‘บทเรียน ในช่วง Lost Decade ใน 30 ปีแห่งความซบเซาของตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีหุ้นอะไรที่ให้ผลตอบแทนดีบ้าง ..ธุรกิจอะไร ..ดีแค่ไหน ..และ เพราะอะไร ?’
ในช่วง Lost Decade 30 ปีของญี่ปุ่น (ช่วงปี 1990 - 2020) ดัชนีหลักอย่าง Nikkei 225 ดิ่งลงจากจุดสูงสุดเกือบ 39,000 จุด ลงไปย่ำอยู่แถว 8,000 - 15,000 จุดเป็นเวลานานหลายทศวรรษ
ตลาดภาพรวมดูเหมือนป่าช้า แต่ในความเงียบเหงาหนาวเหน็บนั้น มีหุ้นบางกลุ่มและบางบริษัทที่สร้างผลตอบแทนระดับ หลายร้อยถึงหลายพันเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่
หากเราแกะรอยดู จะพบว่าผู้ชนะในยุค Lost Decade ไม่ได้เติบโตตามเศรษฐกิจในประเทศ แต่ชนะด้วย
3 กลยุทธ์หลักคือ
1) ตอบโจทย์สังคมสูงวัย/ประหยัด
2) ออกไปโตต่างประเทศ (Global Play)
และ 3) เป็นเจ้าเทคโนโลยีเฉพาะทาง (Niche Monopoly) โดยสรุปจำแนกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ครับ
1. กลุ่มธุรกิจ "สินค้าราคาประหยัด / คุ้มค่าเงิน" (Value & Discount Retail)
ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง คนตกงาน และเงินเดือนไม่ขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนจาก "นิยมของหรูหรา" ในยุค Bubble มาเป็น "เน้นความคุ้มค่าสูงสุด" หุ้นที่จับตลาดนี้กลายเป็นม้าดืดที่โตระเบิด
Fast Retailing (หุ้นแบรนด์ UNIQLO)
ดีแค่ไหน: ราคาหุ้นโตมากกว่า 10-20 เท่า ในช่วงทศวรรษ 1990 - 2000 สวนทางกับดัชนีภาพรวมที่ดิ่งลง
เพราะอะไร: ยูนิโคล่ปฏิวัติวงการเสื้อผ้าด้วยการทำเสื้อผ้าพื้นฐาน คุณภาพดี ในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ (Basic & Functional) ยิ่งเศรษฐกิจแย่ คนยิ่งเลิกซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นราคาแพงแล้วหันมาซื้้อยูนิโคล่ นอกจากนี้บริษัทยังใช้โมเดลควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเริ่มขยายสาขาไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีนและเอเชีย) ทำให้หลุดพ้นจากกับดักกำลังซื้อที่หดตัวในญี่ปุ่น
Nitori Holdings (ยักษ์ใหญ่เฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัด)
ดีแค่ไหน: สร้างสถิติ กำไรเติบโตติดต่อกันมากกว่า 30 ปี ไม่สนว่าเศรษฐกิจจะพังแค่ไหน ราคาหุ้นพุ่งขึ้นหลายพันเปอร์เซ็นต์
เพราะอะไร: นิตอริดำเนินธุรกิจคล้าย IKEA เวอร์ชันญี่ปุ่น คือ เน้นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ราคาถูก ดีไซน์มินิมอล และใช้พื้นที่คุ้มค่า ย้ายฐานการผลิตไปประเทศค่าแรงต่ำในเอเชียเพื่อคุมต้นทุน ในยุคที่คนญี่ปุ่นรายได้ลดลงและไม่มีเงินซื้อบ้านใหม่ แต่หันมาแต่งห้องเก่าให้น่าอยู่ขึ้น นิตอริจึงตอบโจทย์อย่างเบ็ดเสร็จ
Don Quijote (PPIH - ห้างดองกี้)
ดีแค่ไหน: เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งยอดขายและราคาหุ้นตลอดช่วงวิกฤต
เพราะอะไร: เน้นขายสินค้าราคาถูก มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ของกิน ของใช้ ไปจนถึงสินค้าแบรนด์เนมมือสอง โครงสร้างร้านแบบเขาวงกตสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ "ล่าสมบัติ" (Treasure Hunting) ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นที่ต้องการประหยัดเงิน และกลายเป็นแลนด์มาร์กของนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวลาต่อมา
2. กลุ่มธุรกิจ "เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก" (Global Niche Tech)
บริษัทเหล่านี้ไม่พึ่งพา GDP ของญี่ปุ่นเลย เพราะลูกค้าของพวกเขาคือโรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ยิ่งโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลและอัตโนมัติ หุ้นกลุ่มนี้ยิ่งทำเงิน
Keyence Corporation (ผู้นำเซนเซอร์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน)
ดีแค่ไหน: ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในญี่ปุ่น ราคาหุ้นพุ่งทะยานเป็นสิบๆ เท่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงลิ่วกว่า 80% และอัตรากำไรสุทธิเกิน 40% ตลอดช่วงวิกฤต
เพราะอะไร: Keyence ทำธุรกิจแบบ Fabless (ออกแบบแต่ไม่ผลิตเอง ไม่มีโรงงานหนักเป็นภาระ) เน้นขายระบบเซนเซอร์และเครื่องตรวจสอบความแม่นยำสูงที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกเพื่อทดแทนแรงงานคน แม้โรงงานในญี่ปุ่นจะหดตัว แต่โรงงานทั่วโลก (โดยเฉพาะในจีนและอเมริกา) ต้องการระบบอัตโนมัติ (Automation) สูงมาก ผลิตภัณฑ์ของ Keyence ไม่มีคู่แข่งทดแทนได้ ทำให้บริษัทตั้งราคาได้สูงและทำกำไรมหาศาล
