แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปั้นธุรกิจ ติดลมบน


'ปั้นธุรกิจติดลมบน !!' ..ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจส่วนตัวทั้งนั้นแหละ ใครจะไม่อยากเป็นนายตัวเอง 

-- ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาของผมคือ ผมมีงานประจำอยู่ ครั้นจะลาออกไปเริ่มธุรกิจ ก็เสียดายเงินเดือนอ่ะ !!

ไม่!! ชีวิตจริง มันไม่ใช่เจอ Passion ปั๊บ กรูลาออก ลุยเลย ...มันต้องมองโอกาสให้ออก แล้วแน่ใจว่าทางเลือกครั้งใหม่มีโอกาสสูงและเสี่ยงต่ำถึงจะลุยได้ 

ตัวผมเริ่มธุรกิจครั้งแรกในสายผู้ประกอบการหลังเรียนจบ ก็การไปเปิดร้านอาหารในออสเตรเลีย และ การเริ่ม Venture ทำธุรกิจกระจกตามมา ซึ่งทั้งสองธุรกิจนั้นของผมล้มไม่เป็นท่า

 (แม้จะไม่ได้เสียเงินมากวันนั้น แต่ผมเสียความมั่นใจในตัวเองทั้งหมด ..พูดภาษาบ้านๆ คือ หมดศรัทธาในตัวเอง เสีย Self -- จุดนั้นผมมืด 8 ด้าน คิดไม่ออกเลยว่า ชีวิตจะเดินต่ออย่างไร จะทำอะไรต่อ ? ..จุดนั้น ผมตัดสินใจ ตัดขายธุรกิจจ่ายหนี้ แล้วเอาธุรกิจส่วนที่ยังเหลือให้หุ้นส่วนทำต่อ ส่วนตัวผมก็ตัดสินใจ เดินทางกลับประเทศไทย)

7 ปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้จักภาววิทย์ กลิ่นประทุม ..มีแค่เด็กคนนึงที่ทำธุรกิจล้มเหลว เสีย Self หมดศรัทธาในตัวเอง และ มองไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อในชีวิต ...นั่นแหละครับ ตัวผมเมื่อ 7 ปีที่แล้ว -- ย้อนมองกลับไป ผมรู้สึกดีใจ ที่ผมล้มเหลวตั้งแต่ผมอายุน้อย เพราะ 7 ปีที่แล้ว ผมได้รู้จักคนนึงที่ผมไม่เคยรู้จักเขาจริงๆเลย คือ 'ตัวผมเอง' 

ใช่!! ความล้มเหลว ทำให้ผมมานั่งทบทวนตัวเอง คุยกับตัวเอง แล้วรู้จักตัวเอง -- แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่า รู้จักตัวเองแล้ว ความเสีย Self จะหมดไป ไม่ใช่!! ..ผมก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี ว่าคนอย่างผมจะทำมาหากินอะไรต่อไปดี ..ผมจบแค่ปริญญาตรีใบเดียว ส่วนปริญญาโทที่พ่อแม่ส่งไปเรียนออสเตรเลียก็ดันไม่จบ ไปทำธุรกิจซะงั้น ..แล้วจะทำอะไรดี ?

'ผมนอนอยู่บ้านเฉยๆ อยู่หลายเดือน จนแม่บอกว่า ..ไอ้ลูกเว..!!  ไม่เอาไหนจริงๆ ไปหางานทำดิ ..อยู่เฉยๆ มันไม่ช่วยให้ชีวิตกลับมาดีหรอก มันต้องหาอะไรทำไปก่อน -- แม่เลยเอาผมไปฝากทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ และนั่นคือ จุดเปลี่ยนชีวิตของผมอีกครั่ง คือ เปลี่ยนจาก ผู้ประกอบการ สู่การ เป็นลูกจ้าง !!' (น่าเขียนหนังสือสักเล่มนะ 'ภาววิทย์จากเจ้าของกิจการสู่ลูกจ้าง..555 -- น่าอ่านไหมครับ ?)

ชีวิตผู้ประกอบ สอนให้ผมรู้จักโลกภายนอกว่า มันยากแค่ไหน ปากกัดตีนถีบแบบพ่อค้าแม่ค้า มีรสชาติจริงๆ ยังไง ..ชีวิตลูกจ้าง สอนเรื่องความกดดัน อดทน !!

ไม่!! ผมจะไม่ยอมหยุดแค่นี้ ..ผมจะต้องกลับไปทำธุรกิจ ..ผมจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตให้ได้ ..และสุดท้ายพ่อแม่ต้องภูมิใจในตัวผม ...

จุดนั้นเอง ผมเอาเวลาว่างทั้งหมดที่หลังเวลาทำงาน รวมทั้งวันหยุด ทุ่มให้กับการหาโอกาสครั้งใหม่ในชีวิตผม ..ใช่!! เกือบ 7 ปี มาแล้วที่ผมทำงานตลอดเวลา วันหยุดก็ทำงาน กลับบ้านก็ทำงาน ..บ้างาน ..ผมบอกคุณเลยไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก ผมพิสูจน์มาแล้ว ..ไม่งั้นกรูตายไปแล้วล่ะ ..555

การทำงาน การเรียนรู้ครั้งใหม่ พาผมไปเจอกับชุมชนนักลงทุน Stock2morrow ซึ่งเวลานั้นยังเป็นเว็บบอร์ด ยังไม่มีสำนักพิมพ์หรือ สัมมนาใดๆ ..ผมได้รู้จัก คุณปิยพันธ์ (พี่ป้อม) ..ผมเริ่มจากเขียนบทความฟรีใน เว็บบอร์ดที่ต่างๆ ..ตอนแรกๆ ก็หว่านเขียนทุกที่ แต่มาลงตัวก็ที่ Stock2morrow นี่แหละ เพราะจริตมันตรงกัน คนที่นี่ชอบหุ้น ชอบการลงทุน ชอบการทำธุรกิจ 

จุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้งกี่คือที่นี่ ..ผมตัดสินใจร่วมกับพี่ป้อม ตั้งสำนักพิมพ์ Stock2morrow โดยผมเป็นนักเขียนคนแรก และ เป็นวิทยากรคนแรก ..ด้วยความแข็งแกร่งของชุมชนที่นี่ เราชวนคนเก่งๆ ให้ขึ้นมาถ่ายทอดประสบการณ์ ผ่านงานสัมมนาและหนังสือ ..ที่นี่เอง ผมเจอทั้งอาจารย์ , เพื่อนและ New Business Partner --  คุณ หยง , พี่ปุย ..และคนเก่งอีกมากมาย 

จากจุดนั้นถึงวันนี้ ชีวิตผมเปลี่ยนไป ..จากคนล้มเหลวคนนึง ก็กลับมามีจุดยืนอีกครั้ง วันนี้ผมรู้จักตัวเองอย่างชัดเจน รู้ Passion ว่าผมชอบอะไร และ ที่สำคัญผมได้กลับเข้าสู่โลกของผู้ประกอบการอีกครั้ง !! 

(จากผู้ประกอบการ สู่ลูกจ้าง และ กลับสู่ผู้ประกอบการอีกครั้ง ..แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ประสบการณ์ สอนผมเรื่องการทำธุรกิจครั้งใหม่ ..การหาโอกาส การจำกัดความเสี่ยง การหาหุ้นส่วน ..ทุกอย่างเปลี่ยนใหม่หมด)

ทุกวันนี้ผมยังคงทำงาน 7 วัน หนักอย่างบ้าคลั่ง ..งานประจำ ผมเปลี่ยนงานใหม่ มาอยู่ที่หลักทรัพย์บัวหลวง เป็นงานที่ผมชอบมาก เพราะผมทำหน้าที่ อาจารย์ในห้องค้า ..หน้าที่ผมที่บัวหลวงคือ สอนลูกค้าให้ลงทุนเป็น ซึ่งเป็นงานถนัดที่ผมชอบอยู่แล้ว ..ธุรกิจส่วนตัว ผมเป็นหุ้นส่วน Stock2morrow , ทำธุรกิจ Start-Up พวก Fintech (ใช้เทคโนโลยี เข้ามาซื้อขายหุ้นแบบอัตโนมัติ) , ผมเป็นนักเขียน , ผมเป็นวิทยากร , ผมเป็นอาจารย์พิเศษ ... 

วันนี้งานโคตรเยอะเลย แต่ผมสนุกกับมันครับ ...สิ่งที่ผมชอบที่สุดในงานของผมคือ ผมได้เจอคนสุดยอด ในหลากกลายธุรกิจ เราได้คุยแลกเปลี่ยนความรู้ -- และใครก็ตามที่เราคุยกันถูกคอ ...จริตตรงกัน ผมจะชวนเขา 'มาเขียนหนังสือร่วมกัน' ...ต่อยอดทั้งความรู้ โอกาส และ แชร์ความรู้ให้คนอื่นในเวลาเดียวกัน

ครั้งนี้ผมเจอ พี่เมฆ ผู้ก่อตั้ง Creative Agency อันดับ 7 ฃองโลก บริษัท Index Creative ..พี่เมฆ คือ เจ้าพ่อ Event ระดับโลก ที่เริ่มจากเงิน 70,000 บาท พร้อมความบ้า ความกล้า สมอง + สองมือ ปั้นธุรกิจ Creative ระดับโลก ผู้สร้าง Thai Pavilion ในงาน World Expo ..ใช่!! พี่เมฆ คือ ตำนาน ..ผมไม่รีรอ 'พี่เรามาเขียนหนังสือร่วมกัน'

พี่เมฆ ตกลงเขียนหนังสือร่วมกับผม 'หนังสือ ปั้นธุรกิจติดลมบน' เพื่อถ่ายทอด ประสบการณ์ของ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เราร่วมถ่ายทอด วิธีทำธุรกิจในแบบของตัวเอง ..ผมแชร์ในเรื่องของ โอกาสของคนตัวเล็ก ต้องมอง Product/ Price /Place / Promotion อย่างไร จึงจะไม่ปะทะรายใหญ่ แล้วมีจุดดีที่สุดในจุดที่ยืนของตัวเอง ..พี่เมฆแชร์ในเรื่องของประสบการณ์ การเปลี่ยน Idea ให้เป็นเงิน ..การเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่ทำจากความสร้างสรรค์ ความติส และ คิดแตกต่าง -- ผมยอมรับว่า การได้เขียนหนังสือเล่มนี้กับพี่เมฆ ช่วยต่อยอดความคิดของผม อย่างก้าวกระโดด !! ในมุมของ ผู้ประกอบการ และ คนที่อยากมีธุรกิจส่วนตัว ..รวมทั้งต่อยอดธุรกิจตัวเองให้ก้าวกระโดด !!

ก็จัดไป 'ปั้นธุรกิจติดลมบน' หนังสือ ต่อ เติม ความคิด จุดประกายฝัน ของ นักธุรกิจรุ่นใหม่ จิ๋ว แต่ แจ๋ว ...พอกับหนังสือเล่มนี้ ตามร้านหนังสือชั้นนำครับ -- จัดดู!!

ใครอยาก เจอผมและพี่เมฆ ในงานหนังสือครั้งนี้ ก็เจอกันตามนี้ครับ ...ใครมาก็เจอกัน เดี๋ยวผมกับพี่เมฆ เซ็นต์ให้สดๆ ...เจอกัน

งานเปิดตัวหนังสือ "ปั้นธุรกิจติดลมบน"
วันอังคารที่   27  ต.ค. 58   เวลา  13.00 – 14.00  น.   ณ  เวทีกิจกรรม  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พร้อมเรียนเชิญเพื่อแจกลายเซ็นต่อที่  บูธโพสต์บุ๊กส์  L01   ห้องเพลนารีฮอลล์   ในเวลา  14.00 – 15.00  น.

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การมองผ่านเงิน ทำให้เราสำเร็จมากขึ้น


'การมองผ่านเงิน ทำให้เราสำเร็จมากขึ้น' ..นี่เป็นแนวคิดที่ In-Trend ที่สุดในยุคปัจจุบัน

หลายคนสงสัยว่า 'คนรวย' ต้องเป็นคนที่มองเงินเป็นหลัก เอาเงินเป็นที่ตั้งแล้วค่อยๆ เก็บสะสมเงินจึงจะเป็นคนรวย ...แต่ไม่ใช่เลยครับ !! -- แนวคิดแบบนั้นอาจจะถูกต้องในโลกสมัยก่อน 

แต่ยุคนี้คนที่จะสำเร็จและสร้างความมั่งคั่ง (ด้วยตัวเอง สร้างเอง) ต้อง 'มองผ่านเงิน'

อะไรคือ 'การมองผ่านเงิน' ?

ก่อนที่เราจะมองผ่านเงินต้องเข้าใจก่อนว่า เงินคืออะไร ทำหน้าที่อะไร ...ซึ่งแน่นอน เงินก็คือ ทุกสิ่งในยุคนี้ -- ทุกวันในชีวิตเราต้องใช้เงิน เงินเป็นตัวขับเคลื่อนทุกอย่างในชีวิตของคนในยุคนี้

แต่ปัญหาที่เราพบคือ คนส่วนใหญ่ใช้เงินทุกวัน ใช้เงิน 30 วัน แต่หาเงินได้วันเดียวคือ ปลายเดือน -- 'หาหนึ่งวัน แต่ใช้ 30 วัน' ..แค่นี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า คนที่เป็นแบบนี้รวยยาก

Mindset แบบนี้เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันจะพาเขาไปสู่ความสำเร็จ ..อย่างคนซื้อล็อตเตอรี่เขาจ่ายเงินซื้อเป็นสิบ เป็นร้อยงวด เพื่อหวังว่าจะถูกล็อตเตอรี่ ซัก 1 งวด ..และโดยมากก็ถูกแค่รางวัลเล็ก ไม่ใช่รางวัลใหญ่ 

สมมุติคนเหล่านี้สามารถถูกหวยรางวัลใหญ่ ได้เงินก้อนใหญ่ แต่สุดท้ายเงินที่ได้มาก็หมดไปอยู่ดี เพราะเราใช้เงินทุกวัน แต่นานๆ หาได้ครั้งนึง 

ทางแก้คือ 'มองเงินใหม่' ให้เข้าใจว่า เงินจะทำให้เราคิดสั้น 

คนส่วนใหญ่เวลาเอาเงินมาเป็นที่ตั้งจะคิดสั้นทุกคน ..เอาง่าย ถ้าผมให้คุณเลือกว่า 1. ให้คุณได้เงินวันนี้ทันที 1 แสน กับ 2. คุณจะได้ 1 ล้าน แต่จะได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า -- คุณจะเลือกอันไหน ?

