แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ไปต่างประเทศ ดียังไง



‘ไปต่างประเทศ ดียังไง ?’


สมัยผมเด็ก คุณพ่อคุณแม่ จะพาครอบครัวเราไปต่างประเทศ เวลาปิดเทอม ..เวลานั้นคนอื่นจะมองว่า ครอบครัวนี้ทำตัวไฮโซ ไม่ประหยัด แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย ...บ้านผมจริงๆ ประหยัดมาก แทบไม่เคยซื้อของที่ไม่จำเป็นเลย 


มันเหมือนอะไรที่ขัดแย้งกัน มากระหว่าง ความประหยัด ในสายตาคนอื่น กับ ครอบครัวเรา


พ่อผมสอนเสมอว่า ‘เงินทอง หามายาก ต้องเก็บ อย่าใช้ให้ฟุ่มเฟือย’ แต่ผมก็เห็นพ่อกับแม่ ชอบซื้อของมาเต็มบ้าน จนไม่มีที่เดิน ...ทำไม ?


ใช่!! เด็กๆ ผมไม่เคยเข้าใจ สิ่งที่พ่อทำเลย เพราะ มันขัดกับคำสอน แต่วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร


- การไปต่างประเทศ ทำให้ลูกๆ ได้เปิดหู เปิดตา ได้เห็นว่า ประเทศอื่น เขาอยู่กันยังไง ใช้ชีวิตกันยังไง 


- ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้น ตอนที่แม่ พยายามให้ผมเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งที่ผม เกลียดมาก ...จนวันนึงแม่บอกให้ลองไปสอบ AFS ..ผมก็ไปสอบ แล้วติดด้วย ผมเลือก Australia ด้วยเหตุผลที่ว่า คนอื่นเลือกอเมริกา ผมไม่คิดว่า ผมจะชนะคนอื่น เลยเลือกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน ก็มาได้ Australia นี่แหละ


- ผมได้ไปอยู่ที่นั่น 1 ปี ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน ...ทำให้ผมได้ ซึมซาบวิธีคิดแบบ Aussie โดยไม่รู้ตัวเลย ...บ้านที่ผมไปอยู่ เขาเป็นตำรวจ มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง ลูกๆ ก็แยกออกไปหมดแล้ว เห็นเลยว่า เขาพยายามให้ลูกออกจากบ้านตั้งแต่อายุน้อยๆ สนับสนุนให้ลูกช่วยตัวเอง อยู่ด้วยตัวเอง ..อันนี้ต่างจากคนไทย ที่ปกป้องลูกจนบางครั้ง ออกจะให้ท้ายเกินเหตุ


- ผมก็แปลกใจนะว่า ตำรวจ ที่นั่น ทำไมรวย ทั้งที่ไม่มีระบบใต้โต๊ะเลย ...ผมรู้ทีหลังว่า ทุกอาชีพใน Australia รวยได้หมด ขนาดคนงานก่อสร้าง ยังมีบ้าน มีรถเลย ...ที่รวย เพราะ เขาไม่มีการแบ่งแยกอาชีพอย่างบ้านเรา ...ถึงคุณ เป็นคนงานก่อสร้าง ถ้าคุณทำอาชีพนี้ได้ดี ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้างเล็กๆ สร้างตัวได้ 


ผมมาเข้าใจทีหลังว่า ‘ก็ไม่ใช่ทุกคนที่รวยนะ’ แต่เผอิญ คนที่ผมรู้จัก ไม่ว่า เขาจะทำอาชีพไหน เขาทำได้ดี ....การทำได้ดี ต่างกับ ทำงานไปวันๆ ตรงที่ ทุกคนต้องพัฒนาความรู้ในอาชีพของตัวเอง มีระดับ มี Level 


เช่น คนงาน ก็มีการเรียนเพิ่มทักษะ แล้วมี License มีใบอนุญาต ในเกือบทุกวิชาชีพ


คนที่ตกงาน ก็มีสวัสดิการ ช่วยให้เขาได้เรียน แล้วพัฒนาทักษะ แล้วหางานให้ด้วย


สรุป ง่ายๆ ว่า ‘ถ้าไม่ขี้เกียจ ก็ไม่มีทางจน ...แต่ถ้ายิ่งขยัน แล้วพัฒนาความรู้ตัวเอง ในอาชีพที่ตัวเองทำ อันน้ีรวยแน่นอน’


ที่เล่าเรื่องนี้ เพราะ ผมว่า มันเข้ากับยุคสมัยนี้เลย


วันนี้ใครๆ ก็อยากไปเที่ยวต่างประเทศ อยากไปใช้ชีวิต ไปทำงานในต่างประเทศ 


จะบอกว่า ‘มันไม่ใช่ความสุรุ่ยสุร่าย หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน’ นั่นคือ เที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และ เพิ่มทักษะที่จำเป็น 


1. อย่าเที่ยวเพื่อแค่ถ่ายรูป ถ้าไปแค่นั้นอย่าไปเลย เปลืองเงิน ...ต้องตอบให้ได้ว่า การไปเที่ยวครั้งนี้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง


2. ถ้าเลือกได้ อย่าแค่ไปเที่ยว แต่ให้ไปลองใช้ชีวิต ...คุณจะรู้และเข้าใจ สิ่งที่ลึกกว่า เข้าใจวิธีคิดเขา เรียนรู้ข้อดี ข้อเสียของแต่ละประเทศ ...อันนี้แหละ สุดยอดความคุ้มค่า


3. ไปแล้ว มองให้ลึกว่า สิ่งไหน สามารถนำมาปรับใช้กับ ชีวิตและงานที่เราทำได้ 


4. ถ้าให้ดี ต้องลองคบเพื่อนฝรั่ง ...เพราะคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดอย่างจริงจัง (เอ่อ!! ไม่ต้องถึงขั้น หาแฟนก็ได้ ...ยกเว้น คุณมีฝีมือ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน ...555)


วันนี้ผมเข้าใจที่พ่อแม่ สอนแล้วว่า เขาต้องการให้ผม


- เห็นโลก เห็นตัวอย่างจริง

- เคารพ ความหลากหลาย แล้วเรียนรู้ข้อดี ข้อเสีย

- ซื้อของที่จำเป็น คือ ซื้อสินทรัพย์ (ที่บอกบ้านผม ของเยอะ เพราะพ่อแม่สะสมสินทรัพย์ ...เดี๋ยวนะ สินทรัพย์ คือ เวลาขายจะแพงกว่าที่ซื้อนะ ...บางคนขยะเต็มบ้าน รถขยะยังไม่อยากเอา อันนั้นไม่เรียกสินทรัพย์นะ)

- พึ่งตัวเอง ตั้งแต่เด็ก (ผมและน้อง ถูกพลักดันให้พึ่งตัวเอง ตั้งแต่เด็ก ....ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเก่งเร็ว ...ใครยืนด้วยตัวเองได้ ก็จะยืนได้ตลอดไป)


การไปเที่ยวครั้งต่อไป ลอง เก็บอะไรให้มากขึ้น แล้วมันจะเปลี่ยนเป็นกำไรในชีวิต และ กำไรจริงๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คนในโลกนี้ อยู่ด้วยเงินวันละเท่าไหร่



‘คนในโลกนี้ อยู่ด้วยเงินวันละเท่าไหร่ ?’


