แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566

8 สิ่ง ที่ได้เรียนรู้จากการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงครั้งนึงของโลก

 8 สิ่ง ที่ได้เรียนรู้จากการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงครั้งนึงของโลก


1. ‘การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ อเมริกา ได้ประโยชน์กว่าจีน’ …เพราะ อเมริกาประคองเศรษฐกิจได้ ขณะที่หุ้นขึ้นเรื่อยๆ …ส่วนจีนจมดิ่งสู่วิกฤติอสังหาครั้งใหญ่ ลามไปถึงตลาดหุ้นย่ำแย่


2. ‘จีนพยายามสู้ โดยกดให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่า‘ …เพื่อให้การส่งออก และขายสินค้าได้ดี …แต่การลงทุนและเงินจะไหลออก ส่งผลให้การเงินและการลงทุนอ่อนแอ


3. ’การขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าลดลงหายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยง‘ …เริ่มจากตลาดคริปโตลงแรง ตามมาด้วยตลาดหุ้นลงแรง …ถ้าดอกเบี้ยยังสูง สินทรัพย์เสี่ยงก็ยังจะไม่ดี 


4. ’คนในโลกเป็นหนี้เยอะกว่าที่คิด พอดอกเบี้ยขึ้น การใช้จ่ายก็หายไปอย่างรวดเร็ว‘ …เศรษฐกิจการบริโภค จากทึ่ดูเงินเฟ้อกลับไปเงินฟืดได้เร็วมาก โดยเฉพาะ Emerging Markets ที่ตลาดโดน 2 เด้ง …คือ ทั้งค่าเงินอ่อน และ หนี้เพิ่มขึ้น


5. ’ภาพระยะสั้นดอลลาร์น่าจะแข็ง แต่ระยะยาวน่าจะอ่อน‘ …ระยะสั้นเงินไหลไปอเมริกาจากดอกเบี้ยสูง เพื่อเข้าไปลงทุน แต่เมื่อการลงทุนเสร็จพอถึงช่วงการส่งออก ดอลลาร์น่าจะอ่อนตัวลง


6. ‘ตลาดจะผันผวนมากขึ้น แต่ระยะยาวสินทรัพย์ที่ดีจะเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่’ …เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา สุดท้ายเงินดอลลาร์และเงินอื่นๆ จะมูลค่าลดลง ในขณะที่สินทรัพย์ที่ดี ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ 


7. ‘ประเทศพวก Emerging Market พึ่งพิงดอลลาร์มากกว่าที่คิด’ …สังเกตได้จากการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินประเทศเหล่านี้อ่อนตัวเร็วมาก …ทำให้เงินไหลกลับอเมริกา


8. ’ให้เตรียมตัวกับสิ่งที่เราไม่คาดคิดเสมอ’ …ถ้าทุกคนว่าดี ให้เตรียมตัวรับวิกฤติที่เราไม่คาดฝัน …การมีเงินสดส่วนนึงเสมอ รอซื้อเวลาวิกฤติ ยังคงใช้ได้เสมอ 




#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566

7 ข้อ วิเคราะห์โอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปี 2024

 7 ข้อ วิเคราะห์โอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปี 2024


‘ดอกเบี้ยขึ้น ตลาดหุ้นแย่‘ …แล้วทำไมตลาดอเมริกาดี แล้วตลาดไทยแย่ ?


- จริงๆ ช่วงที่ดอกเบี้ยอเมริกาเริ่มขึ้น ปี 2021 นั้น ตลาดหุ้นอเมริกาพังเละ หุ้นอย่าง Facebook ลงแรง จากหุ้นราคาเกือบ 400 เหรียญ ลงมาต่ำกว่า 100 …เละ !! 


- พอปี 2022 หุ้นอเมริกาก็ขึ้นกลับมา ทั้งๆ ที่อัตราดอกเบี้ยยังไม่ลง (แค่ทรงๆ ไม่ขึ้น แต่นักลงทุนคาดกันว่า ดอกเบี้นน่าจะ Peak แถวๆ นี้) ..หุ้นอย่าง Facebook ก็ขึ้นจาก ไม่ถึง 100 วิ่งขึ้นไปเกือบ 400 เหรียญ


บทเรียนนี้ สอนเราว่า …เวลาที่ทุกอย่างดูแย่ ให้ซื้อหุ้นและสินทรัพย์ …พูดง่ายๆ ใครซื้อหุ้นอเมริกาปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 ก็จะกำไรสบายๆ …ส่วนตลาดไทยดอกเบี้ยขึ้นช้ากว่าอเมริกาเกือบ 1 ปี …ดังนั้น ตลาดเราจึงแย่ในปี 2023 ..และถ้าดูตัวอย่างจากอเมริกา ตลาดหุ้นไทยปี 2024 จึงน่าจะเป็นปีที่ดี


