‘7 เหตุผล ที่ทำไมตลาดหุ้นไทย กำลังอยู่ใน Lost Decade เหมือนญี่ปุ่น 30 ปีที่ผ่านมา (แค่เราอาจจะออกเร็วกว่านิดนึง)’
มุมมองเรื่อง "Lost Decade" (ทศวรรษที่สูญหาย) ของตลาดหุ้นไทย เป็นประเด็นที่สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างได้อย่างตรงไปตรงมา
หากเรานำภาพลายเส้นประวัติศาสตร์ของดัชนี Nikkei 225 หลังปี 1990 มาทาบกับ SET Index ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นสัญญาณเตือนภัยที่คล้ายกันอย่างน่าตกใจ
นี่คือ 7 เหตุผล ที่อธิบายว่าทำไมตลาดหุ้นไทยจึงกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ Lost Decade เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอมาตลอด 30 ปี แต่ในความจืดชืดนั้น ก็ยังมี "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" ที่ทำให้เราอาจจะหลุดพ้นได้เร็วกว่านิดนึงครับ
1. โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ "Old Economy" (ขาด S-Curve ใหม่)
ตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจยุคเก่าที่เติบโตตามวัฏจักรและโครงสร้างประชากร เช่นเดียวกับญี่ปุ่นในยุค 90s ที่เต็มไปด้วยธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมหนักแบบดั้งเดิม เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Technology & AI ตลาดหุ้นไทยกลับไม่มีหุ้นกลุ่ม Big Tech หรือนวัตกรรมระดับโลกที่เป็นตัวลากดัชนี (Growth Driver) เหมือนอย่างฝั่งอเมริกาหรือไต้หวัน
2. กับดักสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society)
ญี่ปุ่นคือต้นตำรับของปัญหานี้ และไทยกำลังเดินตามรอยแบบ Fast-forward เมื่อประชากรส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ กำลังซื้อในประเทศจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ คนไม่อยากบริโภคเพิ่ม เม็ดเงินออมถูกย้ายไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเพื่อเน้นความปลอดภัย โครงสร้างประชากรแบบนี้ทำให้ GDP Growth ของประเทศโตต่ำ (เฉลี่ย 1-3%) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ที่โตไม่ไหว
3. "อาการฝืดเคือง" จากหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว
ความต่างคือ ญี่ปุ่นในอดีตเผชิญกับภาวะเงินฝืด (Deflation) จากราคาประทับตราที่นิ่งสนิท แต่ของไทยเป็น "ฝืดเคืองเชิงโครงสร้าง" ที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ครัวเรือนที่ทะลุ 90% ของ GDP เมื่อเงินเดือนส่วนใหญ่ของประชากรต้องเจียดไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และหนี้บริโภค เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงจึงเหือดแห้ง ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม Mass Market หรือสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดหุ้นทำกำไรได้ยากขึ้น
4. เม็ดเงินต่างชาติ (Foreign Funds) ไหลออกต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นเคยเจอช่วงที่ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนเพราะมองไม่เห็น Growth เช่นเดียวกับ SET Index ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เจอกระแส Net Sell จากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เงินทุนทั่วโลกเลือกที่จะไหลไปหาประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง (เช่น อินเดีย, เวียดนาม) หรือประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (เช่น สหรัฐฯ) ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดสภาพคล่องก้อนใหญ่ในการดัน Valuation ให้พรีเมียม
5. การเติบโตแบบ "กระจุกตัว" และปัญหาทุนผูกขาด
ผลประกอบการของตลาดหุ้นไทยพึ่งพากลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูล/ไม่กี่บริษัท การแข่งขันในประเทศค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-Small Caps) เติบโตขึ้นมาทดแทนได้ยาก (ขาด Dynamic เติบโต) เมื่อบริษัทใหญ่ถึงจุดอิ่มตัว (Saturation Point) และไม่สามารถขยายองคาพยพไปต่างประเทศได้อย่างโดดเด่น ภาพรวมของดัชนีจึงดูเหมือนย่ำอยู่กับที่
6. ตลาดขาดเสน่ห์ในเชิง Valuation (ถูกแต่ไม่ดึงดูด)
คำว่า "Value Trap" หรือกับดักหุ้นถูก เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นมานาน และกำลังเกิดกับไทย หุ้นไทยหลายตัวมี P/E ต่ำ มี Dividend Yield ที่ดูดี แต่อนาคตไม่มีการเติบโต (No Growth, Just Dividend) นักลงทุนยุคใหม่ยอมจ่ายพรีเมียมให้หุ้น P/E 40 เท่าที่มี Growth ดีกว่าซื้อหุ้น P/E 10 เท่าที่กำไรเท่าเดิมไปอีก 10 ปี ทำให้เม็ดเงินลงทุนในประเทศเองก็เริ่ม "Fly to Quality" ออกไปลงทุนต่างประเทศกันมากขึ้น
7. กฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลที่ต้องยกเครื่อง
ความเชื่อมั่นคือหัวใจของตลาดทุน
ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเผชิญกับประเด็นเรื่อง Short Sell, Program Trading, และปัญหาธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ซึ่งคล้ายกับช่วงที่ญี่ปุ่นต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน (Corporate Governance Reform) เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา การแก้ไขที่ช้าทำให้เงินทุนเลือกที่จะ "Wait and See" อยู่ข้างนอก
💡 ทำไมเราอาจจะ "ออกจากอุโมงค์" ได้เร็วกว่าญี่ปุ่น?
แม้ภาพจะดูอึมครึม แต่บทเรียนจากญี่ปุ่นบอกเราว่า Lost Decade ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส และไทยมีปัจจัยหนุนบางอย่างที่อาจทำให้เราฟื้นตัวได้เร็วกว่า 30 ปีของญี่ปุ่น:
ความยืดหยุ่นและการเปิดรับทุนต่างชาติในฐานะทางผ่าน: ไทยยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center จากทั้งจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เข้ามาเร็วกว่ายุคที่ญี่ปุ่นต้องสร้างทุกอย่างเองจากศูนย์
ทางลัดสู่อินเตอร์ (Global Diversification): บริษัทจดทะเบียนไทยขนาดใหญ่ไหวตัวทันและเริ่มออกไปทำมาหากินต่างประเทศ (M&A ในต่างแดน) มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า "หุ้นไทยบาตัว อาจไม่ได้หากินแค่กับเศรษฐกิจไทย"
บทเรียนสำเร็จรูปจากญี่ปุ่น: ตลาดทุนไทยและภาครัฐไม่ต้องเดาทางเอง เราสามารถแกะสูตรความสำเร็จของญี่ปุ่น (เช่น การทำ Governance Reform หรือการกดดันให้บริษัทเพิ่ม ROE และมูลค่าหุ้นเหมือนที่ตลาดหุ้นโตเกียวทำสำเร็จในช่วงปี 2023-2024) มาปรับใช้ได้ทันที
สรุปในมุมนักลงทุน:
ในสภาวะ Lost Decade ดัชนีภาพใหญ่ (Index) อาจจะน่าเบื่อและไซด์เวย์ยาวนาน แต่ภายใต้ผิวน้ำ มันคือยุคทองของ "Stock Picking" การเลือกหุ้นรายตัวที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง มีปันผลสม่ำเสมอ และฉลาดพอที่จะเติบโตออกนอกประเทศ คือกลยุทธ์ที่จะชนะในทศวรรษแห่งการคัดท้ายนี้ครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น