ทุกวันนี้ถ้าเรามองรอบตัวจะเห็นว่า ประเทศต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป ...ในอดีต เรามีประเทศพัฒนาแล้ว กับ ประเทศกำลังพัฒนา (ด้อยพัฒนานั่นแหละ) 


แต่ปัจจุบันจะเห็นว่า ประเทศต่างๆ เริ่มเจริญเท่ากันหมด ..เด็กรุ่นใหม่อย่างบ้านเรา เดินทางทั่วโลก ..สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ เราแทบไม่เห็นความแตกต่างในความเจริญ 


ยกตัวอย่าง โรงแรมห้าดาวของเรา ถูกกว่า และดีกว่า โดยเฉพาะการบริการ ...ทำให้บ้านเราเป็น สวรรค์ของนักท่องเที่ยว เพราะ คุ้มเงิน 


ใช่!! ด้วย เงินที่เท่ากัน คุณอยู่เมืองไทยสบายสุด ...ก็ไม่แปลกที่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะมาไทยเพิ่มทุกปี ..คนที่มีโอกาสก็อยากจะอยู่เมืองไทยด้วยซ้ำ จนเรากลายเป็นเมืองต้นๆ ของโลก ของคนทำงานออนไลน์ พวก ‘Online Nomad’ (งานที่ทำงานที่ไหนก็ได้ ในโลก)


มาดูซิว่า คนในโลก ใช้เงินกันวันละกี่บาท ?


คนในโลก มี 7,000 ล้านคน


Level 1 คือ คนที่ใช้เงินต่ำกว่าวันละ 2 เหรียญ ก็ประมาณ 60 บาท : มีอยู่ 1,000 ล้านคน 


(กลุ่มนี้ถือว่า ยากจน เพราะขาดเงิน ขาดการศึกษา มักอยู่ในประเทศที่ไม่เปิดโอกาส ให้คนเปลี่ยนฐานะได้ เพราะ ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำ ไฟ ถนน อินเตอร์เน็ต โรงเรียน)


Level 2 คือ คนใช้เงินอยู่ระหว่าง 2 - 8 เหรียญ ก็ประมาณ 60 - 240 บาท : มีอยู่ 3,000 ล้านคน 


(กลุ่มนี้เป็นคนที่อยู่ในประเทศ ที่เริ่มเปิดโอกาส มีน้ำ ไฟฟ้า ถนน การขนส่ง โรงเรียน อินเตอร์เน็ต แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม ..ซึ่งกลุ่มนี้ อาจไม่มีเงิน ไม่มีการสะสมเงินทุน เพราะทำมาก็ใช้หมด อยู่ในวังวนของหนี้สิน ...แต่ลูกๆ เริ่มไปโรงเรียน ...การเรียนหนังสือ นี่แหละ ที่สามารถยกระดับฐานะของคนกลุ่มนี้ขึ้นไปได้)


Level 3 คือ คนที่ใช้เงินวันละ 8 - 32 เหรียญ ก็ประมาณ  240 - 1,000 บาท : มีอยู่ 2,000 ล้านคน 


(คนกลุ่มนี้ มักจะมีการศึกษา มีงานทำ ...เป็นกลุ่มที่มีโอกาสขยับฐานะของตัวเองได้มากขึ้น ...คนกลุ่มนี้ เริ่มสะสมเงินทุน เริ่มเข้าถึงความรู้ เช่น เข้าถึง internet เข้าถึงภาษา สามารถยกระดับความรู้และหาโอกาสในชีวิต)


Level 4 คือ คนที่ใช้เงินวันละ มากกว่า 1,000 บาท มีอยู่ 1,000 ล้านคน 


(กลุ่มนี้ไม่ต้องไปห่วงเขา เพราะ เอาตัวรอดได้ มีอยู่ทุกประเทศ เป็นคนที่มีความรู้ มีการสะสมเงินทุน เข้าถึงภาษาต่างประเทศ เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และ หาความรู้ได้ทั่วโลก)


เอาข้อมูลนี้มาให้ดู เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเรา อยู่ใน Level 2-4 ซึ่งนับว่า โชคดี เพราะ คนไทย สามารถยกระดับฐานะตัวเองได้ (มี Level 1 เท่านั้น ที่ไม่สามารถยกระดับฐานะของตัวเองได้ เพราะ ขาดสิ่งที่จำเป็น ดังที่กล่าวมา)


สรุปได้ว่า เราต้องมาดูว่า เราจะยกฐานะของตัวเองได้จาก ดังนี้


ถ้าเป็น Level 2 หรือ 3 แปลว่า พ่อแม่ไม่มีทุน มีแต่หนี้ ..ตัวเราต้อง เรียนให้เก่ง เรียนภาษา หาความรู้จาก อินเตอร์เน็ต ...หางานที่พัฒนาตัวเรา ...หานายที่เก่ง แล้วลุยจากตรงนั้น สร้างโอกาส สร้างเวที จากการพิสูจน์ความสามารถและผลงาน


1. ต้องจบปริญญา 

2. ต้องเริ่มจากหางานทำ ..เน้นเรียนรู้ และ หานายที่เก่ง

3. พัฒนาทักษะ ของตัวเอง อย่างต่อเนื่อง 

4. สะสมทุน (ทุนเริ่มต้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไปสู่ความฝันที่ต้องการได้)

5. สะสมคน ...คนที่ใช่ระหว่างทำงาน (คนเดียวไม่รอดหรอกยุคนี้)

6. หาเวทีเล็กๆ พิสูจน์ฝีมือ ทุกครั้งที่มีโอกาส (ยุคนี้ รอโอกาส มันไม่ทันกิน ...ต้องหาเวที เล็ก ๆ แล้วทดลองฝีมือตลอดเวลา)


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม





วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

ผู้ประกอบการ สู่ลูกจ้าง กลับมาสู่ผู้ประกอบการ



‘ความมั่นคงทางการเงินของคนรุ่นใหม่ คือ การพาตัวเองไปอยู่ฝั่งของนายจ้าง หรือ นายทุน’


ยุคปัจจุบันนี้ งานเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะ คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับออนไลน์


มันต่างกับธุรกิจสมัยก่อนที่มีหน้าร้าน ..เพราะการมีหน้าร้าน ส่วนใหญ่คือ การทำธุรกิจกับลูกค้าประจำ 


ลูกค้าประจำ ทำให้ธุรกิจ ยั่งยืน ส่วนลูกค้าใหม่ ทำให้ธุรกิจเติบโต 


...ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้ ย่อมหมายถึง ความสำเร็จในระยะยาว 


แต่นั่นคือ ปัญหาของโลกยุคปัจจุบัน เพราะ ลูกค้ายุคนี้


- ต้องการความใหม่ตลอดเวลา


- ต้องการสินค้าราคาพิเศษ 


(จะเห็นได้ว่า ธุรกิจออนไลน์ที่เข้ามาแย่งลูกค้า จากธุรกิจดั้งเดิม ส่วนใหญ่ มักเป็นการ ตัด Supply Chain ของธุรกิจ ให้สั้นลง จากที่เดิมที่ ผู้ผลิต ขายต่อให้ ขายส่ง แล้ว ขายต่อให้ขายปลีก แล้วบวกกำไรเป็นทอดๆ 


...การทำธุรกิจออนไลน์ จึงเป็นการ ตัดคนกลาง ทำให้ลูกค้าได้สินค้าราคาที่ถูกลง)