แน่นอน !! ไม่น่าถาม ก็ต้องเลือกข้อ 1 ซิครับ คือ เอาเงินตรงหน้าชัวร์ๆ วันนี้เลย

นี่แหละ ธรรมชาติของการมองเงิน ..คนส่วนใหญ่จะคิดสั้นเมื่อเอาเงินเป็นโจทย์ ...ผลก็คือ   คนเหล่านี้จะรวยยาก 

คุณลองดูรอบๆตัวซิ คนที่ประสบความสำเร็จระดับเศรษฐี ไม่มีใครมองสั้นเลย ...อย่าง Mark Zuckerberg ปฎิเสธเงินร้อยล้าน จากการขาย Facebook ในช่วงเริ่มต้น เพราะเขารู้ว่าในอนาคต Facebook ไม่ได้มีค่าแค่ร้อยล้านอย่างที่บริษัทใหญ่ๆ เสนอซื้อ

เจ้าสัวเมืองไทย ไม่มีใครคิดจะสร้างธุรกิจแค่ให้ตัวเองรวย แต่เขาสร้างธุรกิจเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนอุตสาหกรรมที่เขาทำ ..เจ้าสัวซีพี ไม่ได้มองแค่เลี้ยงไก่ขายให้ได้เงิน แต่เจ้าสัวมองเรื่องการทำโปรตีนราคาถูกให้คนไทยได้บริโภค ดังนั้น การเลี้ยงไก่ เลี้ยงได้เร็ว และเหมาะสมที่สุด ..เขาถึงเปลี่ยนจากสมัยก่อนที่เนื้อไก่มีราคาแพง กลายเป็นเนื้อไก่เป็นสิ่งที่ให้โปรตีนราคาถูกที่สุด เข้าถึงคนจำนวนมากที่สุด

รากฐานความคิดของเศรษฐีทุกคน คือ 'คิดการณ์ไกล' ...จริงอยู่เราทุกคนต้องการเงินตรงหน้า แต่อย่าลืมว่า เป้าหมายที่แท้จริงในสิ่งที่เราทำ งานที่เราทำ มันคือ การเปลี่ยนชีวิตผู้คนจากสิ่งที่เราทำ

ฝึก 'มองผ่านเงิน' แล้วปัญหาบางอย่างที่เราติดขัด ในธุรกิจ ปัญหาส่วนตัว อาจผ่านไปอย่างง่ายดาย

ไม่ใช่ผมไม่ต้องการเงิน เพียงแต่เราฝึกมองให้ไกลขึ้น แล้วสุดท้ายเงินจะเข้ามาจากสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คนอยู่แล้วครับ

'คิดไกล ให้รวยจริง' ..ลองปรับวิธีคิด เรื่องมองผ่านเงินในสิ่งที่คุณทำดูครับ น่าจะดีและสนุกไม่น้อยครับ !!




10 ข้อควรทำ 'เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสในชีวิต'


10 ข้อควรทำ 'เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสในชีวิต'
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง

ทุกวันนี้เงินหายาก แต่จริงๆ แล้ว การหาเงินมีอยู่ 2 โลก ..โลกนึง เป็นโลกที่เงินหายาก เงินมักขาดแคลนในโลกใบนี้ ..แต่โลกอีกใบนึง เป็นโลกที่เงินไม่จำกัด ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราเป็นเงิน 

คุณว่าโลกที่เราอยู่ปัจจุบันคือ โลกใบไหน ?

ครับ!! วันนี้เราอยู่ในโลกที่เงินอยู่รอบตัว ทุกอย่างรอบตัวเราเป็นเงินทั้งหมด เป็นโลกที่เงินหมุนเวียนอย่างไม่จำกัด -- ขออย่างเดียวคือ เราต้องรู้แนวคิด 10 ข้อ ดังนี้

1. 'ยุคนี้ประสบการณ์ สำคัญกว่าความรู้' การเพิ่มรายได้ในยุคนี้ ไม่ใช่การเรียนเพิ่ม แต่คือการเพิ่มประสบการณ์ต่างหาก ..ยุคนี้คนที่เห็นโอกาส รวยเร็ว เพราะเขาหมั่นเพิ่มประสบการณ์ลองทำสิ่งใหม่ๆ 

2. 'ยุคนี้การท่องเที่ยว ไม่ได้ทำให้เราจนลง ถ้าเรารู้จักแบ่งปันประสบการณ์' ..การเดินทางทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ มองโลกกว้างและเห็นโอกาสมากกว่าคนไม่ท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์เลย หากเราไม่แชร์ประสบการณ์และเรื่องราวเหล่านั้น ..ใช่!! เขียน Diary ท่องเที่ยวบน Internet ..เขียนเล่าประสบการณ์ผ่าน Blog ..แชร์ภาพถ่ายบนออนไลน์

3. 'คนเห็นค่าเราจากสิ่งที่เราทำ ..ต้องค้นหางานที่อยากทำจริงๆ' การค้นหาตัวเองในงานที่ทำเป็นเส้นทางที่ทุกคนต้องค้นหา ..ไม่ใครเจองานในฝันครั้งแรกที่สมัครงาน เราจะค่อยๆรู้จักตัวเองผ่านการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ..อย่าหยุดค้นหา !!

4. 'คนฉลาดจะเปลี่ยนงานอดิเรกให้ทำเงิน และเปลี่ยนงานนั้นเป็นงานประจำในที่สุด' ..การเปลี่ยนงานอดิเรกให้สามารถทำเงินเป็นเรื่องที่คนฉลาดทำงาน สามารถทำได้ในยุคนี้ 

5. 'การสะสมอะไรบางอย่าง จะสอนเราเรื่องวิธีคิดของเศรษฐี' ..คนรวยทุกคนเป็นนักสะสมอะไรบางอย่าง เพราะมันสอนเรื่อง ความเชี่ยวชาญ และ สอนเรื่องความสม่ำเสมอ (คนส่วนใหญ่ ไม่มีความเชี่ยวชาญ แถมมีความอดทนต่ำ)

6. 'ยุคนี้อย่าทำงานที่เรารู้สึกสบายนานเกินไป ..จุดที่อึดอัด คือ การเติบโต' ..คนส่วนใหญ่วิ่งหางานที่สบาย คำแนะนำของผมคือ อย่าอยู่ตรงนั้นนาน เพราะจุดที่เราอึดอัด มันสอนให้เราเติบโต

7. 'หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเรามักเป็นหนังสือที่เราไม่เคยคิดจะอ่าน' ..ลองหยิบอ่านหนังสือที่เราไม่คิดจะอ่าน ..คุณจะได้ Idea ใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน

8. 'อาจารย์ที่ดี อาจไม่ได้อยู่ในจุดที่คุณอยู่' ..ยุคนี้การหาอาจารย์เก่งๆในเรื่องต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก อาจารย์ที่ดีอาจอยู่คนละธุรกิจกับเราก็ได้ 'เปิดใจเรียนรู้' ..หมั่นสะสมความรู้ ในเวลาว่าง มันจะเปิดประตูเราสู่โอกาสใหม่ๆ และเพื่อนใหม่ๆ

9. 'เงินไม่ได้วิ่งเข้าหาคนที่ทำงานหนัก แต่มันวิ่งเข้าหาคนที่เปลี่ยนอะไรบางอย่างในองค์กร'(คนที่เห็นโอกาสมากกว่าคนอื่น คือคนที่ทำงานเพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คน) ..อย่าเอาแต่เน้นจำนวนงาน แต่ให้มุ่งที่การเปลี่ยนแปลง และ ผลลัพธ์

10. 'ทำให้นายคุณเจริญ' ..คุณจะเติบโตถ้าหัวหน้าเห็นค่าในสิ่งที่คุณทำ ...ผมจะเปลี่ยนงานหากนายไม่เห็นค่าในสิ่งที่ผมทำ ...เป้าหมายของการทำงานคือทำให้นายคุณเจริญ สร้างผลงานให้นายของคุณ แล้วคุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ

ยุคนี้บริษัทไม่ต้องการคนทำงานหนัก เพราะสิ่งนั้นจะถูกแทนด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ในไม่ช้า

  ..บริษัทต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ และ ความใส่ใจในสิ่งที่เราทำ

นี่คือ ยุคของ Work = Passion และ เราเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงและกำหนดชีวิตของเราเอง !!

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มีเงินในกระเป๋า อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จ


'มีเงินในกระเป๋า ก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จ' ..แต่ต้อง คิดแบบ Collector จึงจะมีเงินในกระเป๋าแบบยั่งยืน !! (มันต้องคิดแบบ Collector!!) ..ยังไง ?

โลกยุคนี้ยากขึ้น ..หลายคนคิดว่า วันนี้มีเงินในกระเป๋าเราสบายใจแล้ว แต่เอาจริงๆ มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น

เราอาจจะเคยถูกสอนว่า 'เก็บเงินยังไงให้รวย' แต่มองไปรอบๆ ตัวทุกวันนี้ซิ มันกลายเป็นเก็บเงินยังไงก็ไม่รวย !! ...เพราะสิ่งที่เราอยากซื้อ อยากได้ มักราคามากกว่าเงินที่เรามีเสมอ เช่น ตอนเป็นนักศึกษาเราแค่อยากมีรถขับ แต่พอเรามีเงินเดือนปั๊บ เราอยากมีรถใหม่ ..พอเรามีรายได้เพิ่ม เราอยากได้รถยุโรป 

-- สรุปเป็นสมการโลกยุคใหม่ 'ทุกสิ่งที่เราอยากได้ จะราคาแพงกว่าเงินที่เราหาได้เสมอ!!'

เดี๋ยว!! นี่ไม่ใช่เขียนมาระบาย แต่มันมีทางแก้ ..เราแก้ สมการ ดังนี้ 'คิดแบบ Collector'

1. จะซื้อของอะไร อย่าเพิ่งซื้อ เอาเงินนั้นไปซื้อหุ้น หรือ ตราสารที่มีปันผล ..แล้วค่อยเอาปันผลนั่นแหละมาซื้อของ -- พูดง่ายๆ ใช้ Passive Income ซื้อของ ..อย่าใช้เงินเดือนซื้อของ

2. ซื้อของให้น้อยชิ้น แต่ซื้อชิ้นที่แพงที่สุด ..อันนี้คือ หลักการซื้อของแบบ 'นักสะสม (Collector)' ...นักสะสมไม่ว่าจะเป็น นักสะสม ภาพเขียน นักสะสมนาฬิกา นักสะสมอัญมณี นักสะสมวัตถุโบราณ นักสะสมที่ดิน  ....นักสะสมทุกคน จะเลือกซื้อของที่แพงที่สุด เพราะอันนั้นแหละ ระยะยาวราคาจะขึ้นมากที่สุด

3. ไม่สร้างหนี้ ..นักสะสมจะไม่สร้างหนี้ เขามีชีวิตเพื่อเก็บสะสม Asset ..จะมีกรณีเดียวที่สร้างหนี้ได้คือ หนี้ที่เอา Passive Income มาจ่าย 

4. รักสิ่งที่สะสม ..การที่เรารักอะไร เราจะรู้จริงเรื่องนั้น -- นั่นแหละสิ่งที่คุณควรเริ่มสะสม

ใช่ครับ!! นักสะสมส่วนใหญ่ เขากลายเป็นคนรวย เพราะ สิ่งที่เขาสะสมมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดของนักสะสม ก็คือ 'ความรู้ของเขา' -- เพราะนักสะสมทุกคนคือ ผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาทำ ของจริง !!

ผู้เชี่ยวชาญ คือ ผู้นำในสิ่งที่เขาทำ ...และ ผู้นำสุดท้ายรวยทุกคนครับ !!

ลองเอาวิธีคิด ของนักสะสม มาปรับใช้ซิครับ ผมว่าน่าสนใจดี !!

ถ้ายังไม่รู้สะสมอะไร เริ่มสะสม ความรู้ก่อนเลยครับ ...ผมก็สะสมอยู่สนุกดี !!

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ออมในหุ้นภาคปฏิบัติ มาแล้ว!!


เมื่อไหร่ผมจะสอน 'ออมในหุ้น' ?

จัดไป!! คอร์สออนไลน์ 'ออมในหุ้นภาคปฏิบัติ' ....มาแล้ว!!

