แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ และ ศิลปะแห่งความสุข



‘วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ และ ศิลปะแห่งความสุข’ ...คุณว่ามีใครสำเร็จ ร่ำรวย มีทุกอย่าง แต่ไม่มีความสุขไหม ? - ใช่!! แปลว่า เก่งวิทยาศาสตร์แต่ขาดศิลปะ !!

‘หลักความสำเร็จ และการหาความสุข ในแบบของเรา’ ....น่าสนใจ เอามาแชร์ให้ฉุกคิดกัน 

...Tony Robbins พูดถึง 2 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ..ใช่!! ชีวิต คือ ศิลปะ (Life = Art) 

มี 2 เรื่อง ที่เราทุกคนต้องผ่านให้ได้ ทำให้ดี คือ 

1. “The Science of Achievement” คือ วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ (แปลว่า ตรรกะและวิธีการชัดเจน ..เอา A ผสม กับ B แล้วเราจะได้ C : ชัดเจน แม่นยำ เหมือนความสำเร็จ ไปหาต้นแบบหาให้เจอว่า IDOL ของเรามีส่วนผสมอะไร จากนั้นทำตาม จบ) 

...หลักๆ คือ การหา IDOL หาตัวอย่างของคนที่เราอยากจะเป็น แล้วก็แกะวิธีการ จากนั้นเราก็พยายามทำแบบเขา ...คนนึงที่ใช้วิธีนี้แล้วสำเร็จ ยิ่งใหญ่ในบ้านเรา คือ อ.เฉลิมชัย 

...ถ้าคุณเคยฟังอาจารย์เฉลิมชัย แกจะเล่าเสมอว่า แกเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบหาต้นแบบ ...ต้นแบบของแก คือ อ.ถวัลย์ ...แกศึกษาว่า ทำไม อ.ถวัลย์ ถึงยิ่งใหญ่ เขาทำอะไรบ้าง ...อ๋อ !! แกอุทิศตัวเขียนรูปในปราสาทที่ต่างประเทศ ..แกก็ทำบ้าง ไปวาดภาพที่วัดในต่างประเทศ 

แกสร้าง บ้านดำ ...อ.เฉลิมชัย ก็สร้างวัดร่องขุ่น ...ใช่!! การหาต้นแบบ ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบ แต่เพื่อให้เราเห็นทางว่า วิธีสำเร็จ มันมีแผนที่ มันมีทางเดิน 

...เราแค่หาต้นแบบ แล้วเอามาแกะดูว่า ‘ทางแห่งความสำเร็จคืออะไร’ จากนั้น เราก็แค่ค่อยๆ เริ่มเดินในแบบของเรา

2. “The Art of Fulfillment” (ตรงนี้เป็น ศิลปะแล้ว เพราะ ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีความสุข คือ ชีวิตที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง) 

The Art of Fulfillment ..คือ การหาความสุข ในทุกจุดที่เราทำ ...หลักๆ ของการมีความสุขของมนุษย์ ก็คือ การได้เติบโต ...เรามีความสุข เพราะเราเติบโต ..คนไม่มีเงิน พอมีเงิน ก็เติบโต ...คนมีเงิน การได้ช่วยเหลือคนอื่น และการได้รีบยอมรับที่มากขึ้นก็คือการเติบโต

เรื่องของการหาความสุข เป็นศิลปะ เพราะ อยู่ที่มุมมองของเรา ...ถึงคุณรวยหรือสำเร็จแค่ไหน แน่ถ้าคุณไม่พอใจในจุดที่คุณเป็น ก็มีความทุกข์ได้ 

ดังนั้น ศิลปะของการหาความสุขในสิ่งที่เราทำ ต้องฝึกฝน ปรับมุมมอง ค่อยๆ พัฒนา และเรียนรู้

ใช่!! ทั้งสอง ทักษะ นี้ เป็น ทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่เราต้องฝึกและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุด เพราะ ชีวิตคือการเดินทาง เพื่อเสาะหา และสร้างสมดุลย์

สมดุลย์ระหว่าง 1. การเข้าใจคนอื่นจะสำเร็จ ในสิ่งที่เราทำ และ 2. การเข้าใจตัวเอง อันนี้จะสร้างความสุขและมีชีวิตที่ดีในแบบของเรา

ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ชัดเจนในการเลือกทางเดินชีวิต ..แล้วสนุกกับทางเลือกของเราเอง 



จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สอนคนให้เป็นผู้ตาม ง่าย แล้วสอนคนให้เป็นผู้นำล่ะ ทำยังไง



‘ทุกวันนี้เราคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงกันเยอะมาก ..แต่มีเรื่องนึงที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ที่สามารถทำให้คนๆนึงสำเร็จ หรือ ย่ำแย่ก็ได้ ..นั่นคือ การศึกษา (Education)’


- “ร้อยปีที่แล้ว เราส่งจดหมาย ไปเจอกันต่อหน้าพบปะสังสรรค์ ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง กว่าที่การสื่อสารจะสำเร็จ 


...แต่วันนี้ เราสื่อสารเพียงปลายนิ้ว แทบไม่ต้องพูด สามารถคุยกับใครก็ได้ทั่วโลก โดยที่ค่าใช้จ่ายแทบเป็นศูนย์” 


- นี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องการสื่อสาร ที่เปลี่ยนชีวิตมนุษย์อย่างก้าวกระโดดและเปลี่ยนวิธีการทำงาน การใช้ชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง


- “ร้อยปีที่แล้ว การเรียน (Education) ก็คือ มีอาจารย์ยืนอยู่หน้ากระดานดำ หน้าห้อง แล้วนักเรียนก็นั่งเรียน พยายามท่องจำสิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอด” ...ทุกวันนี้การเรียน ก็แทบเหมือนเดิมเป๊ะ ...ถ้าจะเปลี่ยนคุณลองคิดซิว่า มันควรจะเปลี่ยนอย่างไร ?


- การศึกษาเริ่มขึ้นมาอย่างจริงจัง ในยุคอุตสาหกรรม ที่นายจ้างต้องการลูกจ้างมาทำงานในธุรกิจ ..การศึกษาจึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างแรงงาน มาทำงานในโรงงาน ..ทำงานในออฟฟิศ ...คนที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ก็ล้วนได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจชั้นนำในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็น Henry Fords , Andrew Carnegie , Vanderbilt, Rockefeller ..คนเหล่านี้แหละ คือ เจ้าพ่อแห่งอุตสาหกรรม ผู้นำการเปลี่ยนโลกในยุคนั้น 


มหาวิทยาลัยก็คือ เครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการ ผลิตแรงงานที่ตอบโจทย์ ในยุคอุตสาหกรรม 


แต่วันนี้เรากำลังเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age) มาสู่ ยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age)


มาดูความแตกต่าง 


- Industrial Age ต้องการผลิตมาก ราคาถูก ไม่ได้สนใจวัตถุดิบเพราะเหลือเฟือและราคาถูก แต่ Information Age ต้องผลิตของให้ตรงกับความต้องการ เพราะ วัตถุดิบแพงขึ้นเรื่อย คนแข่งผลิตมากขึ้น ในขณะที่ความต้องในสินค้าไม่ได้เพิ่ม 


- Industrial ต้องการ ‘นักผลิต’ (เพราะ Demand ความต้องการ มากกว่า Supply สินค้าที่มี ..ใครผลิตได้เร็วสุด ถูกสุด คนนั้นชนะ) ...แต่ยุค Information ต้องการ ‘นักขาย นักการตลาด’ (เพราะ Supply มากกว่า Demand ..ใครๆ ก็ผลิตได้ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ใครๆ ก็ขายได้)


- Industrial ต้องการ ‘ผู้ตาม’ (ทำตามแผนที่วางไว้ คุมโรงงาน คุมเครื่องจักร ให้ตามแผน ..ผู้ตามที่มีวินัย มุ่งมั่น จะสำเร็จได้ดี) ...แต่ยุค Information ต้องการ ‘ผู้นำ’ (ต้องการนักปฏิวัติ คนคิดต่าง คนกล้าทำสิ่งใหม่ ...แต่ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไม่ได้สร้างผู้นำ แต่ระบบการศึกษาสร้างการท่องจำ ทำตาม ‘ผู้ตาม’)


- Industrial ต้องการ ‘ข้อมูล’ (สมัยก่อนใครมีข้อมูลคนนั้นได้เปรียบ) ...แต่ยุค Information ต้องการ ‘ข้อปฏิบัติ’ (ยุคนี้ ข้อมูล Overload เยอะเกิน ..สิ่งสำคัญกว่า คือ การเลือกข้อมูลเพื่อมาปฏิบัติ ...การลงมือทำสำคัญมากในยุคที่ใครๆ ก็คิดเก่ง)


- คำถามคือ เมื่อเราเข้าสู่ยุค Information แล้ว ‘การศึกษา และ การเรียน ควรเปลี่ยนอย่างไร ให้ตอบรับกับโลกยุคนี้ ?


