แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หนี้ล่ามโซ่ ชีวิตหิวโซ ทาสบริโภคนิยม


'คนอเมริกาส่วนใหญ่ไม่ได้รวยหรือชีวิตสบายในแบบที่เราคิด !!' 

บทความนี้อ่านแล้วน่าตกใจว่า คนอเมริกาทั่วไป 8 ใน 10 คน เป็นหนี้โดยเฉลี่ยคนละ 4 ล้านบาท (บ้าไปแล้ว เพราะมันสูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีของคนอเมริกาเกือบ 3 เท่า ซึ่งถ้าหักค่าใช้จ่ายค่ากินอยู่ ก็แปลว่า ทำงานทั้งชาติก็ยังเป็นหนี้ต่อไป ..โคตรเครียด!!)

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือหนี้ส่วนใหญ่ เป็นหนี้ที่กู้มาใช้ ไม่สร้างรายได้ เพราะกู้มาซื้อของ ที่สุดท้ายของนั้นมีแต่ลดมูลค่า พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ 'เป็นหนี้เอามาซื้อของที่สุดท้ายกลายเป็นขยะในบ้าน' ....แถมแหล่งเงินกู้หลักคือ บัตรเครดิตซึ่งจ่ายดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี

สรุป ก็คือคนอเมริกาส่วนใหญ่ ชีวิตถูกล่ามโซ่ โดยหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งสุดท้ายจะไม่สามารถจ่ายได้ เพราะดอกเบี้ย 15% ขึ้นไปมันสูงเกินการลงทุนหรือสูงกว่าการโตของรายได้ ดังนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป คนอเมริกาจะจมกองหนี้ที่ก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะยิ่งซวยเมื่อเขาเกษียณ เพราะจะไม่มีรายได้ แต่หนี้ไม่เคยหยุดโต

สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นอีก คือ คนไทย เราก็ไม่ต่างจากอเมริกา 

คำถามคือ เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร ? - วันที่หนี้โตเร็วกว่ารายได้ และเป็นแบบนี้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ในระบบทุนนิยม เขาออกแบบระบบหนี้ มาเป็นโซ่ ที่ใช้ควบคุมทาส แทนโซ่ในสมัยโบราณที่ใช้ล่ามทาส ...วันนี้เขาใช้หนี้ในการบังคับให้คนทำงานที่ไม่อยากทำ เพียงเพื่อให้เขาผ่อนใช้หนี้ที่ไม่มีวันหมด 

ทางแก้ คือ อย่าสร้างหนี้ ..โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 

ถ้ามีแล้ว ต้องเคียร์ให้เร็วที่สุด ...อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่า เราถูกล้างสมองให้เป็นนักบริโภคนิยมเพื่อสร้างหนี้เพื่อล่ามโซ่ชีวิตตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

'ต้องเปลี่ยนวิธีคิด แล้วชีวิตจะเปลี่ยนตาม'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

http://time.com/money/4252653/what-debt-pay-first/?xid=frommoney_soc_socialflow_facebook_money

ปัญหาธุรกิจส่วนใหญ่ จริงๆ ต้องใช้ หู แก้!!


นี่คือ Trend ใหญ่ที่จะเกิดในตลาดหุ้นทั่วโลกและไทยด้วย เหมือนกัน คือ 'รวมเพื่อโต'

นี่เพิ่งอ่านบทความที่พูดถึงการรวมตัวของค่ายรถใหญ่ Renault - Nissan - Mitsubishi ภายใต้การนำของ นักบริหารชั้นเทพอย่าง Carlos Ghosn ..ผู้ชายคนนี้ต้องบอกว่า เก่งเทพ เพราะเขาพลิกฟื้นทั้ง Ranault และ Nissan ให้กลับมากำไรได้ในเวลาอันสั้น ล้างการขาดทุนและพลิกเป็นบริษัทน้ำดี 

แนวทาง Carlos Ghosn ทำในการพลิกฟื้นธุรกิจ ก็คือ ลดต้นทุน รวมสิ่งที่ไม่จำเป็น แล้วก็โฟกัสสิ่งที่จำเป็น ...เขาเชื่อในความสามารถขององค์กรจากภายใน

การแก้ไขปัญหาของ Carlos หลักๆ คือใช้ 'หู' เขาจะลงไปคุยไปประชุมกับทุกส่วนของบริษัทเพื่อหารูรั้วด้วยตัวเอง ...เพราะเขาเชื่อว่า 'ทุกองค์กรที่มีปัญหา จริงๆ พนักงานมีทางแก้อยู่แล้ว เพราะพนักงานรู้จักลูกค้ามากกว่าผู้บริหาร ..ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริหารองค์กรใหญ่ไม่มีคือ หู!!' 

เจสสส!! แรงโคตร ..แต่ผมว่ามันโดน เพราะถ้าจะแก้ปัญหามันต้องเข้าใจปัญหาก่อน

ไม่ใช่กางตำรา Business แล้วเอา ทฤษฎีมาพูด แก้จากข้างนอก แล้วมันจะแก้ได้ไง ?

 ..มันต้องเข้าใจ DNA ของแต่ละองค์กร จากนั้นก็หาจุดรั้ว แล้วก็ค้นหา Talent ที่พร้อมจะโชว์ศักยภาพ เพียงแต่ขาดเวทีให้เขาแสดงฝีมือ 

ใช่!! ธุรกิจยุคนี้กำลังเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผู้บริหารมักจะมืดแปดด้าน เพราะมัวแต่นั่งอยู่ในออฟฟิศ แทนที่จะไปถามพนักงานที่เข้าใจลูกค้า แล้วตั้งทีมแก้ปัญหาแล้วดึงคนมีศักยภาพที่ทั้งรู้งานและรู้วัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาแสดงฝีมือ

ที่คุยมา จะชี้ว่า วันนี้องค์กรใหญ่กำลังเจอวิกฤต แต่จริงๆ การแก้ปัญหา มันสามารถทำได้ ซึ่ง Carlos Ghosn ก็ทำให้เห็นแล้วว่า 'ปัญหาเริ่มจากภายใน แก้จากข้างใน แล้วค่อยๆ ทำออกมาข้างนอก' (Inside Out)

สุดท้ายผมเชื่อว่าบริษัทในตลาดส่วนใหญ่จะผ่านมรสุมเศรษฐกิจโลกและประเทศไปได้ โดยใช้การ 'ควบรวม' เนื่องจากวันนี้เงินล้นระบบ ธุรกิจใหญ่ๆ หาเงินทุนไม่ยาก ...การควบรวมก็คือ รวมเพื่อตัดของเสีย และส่งเสริมของดี

ผลก็คือ บริษัทจะโอเค วิกฤตจะผ่านไป คนเก่งจะรุ่งเร็วในองค์กร แต่ผลเสียจะตกกับพนักงานที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือ พนักงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกันจะถูกให้ออกจากงาน

'ลดต้นทุนตัดคน ดันคนเก่ง ตัดงานซ้อน ลดสินค้า แต่ดันสินค้าที่ดีให้ยิ่งเด่น' 

ในฐานะถ้าคุณเป็นนักลงทุน ลองศึกษาโอกาสจากจุดนี้ ผมว่า เราจะเจอหุ้นเด็ดหลายตัวเลยที่จะโตจากรวมแล้วโตเร็ว

..ส่วนถ้าคุณเป็นพนักงาน ต้องมาทบทวนให้ดีว่า งานเราเป็นงานที่ใครๆก็ทำได้หรือเปล่า ถ้าใช่ต้องรีบพัฒนาความสามารถตัวเองให้โดดเด่น แล้วพยายามเป็นลูกจ้างที่คิดและทำงานแบบเหมือนเป็นธุรกิจส่วนตัว คือ ใส่ใจกับเสียงของลูกค้า และเข้าใจภาพรวมของธุรกิจไปพร้อมๆกัน

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เขา และ เรา ต่างกันยังไง


'เขา และ เรา' ..ทำไม 'เขา' ดี ..แต่เราแย่ ...เขามีเงิน แต่เรามีแต่หนี้ ..เขาน่าอิจฉา เขาน่าหมั่นไส้ !!

- ว่าแต่ 'เขา' และ 'เรา' ต่างกันอย่างไร ? 

1. งานที่เขาทำ เขาไม่คิดเกษียณจากงานนั้นเลย (แปลว่า หลังอายุ 60 เขาก็ยังทำงานนั้นต่อไป) 

..แต่เราตรงข้าม เราอยากรีบๆรวย จะได้เลิกทำงานที่เราต้องทนทำเสียที !!

2. เขาให้คุณค่ากับการทำงานมากกว่าการพักผ่อน เพราะ 'เขาสนุกกับงาน' 

..แต่เราตรงข้าม เราทำงานแบบให้เสร็จๆ เพื่อจะได้ไปเตรียมการท่องเที่ยว พักผ่อน !! 