Tokyo Electron / Advantest (ชิ้นส่วนและเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์)
ดีแค่ไหน: ราคาหุ้นเติบโตเป็นรอบวัฏจักร แต่ภาพรวมระยะยาวเติบโตล้อไปกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกอย่างแข็งแกร่ง
เพราะอะไร: ถึงแม้ญี่ปุ่นจะสูญเสียความเป็นผู้นำในการผลิตคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนให้ฝั่งอเมริกา เกาหลี หรือไต้หวัน แต่สิ่งที่โลกขาดไม่ได้คือ "เครื่องจักรและเครื่องมือทดสอบชิป" ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นกลุ่มนี้ถือครองส่วนแบ่งตลาดโลกในระดับกึ่งผูกขาด (Niche Monopoly) การเติบโตของ Apple, Samsung หรือ TSMC จึงเท่ากับการส่งเงินกลับมาให้บริษัทเหล่านี้ในญี่ปุ่น
3. กลุ่มธุรกิจ "ส่งออกและยานยนต์ที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง" (Global Heavyweights)
เมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงในบางช่วงประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ บริษัทที่ปรับตัวเป็น "บริษัทระดับโลก" เต็มตัวจะเติบโตได้ดี
Toyota Motor / Nintendo
ดีแค่ไหน: รักษาระดับกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างยอดเยี่ยม แข็งแกร่งกว่าอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเห็นได้ชัด
เพราะอะไร: รายได้มากกว่า 70-80% มาจากนอกประเทศญี่ปุ่น ยอดขายในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียเติบโตต่อเนื่อง สินค้ามี Brand Equity (มูลค่าแบรนด์) สูงจนผู้บริโภคทั่วโลกยอมรับ Nintendo ชนะด้วย Intellectual Property (ทรัพย์สินทางปัญญา) อย่าง Mario หรือ Pokemon ที่ทำเงินได้ทั่วโลกโดยไม่สนว่าเศรษฐกิจโตเกียวจะซบเซาหรือไม่
4. กลุ่มธุรกิจ "สุขภาพและการแพทย์" (Healthcare & Medical Technology)
กลุ่มนี้เติบโตตามเมกะเทรนด์โครงสร้างประชากร (Aging Society) สวนทางกับวิกฤตเศรษฐกิจ
Sysmex Corporation / Olympus
ดีแค่ไหน: เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง มี Valuation (P/E) ที่พรีเมียมกว่าตลาดรวมเสมอ
เพราะอะไร: Sysmex เป็นผู้นำโลกด้านเครื่องวิเคราะห์และทดสอบเลือด ส่วน Olympus ผันตัวจากบริษัทกล้องถ่ายภาพมาเป็นผู้นำระดับโลกในตลาด "กล้องส่องตรวจระบบทางเดินอาหาร"
(Endoscopes) ครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 70% ธุรกิจการแพทย์เหล่านี้มีความเหนียวแน่นสูง (High Stickiness) โรงพยาบาลทั่วโลกจำเป็นต้องใช้ และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของญี่ปุ่นและโลกทำให้ความต้องการตรวจโรคพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา
🎯 บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนหุ้นไทย (First Principles Thinking)
จากรายชื่อหุ้นผู้ชนะข้างต้น เราสามารถสรุปคุณลักษณะร่วมกัน (Common Traits) ออกมาได้
3 ข้อ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมา Scan หาหุ้นไทยที่จะรอดและโตใน Lost Decade ครับ:
1 Revenue Source (แหล่งที่มาของรายได้): ต้องไม่ใช่บริษัทที่หากินกับ GDP ไทยเพียงอย่างเดียว ควรมีโครงสร้างรายได้มาจากการส่งออก ขยายสาขาไปต่างประเทศ หรือมีบริษัทย่อยในต่างแดนที่เป็นตลาดเติบโต (Growth Market)
2 Asset-Light & Pricing Power: บริษัทที่พึ่งพาโรงงานขนาดใหญ่หรือเครื่องจักรหนักๆ ในประเทศจะเหนื่อย หุ้นที่รอดมักเป็นกลุ่มที่เน้น R&D, มีแบรนด์ที่คนรัก (Brand Loyalty), หรือผูกขาดทางเทคโนโลยีเฉพาะบางอย่าง ทำให้สามารถส่งผ่านต้นทุนและรักษา Net Margin ให้สูงได้
3 Structural Trend Beneficiary: เลือกหุ้นที่อยู่ถูกฝั่งของประชากรศาสตร์ เช่น หากประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยและหนี้สูง หุ้นที่โตคือหุ้นที่ช่วยคนประหยัดเงิน หรือหุ้นโรงพยาบาล/อุปกรณ์การแพทย์ที่เน้นประสิทธิภาพการรักษามากกว่าการบริการที่หรูหรา
ในทศวรรษที่สูญหาย "การซื้อดัชนีแล้วหวังให้มันโตเฉยๆ จะให้ผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง" แต่การทำบ้านการเจาะลึกรายตัวเพื่อหาหุ้นที่มี DNA แบบผู้ชนะข้างต้น จะเป็นคีย์สำคัญในการสร้าง Alpha (ผลตอบแทนส่วนต่าง) ครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น