7 ข้อ อะไรทำให้ BYD เปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ มาสู่ยักษ์ใหญ่วงการรถ EV ของโลกได้สำเร็จ
การก้าวขึ้นสู่การเป็นยักษ์ใหญ่วงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับโลกของ BYD (Build Your Dreams) ที่โค่นแชมป์เก่าและทำยอดขายเบียดกับ Tesla ได้อย่างดุเดือด ถือเป็นหนึ่งในมหากาพย์ทางธุรกิจที่น่าทึ่งที่สุด
จากจุดเริ่มต้นในปี 1995 ที่เป็นเพียงโรงงานผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือเล็กๆ มีพนักงานไม่ถึง 20 คน และไม่มีความรู้เรื่องการต่อตัวถังรถยนต์เลยด้วยซ้ำ อะไรคือจุดเปลี่ยน?
นี่คือ 7 หัวใจสำคัญ ที่ทำให้ BYD ทรานส์ฟอร์มตัวเองได้สำเร็จครับ
1. ยุทธศาสตร์ "Vertical Integration" (คุมซัพพลายเชนเบ็ดเสร็จ)
นี่คือไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของ BYD ในขณะที่ค่ายรถยนต์อื่นเน้นการซื้อชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ข้างนอก แต่ BYD เลือกที่จะ "ทำเองเกือบทุกอย่าง" ตั้งแต่เหมืองแร่ลิเทียม, แผงวงจร, เซมิคอนดักเตอร์ (IGBT) ไปจนถึงเบาะนั่งและไฟหน้ารถ ตัวเลขเคลมระบุว่า BYD ผลิตชิ้นส่วนเองในรถหนึ่งคันสูงถึง 70-80% ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมต้นทุนได้ต่ำกว่าคู่แข่ง และไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตชิ้นส่วนขาดแคลน
2. กำเนิด "Blade Battery" นวัตกรรมเปลี่ยนเกม
เพราะโตมาจากสายแบตเตอรี่ BYD จึงเข้าใจเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่ง พวกเขาพัฒนา Blade Battery (ลิเทียมไอออนฟอสเฟต - LFP) ที่จัดเรียงเซลล์แบตเตอรี่คล้ายใบมีด ซึ่งแก้จุดอ่อนของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิมๆ ได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องความปลอดภัย (ผ่านการทดสอบเจาะทะลุด้วยตะปูแล้วไม่เกิดไฟลุกไหม้) ประหยัดพื้นที่ และมีต้นทุนที่ถูกมาก จนแม้กระทั่งคู่แข่งอย่าง Tesla ยังต้องหันมาซื้อแบตเตอรี่จาก BYD ไปใช้
3. "กลืนเลือด" ซื้อค่ายรถยนต์เพื่อเอาทางลัด (Acquisition)
ในปี 2003 Wang Chuanfu (หวัง ชวนฟู) ผู้ก่อตั้ง BYD ตัดสินใจหักดิบซื้อบริษัท Qinchuan Automobile ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ของรัฐที่กำลังถังแตก ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักลงทุนจนหุ้นร่วงระนาว แต่สิ่งที่หวัง ชวนฟู ต้องการในวันนั้นไม่ใช่ชื่อเสียงของแบรนด์ แต่คือ "ใบอนุญาตผลิตรถยนต์" (Car Manufacturing License) และความเชี่ยวชาญในการขึ้นรูปตัวถัง เพื่อใช้เป็นฐานรองรับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เขามีอยู่ในหัวอยู่แล้ว
4. ใช้รถน้ำมันเลี้ยงรถไฟฟ้า (The Bridge Strategy)
ในช่วงแรกที่เทคโนโลยี EV ยังไม่พร้อมและตลาดยังไม่ยอมรับ BYD เลือกที่จะผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ราคาถูกออกขายก่อน (เช่น รุ่น BYD F3 ที่ขายดีถล่มทลายในจีน) ควบคู่ไปกับการวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า การทำแบบนี้ทำให้บริษัทมี "กระแสเงินสด" ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปอัดฉีดงบ R&D สำหรับพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและระบบปลั๊กอินไฮบริดแบบ Dual Mode (DM) เป็นเวลานานกว่าสิบปี
วิสัยทัศน์ที่เฉียบคม: การตัดสละสิ่งเดิมเพื่อก้าวสู่อนาคต
จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2022 BYD ได้สร้างความสั่นสะเทือนด้วยการเป็นค่ายรถยนต์รายแรกของโลกที่ประกาศเลิกผลิตและเลิกขายรถยนต์ใช้น้ำมัน 100% เพื่อมุ่งสู่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเต็มตัว
5. การพัฒนาแพลตฟอร์มโมดูลาร์ "e-Platform 3.0"
BYD ลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนารถยนต์แต่ละรุ่นด้วยการสร้าง e-Platform 3.0 ซึ่งเป็นโครงสร้างอัจฉริยะแบบ 8-in-1 (รวมมอเตอร์, ตัวควบคุม, แบตเตอรี่, และระบบจัดการพลังงานเข้าด้วยกันเป็นโมดูลเดียว) แพลตฟอร์มนี้ทำให้รถของ BYD ชาร์จได้เร็วขึ้น วิ่งได้ไกลขึ้น และทำให้พวกเขาสามารถดีไซน์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่รถแฮตช์แบ็กคันเล็ก (Dolphin) ไปจนถึงรถซีดานหรู (Han) หรือ SUV คันใหญ่ (Atto 3)
6. การมองเห็นการณ์ไกลของ "Warren Buffett"
ในปี 2008 มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ผ่าน Berkshire Hathaway) ได้เข้าซื้อหุ้นของ BYD ถึง 10% เป็นเงินราว 230 ล้านดอลลาร์ การเข้ามาของบัฟเฟตต์ไม่ได้ให้แค่เงินทุนมหาศาล แต่เป็นการให้ "สปอตไลท์และความน่าเชื่อถือ" แก่แบรนด์จีนที่ไม่มีใครรู้จักในขณะนั้น ทำให้ชื่อของ BYD กลายเป็นที่จับตามองของสถาบันการเงินและพันธมิตรระดับสากลทันที
7. แผนการบุกจาก "ขนส่งสาธารณะ" สู่ "รถยนต์ส่วนบุคคล"
ก่อนที่จะส่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปบุกตลาดโลก BYD ใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" ด้วยการผลิตรถบัสไฟฟ้าและรถแท็กซี่ไฟฟ้าส่งออกไปให้บริการในเมืองใหญ่ทั่วโลกก่อน (รวมถึงในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น) กลยุทธ์นี้ทำให้ BYD ได้เก็บข้อมูลการใช้งานจริงในสภาพภูมิอากาศและถนนที่หลากหลาย ได้พิสูจน์ความทนทานของแบตเตอรี่ในเชิงพาณิชย์ และสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภคในต่างประเทศ ก่อนจะเปิดตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเวลาต่อมาอย่างมั่นใจ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น