก 2% ขึ้นมาเป็น 4%

• ความเสี่ยง: นักลงทุนสถาบันจะโยกเงินจากหุ้นปันผลไปเข้าพันธบัตรแทน


3. ภาระหนี้สินที่ต้องต่ออายุ (Rollover Risk)

บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้กู้เงินครั้งเดียวจบ แต่มีการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อไปใช้คืนชุดเก่า (Rollover)


4. กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง (Consumer Squeeze)

ดอกเบี้ยระยะยาวที่พุ่งขึ้น มักจะลามไปถึงดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและรถยนต์


5. ความผันผวนของค่าเงิน (Currency Volatility)

เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่าไทย (Yield Spread กว้างขึ้น) เงินบาทมักจะอ่อนค่าจากการไหลออกของเงินทุน


6. สภาพคล่องในตลาดหุ้นแห้งขอด (Liquidity Crunch)

การที่ธนาคารกลางทำ QT และดอกเบี้ยสูงขึ้น คือการ "ดูดเงิน" ออกจากระบบ


7. การเปลี่ยนกลุ่มผู้นำตลาด (Sector Rotation)

หุ้นที่เคยเป็น "พระเอก" ในยุคดอกเบี้ยต่ำ (เช่น Tech, Startup) จะเสียเปรียบ


วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 สิ่ง ต้องรู้ในการเป็นนักลงทุนในภาวะสงคราม

 7 สิ่ง ต้องรู้ในการเป็นนักลงทุนในภาวะสงคราม


1. ความอดทนสำคัญกว่าความรู้ …ยุคที่ความรู้มันตามกันทันด้วย AI …ความอดทนในเป้าหมายของเราจึงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ


2. หุ้นปันผลน่าซื้อกว่าหุ้นเติบโต …ในภาวะที่ทุกอย่างผันผวน สิ่งที่จับต้องได้ และค้ำราคาหุ้นก็คือปันผล สม่ำเสมอต่อเนื่อง นั่นแหละของดี


3. ในยุคที่เก็งกำไรกี่เท่าของเงินก็ได้ …ต้องไม่ Over Leverage ยิ่งใช้ Margin เยอะ ยิ่งการันตีว่าเราแพ้ในระยะยาว


4. การทยอย DCA ซื้อไปเรื่อยๆ ในตลาดที่ถูก เป็นความคิดที่ดีมาก โดยเฉพาะหุ้นที่มีกำไรสม่ำเสมอ ปันผลดี และราคาไม่แพง


5. อะไรที่เราคิดว่ากำไรแน่ๆ กำไรชัวร์ๆ ต้องระวังให้มาก …เพราะ จุดนั้นมักจะเป็นกับดัก


6. การถือเงินสดเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรทยอยเข้าซื้อ ทุกครั้งที่มีข่าวไม่ดี ราคาลงหนัก วิธีนี้จะเป็นการ สร้างพอร์ตหุ้นปันผลที่ดีในระยะยาว


7. หุ้นที่ได้ประโยชน์สูงสุดในสงครามคือ พลังงาน และ การเงิน …เพราะพลังงานจะแพง เงินจะเฟ้อและดอกเบี้ยจะขึ้น ต้องเตรียมรับมือให้ดี 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ทำไม เงินดอลล่าร์ถึงแข็ง เวลาเกิดสงคราม

 7 ข้อ ทำไม เงินดอลล่าร์ถึงแข็ง เวลาเกิดสงคราม 


1. ต้องเข้าใจก่อนว่า ในปัจจุบัน แม้ว่า หลายๆ ประเทศ ไม่อยากถือดอลลาห์ เพราะ อเมริกาพิมพ์เงินไร้วินัย แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีสกุลเงินไหนที่จะมาทดแทนได้ ณ ปัจจุบัน


2. พอเกิดสงคราม คนต้องหนีจากสินทรัพย์เสี่ยง แล้ววิ่งเข้าถือเงินสด ดอลล่าร์ก็เลยได้ประโยชน์ แข็งค่านั่นเอง


3. หลายๆ ประเทศพยายามถือทอง เพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของเงินสำรอง ทำให้ราคาทองขึ้นแรงก่อนหน้า …แต่ต้องเข้าใจว่า ถ้าเกิดภาวะสงครามจริงๆ เงินจะวิ่งเข้าดอลล่าร์มากกว่าทอง ต้องระวังจุดนี้ด้วย


