แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความลับของเศรษฐี ตอนที่ 1



ความลับเศรษฐี ตอนที่ 1


ยุคนี้เราต้องการรวยเร็ว แต่จริงๆ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่า การสร้างความรวย มันไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่มันเป็นเรื่องของ 'การสร้างความยั่งยืน'


สิ่งที่เศรษฐีต่างจากคนธรรมดา หลักๆ ก็คือ Mindset ของการสร้างความยั่งยืนนี่แหละ


ลองสังเกตซิครับว่า เวลาเศรษฐีสอนลูก เขาจะสอนไม่เหมือนคนทั่วไปสอนลูก


คนทั่วไปสอนลูก คือ 

1. ตั้งใจเรียน เอาเกรดดีๆ

2. หางานที่ดี เงินเดือนเยอะๆ

3. ใช้น้อยๆ เก็บมากๆ 


สรุป คือ คนทั่วไปสอนให้ลูก 'ทำมาหากิน' นั่นเอง : ทำงานเพื่อหากิน ใช้ เก็บ


แต่เศรษฐีสอนลูก จะสอน คือ


1. สอนให้รู้จักสินทรัพย์ ให้ลูกแยกให้ออกว่า อะไรที่เป็นสินทรัพย์ แล้วอะไรที่ไม่ใช่สินทรัพย์ (แยกให้เป็นว่า อะไรที่เก็บไว้แล้วราคาเพิ่ม กับ อะไรที่เก็บเอาไว้แล้วราคาลดลง) 


2. สอนให้สร้างระบบ(สร้างงานเอง ไม่ใช่เอาแต่หางาน) ..อย่างเวลาสอนลูกเขาจะสอนให้สร้างธุรกิจที่มีระบบ ไม่ใช่แค่ทำมาหากิน ใช้แล้วหมดไป ..แต่เขาจะสอนให้ทำธุรกิจแล้วสร้างให้มันมีระบบ ...ระบบคือ ธุรกิจจะต้องสามารถเดินต่อ โตต่อ แม้ว่าเจ้าของจะอยู่หรือไม่ก็ตาม 


(ตรงนี้มันต่างกันมาก ..เพราะถ้าทำงานแล้วหมดไป สุดท้ายพอหยุดทำมันก็ศูนย์ ..แต่ถ้ามีระบบ คือ มันต้องคิดมากกว่า ลงทุนเยอะกว่า มองยาวกว่า ...ต้องจ้างคน ต้องลงทุนให้มันอยู่ตลอดไป ซึ่งพอธุรกิจมีระบบ มันขยายได้ มันโตได้ สุดท้ายมันหาเงินแทนเจ้าของได้ ตรงนี้แหละหัวใจของคำว่า 'ธุรกิจมีระบบ')


3. ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ขอให้มีเหลือ แล้วเอาส่วนที่เหลือไปลงทุนเพื่อให้มันงอกเงย ...จะเห็นว่า คนส่วนใหญ่พอไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็จะมองว่า คนรวยไม่ประหยัด ใช้ของหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่แท้จริงแล้ว ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก


ประเด็นสำคัญ คือ การรู้จักเอาเงินเหลือ มาวางต่อยอด ให้เงินมันทำงานเพิ่ม งอกเงยเพิ่ม 


สรุป เวลาเศรษฐีสอนลูกจะไม่สอนแค่ 'ทำมาหากิน เก็บใช้' แต่จะสอนให้ 'สร้างระบบที่ทำมาหาเงินแทนเรา' - ตรงนี้ต่างกันมาก คนนึงทำมาแล้วใช้ อีกคนทำมาใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะ ออกแบบระบบที่ให้เงินมันโตตลอดเวลา


พูดมาถึงจุดนี้ หลายคนก็จะแย้งว่า ..ก็เศรษฐีมีเงินทุนถึงพูดได้นี่ แล้วคนทั่วไปที่ไม่มีทุนจะคิดแบบนี้ได้อย่างไร


ลองทบทวนดูดีๆ ซิครับ ..จริงๆ สิ่งที่เศรษฐีสอนลูก ไม่ได้เริ่มจากสอนให้มีเงิน แต่เริ่มสอนจาก ใช้เงินให้เป็นก่อน


คนที่รู้ว่าอะไรเป็น สินทรัพย์ อะไรเป็นขยะ ก็จะใช้เงินได้ฉลาด คือ ใช้เงินเป็น


พอใช้เงินเป็น คราวนี้ไม่ว่าจะเริ่มหาได้น้อย แต่พอเวลาผ่านไป มันมีแต่เพิ่ม ...ยิ่งทำก็ยิ่งเพิ่ม 


ใช่ครับ !! คนรวยไม่ใช่เริ่มจากหาเงินเก่ง แต่อย่างแรกมันต้องเริ่มจากใช้เงินเป็น ..พอใช้เงินเป็นก็จะเริ่มมีเงิน ...แล้วค่อยมาพัฒนาวิธีการหาต่อไป


เริ่มให้ถูกครับ แล้วเราจะหมดข้ออ้างที่จะรวย ...เราทุกคนเริ่มรวยได้ ถ้าใช้เงินฉลาดนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

George Clooney ดื่มเหล้าจนได้เรื่อง !!

George Clooney ดื่มเหล้าจนได้เรื่อง !! 


อันนี้ได้เรื่องจริงๆ เพราะเขาใช้เวลา 4 ปี สร้าง เตกีล่า (Tequila Brand) ที่ชื่อว่า Casamigos ขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Diageo $700 ล้านเหรียญ ทันที แล้วอีก $300 ล้านเหรียญ อีกต่อเนื่องตามยอดขาย เตกีล่า 


...ใช่!! รวม $ 1 Billions (คิดเป็นเงินไทย ก็ 35,000 ล้านบาท) สำหรับดารา Hollywood อย่าง George Clooney ที่สร้างธุรกิจแอลกอฮอล์แล้วขายในเวลาแค่ 4 ปี 


ธุรกิจนี้ George เริ่มเมื่อ 4 ปีก่อน ที่เขาและหุ้นส่วน นาย Gerber นั่งคุยกันว่า ทั้งคุณและผมก็ชอบเตกีล่ามาก ทำไมไม่ทำของเราเองล่ะ - 'Why don't we create one that 's perfect for us ?'


จากนั้นทั้งคู่ ตระเวนดื่ม เตกีล่า เป็นเวลากว่า 2 ปี เดินสายทดลองกว่า 700 สูตร เพื่อหาสูตรทำ เตกีล่า เด็ดของตัวเอง จนได้เกิดเป็น Casamigos 


จากธุรกิจที่ทำเล่นๆ เพราะความชอบ อยากทำสุดยอดเตกีล่า วันนี้ขยายเป็นธุรกิจระดับโลก ขายอยู่กว่า 20 ประเทศ 


นี่คือ ตัวอย่างของ การเอา Passion มาสร้างธุรกิจ ...แนวการสร้างธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่ หาช่องว่างและโอกาสจากสิ่งที่ชอบ ..สิ่งที่ใช่ แล้วไปให้สุด ...เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่ความ 'ที่สุดของสิ่งที่ทำ ต่างหากที่เป็นคำตอบ' - จากนั้น เงินตามมาเอง


ลองหาซิ อะไรคือสิ่งที่เรา 'อยากไปให้สุด Passion' บางทีสิ่งนั้น อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราก็เป็นได้ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จะเป็นเจ้าของทำไม ในเมื่อเช่าใช้ คุ้มกว่า



โลกที่หาเงินบน ก้อนเมฆ Cloud-base Business เราเรียนรู้อะไรจาก Adobe


หลายคนคุ้นเคยกับ Adobe Photoshop บริษัทนี้ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โปรแกรมออกแบบ ไปจนถึงเอกสาร ..ซึ่งพูดให้เห็นภาพก็คือ เขาเป็นบริษัทขาย Software 


เดิมทีเราซื้อ Software ก็มาเป็นกล่อง ซื้อขาด เขามาใช้ ..ก็เหมือนซื้อสินค้าบริการทั่วไปนั่นแหละ จ่ายซื้อทีเดียวแล้วก็เอามาใช้


บริษัท Adobe ในปี 2013 เริ่มประสบปัญหา คือ คนเริ่มหันไปใช้มือถือ Smartphone แล้วใช้ชีวิตบนเน็ตแบบขาดไม่ได้ - สิ่งที่บริษัท Adobe ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ คือ 


1. จะเลือกขายสินค้าแบบเดิม ก็ขายเป็น Software ตามปกติ ขายเป็น Product (ซึ่งยอดขายในเวลานั้น ที่ขายแบบเดิมคือ $4 Billion มีกำไร $290 Million ..พูดง่ายๆ ว่ายอดขายทั้งหมดของบริษัทอยู่ในรูปแบบเดิม)


2. หรือจะเลือกไม่ขายเป็นสินค้า แต่ขายเป็นบริการแทน (Subscription Service : จ่ายน้อยๆ แต่จ่ายตามที่ใช้ ไปเรื่อยๆ) 


ถ้าเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ คงเลือกแบบที่ 1 "ขายเป็นสินค้า" เพราะทำอยู่เดิมดีอยู่แล้ว ...การเปลี่ยนแปลง มาแบบที่ 2 "ขายบริการ" มันดูน่ากลัว แล้วก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะดีหรือไม่ 


อารมณ์มันคล้ายๆ คุณเป็น Nokia แล้วต้องเลือกว่าจะมุ่งไป โทรศัพท์แบบเดิม หรือ Smartphone ..ใช่!! Nokia เลือกแบบเดิม ...วันนี้เราก็เลยแทบไม่เห็นชื่อ Nokia อีกแล้ว !!