3. เขาไม่ค่อยเสียเวลามาโชว์ชีวิตไฮโซ หรือ โชว์ว่าเขาใช้เงินไร้สาระเพียงไหน ..ไม่มานั่งอวดรวย แต่เขาชอบโชว์ผลงานของเขา ..ชอบโชว์ความคิด ..ชอบโชว์งานที่เขาทำ

 ...แต่เราตรงข้าม เราไม่อยากให้คนอื่นรู้หรอกว่าเราทำอะไร เราแค่อยากโชว์ว่าเราใช้เงินเก่งขนาดไหนให้คนอื่นมองเห็นตัวเราบ้างผ่านสิ่งที่เราจ่ายเงินซื้อมา (โอววว !!)

4. เขามีพัฒนาการเติบโตไปเรื่อยๆ พร้อมงานที่เขาทำ เพราะเขามี Passion มีความรักในงานของเขา จึงเติบโตไม่หยุดยั้ง

 ...แต่เราแสนจะเบื่องานของเรา แต่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยน และก็ไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนยังไง สุดท้ายเราก็ทนทำงานที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ นั่นแหละ 

ใช่!! ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาชีพไหน ถ้าคุณอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ลองเปลี่ยนความคิดในเรื่อง 'งาน' ให้คิดแบบเขาคนนั้นที่เราหมั่นไส้!!  ...แล้วชีวิตคุณจะมีความสุขและสำเร็จมากขึ้น

แค่เปลี่ยน มุมมอง เรื่อง 'งาน' ใหม่ ทั้งชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

ผมลองแล้ว มัน work จริงๆ ..ผมสนุกกับ 'งาน' มากขึ้น ..ผมจมตัวเองอยู่กับสิ่งที่ผมทำเพื่อสร้างผลงานบางอย่างที่ผมมีความสุข ..และสุดท้ายคนอื่นก็เริ่มเห็นคุณค่าตัวเราจากสิ่งที่เราทำ ...สนุกครับ ลองดูซิ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ซื้อบ้านแบบไหน ชีวิตดี


'ซื้อบ้านแบบไหน ชีวิตดี'

พูดถึงซื้อบ้าน มันเป็นค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ของชีวิต ..อาจจะหนักกว่ารถด้วยซ้ำ ยกเว้นบางคนที่รถแพงกว่าบ้าน (ซึ่งก็มีเยอะอยู่ โดยเฉพาะ Thailand Only อินดี้ เมืองไทย)

บ้านคือ หนึ่ง ตัวแทนความภูมิใจในความสำเร็จ (กู้สำเร็จ แต่ยังผ่อนไม่สำเร็จ อันนี้ปัญหาใหญ่และยาว เพราะมันหลายสิบปีอยู่ ..คิดง่ายๆ แทบไม่มีใครวางแผนเก็บเงินระยะยาว 30 ปี แต่พอจะกู้ ดันกู้ยาว 30 ปี - งง เบย)

สอง บ้านคือสถานที่แสดงอำนาจ ...พูดง่ายๆ ทั้งสองอย่างนี้มันผิดวัตถุประสงค์ของ คำว่า บ้าน แบบคนละโลกเลย

'บ้าน' จริงๆ ไม่ใช่สถานที่ ..สมัยโบราณเราอยู่ในถ้ำ ย้ายไปย้ายมา ตามแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ..เดี๋ยวนี้มาอยู่ในแท่งปูน ย้ายไปมาตามงานที่ทำ

บ้านจริงๆ คือ 'การเชื่อมต่อ คนที่เราอยู่ด้วยแล้วเรา มั่นใจ พักใจ วางใจ คนนั้นก็คือบ้านนั่นเอง ..แทบไม่เกี่ยวกับสถานที่แต่อย่างใด' 

สิ่งที่ต้องคิดในการซื้อบ้าน มีดังนี้

1. 'บ้านต้องอยู่แล้วเย็น' จะให้เย็นต้องไม่เป็นหนี้ หรือ เป็นหนี้เมื่อตัวเองสามารถจ่ายเงินก้อนได้ เพียงแต่เป็นหนี้เพื่อหักภาษี - พูดง่ายๆ คือ ควรซื้อบ้านเมื่อเราสามารถซื้อ 

2. 'ทำเลที่ขายต่อง่าย' ทำเลของบ้านคือมูลค่า แต่ตัวบ้านจริงๆ ไม่มีมูลค่า ดังนั้น ใส่เงินกับทำเลที่เราสามารถขายต่อง่าย ..ทำเลที่มี Supply จำกัด แต่ Demand โตเรื่อยๆ ..ทำเลที่เติบโตทางเศรษฐกิจและทำมาหากินคล่อง

3. 'ไม่เลือกบ้านที่สร้างภาระในการเดินทาง' หลายคนเลือกบ้านที่ไกลหน่อย เพราะราคาถูก แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็เลือกแบบนั้น ทำให้เราใช้ชีวิตเช้าก็แย่งเข้าเมือง เย็นก็แย่งออกเมือง เสาร์อาทิตย์ก็แย่งกันกินชานเมือง วันหยุดยาวก็แย่งกันหนีความวุ่นวายไปเจอความวุ่นวายพร้อมกันอีก ..เฮ้อออ!!

4. 'ไม่สร้างบ้านไว้โชว์ใคร' ให้สร้างบ้านหรือซื้อบ้านที่ตอบโจทย์เรา จะทำให้เราอยู่แล้วสบาย ซึ่งดีกว่าอยู่แล้วดูดีแต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจ ?

5. 'บ้านชีวิตชัด' คือบ้านที่ตอบโจทย์ชัดเจน เพียงอย่างเดียว เช่น ใกล้โรงเรียน มีโรงพยาบาลดี ใกล้ย่าน Shopping ติดแม่น้ำ ..แต่ต้องเลือกจุดเด่นให้ชัดเพียงอย่างเดียว เพราะ ถ้าดีทุกอย่าง มันจะแพงโดยไม่จำเป็น

ถ้าบ้านยังไม่โดน 5 ข้อนี้ ก็เช่าอยู่จนกว่ามันจะพร้อม ..เพราะการซื้อบ้านในเวลาไม่พร้อม อาจทำให้ 

1. เงินขาดมือเสมอจากค่าผ่อนบ้านที่เกินตัว
2. เลือกทำเลบ้านที่ไม่ดี ราคาไม่ขึ้น ขายต่อไม่ได้ ปล่อยเช่าก็ไม่ได้ ก็หมายความว่า 'ติดคุก'
3. ทำเลบ้านแย่ กระทบงานที่ทำ
4. ทำเลบ้านที่ผิด ทำให้ต้องซื้อรถในเวลาที่เราอาจไม่พร้อม เพิ่มภาระในชีวิตอีกปมใหญ่เช่นกัน
5. ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของบ้าน ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ทำให้หลายคนไม่เหลือเงินเก็บเลย

การซื้อบ้านเป็นเรื่องดี แต่ก็เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของชีวิต ที่ต้องคิดหลายๆรอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้มันจะกระทบกับชีวิตครั้งใหญ่ ..คิดให้ดีๆครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทุกอาชีพ ทุกทางเลือก มีคนที่สำเร็จอยู่แล้ว


'ทุกอาชีพ ทุกทางเลือก มีคนที่สำเร็จอยู่แล้ว' -- ผมศึกษาวิธีคิดเขา แล้วเลือกที่เหมาะกับเรา แล้วค่อยๆ เดินไป

นี่คือวิธีพัฒนาตัวเองที่ผมใช้ตลอด ..ซึ่งมีหลักปฏิบัติ 10 ประการ ดังนี้

1. 'มองหาต้นแบบ แล้วแกะวิธีคิด แต่ไม่ยึดติดวิธีทำ'

2. 'จุดหมายแห่งความสำเร็จมีเป้าหมายที่ชัด แต่ทางเดินสู่เป้าหมายนั้นต้องเหมาะกับตัวเรา'

3. 'หมั่นถามตัวเอง เพื่อหาสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในช่วงชีวิตนั้นๆ'

4. 'ลองผิดลองถูกจริง จากก้าวเล็กๆ ที่เราควบคุมได้'

5. 'เรียนรู้จากการสะดุดล้ม ระหว่างทางที่ก้าวเพื่อค้นหาอาจารย์ที่แท้จริง'

6. 'เมื่อเส้นทางที่เดินของเราเริ่มชัด ให้มองหาเพื่อนร่วมทาง ที่ก้าวมาในสายนี้ร่วมกัน'

7. 'พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่เราเลือก'

8. 'กล้าคิด กล้าต่าง เพื่อสร้างจุดยืนของตัวเองที่เด่นชัด'

9. 'แบ่งปัน และหมั่นแชร์ความรู้และประสบการณ์ จากการผจญภัย'

10. 'ทางที่ใช่ คือ การใช้ชีวิตที่เราชอบตัวเอง และมีประโยชน์ต่อผู้คน'

ไม่มีความสำเร็จที่สูงสุด ไม่มีความรู้ที่ดีสุด ไม่มีชีวิตที่เยี่ยมสุด ...มีแต่ประสบการณ์ที่เราเก็บไว้ และแบ่งปันไปให้เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คน 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

10 สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานไม่ประจำ


'10 สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานไม่ประจำ'

ในยุคนี้มีงาน 2 แบบ คือ หนึ่ง งานประจำ (สิ่งที่ต้องทำในหน้าที่) สอง งานไม่ประจำ (งานที่ทำนอกจากหน้าที่ มีไว้ทำเงิน)