เอายังไงดี ? - ‘ไม่มีเนื้อหาที่กำหนด / ไม่มีเวลาเรียนที่กำหนด / ไม่มีการสอบ ...ทุกอย่างทำตรงข้ามกับการเรียนในอดีต’ (บ้าไปแล้ว!!)


- จะเป็นยังไง ถ้าสิ่งที่ต้องเรียน ไม่ใช่ อาจารย์กำหนด แต่ให้นักเรียนกำหนด ...Student Center ?


- การเรียนไม่ใช่ 4 ปีจบ แต่เรียนไม่มีวันจบ เรียนไปเรื่อยๆ ..ทำได้ไหม ? - Life Long Learning ?


- สถาบันการศึกษา กับ ธุรกิจ ทำงานร่วมกัน เหมือนอย่างที่ Stanford อยู่เบื้องหลัง Silicon Valley ..อาจารย์ นักเรียน นักธุรกิจ ทุกคนเป็น Billionaire ได้หมด - Open University ?


- เวลาเรียนไม่ใช่อาจารย์กำหนด แต่ให้นักเรียนกำหนด 


- การวัดผลไม่ใช่การท่องจำ แต่เป็นการใช้จริงในชีวิต ให้ตลาดเป็นผู้ตัดสิน ...No exam ?


- ไม่มีอาจารย์ มีแต่พี่เลี้ยง และทุกคนแลกเปลี่ยนความรู้เปลี่ยนบทบาทได้ตลอดเวลา ..No Teacher ?


- เริ่ม งง ล่ะ ?


- คุณลองช่วยกันคิดหน่อย ว่า ถ้าจะสอนคนให้เป็น ‘ผู้นำ’ คุณจะสอนยังไง ?


(สอนคนให้เป็นผู้ตาม ง่ายมาก ก็เอาตำราให้ไปท่องจำ สอนให้จำ แล้วให้กลับมาทำข้อสอบ ก็ได้ละ ผู้ตาม ...แต่โลกยุคนี้ ต้องการ ผู้นำ แล้วเราจะสอนยังไงล่ะ ?)

 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 สิ่งที่เศรษฐีอเมริกามีคล้ายๆ กัน



10 สิ่งที่เศรษฐีอเมริกามีคล้ายๆ กัน


คุณทราบหรือไม่ว่า 70% ของเศรษฐีอเมริกาที่มีการจัดอันดับคนอเมริกาที่รวยที่สุด ..คนเหล่านี้ไม่ได้มีพ่อแม่รวยมาก่อน เขาสร้างด้วยตัวเอง ที่เราเรียกว่า Self-made นั่นแหละ


เรามาดูกันว่า คนเหล่านี้มี 10 สิ่งที่เหมือนๆ กันคือ


1. ‘บ้านไม่รวย’ ...ไม่แปลกถ้าบ้านรวยจะขวนขวายทำไม ..Tony Robbins โค้ชระดับโลก เรื่องความสำเร็จ ผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นที่ปรึกษาของ Billionaire และ Celebrity ดังๆ กล่าวว่า ‘น่าแปลกว่า คนที่มีชีวิตที่ยากลำบาก กดดัน (ชีวิตโหด) ..กลับเป็นคนที่สามารถสร้างตัวและสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้โลก’


2. ‘เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย’ ..การทำธุรกิจก็เป็นทักษะอย่างนึง ไม่ต่างจาก ว่ายน้ำ ปีนเขา หรือ ขี่จักรยาน ..ไม่แปลกที่คนเริ่มเร็ว ก็จะเชี่ยวชาญได้มากกว่าคนอื่น (แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดนะ เพราะ อย่าง Ray Kroc ผู้ก่อตั้ง McDonald ก็เริ่มธุรกิจตอนที่มีอายุแล้ว)


3. ‘ไม่ได้มีสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำ’ ..ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกเวลาพูดถึงเศรษฐีอเมริกาจะนึกถึง Steve Jobs สร้าง iPhone สุดล้ำ , Sergey Brin สร้าง Google , Bill Gates สร้าง Microsoft...เห็นแล้วท้อ เพราะตีความว่า คนรวยต้องเป็น นักประดิษฐ์ หรือ คน IT สุดล้ำ ...แต่ไม่ใช่เลย คนรวย 70% ของอเมริกา เขาทำธุรกิจบ้านๆ นี่แหละ ธุรกิจที่ทำสินค้าและบริการให้คนกินคนใช้นี่แหละ


4. ‘เป็นนักลงทุน’ ...คนที่เป็นนักลงทุน คือ เขาล้วนรู้ค่าของเงิน ใช้เงินน้อยกว่าที่หามา แล้วแบ่งเงินที่หามาได้ไปลงทุน วางให้มันเติบโต เมื่อเวลาผ่านไปคนเหล่านี้ถึงกลายเป็นเศรษฐี ..ซึ่งส่วนใหญ่เศรษฐีอเมริกันไม่ได้รวยเร็วฟ้าผ่าแบบ มหาเศรษฐีที่เราเห็นในสื่อต่างๆ ...เขารวยจากการลงทุนผ่านระยะเวลาที่ยาวนาน แล้วร่ำรวยในที่สุด (ข้อนี้คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะ คนส่วนใหญ่ ใช้เงิน มากกว่า ที่หา แล้วไปเป็นหนี้บัตรเครดิต ...ข้อนี้แหละที่ยาก!!)


5. ‘มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง’ ...คนรวยในอเมริกาส่วนใหญ่ไม่ได้มีบ้านรวย หรือได้มรดกก้อนโตเหมือนคนไทย ...คนอเมริกาพอเริ่มโต พ่อแม่ก็ให้ออกจากบ้านไปดูแลชีวิตตัวเอง สร้างครอบครัวเอง ...แต่ปรากฏว่าพอเรามาดูคนที่รวย ทุกคนกลับมีทรัพย์สินมหาศาล มีบ้าน มีที่ดิน มีหุ้น มีทรัพย์สินทางปัญญา ...ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี่แหละ ที่ทำให้เขารวย เพราะ สิ่งเหล่านี้ราคาเพิ่มขึ้นมหาศาล (ใช่!! ยุคนี้ไม่มีใครรวยจากการ ฝากเงินแค่ในธนาคาร)


6. ‘มีการสร้างเครือข่ายที่คล้ายกัน’ ..คนรวยในอเมริกา จะมีการสร้างเครือข่าย ที่เรียกว่า Angels Investor คือ เป็นกลุ่มที่ไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งให้เงิน ทั้งให้ Connection ทั้งให้คำปรึกษา กับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างธุรกิจ ...แต่บ้านเราคนรวย ส่วนใหญ่จับกลุ่มใช้เงินมากกว่า (บ้านเราเลยมีปัญหาเรื่อง การเกิดนักธุรกิจใหม่ๆ เพราะ เรื่องเงิน และ เรื่อง Connection ตรงนี้แหละ ที่เรายังไม่เปิด)


7.  ‘คนเหล่านี้ชอบอ่านหนังสือ’ ...คนส่วนใหญ่ที่ Self-made จะคล้ายๆ กันคือ คนเหล่านี้เรียนรู้ และ พัฒนาความรู้ตัวเองตลอดเวลา ...คุณเคยสงสัยไหมว่า เวลาไปสนามบิน ไปเที่ยวที่ต่างๆ ก็จะมีคนแปลกๆ ที่ชอบไปเข้าร้านหนังสือ ...และไม่ใช่แค่หนังสือนะ ..ชอบความรู้ทุกอย่างที่เขาสามารถเสพ อ่าน ดู ฟัง ทั้งหมดที่ทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น เก่งขึ้น