4. ราคาของทุกสินทรัพย์ในโลก มันอิงกับดอลลาห์ ทั้งน้ำมัน หุ้น ทอง หรือ แม้กระทั่งคริปโต แปลว่า ถ้าอันนึงขึ้น อีกอันต้องลง …ถ้าอันนึงลง อีกอันขึ้น


5. สงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของการลงทุน เพราะ เราจะเริ่มเห็นจริงๆ ว่า เงินควรอยู่ในอะไร ทึ่ไหน อย่างไร …พูดง่ายๆ วิกฤตมันเปลี่ยน Mindset ของคนนั่นเอง


6. จีนจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นคู่ต่อสู้ตัวจริงของอเมริกา ในเกมเศรษฐกิจโลก …พลังงานทดแทน รถยนต์ EV และ เทคโนโลยีของตัวเอง


7. ไทยเราต้อง Focus ที่จุดแข็ง …จุดแข็งที่อาหาร โรงพยาบาล ความเป็นกลาง …ที่อยู่และฐานผลิต สำรอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ทำไมหุ้นไทยรอบนี้ไม่เหมือนรอบที่ผ่านๆ มา

 7 ข้อ ทำไมหุ้นไทยรอบนี้ไม่เหมือนรอบที่ผ่านๆ มา


1. รอบนี้ฝรั่งกลับมาซื้อจริงจัง ในรอบหลายๆ ปี ที่ขายต่อเนื่อง …ในภาพใหญ่การที่ฝรั่งกลับมาซื้อ มักจะซื้อต่อเนื่อง จนทำให้หุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นได้


2. การลงช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หุ้นทุกตัวลงจนสุดขาลง …ในเชิงเทคนิค ตลาดเริ่มกลับตัวในภาพใหญ่


3. สงครามจะกดดันหุ้น Growth และสินทรัพย์เก็งกำไร ทำให้หุ้นพื้นฐานกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง


4. ตอนนี้หุ้นปันผลตลาดหุ้นไทยอยู่ใน Sweet Spot ในการซื้อแล้วถือในภาพใหญ่ …ปีนี้ทุกการปรับฐาน สามารถซื้อสะสมได้ตลอด โดยเฉพาะหุ้นปันผล 


5. งบของกิจการส่วนใหญ่ เริ่มผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว (อะไรที่เคยซุกไว้ จากการลงทุน มั่วซั่วก็โผล่มาบนงบไปแล้ว) …กำลังจะเข้าสู่ช่วง งบดีขึ้น ปันผลเพิ่มขึ้น 


6. หุ้นไทยเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ทำได้ดี ในเศรษฐกิจไม่ดีอย่างเช่นปัจจุบัน 


7. การเมืองไทย เข้าสู่จุดที่มีเสถียรภาพ ในมุมมองของนักลงทุน …ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจน่าจะทำได้ต่อเนื่อง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สรุป 7 ข้อจากหนังสือ Thinking in Bets ของ Annie Duke

สรุป 7 ข้อจากหนังสือ Thinking in Bets ของ Annie Duke 


(อดีตแชมป์โป๊กเกอร์ระดับโลก) เป็นหนังสือที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการมองหา "ความถูกต้อง" มาเป็นการมองโลกผ่าน "ความน่าจะเป็น" ซึ่งมีประโยชน์มากในการลงทุนและตัดสินใจในชีวิตครับ


1. ชีวิตคือ "โป๊กเกอร์" ไม่ใช่ "หมากรุก"

ในหมากรุก ถ้าคุณแพ้ แปลว่าคุณเดินพลาด (ไม่มีดวงมาเกี่ยว) แต่ในชีวิตและการลงทุน คุณอาจตัดสินใจได้ถูกต้องทุกอย่างแล้ว แต่ "ผลลัพธ์" ออกมาแย่เพราะปัจจัยภายนอกหรือโชคชะตา การเข้าใจว่าเราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ 100% จะช่วยให้เราไม่โทษตัวเองจนเกินไปครับ


2. กับดักการตัดสินจากผลลัพธ์ (Resulting)

คนส่วนใหญ่มักประเมินคุณภาพการตัดสินใจจาก "ผลลัพธ์" (ถ้ากำไร = ตัดสินใจดี, ถ้าขาดทุน = ตัดสินใจพลาด) Annie สอนว่านี่คือข้อผิดพลาด เพราะการตัดสินใจที่ดีอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ได้ในบางครั้ง (Bad Luck) และการตัดสินใจที่แย่ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ (Dumb Luck)