- ลูกค้า พร้อมที่จะเปลี่ยนไปซื้อที่ไหนก็ได้ ที่เสนอทางเลือกที่ดีกว่า


ใช่!! ...ผลก็คือ ‘การสร้างลูกค้าประจำทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ’ ...เพราะ ทุกวันนี้ลูกค้า ไม่ได้วิ่งหาสินค้าเหมือนในอดีต 


แต่กลายเป็นว่า ‘คนขาย แข่งกันเสนอ สินค้าที่ ถูกกว่า ดีกว่า ใหม่กว่า ตลอดเวลา’ ...ตรงนี้แหละ คือ ต้นทุนแฝงของการทำธุรกิจออนไลน์


แปลว่า ‘ธุรกิจออนไลน์ มีต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ ตลอดเวลา’ 


...วันนี้ตัวเลขของ ค่าโมษณาออนไลน์ เริ่มสูงพอๆ กับ การเอาสินค้าไปขายในหน้าร้าน


สรุป ถ้าคำนวณกันจริงๆ จะพบว่า ‘ต้นทุนของธุรกิจออนไลน์ เริ่มสูงขึ้น จนแทบไม่ได้เปรียบธุรกิจแบบเดิมอีกต่อไป’


ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คือ ธุรกิจออนไลน์ในวันนี้ ก็เหมือนสมัยก่อน ที่แต่ละคนมีธุรกิจเล็กๆ มีร้านโชว์ห่วยของตัวเอง ...จนอยู่มาวันนึง ก็มีธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ห้างสรรพสินค้า ได้เข้ามารวมตลาด แล้วยึดครอง 


“จากยุคผู้ประกอบการ มาสู่ยุคลูกจ้าง แล้ว วันนี้กลับไปสู่ยุคผู้ประกอบการ” กล่าวคือ 


- รุ่นปู่ย่า ของเรา เริ่มต้น ด้วยทุกคนเป็นผู้ประกอบการ ทำการเกษตร ขายสินค้า เปิดร้าน มีธุรกิจเล็กๆ มากมาย เป็นยุคของผู้ประกอบการ


...พอมารุ่นลูก เกิดการรวมตลาด เกิดธุรกิจใหญ่ ก็ทำให้ พ่อแม่ของเรา อยู่ในยุคของมืออาชีพ หรือ ยุคของลูกจ้างนั่นเอง


...วันนี้คนรุ่นใหม่ ไม่อยากทำงานประจำ ก็จะทำให้เรากลับไปสู่ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย คือ เข้าสู่ยุคของผู้ประกอบการอีกครั้ง


เพียงแต่ครั้งนี้ เป็น ยุคผู้ประกอบการที่มีตลาดออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง 


ใครที่ต้องการรุ่งในธุรกิจยุคนี้ ต้องเรียนรู้ และ เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงให้ทัน คือ 


1. ต้องปรับธุรกิจให้เข้ากับสินค้าและบริการที่มีวงจรธุรกิจสั้น ...อย่าจมกับ inventory หรือ การตุนสินค้าที่มากเกินไป เพราะ ไม่เช่นนั้นจะขายดีจนเจ๊ง ...เช่น แรกๆ ขายดี ก็สั่งผลิตมาเยอะ จนสุดท้ายขายไม่ได้ (เจ๊งมาเยอะละ แบบนี้)


2. ต้องหาความต้องการใหม่ ตลอดเวลา ...ยุคนี้ ดีแล้ว คือ กำลังจะเจ๊ง ...มันมีแต่ ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ 


3. ออกแบบธุรกิจให้มีต้นทุนการดำเนินการที่ต่ำ ...การมีหน้า อาจมีความจำเป็นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในบางธุรกิจ แต่ไม่ควรลงทุนเกินความจำเป็น 


..อะไรที่ Outsource ได้ก็ควรทำ เช่น การหา Partner ในส่วนที่คนอื่นทำได้ดีกว่า (การทำทุกอย่างคนเดียว มันหมดยุคแล้ว ขนาดบริษัทใหญ่อย่าง Apple ยังไม่ทำทุกอย่างเองเลย)


4. การผันตัวเอง ไปเป็นนักลงทุน ...เพราะเมื่อรายได้เราไม่สม่ำเสมอ เราต้องคิดวางแผน เพื่อเป็นนักลงทุน ก็จะช่วยให้เงินที่เราหามาได้สม่ำเสมอมากขึ้น


การเป็นนายจ้าง ก็คือ การฝึกตัวเองให้คิดในเรื่องของการจ้างคนทำงานให้มีประสิทธิภาพ ...อะไรทำได้ดี เราทำสิ่งนั้น 


...อะไรคนอื่นทำดีกว่า เราจ้างไป มันคือ ยุคของ co-creation - ‘เก่งอย่างเดียว แต่ต้องเก่งที่สุด ที่เหลือ หาคนช่วย’ 


การเป็นนายทุน คือ การรู้จักบริหารเงินให้คุ้มที่สุด ...อย่างน้อย เราต้องวางเงินทำงานให้เป็น เพื่อความมั่นคงในอาชีพ และการเงิน สำหรับยุคนี้ครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



3 ระดับ ความรู้ บนโลกใบนี้



3 ระดับ ความรู้ในยุคนี้


ทุกวันนี้เราถกกันเยอะ ในเรื่องของระบบการศึกษาที่ล้าสมัย บ้างก็ว่า ระบบการศึกษายังอยู่ในโลกยุคอุตสาหกรรมอยู่เลย คือ สอนคนแบบโรงงาน คือ สอนเหมือนกันหมด ..วัดผลเหมือนโรงงาน 


ทั้งที่ยุคปัจจุบัน มันยุค Information คือ คนเรียนไม่เก่ง อาจเก่งอย่างอื่น แต่ถูกตัดสินตลอดว่า เป็นคนล้มเหลวไปเรียบร้อยแล้ว


แต่ปัญหาก็คือ ‘เรื่องนี้เหมือนพูดง่าย แต่ทำยากมาก’ ...ที่เราเห็นคนรวยทดลองทำกัน ก็คือ Home School ก็คือ ถ้าโรงเรียนสอนไม่ได้ดั่งใจ ก็ยกครูมาไว้ที่บ้านแทน หรือ ถ้าประหยัดหน่อยก็คือ ให้เรียนออนไลน์ แต่ปัญหาคือ เด็กจะขาด Social Skill ที่จริงๆ แล้ว สำคัญกว่าความรู้เสียอีก


ที่ผมยกเรื่องนี้มาคุย เพราะ ผมก็เป็นคนนึงที่อยู่ในธุรกิจการศึกษา คือ ‘เป็นครูสอน การลงทุน’ ..สิ่งที่ผมพบคือ เรื่องการลงทุนสำคัญมาก หากต้องการเอาตัวรอดในโลกทุนนิยม ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม แต่สังเกตไหมว่า 


ตั้งแต่อนุบาล จนจบมหาวิทยาลัย แทบไม่มีเรื่องการลงทุน เป็นวิชาบังคับเลย ...พอเป็นวิชาเลือกคนก็เลือกน้อย ...และส่วนใหญ่ วิชาการลงทุน แทนที่จะสอนการปฏิบัติ กลับสอนแต่ทฤษฎี ซึ่งหลายๆ อย่างล้าสมัยไปแล้ว 


เช่น 


สินทรัพย์เสี่ยง ดันแยกตามความผันผวน ทั้งที่จริง ‘ความเสี่ยง’ ต้องวัดจากระยะเวลาที่ลง