—————————————————-


คำถามต่อไปคือ เวลานี้ ที่ไหนดูแย่ จะได้เป็นโอกาส เข้าซื้อ …ส่วนที่ไหนมันดีแล้ว ก็อาจทยอยขายทำกำไรนั้นเอง


1.  มาดูตอนนี้ ตลาดหุ้นไทยเวลานี้ดูแย่มาก จึงน่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เพื่อจะทำกำไรในปีหน้า


2. ตลาดอเมริกา ปีนี้ดี และเหมือนจะดีกว่าความเป็นจริง อาจจะมองได้ว่า มันขึ้นเพราะคนซื้อไปเผื่อว่าอนาคตจะดีเรียบร้อยแล้ว …เวลานี้จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทยอยขายทำกำไร (อาจจะไม่ต้องขายหมด แต่ควรเอากำไรบางส่วนออกมา เพื่อไม่ให้เราเสียจังหวะ หากตลาดปรับฐานนั่นเอง) 


3. ดอกเบี้ย คนส่วนใหญ่มองว่า มันจะหยุดขึ้นแล้วลงในไม่ช้า …ถ้าเป็นแบบนี้ แปลว่า ตลาดมองบวกมากเกินไป …ดังนั้น เราควรมองลบในเรื่องนี้ มองว่า ดอกเบี้ยอาจจะขึ้นต่อ หรือ ไม่ลงอีกนานกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด 


4. ธุรกิจที่หนี้เยอะ ยังต้องระวัง และควรหลีกเลี่ยง …การบริโภคน่าจะยังไม่ดี ..ธุรกิจที่ดี คือ ธุรกิจพวก B2B มากกว่า B2C …หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนี่องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐบาล …กับธุรกิจที่มีลูกค้าระดับบน ที่ไม่กระทบในเศรษฐกิจ


5. สิ่งที่หวังคือ นโยบายและเงินกระตุ้นจากภาครัฐต่างๆ …รวมทั้งการออกมาตรการ ช่วยเหลือลูกหนี้ …การกระตุ้นตลาดทุน …รวมถึงการลดภาษีในด้านต่างๆ (พูดง่ายๆ ภาครัฐ ต้องสร้างหนี้เพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ)


6. Emerging Market อย่างไทย มีปัญหาเงินฝืด (ทำให้เราไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยแบบอเมริกา ส่งผลให้เงินไหลออก) …ค่าเงินอ่อน ซึ่งตรงข้ามกับ อเมริกาที่มีปัญหาเงินเฟ้อและค่าเงินแข็งเกินไป …โอกาสคือ ธุรกิจส่งออก และ การเข้ามาลงทุนโดยต่างประเทศ เช่น กลุ่มรถยนต์ EV …โอกาสจะอยู่ที่ เงินไหลกลับ เพราะ เงินไหลออกไปก่อนหน้านี้ 


7. การหาโอกาสการลงทุนในช่วงแย่ของตลาดหุ้นไทย …หุ้นใหญ่ หุ้นปันผล น่าทยอยเก็บ เพราะ มั่งคงและโดดเด่นในเรื่องเงินปันผล …หุ้นเล็ก ..เก็งรอบการเก็งกำไร ซึ่งเวลาเงินไหลกลับ หุ้นเล็กจะวิ่งแรงกว่า ไปไกลกว่า แต่ก็ต้องเข้าใจเรื่องของการกระจายความเสี่ยงดีๆ (ลงกระจาย ดีกว่าลงกระจุกในเวลานี้)


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566

8 ข้อ เรื่อง Short Sell ที่รายย่อยควรรู้

 8 ข้อ เรื่อง Short Sell ที่รายย่อยควรรู้


1. ‘การ Short Sell คือ การเก็งกำไรขาลง’ แปลว่า ยิ่งหุ้นลงก็ยิ่งกำไร 


2. ‘รายย่อยต้องเปิดบัญชี Margin กับทางโบรคเกอร์‘ …การจะ Short Sell ได้ต้องเปิดบัญชี Margin กับโบรคเกอร์เพื่อทำการยืมหุ้น


3. ’จากนั้นทำการยืมหุ้นมาขาย โดยเสียดอกเบี้ยในการยืม‘ …การ Short Sell คือ ยืมหุ้นมาขาย จากนั้นก็ลุ้นว่า หุ้นจะราคาลงไปอีก เพื่อที่คนยืมจะได้ไปซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงเพื่อเอามาคืนโบรคเกอร์ 


4. ‘ความเสี่ยง คือ หุ้นไม่ลง‘ …ถ้าคนยืมหุ้นมาขาย แล้วราคาหุ้นไม่ลง ก็คือ ซวย เพราะ นั่นแปลว่าต้องไปไล่ซื้อหุ้นแพงกว่าที่ขายไป …ก็คือ ขาดทุนนั่นเอง


5. ’การ Naked Short รายย่อยไม่สามารถทำได้‘…การ Naked Short คือ ขายหุ้นโดยที่ตัวเองไม่มีหุ้น ส่วนใหญ่จะอาศัยช่องว่างสั้นๆ เช่น ขายเช้า พอได้เงินสดมา ก็เอาเงินสดไป ช้อนซื้อหุ้นตอนบ่าย ในราคาที่ถูกลง (จริงๆ เรื่องนี้ผิดกฏ กลต.)