3. ทุกการตัดสินใจคือ "การวางเดิมพัน" (All Decisions are Bets)

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหน หรือจะแต่งงานกับใคร ทุกอย่างคือการเดิมพันด้วย "ทรัพยากร" (เงิน, เวลา, โอกาส) เมื่อเรามองว่ามันคือการเดิมพัน เราจะเริ่มถามตัวเองว่า "ฉันมั่นใจแค่ไหน?" แทนที่จะตอบแค่ว่า "ใช่" หรือ "ไม่"


4. ยอมรับความไม่แน่นอนด้วยคำว่า "ฉันไม่แน่ใจ"

การพูดว่า "ฉันมั่นใจ 70%" ดีกว่าการพูดว่า "ฉันรู้แน่นอน" เพราะมันช่วยเปิดช่องว่างให้เราพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ และปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีโดยไม่เสียหน้า (Ego) นักลงทุนที่เก่งคือคนที่กล้าบอกระดับความมั่นใจเป็นตัวเลขครับ


5. แยกแยะระหว่าง "ทักษะ" กับ "โชค" (Skill vs. Luck)

เมื่อผลลัพธ์ออกมาดี เรามักเหมาว่าเป็นเพราะ "ฝีมือ" (Self-serving Bias) แต่เมื่อผลออกมาแย่ เรามักโทษ "ดวง" Annie บอกว่าเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองในการแยกแยะสองส่วนนี้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงจากการกระทำของตนเอง


6. สร้าง "กลุ่มเพื่อนช่วยคิด" (Truth-seeking Groups)

เรามักจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง การมีกลุ่มเพื่อนหรือ Community ที่ช่วยวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของเราอย่างตรงไปตรงมา (โดยไม่ตัดสินที่ผลลัพธ์) จะช่วยให้เรามองเห็นจุดบอดที่มองไม่เห็นด้วยตัวเองครับ


7. การทำ "ชันสูตรก่อนตาย" (Pre-mortem)

ก่อนจะลงทุนหรือตัดสินใจเรื่องใหญ่ ให้ลองจินตนาการว่า "ถ้าโปรเจกต์นี้ล้มเหลวในอีก 6 เดือนข้างหน้า สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรได้บ้าง?" การคิดย้อนกลับจากความล้มเหลวจะช่วยให้เราเห็นความเสี่ยงที่เคยมองข้ามไปในตอนที่กำลังตื่นเต้นครับ


การประยุกต์ใช้: เล่มนี้จะช่วยให้คุณ "นิ่ง" ขึ้นมากเวลาพอร์ตหุ้นผันผวน เพราะคุณจะโฟกัสที่ "กระบวนการตัดสินใจ (Process)" มากกว่าการวิ่งไล่ตามราคาในระยะสั้นครับ


#จัดไป 

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหุ้นอสังหาไทยที่ถูกและให้ปันผลดี

 7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหุ้นอสังหาไทยที่ถูกและให้ปันผลดี 


1. ปันผลสูงคือ "กันชน" แต่ไม่ใช่ "เครื่องยนต์"

ปัจจุบันหุ้นอสังหาฯ ตัวท็อปอย่าง AP, SIRI, SPALI จ่ายปันผลระดับ 7% - 10% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมหาศาล ปันผลนี้ทำหน้าที่เป็น "กันชน" ไม่ให้ราคาหุ้นลงไปลึกกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะวิ่งขึ้น เพราะตลาดกังวลเรื่องการเติบโตของกำไรในอนาคต


2. กับดักหนี้ครัวเรือน (90% ของ GDP)

นี่คือปัจจัยลบเบอร์หนึ่งของปี 2026 ครับ เมื่อหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยกู้ (Rejection Rate สูง) ทำให้แม้บริษัทจะมียอดจอง (Presales) ดี แต่ "โอนไม่ได้"


3. ตลาด "กลุ่มบน" เริ่มมีอาการ Oversupply

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทุกบริษัทหนีไปทำบ้านหรู 20-50 ล้านบาทกันหมด จนตอนนี้ในปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณสินค้าล้นตลาด (Stock ค้าง)


4. ดอกเบี้ยขาลงคือ "ข่าวดีที่ต้องรอ"

หากธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2569 นี้ จะเป็นบวกต่อหุ้นอสังหาฯ 2 ทาง: 1. คนซื้อบ้านผ่อนน้อยลง 2. ต้นทุนการเงินของบริษัท (หุ้นกู้) ต่ำลง แต่ต้องระวังว่าถ้าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้น ดอกเบี้ยลดก็อาจจะช่วยได้ไม่มากนัก


5. กระแสเงินสดอิสระ (FCF) สำคัญกว่ากำไรสุทธิ

ให้ดูว่าบริษัทนั้นมีเงินสดเหลือหลังลงทุนไหม? หุ้นอสังหาฯ ที่น่าลงทุนคือตัวที่ "สร้างเสร็จ-ขาย-โอน" ได้เร็ว (Inventory Turnover สูง) ไม่ใช่ตัวที่เปิดโครงการใหม่ตลอดเวลาแต่ไม่มีเงินสดกลับเข้าบริษัท


6. มองหา Recurring Income มาช่วยพยุง

หุ้นอสังหาฯ ที่มีความเสี่ยงต่ำในปีนี้คือกลุ่มที่มี "รายได้สม่ำเสมอ" มาเสริม เช่น QH (มีปันผลจาก HMPRO/LHFG) เพราะในวันที่คนไม่ซื้อบ้าน บริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้ทางอื่นมาจ่ายปันผลให้คุณได้ครับ


7. หุ้นอสังหาถูกแบบนี้ เคยมีมา 3 ครั้งแล้ว คือ ต้มยำกุ้ง 2540 , แฮมเบอร์เกอร์ 2551 , โควิต 2563 …และก็วันนี้ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ถ้ารอบนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นจริง

 7 ข้อควรรู้ ถ้ารอบนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นจริง


1. หุ้นใหญ่ปันผลจะเป็นพระเอก …รอบนี้หุ้นใหญ่ตัวหลักปันผล ราคาถูกจัด เป็นโอกาสทองในรอบ 10 ปี 


2. คนส่วนใหญ่จะตกรถ …แน่ละ ทุกรอบที่ตลาดขึ้นจริงแปลว่า คนที่อยากจะขายหุ้นได้ขายไปหมดแล้ว


3. พื้นฐานจะวิ่งตามมาเอง …ตลกร้ายตลาดหุ้นคือ เหตุผลมันจะมาหลังราคาเสมอ …ถ้าหุ้นขึ้นจริงจัง เดี๋ยวข่าวและพื้นฐานดี จะตามมาเอง


4. ถ้าคนที่อยากขายได้ขายหมด ตลาดจะกลับตัว แล้วขึ้นรอบใหม่ ที่จะทำจุดสูงสุดรอบใหม่ …‘New High มันมีจุดเริ่มจากความสิ้นหวังที่สุด’


5. ตลาดจะปรับฐานระหว่างทางขึ้น เป็นโอกาสให้สามารถเข้าซื้อเพิ่มได้เรื่อยๆ 


6. จบรอบหุ้นใหญ่จะตามมาด้วยหุ้นเล็กที่แรงกว่า …เข้าสู่ช่วง High Risk High Return ในที่สุด


7. ถ้ารอบนี้ไม่เกิดขึ้นจริง ก็เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ด้วย …หลักๆ คือ ผมพยายามใช้เงินเย็น ไม่เล่นมาร์จิ้น ไม่อัด Leverage ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ‘คนที่เปิดโอกาสให้ตัวเองรวย ถึงจะสามารถรวยได้มาก’

 7 ข้อควรรู้ ‘คนที่เปิดโอกาสให้ตัวเองรวย ถึงจะสามารถรวยได้มาก’ 

  1. คนที่รวยส่วนนึงคือ โชค แต่อีกส่วนคือ ‘การเปิดโอกาสให้ตัวเองรวย’ ..เข้าใจรายได้ที่มีข้อจำกัด กับ ไม่มีข้อจำกัด
  2. การเปิดโอกาสให้ตัวเองรวย คือ การเข้าใจการบริหารความเสี่ยง (นี่คือเหตุผลที่ว่า นักพนัน ไม่เคยรวย …หรือถึงแม้จะได้เงินเยอะ ก็จะเสียหายในที่สุด)
  3. สินทรัพย์คือสิ่งที่สามารถเปิดโอกาสให้เรารวยได้มากที่สุด เพราะ มันไม่มี Limit ในการขึ้น และ การลง
  4. คนส่วนใหญ่เอาเงินใส่ไว้ในสิ่งที่ Limit ขาลง …ซึ่งแปลว่า สิ่งนั้นย่อม Limit ขาขึ้นเช่นกัน
  5. ความเสี่ยงจริงๆ ขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจในความเสี่ยง สำคัญที่สุด
  6. เมื่อมีเงินเพิ่มขึ้น ต้องพยายามแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดต่อเนื่อง
  7. วิธีหาเงิน กำหนด ระดับความรวยของเราแต่ละคน มากที่สุด
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Cycle ของทุกสินทรัพย์

