แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อะไรคือ สิ่งที่เสี่ยงที่สุดที่เคยทำมาในชีวิต



อะไรคือ สิ่งที่เสี่ยงที่สุดที่เคยทำมาในชีวิต 


ถามแบบนี้ วัดความบ้า ของมนุษย์แต่ละคนได้ดีเลย


ถ้าใครตอบว่า ‘ไม่เคย’ ...อันนี้น่าเสียดายสุด เพราะ จะพลาดโอกาสการเรียนรู้ หรือ การเติบโตในชีวิตแบบก้าวกระโดดไป


ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ และ คลุกคลีกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมาก ..คนเหล่านี้มีสิ่งนึงที่เหมือนๆ กัน ก็คือ ‘ความบ้า ในอดีต’ 


...ทุกครั้งที่เราคุยกับคนเหล่านี้ เราจะพบว่า ‘ทำไปได้อย่างไร’ 


ซึ่งถ้าคิดดีๆ แล้ว มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่เราควรจะมีความกล้า ความบ้า และทดลองสิ่งใหม่ๆ เมื่ออายุน้อยๆ เพราะ สิ่งที่ทุกคนต้องเจอในชีวิต ก็คือ ความล้มเหลว 


‘ความล้มเหลว’ นี่แหละ ที่จะกำหนด โอกาส และ ความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคน


พ่อแม่หลายๆ คนมองว่า สิ่งที่ทำให้ลูกสำเร็จคือ โรงเรียน แต่เอาเข้าจริง ผมว่า สิ่งที่สอนให้คนแกร่ง และ เห็นโอกาส รวมทั้งสอนบทเรียนที่หาเรียนไม่ได้ อย่างการรู้จักตัวเอง ก็คือ ความล้มเหลว


ยิ่งใครก็ตาม ที่เจอความล้มเหลวครั้งใหญ่ แล้วผ่านไปได้ คนๆ นั้น ก็มีโอกาสสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า


เรามาทำความรู้จักกันดีกว่า ว่า ‘ความล้มเหลว ที่ผมพูดถึง มันคืออะไร ?’


1. ‘ล้มเหลว เพราะเชื่อคนอื่น’ ...อันนี้มักเกิดกับคนอายุน้อย ที่ถูกชักจูงโดยคนที่เขาคิดว่าเก่ง สุดท้ายก็โดนหลอก ..บ้างชวนไปขายแชร์ลูกโซ่ ก็ว่ากันไป


2. ‘ล้มเหลว เพราะศรัทธา’ ..อันนี้จะหนักกว่า แบบแรก เพราะ เป็นความเชื่อ และ ความศรัทธาคนอื่นแบบขาดสติ ...อันนี้มักเกิดในเวลาที่เราอ่อนแอ ...ใครล้มเหลวแบบนี้ จะเจ็บหนัก แบบเสียศูนย์ 


3. ‘ล้มเหลว เพราะขาดประสบการณ์’ ...อันนี้ผมว่าเจอทุกคน ในทุกเรื่องที่เราทำ ...ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ คุณจะคุมความเสี่ยงเป็น ...เพราะ คนมีประสบการณ์ ต่างจากคนไม่มีประสบการณ์ ก็คือ ความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงนี่แหละ 


4. ‘ล้มเหลว เพราะเชื่อมั่นในตัวเอง’ ...อันนี้วิกฤตวัยกลางคน และ มักเกิดกับคนเก่ง ที่ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร 


5. ‘ล้มเหลว ไม่เข้าใจตัวเอง’ ...อันนี้มักเกิดกับคนเก่งที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เคยมีความสุข เพราะไม่เคยพอ ...ปัญหาหลักคือ คนเหล่านี้ ชนะได้ทุกอย่าง แต่แพ้ใจตัวเอง 


ไม่มีใครได้ทุกอย่างหรอก ...หากเราต้องการมีความสุข เราก็แลกด้วยการทำในสิ่งที่เราไม่มีความสุข 


เมื่อเราเข้าใจว่า ‘ความล้มเหลว’ ก็คือ ส่วนนึงของ ‘ความสำเร็จ’ มันมาด้วยกัน เพียงแต่ เราต้องรับ ความล้มเหลว แล้วผ่านไปได้ ถึงจะเจอ ความสำเร็จ และ ความสุข