ยกตัวอย่าง หุ้น ระยะสั้น เสี่ยงจริง เพราะ ผันผวน ...แต่ถ้าใครซื้อระยะยาว ความเสี่ยงแทบจะหายไปเลย กลายเป็น สินทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูงสุด แล้วให้ กระแสเงินสด อย่างต่อเนื่อง ในแบบที่สินทรัพย์อื่นทำไม่ได้


หลายคนบอก มันมีความเสี่ยง ในการเลือกหุ้น ..แต่ทุกวันนี้มี ETF ...ที่ให้เราได้ ผลตอบแทน แบบหุ้น โดยไม่ต้องเลือกหุ้น ...ดังนั้น ETF ออมแทนเงินฝากได้เลย ซื้อแล้วไม่ต้องขายด้วย ...ถ้ามีวิกฤต ตลาดลง ยิ่งต้องซื้อเพิ่มเพื่อเร่งให้พอร์ตโต เร่งผลตอบแทน 


นั่นแปลว่า ทำตรงข้ามกับคนเล่นหุ้นปกติ ที่แห่ซื้อเมื่อดี จ้องขายหากกำไร แล้ววิตกตลอดเวลา 


...กลายเป็นวิธีนี้ ถือหุ้นแบบเงินออม ...ไม่ต้องคาดเดาภาวะตลาด ยิ่งลง ยิ่งเป็นโอกาสสะสม ...แล้วถือแทนเงินออม แถมส่งต่อเป็นมรดกได้อีก 


โอเค ..หลายคนก็บอกว่า ผมพูดง่ายนี่ พอทำจริง มันต้องศึกษาเพิ่ม ...ก็ถูก ไม่เถียงเลย ...ถ้าจะทำอะไร มันก็ต้องลงมือปฏิบัติเรียนรู้จริงอยู่แล้ว 


ผมแค่อยากจะชี้ ให้เห็นว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ บางครั้ง มันตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำ อย่างหุ้นนี่ คนส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือวัดดวง 


แต่ถ้าเราดูจาก เศรษฐีทั่วโลก เขากลับใช้หุ้น เป็นเครื่องมือในการออม สะสม และ ส่งต่อความมั่งคั่ง ...ใช่!! เศรษฐีทั่วโลก เขามองหุ้น เหมือน ที่ดิน นั่นเอง


เอาล่ะ เล่ามาถึงตรงนี้ อยากจะมาชี้ ประเด็น 3 ระดับของความรู้ ที่เราควรเข้าใจในยุคนี้


1. ความรู้จากสัญชาตญาณ (instinct) ...อันนี้มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่ต้องสอน ...ถ้าเรามีอันนี้อันเดียวเราก็ไม่ต่างจากสัตว์อื่น 


2. ความรู้จากการศึกษา (intellect) ...คือ ความรู้ที่เราใช้ทำงาน หาเงิน ในโลกยุคที่ผ่านมา ...เราเรียนหนังสือ ฝึกอาชีพ มีความรู้ พัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆ ...แต่ปัญหา มันเกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีของโลกพัฒนาจนถึงปัจจุบัน ...เราพัฒนาให้ เครื่องจักรและ หุ่นยนต์  สามารถทดแทนงานหลายๆ ตำแหน่ง จนแทบจะพูดได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ หลายๆ งานที่เราทำอยู่ มันจะไม่มีแล้ว


3. ความรู้จากปัญญา (intuition) ...คือ ความรู้ที่เกิดจากผลของการปฏิบัติ ผลจากประสบการณ์และ ความผิดพลาด ที่เรายอมรับ แล้วนำมาเรียนรู้ จนเกิดปัญญา ....สิ่งนี้แหละ ที่คอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำได้  เพราะคอมพิวเตอร์ ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ ตัดสินว่า ถูก หรือ ผิด ...ถ้าไม่ถูก ก็คือ ผิด ...ซึ่งมันใช้ไม่ได้กับ ชีวิตจริง เพราะ การจะถูกหรือผิด มันขึ้นกับสภาพแวดล้อม จังหวะ และ เวลาด้วย 


ยุคต่อไป งานที่ใช้การคำนวณ การประมวลผล เราจะสู้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ ...แต่งานที่ต้อง ใช้ศิลปะ ใช้จินตนาการ งานที่รวมสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน ให้เกี่ยวข้องกัน แล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ ที่สร้างประโยชน์มหาศาล ...เหล่านี้ คือ ทักษะ ที่มนุษย์ยังคงไม่ถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร 


การเรียนในยุคต่อไป ต้องเน้น การปฏิบัติ ...เรียนจาก Case Study แล้วลงมือทำจริง ...โดยอาศัยทฤษฎีให้น้อยที่สุด 


...ชีวิตจริง พอเราเข้าสู่โลกการทำงานจริง เราเรียนรู้จาก Case Study จริง ...เราเก่งขึ้น จากการผิดพลาด ...แกร่งขึ้น จากความล้มเหลว 


ยิ่งทำเยอะ ยิ่งผิดพลาด ยิ่งมีความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และ มีภูมิคุ้มกันชีวิตที่มากขึ้น


ถ้าใครวันนี้ยังลุกไม่ขึ้น ยังพลาดอยู่ หรือ ยังไม่เห็นทางออกของปัญหา ให้รู้ไว้เฉพาะว่า นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องผ่าน เพื่อจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และประสบความสำเร็จ


สู้ต่อไปครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

6 เรื่อง คนส่วนใหญ่คิดยังไงกับเรื่องเงิน




6 เรื่อง ‘คนส่วนใหญ่ คิดยังไงกับเรื่องเงิน ?’


รู้ไหมว่า จะรู้ไปเพื่ออะไร ..ว่าคนส่วนใหญ่คิดยังไงกับเรื่องเงิน


จะบอก ใครก็ตามที่รู้ว่า คนส่วนใหญ่คิดอย่างไร แล้วเราทำตรงข้าม ...คุณจะร่ำรวยมหาศาลไง !!


ฟังดูออกจะแปลก ทำไมถึงพูดแบบนี้ ...จริงๆ แล้ว ถ้าเราว่ากันตามสถิติ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า คนส่วนใหญ่ล้มเหลวเรื่องเงิน ...ต่อให้โชคดี ถูกหวยเป็นครั้งคราว หรือ แม้แต่ถูกรางวัลที่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่รวยอยู่ดี 


โอเค ..ผมจะสรุป ให้คร่าวๆ ว่า ยุคนี้คนส่วนใหญ่คิดยังไงกับเรื่องเงิน


1. ‘คนส่วนใหญ่ คิดว่า การฝากธนาคาร ปลอดภัย เป็นการออมที่ดีที่สุด’ ...แต่ในความจริง การออมที่ดีที่สุด คือ ออมในสินทรัพย์


2. ‘คนส่วนใหญ่ คิดว่า ใครรีบกู้ซื้อบ้าน จะร่ำรวยในระยะยาว’ ...แต่ในความเป็นจริง คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดเมื่อคุณซื้อบ้าน คือ หนึ่ง คนขายบ้าน เขาได้กำไรทันที สอง คือ ธนาคาร ..เพราะกว่าจะผ่อนหมด เราผ่อนให้ธนาคารอีก หลังครึ่ง (ใช่!! ผ่อนเสร็จ 30 ปี เราได้บ้าน 1 หลัง แต่ธนาคารได้ หลั่งครึ่ง จากเรา ..ขอบคุณมาก) 


3. ‘คนส่วนใหญ่ คิดว่า ถ้าเกิดวิกฤตการเงิน บ้านที่เราผ่อนจะปลอดภัย’ ..ถ้าใครจำวิกฤตการเงินปี 1997 ได้ คือ สินทรัพย์อะไรก็ตามที่เรากู้มาซื้อ เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหา เราอาจเป็นหนี้เสีย เจ๊งไปพร้อมๆ กับสถาบันการเงินที่ปิดตัว ...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทุกอย่างที่เรากู้มาซื้อ ตราบเท่าที่เรายังผ่อนไม่หมด มันไม่ใช่ของเรา แต่มันเป็นของคนให้กู้ !!