 7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Cycle ของทุกสินทรัพย์ 

  1. สิ่งได้จะเป็นสินทรัพย์ สิ่งนั้น ย่อมต้องมี หนึ่ง คนต้องการ และ สอง มันต้องมีจำนวนจำกัด …นอกนั้น ไม่ใช่สินทรัพย์ 
  2. ‘สินทรัพย์ที่ดี’ ต้องมีประโยชน์ใช้สอยจริง …และ จะยิ่งดีมาก ถ้าสินทรัพย์นั่นสามารถ สร้างเงินปันผล Cash flow ให้เราอย่างต่อเนื่อง
  3. สินทรัพย์ทุกอย่าง อยู่ภายใต้วัฏจักร หรือ Cycle …จนกว่า มันจะตายไป ’เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป’ และวนเวียนเกิดใหม่ ตรายเท่าที่ประโยชน์ใช้สอยยังคงมีอยู่
  4. สินทรัพย์ที่ดี ทำให้คนเสียหายมากกว่าสินทรัพย์ไม่ได้ดี หากซื้อในเวลาที่ทุกคนแย่งกันเข้าซื้อ
  5. สินทรัพย์ที่ไม่ดี บางครั้งก็สร้างกำไรให้เราได้มหาศาล หากเรากล้าซื้อในเวลาที่คนส่วนใหญ่หนีตาย (แต่ยังไง การเลือกอยู่กับสินทรัพย์ที่ดี ย่อมดีกว่าในระยะยาว)
  6. อิสรภาพทางการเงินจะเกิดในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินปันผลเท่านั้น …ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่ปันผล เราต้องหาจังหวะทำกำไร
  7. การมอง Cycle ของสินทรัพย์ให้ขาด ต้องตัด Bias และ อีโก้ (ความสำเร็จของเราในอดีต) แล้วเหลือไว้แต่ข้อมูลที่ปราศจากอารมณ์เท่านั้น

: “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินทรัพย์ คือเวลาที่ไม่มีใครอยากซื้อ …และ เวลาขายสินทรัพย์ที่ดีที่สุด ก็คือ เวลาที่ใครๆ  ก็อยากเข้าซื้อ”


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อควรรู้ ‘อย่าลงทุนแบบขาขึ้นอย่างหงส์ ขาลงอย่างหมา‘

 7 ข้อควรรู้ ‘อย่าลงทุนแบบขาขึ้นอย่างหงส์ ขาลงอย่างหมา‘ 


1. การลงทุนในปัจจุบัน ถ้าไม่ระวังมันคล้ายกับการพนันอย่างมาก …สาเหตุก็เพราะสามารถใช้ Leverage ได้สูง …พูดๆ ง่ายคือ มี 1 บาท สามารถแทงได้ 100 บาท


2. การลงทุนอย่ามองแต่ขาขึ้น ให้มองขาลงด้วย …ขาขึ้นใครๆ ก็กำไร แต่คนเก่งจะเข้าใจและอยู่รอดตอนขาลง


3. การ Leverage หรือ Margin ต้องคำนวณการแกว่งสูงสุดของสินทรัพย์ให้ดี ไม่งั้น กำไรเท่าไหร่สุดท้ายก็เจ๊งอยู่ดี 


4. ความน่าเชื่อถือของ Platform ที่เราลงทุน สำคัญมาก …ถ้าเงินน้อย คุณจะเทรดที่ไหน กับใครก็ได้ แต่พอเงินเยอะ คุณต้องแน่ใจว่า Platform ที่เราเอาเงินใส่เข้าใจ น่าเชื่อถือ มั่นใจ และ ไม่โกงเรา


5. การ All in เทรดหมดหน้าตัก มันเป็นการการันตีว่า …ยังไงเราก็แพ้ ถึงชนะ 9 ใน 10 ครั้ง แต่ถ้าผิดครั้งเดียว เงินทั้งหมดที่ทีก็ศูนย์อยู่ดี 