หลายๆ คน เปลี่ยนงานไม่ประจำ ให้ทำเงินมาก มากจนเกินงานประจำ แต่ก็ยังคงทำงานประจำ ...และนี่คือ 10 สิ่ง ที่คนเหล่านี้สอนผม

1. 'เวลาว่าง คือ ช่วงเวลาที่เขาใช้เปลี่ยนชีวิต' เวลางานก็ทำงาน เวลาว่างก็เอามาใช้พลิกชีวิต

2. 'ลงทุนกับความรู้ เพราะความเชี่ยวชาญคือเงิน' ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะได้ค่าจ้างเหมาะสมกับเวลาที่เขาเสีย

3. 'ใช้ตัวเองให้เปลืองที่สุด' เพราะตัวเรา ทำงานเราได้ดีที่สุด ในค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด

4. 'ถ้าทำงานไม่ประจำได้ดีพอ งานนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตเราในที่สุด' 

5. 'งานไม่สามารถทำให้มั่นคง แต่รายได้สามารถทำให้มั่นคง' คนเหล่านี้จะรู้จัก Passive Income คือ กระแสเงินสดที่ไหลมาให้ แม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม

6. 'ความล้มเหลวเป็นครู' สมัยนี้ไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร หากเราเรียนรู้จากมัน เราจะโตขึ้น และนี่คือส่วนนึงของวิธีคิดและชีวิตที่เติบโต

7. 'ลูกค้าจะตีค่าจากงานที่เราทำ ไม่ได้ตีค่าจากปริญญาที่เราเรียน' ..ลูกค้าจ่ายเงินตามงาน ไม่ได้จ่ายตามใบปริญญาของเรา

8. 'งานไม่ประจำไม่ใช่งานอิสระ ที่นึกจะทำยังไงก็ได้ แต่มันยิ่งกว่างานประจำ' ความรับผิดชอบมีความสำคัญกับงานไม่ประจำ มากกว่างานประจำ เพราะคนจ่ายเราที่ผลงาน - มีคุณภาพ ตรงเวลา เชื่อถือได้ เท่านั้น

9. 'งานประจำคือทำตามสั่ง แต่งานไม่ประจำต้องคิดเผื่อลูกค้า' ไม่มีใครมาสั่งให้เราทำอะไร มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องคิดเผื่อเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

10. 'งานประจำเส้นสายสำคัญ แต่งานไม่ประจำเส้นสายยิ่งโคตรสำคัญ' หากคิดจะจริงจังกับงานไม่ประจำ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือรู้จักคน 

ผมเชื่อว่า ยุคนี้ความมั่นคง ไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งงานที่คุณทำ หรือใบปริญญาที่คุณเคยเรียน แต่มันขึ้นกับ คุณภาพที่คุณใส่ลงไปในงาน ...จากนั้นผลของงาน จะเชื่อมต่อ และบอกว่าคุณคือใคร 

ยิ่งคุณทำงาน คุณจะยิ่งรู้จักตัวคุณเองมากขึ้นเรื่อยๆ

'ผมไม่ได้บ้างาน ผมก็แค่อยากรู้จักตัวเอง'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


ค่านิยม 10 ประการที่ผมเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่


'ค่านิยม 10 ประการที่ผมเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่'

ยังไม่ได้ตัดสินว่าดีหรือไม่ แต่ชีวิตจะเป็นไปดั่งที่เขาเลือก !!

คนรุ่นใหม่สอนอะไรเราได้บ้าง ดูจากการเลือกใช้ชีวิตของเขา

ค่านิยมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ก่อเกิดเป็น 'ความเชื่อ' และวิถีปฏิบัติ ที่ทำให้คนแต่ละ เจน คิดเหมือนกัน และทำเหมือนกัน ..มาดูกันว่าคนรุ่นใหม่เชื่ออะไรกัน

1. 'คนรุ่นใหม่เชื่อว่า ประสบการณ์สำคัญกว่าเงิน' เก็บเงินเพื่อเที่ยว ไม่เก็บเงินเพื่ออยู่ เพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน

2. 'รักใครไม่เท่า เรารักตัวเอง' คนยุคนี้เชื่อว่า ก่อนจะหัดรักคนอื่น ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ..ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจคำว่า รักจริงไม่จิงโจ้ !!

3. 'สุขภาพและหน้าตา คือการลงทุน' ให้เลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ตัวเอง เพราะ 'ตัวเรา' คือการลงทุนที่คุ้มที่สุด

4. 'ความมั่นคง คือการเพิ่มทางเลือก' คนมีทางเลือกมากคือคนที่ชีวิตมีความมั่นคง

5. 'ไม่มีคำว่าไม่ ในชีวิตการทำงาน' เด็กยุคนี้จึงพร้อมเปิดรับกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

6. 'เวลาคือสิ่งมีค่าที่สุด' เสียอะไรก็เสียได้ แต่ถ้าเสียเวลา มันเอากลับคืนมาไม่ได้

7. 'กฎเกณฑ์มีไว้แหก ไม่ได้มีไว้ตาม' เดินตรงทำไมในเมื่อมีทางลัด ..เจสสสส ?!?

8. 'งานพ่อคืองานพ่อ งานเราคืองานเรา' เลือกทำงานเพื่อแสดงตัวตน สำคัญกว่างานที่ต้องทำ

9. 'อนาคตคือปัจจุบัน' ใช้ปัจจุบันให้สุด แล้วอนาคตจะจัดการตัวของมันเอง ...ชีวิตมรึงอ่ะ ใช้ซะ !!!

10. 'ทางเดินชีวิตมีทางเดียว' คือ ทางที่ฉันเลือกเอง

ช็อคครับ !! อินดี้มาก ...แต่คนรุ่นใหม่เขาสอนผมแบบนี้ -- ความเชื่อเหล่านี้ มันส่งผลต่อการใช้จ่าย ใช้ชีวิต งาน การลงทุน และ ครอบครัว ของคนรุ่นนี้ 

ยุคปู่ ทำงานเพื่อเก็บ
ยุคพ่อ ทำงานเพื่อสานต่อ
ยุคลูก ชีวิตใช้ซะ !!

'แปลกแต่จริง แล้วก็ยิ่งน่าคิด ...มันเป็นวิถีชีวิตที่บีบอัดจากประสบการณ์' - และแล้วมนุษย์มีชีวิตเป็นไปดั่งที่เขาเลือก !! 

...ปริ้ง !! ..วิ้ง ..วิ้ง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นักวิ่งย่อมล้มบ้าง แต่อย่าหยุดวิ่ง


'นักวิ่งย่อมล้มบ้าง แต่อย่าหยุดวิ่ง'

วันนี้ทุกธุรกิจกำลังเปลี่ยน นั่นรวมถึงอาชีพของเราแต่ละคนกำลังเปลี่ยน 

ผลของการเปลี่ยน ..มันมี 2 ทาง คือ ดีขึ้น หรือ  แย่ลง - คำถามคือ จะรู้ได้ไงว่าตัวเรา จะดีขึ้นหรือแย่ลง มันมีข้อสังเกตหลักๆ ดังนี้

1. 'งานที่เราทำ มันทำให้เราอึดอัด เพราะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ ใช่หรือไม่' ..งานผมกำลังเจอเรื่องนี้เลย ผมเป็นนักเขียนที่วันนี้คนซื้อหนังสือน้อยลงมากๆ ..ผมต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ ใน Social และ ต้องทดลองสอนสัมมนาต่างๆ ออนไลน์เพื่อเข้ากับยุคสมัย คือ ต่อไปเนื่องจากเวลาที่จำกัดการเรียนออนไลน์จะใหญ่กว่าเรียนปกติ ..ในฐานะคน Low Tech อย่างผมต้องเรียนรู้ขนานใหญ่เลยทีเดียว !!

2. 'งานที่เราทำ ให้เราเจอคนที่หลากหลาย' เราได้เจอคนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเดียวกัน ตรงนี้แหละโอกาสการเรียนรู้ในเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ..วันนี้ผมนัดคุยกับคนต่างสาขาอาชีพมากมาย ก็แลกเปลี่ยนมุมมอง และหาโอกาสใหม่ๆ ทำ Project ร่วมกัน

3. 'งานที่เราทำ มีผลต่อคนส่วนใหญ่ของบริษัท' ในการเปลี่ยนแปลง มักจะมีคนกลุ่มนึงในบริษัทที่ทำหน้าที่คิดและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เช่น ใน Nokia ก็จะมีหน่วยงาน Smartphone ..กลุ่มคนเหล่านี้ เขาจะได้โอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ..มันไม่ได้จำเป็นว่าเขาจะพลิกหรือช่วยบริษัทได้หรือใหม่ แต่สิ่งที่เขาได้คือ 'ความรู้ที่ทันสมัย ซึ่งมีค่ามหาศาลในยุคปัจจุบัน'

4. 'งานที่เราทำ มันดูไม่มั่นคง' ฟังดูตลกว่ายุคนี้งานที่ทำให้เรามั่นคงคือเราทำงานในตำแหน่งที่ไม่มั่นคง ก็เพราะมันช่วยให้เราระวังตัว คิดตลอด และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ..คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงวันนี้ เป็น Comfort Zone ที่อันตรายอย่างมาก

5. 'งานที่เราทำ มีคุณค่าต่อผู้คน' วันนี้เราเลือกได้ว่า จะแชร์ความรู้ทาง Social เช่น ข้าราชการบางคนเปิด Facebook แชร์ความรู้และประสบการณ์ให้รุ่นน้อง , อาจารย์เปิดเว็บสอนเด็กๆ ในเรื่องการพัฒนาความรู้ และเทคนิคการเรียน ...ใช่!! คนเรามีคุณค่ามากกว่าแต่ตำแหน่งงานที่เราทำ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

10 สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้


'10 สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้'

จงจ่ายเงินของคุณให้กับสิ่งที่เงินซื้อได้ และจงใช้เวลาของคุณไปกับสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

 ...คำพูดนี้โคตรเท่ห์ เอามาจากเน็ต ผมไม่ได้พูด แต่มันใช่มากๆ เลยไปถามอากู๋ว่า

เฮ้ย!! อะไรครับกู๋ ที่เงินซื้อไม่ได้ ..Search !!