มาฝั่ง Adobe เขาตัดสินใจทำแบบที่ 2 คือ เปลี่ยนตัวเองมาเป็นบริษัทขายบริการ บน Cloud ..ลูกค้าจ่ายน้อยๆ เป็นรายเดือนไปเรื่อยๆ 


ผลปรากฏว่า ยอดขาย Adobe ลดลงไป 8% กำไรก็แย่ลงไป ..ลองดูตัวเลข ยอดขายและกำไร ของ Adobe


ปี 2013 ยอดขาย $4 Billion กำไร $290 Million


ปี 2014 ยอดขาย $4.1 Billion กำไร $268 Million

(แย่ลงไปอีก)


ปี 2015 ยอดขาย $4.7 Billion กำไร $629 Million (เริ่มเห็นผล หลังจากการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) 


ปี 2016 ยอดขาย $5.9 Billion กำไร $1.1 Billion


สิ่งที่ Adobe ต้องทำ คือ เปลี่ยนวิธีการขายทั้งหมด นับหนึ่งใหม่ ทีมขาย วิธีขาย ..เขาเรียกว่า Burn the boats คือ 'ทุบหม้อข้าว แล้วเข้าตีเมือง' 


ใช้กลยุทธ์ Why Buy When you can Rent ?


ซื้อทำไมเช่าซิ คุ้มกว่า ...กลยุทธ์นี้ทำให้ Adobe ต้อง รื้อโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด ทำให้ทุกวันนี้ ลดต้นทุนลง กำไรเพิ่ม ...ในส่วนยอดขายก็เพิ่ม เพราะ Adobe สามารถเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น ธุรกิจเล็กๆ ที่เดิมซื้อ Software ไม่ไหว ..ให้มาจ่ายรายเดือน ขยายไปกับตลาดที่วันนี้ธุรกิจออนไลน์เล็กๆ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดไปกับยุคนี้


หุ้นของ Adobe โตขึ้น 5 เด้ง จากปี 2013 ...'รวยขึ้น 5 เท่า จากการทุบหม้อข้าว ออกรบ'


อันนี้ไม่ได้บอกว่า ทุกคนที่กล้าเปลี่ยนแล้วดี แต่ยุคนี้ต้องคิดให้รอบคอบ แล้วเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาด


ก็ลองไปปรับใช้กับธุรกิจคุณดูครับ


"โลกที่ลูกค้า เริ่มพูดว่า จะเป็นเจ้าของทำไม ในเมื่อเช่าใช้คุ้มกว่า !!"


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




เดาซิว่า Amazon.com จ้างงานกี่คน ..มีลูกจ้างกี่คน ?



ลองทายซิว่า Amazon.com จ้างคนกี่คน ?


..พอดีไปอ่าน ข้อมูลนี้แล้ว ตกใจ !! ...ให้เดาอีก 3 ครั้ง ยังเดาผิด


ต้องเทียบกับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ปตท.(PTT) จะได้เห็นภาพ 


- PTT จ้างคนงาน 26,000 คน

- ธนาคารกรุงเทพ จ้างคนงาน 20,000 คน


- AMAZON.com จ้างคนงาน 154,000 คน

(ยอดขาย $135 Billion มีกำไร $2.3 Billion )


นึกภาพไม่ออกว่า คนงาน Amazon ทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ..หลักๆ น่าจะ Warehouse กับ Distribution - จัดการ & จัดส่ง สินค้า 


มาดู Microsoft บ้าง ...จ้างงาน 128,000 คน

แล้ว Google จ้างงาน 53,600 คน

McDonald จ้างงาน 420,000 คน

Walt Disney จ้างงาน 180,000 คน

Apple จ้างงาน 97,200 คน

Sony จ้างงาน 131,700 คน

Volkswagen จ้างงาน 592,000 คน

Toyota จ้างงาน 344,109 คน

Samsung จ้างงาน 307,000 คน


และบริษัทที่มีคนงานมากที่สุดใน บริษัท Global 500 ก็คือ Wal-mart จ้างงาน 2.2 ล้านคน


*ข้อมูลจาก นิตยสาร Fortune (จัดอันดับ Global 500) 


ลองเทียบกันดูว่า แล้วบริษัทเราใหญ่แค่ไหนแล้วเทียบกับระดับโลก


ลองมาคิดในมุมเจ้าของบริษัท ระดับโลก วันๆ คงกำลังคิดว่า


- จ้างคนมาทำอะไรเพิ่มดีหว่า ?

- แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างล่ะ ?


ในโลกปัจจุบัน ทำธุรกิจก็เหมือนทำสงคราม แต่เป็นสงครามที่มีเป้าหมายในการ 'แก้ปัญหา และ สร้างประโยชน์ให้คน' ...ขยายกำลังทหาร จ้างคน ...ขยายอาวุธ ลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยี ...ก็วางแผนกันไป


...Amazon.com จ้างคน 154,000 คน ..เฮ้ย!! ต้องไปทำการบ้านเพิ่มละ 


- ผู้น้อย สร้างปัญหา ..ผู้ยิ่งใหญ่ สร้างงาน สร้างประโยชน์ และ แก้ปัญหาให้เพื่อนมนุษย์ - คิดต่อไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คนสำคัญ



'คนสำคัญ'


ทุกคนอาจไม่ได้อยากเป็นคนรวย แต่ทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ ...นั่นแหละ 'ความหมายของชีวิต' - เราล้วนต้องการเป็นคนสำคัญ (ของใครสักคน โดยเฉพาะคนที่เราแคร์)


ดังคำพูดที่ว่า 'เรามีคุณค่า เพราะเรามีค่าต่อคนอื่น' ..'เรามีความหมาย เพราะเรามีความหมายต่อคนอื่น'


จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วความหมายของคนเรา ไม่ใช่การทำเพื่อตัวเอง แต่คือ การทำเพื่อคนอื่น


คนมีชื่อเสียง , คนประสบความสำเร็จ , คนดัง , คนสำคัญ ..คนเหล่านี้มีสิ่งนึงที่เหมือนกัน คือ เขาทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่น และสิ่งนั่นที่เขาให้คนอื่น มันมีค่ามีความหมาย มีคุณค่า


มากพอที่จะจดจำ ..ดีพอที่จะบันทึกไว้


โลกไม่สนหรอกว่า คุณจะรวยแค่ไหน เพราะในอนาคตจะมีคนที่รวยกว่าคุณ และตัวเลขนี้จะหมดความสำคัญ ...แต่สิ่งที่โลกที่แคร์คือ คุณค่าที่คุณได้สร้างให้คนอื่น ถ้ามันดีพอ มันจะถูกบันทึกไว้เป็นตำนาน


ตำนาน คือ สิ่งสำคัญที่ดีที่เราสร้างให้ผู้คน ..ดีจนต้องถูกเล่าขาน และนั่นคือตำนาน !!


คนสำคัญ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อคนอื่น ..วันนี้ลองมองตัวเราเองว่า 'สิ่งสำคัญที่เราทำเพื่อคนอื่น 

สิ่งนั้นคืออะไร ?'