6. แล้วคนที่เขาพูดว่า All in แล้วชนะ ..จริงๆ เขาไม่ได้ All in เขาแค่ ลงทุนเป็นพอร์ตฟอริโอ ต่างหาก …คล้ายๆ หลักการของ Private Equity หรือ Venture Capital ‘เสี่ยงมาก แต่กระจายเพียงพอ‘ แค่นั้น


7. การลงทุนที่เราจะรอดแล้วรวย อย่าเน้นหล่อ อย่าโชว์ออฟ เพราะ มันจะเป็นกับดักให้เราพังในที่สุด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ก้าวผ่านเศรษฐีมือใหม่สู่มืออาชีพ

 7 ข้อ ก้าวผ่านเศรษฐีมือใหม่สู่มืออาชีพ


เคยได้ยิน New Money กับ Old Money ไหมครับ ….เอาให้ใกล้ตัวก็ คนที่เพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ กับ คนขับที่ขับรถมา 20 ปี มันก็จะต่างกัน 


1. การมุ่งแต่สร้างตัวเลขในบัญชี มันเครียดและไม่ยั่งยืน …มืออาชีพจะเน้นการสร้าง Cash Flow โดยเน้นไปที่ Passive Income  เพราะ นี่คือ อำนาจจับจ่ายใช้สอยที่แท้จริง


2. มือใหม่จะคิดว่า ยิ่งพอร์ตโตเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น …แต่มืออาชีพจะรักษาสมดุลย์พอร์ต คือ ถ้าช่วงไหนโตเร็ว จะต้องระวังเป็นพิเศษ (สัญญาณฟองสบู่) …ต้องกันกำไรออกมาสำรองเผื่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด


3. มือใหม่จะรีบให้รางวัลตัวเอง หรือ รีบขยายฐานะตัวเองโดยสร้างภาระระยะยาวเร็วเกินไป …เช่น รีบซื้อรถในฝัน ซื้อบ้านในฝัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การกู้ยืม ซึ่งอันตรายมาก


4. มือใหม่จะคิดว่า ต้องเอาเงินไปต่อยอด ยิ่งขยายธุรกิจ หรือไปลงทุนเพิ่มให้มากๆ …แต่มืออาชีพมักขยายธุรกิจในตลาดขาลง เพราะ คู่แข่งน้อย เจ็บตัวกันหมด เป็นเวลาขยายที่ดี


5. การออกนอกความถนัดเร็วเกินไป …มืออาชีพมักจะต่อยอด จากจุดแข็งที่ตัวเองถนัด ไม่ขยายธุรกิจแบบเปะปะ หรือลงทุนเปะปะ


6. การสร้างคอนเนคชั่นในขาขึ้น ต้องระวังการเลือกคบคนให้มาก …เพราะคนที่เข้ามาหาประโยชน์จะแฝงเข้ามา …เอาตรงๆ เพื่อนพวกนี้พาเราไปเสียเงิน เสียรู้ เยอะกว่า


7. เศรษฐีมือใหม่มักพาตัวเองไปสู่หายนะครั้งใหม่ เพราะความประมาทและหลงตัวเอง …รู้ตัวอีกที เราก็เสียหายหนักไปแล้ว …ไอ้ทีแสบกว่านั้น คือ เราเสียหายหนักจากวิธีการเดียวกับที่ทำให้เราสำเร็จก่อนหน้านี้อ่ะซิ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อคิด ภาววิทย์สรุปมา

 7 ข้อคิด ภาววิทย์สรุปมา

จากบทความของ คุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในภาพที่ส่งมา สามารถสรุปข้อคิดสำคัญ 7 ข้อ เพื่อการลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ดังนี้ครับ


1. ความเพียรคือหัวใจ (เล่นไม่เลิก)

เคล็ดลับความสำเร็จไม่ใช่ความอัจฉริยะ แต่คือการ "ไม่เลิก" แม้จะล้มกี่ครั้งก็ตาม คนที่อดทนและดื้อด้านพอที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดหุ้นได้นานที่สุด คือคนที่จะมั่งคั่งในที่สุด


2. ตลาดหุ้นคือบทเรียนชีวิต

ตลาดหุ้นมีทั้งช่วงที่ "หาเงินง่าย" และ "ช่วงที่ยากจนขาดทุน" การได้สัมผัสทั้งสองช่วงจะช่วยให้เราเข้าใจวิธีการ ทรงตัวในตลาด ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่มีใครสอนได้