มีดังนี้

1. 'ความรัก' เงินซื้อคนมาอยู่ด้วยได้ แต่ซื้อความรักจากเขาไม่ได้ (คนส่วนใหญ่อยู่กับเรา ตราบที่เรายังให้เงินเขาเท่านั้น)

2. 'ความจริง' เงินอาจจะใช้ปกปิดความจริงได้ชั่วคราว  แต่สุดท้ายความจริงจะปรากฏออกมาไม่ว่าเราจะปกปิดมันอย่างไรก็ตาม (โคนันคุง) 

3. 'เวลา' เงินซื้อเวลาคนอื่นได้ แต่ซื้อเวลาของเราไม่ได้ ..ทำไมคนส่วนใหญ่จึงขายเวลาทั้งหมดของเราเองแลกเงิน 

4. 'ความสุข' เงินซื้อความสนุกได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้ ..หลายคนใช้ชีวิตอย่างสนุกแต่เขาไม่เคยมีความสุขเลย

5. 'สุขภาพ' เงินจ่ายค่าหมอได้ แต่เตียงคนไข้เราต้องนอนเอง ..เราทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองและครอบครัว เพื่อที่เราจะได้นอนเตียงที่ดีที่สุดในโรงพยาบาล ก็เท่านั้นเอง

6. 'การยอมรับ' เอาเงินจ่ายให้คนเห็นด้วยได้ แต่การยอมรับอย่างแท้จริงไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ 

7. 'เพื่อนแท้' เพื่อนกินหาง่ายถ้าเราจ่าย แต่เพื่อนแท้ไม่ได้ใช้เงินซื้อ ..คนที่อยู่ข้างๆ เรา เวลาเราไม่มีอะไร นั่นคือเพื่อนแท้

8. 'บ้าน' เงินซื้อที่อยู่อาศัยได้ แต่ซื้อบ้านไม่ได้ เพราะบ้านไม่ใช่สถานที่ มันคือคนที่เราเชื่อมต่อ

9. 'ความมั่งคั่ง' เงินเท่าไหร่ก็ไม่รวย ถ้าเราไม่รู้ว่าความรวย แปลว่า เรามีชีวิตที่เราเลือกและกำหนดเอง 'สามารถใช้เวลาชีวิตกับสิ่งที่เราเลือก' ไม่ได้วัดที่จำนวนเงิน

10. 'ประสบการณ์' เราเรียนรู้ได้ อ่านหนังสือได้ แต่สุดท้ายเราจะไม่เข้าใจมันจริงๆ จนกว่าเราจะเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ของเรา และประสบการณ์ในยุคนี้ สำคัญกว่าใบปริญญา

สรุป ให้หาเงินให้เป็น แล้วเอาเงินนั่นแหละลองค่อยๆ ซื้อเวลาตัวเอง ...ถ้าคุณทำได้ดี คุณจะได้เวลาชีวิตคืน -- 'เงินใช้ซื้อเวลา แต่ความสุขที่แท้จริงต้องเอาเวลาไปแลก'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เปลี่ยนความอิจฉาเป็นการพัฒนาตัวเอง


'เปลี่ยนความอิจฉาเป็นการพัฒนาตัวเอง'

เรื่องนี้น่าสนใจมาก ในมุมที่ผมใช้ Social Media ร่วมกับการทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้สัมผัสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยโดยสื่อยุคใหม่อย่างชัดเจน

สังเกตไหมว่า 

'เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเวลาเราดูโพสการใช้ชีวิตของคนอื่นๆ ว่าทำไม เขาได้ใช้ของแพงๆ ดีๆ กินเที่ยวหรูหรา หรือ หลายคนทำไมสำเร็จร่ำรวยในเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่เราแทบไม่มีโอกาสนั้นเลย'

ทางแก้ ที่ผมนำมาใช้คือ 

1. 'มองทุกชีวิตใน Social เป็นละครเรื่องนึง' -- เหมือนดูหนังน่ะ ...ให้เรารู้ไว้ว่า ชีวิตจริงกับ ละครที่เราเห็นมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

2. ลองตั้งคำถามในสิ่งที่เห็น สิ่งที่เจอใน Social เป็นมุมในการศึกษาหาความรู้ ..เราจะเรียนรู้จากคนที่สำเร็จเร็ว รวยเร็ว ได้อย่างไร ..เพียงเปลี่ยนความอิจฉา เป็นการตั้งคำถามหาเหตุ เราจะพบว่า เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากมัน เช่น เราเห็นคนอายุน้อยสร้างธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน ลองตั้งสิ่งนั้นเป็นโจทย์ แล้วค่อยๆ ตอบว่า 'คนนั้นเขามีปัจจัยสู่ความสำเร็จอะไรบ้าง เขียนออกมาเป็นข้อๆ'

ใช่!! ผมทำแบบนี้ตลอดเวลา มันได้ประโยชน์ไม่แพ้การหาหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่านเลยแหละ 

ใช้ Social ให้เกิดประโยชน์ ใช้มันสร้างความรู้ อย่าใช้เพื่อทำลายตัวเอง !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


สำรวจงานที่มีอนาคตสำหรับเรา


'วิธีดูว่า เราจะสำเร็จจากงานที่ทำหรือไม่ ดูง่ายๆ และได้ผลสุดๆเลยคือ

หนึ่ง 'เราทำงานจนลืมตัว' เพราะงานมันสนุกจนเหมือนไม่รู้สึกว่าทำงานอยู่ 'อ้าว!! หมดวันแล้ว ลืมกินข้าวเลย ..บ้าจริงเชียว!!'

สอง 'รู้ตัวตลอดที่ทำงาน' รู้ว่าเซ็ง รู้ว่าเบื่อ นั่งมองเข็มนาฬิกาว่าเมื่อไหร่เวลานรกนี้จะผ่านๆไป จะได้หยุดพักไปเที่ยว ผ่อนคลาย ไปใช้ชีวิตในแบบที่ใจต้องการ

คนที่หนึ่ง คุณอยู่ถูกงาน ถูกที่ ..ทำต่อไป เพราะเดี๋ยวก็สำเร็จ ขอให้เดินหน้าต่อไป แต่อย่าลืมกินข้าว เดี๋ยวโรคกระเพาะจะถามหาก่อนรวย 'ทำต่อไป'

คนที่สอง คุณต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเอง ก็ต้องเปลี่ยนความคิด หรือไม่ก็เปลี่ยนงาน ..เพราะเส้นทางนี้มันไม่ใช่ทางสู่ความสำเร็จในงาน

สรุป 'หาจุดที่ทำงานแล้วสนุก จนลืมตัวว่า นี่คืองาน ..จุดนี้เรียกทางเดินสู่ความสำเร็จ' ..ลองสำรวจดูซิครับ 

'งานคือการอธิบายตัวเรา ผ่านสิ่งที่เราทำ ..นั่นแหละนิยามของงานที่ดี!!'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อยากเรียนและฝึกเทรดแบบเทรดเดอร์


หลายคนถามผมว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเป็นเทรดเดอร์ได้ ?