คำตอบคือ เป้าหมายของชีวิตที่เราตั้งเพื่อเดินทางไป


เราทุกคนล้วนเป็นคนสำคัญ ..สร้างสิ่งที่ดี สร้างสิ่งที่มีความหมายให้ผู้คน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม





3 หลักสอนลูก สอนหลักไหน ไปหลักนั้น



3 หลักสอนลูก สอนหลักไป ไปหลักนั้น


เชื่อไหม การเลี้ยงดู และการสอนของพ่อแม่ กำหนดทั้งชีวิตของลูก ...ถ้าใครเคยไปแกะปมชีวิตจะพบว่า แทบทั้งหมดของปมชีวิต อยู่ที่วัยเด็ก และก็ขึ้นกับพ่อแม่แทบทั้งหมด


บางคนสอนลูกให้เป็นอัจฉริยะโดยไม่รู้ตัว ..บางคนสอนให้ลูกเป็นฆาตกรต่อเนื่อง - ใช่!! น้ำตาไหลทุกครั้งที่เราโดนแกะปม ..ทำไมปมชีวิตมันสำคัญขนาดนั้น ...มันกำหนดแรงบันดาลใจและความฝันของแต่ละคน


ก่อนจะแกะไกลถึงปมชีวิต เอาการสอนเรื่องมุมมองมาแบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งอันนี้กำหนดวิธีการทำงาน ที่จะส่งผลต่อการทำเงิน ว่าทั้งชีวิตจะรวยหรือจน ต่างกันดังนี้


1. สอนให้ลูกมองสั้น ..คือ ให้คิดสั้นๆ ให้หวาดระแวง ให้มองแค่ตัวเอง ทำอะไรให้ถามเสมอว่า 'ฉันจะได้อะไร' ..หาเงิน เอาให้เร็ว ..เอาให้สั้น ..หยิบเงินทันที ที่มีโอกาส ...แนวโน้ม คนนี้จะ หาเงินได้น้อย คิดสั้น มองแคบ เหนื่อยครับ ชีวิตเหนื่อย เพราะคิดลบ และไม่กล้าคว้าโอกาสในชีวิต


2. สอนให้ลูกมองยาว ..คือ คิดให้ไกล มองให้ยาว ..คิดเรื่องการลงทุน ลงวันนี้ แล้วอดทนรอผลในวันหน้า ..สอนแบบนี้ จะเหนื่อยน้อยกว่าแบบแรก แต่ต้องสอนเรื่องความอดทน ...สอนเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ..ใช่!! การมองการณ์ไกลมันขัดกับสัณชาตญาณ ที่เราต้องการไรเร็วๆ มองอะไรตรงหน้า ..คนมองยาว ชีวิตจะรวยกว่าแบบแรก


3. สอนให้ลูกมองเป็น ..คือ ให้มองทั้งใกล้และไกล โดยยึดหลักความเหมาะสม และการประสานประโยชน์ ...อาจจะฟังดูดีนะ สอนให้คนมอง ทั้งประโยชน์ของคนอื่น และผลประโยชน์ของตัวเอง ผสานกัน ..นักบุญไปหรือเปล่า ? - แต่ไม่ใช่ ..แนวโน้มที่โลก มีการต่อรอง การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรง ..คนที่ มองผสานประโยชน์ 2 ด้าน จะชนะการต่อรอง แล้วทำให้งานต่างๆ เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง


สรุป 'คิดถึงคนอื่น คิดยาวๆ มันรวยกว่า ..ดีว่ะ หล่อด้วย' 


ถ้าวันนี้ติดปัญหาอะไร ลองมองยาวขึ้น คิดถึงคนอื่นมากขึ้น แล้วทุกปัญหาจะผ่านง่ายขึ้น 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

โอกาสยุค 4.0 ในมุมของคุณ ธนินท์ แห่ง CP



โอกาสยุค 4.0 ในมุม คุณ ธนินท์ แห่ง CP ..เรื่อง 4.0 ไม่ใช่เรื่องของเครื่องจักร แต่เป็นเรื่องของคน !!


เราเห็นกลุ่ม CP เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เอาเทคโนโลยี เอาเครื่องจักรทันสมัยมาแทนคน อันดับต้นๆ ในประเทศ ..โรงงานใหม่ของ CP แทบจะเรียกได้ว่า 'ไร้คน' ใช้หุ่นยนต์ เลี้ยงไก่ คัดไข่ ดูแลควบคุมการผลิต ..ล้นต้นทุน แถมเพิ่มประสิทธิภาพ


และนี่คือ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากคุณ ธนินท์ 


1. ยุค 4.0 เทคโนโลยีแค่มาแทนงานที่คนไม่อยากทำ ..งานระดับล่างในโรงงาน วันนี้คนไทยไม่ทำแล้ว ..การใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพื่อดันคนให้ไปทำงานระดับบน ระดับบริหารคน บริหารเทคโนโลยี ที่คนอยากทำ 


2. ผู้นำต้องไปทำสิ่งเสี่ยงๆ ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะ มีภูมิคุ้มกันต่อความผิดพลาด ..ถ้าดีแล้วให้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ให้เป็นพระเอก ..เพราะพระรอง ไม่เคยได้แสดงเต็ม จึงไม่เคยได้พิสูจน์ฝีมือ


3. วันหยุดยิ่งเยอะเศรษฐกิจยิ่งดี ..ยุคคุณธนินท์หนุ่มๆ แกทำงาน 7 วัน (ผู้ประกอบการทำงานหนักทุกคน) ..คนสมัยก่อนทำงานตลอด เพราะไม่มีเครื่องทุ่นแรง ไม่มีเทคโนโลยี จากนั้น ก็เหลือทำงาน 6 วัน ..มาวันนี้ 5 วัน ...อีกหน่อยโลกยุคใหม่ต้องหยุด 4 วัน ทำงานแค่ 3 วัน ...เพราะวันหยุดคือ วันที่จับจ่าย ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และวันหยุดคือวันที่เอาไปสร้างสรรค์ 


4. คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องสนับสนุน ...ให้เขาพิสูจน์ฝีมือ ถ้าพลาดให้มองเป็นค่าเรียน ..เราทุกคนล้วนเคยจ่ายค่าเรียนแสนแพง ...ให้มองความผิดพลาดเป็นค่าเรียน 


5. เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องไปให้สุด อย่างรถไฟฟ้า มันคืออนาคต ต้องรับมา ไม่ใช่เอาแต่ไฮบริด ..อีกหน่อยมันต้องไฟฟ้าเพราะ มันดีกว่า ถูกกว่า ...ถ้าเราอยากจะเป็นผู้นำ ต้องทำแบบ Tesla คือ ไปสุดเลย ไปก่อน ไปชัด ไปเป็นผู้นำ (ไปคุยกับ Elon Musk ถามเลย ยูอยากได้อะไร ..คนเก่งมา ..ก็จะดึงคนเก่งทั่วโลกมา)


6. ทุกการเปลี่ยนแปลงมีผู้แพ้ผู้ชนะ แต่เราต้องให้เวทีทุกคนได้ลอง ..คนรุ่นเก่า หวงตำแหน่ง ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ก็ให้เขาลองทำตามแบบเดิมที่คิดว่าดีแล้ว (ทำไป) ...คนรุ่นใหม่ ก็ให้เวทีเขามา Disrupt มาลองเลย (คิดว่าดีกว่า เอ็งทำเลย) ..ทำสิ่งเดียวกัน แต่คนละวิธี วัดกันเลยที่ผลลัพธ์ ..อันไหนไม่ดี เดี๋ยวมันก็เล็กลงเอง อะไรดี มันก็ใหญ่เอง 


(การต่อสู้ที่แท้จริง ..ไม่ใช่ใช้แค่ปากโต้วาที แต่ต้องลงมือทำ)


7. ใช้คนให้เหมาะกับงาน ..คนจีนทำธุรกิจไม่เกิน 3 Generation จบ เพราะ เอาแต่ลูกชายคนโตสืบทอด ..แต่ยุโรป สามารถสืบธุรกิจเกิน 3 Generation เพราะเขาเลือกลูกคนที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนโต ..คนไหนก็ได้ที่เหมาะสม ธุรกิจเร็ว ก็ต้องใช้คนไว คนกล้าเสี่ยง คนชอบเรียนรู้ 


8. คนเก่งต้องเอาปัญหา เอาวิกฤตไปให้เขาแก้ ...เจ้าสัวสอนลูก ต้องเอาปัญหาหนักกว่าคนธรรมดาไปให้ ..ลูกคนรวย ต้องสอนด้วยอุปสรรค เพราะชีวิตมันง่ายอยู่แล้ว 


(ชีวิตง่าย งานต้องหนัก บททดสอบต้องเหนือธรรมดา ..ชัยชนะคือทุ่มทั้งชีวิต ..ต้องสร้างบททดสอบที่ท้าทาย)


9. คนเก่งชอบทำงานกับคนเก่ง ...ต้องสร้างชุมชนคนเก่ง ...คนเก่งชอบโจทย์ยาก ชอบสิ่งใหม่ ชอบสิ่งท้าทาย ชอบ Work Hard Play Hard ..เขาไป Silicon Valley เพราะคนแบบเขาไปที่นั่น (ไม่ใช่สถานที่ แต่คือ คนและสภาพแวดล้อม) 