4. ‘หนี้ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยากจน คือ หนึ่ง หนี้บัตรเครดิต และ สอง หนี้ส่วนบุคคล Personal Loan’ ...หนี้ทั้งสองอย่างนี้ ส่วนใหญ่ใช้ซื้อของที่ไม่จำเป็นจริงๆ ...แถมดอกเบี้ยของหนี้เหล่านี้ สูงจนน่าตกใจ ...พอคนหายตกใจ ก็ตกหลุมลึกหนี้ท่วม อยู่วังวนนี้ตลอดไป


5. ‘อย่าเล่นหุ้น เพราะมันเสี่ยง’ ...คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า หุ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นเสมอไป สามารถออมได้ด้วย ...ซึ่งการออมในหุ้น ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในยุคนี้ 


6. ‘ยุคนี้การเงินผันผวน ต้องถือเงินสด’ ...ตั้งแต่เราผ่านวิกฤตการเงิน สิ่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด และยังคงดีต่อไป แม้ระหว่างทางจะผันผวน แต่สุดท้ายก็ยังขึ้นดีที่สุดอยู่ดีในระยะยาว ก็คือ สินทรัพย์ 


ตั้งแต่ปี 2008 คนรวยที่สุด 500 คน World Billionaires รวยขึ้น 7 เท่า ...คนเหล่านี้ไม่ได้รวยเพราะ หาเงินได้มากขึ้น แต่เกือบทั้งหมด รวยขึ้น เพราะ สินทรัพย์ ที่ถือ มันเพิ่มขึ้น 


...แน่นอน หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่ผมพูด ก็เพราะ คนส่วนใหญ่เขาเห็นตรงข้ามกับสิ่งผมพูดนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 หลักการ หาเงินของคนติสท์




5 หลักการหาเงิน ของคนติสท์ 


ผู้ใหญ่มักพูดว่า อย่าติสท์มาก เดี๋ยวก็ไม่มีใครจ้าง ..เดี๋ยวก็หาเงินไม่ได้หรอก 


แต่คำถามคือ จริงเหรอที่คนติสท์ หาเงินยาก ?


ผมว่า ติสท์ มีหลายแบบนะ ..ถ้าเทียบกับคน แอกทีฟ Active พวกกระตือรือร้น โดยปกติจะหาเงินเก่งกว่า เพราะ คน Active จะวิ่งเข้าหาโอกาสมากกว่า ...ว่าแต่ยุคนี้ มันเป็นยุคที่ผมเชื่อว่า คนติสท์ บางประเภท กลายเป็นคนที่เกิดถูกที่ถูกเวลา 


ใช่!! ยุคนี้ คนติสท์ ก็สามารถหาเงินเก่งได้ ถ้าใช้หลักการ 5 ข้อนี้


1. ‘ถ้าจะทำเฉพาะสิ่งที่ชอบ ต้องแน่ใจว่า เรื่องที่ชอบ เราเก่งจริงๆ’ ...ถ้าเราชอบทุกเรื่อง แปลว่า ไม่ใช่ติสท์ แต่เราแค่ไม่รู้จักตัวเอง 


2. ‘ด้วยเวลาที่เท่ากัน คุณต้องใส่ใจกับการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าคนอื่น’ ...คนเก่งต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่า ในเวลาที่เท่ากัน 


3. ‘ให้แน่ใจว่า ความติสท์ ของคุณ เป็นความติสท์จริงๆ ไม่ใช่แต่เรื่องที่แห่ทำตามคนอื่นๆ’ ...คนติสท์ คือ ผู้นำกระแส ทำอะไรก่อนใคร ในเรื่องเฉพาะที่เขาชอบ อย่างเชี่ยวชาญและชัดเจน ...คนส่วนใหญ่ เป็นแค่คนตามกระแส


4. ‘คนติสท์ ต้องกระหาย ใคร่รู้ หมั่นศึกษา และ ค้นคว้า เพิ่มเติม ความรู้ และ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราชอบจริงๆ’ ...ถ้าชอบจริง ต้องอยากรู้จริง และ ต้องเก่งจริง ...ติสท์ คือ Producer ‘ผู้ผลิต / ผู้สร้าง’ ..ไม่ใช่ User ‘ผู้บริโภค’


5. ‘ทำงานติสท์ได้ แต่เรื่องเงินห้ามติสท์ ..ต้องใส่ใจเรื่องเงิน แบบจริงจัง’ ...ไม่ว่า คุณจะทำงาน แนวแต่ไหน แต่เรื่องเงิน คุณห้ามแนว ...ต้องเรียนรู้ การลงทุน วางเงินทำงานให้เป็น 


ติสท์ยุคใหม่ ต้องแนว และ รวยด้วย จร้าา !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

ชุดความเชื่อของคุณเป็นอย่างไร ?




‘ชุดความเชื่อของคุณเป็นอย่างไร ?’


คนเราจะได้ผลลัพธ์ชีวิตเป็นแบบไหน ...จะเป็นคนดี คนไม่ดี คนรวย คนไม่รวย คนชิวๆ คนเครียด คนกวน คน...แบบไหน มันขึ้นกับ ‘ชุดความเชื่อของแต่ละคน’ 


อย่างผม ทำอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน คือ ‘มีหน้าที่ทำให้คนรวยขึ้น’ สิ่งที่ผมมองหา คือ ‘ชุดความเชื่อของลูกค้า’ ...การที่เราจะทำให้ใครสักคน รวยขึ้น ไม่ใช่การที่เอาเงินไปให้เขา 


คิดดูซิ ..สมมุติคุณเจอขอทาน ที่น่าสงสารมาก แล้วคุณก็ให้เงินก้อนใหญ่ แล้วบอกเขาว่า เอาเงินนี้ไปเปลี่ยนชีวิตนะ 


...ถามหน่อย คุณคิดว่า เงินก้อนนี้จะไปเปลี่ยนชีวิตเขาจริงๆ เหรอ ?


ไม่ใช่ อย่างแย่คง ไปเปลี่ยนเป็นขวดเบียร์ หรือ อย่างดีก็เอาไปเปลี่ยนเป็นอาหาร กินดีๆ อีกสัก สอง สาม มื้อ แค่นั้นแหละ


คุณว่า จะมีขอทานคนไหนไหม ที่ จะเอาเงิน ที่คุณให้ เอาไปซื้อหนังสือ ออมในหุ้น มานั่งอ่าน 


(โคตร Tie in โฆษณาเลย หนังสือ ออมในหุ้น ผมเขียนเอง อ่านแล้วเปลี่ยนชุดความคิด ..555)


ไม่!! คงไม่มีใครทำแบบนั้น ...ก็เพราะ ‘ชุดความเชื่อของเขาไม่ได้เปลี่ยนไง’


ที่เล่ามาทั้งหมด เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตใคร ให้เริ่มที่เปลี่ยนชุดความเชื่อของเขา 


‘แล้วจะเปลี่ยน ชุดความเชื่อ จะเริ่มที่ไหน ?’