8. ‘คนเหล่านี้เคยผ่านความล้มเหลวครั้งใหญ่’ ...เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะคนรวยในอเมริกาที่เคยล้มหนัก เจ๊งหนัก ...ผมว่าเศรษฐีทั่วโลก ทุกคน ต้องเคยล้มหนัก เจ๊งหนักในชีวิต แล้วลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ ...หลายคนบอก ผมไม่เห็นเคยเจ๊งหนักเลย ..ก็ใช่ไง คุณก็เลยยังไม่เป็นเศรษฐีไง ...ความล้มเหลวครั้งใหญ่จะทำให้คนเรารู้จักตัวเองจริงๆ มันเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยปัญญา หลังจากความล้มเหลว (ฟ้าหลังฝน) ...สิ่งนี้เรียกว่า ‘ภูมิต้านทานชีวิต’ (คนพวกนี้ จิตใจเขาเลยแข็งแกร่งอย่างมาก ..ไม่ใช่เกิดมาแล้วแกร่ง ..แต่มันล้มเหลวจนแกร่งต่างหาก)


9. ‘เขาไม่ได้วางแผนจะมาที่จุดนี้’ ...เรื่องนี้ขัดกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่ที่เชื่อว่า ความสำเร็จเกิดจากการวางแผน ...ใช่!! การทำ Project ต้องวางแผน ถึงจะสำเร็จ แต่ชีวิตมันใหญ่กว่า Project ..ใหญ่กว่าบริษัท ..ใหญ่กว่างานที่เราทำ ...ชีวิตคือ การเอาทุกอย่างที่ว่ามา รวมกันเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ


ทุก Project ไม่ต้องสำเร็จ แต่รวมๆ แล้ว มันก็สำเร็จได้ ...ดังนั้น จะเห็นว่า หลายๆ ธุรกิจ ไม่ได้วางแผนมาให้เป็นอย่างวันนี้ แต่กลับยิ่งสำเร็จ เช่น Netflix เจ้าของแค่เริ่มธุรกิจให้เช่าวีดีโอ แต่วันนี้คือ Streaming Content ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


10. ‘เคยทำงานหลายอย่าง’ ..น้อยมากที่เศรษฐีจะเกิดจากคนที่ทำงานอย่างเดียว 


...ไอ้ที่เรียนจบมาแล้วทำงานที่เดียว แล้วรวยเลย ...มันก็มีนะ ..แต่น้อย เพราะทุกงาน ทุกบริษัท ทุกที่ มันเป็นปิรามิด คือ คนส่วนใหญ่อยู่ที่ฐานล่าง มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่ด้านบน 


...คนที่สำเร็จเลยไม่ใช่คนที่ทำงานเดียวแล้วหวังว่าจะถูกล็อตเตอรี่ ...เขาล้วนทำหลายงาน ทำหลายอย่าง สั่งสมประสบการณ์เรียนรู้ ที่หลากหลาย จนสำเร็จ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม





วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำธุรกิจดีกว่าเดิม มัน Out แล้ว ต้องดีกว่า 10 เท่า



‘เราจะอยู่ในอย่างไร ในโลกของยักษ์ใหญ่ และ Disrupt Business อย่าง Amazon’


ทุกคนวันนี้หลักการทำธุรกิจยุคใหม่ ก็คือ สร้างธุรกิจให้ Disrupt ..แปลแบบบ้านๆ ก็ คือ ‘จะฆ่าธุรกิจเดิมอย่างไร ?’ - ฟังเหมือนสงครามเลย แต่จริงๆ ไม่ใช่


ถ้าเรามาแกะวิธีคิดของ เจ้าของ Amazon อย่าง Jeff Bezos จะพบเลยว่า ...ธุรกิจในโลกยุคนี้ มันวางอยู่บนพื้นฐานที่ง่ายมากๆ เลย


ก็คือ Amazon มีหลักการง่ายๆ 3 ข้อคือ


1. ขายสินค้าให้ถูกที่สุด

2. ส่งสินค้าให้เร็วที่สุด

3. มีตัวเลือกของสินค้าหลากหลายที่สุด


คำว่า Disrupt ในความหมายที่ Jeff Bazos อธิบายก็คือ ‘Customer Adoption’ ...ลูกค้ายอมรับและใช้ - นี่คือ Disrupt ของจริง !!


เพราะมันไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำธุรกิจด้วย Technology ที่สุดล้ำ สินค้าที่สุดไฮเทค แต่ถ้าลูกค้า ไม่ใช้ ไม่ยอมรับ ก็จบ 


ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญของธุรกิจตั้งแต่อดีตจนถึงอนาคต ก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ การทำสินค้าและบริการที่คนใช้ ...และหลักๆ ก็คือ สินค้าและบริการนั่นต้อง แก้ปัญหาอะไรบางอย่าง หรือ สร้างประโยชน์อะไรบางอย่าง 


ซึ่ง ‘แก้ปัญหา’ และ ‘การสร้างประโยชน์’ ที่พูดถึง ต้องคุ้มค่า ให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้


เพราะถ้าคิดให้ดี ก่อนที่จะเกิดธุรกิจใหม่ สินค้าใหม่ ..ลูกค้าต้องเคยใช้สินค้าเดิมอยู่แล้ว


ยกตัวอย่าง มือถือ มันมีอยู่แล้ว ..แต่การที่คนเปลี่ยนจากมือถือธรรมดา มาใช้ Smartphone เพราะมันดีกว่า คุ้มกว่า


คนเดินช็อปปิ้งอยู่แล้วที่ร้าน จะให้เปลี่ยนมาซื้อออนไลน์ ต้องคุ้มกว่า


อย่างเราคุยกันว่า ต่อไปคนจะเปลี่ยนรถยนต์จากใช้น้ำมัน ไปใช้รถไฟฟ้า ..ขึ้นอยู่กับ ไฟฟ้าต้องดีกว่า คุ้มกว่า


ถ้าเราเคยอ่านหนังสือ Zero to One ของ Peter Thiel เขาชี้ชัดเข้าไปอีกว่า ‘การที่คนจะยอมทิ้งสิ่งเก่า แล้วเปลี่ยนไปใช้สิ่งใหม่ ...สิ่งนั้นต้องดีกว่าเดิม 10 เท่า’ 


ใช่!! 10 เท่า คือ ดีกว่าอย่างชัดเจน ..


คนเลิกใช้รถม้า มาใช้รถยนต์ เพราะมันดีกว่า สะดวกกว่า อย่างชัดเจน 


มาดูรอบๆ ตัว เราต้องมาสำรวจว่า อะไรบ้างที่ดีกว่าเดิม 10 เท่า เพราะนั่นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ 


ผมจำได้ ช่วงที่ Smartphone ออกมาใหม่ๆ มันห่วยมาก ..ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกใช้มือถือแบบเดิม ..แต่พอ iPhone มานั่นแหละ ที่มันเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรม จากมือถือมีปุ่ม กลายเป็นไร้ปุ่ม ดังนั้น จุด Tipping Point ของมือถืออยู่ที่ iPhone 


ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า ก็เพราะ ทุกวันนี้เรากำลัง ถึงจุด Tipping Point ของการเปลี่ยนแปลงของเกือบทุกอุตสาหกรรม 


..สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เศรษฐีใหม่ นักธุรกิจใหม่ จะเกิดขึ้นจำนวนมาก ...และเกิดจากใครก็ตามที่เข้าใจ และ สร้างจุด Tipping Point ของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอุตสาหกรรม


แน่นอน !! ถ้าคุณจะขายสินค้า คุณจะคิดแบบ Amazon ไม่ได้ ที่ ‘ถูก - ส่งเร็ว - ตัวเลือกมาก’ ..เพราะเขายึดหัวหาดไปแล้ว 


....คนที่จะเป็น Amazon คนต่อไป ก็ต้อง เป็นอะไรก็ได้ที่ Amazon ทำไม่ได้ เช่น ‘แพง - Slow Life - ห้ามเลือก’ ก็มีคนทำแล้ว พวก ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ Omakase หรือ Luxury ก็ทำแล้ว