..เอาองค์ประกอบเหล่านี้สร้างชุมชนคนเก่ง เมืองไทยเหมาะเป็นศูนย์กลาง (ใครๆ ก็อยากอยู่เมืองไทย แต่ทำไมเราไม่เคยใช้สิ่งนี้ให้มีประโยชน์ ..ใครเก่งเอาไปเลย สิทธิการเป็นคนไทย ..คนเก่ง 1 คน ต้องเสียเงินสร้างอย่างน้อย 10 ล้าน - แต่การให้คนเก่งได้เป็นคนไทยได้เกิน 100 ล้าน)


10. ยุค 4.0 สิ่งแวดล้อมต้องดี ..เมืองสะอาด ..พลังงานสะอาด ..การขนส่งไร้คนขับ ..โรงงานไม่ใช่แรงงาน ...แรงงานจะต้องพัฒนาทักษะตัวเองไปสู่ การบริหาร และ การบริการ ...ทุกคนมีคุณค่า ทุกงานมีความหมาย 


งานยุคก่อน (บังคับ) คือ สิ่งที่ต้องทำ (สิ่งนี้ให้เครื่องจักรและหุ่นยนต์มาทำแทน) 


 ...งานยุคใหม่ (เลือกเอง) คือ สิ่งที่เราเลือกที่จะทำ เพราะอยากทำ


'อยากรู้ว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ก็แค่ตั้งใจฟังคนหนุ่ม คนสาว ..ให้โอกาส ให้โจทย์ที่ท้าทาย'


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


https://youtu.be/Ch1QdKbd2gc

ธุรกิจที่กำไรที่สุดในโลก



'ธุรกิจที่กำไรที่สุดในโลก !!'


พื้นฐานของทุกธุรกิจ คือ การายได้ให้มากกว่าค่าใช้จ่าย ก็จะได้กำไร และนั่นคือ บรรทัดสุดท้ายที่วัดว่าธุรกิจเรามัน Work หรือ ไม่ 


เคยสังเกตไหมว่า ธุรกิจที่เราทำ ยิ่งทำนานแค่ไหน กำไรยิ่งลดลงเรื่อยๆ ..โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งต่อมาจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ..ไม่ได้บอกว่าธุรกิจเหล่านั้นไม่ดี เพียงแต่จะบอกว่า หากเราทำธุรกิจนั้นแบบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ..กำไรมันจะลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายขาดทุน


เช่น ธุรกิจการเกษตร ในอดีตเคยมีกำไรมาก แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีกำไรเลย ..พอคำนวณความเสี่ยงว่าขึ้นกับธรรมชาติ ..คำนวณต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ที่ผลผลิต แต่อยู่ที่ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย , ยา , เครื่องมือ ก็รู้เลยว่า กำไรธุรกิจนี้อยู่ที่รายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย ...ใครทำธุรกิจถึงจุดที่เป็นแบบนี้ ก็มีทางเลือก 2 ทาง คือ


1. 'ทนต่อไป' ..อันนี้คือทางยากลำบากของชีวิตที่คนส่วนใหญ่เลือก เพราะมันไม่ต้องเปลี่ยนอะไร ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม ก็เลยดูเหมือนไม่เสี่ยง แต่จริงๆ ทางนี้คือ ทางที่เสี่ยงที่สุดแล้ว เพราะทางนี้การันตีเลยว่า คุณแพ้ !! ...จนแน่ โดนเอาเปรียบแน่ แพ้แน่นอน (อันนี้ไม่ต้องดูหมอ ก็ฟันธงได้เลย ซวยและลำบากแน่ๆ)


2. 'เปลี่ยนแปลง' ..คำนี้ มีผลต่อจิตใจมาก เพราะ คำว่า เปลี่ยนแปลง มันผูกกับ หนึ่ง ความเสี่ยง ..สอง ต้องศึกษาความรู้เพิ่ม และสาม ต้องอดทน (เหมือนกัน ..ทุกทางเลือกต้องอดทน เพียงแต่ว่า End Game มันต่างกัน ..อันนึงทนๆ ไป ไม่เห็นทางออก ..อีกอันคือ ทนแต่เห็นทางออกว่า สุดท้ายได้อะไร)


ถ้าเลือก 'การเปลี่ยนแปลง' ผมจะแนะนำคุณเรื่อง 'ธุรกิจที่กำไรที่สุดในโลก' ว่า ทางนั้นไปอย่างไร 


เดี๋ยวก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจจะกำไร มันต้องทำสิ่งที่ 


1.คนอยากใช้ คือ มันดีจนต้องใช้ เหมือน Smartphone มันทั้งดี ทั้งถูก ..เฮ้ย!! ไม่ใช้ไม่ได้เลย ..อย่าง App Taxi มันดีกว่ายืนโบก ...อย่างเว็บจองโรงแรม มันง่าย ถูก สะดวก จบไหม ..อย่างของหรู มันใช้แล้ว หล่อสวย ไฮโซทันที แบบไม่ต้องศัลยกรรม ...อะไรก็ว่าไป 'หาหนึ่งเหตุผลแบบเถียงไม่ได้ ที่ว่าทำไมคนต้องใช้'


2.คนไม่ค่อยรู้ว่ามันคืออะไร (ถ้ารู้แล้วใครจะยอมจ่าย ..เช่น น้ำแข็งใส พอทำให้มันเกาหลีๆ จะแพง และกำไรแค่ไหน ก็จ่าย ..แต่เรียกชื่ออื่นนะ ห้ามเรียกน้ำแข็งใส) ...คนไม่ค่อยรู้นี่แหละ Margin หรือ กำไร - ของแปลก ของล้ำ ของงงๆ ขายได้แพงทั้งหมด (ถ้าคนรู้แล้ว เช่น ข้าว ..คุณขายแพงไม่ได้ ..ยกเว้น จะทำ ข้าวนวัตกรรม กินแล้ว ผอม (ใครอยากลดน้ำหนัก ต้องกินข้าวตัวนี้) ...ถ้าทำนวัตกรรมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น ข้าวมาแปรรูปเป็น ขนม .. อาหาร ..ของเล่น ...คิดไป


3.มี Peer Pressure (ถ้าไม่มี เข้ากลุ่มไม่ได้ ต้องมี อันนี้โคตรแรง) ...ยุคนี้คนเราชอบมีตามกัน กินตามกัน ...เที่ยวเหมือนกัน ..สร้างสิ่งที่ต้อง Me Too - ยุคนี้คนชอบทำตามกัน ไอ้พวกที่บอกฉันติส ไม่เหมือนใคร คือ ลองสังเกตดีๆ ดิ มันเหมือนกันหมด เดาง่ายจะตาย (กระเป๋าที่ถือ / มือถือที่ใช้ / ชุดที่ใส่ / อาหารที่กิน / สถานที่ไปเที่ยว - เหมือนกันหมด ติส ตรงไหนวะ ..555)


ที่เอามาแชร์ให้มาจากการสังเกตอุตสาหกรรมที่กำไรที่สุดในโลก ..ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็คือ อุตสาหกรรมโฆษณา ...จากเจ้าของช่องทาง เป็นผู้ผูกขาด อย่าง ทีวี , วิทยุ , สื่อ ...มาถึงยุคนี้ ใครมีช่องทางคนนั้นมีภาระ มีความเหนื่อย มีต้นทุน


ยุคนี้ผู้นำในอุตสาหกรรมโฆษณา ไม่ต้องเป็นเจ้าของสื่อ แต่ควบคุมทุกอย่าง ..เคยได้คำพูดนี้ไหม ยุคนี้ต้อง 'Own Nothing but Control Everything' - แต่ก่อนผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้เลย จนมาแกะ Business Model ของ Google และ Facebook ก็ถึงกับ อ๋อ !! เข้าใจละ !!


ไม่ต้องไปประมูลช่องทีวี ไม่ต้องจ่ายสัมปทาน แต่รับประทานผูกขาดทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งถามว่า ทำยังไง ก็เริ่มจาก 3 ข้อที่กล่าวมานั่นแหละ


สิ่งที่เราเรียนรู้จากธุรกิจโคตรกำไรเหล่านี้ก็คือ 


1. เขาไม่ได้เริ่มจากทำสิ่งที่เหมือนเดิม แต่เขาเริ่มที่ 'ไม่เหมือนเดิม' (องค์ความรู้ตรงนี้ สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่ได้รับถ่ายทอดเป็นมรดก - สร้างเอง!!)