1. ‘การให้ข้อมูล’ ...อันนี้คือ ขั้นแรกแบบเบาๆ เหมือนการเสนอทางเลือก 


2. ‘การให้ความรู้’ ...อันนี้ให้ทั้งข้อมูล พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติ 


แต่สุดท้าย การจะเปลี่ยนหรือไม่ ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละคน


ใช่!! อย่างในเรื่อง การเงิน ...ผมมีความเชื่อว่า ‘ชุดความเชื่อ’ เป็นตัวกำหนดให้คนๆนึง รวยหรือจน 


เช่น 


ถ้าใครมีความเชื่อว่า ‘ต้องใช้เงิน ให้น้อยกว่าที่หาได้ จากนั้น เอาส่วนต่างมาลงทุน’ ...ใครเชื่อและปฏิบัติแบบนี้ การันตีเลย ยังไงชีวิตนี้ต้องรวย แค่บอกไม่ได้ว่า ช้าหรือเร็ว ก็แค่นั้น ...แต่รวยชัวร์


แต่ถ้ามีความเชื่อแบบ ‘ชีวิต ใช้ซะ ..ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง’ อันนี้ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ...ยังไงก็จนครับ


ลองสำรวจ ‘ชุดความเชื่อ’ ของตัวเอง ...ลองเขียนใส่กระดาษ แล้วลองดู ว่า เรามีความชุดความเชื่อเรื่องงานและเงินอย่างไร


แค่นี้ก็พอจะเดา อนาคตของตัวเองได้แล้วครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

9 สิ่งคาดเดา ที่จะเกิดกับเราและคนรอบข้าง



9 สิ่งคาดเดา ที่จะเกิดกับเราและคนรอบข้าง 


ลองเดาซิ ว่าอะไรที่มันเกิดชัวร์ในอนาคต ?


1. ‘คนจะมีปัญหาจะการมีมากเกินไป’ มากกว่าปัญหาของความขาด ...จากขาดอาหาร เป็นกินมากไป


- ตู้เสื้อผ้าแน่นไป ..โอกาสอยู่ที่การออกแบบ การจัดเก็บที่ใช้ที่น้อย มีประสิทธิภาพ หรือ แม้กระทั่ง คนจะยอมเช่า Self-Storage เพื่อเก็บขยะ ที่ตัวเองซื้อ


- ใครมีหมวกแบบเดียวกัน ทุกสี / นาฬิกา ทุกรุ่น / กระเป๋า รุ่นเดียวกัน เจ็ดสี ...ผมมี ผมมี โย่ว โย่ว ...มีทุกอย่างแต่ บ้านไม่มีที่เก็บ !!


2. ‘คนจะมีของมากไป แต่จะขาดความรักแทน’ ..เราซื้อของ แทนการขาดความรัก ความสนใจ (คนที่กินข้าวกับเรา เขายังสนใจมือถือมากกว่าสนใจเราเลย) 


..แต่มันแทนกันไม่ได้ ...ธุรกิจการเติมความรัก ความห่วงใยจะเกิดขึ้น ...อันนี้ หุ่นยนต์ ทำไม่ได้ ..ก็มีแค่ คน กับ หมา และ แมว ที่แย่งชิงโอกาสตลาดครั้งนี้


3. ‘คนยิ่งมีเงิน ยิ่งชอบซื้อของแพง’ ...อันนี้คือ ของที่ไม่จำเป็น ...ของชิ้นเดียวกัน ยิ่งแพง ยิ่งอยากซื้อ ...ส่วนของที่จำเป็น ยิ่งถูก ยิ่งอยากซื้อ 


...ธุรกิจจะถูกแบ่งเป็น 2 ด้านชัดเจน คือ 


1. Need ของจำเป็น ..อันนี้ยิ่งถูก ยิ่งชนะ 


2. Want ของไม่จำเป็น อันนี้ใช้อารมณ์ซื้อ ..ยิ่งแพง ยิ่งชนะ ...ใครทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่ใช้อารมณ์ซื้อ จะกำไรดี ...แต่ใครก็ตาม ทำธุรกิจที่ใช้เหตุผลซื้อ กำไรน้อยครับ 


(ไม่ได้เกี่ยวกับ โชคชะตาอะไรเลย มันคือ การเลือก Business Segment ให้ถูก - งานหนัก เงินน้อย หรือ งานเบา เงินเยอะ ...เราเลือกตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มแล้ว)


4. ‘คนยุคนี้ จะจ่ายให้ประสบการณ์ มากขึ้นเรื่อยๆ’ ...ธุรกิจขายประสบการณ์จะมี Net Profit Margin กำไรสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ของที่จับต้องไม่ได้ มันตัดสินใจซื้อจากอารมณ์ ไม่ใช่เหตุผล ...ใครทำธุรกิจแบบนี้ ต้องเข้าใจ ‘คน’ 


นั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ พักโรงแรมชั้นหนึ่ง กินร้านอาหารติดดาว แล้วเช่า Ferrari ขับรอบเมือง ...จ่ายไม่ยาก เพราะ นี่คือ ซื้อประสบการณ์ 


แต่ถ้าซื้อของถูกๆ ของที่จับต้องได้ นี่ดูละเอียด แถมต่อแล้วต่ออีก ...ธุรกิจแบบนี้เหนื่อย เพราะคนจะทำเยอะขึ้น แต่กำไรต่ำลงเรื่อยๆ 


ต่อไป ถ้าใครมาชวน คุณทำธุรกิจ ถามก่อนนะ ...ขายของ หรือ ขายอากาศ ...ถ้าขายของคิดให้หนัก เพราะ ลูกค้าเขาก็คิดหนักเวลาจะจ่ายเงินซื้อของเหมือนกัน


5. อสังหาริมทรัพย์ อย่าขายด้วย Function แต่ให้ขายด้วย Emotion และต้องคิดเผื่อลูกค้าด้วย


...ถ้าจะสร้างออฟฟิศให้เช่า ยุคต่อไป คิดดีๆ เพราะธุรกิจยุคต่อไป เขาทำธุรกิจแบบทำไร่เลื่อนลอย แล้วจะให้เขาเช่าประจำ คิดหนักนะ


...ถ้าจะสร้างบ้านขาย คิดให้หนักเลย โดยเฉพาะเมืองไทย ที่ขายต่อยาก ...ใครทำบ้านขาย แล้วทำให้คนซื้อ ปล่อยเช่าง่าย ขายต่อง่าย ได้ราคา ...นี่ถึงจะเป็น การคิดครบ คิดเผื่อลูกค้า ...ไม่ใช่ขายส่งๆ ใครซื้อซวย ไม่รับคืน - ลูกค้าฉลาด เขาไม่ให้คุณหลอกตลอดไปหรอก


6. ‘คนสูงอายุ เงินเยอะ ไม่กล้าซื้อของ’ ..ใครตีโจทย์แตก ทำให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนความคิด คุณจะสร้างอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่โลกนี้เคยมีมา ...อภิมหาเศรษฐีจะเกิดขึ้น เมื่อคนกลุ่มนี้ จ่ายเงินเพื่อตัวเอง 