ผมจัดทำเป็นคอร์สออนไลน์ สามารถดูที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่คุณสะดวก ..ราคาเพียง 850 บาทเท่านั้นครับ -- ใครสนใจลองคลิ๊กเข้าไปดูเนื้อหา และตัวอย่างได้ที่ Skilllane 

คลิ๊กที่นี่ครับ



งานจริงๆ นะเหรอ มันคือตัวเราไง


ผมเคยเขียนหนังสือเล่มนึง ที่เกี่ยวกับ 'Work'  งาน : 'สร้างล้านแรกต้องแหกกฏ' ..คือ ค้นหานิยามจริงๆ ของ 'งาน' ร่วมกับ ดร.ต้อง (ผู้เชี่ยวชาญการค้นหาศักยภาพของมนุษย์) การเขียนหนังสือเล่มนี้บอกตรงๆ มันส์มาก มันตีลังกา สิ่งที่ผมเคยคิดเกี่ยวกับ 'งาน' -- เราแกะนิยามของงานในมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มอง และ ไม่เคยมอง ..ผมเรียกมันว่า Untap Opportunity of Work ละกัน

 ..ซึ่ง 'งาน' มันกินเวลาส่วนใหญ่ของคนยุคนี้ แถมมันเครียด ไม่มีความสุข -- ทั้งหมดนี้คือ นิยามที่เรามองงาน

ผมเชื่อว่า ทุกคนมี IDOL ..คุณรู้ไหมว่า IDOL ของเราทุกคน ในทุกสาขาอาชีพ เขามองนิยามของงานตรงข้ามเราเลย 

1. งานที่เขาทำ เขาไม่คิดเกษียณจากงานนั้นเลย (แปลว่า หลังอายุ 60 IDOL ของเราก็ยังทำงานนั้นต่อไป) ..แต่เราตรงข้าม เราอยากรีบๆรวย จะได้เลิกทำงานที่เราต้องทนทำเสียที !!

2. เขาให้คุณค่ากับการทำงานมากกว่าการพักผ่อน เพราะ 'เขาสนุกกับงาน' ..แต่เราตรงข้าม เราทำงานแบบให้เสร็จๆ เพื่อจะได้ไปเตรียมการท่องเที่ยว พักผ่อน !! 

3. เขาไม่ค่อยเสียเวลามาโชว์ชีวิตไฮโซ หรือ โชว์ว่าเขาใช้เงินไร้สาระเพียงไหน ..ไม่มานั่งอวดรวย แต่เขาชอบโชว์ผลงานของเขา ..ชอบโชว์ความคิด ..ชอบโชว์งานที่เขาทำ ...แต่เราตรงข้าม เราไม่อยากให้คนอื่นรู้หรอกว่าเราทำอะไร เราแค่อยากโชว์ว่าเราใช้เงินเก่งขนาดไหนให้คนอื่นมองเห็นตัวเราบ้างผ่านสิ่งที่เราจ่ายเงินซื้อมา (โอววว !!)

4. เขามีพัฒนาการเติบโตไปเรื่อยๆ พร้อมงานที่เขาทำ เพราะเขามี Passion มีความรักในงานของเขา จึงเติบโตไม่หยุดยั้ง ...แต่เราแสนจะเบื่องานของเรา แต่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยน และก็ไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนยังไง สุดท้ายเราก็ทนทำงานที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ นั่นแหละ 

ใช่!! ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาชีพไหน ถ้าคุณอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ลองเปลี่ยนความคิดในเรื่อง 'งาน' ให้คิดแบบ IDOL ของคุณนั่นแหละ ...แล้วชีวิตคุณจะมีความสุขและสำเร็จมากขึ้น

แค่เปลี่ยน มุมมอง เรื่อง 'งาน' ใหม่ ทั้งชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

ผมลองแล้ว มัน work จริงๆ ..ผมสนุกกับ 'งาน' มากขึ้น ..ผมจมตัวเองอยู่กับสิ่งที่ผมทำเพื่อสร้างผลงานบางอย่างที่ผมมีความสุข ..และสุดท้ายคนอื่นก็เริ่มเห็นคุณค่าตัวเราจากสิ่งที่เราทำ ...สนุกครับ

ลองดูซิครับ !!

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 ข้อคิด เล่นสั้นในตลาดหุ้น โดย ภาววิทย์


'10 ข้อคิด เล่นสั้นในตลาดหุ้น' โดย ภาววิทย์กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง

โครงการ The Stock Master รุ่น 4 "เรียนจริง เงินจริง กับ บัวหลวง" ก็ใกล้เรียนจบอีกหนึ่งรุ่น ...ซึ่งเราสอนทั้งการอ่านพื้นฐาน และ การเทรดสั้นโดยใช้กราฟไปพร้อมๆ กัน ...หลายๆ คน สงสัยว่า "การออมในหุ้นก็ฟังพอจะเข้าใจแล้ว" อยากรู้ว่า คนที่เล่นสั้นแล้วทำกำไรจากตลาดหุ้นจริงๆ เขามีวิธีิคิด และเครื่องมืออย่างไร ?

คนที่จะเทรดสั้นจนเป็นอาชีพต้องมีทั้งความรู้ และ เครื่องมือที่จำเป็น ...ซึ่งอย่าง SM เราสอนใช้ 3 เครื่องมือของบัวหลวง ซึ่งก็คือ หนึ่ง iTracker คือ "เครื่องมือตรวจสุขภาพการเทรด" / สอง iAlgo คือ Robot ที่รายย่อยสามารถตั้งค่าซื้อขาย ตั้งการ Let Profit Run และจุด Stop-Lossได้เอง โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ / สาม 'Connex' เป็น App ที่เราใช้ในการสื่อสาร แนะนำ เรียกว่า Expert Advisor (การช่วยแนะนำการลงทุน มีทั้งลงทุนระยะยาว และ ระยะสั้น รวมทั้งการใช้ Quant หรือ การใช้ Robot ในการช่วยลงทุน)

1. 'รู้จัก Stop Loss' ..การเล่นสั้น มีหลักการคือ ถ้าซื้อหุ้นต้องขึ้น ถ้าไม่ขึ้นขายทิ้งจำกัดความเสี่ยง (เครื่องมือช่วย Stop Loss อัตโนมัติ ตั้งได้ เช่น iAlgo ของบัวหลวง 'ตั้ง Stop ได้ ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ)

2. 'จุด Stop Loss คือ จุดที่เราไม่ได้อยากขาย แต่เราต้องขายเพื่อจำกัดความเสี่ยง'  เช่น ซื้อ 10 บาท แล้วหุ้นลงเหลือ 9 บาท นัานแหละ 9 บาท จุด Cut Loss ...แต่คนส่วนใหญ่จะ Cut Loss ที่ประมาณ 3 บาท ..ตรงนั้นไม่เรียกจุด Cut Loss แต่เรียกว่า 'จุดกรูไม่ไหวแล้ว!!'

3. การเล่นสั้นอย่าอัดหุ้นตัวเดียว ..ต้องเล่นหุ้นอย่างน้อย 5 ตัว หรือ แต่ละตัวไม่เกิน 20% ของเงินที่มี

4. เล่นหุ้นสั้นต้องใช้กราฟเป็นตัวตัดสินใจ ..คือ 'สัญญาณทางเทคนิค ถ้าสัญญาณขึ้นก็ซื้อ ถ้าสัญญาณลงก็ขาย ..ต้องมีวินัย'

5. หุ้นมวลชน หุ้นที่คนเล่นเยอะ ..ถ้าคนส่วนใหญ่พูดถึงหุ้นตัวนี้ แปลว่ามันจะไปต่ออีกไม่ไกลแล้ว ถ้าเราซื้อมาต่ำมีกำไรก็ควรทยอยขาย (อาศัยกราฟช่วย Let Profit Run ในการขาย เช่น ถ้าจะขายเร็ว อย่างน้อยก็ควรให้ราคาหลุดเส้น Moving 5 ถึงจะขายได้) มันไม่ใช่เวลาซื้อแล้ว

6. หุ้นที่ขึ้นแรงๆ มักเป็นหุ้นที่เราไม่มี ...ดังนั้น นักเทคนิคจะใช้ ราคาเป็นตัว Scan สัญญาณซื้อขาย ไม่ได้ใช้ข่าว ...ตัวอย่างการเล่นหุ้นแนวนี้เช่น พวก System Trade หรือ Robot อย่าง iProgramtrade ของบัวหลวง

7. ทำไมเวลาเราขายแล้วหุ้นมักไปต่อ ...ตอบ เพราะเรา Let Profit Run ไม่เป็น --'ทนรวย' ไม่เป็น ...วิธีแก้ ใช้ Moving Average ช่วย หรือ ใช้ iAlgo ของบัวหลวงช่วย 

8. ทำไมเวลาเราซื้อ หุ้นมักลงต่อ ..ตอบเพราะคุณพยายามซื้อตอนหุ้นกำลังลง ..วิธีแก้ คือ ใช้สัญญาณทางเทคนิคเข้าช่วย ..เช่น ใช้ Trendline ช่วยหาจุดต่ำสุด (Technical Graph เช่น ASPEN ช่วยได้)

9. ไม่มีทางลัด Shortcut ในการเทรด ..ต้องเล่นจริง เงินจริง ฝึก Cut Loss จริง ..ข้อแนะนำของผมคือ คุณต้องลองเทรดจริง โดยใช้ iTracker วัดผล ดู 1.Winning Chance 2. Average Gain (ทนรวยเป็นไหม) 3.Average Loss (Cut Loss เป็นไหม) 

10. 'มีความรู้ มีวินัย และเชื่อตัวเอง' ..ถ้าเชื่อคนอื่นแล้วรวย คนส่วนใหญ่ในตลาดคงรวยไปนานแล้ว !!

ทำได้ 10 ข้อ ก็เตรียมต่อสู้ เพื่ออยู่รอดในตลาด จริงๆ ..ใช่!! ไม่ง่าย แต่มันทำได้ ก็ลองดูครับ !!

10 ข้อ Do & Don't ในการเล่นหุ้นยาว โดย ภาววิทย์


10 ข้อ Do & Don't ในการเล่นหุ้นระยะยาว 
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง

'มีคนถามผมว่า การลงทุนระยะยาวมันใช้ได้ผลจริงๆ เหรอ ..ทำไมคนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้น ก็เห็นเสียหาย มีคนรวยได้จริงๆเหรอ ? 

-- มีซิครับ คนที่เจ๊งคือคนส่วนใหญ่ แต่คนกำไรแล้วได้เงินก็คือคนส่วนน้อย 20% ที่เขาทำตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ..เอางี้ ..ลองเอา 10 ข้อ ข้างล่างเช็คดูว่า ตัวคุณเองน่ะลงทุนแบบคนส่วนน้อยที่กำไร หรือแบบคนส่วนใหญ่ที่ยิ่งเล่นยิ่งพัง' 

..ลองเช็คดูคร่าวๆ ครับ

1. 'เลือกหุ้นตามพื้นฐาน ไม่ใช่เลือกหุ้นตามราคา' ..เลือกหุ้นตามพื้นฐานคือดูงบและดูอนาคต แต่คนส่วรใหญ่ชอบซื้อไล่ราคา เลยมักได้ซื้อแต่หุ้นแพง

2. 'ไม่ทนรวย แต่ทนขาดทุน' ..โดยสถิตินักลงทุนรายย่อยจะถือหุ้นเมื่อขาดทุนเท่านั้น พูดภาษาคนคือ ทนขาดทุนได้เท่าไหร่เท่ากัน (ค่าเฉลี่ยรายย่อยจะทนขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 30% ) แต่เวลากำไรถือไม่ได้ 'กลัวรวย' (ค่าเฉลี่ยรายย่อยจะขายเมื่อกำไรประมาณ 10%)

3. 'ซื้อหุ้นข่าวดี ขายข่าวร้าย' ..รายย่อยมักซื้อหุ้นในข่าวดี คือ ซื้อแพง ..จากนั้นพอมีข่าวร้ายก็แห่ขายถูกๆ ..ซื้อแพงขายถูก จริงๆ มันต้องทำตรงข้าม -- ข้ออ้างคือ อารมณ์มวลชนพาไป ภาษาวัยรุ่นเรียก 'นโมหมู่'

4. ซื้อหุ้นที่ตัวเองไม่รู้จัก ..การลงทุนระยะยาวคือ การเข้าไปซื้อหุ้นแล้วถือเสมือนเป็นเจ้าของธุรกิจ (ยิ่งถือนาน ยิ่งรวย) มันไม่ใช่การซื้อๆ ขายๆ ...ดังนั้น เราต้องรู้ว่าธุรกิจทำอะไร ..มีอนาคตไหม ..ปันผลดีไหม

5. ซื้อพร้อมเพื่อนๆ ..อันนี้ซวยแน่ เพราะเพื่อนๆคุณไม่มีใครเล่นหุ้นยาวหรอก ทุกคนเล่นหุ้นตาม Line ..ใคร Line กูซื้อ !! ..ดังนั้น ทางที่ดีคุณต้องไม่ซื้อหุ้นที่เพื่อนๆ คุณซื้อ

6. 'Cut Loss เมื่อขาดทุน 50% ขึ้นไป' ..อันนี้เรียก ฆ่าตัวตาย เพราะโดยสถิติ เมื่อหุ้นจบรอบ ไม้ว่าหุ้นใหญ่หรือหุ้นเล็ก ราคาจะลงประมาณ 50-70% ..ใครที่จะ Cut Loss มันต้อง Cut ด้านบน ตอนขาดทุนแค่ 10% ไม่ใช่มา Cut ข้างล่าง 

7. การสร้าง Port การลงทุนระยะยาว ต้องมีหุ้นอย่างน้อย 5 ตัวขึ้นไป หรือ มากกว่านั้น ..เพราะเรามองหุ้นเหมือนที่ดินในทำเลต่างๆ เราลดความเสี่ยงด้วยการกระจายความเสี่ยง

8. เล่นหุ้น Inside วงใน ตามเจ้า มักซวยเสมอ เพราะหุ้นแบบนั้น มีคนเล่น 2 คนเท่านั้น คือ เจ้ามือ กับ รายย่อย ...ดังนั้น คนเจ๊ง ซวยติดหุ้นแบบนี้มักเป็นรายย่อยเสมอ

9. การลงทุนระยะยาวต้องทำสวนทางมวลชน ..ในเวลาที่ข่าวร้ายเต็มตลาดควรทยอยซื้อหั้น แต่ในเวลาที่ข่าวดีเต็มตลาดควรทยอยขายหุ้น (แต่เราซื้อได้ต้นทุนต่ำ อาจไม่ตำเป็นต้องขายเลยก็ได้)

10. การอ่าน 'รอบหุ้น' เป็น จะช่วยให้จังหวะการซื้อขายหุ้นระยะยาว แม่นยำขึ้น กำไรขึ้น ขาดทุนลดลง โดย เราสามารถใช้เครื่องมือทางเทคนิค อย่าง RSI มาช่วยอ่านรอบหุ้นได้

ประมาณนี้คร่าวๆ ..ถ้าใครอยากเปลี่ยนก็เริ่มปรับเลยครับ ..พอเราปรับวิธีคิดให้ถูก เดี๋ยวผลลัพธ์จะเริ่มเปลี่ยนตาม 

- กลายเป็น เล่นหุ้นง่ายขึ้น ชีวิตดีดี๊ ...จัดไป !!