6. ’ในช่วงที่ตลาดไม่ค่อยมี Volume มักเป็นช่วงที่หุ้นเสี่ยงโดน Short Sell’ …ช่วงที่ไม่ค่อยมี Volume ก็คือ ไม่ค่อยมีคนซื้อ ดังนั้น ถ้ามีการ Short Sell จำนวนมาก ก็จะทำให้หุ้นลงแรง ลงเร็วนั่นเอง (หุ้นเวลาโดน Short มักทำให้ราคาลงแรง จนอาจต่ำกว่าพื้นฐาน)


7. ’หุ้นที่โดน Short Sell มากๆ หลังจากนั้นอาจเด้งขึ้นแรงในเวลาสั้นๆ’ ….นั่นก็เพราะ คนที่ Short เขาขายออก จากนั้นเขาต้องกลับมาซื้อเพื่อเอาหุ้นมาคืนโบรคเกอร์ …ภาวะนี้เรียก Cover Short 


8. ‘การ Short Sell ไม่ควร Let Profit Run’ …ไม่เหมือนการเล่นหุ้นขาขึ้นที่เราสามารถถือยาว …ในขาลงหุ้นจะลงแรง ลงเร็ว จากนั้น พอคนขาย Cover Short มันก็มีโอกาสเด้งแรง ทำให้ขาดทุนหนักและเร็วนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566

‘The Law of Diminishing Returns.. ในตลาดหุ้น ..ทำไมทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์แย่ลง‘

 ‘The Law of Diminishing Returns.. ในตลาดหุ้น ..ทำไมทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์แย่ลง‘ 


1. การเทรด …การเทรดเร็วขึ้น ในช่วงแรกก็มีโอกาสได้เงินมากขึ้น …แต่พอเทรดเร็ว เราจะเข้าไปเทรดใน Time-Frame ที่เล็กลง ทำให้ความผันผวนมากขึ้น สุดท้ายโอกาสเสียหายก็เพิ่ม เลยอาจไม่รวยขึ้น


2. การแกะงบ …การแกะงบลึกขึ้น ทำให้เราเข้าใจธุรกิจมากขึ้น แต่ยิ่งลึกเรายิ่งมั่นใจ และ สุดท้ายอาจตกเป็นเหยื่อของการแต่งงบ …สุดท้าย เจ้าของ ย่อมเห็นงบก่อนรายย่อยเสมอ ต้องจำไว้ให้ดี


3. การทำงาน …การทำงานหนักขึ้นก็มักทำงานได้มากขึ้น แต่ถ้าทำหนักเกินไปเราจะใช้ ’ความยุ่งเป็นข้ออ้าง ไม่คิดนอกกรอบ’ สุดท้าย ผลลัพธ์จะแย่ลง เพราะ เราแค่ทำสิ่งเดิมแค่นั้นเอง


4. ผลลัพธ์ของการลงทุน จะเยอะมากในต้นรอบ ที่มีแต่ข่าวร้าย ดูไม่น่าลงทุน แต่พอเรามั่นใจ ข่าวดีมีเยอะ เราใส่เงินมาก กลับเป็นจุดที่ ’ความเสี่ยงเยอะ แต่ผลตอบแทนน้อย‘ 


5. ผลตอบแทนที่เยอะจะมาในช่วงที่เราทำสิ่งใหม่ สิ่งแตกต่าง หรือ Innovation …พอผ่านช่วงนี้ไปคู่แข่งก็จะเยอะ ผลลัพธ์ก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ 


6. กฎของ 20 ชั่วโมง คือ ถ้าเราทำอะไรจริงจัง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ใน 20 ชั่วโมงแรก จะทำให้เราเก่งกว่าคนทั่วไปอย่างมหาศาล 


7. ในระบบเศรษฐีและธุรกิจ การหา New S-Curve คือการหา New Diminishing Returns นั่นคือ ช่วงแรกคือช่วงที่หอมหวน และกำไรสูงสุด …สรุป ธุรกิจต้องพยายามหา New S-Curve ตลอดเวลา


8. ในชีวิต เราจะมีจุดสูงสุดแค่หนึ่งครั้ง …เราต้องเตรียมตัว ให้พร้อม เมื่อเราเจอจุดทึ่ดี ต้องพยายามเค้นให้สุด แล้ววางแผนระยะยาวต่อ เช่น สร้าง Passive Income จากรายได้ที่เราหามา


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