(ถามจริงๆ เถอะ เก็บให้ลูกหลานไปทำไม ในเมื่อ พ่อแม่ ก็ไม่ได้สร้างให้เรา ..เราสร้างเอง จนมีวันนี้ ...ลูกหลาน ให้การศึกษา ให้ดีที่สุด ที่เหลือก็ดูแลตัวเองซิ - อันนี้ผมไม่ได้คิดเอง คิดแบบฝรั่ง)


7. ‘ผู้หญิง จ่ายง่ายสุดถ้าเกี่ยวกับความสวย’ ...จ่ายแล้วสวย ...กินแล้วเด็ก (ไม่ใช่กินเด็กนะ ฮ่า ฮ่า)


8. ‘คนรุ่นใหม่ ต้องทำธุรกิจหนี้กับเขา ...เขาไม่กลัวการสร้างหนี้’ ...ผูกให้เยอะ ผูกให้หนัก ผ่อนให้ยาว ...คนรุ่นนี้จะทำอุตสาหกรรมหนี้เติบโตและรุ่งเรืองสุดขีด - นายจ้าง ที่มีอำนาจสูงสุดสำหรับคนรุ่นใหม่ ก็คือ หนี้ ที่เขาสร้างนั่นเอง


9. ‘ความเชื่อ ความงมงาย สิ่งเร้นลับ ขายได้เสมอ’ ...จ่ายน้อยได้มาก ...ทำน้อยได้มาก ...นี่คือ สิ่งที่ขายได้เสมอ


ปัญหาที่จะเกิด ก็คือ โอกาส ของคนที่พร้อมจะ สู้กับเรื่องนั้นๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

10 ลักษณะคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเดินไปสู่ความสำเร็จ



10 ลักษณะ ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังไปสู่ความสำเร็จ


เชื่อหรือไม่ ..คนส่วนใหญ่ ปากก็บอกว่าอยากประสบความสำเร็จ แต่เวลาทำงานจริง ดันเดินทางสู่ความล้มเหลวซะงั้น


ลองสำรวจซิว่า ‘คุณคือ คนรุ่นใหม่ ที่กำลังเดินทางสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานใช่หรือไม่’


1. ‘คุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน’ ...เป้าหมายอะไรก็ได้ แค่นี้ก็ชนะคนส่วนใหญ่ เพราะ คนส่วนใหญ่ทำงานไปวันๆ ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเลย


2. ‘คุณมีเพื่อนสนิท ที่มีเป้าหมายเดียวกัน’ ...การมีเป้าหมายแต่เดินคนเดียว การันตีว่าไปไม่ถึง โดยเฉพาะยุคนี้ ...ถ้าเป้าหมายคุณมีค่า อย่างน้อยต้องมีเพื่อนสักคนที่ร่วมเดินไปสู่เป้าหมายพร้อมกับคุณ (ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมเดิน ลองพิจารณาข้อ 1 ใหม่ ว่าเป้าหมายเราได้เรื่อง หรือ มีคุณค่าจริงๆ ใช่หรือไม่)


3. ‘คุณมีการกำหนดระยะเวลาที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น’ ...การมีระยะเวลา คือการทำให้เป้าหมาย แตกต่างจากฝันกลางวัน ...เพราะถ้ามีเป้าหมาย แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา มันจะเรียกว่า ‘ฝันกลางวัน’ 


4. ‘คุณมีการพัฒนาต่อยอด ทักษะที่ตัวเองมี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ตามเวลาที่กำหนด’ ...ถ้าคุณมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้พัฒนาความรู้เพิ่ม ไม่ได้พัฒนาทักษะเพิ่ม แปลว่า เป้าหมายคุณมันกระจอกเกินไปครับ ...ไม่ท้าทายเลย ...คุณต้องแน่ใจว่า คุณเรียนรู้เพิ่ม มีทักษะเพิ่ม เก่งขึ้นทุกวัน ตลอดเวลาที่กำลังก้าวไปสู่เป้าหมาย


5. ‘คุณเจออุปสรรค แต่คุณไม่ท้อ พร้อมลุกขึ้นมาสู้ต่อ’ ...ไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่ผ่านปัญหาและอุปสรรค ...ถ้าล้ม ก็ลุกขึ้นมา แล้วเดินต่อ


6. ‘คุณกล้า ปรึกษา คนที่เก่งกว่า และ มีประสบการณ์มากกว่าคุณ’ ...ถ้าคุณไม่กล้าขอ จะรู้ได้อย่างไร ว่าเขาจะปฏิเสธคุณ 


...ครั้งนึง นักศึกษาในมหาวิทยาลัยของอเมริกา ขอนัดพบนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของญี่ปุ่น เพื่อจะขอคำชี้แนะจากเขา เขาโทรไปนัดผ่านเลขาของนักธุรกิจใหญ่ โทรไปทุกวัน 


...สุดท้ายนักศึกษาคนนี้ ตัดสินใจ บินจากอเมริกา เพื่อไปขอพบนักธุรกิจท่านนั้น โดยบอกว่า เขาขอแค่นั่งสังเกตการทำงานต่อหน้าเพียง 15 นาทีเท่านั้น เขาแค่อยากจะจ้องตาเท่านั้นพอ !!


...สุดท้าย นักศึกษาคนนี้ก็ได้พบนักธุรกิจใหญ่ ได้พูดคุย ...นักศึกษาผู้นี้คือ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง Softbank และนักธุรกิจชั้นแนวหน้าที่ลงทุนในธุรกิจรุ่นใหม่ทั่วโลก 


...ครอบครัวเขาเป็นชาวเกาหลี ฐานะธรรมดา ที่อพยพไปอยู่ญี่ปุ่น ...เขาดิ้นรนจนสามารถไปเรียนที่อเมริกา


...แหละวันนี้ Son คือ หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น 


7. ‘คุณต้องกล้า ทำสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ’ ...บางครั้งคุณอาจต้องกล้า ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ แม้ว่า คนส่วนใหญ่อาจไม่เห็นด้วยกับคุณก็ตามที


8. ‘คุณต้องออกแบบธุรกิจ ให้มีต้นทุนต่ำ’ ...นักธุรกิจทุกวันนี้สนใจแต่การ Burn เงิน ..ขยายเร็ว ...แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การพัฒนาธุรกิจที่อยู่รอด ด้วยต้นทุนที่ต่ำ แล้วทดสอบไอเดียให้แน่ใจว่า ลูกค้าต้องการสิ่งที่เราทำจริงๆ 


9. ‘สร้างสินค้า และบริการ ที่คนอยากบอกต่อ’ ...ธุรกิจจะรุ่ง อยู่ที่การสร้างสินค้าและบริการที่ดี หรือ แจ๋ว จนลูกค้าอยากบอกต่อ ...เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Idea Viral ...ดีจนเหมือนไวรัส ที่ฉันอยากจะแพร่เชื้อให้เพื่อนๆ ต่อ


10. ‘คุณยอมสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อเป้าหมายในอนาคต’ ...แค่นี้คุณก็คือ คนส่วนน้อยที่มีโอกาสสำเร็จสูง ...เพราะทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ เขายอมทุกข์ระยะยาว เพียงแค่สนุกสั้นๆ ในปัจจุบัน


เอาล่ะ ถ้าคุณมี 10 ข้อนี้ ...ทนทำต่อไปเถอะ คุณมาถูกทางแล้วครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เด็กรุ่นใหม่ ใช้เงิน เพื่อโหวตอนาคตของตัวเอง



‘อาชีพทุกวันนี้เกินครึ่ง จะหายไป ..ส่วนนึงจะหายไปเฉยๆ เพราะ มันไม่จำเป็น ...อีกส่วนนึง จะถูก เครื่องจักร หุ่นยนต์ และ เทคโนโลยีมาทดแทน’ 


มาดูซิว่า งานอะไร ที่จะไป แล้วงานอะไร ที่จะรุ่ง ?


