แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อนาคตของ หนังสือพิมพ์และ นิตยสาร ที่ใกล้ตัวเรา



‘อนาคตของข่าว จะเป็นอย่างไร ?’ 


ไปเจอบทความที่น่าสนใจมากใน Bloomberg Businessweek ..ต้องถามว่า ‘เราจ่ายเงินครั้งสุดท้ายซื้อหนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร เมื่อไหร่ ?’


ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Social Media ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ อุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก 


เดิมที ‘สื่อ’ ต้องจ่ายเงิน เพื่อเสพข้อมูล แต่วันนี้ แค่อ่าน Timeline ในเฟส ก็ตามข่าวไม่ทันแล้ว ..คนในอดีต เวลาเดินทางจะพกนิตยสาร และ หนังสือพิมพ์เพื่ออ่านฆ่าเวลา ..แต่ทุกวันนี้เราดูแต่มือถือ


ถ้าเราตามข่าวอันนึง ที่ว่า Jeff Bezos เจ้าของ Amazon ได้ซื้อ หนังสือพิมพ์ Washington Post แล้วปรับใหม่หมด ..แรกๆ คนก็ งง ว่า จะซื้อหนังสือพิมพ์ทำไม ในเมื่ออุตสาหกรรมนี้มองไม่เห็นอนาคตแล้ว 


แต่จริงๆ Jeff Bezos ไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์ แต่เขาซื้อ คนที่เขียน Content ต่างหาก 


หลังจาก Jeff ซื้อหนังสือพิมพ์มา แทนที่เขาจะลดคนงาน เขากลับเพิ่ม แล้วดึงหนังสือพิมพ์มาทำ Online แล้ว Focus ไปที่การ Subscribe Service 


พูดง่ายๆ เปลี่ยน Business Model จากที่ เดิมทีหนังสือพิมพ์คือ สื่อ ทำเพื่อ สร้างฐานคนอ่าน แล้วเน้นทำเงินที่ขายโฆษณา 


เขาเปลี่ยนมา ทำเนื้อหา ให้คนที่ยอมจ่ายเงิน Subscribe แทน 


มองดูเผินๆ คือ ‘ฐานลูกค้าเล็กลง ..คงซวยแน่ๆ’ ...แต่มันกลับตรงข้าม 


ทุกวันนี้จะเห็นว่า ธุรกิจใหม่ๆ อย่าง Netflix หรือ Spotify ก็มี Business Model แบบนี้เช่นกัน คือ ไม่ได้ทำเพื่อขายโฆษณา แต่ทำเพื่อลูกค้าที่ยอมจ่ายรายเดือนเพื่อเสพข้อมูลคุณภาพ


ใช่!! ปัญหาในโลก ปัจจุบัน ไม่ใช่คนไม่มีข้อมูล ..แต่กลายเป็นว่า ทุกคนมีข้อมูลมากเกินไป ..และ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูล Fake news คือ ข่าวปลอม ที่เป็นปัญหาใหม่ของ Facebook และ Google ในปัจจุบัน 


นั่นแปลว่า ‘โจทย์ใหม่ คือ ข้อมูลมากเกิน และไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน ...ทุกข้อมูล เป็นประโยชน์ต่อคนโฆษณา’


อนาคตของ สื่อ จึงอยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริหาร ว่าจะ พยายามสร้างให้ Mass แข่งกับ Social แล้วขายโฆษณา หรือ จะเปลี่ยนทิศทาง ไปทำข้อมูลเฉพาะกลุ่มที่สนใจและยอมจ่ายเงินจริงๆ ...ตรงนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป


เมื่อตลาดเปลี่ยน การปรับตัวของผู้บริหาร ต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจน แล้วทุ่มทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปที่จุดนั้น ...และนี่คือ ทางรอดแล้วรุ่งในยุค Disruption 


นี่คือ ตัวอย่างของหนึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ...ไม่ว่า เราจะอยู่ในธุรกิจอะไร ผมว่า ความท้าทายกำลังวิ่งเข้ามาหาเราอย่างแน่นอน 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พันล้านสร้างกันอย่างไร




‘พันล้าน สร้างกันอย่างไร’ - The Self-made Billionaire effect 


หนังสือเล่มนี้ค้นคว้า และวิจัย เกี่ยวกับ คนที่ สร้างพันล้านด้วยตัวเองในโลก ว่า เขามีวิธีคิด และ วิธีการอย่างไร 


เริ่มด้วย การทำลายความเชื่อเดิมๆ ว่า ‘คนที่สร้างตัวเป็นเศรษฐีพันล้านได้ ต้องมาจากครอบครัวที่ฐานะดี’