2. เขาไม่เคยหยุด พัฒนาองค์ความรู้ โดยทดลองผิดลองถูกเพิ่มเติมตลอดเวลา


3. เขาสั่งสมกำลังของคนเก่งให้มาใช้เวที ลองผิดถูกที่นี่ 


'ไม่เหมือนเดิม - เรียนรู้และทดลองไม่หยุด - และให้โอกาสและเวทีแก่ผู้มีความสามารถ' ...นี่แหละ องค์ประกอบของธุรกิจที่มีอนาคต และกำไรที่สุดในโลก


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

5 อาชีพอนาคตที่ยิ่งแก่ ยิ่งรวย ..พ่อรวยบอกมา



5 อาชีพ ในอนาคตที่ยิ่งแก่ ยิ่งรวย ...เพราะพ่อรวยสอนมา !!

ทุกวันนี้หลายๆ อาชีพที่เรียนกันในมหาวิทยาลัย อาจจะแบบว่า จบมาแล้ว ไม่มีงานนี้อีกต่อไป ..เออ ซวยเลย - จริง ..เรียนจบปั๊บ ไม่มีงานให้ทำ 

เพราะ Computer กับ AI มันมาทำแทนเรา 

แต่มี อยู่ 5 อาชีพ ที่ AI ทำแทนไม่ได้ ..ยิ่งทำยิ่งรวย ยิ่งแก่ยิ่งรุ่ง ดังนี้

1. อาชีพขายของเก่า ..อาชีพนี้ใช้ Passion และ Skill ล้วนๆ แทบไม่เกี่ยวกับการศึกษา ..คือประมาณว่า ประสบการณ์ล้วนๆ ตั้งแต่การเลือกของ ..รู้ว่าอะไรขายได้ ขายไม่ได้ 

2. อาชีพที่ปรึกษาการลงทุน ..อาชีพนี้อยู่ที่ทักษะ การเลือก Asset ที่ให้ทั้งมูลค่าเพิ่มระยะยาว แถมให้เรื่องของ Passive Income เพราะ ปันผลของบริษัทที่ดีมีแต่เพิ่ม ..ยิ่งแก่ เลยยิ่งรวยไง

3. อาชีพศิลปิน ...อย่างที่เรารู้ว่า ศิลปินคือการสร้างผลงานศิลปะ ..ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกภาพ อ.เฉลิมชัย ..แกสร้างงานศิลปะ ที่ยิ่งระยะเวลาผ่านไป ราคายิ่งสูง ...ไม่เหมือนขายอาหารนะ ถ้าขายไม่หมดต้องทิ้ง อาหารเสีย แต่งานศิลปะ ขายไม่ได้ ก็เก็บไป ..ถ้างานดีจริง ยิ่งเก็บยิ่งรวย 

4. อาชีพขายทองขายเพชร (ขาย Asset) ..อาชีพนี้ก็เด็ด ตรงที่ขายได้ ขายไม่ได้ ก็รวยอยู่ดี เพราะสินค้าที่ขายมีแต่ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...ขายได้ก็ได้เงิน ขายไม่ได้เก็บๆ ไป ราคาก็ขึ้น โคตรสบาย

5. อาชีพขายความรู้ ..ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คนมีความรู้ ย่อมสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้ ..ขายความรู้ได้ ก็ได้เงิน ..ถ้าขายไม่ได้ ตัวเองก็ยังสามารถใช้ความรู้นั้นๆได้ ...ความรู้ยิ่งมาก โอกาสในชีวิตก็ยิ่งเปิดตาม

จะเห็นได้ว่า อาชีพที่ยิ่งแก่ยิ่งรวย คือ อาชีพที่ขาย 2 อย่าง คือ หนึ่ง ขายสินทรัพย์ และ สอง ขายความรู้ 

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ และ ความรู้ คือ สิ่งที่พ่อรวยสอนลูกในวันนี้และตลอดไป

#พ่อรวนสอนลูกสอนอาชีพ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รู้ไหม ใครรวยที่สุดจาก Bitcoin



รู้ไหม ใครรวยที่สุดจาก Bitcoin


ช่วงนี้มีกระแสตื่นทองกันใน Bitcoin เรียกได้ว่า รวยกันถ้วนหน้า ..แต่คุณว่า ใครได้ประโยชน์ที่สุดจากยุคตื่นทอง


'ถ้ามียุคตื่นทอง ให้ไปขายจอบและเสียม' ..ประโยคนี้ฟังแล้วจี๊ดมาก ..จริงว่ะ ..ในอดีตยุคตื่นทอง คนขายกางเกงยีนส์ ชื่อว่า Levi ก็แจ้งเกิดในยุคนั้น 


มาถึงยุคนี้ทองมันไม่ได้มีให้ขุดมากแล้ว เลยมีการสร้าง Bitcoin มาให้คนยุคนี้ขุดกัน


แต่หลายๆ คนอาจไม่รู้ว่า บริษัทที่รวยมหาศาล จากคนแห่ขุด Bitcoin ก็คือ NVIDIA


NVIDIA คือ บริษัทที่ขาย การ์ดจอ ...ยิ่งราคา Bitcoin พุ่งขึ้นเท่าไหร่ การ์ดจอ ที่เปรียบเสมือน เสียบขุดทอง ก็ยิ่งขายดีเท่านั้น (บ้านเราถึงขนาดเก็งกำไรการ์ดจอกันเลยทีเดียว) 


มาดูกันว่า NVIDIA ได้ประโยชน์ขนาดไหน


ปี 2014 NVIDIA มียอดขาย 4.1 Billions มีกำไร 439 Millions


พอปี 2016 NVIDIA มียอดขาย 6.9 Billions มีกำไร 1.6  Billions 


แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ หุ้นของ NVIDIA ราคาเพียง 18 เหรียญ แต่วันนี้หุ้น NVIDIA ราคา 165 เหรียญ คือขึ้นมา 9 เด้ง


พูดง่ายๆ คือปี 2014 บริษัท NVIDIA มีมูลค่าแค่ 10 Billions แต่วันนี้ NVIDIA มีมูลค่า 96 Billions ...คือ ไม่ถึง 4 ปี มูลค่าของบริษัท NVIDIA เพิ่มขึ้นมา 3 ล้านล้านบาท


เดี๋ยว 3 ล้านล้านบาท ใน 4 ปี มันเยอะขนาดไหน ...ก็ลองนึกภาพ PTT คือ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทยวันนี้มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ..ก็เท่ากับ 4 ปี รวยขึ้นขนาดซื้อ PTT ได้ 3 บริษัท อ่ะ !!!


แต่เดี๋ยวนะ เรื่องยังไม่จบแค่นี้ 


ปีนี้ หุ้น NVIDIA มี P/E 45 เท่า และปันผลแค่ 0.35% คือ หุ้นแพงโคตรๆ ว่างั้นเถอะ 


45 ปีคืนทุน แถมราคานี้ จ่ายปันผล ยังไม่เท่าเงินฝากธนาคารเลยอ่ะ (ถ้าปันผล น้อยกว่าเงินฝาก ก็แปลว่า คนที่ซื้อหุ้นแบบนี้ เขาไม่ได้ลงทุน แต่แค่เก็งกำไร ..การเก็งกำไรคืน พร้อมขายทุกราคา เมื่อราคาเปลี่ยนทิศทาง)


ถ้าเป็นนักลงทุน ต้องเข้าใจราคา และอ่านมูลค่าเป็น ...เราจะเห็นนักลงทุนที่ฉลาด เขาสามารถขายหุ้นในวันที่ราคาโคตรแพง แล้วก็รวย โดยไม่ต้องรอให้จบรอบ (ฉันต้องไม่ติดดอย ท่องไว้เลย!!)


ผมเชื่อในทุกเกมการแข่งขัน โดยเฉพาะโลกธุรกิจ มีคนชนะ และก็มีคนแพ้ ...ขึ้นกับใครเข้าใจ และมองโอกาสได้ดีกว่ากัน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



ร้านใหญ่ ใช่ว่าดี บทเรียนจากห้าง Sears



'ร้านใหญ่ ใช่ว่าดี บทเรียนจากห้าง Sears'

ในอเมริกามีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Sears ..ผมยังจำสมัยเด็กๆ พ่อแม่พาไปเที่ยวอเมริกาแล้วได้ไปเดินห้าง Sears นี่ตื่นเต้นมากๆ ...เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีทุกอย่าง ...มีทุกอย่างที่เด็กอยากได้ ผู้ใหญ่ก็อยากเดิน

ถ้านึกภาพเวลานั้นผมคล้ายๆ เด็กที่ไปเดินห้างเซ็นทรัลครั้งแรกในชีวิต นั่นแหละ

แต่วันนี้ Sears กำลัง ประสบปัญหาขาดทุนหนัก

ปี 2014 Sears มียอดขาย 36 Billions มีกำไร ..เอ่อ ไม่กำไรครับ ขาดทุน -1.3 Billions 

ปี 2015 Sears มียอดขาย 31 Billions ขาดทุน -1.6 Billions

ปี 2016 Sears มียอดขาย 25 Billions ขาดทุน -1.1 Billions (คิดเป็นเงินไทย คือ ขาดทุนปีละ 38,500 ล้านบาท ...โอวว!!)