ใช่ คิดเร็วๆ เหมือนจะไม่มี แต่เชื่อเถอะว่า โอกาสหรือธุรกิจที่เราคิดว่าไม่มี มันก็เปลี่ยนตลอดเวลา ...สิ่งใหม่ ก็จะมาแทนสิ่งเก่า ไปเรื่อยๆ ...ดังนั้น ทำการบ้านให้เยอะขึ้น 


ลองตอบคำถามนี้ซิว่า ในจุดที่คุณอยู่ ในงานที่คุณทำ อะไรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง 10 เท่า สิ่งนั้นแหละคือ โอกาสทองของยุคนี้นั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม






วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 องค์ประกอบที่ฝรั่งเข้าใจเรา แต่เราไม่ทันเขา



10 องค์ประกอบที่ ‘ฝรั่งเข้าใจเรา แต่เราไม่ทันเขา’


‘ยิ่งศึกษาธุรกิจยุคนี้ ยิ่งพบว่า ...ฝรั่ง เขาเข้าใจคนเอเชียแบบทะลุไส้ ทำให้ของธรรมดา สามารถขายแพง ...เหมือนเราโดนหลอก แต่มันเป็นการตลาด และ ความเข้าใจ Customer Insight ที่ลึกซึ้งต่างกัน’ 


...นี่คือหลักฐาน 10 ข้อ ที่ชี้ให้เห็นว่า เราเข้าสู่ยุคของ Emotional Marketing เรียบร้อยแล้ว 


1. ‘ของมีจำนวนจำกัด’ เช่น ของ Limited Edition ทำจำนวนเท่านี้ ไม่มีอีกแล้ว 


2. ‘วัสดุที่ทำ มีคุณภาพ’ เช่น กระเป๋า Hermes ทำจากจระเข้ ที่สัมผัสแล้วต้องอุทานทันทีว่า ‘เจส เข้!!’


3. ‘มีการประกอบ อย่างปราณีต’ ...รถ Roll Royce ใช้มือประกอบทั้งคัน 


4. ‘มีองค์ประกอบที่มากกว่าสินค้าธรรมดา’ ...หีบห่ออลังการ , ป้ายสวย ...ซื้อสินค้า Apple แล้วแกะกล่อง จะรู้สึกถึงสัมผัสละมุน


5. ‘ออกแบบไม่เหมือนใคร’ ...นาฬิกา Panerai ดังได้ เพราะมันแปลกจริงๆ เหมือนเรือดำน้ำมากกว่านาฬิกา


6. ‘สร้างความแตกต่างที่โดดเด่น’ ...รถยนต์ Tesla สร้างมาให้ไม่มีอะไรเหมือนรถยนต์แบบเดิมเลย ...ครั้งแรกที่โลกรู้จัก iPhone ก็เริ่มแบบนั้นเหมือนกัน ‘โทรศัพท์บ้าอะไร ไม่มีปุ่มเลย ?’


7. ‘ต้องสร้างความต้องการให้มากแบบ Over เกินจำนวนสินค้า’ ...อย่างนาฬิกา Richard Mille ทุ่มเงินมหาศาลจ้างคนดังใส่ ตั้งราคาให้แพง แบบบ้าคลั่ง ...ถ้าเรือนละพัน คงไม่มีใครซื้อหรอก


8. ‘สร้างอารมณ์ เกินเอื้อมของคนธรรมดา’ ...แต่สร้างเพื่อขายคนธรรมดา ที่อยากเอื้อมให้ถึง ...ของ Luxury เกือบทั้งหมด ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายว่า ‘คนอย่างคุณซื้อไม่ได้หรอก!!’ ...พอกลุ่มเป้าหมายเห็นปั๊บ ต้องซื้อให้ได้ นี่แหละ โดนเข้าให้แล้ว !!


9. ‘กลุ่มลูกค้าที่สำคัญที่สุด คือ คนรสนิยมสูง รายได้ต่ำ’ ...คนเหล่านี้ต้องดึงดูด มาเป็นฐานลูกค้าให้ได้ เพราะนี่แหละ ลูกค้าหลักของ Luxury Market 


10. ‘ระบบผ่อนที่จูงใจ’ ...วันนี้รถหรู อย่าง Benz , BMW หรือ แม้กระทั่ง Porches กำลังมาเล่นตลาดเงินผ่อน ...เพราะรู้ดีว่า คนมีเงินซื้อมันตลาดเล็กเกินไป ...แต่ตลาดใหญ่ของจริงหรือ ยอมเป็นหนี้ แล้วผ่อนตลอดไป 


ลองเอา 10 ข้อนี้มาปรับใช้กับการสร้าง Brand Thai น่าจะดี !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


การลอกความสำเร็จแบบคนรุ่นใหม่



‘วิธีลอกความสำเร็จแบบคนรุ่นใหม่’

เดี๋ยวนี้ ความสำเร็จ ไม่ได้มีนิยามเหมือนเดิม ...สมัยก่อน ความสำเร็จ คือ มีเงินฝากในบัญชีธนาคารเยอะๆ คนสมัยก่อนจะเรียกว่า ประสบความสำเร็จ

- คนรุ่นใหม่ บอกว่า ใครเห็นโลกเยอะๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ได้มาก เขาเรียกว่า ประสบความสำเร็จ 

- คนสมัยก่อนนับถือคนทำงานหนัก แต่คนรุ่นใหม่นับถือ คนทำงานฉลาด ..คำว่า ทำงานฉลาด คือ การทำงานที่กำหนดเวลาได้เอง เพราะ สุดท้ายวัดกันที่ผลลัพธ์ของงาน ไม่ได้วัดกันที่จำนวนชั่วโมงที่ใส่เข้าไปในงาน

- สมัยก่อน ขับรถหรู แปลว่า ประสบความสำเร็จ ...แต่เดี๋ยวนี้ รถหรูเช่าได้หมด ...เช่าหนึ่งวัน ขับถ่ายรูปให้คุ้ม เขาบอกว่า ไม่ต่างกัน ...ทำไมต้องเสียเงินเป็นล้าน มาครอบครองสิ่งที่ มูลค่าลดลงเรื่อยๆ เหมือนรถ ...คนรุ่นใหม่บอก เอาเงินที่จะซื้อ ไปลงทุนให้มันเติบโตมันคุ้มค่ากว่า

- คนสมัยก่อนบอกว่า ‘ต้องเป็นนายจ้างซิ ถึงจะรวย’ เดี๋ยวนี้ ลูกจ้างบางคน มีธุรกิจของตัวเอง หาเงินเก่งกว่านายจ้างเสียอีก ...หรือ พนักงานขายบางคน ได้เงินมากกว่า CEO เพราะ เขาวัดที่ผลงาน ...คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ‘ไม่ต้องเป็นนายจ้าง ไม่ต้องเป็นเจ้าของ แต่ขอให้รู้จุดแข็งของตัวเอง แล้วทำงานให้ถูกที่ สบายกว่า รวยกว่า รับผิดชอบน้อยกว่า’

- สมัยก่อนเราคิดว่า เรียนปริญญาให้สูงได้เปรียบ แต่เอาเข้าจริง ..ใบปริญญาเริ่มไม่ค่อยมีความสำคัญในโลกยุคใหม่ ...เพราะความรู้มัน Out เร็วมาก ...เชื่อไหมสิ่งที่เรียนในปริญญาวันนี้ อีก 5 ปี อาจใช้ไม่ได้แล้ว ...คนรุ่นใหม่เลยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ พัฒนาทักษะ ให้ตรงกับงานที่ทำเลย ...ในอนาคตการทำงานไป เรียนไปจึงจะเข้ามาแทน (Working & Learning Generation)

- คนรุ่นก่อน อยากมีบ้าน คอนโดเป็นของตัวเอง เพราะ มองว่า ยังไงมีทรัพย์สินแล้วราคาต้องขึ้น ...แต่เดี๋ยวนี้ ทั้งคนสร้างบ้าน และ คอนโดขาย เขาเอากำไรในอนาคตเราไปแล้ว มันแปลว่า ในบางทำเลซื้อบ้านและคอนโดเก็บไว้กลับขาดทุน 

