แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

สรุป 10 ข้อ หนังสือ Thinking in Bets – โดย Annie Duke

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ Thinking in Bets – โดย Annie Duke


สำหรับหนังสือ "Thinking in Bets" โดย Annie Duke อดีตแชมป์โป๊กเกอร์ระดับโลกที่ผันตัวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดสินใจ เล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการมองโลกแบบ "ขาว-ดำ" มาเป็น "ความน่าจะเป็น" ครับ


นี่คือสรุป 10 ข้อคิดสำคัญเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้น:


1. ชีวิตคือ "โป๊กเกอร์" ไม่ใช่ "หมากรุก"

ในหมากรุกไม่มีการเสี่ยงโชค ถ้าคุณแพ้แปลว่าคุณเดินพลาด แต่ในชีวิตและการลงทุน คุณอาจทำทุกอย่างถูกต้องแล้วแต่ผลออกมาแย่เพราะ "ดวง" การยอมรับว่ามีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เป็นกลางมากขึ้น


2. อย่าติดกับดัก "Resulting" (ตัดสินจากผลลัพธ์)

คนส่วนใหญ่มักประเมินว่าการตัดสินใจนั้น "ดี" หรือ "เลว" จากผลที่เกิดขึ้น (เช่น กำไร = ฉลาด, ขาดทุน = โง่) ทั้งที่จริงแล้ว การตัดสินใจที่ดีอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ได้ในระยะสั้น เราควรโฟกัสที่ "กระบวนการคิด" (Process) ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์


3. ทุกการตัดสินใจคือ "การวางเดิมพัน"

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อหุ้น เปลี่ยนงาน หรือเลือกเมนูอาหาร คุณกำลังเดิมพันด้วย "ทรัพยากร" (เงิน, เวลา, โอกาส) เสมอ เมื่อเรามองว่ามันคือการเดิมพัน เราจะเริ่มประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างจริงจังมากขึ้น


4. เลิกพูดว่า "มั่นใจ 100%"

การเป็นคนมั่นใจเกินไปทำให้เราตาบอดต่อข้อมูลใหม่ Annie แนะนำให้เปลี่ยนมาบอกระดับความมั่นใจเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น "ผมมั่นใจ 60% ว่าหุ้นนี้จะขึ้น" วิธีนี้จะช่วยให้สมองเราเปิดรับข้อมูลที่ขัดแย้งได้ง่ายขึ้นเพื่อปรับปรุงการตัดสินใจ


5. แยก "ทักษะ" ออกจาก "โชค" (Skill vs. Luck)

เวลาชนะ เรามักคิดว่าเป็นเพราะฝีมือ (Self-serving Bias) แต่เวลาแพ้ เรามักโทษดวง การฝึกแยกแยะว่าส่วนไหนเกิดจากเราทำเอง และส่วนไหนเกิดจากปัจจัยภายนอก จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะที่แท้จริงได้เร็วขึ้น


6. สร้าง "กลุ่มสืบเสาะความจริง" (Truth-seeking Groups)

เราทุกคนมีจุดบอด (Blind Spots) การมีกลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนนักลงทุนที่กล้าวิจารณ์แผนของเราอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ตัดสินกันที่ผลลัพธ์ จะช่วยขจัดอคติส่วนตัวออกไปได้


7. การทำ "ชันสูตรก่อนตาย" (Pre-mortem)

ก่อนจะตัดสินใจเรื่องสำคัญ ให้ลองจินตนาการว่า "หากผ่านไป 1 ปีแล้วแผนนี้พังพินาศ สาเหตุจะเป็นเพราะอะไร?" วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นความเสี่ยงที่เคยมองข้ามไปในตอนที่กำลังตื่นเต้นกับกำไร


8. กฎ 10-10-10

เวลาต้องตัดสินใจท่ามกลางอารมณ์ที่รุนแรง (เช่น หุ้นตกหนัก) ให้ถามตัวเองว่า เราจะรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจนี้ใน 10 นาที, 10 เดือน และ 10 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยให้เราหลุดจากอารมณ์ชั่ววูบและมองภาพยาวขึ้น


9. ยอมรับว่า "ฉันไม่รู้" ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

นักตัดสินใจที่เก่งที่สุดคือคนที่กล้ายอมรับว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน การยอมรับความไม่แน่นอนช่วยให้เราวางแผนรับมือกับหลายๆ ฉากทัศน์ (Scenarios) ได้ดีกว่าการปักใจเชื่อเพียงทางเดียว