3. การลงทุนไม่ใช่แค่การซื้อขาย

อย่ามองว่าการลงทุนคือการซื้อๆ ขายๆ ไปวันๆ แต่คือการ ปรับวิธีการลงทุน ให้พร้อมรับมือกับวิกฤตและความผันผวนตลอดเวลา เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการ "วางเงินให้ทำงานแทนเรา"


4. หลักการ "อดทนรวย"

เมื่อเราซื้อหุ้นที่เข้าใจและถือมันได้นานพอ หุ้นจะให้ผลตอบแทนทั้งในรูปแบบของ เงินปันผล และ กำไรส่วนต่าง หลักการง่ายๆ แต่ทำยากคือ "ซื้อหุ้นดีแล้วถือไว้" นั่นเอง


5. เปลี่ยนจาก Work for Money เป็น Money Work for You

แบ่งขั้นตอนการเงินออกเป็น 2 Step:

• Step 1: หาเงินจากแรงและเวลา (เช่น การเทรดซื้อขาย) เพื่อสะสมทุน

• Step 2: นำ "เงินเย็น" (เงินที่ตัดออกจากชีวิตได้) ไปซื้อหุ้นปันผลเพื่อให้เงินเริ่มทำงานแทนเรา


6. สร้างอิสรภาพทางการเงินเบื้องต้น

เป้าหมายแรกที่ต้องไปให้ถึงคือ การทำให้ "เงินปันผล" ที่ได้รับจากหุ้น มีมูลค่ามากกว่า "เงินเดือน" ของเรา เมื่อถึงจุดนั้นเราจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเงินทำงานแทนเราได้อย่างไร


7. คุณภาพ และ จังหวะ

บทเรียนสำคัญที่สุดคือการเลือก "หุ้นที่มีคุณภาพ" และเข้าซื้อใน "จังหวะที่ถูกต้อง" แม้ช่วงแรกจะผิดพลาดบ้าง แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นจะสอนเราเอง ขอแค่มีวินัยและอดทนรอคอยผลลัพธ์ที่คุ้มค่าได้


7 ข้อ ล้มก่อนรวย ขอไม่ล้มได้ไหม

 7 ข้อ ล้มก่อนรวย ขอไม่ล้มได้ไหม

‘เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ มักจะเป็นคนที่ล้มเหลวมาก่อน ?‘ 


..แต่ก่อน สงสัยมาก ‘ทำไมผมจะต้องเจ๊ง ก็แค่ระวัง แล้วชนะตลอดไม่ได้เหรอ จะได้สบาย‘ — ’ไม่ได้!!’ 


…เพราะ ทุกครั้งที่เราชนะ หรือ ประสบความสำเร็จ เราจะเริ่ม ฮึกเหิม …เราจะคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาดกว่าคนอื่น …และเราก็มักจะคิดว่า ที่เราสำเร็จมาได้ ก็มาจากฝีมือเราเองล้วนๆ …นี่แหละ ’ความประมาท ที่เกิดจากการหลงตัวเอง และ จุดนี้เองที่จะพาเราไปเจอวิกฤตครั้งใหม่ในชีวิต’ 


…สมมุติเราซื้อ หุ้น หรือ เหรียญ อะไรก็ได้ แล้วเผอิญ มันขึ้นไป 100 เท่า …เงินที่เราลงทุนจาก 1 ล้าน ก็จะเป็น ‘ร้อยล้าน‘ - นี่ไง ’ผมเก่ง’ …แล้วไงต่อ ?


พอถึงจุดนี้วิธีคิดเราจะเปลี่ยนละ …พอเรากำไรจากอะไรมาเยอะๆ เราจะเริ่มมองหาแต่กำไรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ลืมไปว่า …จุดที่เรากำไรนี้ มันต่างจากจุดที่เราเริ่มมาเยอะมาก ….ถ้าคนที่มีประสบการณ์จะเริ่มลดความเสี่ยง เช่น การทยอยขาย แล้วกระจายไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงน้อยลง 


แต่คนที่เพิ่งสำเร็จ ‘มือใหม่ของความสำเร็จ’ จะอยากสำเร็จแบบนี้ไปเรื่อยๆ …เขาจะไม่ลดความเสี่ยง แต่จะเสี่ยงแบบเดิม หรือ มากขึ้นไปอีก จนสุดท้ายแม่งเจ๊ง !! …แบบที่คนลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นอยู่ ณ ตอนนี้เลย


แล้วไงต่อล่ะ ?