- บ้านพักตากอากาศเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันของคนรุ่นที่แล้ว แต่คนยุคนี้มองเป็นภาระ ...จะมีบ้านพักตากอากาศไปทำไม ถ้าอยากไปเที่ยว พัก Airbnb ดีกว่า ...ได้เช่าบ้านของเศรษฐีพัก แถมไม่ต้องดูแลรักษา ...ปีนึงจะพักสักกี่ครั้ง ...’อยากเช่าบ้านเศรษฐี วันนี้ทำได้เลย สบายจะตาย’

- ยิ่งคิด ยิ่งเข้าใจเลยว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ...หมายความว่า เราไม่สามารถลอกความสำเร็จของใคร แต่เราต้องนิยามความสำเร็จในแบบของเราเอง

ผมมอง ว่า เราต้องแบ่งให้ชัด ระหว่าง ‘ความสำเร็จในเชิงมูลค่า ..เช่น ทรัพย์สินและความร่ำรวย’ กับ ‘ความสำเร็จเชิงประสบการณ์’

ในอดีตทั้ง 2 อย่างนี้ มันไปด้วยกัน แต่ทุกวันนี้มันแยกกันอย่างชัดเจน

คิดง่ายๆ อะไรที่ถือไว้แล้วมูลค่าไม่เพิ่ม เป็นภาระ มีค่าเสื่อม ต้องดูแล - พวกนี้ เช่า ใช้ดีกว่า

ส่วนอะไรที่ ถือไว้แล้วมูลค่าเพิ่ม เช่น พอร์ตการลงทุน อันนี้ก็ซื้อสะสม

‘เราเข้าสู่โลกของความสำเร็จ ไม่สามารถทำตามใคร ..เราต้องออกแบบความสำเร็จในแบบของเราเอง’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

Built to Last -Built to Junk



‘ยุคนี้ทำสินค้าง่าย แต่ไม่ใช่ใครทำก็ได้แล้วจะรวย !!’


ยุคนี้เราเห็น คนมากมาย ลุกขึ้นมาทำสินค้าของตัวเอง ตั้งแต่คนธรรมดา ยันดาราดัง แต่บางคนเท่านั้นที่สำเร็จ ..ส่วนใหญ่ไม่รอด


เรามาทำความเข้าใจเรื่องสินค้าก่อน 


...สินค้ามี 2 แบบ คือ


 1. Built to Junk (ทำมาเป็นขยะ)


 2. Bulit to Last (ทำขึ้นมาเพื่อใช้ตลอดไป) 


ดูเผินๆ เหมือน จะไม่ต่างกัน แต่จริงๆ มันต่างกันทุกอย่าง 


- ถ้า ‘Built to Junk’ 

เป้าหมาย : ตลาด Mass 

จุดขาย : ทำให้ราคาถูก

จุดแข็ง : ผลิตให้มาก เน้นการลดต้นทุน ขายเร็ว

จุดอ่อน : วัสดุราคาต่ำ คุณภาพไม่ดี ไม่ใส่ใจรายละเอียด 


คำจำกัดความ : ทำให้เร็ว ทำให้ถูก ขายให้มาก หมดแล้วเลิก หาเทรนด์ใหม่ วนไปเรื่อยๆ ...คนจีนถนัดมากธุรกิจแบบนี้ ..ทำให้วันนี้นักธุรกิจจีน ขึ้นมาผงาดเวทีการค้าโลก


สิ่งที่ต้องระวัง คือ ‘สินค้าแบบนี้ ส่วนใหญ่ ซื้อแล้วไม่ค่อยได้ใช้ หรือ ใช้ไม่นานก็พัง เป็นขยะ ...เมื่อถึงจุดนึงคนซื้ออาจหยุดซื้อ


ถ้าเป็นธุรกิจบริการต้องระวัง เช่น โรงแรมที่พัก ที่สุดแต่ว่าสร้างให้อลังการ แต่ไม่ได้คำนึงถึงการดูแลรักษาปรับปรุง ตรงนี้จะอยู่ไม่นาน (คนไทยชอบทำธุรกิจแบบนี้ คือ สนใจแต่สร้าง แต่ไม่สนใจ Maintenance ..ของมันจะโทรมเร็ว ไม่ยั่งยืน


- ถ้า ‘Built to Last’ 

เป้าหมาย : กลุ่มคนเฉพาะ

จุดขาย : สินค้ามีเอกลักษณ์ , ใส่ใจในรายละเอียด

จุดแข็ง : ผลิตให้ตรงความต้องการเฉพาะกลุ่ม 

จุดอ่อน : ต้นทุนสูง เพราะไม่ได้ผลิต Mass 


คำจำกัดความ : เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัด ...ทำทุกอย่างเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ...ใส่ใจในรายละเอียด (ไม่มีอะไรเล็กน้อย ..ถ้าขายเสื้อผ้า ต้องลงถึง ตะเข็บ การเย็บ กระดุม ป้ายราคา ..ถ้าขายนาฬิกา ต้องสนใจหีบห่อ ..อย่าง Steve Jobs คือ คนแบบนี้เลย ขนาดกล่องใส่ iPhone ยังลงมาดูเองเลย)


สิ่งที่ต้องระวังคือ ‘การเลือกลูกค้า โคตรยาก ..นอกจากเลือกกลุ่ม Target Market ยากแล้ว ..ต้องเข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า’ ...คนที่ทำได้ จึงรวยยาว กินยาว เช่น Apple , Adidas ในยุคที่สร้าง Yeezy สร้าง Limited Edition ยุคหลังของ Adidas เขาไม่ได้ขายลูกค้านะ ..เขาขายพ่อค้า ให้ไปนั่งต่อคิวซื้อ ...ส่วนตัวเขาทำหน้าที่กระตุ้นความสนใจของลูกค้าในวงกว้าง


Social สร้างให้เกิด Demand ..ตรงนี้แหละที่ทำให้ตั้งราคาได้สูง ...ก่อนหน้านี้การตลาดแบบนี้ใช้เฉพาะ Luxury Brand แต่วันนี้ผม Surprise มากที่ สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างรองเท้า Adidas เอาหลักการนี้มาใช้แล้วได้ผล ดีเกินคาด


มีที่ไหน ขายรองเท้าผ้าใบ ได้ดี แพง จำนวนจำกัด ต่อคิว แย่งกันซื้อ ขายต่อได้ราคา เหมือนกระเป๋า Hermes เลย


ทุกวันนี้กลยุทธ์แบบนี้ เริ่มกระจายไปสู่สินค้าอื่นๆ มากมาย ...ฟันธงเลยว่า ต่อไป ลูกค้าจะไม่สามารถซื้อสินค้ายอดฮิตในราคาป้าย ...แถมซื้อมาแล้วดีใจชั่ววูบ แล้วนั่ง งง ต่ออีกวูบว่า ‘ซื้อมาทำไมวะ ?’


สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ต่อไปจะไม่มีสูตรสำเร็จของผู้ชนะ เพราะมันสลับเปลี่ยนแพ้ชนะ ตามความต้องการของตลาดที่ขึ้นลงบ้าคลั่งแบบตลาดหุ้น


เออ!! ...ถ้าอยากเข้าใจควาทต้องการของลูกค้ายุคใหม่ ลองไปดูการแกว่งของหุ้น ...นั่นแหละ เหมือนกันเลย - แต่อย่าลืมนะ ท่ามกลางการแกว่งของราคาหุ้น คนที่เข้าใจก็รวยได้ทุกรอบ รวยได้ตลอดเหมือนกัน


‘ประเด็นคือ ไม่ได้อยู่ที่ความผันผวน แต่อยู่ที่ความเข้าใจของเราต่างหาก’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างแท้จริงในยุคแห่งความไว



‘รักในสิ่งที่ทำ ..หลักความสำเร็จ - ใครๆ ก็รู้ !! ...แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ กระบวนการในการค้นหาสิ่งที่รัก’


อะไรคือ ‘กระบวนการในการค้นหาสิ่งที่รัก งานที่ชอบ คนที่ใช่’ ?