ยอดขายลดลงทุกปี ..แล้วก็ยังขาดทุนหนักหน่วงทุกปี ..คุณคิดว่า เพราะอะไร ?

วันนี้ถ้าไปถามร้านออนไลน์ เราจะได้ยินกลยุทธ์ขั้นเทพ คือ 

1. ขายของทุกอย่างที่มีเหมือนในห้าง แต่ถูกกว่า ..เพราะไม่ต้องมีค่าเช่าพื้นที่ เอาค่าเช่ามาลดราคาให้ลูกค้าดีกว่า

2. ส่งของให้เร็ว รับประกันสินค้า ในขณะที่ของหลายๆ อย่างในห้าง ซื้อแล้ว ไม่รับคืน (เฮ้ย!! ไรวะ)

3. มีสต็อกสินค้า เพราะไม่ต้องเดาว่า ลูกค้าจะซื้ออะไรที่ห้างไหน ...เคยไปห้าง แล้วเขาบอกว่า สาขานี้ไม่มีของ เราต้องวิ่งไปอีกสาขา ...แต่ออนไลน์มีของ แล้วเอาไงดีล่ะ

4. ที่จอดรถแน่น บางที่เก็บเงินอีก ...แต่ออนไลน์ส่งฟรี

เอาแค่ 4 ข้อก็หนาวแล้ว

ลองคิดดูซิครับ ถ้าคุณเป็น Sears จะทำอย่างไร ..ในเมื่อตัวเองมีต้นทุนสถานที่ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่า.. จะมาลดราคาแข่งกับออนไลน์ก็คงไม่ไหว

ใช่!! Sears เขาก็ขายออนไลน์ครับ แต่แปลกใจไหมว่าทำไมไม่ work คนไม่ซื้อ ...ก็เพราะออนไลน์ของ Sears ถูกไม่จริง / สินค้าหลากหลายไม่จริง / บริการและการันตีก็สู้ร้านออนไลน์ไม่ได้

ทั้งที่ใหญ่กว่า แต่ต้อง เจอคนตัวเล็กกว่าอย่างออนไลน์มาท้าทาย

ลองมาทายกันว่าเกมนี้ ...ยักษ์ หรือ มด จะชนะ

เรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า โลกยุคนี้ใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ 'เราชัดเจนในสิ่งที่ทำแค่ไหน ..ใครชัดเจนกว่า Focus กว่า คนนั้นชนะ'

'ต้นทุนต่างๆ ที่ลดลงจากออนไลน์ เราเอามาคืนกำไรให้ลูกค้า เพราะธุรกิจยุคใหม่ คือ การส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้ลูกค้านั่นเอง'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

8 วิธีคิด สร้างงานเบา ใช้สมอง เงินดี ไม่ต้องมีออฟฟิศ หาที่ไหน



'8 วิธีคิด สร้าง งานเบา ใช้สมอง เงินดี ไม่ต้องมีออฟฟิศ - หาที่ไหน ?'

สมัยก่อน เรามี Blue Collar กับ White Collar 

คนที่ทำงาน Blue Collar คือ อาชีพที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เช่น ทำงานในโรงงานผลิต ...ยุคก่อน Blue Collar  เท่มาก เพราะ ทำงานกับโรงงานหรือบริษัทขนาดใหญ่ซึ่ง รายได้ดี สวัสดิการมั่นคง ..แต่วันนี้สินค้าผลิตเกินความต้องการ ..โรงงานต้องลดการผลิต ลดคน กดรายได้

จึงเกิด White Collar คือ คนที่มีการศึกษา จบปริญญา นั่งทำงานในออฟฟิศ ห้องแอร์ ..งานนี้หนักกายครึ่ง หนักสมองอีกครึ่ง ...เคยรายได้ดี มีโอกาสเป็นผู้บริหาร ...แต่วันนี้บริษัทต่างๆ ก็ลดคนงาน ..เด็กจบปริญญาใหม่ อยากเข้าทำงาน แต่ก็มองอนาคตไม่ค่อยสู้ดีนัก 

(จะสู้คนเดิม ในงานที่คนเดิมเขาถนัดได้อย่างไร ?)

วันนี้จึงเกิด T-Shirt Collar (เสื้อคอกลม) งานแบบนี้ ต้องใช้สมองเป็นหลัก (ใช้สมองให้หนัก)  ..ทำงานผ่านออนไลน์ ...ใช้ร้านกาแฟ และ co-working เป็นสถานที่ทำงาน

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับ พนักงานเสื้อยืด (T-Shirt Collar) มีดังนี้

1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในโลกออนไลน์ ..คือ โดดเด่น ซึ่งเกิดจากการพัฒนาความสนใจด้านใดด้านหนึ่งจนตัวเองเชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ เช่น เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพ , เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุน , เชี่ยวชาญเรื่องเกม , เชี่ยวชาญเรื่องกีฬา , เชี่ยวชาญด้านความงาม , เชี่ยวชาญด้านงานขายออนไลน์ ...

2. งานแบบนี้ไม่ใช่มีแค่เงินแล้วจะเปิดธุรกิจได้ แต่ต้องมีความเข้าใจเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ จึงจะมีคนจ้าง ..สิ่งที่วัดว่าเราเริ่มเข้ามาสู่งานแนวนี้ได้แล้ว คือ 'เรามีค่าตัว/เรามีคนจ้าง'

3. มีความใฝ่รู้ และพัฒนาความรู้ ในด้านที่ตัวเองเลือกอย่างต่อเนื่อง ...อ่านทุกเรื่อง รู้ทุกเรื่อง แต่รู้เฉพาะด้าน - ถ้าสมุนไพรต้องหมอเส็ง (เกี่ยวไรวะ !! ..เกี่ยวดิ จะบอกว่า สุดยอดด้านสมุนไพรก็รวยโคตรๆ แบบหมอเส็งได้ ไงล่ะ)

4. สร้างชุมชนคนสนใจในเรื่องเดียวกัน อาจเริ่มจากทำเพจฟรีๆ อย่าง Facebook หรือ ทำ Blog ให้คนที่สนใจได้ศึกษาจากความรู้ที่เรารวบรวมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

5. ไม่ต้องมี ออฟฟิศ เพราะ ออฟฟิศมันแพงจนแทบไม่คุ้มในการทำธุรกิจเล็กๆ 

6. ให้ฝึกใช้เครื่องมือในการจัดการธุรกิจแบบออนไลน์ ..ถ้า Lazada ท้าทาย Central ได้ ก็แปลว่า คนตัวเล็กๆ อย่างเรา ก็หาจุดยืนได้ ถ้าเราตั้งใจที่จะทำมัน

7. สร้างฐานลูกค้า จากผลงานที่เราสร้าง สินค้าที่เราผลิต บริการที่เราทำ ..ให้มุ่งมั่นสร้างฐานลูกค้า จากความพอใจที่เขาได้รู้จักเรา 'ใช่!! ลูกค้าต้องโชคดี เพราะได้รู้จักเรา'

8. กล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ แม้ว่าจะขัดใจเรา หรือ อึดอัด ...จำไว้ว่า อึดอัด คือ การเติบโต

หากทำได้ครบ 8 ข้อนี้ ...คุณจะเริ่มมีอาชีพ T-Shirt Collar พนักงานเสื้อคอกลม ที่มี ทุนคือสมอง / ออฟฟิศคือร้านกาแฟ / ออนไลน์คือหน้าร้าน และการบริการ

 ..ใช้ต้นทุนต่ำ แต่นำเสนอ สินค้าและบริการ ที่คุ้มค่าเท่าที่โลกนี้ได้เคยเจอ

คิดใหญ่ ค่อยๆ ไป ทีละก้าวนะ ...เอาใจช่วย

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

โตเร็วแบบ Facebook รวยเร็วแบบ Mark ทำอย่างไร



'โตเร็วแบบ Facebook รวยเร็วแบบ Mark Zuckerberg ทำได้อย่างไร ?'