10. ฝึกฝนการเป็น "ผู้สังเกตการณ์"

พยายามมองการตัดสินใจของตัวเองเหมือนมองคนอื่น (Third-party perspective) เพื่อลดอคติเข้าข้างตัวเอง และทำให้เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดได้โดยไม่เจ็บปวดจนเกินไป


สรุปสั้นๆ: หัวใจของเล่มนี้คือ "การยอมรับความไม่แน่นอน" และโฟกัสไปที่การสร้างกระบวนการตัดสินใจที่ดีที่สุดในขณะที่มีข้อมูลจำกัดครับ


#จัดไป 

สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel

 สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel


สำหรับหนังสือ "The Art of Spending Money" ของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) เป็นหนังสือที่เปลี่ยนมุมมองจากการ "หาเงิน" มาเป็นการ "ใช้เงิน" อย่างมีศิลปะ เพราะการมีเงินมากไม่ได้แปลว่าคุณจะใช้มันเป็น หรือใช้แล้วมีความสุขเสมอไป


นี่คือสรุปใจความสำคัญ 10 ข้อครับ:


1. การใช้เงินคือ "ทักษะ" ที่ต้องฝึกฝน

การหาเงินต้องอาศัยความขยันและโชค แต่การใช้เงินให้เกิดความสุขและคุ้มค่าคือ "ทักษะทางจิตวิทยา" ที่ยากกว่า หลายคนรวยแต่ใช้เงินไม่เป็น ทำให้ชีวิตไม่มีความสุขหรือสูญเสียความมั่งคั่งไปอย่างรวดเร็ว


2. กับดักของการ "อวดรวย" (Spending to Impress)

เรามักใช้เงินซื้อของเพื่อให้คนอื่นประทับใจ แต่ความจริงคือ คนอื่นมักไม่ได้มองคุณ เขาแค่มองของสิ่งนั้นและจินตนาการว่าถ้าเขาเป็นเจ้าของจะเป็นอย่างไร การใช้เงินเพื่อเรียกการยอมรับจึงเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ที่ไม่มีวันจบ


3. ซื้อ "เวลา" มีค่ามากกว่าซื้อ "สิ่งของ"

เงินจะมีค่าสูงสุดเมื่อมันมอบ "อิสรภาพในเวลา" ให้กับคุณ การใช้เงินจ้างคนมาทำสิ่งที่คุณเกลียด หรือใช้เงินเพื่อให้คุณไม่ต้องตื่นมาทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ คือการใช้เงินที่คุ้มค่าที่สุด


4. ความสุขจากการใช้เงินอยู่ที่ "ความคาดหวัง"

ความสุขไม่ได้เกิดจากจำนวนเงินที่จ่ายไป แต่เกิดจาก "ผลลัพธ์ลบด้วยความคาดหวัง" หากคุณคาดหวังว่ารถคันใหม่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ แต่สุดท้ายมันก็แค่พาหนะ คุณจะผิดหวัง การจัดการความคาดหวังจึงสำคัญเท่ากับการจัดการเงิน


5. ระวัง "ไลฟ์สไตล์เฟ้อ" (Lifestyle Creep)

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น รสนิยมเราจะสูงขึ้นตามอัตโนมัติ Morgan เตือนว่าหากคุณไม่ควบคุมเพดานการใช้เงิน คุณจะกลายเป็น "นักโทษของรายได้ตัวเอง" ที่ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น


6. การใช้เงินสะท้อน "ตัวตน" มากกว่า "บัญชีธนาคาร"

วิธีที่คุณใช้จ่ายเงินบอกเล่าเรื่องราวว่าคุณให้คุณค่ากับอะไร มีปมในอดีตอย่างไร หรือมีความกังวลเรื่องอะไร การเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการซื้อจะช่วยให้คุณควบคุมการเงินได้ดีขึ้น


7. "ความประหยัด" คือการซื้อความอุ่นใจ

การไม่ใช้เงิน (การออม) ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือการซื้อ "ตัวเลือกในอนาคต" และซื้อความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ่งของฟุ่มเฟือยให้ไม่ได้


8. เงินไม่สามารถซื้อ "รสนิยม" ได้

คนที่มีเงินเยอะอาจซื้อของแพงได้ทุกอย่าง แต่คนที่มีรสนิยมคือคนที่รู้วิธีใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดสุนทรียภาพหรือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม การมีรสนิยมจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มหาศาล