จริงๆ ตรงข้าม 


1. ส่วนใหญ่คนที่สร้างตัวเองพันล้าน มักมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง (ลูกคนรวย ส่วนใหญ่ คิดในกรอบ สืบทอดกิจการ โดยมากเล็กลง และ ทำไม่ได้ดีเท่าพ่อแม่ / ลูกคนจนเลย ก็ลำบาก เพราะ ความรู้เป็นทุนตั้งต้น ยังเข้าไปถึง ...ผลเลยไปตกกับ ลูกคนชั้นกลาง ..เรียนหนังสือ และ เริ่มชีวิตจากการเป็นลูกจ้างนี่แหละ)


2. ‘คนที่สร้างพันล้านเอง เวลาเจอวิกฤต มักรวยขึ้น’ ...โดยปกติคนที่รวยจากมรดก หรือ โชค เวลาเจอวิกฤต จะจนลง ...จริงๆ คนที่รวยจากมรดก หรือ โชค ไม่ต้องเตอวิกฤต ก็จนลงตลอดอยู่แล้ว ...แต่คนที่สร้างพันล้านเอง พอเจอวิกฤต ส่วนใหญ่รวยขึ้น เพราะ คนเหล่านี้ เป็นพวกที่ชอบหาโอกาสในวิกฤต ...พูดง่ายๆ ว่า คนเหล่านี้ เขาเตรียมตัว ทำการบ้าน และ เตรียมทุกอย่าง นับวันนับคืน ที่วิกฤตจะมา แล้วคว้าโอกาสจากมัน (คนส่วนใหญ่ คิดตรงข้ามเลย คือ พยายามใช้ชีวิต ให้หนีวิกฤต - นี่แหละ Mindset ที่เหมือนเหรียญคนละด้านเลย)


3. ‘ไม่ชอบเสี่ยง’ ...คนส่วนใหญ่มักคิดว่า คนที่จะรวยเป็นพันล้าน มักชอบความเสี่ยง แต่ตรงข้ามเลย ...คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง


ยกตัวอย่าง คนเหล่านี้ มักจะไม่เล่นการพนัน เพราะรู้ว่า โอกาสชนะมันต่ำ ...แต่เขาลงทุนอย่างหนัก แล้วกล้า เมื่อเขาแน่ใจว่า ความเสี่ยงคุ้มค่า


(ใช่!! Mindset เรื่องความเสี่ยง อยู่คนละด้านกับคนส่วนใหญ่)


4. ‘มักเป็นลูกจ้างมาก่อน’ ...เรามักจะติดภาพ เศรษฐีรุ่นใหม่ ลาออกจากมหาวิทยาลัยมาเริ่มธุรกิจ ..แต่ในความจริง เศรษฐีพันล้าน ส่วนใหญ่ เป็นลูกจ้างมาก่อน (และโดยมาก ทำงานมานานด้วย)


และส่วนใหญ่ ก็มักจะใช้ ฐานความรู้ จากการเป็นลูกจ้างนั่นแหละ ในการต่อยอด


5. ‘ไม่รุ่งในที่ทำงานเดิม’ ...อันนี้เขาทำการศึกษาว่า ลูกจ้าง ที่ลาออกมาเป็นเศรษฐีพันล้าน ยกตัวอย่าง Steve Case ผู้ก่อตั้ง AOL เดิมทีทำงานอยู่ Pepsi แต่ความคิดเขามักไม่ลงรอยกับผู้บริการ ทำให้ยากในการเติบโตในฐานะลูกจ้าง 


แต่ต้องยอมรับว่า ..ทั้งเครือข่าย และ ประสบการณ์จากการทำงานเป็นลูกจ้าง นั่นแหละ ที่ทำให้เขาปั้น AOL ได้อย่างยิ่งใหญ่


ในหนังสือเล่มนี้ ได้แบ่งคนในที่ทำงานเป็น 2 แบบ คือ Performer กับ Producer


คนที่เป็น Performer คือ คนที่เก่งแบบนักบริหาร ซึ่งคนเหล่านี้ เติบโตและก้าวหน้าดีในองค์กร 


คนที่เป็น Producer คือ คนที่ไม่เหมาะเป็นลูกจ้าง แต่ก็มาทำงานในองค์กร (ไม่แปลก คนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ก็ต้องเริ่มชีวิตจากการเป็นลูกจ้างทั้งนั้น ซึ่งข้อดี ก็คือ ทั้งความรู้ และ ประสบการณ์ที่ได้ กลับทำให้เป็นแรงส่งในอนาคต)


ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่ จะไม่มีวิธี ในการดูแล Producer เพราะไม้รู้ ว่า จะวัดผลคนเหล่านี้อย่างไร ? ...ไม่รู้จะเอาวิธีคิดที่แตกต่างของคนเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างไร ?