‘ได้สติละ’ 


ใช่.. คนที่กำลังเจ๊ง หรือดอยหุ้นไทยเวลานี้ ได้สติแล้ว ว่า จริงๆ ความสำเร็จที่ผ่านมา ส่วนนึงที่สำคัญกว่า ฝีมือ ก็คือ ‘จังหวะ‘ ก็เราเข้ามาเวลาตลาดขึ้น …ถึงเราไม่ได้เก่งอะไรมาก มันก็รวยอยู่ดี 


แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดไทย ยังปรับฐานลงไม่จบ …เอาตรงๆ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน แค่ประครองตัวเองไม่ให้เจ๊ง ยังเหนื่อยเลย


แปลว่า คนกลุ่มนึงตอนนี้ได้สติละ จากสตางค์ที่ขาดทุนเละ 


…ตอนนี้หลายๆ เริ่มปรับพอร์ต โยกเงินไปซื้อทองบ้าง ซื้อหุ้นต่างประเทศ …หุ้นที่เขาบอก(ใครบอกวะ) ว่า มันจะมาแทนทุกอย่างซึ่งเป็นอนาคตของโลกใบนี้ …มันมีอยู่ 7 บริษัท …นางฟ้า อเมริกา …7 เทวดา เขาเหลียงซาน ..หรือ ประเทศเวียดนาม ที่แซงไทยไปไกลแล้ว !!


…ที่พูดๆ กัน ไม่ผิดเลย …แต่ที่หลายๆ คนไม่ได้พูดถึง คือ ‘จุดเข้าซื้อ’ …เอาตรงๆ นะ อะไรที่มันมีราคาขึ้นลงได้ มันจะมีรอบมี Cycle ชัดเจน คือ ต้นรอบ-กลางรอบ-ปลายรอบ 


…อะไรที่ทุกคนยังไม่รู้ว่ามันดี มักจะเป็น ต้นรอบ …ซื้อต้นรอบ ก็ลุ้นรวยได้ 


…อะไรที่ มีทั้งคนมองว่าดีและไม่ดี อันนี้แปลว่ากลางๆ รอบ ซื้อแล้ว อาจได้หรือเสีย


…อะไรที่ ใครๆ ก็เห็นด้วยว่าดี อันนี้น่ากลัวละ แปลว่ามันปลายรอบ …โอกาสที่ซื้อแล้วซวยเยอะมาก 


แต่สังเกตไหมว่า หุ้นต้นรอบ ไม่มีใครอยากซื้อ เพราะ ทุกอย่างมันดูแย่ ….ส่วนหุ้นปลายรอบ มีแต่เรื่องดีๆ คนอยากซื้อ ซื้อแล้วสบายใจ แต่พอซื้อแล้วมีโอกาสซวยเยอะมากๆ


1. ถ้าวันนี้เราลงทุนได้กำไรเยอะ ให้ลดความเสี่ยง แล้วกระจายไปในจุดที่เสี่ยงลดลง 


2. ถ้าวันนี้เราขาดทุนเยอะ ให้พิจารณาการลงทุนที่ดูเสี่ยง หรือ คนอื่นไม่เห็นด้วยกับเรา เพราะจุดนี้เท่านั้น ที่มีโอกาสจะพลิกพอร์ตการลงทุนให้โตแบบก้าวกระโดดได้


3. ถ้าเราคิดว่า วันนี้เรากำไรเพราะฝีมือ ต้องระวังให้มาก เพราะแปลว่า เรากำลังประมาท และเรากำลังเปิดโอกาสให้หายนะวิ่งเข้ามาหาเราได้


4. ถ้าเราขาดทุนเยอะ ต้องถามว่า สิ่งนี้มันให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ถ้าตอบไม่ได้แปลว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเงินที่เสียไปเลย


5. เราไม่จำเป็นต้องขยันตลอดเวลา เพราะบางช่วงเวลา การอยู่เฉยๆ ออมแรง ออมเงิน แล้วรอจังหวะด้วยความอดทน อาจทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาวได้


6. ยุคนี้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จนความรู้เริ่มไม่สำคัญเท่า การเอาความรู้ไปใช้ให้ถูกที่ ถูกจังหวะ อันนี้สำคัญกว่า 


7. การซื้อหรือขายตามคนที่เราคิดว่าเชี่ยวชาญ มักทำให้เราขาดทุน หนักกว่า การซื้อด้วยตัวเอง


…เดี๋ยวถ้าคิดอะไรได้ จะมาเขียนต่อนะ ..555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