9. ลงทุนใน "ประสบการณ์" ให้ผลตอบแทนยาวนานกว่า

สิ่งของจะเสื่อมค่าและจางหายไปจากความทรงจำ แต่ประสบการณ์ (การเดินทาง, การเรียนรู้) จะกลายเป็นเรื่องเล่าและส่วนหนึ่งของตัวตน ซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปของความสุขที่ยั่งยืนกว่า


10. เป้าหมายสุดท้ายคือ "ความสงบทางใจ"

การใช้เงินที่ประสบความสำเร็จที่สุดไม่ใช่การมีของสะสมที่แพงที่สุด แต่คือการใช้เงินในแบบที่ทำให้คุณ "นอนหลับฝันดี" ไม่มีความกังวล และรู้สึกว่าชีวิตอยู่ในคอนโทรลของตัวเอง


#จัดไป 

สรุป 10 ข้อ How Countries Go Broke: The Big Cycle – โดย Ray Dalio

 สรุป 10 ข้อ How Countries Go Broke: The Big Cycle – โดย Ray Dalio


นี่คือสรุปใจความสำคัญ 10 ข้อที่นักลงทุนระดับมหาภาคต้องรู้ครับ:


1. โลกดำเนินเป็น "วงจรใหญ่" (The Big Cycle)

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ดำเนินไปตามวงจรที่ซ้ำรอยเดิมเสมอ (เฉลี่ยรอบละ 250 ปี) ตั้งแต่การผงาดขึ้นของอาณาจักร การครองอำนาจสูงสุด และการล่มสลาย โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก


2. 8 ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของประเทศ

Ray Dalio ใช้เกณฑ์วัดความมั่งคั่งและอำนาจผ่าน 8 ปัจจัย: การศึกษา, ความสามารถในการแข่งขัน, นวัตกรรม/เทคโนโลยี, ผลผลิตทางเศรษฐกิจ, ส่วนแบ่งการค้าโลก, ความแข็งแกร่งทางทหาร, ความแข็งแกร่งของตลาดการเงิน และสถานะ "สกุลเงินสำรองโลก"


3. วงจรหนี้และการพิมพ์เงิน (The Debt Cycle)

อาณาจักรที่กำลังรุ่งเรืองมักสร้างหนี้มหาศาลเพื่อขยายอำนาจ เมื่อหนี้สูงจนจ่ายไม่ไหว รัฐบาลจะใช้วิธี "พิมพ์เงินเพิ่ม" ส่งผลให้ค่าเงินเสื่อมค่าและเกิดเงินเฟ้อรุนแรง นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของการ "ล้มละลาย" (Go Broke)


4. ความขัดแย้งภายใน (Internal Disorder)

เมื่อช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นเรื่อยๆ (Wealth Gap) จะเกิดความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองที่รุนแรงขึ้นภายในประเทศ นำไปสู่การประท้วง การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่วุ่นวาย หรือแม้แต่สงครามกลางเมือง


5. ความขัดแย้งภายนอก (External Disorder)

เมื่อมหาอำนาจใหม่ (เช่น จีน) ผงาดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม (เช่น สหรัฐฯ) จะเกิดการแข่งขันใน 5 มิติ: สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี, สงครามภูมิรัฐศาสตร์, สงครามค่าเงิน และอาจจบลงด้วยสงครามทางทหาร


6. การสูญเสียสถานะ "สกุลเงินสำรอง"

สัญญาณสุดท้ายของการล่มสลายคือเมื่อคนทั่วโลกเริ่มไม่เชื่อมั่นในค่าเงินของมหาอำนาจนั้น และหันไปถือครองสินทรัพย์อื่นแทน (เช่น ทองคำ, เงินสกุลอื่น) ทำให้มหาอำนาจเดิมไม่สามารถพิมพ์เงินมาใช้จ่ายได้ง่ายๆ อีกต่อไป


7. ขั้นตอนการล่มสลาย (The Decline Phase)

เริ่มจากรายได้น้อยกว่ารายจ่าย -> พิมพ์เงินเพื่อโปะหนี้ -> เกิดเงินเฟ้อ -> ดอกเบี้ยพุ่งสูง -> ความเหลื่อมล้ำระเบิดออก -> เกิดการแย่งชิงทรัพยากร และสุดท้ายคือการปฏิวัติหรือการปรับโครงสร้างระบบใหม่ทั้งหมด