ซึ่งคนที่เป็น Producer เหล่านี้ สุดท้ายก็อึดอัด ต้องออกไปทำธุรกิจตัวเอง ในที่สุด 


...ในชีวิตจริง ผมว่า เรื่องที่เล่ามามีความละเอียดอ่อนเพราะ จริงๆ เรายังไม่แน่ใจเลยว่า วันนี้เราอาจจะคิดว่าตัวเองเป็น Producer เพราะ คิดต่างจากเพื่อนร่วมงาน 


แต่ในความจริง ไอ้ความคิดต่างของเรา อาจจะไม่ Make Sense หรือ ไม่เอาไหนจริงๆ ก็ได้ ...บางครั้งที่หลายคนลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวก็ ไม่รอด แล้วเจ๊งจริงๆ 


อย่างน้อยผมว่า การที่เราจะทำอะไร ควรทดลองก่อน ..การทดลอง เช่น ทำเล็กๆ , จำกัดความเสี่ยง , ขายจริง , ...สิ่งเหล่านี้จะช่วย แสดงผลลัพธ์ให้เห็นว่า เราไม่ได้ มโน หรือ คิดเข้าข้างตัวเอง 


ก็เอาใจช่วยสำหรับคนที่วิ่งตามฝันของตัวเอง ...พันล้าน จัดไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

The 10% Entrepreneur



กฏ 10% ของผู้ประกอบการ - The 10% Entrepreneur !!


‘อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ’ ...นี่คือ คำแนะนำ จาก The 10% Entrepreneur 


ผู้เขียนคือ Patrick Mcginnis ...เขาเล่าว่า ‘คำว่าผู้ประกอบการ หรือ ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่เคยมีอยู่ในหัวของเขาเลย’ ..สิ่งที่เขาฝัน คือ การเรียนจบดีๆ ซึ่งเขาก็ทำได้ ..เขาจบ Harvard (มหาวิทยาลัยในฝันของหลายๆ คน) ..แล้วก็ทำงานในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มั่นคง ..คือ ทำในส่วนการลงทุนของ AIG (บริษัทแม่ของ ยักษ์ใหญ่ AIA) 


...ทุกอย่างในชีวิตของเขาดีหมด และเป็นไปตามที่คาดหวังทุกประการ


จนกระทั่ง .....?!?


จนกระทั่งเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 เขาพบว่า สิ่งที่เขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับ ชีวิตและงานที่มั่นคง มันตีลังกา ...ทุกวันนี้ เขาผันตัวเป็น นักลงทุน Venture Capital ...ลงทุนในธุรกิจ ...นักเขียน ..และ นักเดินทาง


สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายในชีวิตก็คือ ‘เขาน่าจะเริ่ม ในสิ่งที่เขาทำในปัจจุบันให้เร็วกว่านี้ !!’


หนังสือ The 10% Entrepreneur เล่าถึง แนวทางในการเริ่มธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นลูกจ้าง 


- การเริ่มธุรกิจ ที่ดีต้องเริ่มในจุดที่เรามั่นคง ...นั่นเป็นแนวคิดของคนที่เดินทางในสายนี้


หลายคน อาจมองว่า เริ่มธุรกิจ ต้องทุบหม้อข้าวตัวเอง แล้วตีเมือง ...ถ้าไม่สำเร็จ ก็ขอตาย ...จะว่า แรงไปนิดนะ เพราะ ในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่ ว่า ‘คุณมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า แล้วจะการันตีความสำเร็จ’


ไอเดียนี้ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับผู้เขียน ...ว่า การเป็นผู้ประกอบการยุคนี้ ต้องเริ่มในจุดที่ล้มได้ 


‘การเริ่มในจุดที่ล้มได้’ มี 2 แบบ


1. บ้านรวย ...พวกนี้ ล้มได้ ลุกได้ ...ถ้าไม่ถอดใจ แล้วแก้ไขเรียนรู้ ..ยังไงก็สำเร็จ เพราะ มีบ้านที่มีฐานะ คอยรองรับเมื่อล้มเหลว 


2. มีงานประจำรองรับ ...อันนี้คือ 10% Entrepreneur ที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ ...คนเหล่านี้แม้ไม่ได้มีบ้านที่ฐานะร่ำรวย แต่เขาก็ฝันจะเป็นผู้ประกอบการในวันนึง 


แต่ เขาไม่มีทุน และ เขาไม่ฐาน


ดังนั้น จึงใช้ ‘งานประจำ’ เป็นฐานตั้งต้น 


เริ่มจากใช้ เวลา 10% ที่ว่างจากงานประจำ ไปเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง 