หนึ่งใน ธุรกิจออนไลน์ที่รวยเร็วที่สุดในโลกเวลานี้คงหนีไม่พ้น Facebook ..เรามาดูกันว่าคุณ Mark ทำได้อย่างไร 


ปี 2013 Facebook มีรายได้ 7.8 Billions มีกำไร 1.5 Billions 


ปี 2014 Facebook มีรายได้ 12.5 Billions มีกำไร 2.9 Billions


ปี 2015 Facebook มีรายได้ 17.9 Billions มีกำไร 3.6 Billions


ปี 2016 Facebook มีรายได้ 27.6 Billions (คิดเป็นเงินไทย 966,000 ล้านบาท) มีกำไร 10.2 Billions (คิดเป็นเงินไทย 357,000 ล้านบาท)


ปกติธุรกิจยิ่งยอดขายเพิ่ม ยิ่งกำไรโตช้าลง เพราะมีค่าใช้จ่ายในการขายสูงขึ้น แต่ Facebook ยอดขายยิ่งโต กำไรยิ่งเพิ่ม และเพิ่มในอัตราเร่ง ..คำนวณง่ายๆ ปีล่าสุด ทุกๆ ยอดขาย 100 บาท Facebook ได้กำไร เกิน 50 บาท ...โอวว !! ทำได้ยังไง


ถ้าเทียบกับ Google เรียกว่า Facebook ตามแบบมีหนาว 


ปี 2013 Google มียอดขาย 55 Billions มีกำไร 13.1 Billions 


พอปี 2016 Google มียอดขาย 90 Billions มีกำไร 19.4 Billions (ทุกๆ ยอดขาย 100 บาท Google ทำกำไร 30 บาท)


ปีนี้ Google ยอดขายมากกว่าตั้ง 3 เท่ากว่าๆ แต่กำไรห่างกันไม่ถึง 2 เท่า


วันนี้ Facebook มีมูลค่าตามราคาตลาดคือ 632.6 Billions คิดเป็นเงินไทยคือ 22.14 ล้านล้านบาท (Facebook มีมูลค่ามากกว่า GDP ของไทย เกือบ 2 เท่า ...?!? - เอารายได้ทุกบริษัทและคนไทยทุกคนตลอดปี รวมกัน ยังแค่ 13.8 ล้านล้านบาท)


มาดูกันว่า Facebook ทำอย่างไร


1. Facebook รายได้และกำไรกระโดด เพราะเลือก Focus ธุรกิจมาที่ มือถือ ซึ่งในช่วง 2013 ยังมีการถกเถียงกันว่า Smartphone จะมาจริงหรือไม่ แต่ Facebook ทุ่มการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดมือถือเป็นหลัก 


2. Facebook ทำให้ง่ายต่อคนธรรมดาในการโฆษณา ทำให้ได้ใจ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ อาชีพที่เติบโตในอัตราเร่ง ..พูดง่ายๆว่า ทำให้คนธรรมดาสามารถโฆษณาได้ง่าย กดได้เอง แค่ Boost Post ..ส่งผลให้ Facebook ตัดตัวกลาง แล้วขายตรงสู่คนใช้ Facebook โดยตรง 'กำไรเลยพุ่ง เพราะตัดคนกลาง'


3. คนติด Social ขนาดที่ว่า ใช้เวลาก้มหน้าดูมือถือเสมือนเป็นบ้านที่สอง ..เดินทาง / อยู่บ้าน / รออาหาร / ทานข้าว ...สิงอยู่ใน Facebook ทำให้ การโฆษณาแล้วคนเห็นง่ายที่สุด ...Facebook วางตัวเป็นสื่อที่โฆษณาแล้วคุ้มที่สุด 'คนดู คนซื้อ ขายของได้ นี่คือ หัวใจเลย


(สื่อที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงแล้วใช้ Facebook ควบคู่ อย่าง Workpoint จึงได้เปรียบในอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลง)


4. Facebook กล้าเปลี่ยนแปลงตลอด ...กล้าเปลี่ยน Timeline ที่คนคุ้นเคย กล้าเสี่ยง ทำ Live VDO ..ทำทุกอย่างเพื่อเอื้อให้คนจ่ายเงินโฆษณา เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเขาง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ...วันนี้ทุกคนสามารถมี TV Direct เข้าถึงลูกค้า เพียงแค่ Live ได้ฟรีๆ (คิดถึงในอดีต ที่จะถ่ายทอดสด ต้องมีอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่เพียงใช้ Facebook และมีมือถือเครื่องเดียวก็ทำได้)


จะเห็นได้ว่า ผู้ชนะในยุคนี้ ต้องกล้าปรับตัว กล้าทำสิ่งใหม่ๆ ...โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้า ...ถ้าทำได้ รับรองรุ่ง


ดีขึ้น - ถูกลง ..เอ๊ะ !! แต่ค่าโฆษณา Facebook แพงขึ้นนะ ..ใช่!! แต่ เขาไม่ได้วัดความถูกตามเงินที่จ่าย ..หากแต่วัดความคุ้มใน เงินที่โฆษณา เทียบยอดขายที่ได้


'เอาใจ ลูกค้า ให้ตรงจุด แล้วกล้าทิ้งสิ่งเดิมที่ไม่มีอนาคต แม้สิ่งนั้นจะยังทำเงินในปัจจุบันก็ตาม 


..นี่คือ สิ่งที่เราเรียนรู้จาก Facebook'


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Starbucks มีเงินฝาก มากกว่าหลายๆ ธนาคาร จากคุณ!!



'คอกาแฟทราบหรือไม่ ที่เราใช้การ์ด Starbucks Cards (บนมือถือเราเลย) แสนสะดวกจ่ายซื้อกาแฟ ..มันทำให้ Starbucks มีเงินสดฟรีๆ มากกว่า หลายๆ สถาบันการเงิน ..รวยแบบเปิดแบงค์ได้ว่างั้นเถอะ!!'


ไปอ่านเจอบทความนึง เกี่ยวกับ กลยุทธ์ทำธุรกิจของ Starbucks ที่ฉลาดมากคือ ..การมี Starbucks Card ที่เราใช้ๆ กันอยู่ 


ที่ลูกค้าใช้ เพราะ Starbucks แถมนู่นนี่ ..สะสมแก้ว แลกแก้วฟรี ..แจกกาแฟฟรีบ้าง ..โปรโมชั่นหนึ่งแถมหนึ่ง อะไรก็ว่าไป - 'เราก็คงสงสัยว่า เขาเอาเงินที่ไหนมาทำ โปรโมชั่นฟรี แจกสะบั้นหั่นแหลก ..ก็คิดง่าย เวลาซื้อกาแฟโปรโมชั่นหนึ่งแถมหนึ่ง เท่ากับว่า เราจ่าย Starbucks ต่อแก้ว ถูกกว่ากาแฟ อเมซอนในปั๊มอีก' 


คำตอบ คือ 'เอาเงินคุณ นั่นแหละมาจ่าย' ..คิดง่ายๆ เงินที่คนเติมใส่บัตร Starbucks Card มีอยู่ $1.2 Billion (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 42,000 ล้านบาท) คือ เงินฟรีที่ไม่มีดอกเบี้ยเลย (วันนี้ 7-11 ก็พยายามทำ 7-11 Card ด้วยแนวทางเดียวกัน) 


ใช่!! ..42,000 ล้านบาท คือเงินที่ลูกค้า ใส่ไว้ใน Starbucks Card (ข้อมูลนี้มาจาก WSJ and S&P Global Market Intelligence) ..เงินนี้คือเงินฟรี ที่ได้เงินก่อนขายของ ...เราว่าร้านสะดวกซื้อรับเงินสด นี่ขั้นเทพแล้ว ..แต่นี่ได้เงินสดก่อนขายของ ..เงินนี่เอาไปซื้อพันธบัตรนี่เหมือนได้ดอกเบี้ยฟรีอีก ..เอาดอกเบี้ยมาคืนกำไรให้ลูกค้าตามแนวคิดธุรกิจยุคนี้ 


ผมลองไปแกะงบ Starbucks พบว่า บริษัทมี Asset ทั้งหมด $14 Billions มีกำไรสะสมถึง $6 Billions 


ยอดขายกาแฟปี 2014 คือ $16.4 Billions มีกำไร $2 Billions


ยอดขายกาแฟปี 2015 คือ $19.1 Billions มีกำไร $2.7 Billions 


ยอดขายกาแฟปี 2016 คือ $21.3 Billions (คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 745,500 ล้านบาท) มีกำไร $2.8 Billions (ประมาณ 98,000 ล้านบาท)


วันนี้บริษัท Starbucks มีมูลค่า $76 Billions (2.6 ล้านล้านบาท ..เทียบกับบริษัทที่ใหญ่สุดในเมืองไทย ก็คือ Starbucks มีมูลค่ามากกว่า PTT 2.5 เท่า เลยทีเดียว) ...ไม่เลวทีเดียว สำหรับร้านขายกาแฟ 


- ยุคนี้ นอกจาก จะต้องคิดธุรกิจให้ทำกำไรแล้ว ยังต้องคิดหา กลยุทธ์ที่เหนือชั้น เพื่อสร้างความแตกต่าง จึงจะทำให้ตัวเองเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมได้


อย่าง Starbucks Card ได้ถึง 3 เด้ง คือ


1. ได้เงินล่วงหน้า มาใช้หมุนได้สบายๆ ไม่ต้องกู้ธนาคาร 


2. มีกระสุน เอาไปใช้สร้าง Customer Loyalty เจียดเอาเงินฟรีไปซื้อใจลูกค้า ทำอะไรได้มากมาย


3. ข้อมูลจาก Cards ทำให้รู้จักลูกค้าแบบลึกซึ้ง ..คนนี้กินอะไร กินยังไง กินเท่าไหร่ ..สามารถเอาข้อมูลไปทำการตลาดเจาะลูกค้าได้แม่นยำ


ขนาดธุรกิจใหญ่ ยังทำขนาดนี้ ..ธุรกิจเล็ก ยิ่งต้องสร้างจุดยืนหาความแตกต่างให้ได้ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คนเราเขาหาเงินฟรีๆ กันที่ไหน



'เงินฟรีอยู่ที่ไหน - Where is Free Money?'