8. ยุคแห่งความผันผวนสูง

Ray Dalio ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันเราอยู่ในช่วงท้ายของวงจร (Late Stage) ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงเรื่องสงครามและความผันผวนทางการเงินจะสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี


9. การกระจายความเสี่ยงคือทางรอดเดียว

ในโลกที่ระบบการเงินเดิมกำลังถูกสั่นคลอน การถือเงินสดเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง นักลงทุนควรกระจายสินทรัพย์ไปในหลายประเทศ หลายสกุลเงิน และถือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Hard Assets) เช่น ทองคำ หรือหุ้นในบริษัทที่มีนวัตกรรม


10. พัฒนาการของมนุษย์ยังเดินหน้าต่อ

แม้ "อาณาจักร" จะล้มสลาย แต่นวัตกรรมและองค์ความรู้ของมนุษย์ยังคงเติบโตต่อไปในภาพรวม หน้าที่ของเราคือต้องรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของวงจร เพื่อวางแผนรับมือและรักษาความมั่งคั่งให้รอดพ้นจากการเปลี่ยนผ่านนี้


#จัดไป

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

สรุป 10 ข้อคิด จากหนังสือ "Fixed: Why Personal Finance Is Broken" โดย John Campbell

 สรุป 10 ข้อคิด จากหนังสือ "Fixed: Why Personal Finance Is Broken" โดย John Campbell 


 John Y. Campbell (อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Harvard) และ Tarun Ramadorai (อาจารย์การเงินจาก Imperial College) 


เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบันได้อย่างแหลมคม โดยเน้นไปที่การสำรวจว่าทำไม "คนฉลาด" ถึงยังตัดสินใจทางการเงินผิดพลาด และระบบถูกออกแบบมาให้เราแพ้อย่างไร


นี่คือสรุป 10 ข้อคิดหลักจากหนังสือเล่มนี้ 

:


1. ระบบการเงิน "ซับซ้อนเกินจำเป็น" (The Complexity Trap)

โลกการเงินถูกออกแบบให้มีความซับซ้อน (เช่น เงื่อนไขบัตรเครดิต, กองทุนรวม, ประกันชีวิต) จนกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าไม่ถึงความคุ้มค่า และมักจะจบลงด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลประโยชน์แก่สถาบันการเงินมากกว่าตัวเอง


2. ความล้มเหลวของ "ความรู้ทางการเงิน" (Financial Literacy is Not Enough)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ลำพังแค่การ "สอน" ให้คนมีความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) นั้นไม่เพียงพอ เพราะพฤติกรรมมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และอคติ (Biases) ต่อให้รู้ทฤษฎี แต่ในสถานการณ์จริงเราก็ยังตัดสินใจผิดพลาดอยู่ดี


3. ผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ "ทุกคน"

หนังสืออธิบายว่าตลาดการเงินมักจะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาโดยอิงจาก "นักลงทุนในอุดมคติ" แต่ในความเป็นจริง มนุษย์แต่ละคนมีบริบทชีวิต รายได้ และความเสี่ยงที่ต่างกันมาก การใช้โมเดลเดียว (One-size-fits-all) จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบนี้ "พัง" สำหรับคนส่วนใหญ่


4. กับดักค่าธรรมเนียมแฝง (The Invisible Costs)

ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในกองทุนหรือธุรกรรมทางการเงิน (Hidden Fees) คือตัวกัดกินความมั่งคั่งในระยะยาวที่น่ากลัวที่สุด ผู้เขียนเสนอว่าระบบควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ เพื่อให้คนเห็นต้นทุนที่แท้จริงของการลงทุน


5. เทคโนโลยี: ดาบสองคม (Technology as a Double-Edged Sword)

แม้ Fintech หรือ AI จะช่วยให้เข้าถึงการลงทุนง่ายขึ้น แต่ความง่ายนั้นก็กระตุ้นให้คน "เทรดบ่อยเกินไป" (Overtrading) หรือตัดสินใจเร็วเกินไปโดยขาดการไตร่ตรอง ซึ่งส่งผลเสียต่อผลตอบแทนในระยะยาว


6. การบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาด

คนส่วนใหญ่มักกลัว "ความผันผวนระยะสั้น" จนลืมมอง "ความเสี่ยงระยะยาว" (เช่น เงินเฟ้อ หรือการมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ) หนังสือเล่มนี้สอนให้เรากลับมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับช่วงชีวิต (Life-cycle Investing)


7. อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

หนังสือท้าทายความเชื่อที่ว่า "บ้าน" คือการลงทุนที่ดีที่สุดเสมอไป โดยชี้ให้เห็นว่าอสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำและมีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง การเทเงินทั้งหมดลงไปในบ้านอาจทำให้พอร์ตการเงินขาดสมดุล


8. รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้อง "แก้ที่โครงสร้าง"

ผู้เขียนเสนอว่า เราไม่ควรโยนภาระให้ผู้บริโภคไปศึกษาเอาเองเพียงอย่างเดียว แต่รัฐต้องเข้ามา "Fix" หรือแก้ไขที่ตัวกฎหมายและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานที่ปลอดภัย หรือ Default Options) เพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่


9. พลังของ "ทางเลือกพื้นฐาน" (The Power of Default)

หนึ่งในทางแก้ที่ทรงพลังที่สุดคือการตั้งค่า Default ทางการเงินที่ดี เช่น การหักเงินออมอัตโนมัติเข้ากองทุนตั้งแต่วันเริ่มทำงาน เพราะมนุษย์มีความเฉื่อย (Inertia) การทำให้การออมเป็นเรื่องอัตโนมัติจึงได้ผลดีกว่าการบังคับตัวเอง


10. การเน้นที่ "ผลลัพธ์ของชีวิต" ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ข้อสรุปสุดท้ายคือ การเงินส่วนบุคคลที่ "ซ่อมแซมแล้ว" (Fixed) ควรจะโฟกัสที่การทำให้คนบรรลุเป้าหมายในชีวิต (เช่น เกษียณอย่างมีคุณภาพ, การรักษาพยาบาล) มากกว่าการวิ่งไล่ตามตัวเลขผลตอบแทนที่สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

6 ข้อควรรู้ ปกติทองขึ้นเวลาเกิดสงคราม แต่คราวนี้ทำไมทองลง

 6 ข้อควรรู้ ปกติทองขึ้นเวลาเกิดสงคราม แต่คราวนี้ทำไมทองลง


ปกติแล้ว "ทองคำ" จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ราคาพุ่งขึ้นทุกครั้งที่มีเสียงปืนดังขึ้น แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (มีนาคม 2026) ที่มีประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กลับกลายเป็นว่าราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักจากระดับกว่า 5,200 ลงมาต่ำกว่า 4,200เหรียญ


นี่คือ 6 ข้อควรรู้ ว่าทำไมคราวนี้ "ตำราเดิม" ถึงใช้ไม่ได้ครับ


1. ดอกเบี้ยแท้จริง (Real Yield) พุ่งสูงขึ้น

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ไม่มีปันผลและไม่มีดอกเบี้ย ในขณะที่ตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตร (Yield) พุ่งขึ้นแรงมากจนเอาชนะเงินเฟ้อได้ (Real Yield เป็นบวก) นักลงทุนจึงมองว่าการถือพันธบัตรที่ได้ดอกเบี้ย 4% ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่าการถือทองคำเฉยๆ ครับ


2. ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น (Strong USD)

ในยามสงคราม คนไม่ได้วิ่งเข้าหาแค่ทองคำ แต่พุ่งเข้าหา "เงินดอลลาร์" ด้วย เพราะเป็นสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ทองคำซึ่งตั้งราคาเป็นดอลลาร์จึงดูแพงขึ้นในสายตาคนถือเงินสกุลอื่น ทำให้ความต้องการซื้อลดลงและราคาย่อตัวลงครับ


3. ปรากฏการณ์ "ขายทองเพื่อชดเชยส่วนต่าง" (Liquidity Crunch)

เวลาสงครามรุนแรง ตลาดหุ้นมักจะดิ่งลงหนัก นักลงทุนรายใหญ่ที่โดน Margin Call (เรียกหลักประกันเพิ่ม) ในตลาดหุ้น มักจะเลือกขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่องที่สุด เพื่อเอาเงินสดไปเติมพอร์ตหุ้นครับ "ทองคำจึงถูกขายเพราะมันขายได้ราคา ไม่ใช่เพราะมันหมดความน่าสนใจ"


4. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากน้ำมัน (Energy-Driven Inflation)

สงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้ค้างฟ้านานกว่าเดิม ผลที่ตามมาคือ ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลาง (Fed) จะ ไม่ลดดอกเบี้ย หรืออาจจะ ขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพื่อสู้เงินเฟ้อ แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นนี้จึงกดราคาทองไว้ครับ


5. การขายทำกำไรหลังจากพุ่งแรง (Profit Taking)

ก่อนเกิดสงครามรอบนี้ ราคาทองคำได้พุ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) มาก่อนแล้ว เมื่อข่าวสงครามออกมาจริงๆ นักลงทุนหลายกลุ่มมองว่าเป็นจังหวะ "Sell on Fact" หรือขายทำกำไรเมื่อข่าวออก เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดรอกลับมาซื้อใหม่เมื่อราคาปรับฐานครับ


6. การปรับสมดุลของธนาคารกลาง (Central Bank Shift)

แม้ธนาคารกลางหลายแห่งจะสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่ในระยะสั้น บางประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจหรือต้องใช้เงินด่วนเพื่อพยุงค่าเงินหรือทำสงคราม อาจมีการระบายทองคำสำรองออกมาเพื่อแลกเป็นสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ทำให้มี Supply เติมเข้ามาในตลาดครับ


6 สินทรัพย์ ที่ลงโหดๆ เวลาดอกเบี้ยขึ้น ที่ต้องระวัง

 6 สินทรัพย์ ที่ลงโหดๆ เวลาดอกเบี้ยขึ้น ที่ต้องระวัง


ปกติดอกเบี้ยจะขึ้น เพราะ เศรษฐกิจดีและเงินเฟ้อข้าวของแพง …แต่คราวนี้ต้องระวัง Cost Push ต้นทุนการทำธุรกิจของทั้งโลกเพิ่มจากความตรึงเครียดจากสงคราม ดันพลังงานและค่าขนส่ง รวมทั้งต้นทุนสินค้า 


มาดูกัน 


ในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา (ช่วงปี 2022-2023) ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มีสินทรัพย์หลายประเภทที่ "ปรับฐาน" หรือ "ตกลงมาหนักมาก" โดยกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดมีดังนี้ครับ:


1. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)

หุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะมูลค่าของมันอ้างอิงกับ "กำไรในอนาคต" เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ค่าการคิดลด (Discount Rate) ก็สูงขึ้น ทำให้มูลค่าปัจจุบันของหุ้นเหล่านี้หายไปทันที

• Nasdaq Composite: ในปี 2022 ตกไปกว่า 33%

• ตัวอย่าง: หุ้นเทคใหญ่ๆ อย่าง Meta, Amazon หรือหุ้นซอฟต์แวร์หลายตัวราคาลดลงกว่า 50-70% ในช่วงนั้นครับ


2. พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Long-term Bonds)

หลายคนคิดว่าพันธบัตรปลอดภัย แต่ในเชิงราคา "มันลงหนักไม่แพ้หุ้น" เลยครับ เพราะเมื่อดอกเบี้ยใหม่สูงขึ้น พันธบัตรเก่าที่ดอกเบี้ยต่ำจึงถูกขายทิ้ง

• Bond Market: ปี 2022 ถือเป็นปีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดยพันธบัตรระยะยาว (20 ปีขึ้นไป) มีราคาร่วงลงไปกว่า 30%

#

3. คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrencies)

สินทรัพย์เก็งกำไรสูงที่เคยเฟื่องฟูในช่วงดอกเบี้ย 0% ถูกกระแทกหนักที่สุดเมื่อสภาพคล่องถูกดึงกลับ

• Bitcoin: ร่วงจากจุดสูงสุดเกือบ \bm{69,000} ลงไปแตะระดับ \bm{16,000} (ลดลงประมาณ 75%)

• สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ และ NFT แทบจะกลายเป็นศูนย์ในหลายโปรเจกต์ครับ


4. กองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REITs

ดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของกอง REITs สูงขึ้น และทำให้ Yield จากเงินปันผลดูไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตร

• กลุ่ม Real Estate ใน S&P 500 ปรับตัวลดลงประมาณ 28% ในปี 2022


5. หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield / Junk Bonds)

เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ความเสี่ยงที่บริษัทที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแรงจะ "ผิดนัดชำระหนี้" (Default) ก็สูงขึ้นตาม นักลงทุนจึงเทขายตราสารหนี้เหล่านี้ออกมาอย่างรวดเร็ว