คำตอบ คือ 


1. ‘การเข้ายิม 9 ชั่วโมง ทั้งวัน แล้วออกมาส่องกระจก ว่า กล้ามเราใหญ่ขึ้นเหมือน นักกล้ามหรือยัง’ ..ไม่!! ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง กล้ามไม่ขึ้น , หุ่นไม่ดี จากการเข้ายิมอย่างหนักในเวลาสั้นๆ....แต่ผลจะเกิดขึ้น เมื่อเราเข้ายิม ทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมง ตลอด 1 ปี ...หุ่นเราจะดี กล้ามเราจะสวย จากการทำวันละนิดอย่างสม่ำเสมอ


2. ‘การอ่านหนังสือหนัก 1 วัน อ่านทั้งวัน อาจไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นเลย’ ...แต่การอ่านหนังสือ เพิ่มความรู้ วันละนิด อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราเก่งขึ้นในที่สุด อย่างน่าประหลาดใจ


3. ‘การทำงานหนัก สุดๆ ไม่หยุดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเราสำเร็จ และร่ำรวย’ ...แต่การพัฒนางานที่ทำ วันละนิด อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราสำเร็จในหน้าที่การงาน ร่ำรวยอย่างน่าตกใจ


4. ‘แต่ปัญหาใหญ่ คือ เราไม่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน ทำให้คนส่วนใหญ่ ถอดใจ และ เลิกทำ ก่อนที่จะเห็นผล’


- คนส่วนใหญ่เลิกออกกำลังกาย เมื่อพบว่า วิ่งมา 3 วันแล้ว ทำไมน้ำหนักไม่ลด หุ่นไม่ดี ...เลิกดีกว่า!!


- คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นมา 3 เดือนแล้ว ...ไม่เห็นรวยเลย เลิกดีกว่า !!


- คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือ พัฒนาตัวเอง มา 1 สัปดาห์แล้ว ไม่เห็นเก่งขึ้นเลย เลิกดีกว่า !!


5. ‘คุณรู้ไหมว่า คนส่วนใหญ่ ใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหนแล้ว ก่อนที่เขาจะถอดใจ แล้วเลิกทำ ?’ ....บางครั้งเราเลิก ก่อนที่จะถึงเป้าหมายแค่อึดใจเท่านั้นเอง


เคล็ดลับ ไม่ใช่การ หักโหม ทำให้หนัก เพื่อสำเร็จให้เร็วในเวลาสั้นๆ 


แต่เคล็ดลับอยู่ที่การ ค่อยๆ ทำวันละนิด อย่างสม่ำเสมอ และ ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ


ทุกคนเคยอ่านนิทานอีสป ในเรื่อง ‘กระต่าย กับ เต่า’ ...คนยุคนี้ ทำตัวเหมือนกระต่าย อยากทำทุกอย่าง สำเร็จในเวลาสั้นๆ (สุดท้ายก็ล้มเลิกก่อนจะถึงเป้าหมาย)


แต่คนที่สำเร็จอย่างแท้จริงในยุคแห่งความรวดเร็วและฉาบฉวยในปัจจุบัน ก็คือ คนที่ทำตัวเหมือนเต่า 


...ค่อยๆ ทำ วันละนิด ...ค่อยๆ เพิ่มความรู้ วันละนิด ...ค่อยๆ ออกกำลังกายวันละนิด ...ค่อยๆ พัฒนาทักษะใหม่ๆ วันละนิด ...ทำวันละนิด แต่ไม่หยุดทำ จนถึงเป้าหมาย - นี่ต่างหากที่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จในโลกปัจจุบัน


‘อยากรวยไว ไม่มีใครรวยได้จริง ...อยากรวยและสำเร็จจริง ต้องค่อยๆ ก้าวทีละนิด และไม่ถอดใจ!!’


...กระบวนในการค้นหาสิ่งที่รัก และ ความสำเร็จ = ‘ทำเพิ่มวันละนิด และไม่คิดถอดใจ’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

มือถือ ..เครื่องสแกนโอกาสไปหาคนอื่น ..เฮ้ย!!



10 สิ่งที่ทนได้ยากในยุคนี้ (จริงๆ)


1. ‘เราไม่สามารถออกจากบ้านโดยไม่เอาโทรศัพท์มือถือไปด้วย’ ..นี่ขนาดบ้านเรายังไม่ได้ใช้มือถือแทนกระเป๋าเงินแบบคนจีนนะ


2. ‘เวลาเงียบ ต้องหยิบมือถือขึ้นมา’ เช่น ในลิฟท์ ยิ่งยืนกับคนไม่รู้จัก ยิ่งต้องหยิบมือถือขึ้นมา


3. ‘เราเริ่มอารมณ์เสียที่ไม่มีเน็ต มากกว่าไฟดับเสียอีก’ ...ไฟดับช่างมัน มือถือห้ามดับ เพราะเมื่อไฟดับ เราจะหามือถืออย่างแรก


4. ‘เวลาตื่นนอน เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือเป็นสิ่งแรก’ ..คนติดบุหรี่ พอตื่นนอนจะรีบหาบุหรี่มาสูบ ..แต่เราทุกคนหาโทรศัพท์มาดู ติดหนักกว่าบุหรี่ !!


5. ‘เวลาไปพบปะพร้อมหน้ากับครอบครัว ถ้าไม่มีมือถือซวยแน่’ เพราะ พ่อ แม่ ลูก ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง ทุกคนจะเอามือถือขึ้นมา แทนการสนทนากัน


6. ‘ขอเบอร์มือถือหน่อย เป็นคำที่เชยสุดขีด’ ...เรากำลังรอวันที่ มนุษย์ได้จารึกไว้ว่า ครั้งนึงมนุษย์เราเคยคุยกันทางโทรศัพท์ 


7. ‘โจรกระจอกจะใช้การปล้น ขโมยของ ...แต่โจรขั้นเทพ แค่ขโมยมือถือคุณ เขาจะรู้ทุกอย่าง ...รู้นิสัย รู้พฤติกรรม รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเอง’ ...แต่ถ้าอภิมหาโจร สามารถรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา นิสัย ใจคอ การใช้เงิน ไปที่ไหน ...รู้ทั้งหมด ประมวลผล เอามาใช้ ควบคุมชีวิตเราได้ โดยที่เขาไม่ต้องเจอเราเลย


8. ‘ใครก็ตามที่ยังไม่รู้วิธีหาเงินจากมือถือ จะถูกทิ้ง ให้ล้าสมัยไปเรื่อย ทั้งวิธีหาเงิน การทำงาน และ ธุรกิจ’ ....ว่าแต่ ทำไมเรารู้จักแต่วิธีจ่ายเงินผ่านมือถืออ่ะ ? (หาเงินผ่านมือถือ ยังไง สอนหน่อย ?!?)


9. ‘เรารับรู้ ทุกอย่างจากมือถือ โดยที่เราไม่ต้องสนใจเลย’ ...สังเกตไหมเรารับรู้ ทุกเรื่อง ดราม่า น้ำเน่า ไร้สาระ ทุกเรื่องแบบอัตโนมัติ ...แต่เรื่องที่มีประโยชน์กับตัวเรา มันช่างยากเย็น 


(ทำไมวะ ? - เรื่องไร้สาระรู้หมด - เรื่องมีประโยชน์มันมาไม่ถึงเรา) 


...โดเรมอน วันนี้เสนอตอน “มือถือ เครื่องสแกนสิ่งเน่าให้เข้าตัว !!’


10. ‘มนุษย์ยุคนี้ไม่สามารถจะกินข้าว โดยไม่หยิบมือถือขึ้นมาด้วย’ ...สำคัญกว่าช้อนส้อม ..ยิ่งท่องเที่ยวเดินทาง มันสำคัญพอๆ กับ รองเท้า 


ยุคนี้ เราอยู่ไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่มีมือถือ ...แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเล็กที่สำคัญข้างกายเรา มันสร้างประโยชน์ให้คนอื่น มากกว่าสร้างประโยชน์ให้เรา ...ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรารับจากมือถือ ทำให้เรา เสียเงิน มากกว่าทำเงิน ....ไร้สาระอัตโนมัติ มีสาระน้อยมาก


สรุปว่า ‘ใช้มือถือ อย่างมีสติ ..โห!! ยากไหมล่ะ ?’


เออ..ว่าแล้ว ขอก้มหน้าเล่นมือถือต่อนะฮะ ..555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


ใช้เงินล้านยังไง ตอบได้ทุกคน แล้วหาเงินล้านยังไง อึ้ง เงิบ ?



‘ทุกคนเกิดมา มีเงินล้านในตัว ...แต่ทำไมวันนี้เรายังไม่มีเงินล้าน ?’