เอาตรงๆ นะ มันไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่มันอยู่ที่ความรู้


(ลอง ฟังคลิ๊ปที่ คุณหยงพูด 'วิถีเทรดเดอร์ การดึงเงินจริงจากตลาดหุ้น' นั่นแหละแก่นของเทรดเดอร์ ที่คนส่วนใหญ่มอง มันผิดเลยทำแล้วเหนื่อย ไม่เห็นผล)

อย่างที่ผมชวนคุณหยงมาช่วยในโครงการ DW01 Master เพราะตัว DW มันเป็นการฝึกเทรดที่สามารถใช้เงินน้อยสุดแล้ว

ปกติ เราจะเปิด TFEX แล้ว Short ตลาด เก็งกำไรขาลง ปกติต้องมีเงินเป็นแสนบาท นั่นแปลว่า คนเงินน้อยกว่านั้นก็ไม่มีสิทธิเรียนรู้ ..แต่ DW01 Master ที่สอนนี่ เงินไม่กี่ร้อยบาท ก็ฝึก เทรดเก็งกำไรขาลงได้แล้ว (มันใช้เงินน้อย แต่ได้ความรู้ไม่ต่างกัน)

แล้วเมื่อ คุณมีความรู้เรื่อง DW01 คุณเอาไปต่อยอดในชีวิตจริง ไม่ต้องเทรด DW ก็ได้ เอาความรู้นี้ไปเทรด ค่าเงิน เทรดต่างประเทศ มันได้หมด เพราะ เมื่อคุณเข้าใจเรื่อง Option ซึ่งมันยากสุดแล้ว คุณก็จะกลายเป็น เทรดเดอร์ ที่ไม่ใช่แค่เข้ามาเล่นๆ ซื้อแล้วลุ้น แต่คุณจะเป็นเทรดเดอร์ ที่เอาจริง (ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น รู้ความเสี่ยง และเข้าใจการทำเงิน)

เข้าใจการเก็งกำไร 2 ขาเหมือน เทรดเดอร์มืออาชีพจริงๆ นั่นเอง

อย่าง โครงการ DW01 Master ผมชวนคุณหยงมาให้ความรู้ เพราะแกเทรด Option อยู่แล้ว มันเป็นสินค้าที่ซับซ้อน มี Gearing มี Leverage มี Time Decay ..ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันต้องมีความรู้จึงจะลดความเสี่ยงในการลงทุน แล้วพัฒนาตัวเองเป็นมืออาชีพ ทำเงินได้จริงจากตลาด

(ไม่ใช่ แค่ตลาดไทย แต่ความรู้เรื่อง Option มันเป็น Global ..ภาษา Technical ก็เป็นภาษา Global -- เมื่อพูดภาษาเทคนิคเป็น คุณจะไปเทรด อเมริกา , อังกฤษ , ญี่ปุ่น .. มันเหมือนภาษาอังกฤษนั่นแหละ มันไปได้ไกล)

ใคร สนใจเรียนรู้ไปกับโครงการ DW01 Master ก็เชิญชวนมาร่วมเรียนรู้ด้วยกัน 'สัปดาห์นี้เปิดให้รับสมัครเป็นสัปดาห์สุดท้าย โครงการจะเริ่มแล้วครับ'

รายละเอียดการสมัคร ค่าใช้จ่าย รวมทั้งตารางเรียน (ดูย้อนหลังได้) คลิ๊กที่นี่ครับ

http://investmentstation.bualuang.co.th/dw01master/

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สร้างรายได้โดยไม่เพิ่มหนี้ ทำได้ไหม ?




'สร้างรายได้โดยไม่เพิ่มหนี้ ทำได้ไหม ?'

โห!! ถ้าทำได้ก็ ชิว ดิ ..Slow Life แน่นอน ไม่ต้องถามเลยครับพี่น้อง

ว่าแต่ มันทำได้ไหมล่ะ - 'เพิ่มหนี้ แต่ไม่เพิ่มรายได้' อันนี้ง่ายใครๆ ก็ทำ

แต่ถ้า 'เพิ่มรายได้ แต่ไม่เพิ่มหนี้' มีแนวทางดังนี้

1. เป็นลูกจ้างไง ทำงานให้เก่งขั้นเทพ เก่งกว่านาย เก่งกว่าคู่แข่ง นำหน้าลูกค้า ..แต่ไม่ง่าย ...ยากโคตรๆ (ขอร้องล่ะ)

2. เป็นลูกจ้าง แล้วหาธุรกิจเสริมทำ ..ก็เริ่มธุรกิจที่ลงทุนน้อยๆ ฝึกฝีมือก่อน (ท่องไว้ ถ้ายังไม่เก๋าอย่าลงเงินเยอะ ไม่งั้นจะเจ็บหนัก)

3. ลงทุนโดยไม่กู้ ..อาศัยลงทุนเวลามีวิกฤต แล้วทนรวยให้นาน จริงๆ แนวทาง 'ออมในหุ้น' คือแนวทางนี้ 

4. ร่วมทำธุรกิจในมุมที่ปรึกษา ใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเราให้เป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจคนอื่น

5. หาความรู้เพิ่มให้มาก แล้วทุกข้อที่กล่าวมาจะค่อยๆ ชัดขึ้น จนคุณร้องว่า 'รู้งี้ทำนานแล้ว'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมยังไม่ควรซื้อรถ ยกเว้น Taxi


'ทำไมยังไม่ควรซื้อรถ ยกเว้น Taxi'

อยากได้รถ ใครๆ เขาก็มีรถกัน ...ก็ใช่นะ 

คนอเมริกาเขามีฝัน American Dream คือ ทุกคนต้องมีบ้าน ...ส่วนการมีรถนี่มัน Thailand Dream เลยนะ

เดี๋ยว!! ไม่ได้ห้ามมี มีได้ แต่ก่อนมี แค่ต้องระวังเรื่องเหล่านี้ 

1. การมีรถทำให้การลงทุนในชีวิตบิดเบือน ..คนมีรถอาจเลือกบ้านที่ไกลหน่อย เพราะมองว่ามีรถ ดังนั้น อาจส่งผลให้เลือกบ้านที่การเดินทางสาธารณะไม่สะดวก นั่นหมายถึง ผล กระทบในการลงทุนในทำเลบ้าน 

2. คนมีรถจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวของคนไม่มีรถ นั่นคือ การผ่อนรถและค่าใช้รถ ทำให้แทบไม่เหลือเงินเก็บ

3. รถจะพาเราไปสู่ค่าใช้จ่ายพิเศษทั้งที่คาดคิดและไม่คาดคิด 

4. เมื่อเวลาผ่านไปรถจะมูลค่าหายไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่การลงทุนนะ (นักเลงรถ หรือ คนที่ซื้อรถเป็นการลงทุน ไม่มีใครซื้อรถป้ายแดงครับ)

5. การใช้รถ จะทำให้เราอัพรายจ่ายได้เร็วมากเมื่อมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น โดยการเปลี่ยนรถคันใหม่

วงจรของ 'รถ' ก็คือ 'ลด' นั่นแหละ

แต่ถ้าอยากมีรถ ต้องดูความพร้อมดังนี้

1. สามารถซื้อรถโดยไม่ผ่อน แต่ผ่อนเอา 0% ตามโปร แล้วมาหักภาษี ..เอาเงินที่เตรียมไปลงทุน 

2. ใช้ภาษีจ่ายค่ารถ ..ผู้ประกอบการทุกคนรู้เรื่องนี้ดี เขาเอาภาษีมาจ่ายค่ารถ

3. ใช้รถเหมือน 'บริษัทเช่าใช้' เปลี่ยนรถทุก 5 ปี ไม่ครอบครองให้เกิดภาระ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม





ทำไมคนอายุน้อยต้องลองเป็นลูกจ้างสักครั้งในชีวิต


'ทำไมคนอายุน้อยต้องลองเป็นลูกจ้างสักครั้งในชีวิต'

10 ข้อควรรู้ จากลูกจ้าง เพื่อเรียนรู้ชีวิตที่ดีขึ้น

1. เพราะการเป็นลูกจ้าง ทำให้รู้ว่า ไม่มีใครในโลกนี้เหมือนพ่อแม่คุณ 

2. ทำให้รู้ว่าเงินหายาก เมื่อถอดชุดนักศึกษาออก (ชายกลางคน กทม.ใจดีเคยกล่าวไว้อย่างลึกลับว่า 'ถ้าติดปัญหา ใส่ชุดนักศึกษา แล้วมาปรึกษาพี่ ?')

3. ทำให้รู้ว่าเงินไม่ได้แปรผันตามใบปริญญา (ปริญญาสูงขึ้น ไม่ได้การันตีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด)

4. ทำให้รู้จักเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ..อย่าเดินหันหลัง ในที่ทำงาน ทำไง ? เพิ่งมารู้ว่าให้จับกลุ่มคนคอเดียวกัน แล้วเดินเอาหลังชนกัน 'ในออฟฟิส เราเรียกวงล้อมแห่งการอยู่รอด'

5. ทำให้รู้ว่างานหนักไม่ได้ทำให้คนรวย 

6. ทำให้รู้ว่ามันมีรางวัลให้เฉพาะตรงสุดทางเท่านั้น ..ซ้ายสุด ขวาสุด สูงสุด ต่ำสุด แนวสุด กวนสุด อ้อนสุด ตรงสุด 

7. ทำให้รู้ว่าความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และตำแหน่งในยุคนี้ ก็ไม่ได้แปรผันตามความมั่งคั่งอีกเช่นกัน

8. ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างประหยัด ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในโลกของมนุษย์เงินเดือน

9. ทำให้รู้ว่าเวลาว่างในโลกของลูกจ้าง มีไว้ใช้จ่ายเท่านั้น ..ไม่แปลกที่ไม่เคยมีเงินเก็บ

10. ทำให้รู้ว่า เก่งคนสำคัญกว่าเก่งงาน

เมื่อเรียนรู้การเป็นลูกจ้าง ก็ลองพัฒนาตัวเองเรียนรู้ สิ่งที่ควรเรียนรู้จากการเป็นผู้ประกอบการ 

'อย่าหยุดเรียนรู้ เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่เรายังมีลมหายใจอย่างมีคุณภาพ'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




สิ้นยุคของ Mass Production


'สิ้นยุคของ Mass Production...จบแล้วครับ'

หมายความว่าอะไร ?