6. หุ้นไทย ก็ลงเละตุ้มเป๊ะ จากตรงนั้น ถึงปัจจุบัน นี่แหละ 


พูดง่ายๆ ภาวะนี้ ต้องพยายามวิเคราะห์และมองรอบๆ ด้าน ให้ดี 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อ ควรระวังของนักลงทุนระยะยาว เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มพุ่งขึ้น

 7 ข้อ ควรระวังของนักลงทุนระยะยาว เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มพุ่งขึ้น


เมื่อดอกเบี้ยระยะยาว (Bond Yield) พุ่งขึ้น มันคือการเปลี่ยน "แรงดึงดูด" ของโลกการเงินครับ 


• สหรัฐฯ (US 10Y Treasury): พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.33% - 4.40% ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายเดือน (ทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025)


• ไทย (Thai 10Y Bond): ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.10% - 2.24% ซึ่งเป็นการทำจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือนเช่นกันครับ


1. การลดลงของมูลค่าหุ้น (Valuation De-rating)

มูลค่าหุ้นปัจจุบันคำนวณจากกระแสเงินสดในอนาคตที่ถูก "คิดลด" (Discount) กลับมาด้วยอัตราดอกเบี้ย


หุ้นกลุ่ม Growth หรือหุ้นที่คาดหวังกำไรในอนาคตไกลๆ จะถูกเทขายหนักที่สุดครับ


2. กับดักหุ้นปันผล (The Yield Gap Trap)

หุ้นปันผลที่เคยดูน่าสนใจที่ 5% จะเริ่ม "ไม่คุ้มเสี่ยง" เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรที่ไร้ความเสี่ยงขยับจาก 2% ขึ้นมาเป็น 4%

• ความเสี่ยง: นักลงทุนสถาบันจะโยกเงินจากหุ้นปันผลไปเข้าพันธบัตรแทน


3. ภาระหนี้สินที่ต้องต่ออายุ (Rollover Risk)

บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้กู้เงินครั้งเดียวจบ แต่มีการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อไปใช้คืนชุดเก่า (Rollover)


4. กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง (Consumer Squeeze)

ดอกเบี้ยระยะยาวที่พุ่งขึ้น มักจะลามไปถึงดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและรถยนต์


5. ความผันผวนของค่าเงิน (Currency Volatility)

เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่าไทย (Yield Spread กว้างขึ้น) เงินบาทมักจะอ่อนค่าจากการไหลออกของเงินทุน


6. สภาพคล่องในตลาดหุ้นแห้งขอด (Liquidity Crunch)

การที่ธนาคารกลางทำ QT และดอกเบี้ยสูงขึ้น คือการ "ดูดเงิน" ออกจากระบบ


7. การเปลี่ยนกลุ่มผู้นำตลาด (Sector Rotation)

หุ้นที่เคยเป็น "พระเอก" ในยุคดอกเบี้ยต่ำ (เช่น Tech, Startup) จะเสียเปรียบ


วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 สิ่ง ต้องรู้ในการเป็นนักลงทุนในภาวะสงคราม

 7 สิ่ง ต้องรู้ในการเป็นนักลงทุนในภาวะสงคราม


1. ความอดทนสำคัญกว่าความรู้ …ยุคที่ความรู้มันตามกันทันด้วย AI …ความอดทนในเป้าหมายของเราจึงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ


2. หุ้นปันผลน่าซื้อกว่าหุ้นเติบโต …ในภาวะที่ทุกอย่างผันผวน สิ่งที่จับต้องได้ และค้ำราคาหุ้นก็คือปันผล สม่ำเสมอต่อเนื่อง นั่นแหละของดี


3. ในยุคที่เก็งกำไรกี่เท่าของเงินก็ได้ …ต้องไม่ Over Leverage ยิ่งใช้ Margin เยอะ ยิ่งการันตีว่าเราแพ้ในระยะยาว


4. การทยอย DCA ซื้อไปเรื่อยๆ ในตลาดที่ถูก เป็นความคิดที่ดีมาก โดยเฉพาะหุ้นที่มีกำไรสม่ำเสมอ ปันผลดี และราคาไม่แพง


5. อะไรที่เราคิดว่ากำไรแน่ๆ กำไรชัวร์ๆ ต้องระวังให้มาก …เพราะ จุดนั้นมักจะเป็นกับดัก


6. การถือเงินสดเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรทยอยเข้าซื้อ ทุกครั้งที่มีข่าวไม่ดี ราคาลงหนัก วิธีนี้จะเป็นการ สร้างพอร์ตหุ้นปันผลที่ดีในระยะยาว