ทำไมเรารวยขึ้น รวยขึ้น


'ทำไมเรารวยขึ้น รวยขึ้น' ..จริงไหม ?

หลายคนบอก ไม่ใช่ !! ตรงข้าม มันรวยลง รวยลง มากกว่า ...มีทางออกให้ผมไหม ?

จริงๆแล้ว ถ้าเราเข้าใจโลก เราควรจะรวยขึ้นทุกวัน เพราะ ประชากรโลกเติบโตและบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ..นั่นแปลว่า ถ้าคุณทำอะไรที่ตรงกับความต้องการของคน สิ่งนั้นจะเติบโตแบบอัตโนมัติ

คิดง่ายๆ นะ อย่างการลงทุน สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการลงทุนระยะยาว ซึ่งหลักการมันก็คือ การไปซื้อสินทรัพย์ที่เราคิดว่ามนุษย์ต้องการ แล้วก็เก็บเอาไว้ให้นานที่สุด ยิ่งไม่ขายเลยยิ่งดี เช่น ที่ดิน , หุ้น , ทอง , น้ำมัน ..(พวก Asset)

คิดดีๆซิ พวก Asset นับวันมีแต่ราคาขึ้น เพราะคนมีจำนวนมากขึ้น บริโภคมากขึ้น แต่พวก Asset มันมีจำนวนจำกัด ยิ่งถือยาว ราคายิ่งเพิ่ม ยิ่งรวยอัตโนมัติ

แต่ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ถือสิ่งเหล่านี้นานไม่ได้ โดยเฉพาะตอนมันกำลังขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่อยากรวยเร็ว ก็เลยอยากรีบขายให้เห็นเงิน แต่สุดท้ายยิ่งขายเร็ว ยิ่งรวยน้อยลง (ทนรวยไม่ได้ !! คำนี้มันเจ็บ)

ค่าเฉลี่ยคนสมัยก่อนมีบ้านและที่ดินใหญ่กว่าปัจจุบัน ..ลองมองกลับไป บ้านไหน เก็บบ้านและที่ดินให้ลูกโดยที่ไม่ขาย ลูกหลานก็มักจะสบาย แต่ถ้าบ้านไหนเก็บมรดกเป็นเงินสดมักจะหมดหายไป

หลักคิดง่ายๆ แต่เปลี่ยนชีวิต คือ 

1. เก็บสะสมความมั่งคั่งของเราในรูปแบบ Asset 

2. ทำบริษัทหรือธุรกิจของเราให้เป็นระบบ (มีเราไม่มีเราธุรกิจก็ดำเนินต่อไปได้ ..เผินๆ เหมือนการจ้างคนเกินความจำเป็น เจ้าของส่วนใหญ่จึงเลือกทำเองแทนการจ้างคน แต่สุดท้ายอยู่ที่เป้าหมายว่าจะ จ่ายเงินสร้างระบบลำบากวันนี้สบายวันหน้า หรือ อยากเหนื่อยตลอดไป)

3. เปลี่ยนผลงานให้เป็น Asset (คือ 1.มนุษย์ต้องการ/2.จำนวนจำกัด/3.มูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา) ...สิ่งที่เราได้จากงาน คือ 'ผลงาน และ ชื่อเสียง' -- ถ้าเราสร้างผลงานให้ยั่งยืน เป็น Asset เราจะได้ทุกอย่างตามมา

 (ชื่อเสียง ก็เป็น Asset นะ ..มันคือ Trust ที่ลูกค้ามอบให้เรา ยุคนี้ล้ำค่ามาก)

ค่อยๆ ทำ แล้วมันจะเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราจากหลักการ Simple ๆ นี่แหละ

การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองจากบรรพบุรุษ และจุดต่างๆ



'การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองโดยดูจากบรรพบุรุษ และจุดต่างๆ ดังนี้..'

เคยได้ยินคำพูดนี้ไหมครับว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ..มันชี้ให้เราคิดอะไรบางอย่างว่า เรามาจากไหน ?

คนที่ชีวิตดีทุกคน เพราะเขาหาตัวเองเจอ หาจุดแข็งเจอ แล้วรู้ว่าเขาควรทำอะไรที่เหมาะกับตัวเอง ...ใช่!! เรื่องนี้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าพูดง่าย แต่ทำยาก 'ใครเจอตัวเอง ก็ชีวิตรุ่งทุกคน แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่หาไม่เจอน่ะซิ'

แบบฝึกหัดแรก เพื่อทดสอบว่าเราเจอตัวเองหรือยัง ก็ลองถามตัวเองง่ายๆ ดังนี้

1. คุณรู้สึกสนุกในงานที่คุณทำหรือไม่ (ผมชอบยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า วันศุกร์ดีใจไหม / วันอาทิตย์เย็นจิตตกไหม ..ถ้าใช่ งานนี้ไม่ work ละ)

2. งานที่คุณทำมันคือสิ่งที่คุณภูมิใจใช่หรือไม่ 'ผมใช้คำว่า งานนี้อธิบายตัวคุณได้ดีไหม ..เพราะคนอื่นจะเห็นตัวตนของเรา จากงานที่เราทำ มันถึงมีคำพูดที่ว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานไง' ...แล้วลึกๆ งานคือ สิ่งที่คนยุคใหม่ใช้เวลาไปกับมันเยอะที่สุด

ถ้างานที่ทำยังไม่โดนสองข้อนี้ ต้องลองหาให้เจอ ..ไม่ใช่รีบลาออกนะ แต่เราต้องเริ่มค้นหาแล้วว่า 'งาน' ที่เหมาะกับเราจริงๆ คืออะไร

วิธีหา 'งานที่ใช่' อันนี้ลองทำดู

1. สังเกตพ่อแม่ หรือ บรรพบุรุษเราว่า เขามี Skill ในการทำอะไร ..เก่งคิด/เก่งทำ/เก่งเจรจา/เก่งควบคุม/เก่งจัดสรร/เก่งสอน/เก่ง...

2. เราเป็นคน สมองซีกไหน ..เรื่องนี้แปลก แต่คนเราจะมีจุดที่เด่นที่ชัดเจน ลองดูว่า ถ้าคุณเป็นคนสมองซีกซ้ายคือ Logic เก่งวิเคราะห์ คำนวณ เหตุผล ตรรกะ ..แต่ถ้าคุณเป็นคนสมองซีกขวา คุณคือ Creative เก่ง จินตนาการ 

3. คนอื่นชอบให้คุณทำอะไรให้ ..'ทำอะไรแล้วคนชม คนชอบ'

4. 'ทำสิ่งนั้นแล้วได้เงิน' ..ยุคนี้พฤติกรรมการจ่ายเงินของคนเปลี่ยน เราต้องปรับสิ่งที่เราถนัดให้ทำเงินได้ด้วย เช่น ถ้าชอบปลูกต้นไม้ ต้องปรับให้เข้ากระแสที่คนยอมจ่ายเงินด้วย

ข้อ 4 ยากสุด แต่ถ้าทำได้ครบชีวิตจะดี๊ดี 




วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เราอยู่ในธุรกิจอะไรนี่ ?


'เราอยู่ในธุรกิจอะไรนี่ ?' ..คำถามนี่ตอบยากมากในยุคนี้ !!

ยุคที่ ปตท. ลงมาทำค้าปลีกและร้านกาแฟ

บริษัท TRUE ลงไปทำ Content

ช่อง 3 ลงมาผลิตรายการ และปั้นดาราเอง

และ ทุกบริษัทในตลาดหุ้น ลงมาทำพลังงานทดแทน (อันนี้ขำขำนะ) 

แล้วคำถามคือ ตกลง Vision และ Mission ของบริษัทคุณคืออะไร ?

ถ้าโยนคำถามนี้ใส่ ผู้บริหาร แม้กระทั่งธุรกิจยักษ์ใหญ่ ยังอึดอัดที่จะตอบ แต่ถ้าเขาตอบไม่ได้ ธุรกิจนั้นๆ อาจกำลังเดินไปสู่ที่นั่งลำบาก แบบ Nokia , Kodak , Blackberry และยักษ์ใหญ่อีกมากมายที่เจอมรสุมธุรกิจซัดเข้ามาแบบตั้งตัวไม่อยู่

พูดก็พูดเถอะ ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจโลก เรียกได้ว่า Paradigm Shift หรือ 'เปลี่ยนแบบโลกพลิกว่างั้นเถอะ'

ผมว่าสิ่งสำคัญในวันนี้ คือ 'การกลับมามองจุดแข็ง และ จุดอ่อนของตัวเอง จากนั้นเลือกทางเดิน ...ยาก!! ใช่ !! ยาก!!' ...แต่ท่ามกลางความยาก มันกลายเป็นโอกาสของคนตัวเล็ก

ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ท่านนึง เขาบอกผมว่า 'เกมแบบ Win-win ผมว่า ใครๆ ก็รู้จัก แต่ยุคนี้มันมีเกมใหม่คือ Lose-lose ..อันนี้ซิท้าทายจริง'

'อะไรคือ Lose-lose ?!?'

ใช่!! ยุคนี้ความยากคือ พฤติกรรมการจ่ายเงินของคนเปลี่ยน ..ถ้าใครอ่านสัมภาษณ์ของธุรกิจเพลงและศิลปิน จะเห็นเลยว่า วันนี้ไม่มีใครยอมจ่ายเงินซื้อ CD ...แต่คนยอมจ่ายเงินเป็นร้อยซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว

 -- ไม่!! ผมไม่ได้จะบอกว่าให้เลิกทำเพลงแล้วมาขายกาแฟ ..เพียงแต่จะชี้ให้เป็นว่า 'พฤติกรรมการใช้เงินของคนเปลี่ยน ซึ่งวันนี้ที่เปลี่ยนก่อนคือ Mass ผู้บริโภครายย่อย แบบคุณและผม ท่าเริ่มเปลี่ยนก่อน ..จากนั้น บริษัทหรือโลกธุรกิจจะเปลี่ยนตาม'

วันนี้ที่เห็นบริษัทต่างๆ ยังทุ่มงบโฆษณาในสื่อเดิมเพราะเขายังไม่เชี่ยวชาญสื่อใหม่ แต่ทุกคนรู้ว่า เม็ดเงินที่ลงไป กับผลลัพธ์มันไม่คุ้มอีกต่อไป ...ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับธุรกิจ Start-Up ใหม่ ที่เข้ามาท้าทายธุรกิจรายใหญ่แบบมีชั้นเชิง

นี่คือ ภาพของ Lose-lose เกม คือ ทุกคนเห็นโอกาสใหม่ แต่เงินยังไม่มา (แต่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์) ..สิ่งที่ทุกคนทำวันนี้คือ กระโดดเข้าแย่งชิงลูกค้า วัดกันด้วยฝีมือ สายป่าน ต้นทุน !!

สำหรับคนที่กำลังเริ่มธุรกิจ หรือ แม้แต่โดดเข้ามาแล้ว ต้องมองหาคือ 

1. สิ่งที่จับต้องได้ ในที่นี้คือเงิน ..รายได้ตรงนี้ไม่ได้จับเพื่อรวย แต่เป็นกระสุนที่ทุกธุรกิจต้องสะสมเป็นสายป่าน (เหมือนสงครามที่ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก พยายามสะสมกำลังคนและเสบียง)

2. แผนการที่ชัดเจน ...การพุ่งทรัพยากรไปที่จุดแข็ง ฐานลูกค้าหลัก และการต่อยอดจากส่วนที่กำไรสูงสุด เพื่อรักษาฐานที่มั่นและชัยภูมิที่แข็งแกร่งของตัวเองไว้

3. การตั้งหน่วยกล้าตาย 'หน่วยนี้ใช้เงินน้อย แต่เน้นการรบนอกกรอบ เร็ว แรง แต่ทุนต่ำ' ..ตรงนี้คือ การออกจาก Comfort Zone ครั้งใหญ่ (ตรงนี้ธุรกิจใหญ่ๆ จะเดินยากกว่าธุรกิจเล็ก)

4. เปลี่ยนลูกค้าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ -- การเปลี่ยนแปลง ..หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ วิธีคิดและทำธุรกิจในอนาคตจะเปลี่ยนไป ..เส้นแบ่งของ ลูกค้า กับ ธุรกิจ จะแทบไม่มี!! ..ลูกค้าจะมีส่วนร่วมในธุรกิจ ช่วยคิด ช่วยใช้ และ อาจได้รับผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน

ท้าทายดีนะ ที่เราจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในโลกยุคต่อไป !!! ...'เราทำธุรกิจ ที่ลูกค้าเปลี่ยนจากแค่ผู้บริโภค เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ'


วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ธุรกิจยุคใหม่ ให้ฟรีก่อนเลย


'ธุรกิจยุคใหม่ ให้ฟรีก่อนเลย' ..อันนี้ In-trend สุดๆ คือ แนวคิดของ Start-Up ยุคใหม่

ถ้าไปถามคนรุ่นก่อน ทุกคนย่อมบอกว่า 'โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี' 

แต่ถ้าคุณไปถาม Google  ..เขาจะบอกว่า 'ของฟรีน่ะมี แต่ต้องไปหาคนที่จ่ายแทนคุณ!!'