ถ้าคำนวณง่ายๆ จะรู้เลยว่า คนที่เสียภาษีเกือบทุกคน ทั้งชีวิตจ่ายเงินภาษีให้รัฐบาลเป็นล้านบาท แต่พอหันมาดูตัวเอง กลับแทบจะไม่มีเงินเก็บเลย

หลักๆ ก็เพราะ ภาษีเขาหักก่อนที่เราจะได้รับเงินเดือน  ..ดังนั้น เราต้องจ่ายภาษีก่อนที่เราจะใช้จ่ายไงล่ะ ...

เศร้า!! จ่ายให้คนอื่น จ่ายได้เป็นล้าน แต่มองดูตัวเอง กลับแทบไม่เหลือเลย ..ไม่ดีล่ะ ต้องเปลี่ยน ดังนี้

ลองตอบคำถามนี้ ‘ถ้าฉันได้เงินมา 1 ล้านบาท จะซื้อหรือจะใช้อะไรบ้าง ?’ ..ลอง List ออกมาดูจะพบว่า 

1 ..2 ...3 .....4 .......5 .........6 .......7 

List ของเรา มันมีสิ่งที่อยากจะซื้อและอยากจะจ่ายเยอะมาก 

จะบอกว่า สิ่งที่ List ออกมาทั้งหมดนี่แหละ คือ อุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เรามีเงินซะที ...เดี๋ยวนี้แย่กว่านั้นอีก ยุค Easy Money ทำให้คนยุคนี้ สามารถสร้างหนี้ได้ง่าย และ สามารถสร้างหนี้ได้นำรายได้ 

เดี๋ยว!! ผมไม่ได้บอกว่า สิ่งที่อยากซื้อ อยากได้ เราห้ามซื้อ ...ไม่ใช่เลย ...ผมจะบอกว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราอยากได้ในชีวิต สุดท้ายเราซื้อได้ทั้งหมดนั่นแหละ

แต่พอเรามีเงินจริงๆ ..หลายๆ อย่าง เราก็ไม่ซื้อมัน

- เคยเป็นไหม ก่อนมีเงินอยากได้มาก ..แต่พอมีเงินแล้ว ดันไม่อยากได้ซะงั้น ...แต่ปัญหามันเกิด คือ คนส่วนใหญ่ยอมเป็นหนี้ ไปซื้อสิ่งเหล่านั้น ตั้งแต่ยังไม่มีเงิน ...สุดท้าย ก็เลยไม่มีเงินจริงๆ นั่นแหละ

- ถ้าเราซื้อทุกอย่างที่เราอยากได้ สุดท้ายเราจะไม่มีทางรวย ...แต่เราจะเป็นหนี้มหาศาล

- ถ้าเราซื้อทุกอย่างที่อยากได้ สุดท้ายเราก็ไม่ได้มีความสุข เพราะ ความสุขที่มากกว่า ไม่ได้เกิดจากการได้มา แต่เกิดจากการให้ไป ...เมื่อเวลาผ่านไป เรามักพบว่า หลายๆ สิ่งที่เราซื้อมาครอบครองเราไม่ได้อยากได้จริงๆ รกบ้าน ชะมัด !!

‘เรามาสร้าง List เงินล้านกันแทนดีกว่า’ ...คราวนี้ไม่ได้ List สิ่งที่อยากซื้อ เมื่อมีเงินล้าน แต่ลอง List มาดูว่า ‘อะไรที่จะทำให้เรามีเงินล้าน ?’

- ออกกำลังกายเป็น (หุ่นดี ได้แฟนรวย ..555)
- ทักษะพูดเป็น
- ทักษะลงทุนเป็น 
-  ทักษะภาษา 
- ทักษะ ....

หมกมุ่นกับ ‘การใช้’ อาจไม่เหลืออะไร ...ให้เปลี่ยนเป็น หมกมุ่นกับ ‘การสร้างทักษะ เงินล้านแทน’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

7 เส้นแบ่ง วิธีคิด เผยไต๋คนรวย



วันนี้ กำลัง ขับรถอยู่ ...ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ... LINE ดัง ...แล้ว ภาพนี้ ก็ผุดขึ้นมาใน iPhone ของผม

"พี่หมอ ส่งมา บอกว่า ...เฮ้!! แพ้ท พี่ว่าเราเขียวทุกข้อเลย"


"อะไรอ่ะ!!"


"ดู Picture ที่พี่ส่งดิ ..พี่ว่านาย อยู่ในโซนเขียวนะ!!"


มาดูทีละข้อ ...จริง หรือ !!


ข้อหนึ่ง คนรวยคิดการใหญ่ ...คนจนคิดการเล็ก ...งั้นต้องคิดการใหญ่ ...เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศ ...เปลี่ยน Change แบบ Obama ...555


ข้อ สอง คนรวย "ฉันกุมชะตาชีวิตตัวเอง" ...คนจน "ชีวิตฉันถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้" ...ฮึม!! อันนี้ขึ้นกับ Cycle ของชีวิต ถ้าขาขึ้น ใช่!! ถึงจุดนี้ได้ ผมมาด้วยฝีมือตัวเอง ...แต่ถ้า Cycle ขาลง ..อ๋อ ..ผมโชคไม่ดี ...ช่วงไหน "ขาลง" จะไปดูหมอ ค่อนข้างบ่อย(หมอดู รวย) ..คือ หวังว่า "ลายมือ" จะเปลี่ยนนะ ...555


ข้อสาม คนรวย "มองทุกอย่างเป็นโอกาส" ...คนจน "มองทุกอย่างเป็นอุปสรรค" ...ฮึม!! เห็นด้วย อะไรยากๆ ชอบ ..ในวิกฤต คนอื่นเครียด เรามองหาหุ้นดีลงทุน..555 ...คนอื่นบอกหุ้นกลุ่มไหนแย่ เรารีบควานหาหุ้นรายตัวเลยว่า จะมีตัวไหนดี เพราะไม่มีอะไรแย่ทั้งหมดหรอก ..."มันต้องมีดี ในแย่ ..." -- เออ++ จริง คิดบวกแล้ว เห็นแต่โอกาสจริงๆ สุดยอดเลย


ข้อสี่ คนรวย "เลือกรับเงินตามผลงาน" ..คนจน "เลือกรับเงินตามเวลาที่ทำ" ...ต้องดูว่า เราทำงานตามเวลา "ขายเวลา + สุขภาพ" แลกเงิน ...เงินเข้าตามปริมาณงานที่ทำ ...งั้นต้อง ติสแตก เป็นศิลปิน สร้างผลงาน ขายตามคุณค่าของงานที่สร้าง ..จ๊าก!! (นายครับ!! ผมจะไม่เข้างานตามเวลา ...ผมจะขายความสามารถ นายจงวัดผลงานผม จากเนื้องานที่ผมทำนะ Let Result Speak  ...เออ!! เจอแบบนี้ก็คงมันส์ไม่น้อย -- เอากับมันดิ..555)


ข้อห้า คนรวย "สนใจรายได้จากทรัพย์สิน" ...คนจน "สนใจรายได้จากการทำงาน" ...ฮึม!! เห็นด้วย เงินที่ดีต้อง Passive Income ...รายได้เกิดจากเงินปันผล ที่เข้ามาให้เราทุกครึ่งปี เงินมาเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร "เทพ!!" ..."ถือหุ้นที่ดี เหมือนมีเครื่องผลิตเงินส่วนตัว คือ เสมือนมีคนเก่ง อีก 10,000 คนในองค์กร ทำงานหนัก เพื่อสร้างกำไรให้ธุรกิจ เพื่อปลายปี จะได้มีปันผล มาให้เรา..เยี่ยมจริง!!"