...จั่วหัว แบบนี้ ถามจริงๆ เถอะ รู้ไหมว่า จะไปถามใคร ?


เอางี้ ผมว่า ถามคนรุ่นใหม่ แต่นี้ก็รู้แล้ว ว่า ต่อไป งานอะไรจะรุ่ง งานอะไรจะร่วง ?


เดี๋ยวนะ ...จะให้ผมไปถามเด็กรุ่นใหม่ ที่ยังเรียนไม่จบ นี่น่ะหรือ


 ...ใช่ครับ !! - อย่าดูถูกนะ คุณไม่สังเกตหรือว่า มนุษย์ทุกยุค ทุกสมัย เก่งขึ้นเรื่อยๆ


- สมัยเราเป็นเด็กๆ ..ผู้ใหญ่ก็มองเรานี่ ไม่เอาไหน ...ทำอะไรหยิบโหย่ง ไม่มีความอดทน ...แต่สรุปวันนี้ เรา Multitasking ‘เราทำได้ดีทีเดียว’


...ยุคพ่อแม่ ทำงานชั่วชีวิต แต่ยุคเรา มี Passive Income ให้เงินทำงานแทนได้ ..เพราะ ยุคเรา ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่บริษัทที่เราทำงาน แต่ความมั่นคง ย้ายมาอยู่ที่ตัวเราแทน 


พ่อแม่บอก ลูกต้อง ต้องชัดเจนกับองค์กร ...แต่กลายเป็นว่า วันนี้องค์กรที่มั่นคง ไล่คนออกเป็นว่าเล่น ...ตกลงคนที่ชัดเจนกับตัวเอง กลับมีชีวิตที่มั่นคงและมั่งคั่งกว่า


โอเค นั่นยุคผม ...แต่ถ้าจะคุยถึงอนาคต ยุคต่อไป ยุคเด็กรุ่นใหม่ นี่ ล้ำกว่านี้อีก


- ยุคนี้ ไม่มีใครซื่อสัตย์ต่อองค์กร เพราะเขาเชื่อว่า องค์กร ก็พร้อมทิ้งเขาได้ทุกเมื่อ ...ทำงานยุคนี้ เหมือน คบกิ๊ก คือ พร้อมเปลี่ยน พร้อมทิ้ง (ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง)


- ทำงาน แล้วใช้เงินเลย ..บางคนใช้ก่อน ทำทีหลัง ...หรือ คนรุ่นใหม่รู้ว่าระดมการเงินของโลกมันจะล่มสลาย


- ลงทุนหวังผลเร็ว ...คือ คนรุ่นใหม่ไม่ลงทุน ...เขาบอกหุ้น และการลงทุน มันสำหรับคนแก่ ...คนยุคนี้ต้องเทรดเดอร์ ได้เงินเร็ว ได้ทันที ...ยิ่งแรงแบบ Forex และ crypto นี่ยิ่งจูงใจ


มาดูข้อดีบ้าง 


- แบ่งกันได้ (Win - Win) ...ยุคก่อน ผู้ชนะ กินรวบ (Win - Lost) ...แต่คนรุ่นใหม่ win - win คู่แข่ง ร่วมงานกันได้ ถ้าผลประโยชน์ลงตัว ...มิตร หรือ ศัตรู ไม่มีเส้นแบ่ง ...ผลประโยชน์ชัดพร้อมร่วมงานทันที


- ไม่เครียด ...ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน...ถ้ารุ่นปู่ ทำงานหนัก แต่ไม่ใช้เลย มองไกล ให้ประเทศ พวกนี้ Baby Boomer ...ถ้ารุ่นพ่อแม่ พวก Gen X พวกนี้ ทำหนัก ใช้น้อย ทำเพื่อครอบครัว ...ถ้าเด็กรุ่นใหม่ ทำน้อย ใช้ทันที ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น


ตกลง ข้อดี มันดีไหมเนี่ย ?


เอางี้ ไม่สรุปว่า ดีหรือไม่ แต่นี่คือ มนุษย์ - สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เก่งที่สุด


งานที่ใหญ่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ต้องดูที่ การใช้เงินของคนรุ่นใหม่ ...จ่ายเงินให้อะไรบ้าง ?


1. การท่องเที่ยว และ กิจกรรมเกี่ยวเนื่อง โตแน่นอน เพราะ คนรุ่นใหม่ มีชีวิตเพื่อท่องเที่ยวและเดินทาง (ทั้งโลก)


2. อาหาร ...กินเพื่อประสบการณ์ 


3. ทำงาน ...คนรุ่นใหม่ ไม่ได้มองการทำงานเป็นงาน แต่มองงานเป็นส่วนนึงของ Lifestyle 


4. ซื้อของเพื่อแสดงตัวตน ...อะไรที่พ่อแม่ใช้ คนรุ่นใหม่ไม่เอาเลย มันเชย !! ...ของฉัน ตั้งแต่ยาสีฟัน ยันกางเกงใน ...ทุกอย่าง มีจุดยืนของมัน (งง ดิ)


5. ของสุขภาพ ...ตั้งแต่การออกกำลังกาย ยันการกิน เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องสุขภาพ


6. ป่วย ...ยุคนี้ ป่วยจาก อาหาร จะมาอันดับแรก ...อีกหนึ่งโรคแปลก จะมาจาก สุขภาพจิต ...ยิ่งชีวิตสบาย จิตจะยิ่งวุ่นวาย หงุดหงิด ป่วย 


7. เช่า ...รถยนต์ ยันของใช้ ที่อยู่ ที่ทำงาน ต่อไป เช่าหมด ...ซื้อรถทำไม ในเมื่อมันก็ไม่ได้ต่างจากการเช่า ...ธุรกิจเช่า และ แชร์ ทุกอย่างจะโตมาก


8. คนแก่ จะกลับมาใช้เงิน ซื้อของให้ตัวเอง - ‘จะเก็บเงินให้ลูกหลานไปทำไม ในเมื่อมันไม่เคยจะแคร์เรา ...เอาเงินที่หาและสะสมมาอย่างลำบาก มาบำเรอตัวเอง’ ...นี่คือ Service Industry for Wealthy จะใหญ่มาก


9. อยู่สบาย ...บ้านในอนาคต คือ อยู่สบาย ไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องสบาย สะดวก และ ตอบโจทย์ทางความรู้สึก อารมณ์ ...บ้านต่อไปจะไม่ใช่แค่ตอบสนองประโยชน์การใช้สอยอย่างในปัจจุบัน


10. ความรู้ ...ธุรกิจความรู้ จะมุ่งไปที่ออนไลน์ เน้นการปฏิบัติ มุ่งที่ผลลัพธ์ ...การศึกษาเพื่อไปหาเงิน จะโตมาก


นี่คือ 10 ธุรกิจที่จะมาแรง ...ให้จับตาที่การจ่ายเงินของคนรุ่นใหม่


‘การใช้จ่าย คือ การโหวตของคนรุ่นใหม่ ที่บอกเราว่า อะไรคืออนาคต’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