แต่ถ้าไปถามคนรุ่นใหม่ วันนี้เลย 'ผมก็ถามน้องๆ ที่กำลังจะเรียนจบว่า มีใครอยากทำงานฟรีไหม ?'

อ้าว!! ไม่มี ..ผมกะว่าจะสอนทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดหุ้นให้ฟรี ดันไม่มีน้องๆ คนไหนสน !!

'คราวนี้ยกมือกันหลายคน ..บอกจริงป่าวพี่ผมทำงานให้ฟรีๆเลย แลกกับความรู้'

นั่นไง !! 

นั่นไง !! ใช่เลย!! ...น้องคนที่พูดว่า จะยอมทำงานให้ฟรีๆ แลกกับความรู้ คนนั้นแหละที่จะมีโอกาสรุ่งในยุคนี้ !!! 

...'นายแปลก !! ดังนั้น นายรุ่งแน่ ..วันนี้เพื่อนๆ น้อง ทำงานสนแต่เงินแต่ไม่สนความรู้ในขณะที่น้อง เอาความรู้เป็นที่ตั้ง น้องคิดถูกทางแล้ว !!'

ทันใดนั้น ก็มีเสียงแว่วมาจากเพื่อนข้างๆว่า 'ก็ไอ้นี่บ้านมันรวยนี่พี่ มันถึงไม่ต้องสนใจว่าจะทำงานได้เงินเท่าไหร่ เพราะยังไงถึงมันไม่ทำงานบ้านมันก็รวยอยู่แล้ว!!'

แป่ว ว ว ว  ...ว ....!?! 

ผมเริ่มจากเล่าเรื่องความสำเร็จของ Start-Up ที่เริ่มจาก ทำสินค้าและบริการฟรี จากนั้นค่อยคิดเรื่องหาเงินทีหลัง ..เพราะเขาเชื่อว่า อะไรฟรี ขายง่ายกว่า โตเร็วกว่า และ คู่แข่งน้อย ..ใครจะมาแข่ง ทำของฟรี ดังนั้น พวก Start-Up จะต้องเร่งคิดสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนให้ดีขึ้น และ ต้องทำให้มันฟรี

อ้าว!! แล้วตกลงใครจ่ายล่ะ ?

'ก็พวก Angels Investor ไง ..พวกคนรวยที่ลงทุนใน Start-Up ไง' 

ในเมื่อคุณก็อยากได้ของฟรี ผมก็อยากได้ของฟรี ..นักธุรกิจ Start-Up ก็อยากได้เงินจากนักลงทุนมาลงเพื่อทำธุรกิจให้สามารถแจกของฟรี ..แล้วนักลงทุนเขาจ่ายเงินทำไมล่ะ ?

เอาสมการนี้ไปแกะ แล้วเราจะเข้าใจว่า ธุรกิจของเราจะเริ่มที่ตรงไหน มีอยู่ 3 แบบ คือ 

1. เราลงทุน ลูกค้าจ่าย (อันนี้ธุรกิจ Brick & Mortar ทั่วไป ร้านอาหาร ร้านขายของ)

2. เราลงทุน ลูกค้าใช้ฟรี ..ต้องไปหาคนมาช่วยลงทุน (อันนี้ Start-Up ที่เริ่มจากเงินตัวเอง แล้วค่อยหาเงินทุน)

3. เราไม่ลงทุน ลูกค้าใช้ฟรี ..ต้องไปหาคนอื่นมาลงทุนให้ (อันนี้ธุรกิจใน Silicon Valley เลยที่ หาเงินลงทุนได้ถ้ามี Idea)

สรุป เป็นลูกค้าดีกว่าเพราะได้ฟรีทุกแบบ แต่พอแกะสมการแล้วพบว่า 'ลูกค้าคือผู้บริโภค ที่ส่วนใหญ่จน(ลูกค้าคือ เหยื่อหรือปลานั่นเอง)' ..นักธุรกิจ ส่วนน้อยที่รวย (พวกนี้คือ เครื่องมือตกปลา) ..ส่วนนักลงทุน ส่วนใหญ่รวย (พวกนี้คือ คนตกปลา) 

ผมทิ้งสมการนี้ให้นักศึกษาไปคิดต่อว่า Model ธุรกิจและการใช้ชีวิตจริงๆ เราคือผู้ออกแบบเอง !!

พอรวยแล้วฉันจะมีความสุข


'พอรวยแล้วฉันจะมีความสุข' ..คุณทราบไหมว่า คนที่คิดแบบนี้ส่วนใหญ่ 90% แทบจะไม่มีโอกาสรวย

'ฟังแล้วจี๊ด !! ก็ใช่นี่ ผมไม่ใช่ คุณชายจุทาเทพนี่ (ว่าไปนั้น)' ...แต่ประเด็นจริงๆ คือ คนที่คิดว่า วันนึงถ้าฉันรวยจะมีความสุข มักเป็นคนที่ไม่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ? (ป๊าบ!! ซัดไปอีกดอก)

'ฟังแล้วจี๊ดอีกดอก!! มาว่าฉัน ไม่รู้จักความสุขของตัวเอง ชี้แจงด่วน ไม่งั้นมีชก!!' 

คิดดีๆ ซิครับ เงินมันซื้อความสบายให้ชีวิต แต่มันไม่ได้ซื้อความสุข ..คนรวยคือ ชีวิตสบายกว่า ขับรถยุโรป กินโรงแรม ขึ้นเครื่องบินชั้นธุรกิจ ..มันได้ความสบายเพิ่ม แต่หน้าที่การงานความรับผิดชอบมันก็จะเพิ่มตาม

ถ้าเงินคือ ความสุข ก็หมายความว่า คนรวยทุกคนมีความสุข แต่เอาเข้าจริง คนรวยส่วนใหญ่เขาก็มีปัญหาชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป เช่น สอนลูกไม่ฟัง , บ้านใหญ่แต่ไม่เคยพร้อมหน้า , พ่อแม่ไม่มีเวลา , ลูกถูกเลี้ยงด้วยเงินจึง Abuse เงิน คือ ใช้ให้พ่อแม่เห็นว่า เงินที่เอามามันไม่ได้มีค่าในสายตาผม (หลายคนไม่ทราบว่า จริงๆแล้ว ลูก 'โดยเฉพาะเด็กช่วงที่เรียนรู้มากที่สุด' ต้องการความรักและเวลาของคุณ มากกว่าเงิน  , ...

สรุป 'คนที่พูดว่า ถ้ารวยแล้วฉันจะมีความสุข'คือ คนที่ไม่มีความสุข และ ยากที่จะมีเงิน

เพราะ Mindset เขาตั้งไว้ว่า 'เงินคือสิ่งแลกความสุข แปลว่า เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่จ่ายเงิน ...คนแบบนี้ก็เลยไม่มีทางเก็บเงินได้ ต่อให้เงินเดือนสูงแค่ไหน รายจ่ายก็สูงกว่าเสมอ'

ทางแก้ 

1. เปลี่ยนวิธีคิด Mindset ใหม่ว่า 'ฉันมีความสุข และรวยขึ้นเรื่อย' จากนั้น หาสิ่งที่ตัวเรามีความสุขจริงๆ ..สิ่งนี้คือ 'งาน' ในฝันของเรา

2. รวมคนที่มีความสุขใน 'งาน' แบบนี้มาด้วยกัน

3. ขยายความสุข !! ก็คือ ขยายความมั่งคั่ง

ผมเข้าใจว่า คุณกำลังคิดแย้งในใจว่า 'คิดแบบพวกโลกสวยไปป่าว?' ..แต่ไม่เลย คิดแบบคนรวยก็คือ คิดแบบนี้แหละ ..การปรับ Mindset ให้เป็นแบบคนรวย ก็คือ การรื้อโปรแกรมความคิด เหมือนที่เราเปลี่ยน Software Computer นั่นแหละ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Computer แต่ปัญหามันอยู่ที่เปลี่ยน Software ..ถ้าอยากให้คอมทำงานให้เรารวยก็เปลี่ยนภาษาของมันซะ !!

เปลี่ยนเพื่อนใน Facebook เป็น Asset


'เปลี่ยนเพื่อนใน Facebook เป็น Asset'  

มีหลายคน บอกผมว่า เขาไม่มีความสามารถอะไรโดดเด่นเลย ทำงานบริษัทก็ธรรมดาๆ กีฬาหรือ งานอดิเรกก็ไม่มี แล้วจะเริ่มพัฒนาตัวเอง หรือเปลี่ยนตัวเองอย่างไรดี ?

ง่ายมาก เริ่มจากเพื่อนใน Facebook นี่แหละ แบบนี้เลย

1. เริ่มแชร์ บทความ ข้อคิด เรื่องดี เรื่องที่เป็นประโยชน์ ที่เราอ่านแล้วเห็นว่าดี แก่เพื่อนใน FB ..อันนี้คือฝึกแชร์เรื่องดีๆ 

2. พอเริ่มอ่านมาพอสมควร ลองเริ่มเขียนเอง ..ก็เอาที่อ่านๆมาเขียนสรุปในแบบของคุณเอง ถูกผิดไม่สำคัญ ..สำคัญที่เจตนา คือ เราเจตนาสื่อสารสิ่งดีๆ ให้คนอื่น

3. ถ้าสิ่งที่คุณทำมันดี และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนใน FB ..คุณจะมีจำนวน Like เพิ่มขึ้น ..ใช่!! Social Network ก็คือ เวทีที่ให้เราไปแสดง ..'การแสดงสิ่งดี จะเพิ่มโอกาสให้ชีวิต'

ผมก็เริ่มแบบนี้แหละ ทำมา 7 ปี จากคนที่ไม่มีใครรู้จักอย่างผม ก็เริ่มมีโอกาสดีๆ งานใหม่ๆ วิ่งเข้ามาในชีวิต 

เรื่องนี้ผมไม่หวง มันเกิดกับผม มันก็น่าจะเกิดกับทุกคนได้ !!

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตเปลี่ยนด้วยเหรียญอันเดียว


'ชีวิตเปลี่ยนด้วยเหรียญอันเดียว'..เคยดูข่าวไหมครับ คนบางคนรื้อห้องเก็บของ เจอสมบัติ หรือ เจอโบราณวัตถุราคาแพง ..เจอว่าเตียงของคุณปู่มีทองซ่อนเอาไว้ เปลี่ยนชีวิตเลย !!

เราดูข่าวก็รีบไปดูเลย แต่ปรากฏว่า ห้องเก็บของเรามีแต่ขยะ ...คุณเคยคิดไหมว่า ทำไมตัวเราถึงไม่โชคดีบ้าง ทั้งที่เราก็เป็นคนดี ปล่อยนก ปล่อยปลาเป็นประจำ

จริงๆ เรื่องของชีวิตเปลี่ยนด้วยการกระพริบตา มันเป็นฝันของคนทั้งโลกโดยเฉพาะยุคนี้ที่การทำงานทำเงินยากขึ้นเรื่อยๆ ..เราจึงหาทางแก้ที่เร็วที่สุด

แต่ผมอยากจะบอกว่า สถิติของคนที่ได้อะไรมาเร็วๆ ง่ายๆ อย่างถูกล็อตเตอรี่ ไม่ว่าเงินก้อนนั้นจะมากแค่ไหน คน 90% ที่ได้ จะสูญเสียทั้งหมดภายใน 5 ปี พร้อมชีวิตที่พังทลายหลังจากนั้น

ประเด็นคือ เราไม่ได้ตามไปดูว่า Quick Fix หรือ การแก้ปัญหาเร็วแบบดีดนิ้ว มันทำลายชีวิตคน ..พูดง่ายๆ คือ เหมือนจะดีระยะสั้น แต่กลายเป็นซวยหนักระยะยาว

คุณว่า เพราะอะไร ?