ข้อหก คนรวย "เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา" ..คนจน "รู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่นี้"... อันนี้ จริงนะ ...ต้องอ่านหนังสือ แล้ว เดินทางให้เยอะๆ ดังคำพูดที่ว่า "หนังสือคือ หน้าต่างแห่งโอกาส -- บ้านที่ไม่มีหนังสือ ก็เป็นเหมือนห้องที่ไม่มีหน้าต่าง!!" -- ไปซื้อหนังสือ "แกะรอยหยักสมอง กับ คลินิกหุ้นมือใหม่ มาอ่าน ...มันเยี่ยมจริงๆ..อิ อิ"


ข้อ เจ็ด คนรวย "ทำงานเพราะรัก เป็นปัจจัยหลัก" ...คนจน "ทำงานเพราะเงิน เป็นปัจจัยหลัก" ...ข้อนี้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจนะ ...ดันตั้งเป้าหมายชีวิต เป็นเงิน ...พอเอาเงินตั้ง ก็เลยต้องทำงานเพื่อเงิน เลยไม่เคยได้เงิน เพราะ คิดแบบคนจน ...คนรวยต้องตั้งเป้าที่งาน เพราะ ถ้าทำงานได้ดี เดี๋ยวเงินก็เข้ามาเอง


"ผมจะเปลี่ยนโลก ด้วยการสร้าง Search Engine ที่ดีที่สุด" ...กล่าวโดย Larry Page ผู้ก่อตั้ง Google ... "มุ่งเปลี่ยนโลก โดยสร้างเครื่องมือค้นหาข้อมูลที่ดีที่สุดในโลก ...ให้ทุกคนในโลก หาข้อมูลได้ดีขึ้น -- งานเปลี่ยนโลก ..อ่ะนะ ก็เลยรวยสุดๆ เพราะ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็น เงิน !!"


ฮึม!! น่าสนใจ ..ลองดูว่า เรามีกี่ข้อแล้ว ...พยายามเข้าครับ เปลี่ยนทีละข้อ ...ก่อนลาออกจากงาน ..ใช่ๆ อย่าเพิ่งลาออกจากงานนะครับ ทำข้ออื่นๆ ให้ได้ก่อน


...โย่ว!! นี่หรือ คือการรวยไม่พึ่งโชค เพราะเราพึ่งตัวเองไง -- ชีวิตออกแบบได้ ..."จัดเลย!!"


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เราเรียนรู้อะไรจากสื่อ แล้วสื่อเรียนรู้อะไรเรา





‘เราเรียนรู้อะไร จากธุรกิจสื่อ’ 


เราเห็นข่าวนิตยสารและสื่อ ทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ..ล่าสุดผลประกอบการธุรกิจสื่อที่รวบรวมโดยบัวหลวง เห็นเลยว่า มันเข้าขั้นวิกฤตจริงจัง


- สื่อใหญ่ วันนี้รายได้ลดฮวบๆ แล้วยังพยายามคลำทางกลับมา เช่น ทีวีอย่างช่อง 3 ที่เคยกำไรพลักพันล้าน วันนี้เหลือหลักร้อย ..หรือ ยักษ์ใหญ่วงการบันเทิง Grammy ที่ติดลบ ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว


- คนที่ปรับตัวแบบ ‘เลี้ยว 180 องศา’ ก็อย่างเช่น RS ที่เดิมทำบันเทิง ทำเพลง เดี๋ยวนี้กำลังเปลี่ยนมาขายสินค้าเองเลย ..ใช้สื่อในมือและคอนเทนท์ของตัวเองเพื่อขายสินค้า มุ่งไปที่ความสวย ความงาม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่


- คนที่ปรับตัวได้ดี อย่าง Workpoint ที่ยังคงเป็นสื่ออยู่ แต่สามารถดันจุดแข็ง คือ คอนเทนท์ที่สร้างเอง และ โดดเด่น รวมทั้งสามารถบริหารสื่อ ออนไลน์ ผนวกกับสื่อดั้งเดิมอย่างลงตัว 


- สื่อนอกบ้านก็พอถูไถ เพราะชีวิตคนรุ่นใหม่ ถ้าไม่ก้มหน้าอยู่ที่มือถือ ก็ต้องออกนอกบ้าน ...เพราะบ้านเล็กลง การออกนอกบ้านย่อมสบายกว่า 


1. ค่าโฆษณาจะถูกบริษัทยักษ์ในต่างประเทศกินไปจนแทบไม่เหลือ ...ธุรกิจสื่อจะเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ 


(ผมเชื่อว่า ในเมื่อเราเป็น Platform ไม่ได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ Platform มาขยายธุรกิจ เอามาหาเงิน ในเกมของเรา ...วันนี้ Workpoint ทำได้ดีมากๆ ในการผนวกช่องทาง Social เอามาหาเงินควบคู่กับจุดแข็งที่ตัวเองมี)


2. คนที่มีสื่อจะหันไปทำแบบ RS คือ หาสินค้าและบริการมาขายเอง เพราะได้กำไรมากกว่าขายโฆษณา  


...การเป็นสื่อเก็บแค่ค่าโฆษณา มันมีมูลค่าน้อยนิด เมื่อเทียบกับการพัฒนาสินค้าขึ้นมาขายเอง เพราะ วันนี้การสร้างสินค้ามันทำได้ง่ายมาก


...นึกภาพ ช่อง 3 เอา ณเดช ญาญ่า และ Super Star มาพัฒนาสินค้าแล้วขาย แทนที่จะมาแบ่งค่าตัวดารา อะไรจะเกิดขึ้น ? (พี่แอ๊ด คาราบาว ก็เป็นตัวอย่าง ของดารา ที่พัฒนาสินค้า เครื่องดื่มชูกำลังขาย แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง)


3. คนที่มีคอนเทนท์ ก็จะพัฒนาสินค้าและบริการของตัวเอง ...หมดยุคแล้วที่คนผลิตก็ผลิต คนขายก็ขาย ...เราเข้าสู่ยุคที่ต้องควบคุมตั้งแต่ผลิต คิด เซอร์วิส ขาย และส่งมอบถึงมือลูกค้า ในแบบที่ Apple ทำ 


4. ยุคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน มันแปลว่า ลูกค้ารู้จริงมากขึ้น ...การขายของแบบในอดีต ที่เน้นขาย ไม่มีคุณภาพ จะค่อยๆ หมดไป เพราะทุกคนรู้ทัน ...สินค้าและบริการที่ดีจริงเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ...ธุรกิจจะหันไปวิจัย และพัฒนา สินค้าและบริการอย่างจริงจัง - พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 


...ต่อไปสินค้าต่างๆ ที่เราบริโภค จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คล้ายๆ เรา Update App ในมือถือนั่นแหละ ...ใครหยุดเปลี่ยนแปลง คนนั้นตาย !!


5. ‘ฐานข้อมูลลูกค้าที่ซื้อซ้ำ คือ สินทรัพย์ที่แท้จริงของธุรกิจ’ ...ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ กำไร และเติบโต คือ ธุรกิจที่ซื้อซ้ำ ...เพราะลูกค้าเก่า คือ ลูกค้าที่บริษัทใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้กำไรสูงสุดและต่อเนื่อง


 ...ต้นทุนที่แพงที่สุดของธุรกิจคือ ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อซ้ำ นี่คือ โจทย์ที่ท้าทายธุรกิจออนไลน์ทั้งโลก ที่ต้นทุนการหาลูกค้าแพงขึ้นเรื่อยๆ 


6. เรากำลังเข้าสู่ยุคที่คำว่า ‘อุตสาหกรรม’ มันไร้เส้นแบ่ง ...ต่อไป ทุกธุรกิจ จะทำเหมือนกัน ก็คือ ทำตั้งแต่ผลิต พัฒนา ขาย บริการ ครบวงจร 


เส้นแบ่งที่แท้จริงของธุรกิจ ก็คือ ‘แบ่งตามปัญหาของลูกค้า’ เช่น ธุรกิจแก้ความสวย , แก้ความอ้วน , แก้ความไม่มีตัวตน , แก้เรื่องความสะดวก , แก้เรื่อง ...


สิ่งที่เราเรียนรู้ จากการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจสื่อก็คือ 


‘คนที่รอด และรุ่ง ในยุคของ Disrupt ก็คือ คนที่กล้าปรับ กล้าเปลี่ยน โดยมองที่ 2 จุดเป็นหลัก คือ 


1. ปรับโดยเอา ปัญหาของลูกค้าเป็นที่ตั้ง


2. มุ่งทำข้อ 1 ให้ได้ โดยอาศัยจุดแข็งที่ตัวเองมี


...อุตสาหกรรมต่อไป ก็ ธนาคาร , การเงิน , การลงทุน , การศึกษา , ....


ที่แน่ๆ คนที่ตาย คือ คนที่ไม่เตรียมตัวที่จะเปลี่ยน


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