นี่ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจการผลิตจะจบนะ ..มันจะมีต่อไป ..แต่มันจะเป็นของบริษัทใหญ่ๆ ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะคิดและทำได้

เราถูกสอนกันมาเรื่อง ประสิทธิภาพ การประหยัดจากขนาด การลดต้นทุน และการคืนกำไรทั้งหมดให้ลูกค้า 

ใช่!! นั่นเป็น Model ธุรกิจของ Lazada ที่ Jack Ma เพิ่งซื้อ ...มันเป็นการหาจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร จากนั้นมุ่งขยายธุรกิจที่ความเร็วสูง

- คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าคุณสามารถซื้อ ทีวี ตู้เย็น ของใช้ ทุกอย่าง รวมถึงแพคเกจท่องเที่ยว ในราคาที่คนขายยอมขาดทุน ...'ดี ซิครับ ดี !!' (ในใจเราคงคิดว่า คนขาย น่าจะโง่น่าดู ขายของถูกกว่าต้นทุนตัวเอง หรือ ไม่เอากำไร เอาใจลูกค้าเท่านั้น)

- คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าการซื้อของออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ สามารถจ่ายเงินเมื่อรับสินค้าเรียบร้อย ..Pay On Delivery -- 'ดีซิครับ !! คนขายคงต้นทุนสูงน่าดูที่กล้าทำแบบนั้น'

ธุรกิจแบบนี้ถ้าเป็นในอดีต แทบไม่มีโอกาสแม้แต่คิด เพราะ Model ธุรกิจแบบนี้ไม่มีธนาคารไหนให้กู้

 ...ถามหน่อยถ้าเป็นคุณ มีคนมาขอยืมเงินไปทำธุรกิจ ที่ขาดทุนตลอด ..ต้นทุนสูง ..แล้วมีแนวโน้มขาดทุนสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะยอดขายมันโตเร็วมาก (อัตราการขาดทุนขยายตัวเร็วสุดๆ) ..คุณคงบอกว่า 'จะบ้าหรือ ?'

 ...แต่นี่คือสิ่งที่ Alibaba ยอมทุ่มเงินมหาศาล ซื้อ Lazada แล้วทำให้ผู้สร้าง Lazada กลายเป็น มหาเศรษฐีคนใหม่ของโลก

นี่คือยุคที่เปิดโอกาสให้กับความคิดต่าง คิดประหลาด

ยุคแห่งการขายคุณค่า ..หาคุณค่าแล้วส่งมอบให้ลูกค้า

ยุคแห่งการขายประสบการณ์ ..ออกแบบประสบการณ์ที่ผู้คนยอมจ่ายเงินซื้อ

ยุคแห่งการขายเวลา ..ออกแบบวิธีการทำธุรกิจแนวใหม่ขายบริษัท แบบที่ Lazada ขาย  Alibaba เพราะมันประหยัดเวลาและสร้างโอกาสให้ธุรกิจที่เงินเหลือและกำลังแสวงโอกาสแบบยุคปัจจุบัน

ถ้าเราไม่ยึดติดว่า อาชีพ คือ อาชีพ ..แต่อาชีพคือ การสร้างคุณค่า เพิ่มประสบการณ์ และ ประหยัดเวลา -- โอกาสในชีวิตเราจะเปิดขึ้นครับ 

นี่คือ ยุคแห่งโอกาส อย่างแท้จริง !!

'กล้ามอง ?'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรียนรู้จากพ่อค้าขี้โกง

'เรียนรู้จากพ่อค้าขี้โกง !!'

ผมไปเที่ยวเมืองจีนหลายรอบ พอว่า ทุกรอบได้ความรู้ใหม่ๆ เสมอ โดยเฉพาะวิธีโกง เช่น

อันนี้แค่ส่วนนึง เพียงก้าวเท้ามาหาซีฟู้ดริมทะเลกิน ก็ได้เรียนรู้มากมายทีเดียว 

- การซื้อของอย่างนึง พอเราจ่ายเงิน มันเปลี่ยนอีกอย่างมาให้

- ตาชั่งโกง คือ โกงตาชั่ง

- ซื้อของทะเลสด ตาชั่งไม่โกง แต่ถุงดำที่ใส่ของทะเลให้เรา มันเอาน้ำใส่ในถุงไว้ก่อน เพื่อให้น้ำหนักเพิ่ม 

- ร้านอาหารโกง ให้กุ้งไป 2 กิโล มันทำมาโลครึ่ง 

สรุปเป็นการเรียนรู้ดังนี้

1. รู้เลยว่าการโกงไม่คุ้ม เพราะ ทุกคนจะพูดถึงเราในแบบที่ไม่ดีกับเรา 'เป็นวิธีกินสั้นแต่ซวยยาว'

2. ผู้คนขาดความไว้วางใจในตัวเรา ซึ่งสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่คนให้ค่ามากที่สุดในการทำธุรกิจและการเป็นมนุษย์ ก็คือ ความไว้วางใจ (Trust)

3. ความเน่าจะส่งกลิ่นเหม็นอย่างยาวไกล ..ปลาเน่าตัวเดียวในถุง ก็ทำให้ทุกอย่างในถุงนั้นเหม็นเน่า ..เรากำลังทำร้ายสังคมจากความเห็นแก่ได้เพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง

ครับ!! สรุปว่า การโกง มันไม่คุ้ม

เพราะ ความร่ำรวยและคุณค่าของมนุษย์คนนึง มันสร้างจากความไว้วางใจ หรือ Trust

ถ้าใครมี Trust คนนั้นคือ ผู้นำ ..คนนั้นคือผู้ที่สังคมเลือกให้เขาร่ำรวยและมีเกียรติ - ใช่!! ไม่โกงรวยกว่า อย่าคิดสั้น !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง


'นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง ..ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?'

1. การสะสมอะไรบางอย่างบังคับให้เราต้องรู้จริงในสิ่งนั้น ก่อนที่จะโดนหลอก

2. การสะสม สร้างนิสัยของการออม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยทำได้

3. การสะสม คือการรวมความสนใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่สนใจทุกๆสิ่ง

4. การสะสม ทำให้เรารู้เส้นทางเดิน ของสิ่งที่เราสะสม ..'เส้นทางเดิน' นี้คือเส้นทางการค้า และนี่คือส่วนนึงของความรู้ของพ่อค้า

5. การสะสมสร้างพลัง เพราะมันคือการรวมของเรื่องราวและตำนานอะไรบางอย่าง ..สิ่งนี้มีค่าและมีราคาต่อผู้คน

ลองเริ่มสะสมอะไรสักอย่างเพื่อสร้างนิสัยเศรษฐี ..อย่าแค่ซื้อทุกอย่างเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ไม่เคยสะสมอะไร 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ


'เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ !! ...ไม่มียุคไหนในโลกที่สองสิ่งนี้จะลดลง

1. คนเราไม่ได้เงินค่าจ้างน้อยลง เงินเดือนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นตลอด แต่เราไม่ได้กินอยู่ตามรายจ่ายขั้นต่ำ ..เราใช้จ่ายตามสังคม ..มือถือเครื่องละหมื่น / รถยนต์หลายแสน / คอนโดหลายล้าน -- ความจำเป็นขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไป

2. ของจำเป็นพื้นฐานอาจราคาไม่เพิ่ม แต่เราใช้จ่ายส่วนใหญ่กับสิ่งไม่จำเป็นที่ราคาขึ้นสูงกว่าเงินเฟ้อปกติมาก ..คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกจนลงตลอดเวลา

3. คนส่วนใหญ่มีความสุขกับการจ่ายเงิน ต่างกับคนส่วนน้อย(คนรวย)ที่มีความสุขกับการทำงาน(หาเงิน) ...ความแตกต่างจุดนี้ทำให้คนสองคนมีความร่ำรวยต่างกันมหาศาลเมื่อเวลาผ่านไป

4. ของสะสมของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ Asset ทำให้เขารู้สึกยิ่งจนลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

5. การพิมพ์เงินของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อผยุงเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อแฝงในระบบสูงขึ้นเรื่อยๆ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

พ่อสอนว่าเด็กวัดคิดอย่างไร


'พ่อสอนว่า เด็กวัดคิดอย่างไร ?'