ก็เพราะชีวิตเรายาวกว่าที่เราคิด และทุกวันที่คุณหายใจ คุณต้องจ่ายเงิน และเพื่อนรอบๆตัวคุณส่วนใหญ่จะขาดเงิน มากกว่าเงินเหลือ

ทุกอย่างในโลกมันอยู่ภายใต้กฏธรรมชาติ อะไรที่ขึ้นสูงสุดท้ายจะหล่นมาแรง อะไรที่ตกลงแรงพอเจอพื้นมันก็เด้งขึ้นมาเอง

สิ่งสำคัญคือ การเตรียมตัวให้พร้อมในจุดที่คุณอยากเป็น เช่น ถ้าอยากรวย อย่าหวังว่าวันนึงจะรวย ให้เริ่มใช้ชีวิตแบบคนรวยเลย

เฮ้ย!! ง่ายๆ ชีวิตแบบคนรวย ก็คือ 'ไม่ว่าเขาจะมีรายจ่ายเท่าไหร่ เขามักมีรายได้มากกว่ารายจ่ายเสมอ' 

ใช่!! คุณก็เริ่มเลย 

1. 'มีรายได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ จ่ายน้อยกว่านั้นทุกวัน' (วิถีชีวิตอันนี้เรียกใช้เงินเป็น)

2. 'เงินที่เก็บได้ เอาไปวางให้ทำงาน' (วิถีชีวิตอันนี้เรียกเป็นนายเงิน วางเงินทำงาน)

3. 'หาเพื่อนที่คิดคล้ายๆกัน' (เปลี่ยนเพื่อนที่เราคบ 2 คนที่เราเจอบ่อยที่สุด ข้อนี้ยาก แต่คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุดก็คือ กระจกสะท้อนตัวคุณ) ...'เพื่อนสนิทผมโคตรห่วย ใช่!! งั้นจริงๆ เราก็เป็นแบบนั้นล่ะ (แรงงง)' (วิธีชีวิตนี้คนส่วนใหญ่เรียก แบ่งชนชั้น แต่จริงๆ คนเราแค่อยากคุย อยากใช้เวลากับคนที่เหมือนๆ เรา คุยกันรู้เรื่อง สนุก ก็เท่านั้นเอง

4. 'หยุดคุยเรื่องไร้สาระ นินทาคนอื่น หยุดคุยเรื่องว่าคนนั้นซื้อรถใหม่ ไปเที่ยวที่ไหนกันดี ...หันมาคุยกับเพื่อนเรื่องเราจะทำ Project อะไรดี ทำไมพวกเราไม่ทำ.. นั่น ทำนี่..' (วิถีชีวิตนี้เรียก ชอบหาเงิน แต่ไม่ชอบใช้เงิน)

นี่คือ 4 ข้อ เปลี่ยนให้ตัวเอง ใช้ชีวิตแบบคนรวย แล้วทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวรวยเอง สุดๆ จริงๆ 

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อยากเป็นเศรษฐีต้องจ้างคนเก่งมาทำงานให้


'อยากเป็นเศรษฐีต้องจ้างคนเก่งมาทำงานให้ ..เออ !! ฟังดูง่ายดีนะ ตามหลักการของคนรวย เพราะใช้ Other People Time & Other People Money

แต่!! ของจริง ทำโคตรยาก ..คุณคิดซิ คนเก่ง เขาจะมาทำงานให้เราทำไม ..เขาก็ทำเองดิ มาทำงานให้เราทำไม ?

จริงๆ มันมีหลักการบางอย่างที่น่าคิด ..เพราะหลักการเหล่านี้ทำให้คนเก่งสนใจ

1. คุณมีเงิน ..ข้อนี้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องคิด เพราะคุณไม่ใช่เจ้าสัว หรือ เจ้าของธุรกิจใหญ่ที่เงินไม่จำกัด ดังนั้น ข้ามไปข้อ 2

2. คุณมีเวที ..ถ้าคุณมีเวทีหรือโอกาสให้คนเก่งได้แสดงฝีมือ คนเก่งก็ย่อมอยากมาทำงานให้

3. คุณมีเส้นสาย ..มี Connection ที่คนเก่งไม่มี

4. คุณกล้าเสี่ยง ..เพราะคนเก่งส่วนใหญ่กลัวความเสี่ยง 

5. คุณเสียสละ ..ผู้นำคือ คนเสียสละ และออกรบนำหน้าลูกน้อง ..คนแบบนี้ถึงจะมีบริวาร และมีบารมี

6. คุณมองภาพใหญ่เป็น ..คนเก่งมัก Focus และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้น คุณต้องมีในสิ่งที่เขาขาด

7. คุณเป็นนักเรียน ..คนเก่งมักชอบพูดมากกว่าฟัง ถ้าคุณชอบฟัง คุณจะได้ใจคนเก่ง แถมได้ความรู้

8. คุณหลงใหลในสิ่งที่ทำ ..เพราะคนเก่งส่วนใหญ่ทำงานเพื่อเงิน คุณต้องก้าวไปอีกขั้น คุณต้องมี Passion ในสิ่งที่ทำ

9. คุณรับผิดชอบ ..หมายความว่า ต้องรับผิด ส่วนรับชอบ มันเป็นแค่ผลพลอยได้ ..คนส่วนใหญ่ชอบโยนความผิด นั่นคือจุดอ่อนของผู้ตาม (คนเหล่านั้นไม่มีทางได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเลย)

10. คุณมีของ ..ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้าคุณไม่รู้ว่า คุณมีจุดเด่นอะไรที่คนอื่นไม่มี มันแทบจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ 

ถามว่า เริ่มยังไง ก็เริ่มทำย้อนจากข้อ 10 ย้อนลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคุณจะถึงข้อ 1 ในที่สุด คือ 'มีเงิน และ คนเก่งยอมทำงานให้'

ลองดูซิครับ !!

10 ขั้นตอน สู่อิสรภาพทางการเงิน ยุคนี้


10 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน 
ในมุมของนักลงทุน (ออมในหุ้น)

1. ล้างหนี้ ..คนที่เป็นหนี้อยู่อย่าเพิ่งคิดรวย ให้ล้างหนี้ก่อน ..อย่าเอาแต่อ้างว่าคนรวยก็สร้างหนี้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นหนี้คนละแบบ ..คนรวยเขาเป็นหนี้ในเวลาที่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ (เอามาสร้าง Asset) ..แต่คนส่วนใหญ่เป็นหนี้เพราะไม่มีเงินจะจ่าย (เอามาซื้อขยะ หรือ เพิ่มภาระรายจ่าย)

2. หารายได้มากกว่ารายจ่ายเบื้องต้น ..เมื่อทำได้จะเริ่มมีเงินออม และเงินออมนี้เองจะเป็นเงินเริ่มต้นที่เอามาสร้าง Port ออมในหุ้น ..อย่าเอาแต่อ้างว่าตัวเองเงินเดือนน้อย เพราะมันไม่ได้สำคัญว่าเงินเดือนคุณสูงแค่ไหน แต่มันสำคัญกว่าที่เอารายได้ลบค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินออมเริ่มต้น (เงินออมเริ่มต้นนี่แหละจะเปลี่ยนชีวิตคุณ)

3. เปลี่ยนเงินออมให้เป็นเครื่องผลิตเงิน ..เงินเดือนมันเกิดจาก Active Income เราออกแรง ขายเวลาเพื่อแลกกับเงิน ..เราเอาเงินก้อนนั้นมาเปลี่ยนเป็น Passive Income โดยการเอามาทยอยซื้อหุ้นปันผล 'ซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย รอปันผล' 

4. ผ่านสนามสอบให้ได้ ..สนามสอบในการออมในหุ้นคือ การทดสอบใจ 2 ขั้น ..ขั้นแรก คุณต้องกล้าซื้อหุ้นในข่าวร้าย ..ขั้นที่สอง คุณต้องถือไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการแกว่งของราคา

5. พยายามสร้างช่องทางหารายได้ที่เพิ่มขึ้น ..วันนี้คุณอาจจะมีช่องทางการทำเงินจากเงินเดือนทางเดียวเหมือนคนส่วนใหญ่ ..สิ่งที่ต้องเริ่มคือ หาช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม เพราะ ไม่มีเศรษฐีคนไหนที่พึ่งรายได้จากแหล่งรายได้ทางเดียว

6. หาเพื่อนเดินในทางสายนี้ด้วยกัน ..การสร้าง Port ออมในหุ้น ใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 ปี ในการเริ่มเห็นเงินปันผลที่ค่อยๆโตขึ้นจนสุดท้ายมากกว่า รายจ่ายต่อเดือนขั้นต่ำ ..ระยะเวลายาวนาน ต้องหาเพื่อนร่วมเดินทาง สร้างกำลังใจซึ่งกันและกัน

7. ขอต้อนรับเข้าสู่คลับของคนอิสรภาพทางการเงิน ..ในที่นี้การมีอิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมีสิบล้าน ร้อยล้าน แต่มันหมายความว่า คุณมี Port ออมในหุ้นที่ปันผลให้มากกว่าค่าใช้จ่ายขั้นต่ำรายเดือน(โดยไม่ต้องทำงาน) ก็แปลว่าคุณมีอิสรภาพทางเงินเบื้องต้นแล้ว

8. ลาออกจากงานที่คุณไม่ชอบซะ แล้วไปสมัครงานที่คุณชอบ หรือ เริ่มสร้างงานจากสิ่งที่คุณชอบ ..คุณจะไม่มีทางหลุดจาก วงล้อหนูติดจั่นเลยถ้าคุณยังไม่สร้างอิสรภาพทางการเงินเบื้องต้น ..นี่คือข้ออ้างอย่างเดียวให้คนเราต้องฝืนทำงานที่ไม่ได้รัก เพื่อเงิน

9. งานที่ชอบ นั่นแหละ Passion ..งานที่ต้องทนทำ เราทำเพื่อเป็นสะพานไปสู่การสร้าง Passive Income เบื้องต้น ..จากนั้นงานที่คุณมี Passion จะพาคุณไปสู่งานที่ทำให้คุณรวย

10. Work = Passion ..หลังจากที่คุณเจอข้อสิบแล้ว คุณจะเลิกบ่นเรื่องเกษียณอีก เพราะคุณจะทำสิ่งนี้ไม่ว่าได้เงินหรือไม่ได้เงิน

จะเห็นได้ว่า หลายๆอย่างในโลกเปลี่ยน เช่น นิยามของคำว่าเกษียณมันเปลี่ยน ..มันต้องสร้างเองไม่ใช่รอให้คนอื่นมาทำให้ ...การทำงานเปลี่ยน เพราะทุกคนที่รวยและสำเร็จ เพราะเขาเจองานที่ใช่ ..จึงเกิดผลงาน เปลี่ยนชีวิต !! 

Retire Change - Work Change - You Change !!

แส้ฟาด


'ทาส คือ คนที่ถูกบังคับให้ทำงานที่ไม่อยากทำโดยใช้แส้ฟาด ...แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีทาสแล้ว โลกมันศิวิไลซ์แล้ว พัฒนาแล้ว !!

ส่วน 'แรงงาน' โดยนิยามของทุนนิยม จากบิดาแห่งโลกใหม่ Adam Smith กล่าวไว้ว่า 'แรงงานก็คือ คนที่ถูกบังคับให้ทำงานที่ไม่อยากทำโดยใช้เงินฟาด !!

ดังนั้น สรุปได้ว่า 'เงิน ก็คือ แส้' นั่นเอง

และการเป็นนักลงทุน คือ การเรียนรู้วิธีการใช้และบังคับแส้ !! 

(ตลกร้ายนะ แต่จริงเรื่องนี้ไม่ได้ตลกครับ)

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

'คนเหนือดวง หรือ ดวงเหนือคน'


'คนเหนือดวง หรือ ดวงเหนือคน' ..แค่พูดเรื่องนี้ก็แรงแล้ว 

ไม่!! ไม่มีใครเหนือดวง เพราะคนเรารับผลจากสิ่งที่เขาเลือกเอง ..ผลลัพธ์บางครั้งเรากำหนดไม่ได้ จะออกมาดีหรือแย่ อย่างน้อยที่เรากำหนดได้คือ เราทำดีที่สุดก็พอ 

คุณว่าอะไรที่กำหนดคน ..กำหนดสิ่งที่เป็น ..ในมุมผม ผมมองว่า ปัญหาเราเลือกไม่ได้ มันเข้ามาเอง แต่ 'วิธีรับมือกับปัญหา' อันนี้แหละที่เราเลือกได้ และสิ่งนี้แหละกำหนดคน

หลายคนสงสัยว่า 'วิธีรับมือกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิตก็เหมือนกันทุกคนแหละ' แต่ไม่ใช่เลย  คนส่วนใหญ่แค่พยายามวิ่งหนีปัญหาให้เร็วที่สุด หรือ ไม่ก็เลือกวิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุด แม้ว่ามันจะไม่ Make Sense เลยก็ตาม

ผมถามหน่อย ถ้าคุณเจอปัญหาหนักๆเข้ามาในชีวิต คุณจะทำอย่างไร

1. หาทางแก้ที่เร็วที่สุด คือ ใช้ไสยศาสตร์หรือของวิเศษเท่าที่คุณจะหาได้ แล้วพยายามหาคนมาช่วยเสกให้ปัญหาหายไป ..ซึ่งแน่นอน สุดท้ายปัญหามันก็ผ่านไป แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้คือ เราได้เรียนรู้ที่จะพึ่งคนอื่น -- ปัญหาแก้ได้ด้วยเวทมนตร์ ...'ใช่!! หลายคนคิดว่าตัวเองได้ของวิเศษ ..จริงเหรอ?'