7. หุ้นที่ได้ประโยชน์สูงสุดในสงครามคือ พลังงาน และ การเงิน …เพราะพลังงานจะแพง เงินจะเฟ้อและดอกเบี้ยจะขึ้น ต้องเตรียมรับมือให้ดี 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ทำไม เงินดอลล่าร์ถึงแข็ง เวลาเกิดสงคราม

 7 ข้อ ทำไม เงินดอลล่าร์ถึงแข็ง เวลาเกิดสงคราม 


1. ต้องเข้าใจก่อนว่า ในปัจจุบัน แม้ว่า หลายๆ ประเทศ ไม่อยากถือดอลลาห์ เพราะ อเมริกาพิมพ์เงินไร้วินัย แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีสกุลเงินไหนที่จะมาทดแทนได้ ณ ปัจจุบัน


2. พอเกิดสงคราม คนต้องหนีจากสินทรัพย์เสี่ยง แล้ววิ่งเข้าถือเงินสด ดอลล่าร์ก็เลยได้ประโยชน์ แข็งค่านั่นเอง


3. หลายๆ ประเทศพยายามถือทอง เพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของเงินสำรอง ทำให้ราคาทองขึ้นแรงก่อนหน้า …แต่ต้องเข้าใจว่า ถ้าเกิดภาวะสงครามจริงๆ เงินจะวิ่งเข้าดอลล่าร์มากกว่าทอง ต้องระวังจุดนี้ด้วย


4. ราคาของทุกสินทรัพย์ในโลก มันอิงกับดอลลาห์ ทั้งน้ำมัน หุ้น ทอง หรือ แม้กระทั่งคริปโต แปลว่า ถ้าอันนึงขึ้น อีกอันต้องลง …ถ้าอันนึงลง อีกอันขึ้น


5. สงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของการลงทุน เพราะ เราจะเริ่มเห็นจริงๆ ว่า เงินควรอยู่ในอะไร ทึ่ไหน อย่างไร …พูดง่ายๆ วิกฤตมันเปลี่ยน Mindset ของคนนั่นเอง


6. จีนจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นคู่ต่อสู้ตัวจริงของอเมริกา ในเกมเศรษฐกิจโลก …พลังงานทดแทน รถยนต์ EV และ เทคโนโลยีของตัวเอง


7. ไทยเราต้อง Focus ที่จุดแข็ง …จุดแข็งที่อาหาร โรงพยาบาล ความเป็นกลาง …ที่อยู่และฐานผลิต สำรอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ทำไมหุ้นไทยรอบนี้ไม่เหมือนรอบที่ผ่านๆ มา

 7 ข้อ ทำไมหุ้นไทยรอบนี้ไม่เหมือนรอบที่ผ่านๆ มา


1. รอบนี้ฝรั่งกลับมาซื้อจริงจัง ในรอบหลายๆ ปี ที่ขายต่อเนื่อง …ในภาพใหญ่การที่ฝรั่งกลับมาซื้อ มักจะซื้อต่อเนื่อง จนทำให้หุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นได้


2. การลงช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หุ้นทุกตัวลงจนสุดขาลง …ในเชิงเทคนิค ตลาดเริ่มกลับตัวในภาพใหญ่


3. สงครามจะกดดันหุ้น Growth และสินทรัพย์เก็งกำไร ทำให้หุ้นพื้นฐานกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง


4. ตอนนี้หุ้นปันผลตลาดหุ้นไทยอยู่ใน Sweet Spot ในการซื้อแล้วถือในภาพใหญ่ …ปีนี้ทุกการปรับฐาน สามารถซื้อสะสมได้ตลอด โดยเฉพาะหุ้นปันผล 


5. งบของกิจการส่วนใหญ่ เริ่มผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว (อะไรที่เคยซุกไว้ จากการลงทุน มั่วซั่วก็โผล่มาบนงบไปแล้ว) …กำลังจะเข้าสู่ช่วง งบดีขึ้น ปันผลเพิ่มขึ้น 


6. หุ้นไทยเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ทำได้ดี ในเศรษฐกิจไม่ดีอย่างเช่นปัจจุบัน 


7. การเมืองไทย เข้าสู่จุดที่มีเสถียรภาพ ในมุมมองของนักลงทุน …ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจน่าจะทำได้ต่อเนื่อง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