อยากเขียนเรื่องนี้เป็นหนังสือ แต่ไม่มีเวลา เลยเอามาเล่าเป็นบทความแทน


'เงินฟรี มีที่เดียวกับ ในกระเป๋าสตางค์เรานั่นแหละ ..เดี๋ยวนะ !! มันจะฟรียังไง ในเมื่อการหาเงิน เราต้องเอาแรงงาน เอาเวลาเราไปแลกมาอย่างยากลำบาก ?'


ก็นั่นน่ะซิ ..เราหาเงินกันมาอย่างยากลำบาก แต่พอเราเอาไปแทงหวย เอาไปแทงหุ้น เอาไปลงแชร์ลูกโซ่ มันกลายเป็น เงินฟรีที่รายย่อยมอบให้รายใหญ่แบบง่ายๆ เลย จริงไหม !!


- หน่วยงานที่ทำรายได้ให้รัฐบาลมากที่สุดคือ หนึ่ง สลากกินแบ่งรัฐบาล สอง การไฟฟ้า และ สาม ปตท. ..อันนี้คือ รายได้แบบเนื้อๆ ของรัฐบาล


เราลองคิดซิว่า ..อะไรที่คนเรายอมจ่ายง่ายที่สุด แบบไม่คิดเลย คือ


1. วัดดวง

2. ของจำเป็น 


เห็นไหมล่ะ ..ตามนั้นเลย - หวย ไฟฟ้า และก็พลังงาน


ในมุมของนักธุรกิจ ผมว่า พอเรามานั่งคิด เราก็พอจะเห็นว่า สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ ทำงานหนักแต่ไม่รวย ก็เป็นเพราะ 'เขาหาเงินยาก แต่จ่ายง่ายๆ 


- ใช้เหตุผลในการหาเงิน แต่จ่ายเงินด้วยอารมณ์ จบไหมล่ะ


พอพูดถึงการลงทุน คนส่วนใหญ่จะ มองว่า ไม่อยากลงทุน เพราะมันใช้เวลานาน รวยช้า ..แต่พอพูดเรื่องการเก็งกำไร หรือ เสี่ยงดวง ..เราพร้อมลุยทันที


อย่างในตลาดหุ้นคน 80% แทงหุ้น ..อยากเสี่ยงดวงเพื่อรวยพรุ่งนี้ แต่สุดท้ายเสีย ..ในขณะที่คน 20% เขาลงทุน ไม่ได้หวังรวยทันที แต่หวังกินยาว ได้เรื่อยๆ ..คนที่หวังกินยาวได้เรื่อยๆ สุดท้ายกลับชนะตลาด นี่แหละที่ผมอยากจะชี้ให้เห็น 


มาคุยเรื่องเงินฟรีในตลาด อยากจะเล่าให้ฟังว่า มันมีเมื่อเราคำนวณความเสี่ยงเป็น ดังนี้


1. ปันผล อันนี้บริษัทที่เราถือหุ้นเป็นเจ้าของ เขาแบ่งให้เราฟรีทุกปี และแบ่งเพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทเติบโต 


2. เงินฟรี จากส่วนต่างของการเก็งกำไร โดยที่เรามี Stop Loss ล็อคความเสี่ยง ..ก็คือ เทรดหุ้นแบบมี Stop Loss ทำให้เวลาซื้อผิดทาง ก็เสียหายจำกัด ..พอถูกทางก็ได้เงินเป็นช่วง 


3. เงินฟรี จากความอดทน รอให้หุ้นกิจการดี มีวิกฤต ก็เป็นอีกช่วงที่ บางคนสามารถซื้อหุ้นดี ในราคาถูก จากนั้นก็ถือจนรวย


จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 แบบที่กล่าวมา จริงๆ มันก็ไม่ใช่เงินฟรี ...มันมีต้นทุนในการได้เงิน ซึ่งก็คือ 'ความรู้'


ดังนั้น อย่าไปคิดว่า เราสามารถได้เงินง่ายๆ ฟรีๆ เพราะมันไม่มี ..พอเราไปหาสิ่งที่ไม่มีมันก็กลายเป็นเสียหายขาดทุนในที่สุด


อย่าไปพยายามหาของฟรี แต่ให้หาโอกาสจากความรู้ที่เรามี มันดีกว่าครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




คนรุ่นใหม่วางแผนเกษียณอย่างไร



'คนรุ่นใหม่วางแผนเกษียณอย่างไร' 

คำตอบที่ได้มี 3 แบบ คือ หนึ่ง ไม่ได้วาง (พวกนี้คือคนส่วนใหญ่ ..ปล่อยไหลพี่ ชิวๆ คิดมากน่า ..เรียนไปปวดหัว มีผัวดีกว่า อันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงพูดนะ ผู้ชาย ..555 - เดี๋ยวนี้โคตรเป็นเทรนด์ ชายเหนือชาย ..ทั้ง Line TV , Grammy , Netflix ,.. ผมว่าเด็กดูไปดูมา หลายคนสงสัยนะว่า ตกลงต่อไปจะหาแฟนเพศไหนดี ..ฮ่า ฮ่า)

สอง พวกที่อยากเกษียณวันนี้เลย ...อันนี้คือ อีกส่วนที่ใหญ่ ยังไม่เจอ Passion ..ประมาณว่า ยังหาไม่เจอ งานยังไม่ใช่ 

สาม พวกที่ไม่คิดเกษียณ ..อันนี้คือ พวกที่เจอ Passion งานใช้ ก้าวหน้า เงินโอเค สังคมยอมรับ 

เออ!! ..ใครๆ ก็อยากเป็นแบบที่ 3 แต่มันไม่ใช่เริ่มทำงานปั๊บ จะเจอทันที ..แบบว่าอยู่ดีๆ แล้วเจอ ไม่มีครับ ..เพราะ ไม่มีทุกข์ จะไม่เจอสุข

ความทุกข์ จริงๆ เป็นขั้นตอนในการค้นหางานที่ใช่ ..ใครทำงานแรกแล้วเจองานที่ใช่เลย ผมว่า ชีวิตคนนั้นมันแนวแบบ อะไรก็ได้ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ..แต่คนที่มีความฝัน มีความบ้า ความซ่า พวกนี้เปลี่ยนหลายงาน ทำหลายอย่าง ..ทำแล้วทุกข์ ก็รู้ว่าไม่ใช่ ก็หาทางปรับเปลี่ยน จนเจองานที่ใช่ในที่สุด

เคล็ดลับ ของการวางแผนเกษียณยุคนี้ คือ ไม่เกษียณครับ ..เชื่อผมเถอะว่า งานคือ คุณค่าของตัวเรา ..ถ้าเราหยุดทำงาน (ไม่ใช่แค่ Holiday หมายถึง หยุดแบบเลิกทำ) เราจะจิตตก เพราะคนจะเริ่มมองไม่เห็นคุณค่าของเรา

ดังนั้น ต้องตั้งโจทย์ดังนี้ 

1. ถามตัวเองว่า 'ถ้าวันนี้ฉันมีเงินมากพอ จนไม่ต้องทำงาน แล้วฉันจะทำอะไร ?' ...คำตอบ จะพาเราไปสู่งานที่เราอยากทำ

2. ถามต่อว่า 'งานที่เราอยากทำ จะเปลี่ยนให้มันแก้ปัญหา ตอบโจทย์ หรือ สร้างประโยชน์ให้คนอื่นในด้านไหนได้บ้าง ?' 

3. ถามต่อไปอีก 'คนจะเห็นคุณค่าตัวเรา จากงานที่เราชอบทำไหม ?'

ทั้ง 3 คำถาม นี้ จะช่วยค้นหา และเริ่มต้นการออกแบบ เกษียณ แบบไม่คิดเกษียณ วิถีการทำงานและใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตลอดไปแบบคนรุ่นใหม่นั่นเอง

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