2. แก้ปัญหาแบบช้า คือ ต้องมาคิดว่า อะไรคือเหตุแห่งปัญหา จากนั้นทำความเข้าใจ แล้วค่อยๆ แก้ไข ซึ่งแน่นอนวิธีนี้ มันเจ็บปวด มันเครียด เพราะมันต้องพึ่งตัวเอง ...แต่สุดท้ายทุกปัญหาก็ผ่านไปเช่นเดียวกัน 

ทั้งสองวิธี ต่างกันตรง 'วิธีแก้' เลยทำให้บทเรียนที่ได้เรียนรู้มันต่างกันสิ้นเชิง ...คนส่วนใหญ่เลือกวิธีแรก เพราะพึ่งคนอื่นง่ายกว่า แต่คนส่วนน้อยเลือกวิธีที่สอง พึ่งตัวเอง

เอาเป็นว่าวันนี้ใครกำลังเจอปัญหาในงานหรือชีวิต ผมเสนอให้ลองวิธีที่สอง ...แล้วบทเรียนที่คุณได้หลังจากปัญหาผ่านไป คือ มุมมองชีวิตที่เปลี่ยน และชีวิตที่ค่อยๆเปลี่ยนไปตลอดกาล

ลดความอ้วน ไม่ได้แก้โดยยาลดความอ้วน แต่แก้ช้าๆด้วยลดการกิน และออกกำลังกาย

สุขภาพแย่ ไม่ได้แก้ด้วยยา แต่แก้ช้าๆ ด้วยการออกกำลังกาย

เจ๊งหุ้น ติดดอย ไม่ได้แก้ด้วยการซื้อหุ้นปั่นตัวต่อไป ..แต่แก้ช้าๆ ได้ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง

ความจนไม่ได้แก้ด้วยการถูกหวย แต่แก้ได้ช้าๆ ด้วยการเข้าใจวิธีคิดของคนรวย

โชคไม่ดีไม่ได้แก้ด้วยของวิเศษ แต่แก้ช้าๆ ได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนวิธีทำ

'แก้ช้าๆ ..' ฟังดู Sexy ดีออก -- แก้ช้าๆ 


บทเรียนจาก Omakase จริงๆ


"บทเรียนจาก ร้านอาหารตามในเชฟ ...มีด้วยหรือ ?

ม่ีครับ ..เขาเรียกร้านแนวนี้ว่า Omakase เป็นร้านญี่ปุ่น แนว "อาหารตามในเชฟ" ..คำว่า Omakase เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า "I'll leave it to you" (ถ้าแปลเป็นไทย ก็คือ เชฟจะทำอะไรก็จัดมาเลย !!)

ดีไหม ? ...ผมว่าดีนะ ถ้าเรามีร้านอาหารสักร้าน ที่ลูกค้าเลือกไม่ได้ ...เราเลือกเองว่า ลูกค้าต้องกินอะไร

แล้วจะดีมากเลยที่ ลูกค้าทั้งเลือกไม่ได้ แถมต้องจ่ายแพง มาก ๆ ...ครับ !! ฟังดูโคตรขัดความรู้สึก แต่เชื่อไหมว่า ร้านอาหารแนวนี้ ฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ และ ก็ฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ ...เคยถามไหมว่า ทำไมคนเราถึงชอบร้านแนวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผมว่า คนทำร้านอาหาร โดยเฉพาะตามสั่ง ฟังเรื่องนี้แล้วน้ำตาแทบร่วง ...โดยเฉพาะคนที่เคยทำร้านอาหารอย่างผม จะทราบเลยว่า ร้านอาหารมีสิ่งที่ปวดหัวมากที่สุดคือ Stock สินค้า ..เราไม่รู้ว่า ลูกค้าจะเข้ามากหรือน้อยวันไหน ทำให้ต้องสั่ง Stock มาเกิน บางครั้งก็เหลือทิ้ง ..บางทีก็ต้องทิ้ง เพราะไม่มีใครสั่งจนไม่สด ...ผมเคยฝันว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ เราสามารถรู้ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า -- แต่กลายเป็นว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นแนว Omakase ทลายข้อจำกัดทุกข้อ ...ผมยกให้เป็น สุดยอดแนวคิดของร้านอาหารเลยก็ว่าได้

ดังนี้

1. ลูกค้าให้เชฟเลือกเมนูอาหารให้ ทำให้เชฟสามารถเลือกวัตถุดิบที่สดที่สุด ดีที่สุดในตลาด มาให้ลูกค้า เพราะ เชฟกำหนดเมนู ..ผลก็คือ ได้วัตถุดิบอาหารขั้นเทพ และ ดีที่สุดในแต่ละฤดูกาล

2. ไม่มี Stock เหลือทิ้ง เพราะ ร้านอาหารแนว Omakase ต้องจองล่วงหน้า (ไม่งั้นแทบไม่มีที่นั่ง) ทำให้รู้ว่า แต่ละวันจะใช้วัตถุดิบเท่าไหร่ค่อนข้างแน่นอน กำหนด Stock ได้เป๊ะ !!

3. ร้านแนว Omakase ขาย "ตัวเชฟ" พอๆกับ ขาย "อาหาร" ..ส่วนใหญ่เป็นเชฟมีชื่อ หรือ กำลังจะมีชื่อ เพราะ การกินอาหารแนวนี้ มันเหมือนการแสดงโชว์ มากกว่า การนั่งกินอาหาร ..ใช่!! มันคือ งานศิลปะประเภทหนึ่ง แต่เพียงแค่มันหยิบใส่ปากแล้วเคี้ยวได้ ก็เท่านั้นเอง ...ดังนั้น ร้านแนวนี้ตั้งราคาอาหารไว้สูงมาก ..ทำให้สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ..บริการให้สุด ..วัตถุดิบให้สุด ...ให้สิ่งสุดยอดไม่ต้องยั้ง

ลองเอาแนวคิดของร้าน Omakase มาดูปรับใช้กับการทำธุรกิจของเรา ผมว่าน่าสนใจ

เพราะ วันนี้คนรุ่นใหม่ เขา เบื่อกับทางเลือก ..แถมอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด ...ลองคิดซิครับว่า ธุรกิจเราจะตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างไร ?

เหตุใดเราจึงครองโลก


'ทำไมลิงครองโลก (Homo sapien)  ..ทำไมไม่ใช่เสือหรือสิงโต ...' -- ก็เพราะเราฉลาดกว่า ..นั่นคือคำตอบจริงๆ เหรอ ?!?

ผมเคยมานั่งนึกเล่นๆ ถึงคำถามหลายๆอย่างที่ตอบยาก เช่น ฉลาดคืออะไร ? ..หลานคนคงบอกว่า คนฉลาดก็คือเรียนเก่งไง แต่ถ้าการวัดผลการท่องจำ นั่นคือความฉลาดที่โลกยุคปัจจุบันต้องการรึเปล่า 

แล้วคุณไม่คิดว่าสัตว์อื่นฉลาดบ้างหรือ ? ..ถ้าความฉลาดคือ การเอาตัวรอด สัตว์ทุกชนิดก็เอาตัวรอดในแบบของมันอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่แปลกของมนุษย์คือ เราเจริญจนครองโลกใบนี้ ไม่ใช่เพราะเราต่างคนต่างเอาตัวรอด 'ตัวใครตัวมัน' แต่มันตรงข้ามเลย คือที่เราเจริญและชนะสัตว์อื่นๆ เพราะเรา 'เอาตัวรอดร่วมกัน'

ใช่!! หลายคนอาจจะฟังผมจนเบื่อในเรื่องของ กลยุทธ์ 'ยิ่งให้ ยิ่งได้' ที่ใช้ได้ดีในอดีต แล้วก็ยังคงใช้ได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน (โลกยุค Information Age) -- เราอยู่รอดเพราะเราช่วยคนอื่นให้อยู่รอด

'เรารวยเพราะเราช่วยให้คนอื่นรวย'

'เรามีความสุข เพราะเราช่วยให้คนอื่นมีความสุข'

แปลกนะ!! แต่จริง ...ผมอยากจะชี้ให้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงมากขึ้น ...ครับ !! โลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลแก่ผู้รับ เพราะคุณรับไปแล้วไง ..แต่โลกนี้ตอบรางวัลอย่างงามแก่ผู้ให้

มีเงิน ให้เงิน / มีโอกาส ให้โอกาส / มีปัญญา แบ่งปัญญา / มีแรง ให้แรงงาน ...จุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ในชีวิต คือ การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างให้คนอื่นรอบๆตัว แล้วคุณจะเริ่มรู้ว่า จริงๆ โลกนี้ให้รางวัลอย่างงามแก่ผู้ให้

ใครลองทำแล้ว ลองแชร์เรื่องของคุณให้ผมฟังบ้างซิครับ ..ว่าคุณเห็นอะไรบ้าง ?

เชฟ กับ อาหาร เราจ่ายให้อะไร


'ระหว่าง เชฟ กับ อาหาร เราจ่ายให้อะไรมากกว่ากัน ?

เป็นคำถามที่น่าคิดมากว่า การที่จะกินอาหารที่ไม่รู้ว่าใครทำ กับ อาหารที่เชฟกระทะเหล็กทำให้เรากิน อันไหนเรายอมจ่ายราคาแพงกว่า ...ดังนั้น จะสรุปว่าเราจ่ายให้อะไร ?

ถ้าจะมอง 'อาหาร ก็คือ สินค้า' ส่วน 'ตัวเรา ก็คือ ผู้ส่งสาร' ...ทั้งสองนี้ถ้าแยกกันแล้วจะไม่มีพลัง แต่ถ้าเอามารวมกันได้ดีจะมีพลังมหาศาล

ปัญหาของคนทุกวันนี้ ลืมให้ความสำคัญกับผู้ส่งสาร เช่น โรงงานมัวแต่ผลิตสินค้าให้ต้นทุนต่ำราคาถูกอย่างรวดเร็ว จนลืมไปว่า 'ผู้ส่งสาร' เป็นส่วนสำคัญที่สามารถเสริมพลัง ผลักดันธุรกิจให้ก้าวไปอีกขั้นได้

'ถ้าคนส่วนใหญ่มัวแต่แข่งขันกันด้านสินค้า แปลว่า ในด้านผู้ส่งสารกลายเป็นโอกาส เป็น Blue Ocean เพราะเป็นสนามแข่งที่คู่แข่งน้อยกว่า' ...นั่นแหละ โอกาส !!

ประเทศไทยวันนี้ต้องการ 'ผู้ส่งสารที่ทรงพลัง' และคุณอาจเป็นคนที่ประเทศไทยตามหา ?

ภาษากลางของโลก


'อยากเป็นนักธุรกิจระดับโลก Global คือ เห็นฝรั่งทำธุรกิจระดับโลกแล้วเราก็อยากทำบ้าง ..เลยต้องหันมามองเริ่มจากตัวเองว่า แล้วจะทำยังไงอ่ะ ?

มองโอกาส -- ต้องถามว่า อะไรที่ไม่มีกำแพงภาษา หรือ กำแพงแห่งการสื่อสาร

เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือ ยากมากที่เราจะขายของที่คนซื้อไม่เข้าใจ

จะเห็นว่าโอกาสชี้ไปที่ ของที่เข้าใจร่วมกันแม้ไม่ต้องพูด เช่น ศิลปะ 'Art' ...ศิลปะการป้องกันตัว , การแสดงโชว์เต้นรำ กายกรรม ดนตรี , ศิลปะ งานวาด งานปั้น งานแกะ , ศิลปะของอาหาร

นี่ไง อาชีพระดับโลก .. เชฟ , ศิลปิน , นักมวย , นักแสดง 

ใครที่ทำอาชีพที่สร้างผลงานเป็นศิลปะเหล่านี้สามารถไประดับโลกได้ง่ายกว่า ..เพียงแต่คุณต้องทำลายกำแพง ดังนี้

1. กำแพงภาษา อันนี้ถ้าเป็นงานศิลปะ ที่ไม่ค้องใช้การพูดก็ต้องทำการสื่อสารผลงานให้เข้าใจง่าย (ง่าย = ดี)

2. กำแพงวัฒนธรรม ..เราจะรับวัฒนธรรมใหม่ก็ต่อเมื่อเราเห็นว่าดีกว่าอันเดิม ฝรั่งเขาขายวัฒนธรรมเขาให้เราในมุมของความเจริญ ความยิ่งใหญ่ ..ถ้าเราจะขายเขาเราก็ต้องขายตรงข้าม เช่น ความดั้งเดิม ความเก่าแก่ ตำนาน (เราต้องมีจุดยืนที่ชัดและเป็นหนึ่งในจุดที่ยืน เพราะไม่มีใครซื้อของที่จุดด้อย)

3. กำแพงตัวเรา ..อันนี้สำคัญสุด ก่อนจะขายอะไร เราต้องชัดเจนว่า ของเราดีและสุดยอดยังไง ..ถ้าเรา บอกไม่ได้ มันก็แค่ของราคาถูกข้างถนน ..เหล้าหมักของไทย ต่างจากไวน์ขวดละแสนของฝรั่ง ก็คือ จุดนี้เท่านั้นเอง

ลองมองเริ่มจากข้อ 3 'ตัวเรา' 'สินค้าเรา' แล้วค่อยๆ ให้คุณค่าสิ่งที่เราตัว ผู้สร้างสิ่งนั้น ...นั่นแหละคือ จุดเริ่มของการปั้น Identity ให้สิ่งที่เราทำสู่ระดับโลก

สิ่งใดก็ตามจะมีราคาหรือไร้ค่า เริ่มที่การให้ค่าในตัวเองก่อน ..จริงไหม ?


วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เด็กชาติไหนจะเป็นหัวโจก


'เด็กชาติไหนจะเป็นหัวโจก ?'

เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าเอาเด็กหลายๆประเทศมารวมตัวกัน ..เด็กชาติไหนมักจะเป็นหัวโจก และ คุณว่า ทำไมจึงเป็นแบบนั้น ? 

(ไม่เคยสงสัยครับ ..555 เพิ่งคิดเมื่อมีคนถามนี่แหละ)

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือและศึกษาเรื่องศักยภาพของคนว่าแท้จริงแล้วมันกำหนดจากเชื้อชาติ กรรมพันธ์ , อีคิว หรือ ไอคิว -- อะไรสำคัญที่สุด !!

ย้อนกลับไปช่วงที่ผมเรียนมัธยมปลาย ผมได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปออสเตรเลีย ..สิ่งที่ผมสัมผัสคือ เด็กแต่ละชาติจะจับกลุ่มกัน คุณทายซิ ใครมักจับกับใคร ?