พ่อเล่าว่า ตอนเด็กๆ พ่อจน ..อาศัยอยู่ใกล้ๆวัด ก็ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ..'พ่อไม่ได้เกิดมา สบายอย่างเอ๊ง ..เด็กวัดไม่ต้องคิด ลุยอย่างเดียว สังเกตพ่อกินเร็ว ไม่มีโอ้เอ้ ไม่มี Slow Life ..ขืนเอ๊ง Slow Life ก็ไม่ต้องกิน'

สมัยพ่อ ไม่มีใครมีเงิน ยุคนั้นสร้างตัวมือเปล่า ขอให้ขยัน โอกาสไม่ต้องหา มันไม่มี ..เฮ้ย !! ยุคพ่อไม่ต้องคุยเรื่อง Start-Up เพราะทุกคนมันคือ Start-Up 

ปากกัด ตีนถีบ เงินน้อย แต่ท้องฟ้าไม่จำกัด เพราะอย่างแรกเอื้อมไม่ถึง อย่างที่สอง มันไม่มีอะไรจะเสีย ...สุดท้ายคนรุ่นพ่อ ก็เลยได้มากกว่าที่หวัง รวยมากกว่าที่คิด

ลองเอาวิธีคิดเด็กวัดไปลองปรับใช้ดู

1. 'ไม่มีข้อจำกัด' เพราะความรู้น้อย ข้ออ้างในชีวิตเลยน้อย เลยลุยมันอย่างเดียว

2. 'ไม่กลัวความเสี่ยง' เพราะชีวิตไม่มีอะไรจะเสีย อย่างแย่ก็อยู่ตรงนี้แหละที่เดิม ช่วยงานวัดยังไงก็มีข้าวกิน

3. 'เจอคนหลากหลาย' สมัยก่อนทุกคนเข้าวัด เจอตั้งแต่คนระดับบน จนทุกระดับ เจอหมด

4. 'ไม่มีอีโก้' โลกยิ่งเจริญคนยิ่งโง่ เพราะอีโก้มันบังตา เวลาเรามีอีโก้ เราจะหยุดเรียนรู้ และโง่ลงเรื่อยๆ 

5. 'เพื่อนเยอะ' เด็กวัดคนหมั่นไส้น้อย คนสงสารเยอะกว่า ..ยิ่งพวกที่สร้างตัวมาด้วยกัน มันเข้าใจกัน วันนี้เศรษฐีใหญ่หลายต่อหลายคนก็เริ่มจากเด็กวัด

ยุคพ่อ ยุคจากเด็กวัดสู่เศรษฐี ..ยุคเอ๊งน่ะแพ้ท ยุคลูกคนรวยสู่ยาจก -- ไปทบทวนดีๆ ไป ..แล้วจะเข้าใจสิ่งที่พ่อสอน !!

'กรูเคยไม่มี วันนี้กรูเลยมี ..แล้วถ้าเอ๊ง ชินกับมี ..วันนึง เอ๊งอาจจะเริ่มไม่มี' 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม






วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ คือธุรกิจที่ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


'ธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ คือธุรกิจที่ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ !!'

ผมถูกเชิญไปพูดเรื่อง 'ไม่หุ้น' หลายที่ ..ปกติพูดแต่เรื่องหุ้นไง ..พักหลังนี้หลายคนอยากฟังภาววิทย์ไม่พูดเรื่องหุ้น แล้วจะพูดเรื่องอะไร ?

เราทุกคนมีความสนใจหลายอย่าง และอีกหนึ่งเรื่องที่ผมคลั่งไคล้มาตลอด คือ 'การปั้นธุรกิจติดลมบน' 

ผมเริ่มชีวิตการทำงานในสายผู้ประกอบการตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนที่ผมจะมาเป็นนักลงทุน จนวันนี้การปั้นธุรกิจก็เป็นเรื่องที่ผมทำควบคู่มาตลอด

เรื่องที่ผมอยากแชร์วันนี้คือ 'ธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ คือธุรกิจที่ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้'

ทำไมล่ะ ?

ก็เพราะ ถ้าเราพยายามทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ มันน่าสนใจ มันน่าพูดถึง และด้วยเหตุนี้เอง คนที่กล้าทำธุรกิจบ้าๆ มันโตได้เร็ว ..คนรู้จักโดยแทบไม่ต้องเสียค่าโฆษณา

- สร้าง Computer ที่คนธรรมดา ซื้อใช้ได้
- เขียนระบบปฏิบัติการที่ทำให้ทุกคนในโลกใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ
- ทำ Search Engine ที่ดีที่สุดในโลก
- ทำรถยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่ใช้น้ำมัน
- สร้างสายการบินที่ไปดาวอังคาร
- เครื่อง Teleport เดินทางสู่อเมริกาใน 5 นาที
- ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องก้มหน้า ทุกคนทำความเคารพ iPhone วันนึงนับครั้งไม่ถ้วน ..แสดงความเคารพหน่อย !!
- คุณตั้งสักอันซิ ?

เพราะธุรกิจบ้าๆ หรือ Business Impossible เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ และอยากเกี่ยวข้อง แม้แต่ขอได้พูดถึงก็ยังดี

ครั้งหน้า ลองตั้งเป้าหมายที่บ้าเลือด ..มันอาจจะเป็นการเดินทางครั้งที่เปลี่ยนชีวิตทั้งหมดของเราก็ได้ !!

'ร้านบะหมี่ของผม จะใช้น้ำซุป ที่มาจาก ลำธารในดวงจันทร์ !!! ..มันคือ ร้านบะหมี่ที่ชายญี่ปุ่นที่อายุ 35 ปีขึ้นไปทุกคน ต้องมาลิ้มลองสักครั้งในชีวิต เพื่อแสดงความเคารพบะหมี่แห่งดวงจันทร์' ...บะหมี่เชื่ย อะไรฟระ ? (นั่นดิ)

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


10 ข้อควรรู้เพื่อรวยจากตลาดหุ้น


10 ข้อควรรู้ เพื่อรวยจากตลาดหุ้น 

1. คนที่มี 108 คำถามเกี่ยวกับหุ้นแสดงว่าคุณคือมือใหม่ ..เร่งหาความรู้เพิ่ม

2. เมื่อคำถามในการเล่นหุ้นเริ่มลดลง พอร์ตเราจะค่อยๆ โตขึ้น 

3. ในตลาดหุ้นมีการสอบวัดระดับความรู้เหมือนเราเรียนในโรงเรียน สอบเราเป็นรอบๆ วัดใจเราเป็นช่วงๆ

4. ใครที่ให้คนอื่นหาหุ้นให้ มักจะพอร์ตเล็ก ถึงได้มาก็มักเสียไป เพราะเขายังใช้ยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่

5. คนที่เริ่มไม่ถามหุ้นใคร หาหุ้นเอง มักจะมีพอร์ตที่ค่อยๆ โตขึ้น ..ช่วงเริ่มเข้าใจตลาด

6. ทุกคนในตลาดหุ้นจะเจอจุดวัดใจ คือ จุดที่ผ่านแล้วรวย ..จุดนั้นคือจุดที่เราหมดศรัทธาในหุ้น ใครเจอจุดนี้แล้วไม่ผ่านจะเลิก ใครเจอแล้วผ่านได้จะรวย

7. ไม่มีใครบอกหุ้นเรา เพียงเพื่อให้เราได้ดี แต่คนอื่นบอกหุ้นเราเพราะเขาได้ผลประโยชน์ก็เท่านั้นเอง (อย่าโลภ ท่องไว้)

8. ในช่วงที่ตลาดหุ้นดูดี น่าลงทุน มักจะเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด ..ในวงการหุ้นเขาเรียกว่า 'ช่วงใกล้ดอย หรือ ช่วงรับน้อง' (อย่าโลภ ..อย่าโลภ)

9. ในช่วงที่ตลาดหุ้นดูแย่ มีแต่ข่าวร้าย ดูไม่น่าเล่นหุ้น คือช่วงที่น่าลงทุนที่สุด ..ในวงการหุ้นเขาเรียกจุดนี้ว่า 'ช่วงตลาด Bottom หรือ จุดต่ำสุดของหุ้นในแต่ละรอบ' (ความรู้จะนำมาซึ่งโอกาส ท่องไว้)

10. ไม่มีใครเลย ที่สามารถเรียนรู้ประสบการณ์ตลาดหุ้นจากประสบการณ์ของผู้อื่น ..ทุกคนจะผ่านช่วงรับน้อง(ติดดอย) - ช่วงขายหมู(ขายแล้วหุ่นขึ้นแรง) - ช่วงรู้งี้(รู้งี้กรู รวยละ) ..ใครสามารถผ่าน 3 ช่วงนี้แล้วยังเล่นหุ้นต่อไป - คุณสอบผ่าน(คนส่วนใหญ่เลิกก่อนผ่านทั้ง 3 ด่าน) 

 ..คุณจะกลายเป็นเศรษฐีหุ้นคนต่อไป

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พ่อสอนว่า ตอนที่ 2


พ่อผมสอนไม่เหมือนใคร คิดอะไรก็แปลก ทำอะไรก็แปลก ..พ่อสอนว่า

1. 'ดีคือเสีย เสียคือดี' ถ้าไม่ขยายความเป็นเรื่องแน่ เพราะไม่รู้เรื่อง ...แต่พ่อสอนผมว่า อะไรที่มันดีอยู่แล้วไม่ต้องไปยุ่ง เพราะนั่นคือกับดัก ...โอกาสที่จะทำสิ่งนั้นแล้วแย่มันมีสูง (คนเขาทำดีอยู่แล้ว ถ้าเราพลาดนิดเดียว ซวยหนักแน่นอน)  ..แต่ถ้าอะไรมีวิกฤต หรือ ย่ำแย่ ให้เลือกทำงานนั้นเพราะมันคืองานแห่งโอกาส ..ของแย่ อย่างห่วยก็แย่เหมือนเดิม แต่ถ้าเราพลิกฟื้นมันได้ เราจะได้เป็นฮีไร่ !!