...กฎ 10% ในเรื่องนี้ ก็คือ 


‘ความสำเร็จที่ก้าวกระโดดในชีวิตคนเรา มันมาจากการที่เราเลือกใช้เวลาว่าง 10% ของเรานั่นแหละ ...ถ้าเราเลือกใช้เที่ยวเล่น ผ่อนคลาย มันก็ได้ความสบายไปวันๆ ...แต่ถ้าเราเลือกใช้เวลานั้น เพื่อเปลี่ยนชีวิต ...มันก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนชีวิตเราในที่สุด’


...ยังมีรายละเอียด อีกเยอะ ที่เราสามารถเริ่ม เป็น 10% Entrepreneur ...ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าในมุมของการทำเรื่องนี้ ในประเทศไทยบ้าง 


...ที่เล่ามาเพื่ออยากจะบอกว่า ยุคนี้เส้นแบ่งระหว่าง ลูกจ้าง กับ เจ้าของธุรกิจ มันถูกลบด้วย เทคโนโลยี ...ลูกจ้างวันนี้หลายๆ คนเป็นเจ้าของธุรกิจ และ ใช้เวลา 90% ทำงานประจำ เพื่อสร้างประสบการณ์ สร้างฐานเงิน สร้างเครือข่าย และ ใช้เวลา 10% เพื่อสร้างธุรกิจ แล้วเปลี่ยนชีวิต ด้วยตัวจองเขาเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




Don’t get a Job ...Make a Job



“Don’t Get a Job ...Make a Job”


‘หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป อันนี้ก็ใช่อีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลง !!’


ลูกจบแล้ว จะหางานอะไรทำ ?


อายุเท่านี้ ยังไม่มีงานที่มั่นคงอีก ?


ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ?


...คำถามเหล่านี้ ผมเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ ฟังจนหูชา ...ทุกครั้งที่เจอคำถามเหล่านี้ มันทั้งกดดัน ..ทั้งทำให้ฉุกคิดตั้งคำถามหลายๆ อย่าง


- ถ้าถามว่า ยุคนี้ งานอะไรมั่นคง ?


..ตอบยาก เพราะงานมั่นคงอย่างงานประจำ ก็กลายเป็นไม่มั่นคง ..เอาคนออกเป็นว่าเล่น 


..อายุ 60 ยุคนี้ไม่ได้เกษียณแล้วเตรียมตัวตาย แบบสมัยก่อน ...อายุ 60 ยุคนี้เขาถือว่า แค่วัยกลางคน - จะให้เกษียณมาอยู่เฉยๆ เหรอ ? 


- ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หมายความว่าอะไร ?


...ยุคนี้เด็กติดเกม สร้างอาชีพใหม่ e-Sport ..พวกเด็กแว้น สามารถ ผันตัวมาสร้างกระแส Street Art ...ขายทั้ง เพลง ศิลปะ แฟชั่น


คนระดับโลกอย่าง Jay-Z (สามี บียองเซ่) ...คนนี้ก็เริ่มจากค้ายาริมถนน จนผันตัวเป็น Rapper ระดับโลก เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ ตั้งแต่ ค่ายเพลง , แฟชั่น , สถานบันเทิง , ร้านอาหาร


..เรื่องไร้สาระ ยุคนี้ หาเงินง่ายกว่า งานที่มีสาระ ...มีสาระไปเลย ทำงาน Office ตอกบัตร 9-5 ..ทำไป ทนไป ...ตกลง อะไรคือ บทสรุป ?


...ใช่!! วันนี้ มันเปลี่ยนจาก ‘หางาน’ เป็น ‘สร้างงานขึ้นมาเองนะ’


...การสร้างงานขึ้นมาเอง ...จริงๆ เป็นโจทย์ที่ยากขึ้น แต่ท้าทาย เหมือน ทำข้อสอบ เดิมทีอาจารย์ตั้งโจทย์ให้เป็น กากบาท ...มาสู่ยุคข้อสอบ เปิด ‘ยุคนี้ การสอบ คือ ตั้งโจทย์เอง แล้วก็ตอบเองด้วย’


- ถ้าคิดว่า ตัวเองมั่นคง อาจแปลว่า เรากำลังสั่นคลอน


- ถ้าคิดว่าเรามีสาระ บางครั้งเราปิดจินตนาการที่จะไปสู่โอกาสหาเงินมามาย ในโลกยุคนี้ (ไร้สาระ ชนะ สาระดี)


....ลองคิดดูซิครับว่า ‘ถ้าตั้ง สร้างงานขึ้นมาเอง เราจะสร้างงานอะไรให้โลกนี้’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