ใช่!! ฝรั่งก็จะจับกลุ่มกัน ..คนเอเชียก็จะเกาะกลุ่มกัน และ เด็กอเมริกันก็มักจะทำตัวเป็นหัวโจก

อึมใช่!! มันเหมือนภาพสะท้อนของโลกที่ประเทศอเมริกาทำตัวเป็นเจ้าโลก เป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก ...สิ่งที่แปลกคือ กลายเป็นว่า คนอเมริกันแต่ละคนก็ได้รับค่านิยมตรงนี้มาในตัวด้วยเช่นกัน (จากค่านิยมของประเทศ สู่คนในประเทศ)

สรุป กลุ่ม AFS ผม ก็มีเด็กไอ้กันเป็นหัวหน้า พวกผมเด็กเอเชีย ก็ตามๆเขาไป เพราะภาษาเราก็งูๆปลาๆ จะให้ผม Self ไปเสนอหน้าคงไม่ใช่จังหวะ 

ผ่านไปเกือบ 20 ปี ผมเปลี่ยนตัวเองจากเด็กขี้อายกลายเป็นนักพูด (ผมยังแปลกใจตัวเองว่า คนเรามันเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ ประหลาดดี)

เอาตรงๆ นะ ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ 'ทัศนคติ Attitude และ ความเชื่อมั่นในตัวเอง' -- ผมว่าสิ่งนี้สำคัญกว่าความเก่ง มันกำหนดชีวิต และเปลี่ยนชีวิตคนได้

'ลองฝึกมองตัวเอง ว่าเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ลองฝึกเชื่อมั่นในตัวเอง ..อย่าไปเชื่อคำดูถูกจากคนอื่นว่าคนอย่างเราสู้คนอื่นไม่ได้ -- ไม่จริงเลย !! ที่เราแพ้ เราอ่อนแอ เพราะเราดูถูกตัวเอง' ...ลองเปลี่ยนวิธีคิดดู ผมว่า ชีวิตอาจเปลี่ยนได้ง่ายๆเลย

ลูกคุณไม่ได้น้อยหน้าใคร ลูกคุณจริงๆ น่ะเก่ง ..เขาแค่ขาดความเชื่อมั่นจากคนที่เขารัก และกำลังใจ !!


ลุกขึ้นจากความล้มเหลวอย่างไร


'ลุกขึ้นจากความล้มเหลวอย่างไร? ..วันนี้มีคนถามผมคำถามนี้หลายคนละ ขอตอบเลยครับ'

จริงๆ แล้วในมุมนึงของทุกคน ผมเชื่อว่า ทุกคนก็ล้วนผ่านความล้มเหลวในอดีต มากน้อยต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนคือ เมื่อคุณผ่านจุดที่ล้มเหลวมาแล้ว ...แล้วไงล่ะ ?

ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ ...ทุกความล้มเหลวผิดพลาดในอดีต เมื่อเราผ่านไปแล้ว เราก็มักเอาเรื่องนั้นราวกับเรื่องสนุกสนาน จริงไหม ? 

พอผมคิดได้แบบนี้ ความกลัวในชีวิตมันลดลงไปเลย ผมกล้ามากขึ้น เพราะรู้ว่าถึงวันนี้ผมทำธุรกิจพลาด ทำงานพลาด ลงทุนผิด ..ช่วงแรกอาจจะเจ็บตัว เจ็บใจ แต่พอเวลาผ่านไป ไอ้เรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นบทเรียน ที่สอนให้เราเก่งขึ้น เป็นประสบการณ์ที่กลายเป็นแต้มต่อในชีวิต กลายเป็นเรื่องเล่าที่โม้ได้สนุกปาก 

'ก็เราผ่านมาจริงๆ ..คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำ เหมือนเราได้ไปเหยียบดวงจันทร์ในขณะที่คนอื่นก็มานั่งถามเราว่า เห็นอะไรบ้าง -- ฮึม!! ใช่ จะใส่สีเติมไข่ ก็ทำให้เรื่องเล่านั้นสนุกขึ้น' 

นี่แหละข้อแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตาม ...เคล็ดลับการเป็นผู้นำก็คือ 'กล้า' ไปเลยดวงจันทร์ คนที่กล้าก็คือ ผู้นำ -- คำถามคือ คุณกล้าไหมล่ะ ?

ใช่!! ถ้าวันนี้ใครกำลังเจอปัญหา กำลังเครียด หรือ ล้ม เจออุปสรรค ก็คิดซะว่า นี่แหละบททดสอบผู้นำ ...ก็เรียนรู้จากมัน ลุกขึ้นมา แล้วก็เดินต่อไป

ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ในกรอบ ทำอะไรเหมือนเดิม ซ้ำไปเรื่อยๆ น่าเบื่อจะตาย ..ชีวิตมันคือ การเดินทางผจญภัย กล้าเห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น 

อย่ากลัวที่จะต้องลองในสิ่งใหม่ๆ ...คิดง่ายๆ วันใดที่เราต้องการความมั่นคงสุดขีด รู้แน่ๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร และทำเหมือนเดิมทุกวัน ..ก็ไปที่นั้นเลยครับ 'เรือนจำ' ไง ..555

'คุก' นี่ มีข้าวกินแน่นอน ตื่นและนอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรู้แน่นอนว่าอนาคตมั่นคง !! 

(ไม่ได้ให้ไปเข้าคุก แต่ ให้กล้าคิด กล้าทำ ..จัดไปครับ)

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มนุษย์กับลิง ต่างกันยังไง


'แปลกใจไหมทำไมวันนี้มนุษย์ครองโลก? ชนะเจ้าป่า แล้วคุณว่าคนกับลิง ต่างกันตรงไหน ..ถ้าเอามนุษย์ 1 คน ไปปล่อยเกาะร้างเทียบกับลิง 1ตัว คุณว่าใครมีโอกาสรอดสูงกว่า ?'

อันนี้คำถามที่ท้าทายความคิดโดย นักเขียนและศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอลที่ชื่อว่า yuval noah harari กล่าวไว้ในหนังสือ Bestseller ของเขา -- 'เขาตั้งประเด็นที่น่าคิดหลายๆอย่างเช่น เราบอกว่าเราเหนือสัตว์อื่นๆ  แต่เอาจริงๆ ถ้าวัดกันตัวต่อตัว เราแทบจะสู้สัตว์อะไรไม่ได้เลย หมายความว่า จริงๆแล้วเราเก่งเพราะอะไร ?'

หมาหมู่ !!?? ..เฮ้ย!! ไม่ใช่ 

Yuval กล่าวว่า จริงๆ แล้วที่มนุษย์สามารถชนะทุกสัตว์แล้ว ครองโลก เพราะมนุษย์มีจุดเด่นดังนี้

1. เราทำงานเป็นกลุ่มได้ ..ไม่ใช่กลุ่มเล็กๆแบบสัตว์อื่น แต่หมายถึงการทำงานร่วมกันแบบใหญ่ ..คุณไม่สามารถเอาลิงมานั่งรวมกันในสเตเดียมฟุตบอล เพื่อรวมพลังแล้วคิดการใหญ่ เพราะมันคุยกันไม่รู้เรื่องและคงเหยียบกันตาย แต่มนุษย์ทำได้

2. มนุษย์สามารถสะสมความรู้แล้วส่งต่อ ..สัตว์อื่นต้องเรียนทุกอย่างจากสัญชาตญาณ และด้วยตัวเอง ไม่มีการสะสมและส่งต่อองค์ความรู้

3. มนุษย์มองการณ์ไกลและเชื่อในนิทาน ..อันนี้ตลกแต่จริง เขาบอกว่าไม่มีสัตว์อะไรในโลกที่จะเชื่อในนิทาน เช่น คุณไม่สามารถไปบอกลิงที่หากล้วยเก่งๆ ให้แบ่งกล้วยให้ลิงตัวอื่น เพื่อที่ว่า ลิงตัวนั้นจะได้ขึ้นสวรรค์ลิง ..หรือ เราไม่สามารถสอนลิงให้เชื่อในกระดาษ แล้วเอากระดาษแลกกล้วยได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เอากระดาษแลกทุกสิ่งทุกอย่าง 

เอาแค่ 3 ข้อก็เห็นแล้วว่า เราแตกต่างเพราะ เราคิดไม่เหมือนสัตว์อื่น ..อ่านแล้วต้องหันมามองตัวเองว่า เรายังคงรักษาจุดเด่นที่เหนือกว่าสัตว์อื่นอยู่หรือเปล่า คือ 'ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ - สะสมและแชร์ความรู้ - มองการณ์ไกล'

ฮึม!! วันนี้เราชักแย่ เพราะโลกวันนี้ เราไม่ค่อยทำงานร่วมกับใคร เราเสพและแชร์แต่เรื่องไร้สาระ ที่สำคัญวันนี้คนมองแต่ใกล้ๆ อะไรที่ได้เงินเร็วก็ทำไว้ก่อน ...เหนื่อยแล้วซิ ..555

เอาเป็นว่า ความคิดของ Yuval ทำให้ผมฉุกคิดในนิทานต่างๆ ที่เราเชื่อ เช่น นิทานประเทศ, นิทานความเชื่อ ,  นิทานวัฒนธรรม, นิทานเรื่องเศรษฐกิจ , นิทานเรื่องเงิน 

-- แต่มีนิทานอันนึงที่เด็ดที่สุด !! นิทานที่ทุกคนเชื่อ เชื่อเหมือนกันทุกชนชาติ ทุกศาสนา ทุกวัฒธรรม คือ นิทานเรื่องเงิน ...เราเชื่อว่าเงินคือสิ่งมั่นคงสูงสุด แต่จริงๆ เงินเป็นเพียงความเชื่อที่ใช้ได้เพราะเราเชื่อ

แต่คุณใช้ไม่ได้กับลิง 'เอ๊งจะบ้าหรือ จะเอากระดาษใบนั่นมาแลกกล้วยในมือฉัน นี่แกคิดว่าฉันเป็นลิงที่โง่หรือ ..มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะยอมแลกกล้วยกับกระดาษ ..ตลก!!'

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จบปริญญา มาเป็นพนักงานเสริฟ



'จบปริญญา มาเป็นพนักงานเสริฟ' ..นั่นชีวิตภาววิทย์ตอนเรียนจบใหม่ๆเลย 

ตอนนั้นผมไม่ใช่จบธรรมดานะ ผมจบเกียรตินิยม ธรรมศาสตร์ แต่คิดยังไงเวลานั้นผมก็ไม่อยากเป็นลูกจ้าง 

ช่วงนั้นบอกตรงๆ มองไม่เห็นทาง ว่าจะทำอะไรในชีวิต เพราะมีแค่ปริญญาใบเดียว และก็ประสบการณ์ขายตรงตอนช่วงฝึกงาน -- ทำไรดีฟระ ?

ช่วงนั้นมาลงตัวที่ต้องไปเรียนต่อ ก็เลยได้เริ่มรู้จักอาชีพพนักงานเสริฟในออสเตรเลีย ..ครั้งแรกที่ได้เงินผมดีใจมาก เพราะมันเยอะสำหรับเด็กจบใหม่ คือ ชั่วโมงละ 300 บาท ทำวันละ 5 ชั่วโมง ก็ตกวันละ 1,500 บาท คูณ 30 วันก็อยู่ราวๆ 45,000 บาท ..เออดี!! เยอะกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเมืองไทย

ผมใช้เงินประหยัดมาก พยายามไม่ใช้เลย สักพักก็ได้จับเงินแสน ...เข้าใจเลยว่า คนที่พยายามเก็บเงินสร้างตัวมันอารมณ์ไหน

จุดเปลี่ยนมาอยู่ที่ มีประกาศขายร้าน ซึ่งผมมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมสร้างตัวได้ ..นั่นก็คือ จุดที่ผมตัดสินใจซื้อร้านอาหารต่อจากคนเดิม โดยจ่ายเพียงบางส่วนและขอให้เจ้าของร้านเดิมเป็นหุ้นส่วน 

สิ่งที่ผมอยากจะเล่าคือ ทุกชีวิตมันมีเส้นทาง และโอกาสที่ไม่เหมือนกัน ..ช่วงแรกๆ ของชีวิตเราเลือกไม่ได้มาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ เราก็ต้องคว้าโอกาสตรงหน้าแล้วทำให้ดีที่สุด

แต่แล้วสุดท้าย ผมก็ไม่ได้ทำร้านอาหารต่อ กลับมาทำงานสายการเงินการลงทุน ซึ่งไม่เคยคิดเลยว่าผมจะมาทำงานแนวนี้

มีน้องๆ หลายคนถามผมว่า แล้วคนเราจะเจอ Passion ว่า เราเหมาะกับทำอะไร หรือ เราเกิดมาเพื่อทำอะไรถึงจะดีที่สุด ...ผมบอกได้เลยว่า มันไม่มีทางลัด มันคือการเดินทางเรียนรู้ แล้วค้นหาจากช่วงชีวิตที่เราค่อยๆเดิน

ข้อแตกต่างระหว่างคนที่เจอ Passion แล้วทำมันจนกลายเป็นคนที่สำเร็จในสายอาชีพต่างๆ มันเกิดจากเขาคนนั้นไม่หยุดค้นหา และเรียนรู้จากความผิดพลาดระหว่างทาง

คนส่วนใหญ่ที่ยังหา Passion ไม่เจอ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง เพียงแต่เขาพอใจในจุดที่เขาเป็นแล้วก็เท่านั้นเอง

หากคุณเป็นค้นนึงที่ยังไม่ถอดใจค้นหา Passion ของตัวเอง ...จะบอกว่าให้สู้ต่อไป ผมเข้าใจคุณ และขอเอาใจช่วยครับ !!


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