2. 'งานที่ทำไม่เสร็จ ถึงจะดีแค่ไหนก็ไม่มีคุณค่า' อันนี้สอนเด็กเรียนอย่างผม ที่ชอบความสมบูรณ์แบบว่า บางครั้งงานที่เสร็จ มันดีกว่างานสมบูรณ์แบบที่ทำไม่เคยเสร็จ ...ทำอะไรให้มันได้ผลงาน สร้างผลงาน แม้ไม่ได้ดีทุกชิ้น แต่เราก็โชว์ความมุ่งมั่นตั้งใจให้โลกรับรู้ 

3. 'ทุกอย่างสุดท้ายเปลี่ยนเป็นขยะ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ เก็บสะสมสิ่งนั้นไว้ เราจะเป็นคนรวย' ...อันนี้สอนเรื่องการจ่ายเงินให้รวยขึ้น อย่าซื้อขยะ ให้ซื้อ Asset 

4. 'คนที่ทำงานง่าย ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่' ..งานยาก งานที่ลำบาก ไม่มีใครทำมาก่อน ไม่มีคนอยากทำ นี่คือ งานของคนยิ่งใหญ่ 

5. 'อย่าให้เพื่อนยืมเงิน เพราะนั่นคือการทำลายมิตรภาพอย่างแท้จริง' ...พ่อสอนว่า วิธีทำให้เพื่อนสนิทเลิกคบเราง่ายที่สุด ก็คือ ให้เขายืมเงิน ...ถ้าอยากช่วยจริงๆ 'ให้ไปเลย อย่าให้ยืม'

ความเด็ดของพ่อผม คือ ไม่ใช่แค่พูดสอน แต่ปฏิบัติตัวเองเป็นแบบอย่าง ..นั่นคือ การสอนที่ดีที่สุด 'เป็นต้นแบบ'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ท่องเที่ยวให้ได้เรื่อง ได้ไหม


เที่ยวเปลี่ยนชีวิต !! -- 'ท่องเที่ยวนี่มันมีประโยชน์ ยังไง ? ...ยุคนี้ถ้าถามคนรุ่นใหม่ว่า ให้เลือกออมเงิน กับเลือกไปเที่ยวต่างประเทศ ..แน่นอน ส่วนใหญ่เลือก เที่ยวอยู่แล้ว !!'

นั่นไม่ใช่ปัญหา ...แต่มันมีเที่ยวอยู่ 2 แบบ
คือ หนึ่ง เที่ยวแล้วไม่ได้อะไร กับ สอง เที่ยวเพื่อเปลี่ยนชีวิต

'เที่ยวเปลี่ยนชีวิต คือ เสียเงิน แต่ได้ประโยชน์ ..เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการท่องเที่ยว คือ 

สอนให้เรามีเป้าหมาย - สอนให้เรารู้จักจัดการตัวเอง - สอนให้เราเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว - และที่สำคัญ คนเรามักจะหา Passion เจอ จากการเดินทาง'

หลักการเที่ยวเปลี่ยนชีวิต มีหลักคร่าวๆ ดังนี้

1. เปิดใจเรียนรู้ วิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่าง แล้วตั้งคำถามเช่นว่า 'ทำไมคนญี่ปุ่น ทำแบบ นั้นฟระ ?'

2. หยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมาแล้ว จดคำตอบ ..ตองด้วยตัวเองว่า 'ทำไมเขาทำแบบนั้น ฟระ?'

3. จดให้ได้ 10 ข้อ เช่น '10 พฤติกรรม ความแปลกของพ่อค้าจีน ..1. ขายของถูก แต่คุณภาพห่วยอย่างน่าประหลาดใจ (เคยตั้งคำถามไหมว่า นาฬิกา Rolex ปลอมที่ซื้อ ทำไมมันหยุดเดินทันที ที่เครื่องบินเราบินออกจากเมืองจีน ..ถูกจริง คุณภาพตามนั้นเอง) 2. ซื้ออะไร ได้อีกอย่าง (เราโดนหลอกเสมอ) 3. ... : พอจดครบ 10 ข้อ เชื่อไหมว่า เหมือนเราได้หนังสือ Inside China ใบแบบที่เราเขียนเอง) -- หนังสือที่เราเขียนเองแบบนี้ สุดยอดทรงคุณค่า !!

4. หาโอกาสจากการท่องเที่ยว ...'โอกาสมันมาจากปัญหา ..เมื่อเราเจอปัญหาระหว่างการเดินทาง นั่นคือโอกาสที่รอการแก้ไข รอธุรกิจแบบใหม่มาแก้ไขมัน'

5. หาของสะสมบางอย่างให้เป็นตัวแทนของการท่องเที่ยวครั้งนั้น ..ของชิ้นนี้จะเป็นตัวแทนการบอกเล่าเรื่องราว และการบอกเล่าเรื่องราวนี้เอง ที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นของธุรกิจทุกอย่างในโลก  ...ถ้าคุณเล่านิทานไม่เก่ง คุณเสียเปรียบมากในโลกยุคนี้

ลองทำดูซิ 'การเท่ียวครั้งหน้า อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตคุณเลยก็ได้'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




เรียนผิดคิดจนตัวตาย แก้ได้บอกตรงๆ


'เรียนคณะที่พ่อแม่อยากให้เรียน เพราะสมองถึง แต่ใจไม่รัก ควรทำอย่างไร วงเล็บ ตอนนี้กำลังเรียนโคตรๆเครียด ไม่ชอบจริงๆ ..ควรทำอย่างไร ?'

จากที่อ่าน Review ใน Facebook Live ...นี่มันปัญหาวัยรุ่นไทยเลย 

อย่างแรก 'การหาตัวเอง ที่เขาพูดกันว่า ต้องหา Passion ตัวเองให้เจอ บอกตรงๆ มันไม่ได้หากันง่ายๆ แบบจ่ายตลาดนะ ..ยิ่งยุค Information Overload อย่างในปัจจุบัน มันมีตัวเลือกเยอะจนเรา หาตัวเองไม่ถูกเลยทีเดียว' 

อย่างที่สอง 'พ่อแม่ ...ส่วนใหญ่จะฝันแทนลูก คือ ฝันอยากให้ลูกเป็นนั่นนุ่นนี่ (ลูกบอก ถามกรูบ้างไหมครับ?) 

นี่แหละสองข้อที่ต้องแก้อย่างด่วน(ต่างประเทศเขาใช้วิธีนี้ ลองดูเพื่อปรับใช้ได้)

1. ให้เด็กทำกิจกรรมเยอะๆ (บ้านเราเรียนเยอะไป ลดลงบ้างก็ได้ เพราะ เกรดไม่ดี วันนี้มันรวยได้เหมือนกัน) ..นอกจากทำกิจกรรม ควรให้เด็กหางาน Part-time ทำระหว่างเรียน (อันนี้สอนเรื่อง การเป็นลูกจ้าง และ สอนว่าเงินในชีวิตจริงหายากกว่าแค่เรียนจบ)

2. 'อย่าฝันแทนลูก' ถ้าจะลงทุนในเด็ก ให้พาเขาไปเที่ยวเยอะๆ ไปเปิดหูเปิดตา ..ถ้าเราเงินน้อยอาจส่งเสริมให้เขาทำกิจกรรม ค่ายอาสา หรือ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง (อันนี้สอน การสร้างความฝัน และ เพิ่มมุมมองให้กว้าง) 

ยุคนี้เรื่องไร้สาระ ทำเงินมากกว่ามีสาระ ..ทำกล้อง Go Pro ติดหัว ก็เป็นเศรษฐีระดับโลก / ทำเว็บให้คนโพสเรื่องไร้สาระ ให้มารวมกัน เกิด Social Network คนทำรวยระดับโลก / ทำเพจให้คนขับแท๊กซี่กับลูกค้ามาเจอกัน กลายเป็น UBER แอปเปลี่ยนโลก 

ไม่!! ยุคนี้ไม่ต้องอัจฉริยะ ...แค่ทำอะไรบางอย่างที่แก้ปัญหาหรือตอบโจทย์อะไรบางอย่างให้คน แล้วถ้าทำดี เดี๋ยวมันขยายไปเอง ..แล้วเดี๋ยวมันรวยเอง 

เรียนอะไรก็ได้ ..ถ้าวันนี้เรียนเพื่อพ่อแม่ ก็เอาให้มันจบๆไป เอาจริงมันต้องจบ (แต่ถ้าไม่จบก็ไม่ต้องท้อ เพราะเศรษฐีโลกหลายๆคนก็ไม่ได้จบ) ..แต่ระหว่างนั้นให้หางานอดิเรก ที่มันมีประโยชน์ต่อคนอื่น หรือแก้ปัญหาให้คนอื่น ...ทำไปควบคู่

สุดท้าย สิ่งที่เราทำในเวลาว่างนั่นแหละ มันจะเปลี่ยนชีวิตเรา ...เพราะสิ่งที่เราเลือกทำในเวลาว่าง มันคือ Passion ของเรา ยิ่งพัฒนาให้สุดยอด เราจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรารัก ..ยิ่งถ้าสิ่งนั้น แก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เรายิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จ

'งานที่ดี คือ สิ่งที่เรารักจะทำจนตาย

 ..เงินดี คือ เงินที่มาจากงานที่รัก

 ..ทางเดินที่ดี คือ ทางที่เราเลือกเอง

 ..ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีค่าต่อผู้คน'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