...แล้วเราก็จะเจอความล้มเหลว ครั้งต่อไป ...ใช่!! กลัวอะไร แค่เข้าใจ แล้วสนุกไปกับมันก็พอ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

จาก เซเปี้ยน ถึง AI



จาก เซเปี้ยน ถึง AI 

วันนี้ไปตามแผงหนังสือ จะพบความแรงของหนังสือ Sapien ..ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น หนังสือที่เนื้อหาโคตร Niche คือ คนเขียนโคตรติสต์ ...ลองนึกภาพ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอิสราเอลมาเขียนหนังสือ ที่อิงประวัติศาสตร์ หนาระดับที่ว่า คนธรรมดา ผมฟันธงว่า ไม่มีทางอ่านจบ

แต่ปรากฏว่า หนังสือเล่มนี้ ขายดีระดับโลก ..หนังสือเขาแปลไป 40 ภาษาทั่วโลก ขายไปกว่า 12 ล้านเล่ม

แน่นอน!! ผมต้องซื้อมาอ่าน เพราะอยากรู้ว่า ‘ทำไมขายดี ?’ ...อาจจะต่างจากคนอื่น ที่ซื้อมาอ่านเพื่อจะรู้ว่าความรู้เด็ดคืออะไร ..ไม่!! ผมสนใจว่า ทำไมขายดี ?

พออ่านไปพบว่า

1. ‘คนเขียนเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด’ ...คนเราชอบดูหนัง แต่ไม่ชอบดูหนังสือ ก็เพราะ มันน่าเบื่อ ..ประเด็นหลักที่คนสนใจคือ วิธีการเล่าเรื่อง ...ถ้าคุณฝึกวิธีเล่าเรื่องให้สนุก คุณจะใส่เนื้อหาอะไรมันก็สนุก ...ตัวอย่าง ชัดๆ ที่เด็กนักเรียนชอบเรียนพิเศษ เพราะ ติวเตอร์สอนสนุก ตลก ทั้งที่เนื้อหาเหมือนที่โรงเรียนเป๊ะ !! 

2. ‘คนเขียนชอบเปรียบเทียบจนเห็นภาพ’ ..เขายกตัวอย่างว่า สิ่งที่มนุษย์เหนือสัตว์อื่น เพราะ ‘ความเชื่อ!!’ ..ถ้าพูดแค่นี้เราก็ไม่เห็นภาพ ...แต่เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า “คุณไม่สามารถหลอกลิง ให้แบ่งกล้วยให้คุณ โดยหลอกมันว่า ถ้าลิงแบ่งกล้วยวันนี้ พอมันตายไป จะมีกล้วยบนสวรรค์ลิง กินแบบไม่มีหมด”

คุณหลอกลิงไม่ได้ แต่คุณหลอกคนได้ ...เพราะ คน มีความเชื่อ !! ...ความเชื่อของคนนี่เอง ที่ทำให้ เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถ แบ่งปันทรัพยากร อย่างคุ้มค่า และ สร้างอำนาจให้แก่มนุษย์

3. ‘วางแผนการเขียน อย่างดีเยี่ยม’ ...คนปกติ กว่าจะเขียนหนังสือได้เล่มนึงก็กลั่นมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต แต่นี่คนเขียน วางแผนเขียน แบบซีรี่ย์ เริ่มจาก เล่มแรก เล่าอดีต ตั้งแต่ มนุษย์ลิง จนครองโลก ..เล่มที่สอง เล่าเรื่อง อนาคต เทคโนโลยี และ การเปลี่ยนแปลง ..เล่มที่สาม เล่าเรื่อง ปัจจุบัน

4. ‘นักเขียนที่ดี ต้องเป็นคนทันสมัย’ ...การเล่าเรื่องอดีต จะน่าเบื่อมาก ถ้ามันไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน ...การรู้จักนำเรื่องราวมาเชื่อมโยง จนคนธรรมดาเข้าใจได้นี่แหละ ที่จะสร้างเสน่ห์ให้เรื่องที่เล่า 

คุณไม่อยากรู้เหรอว่า เราชาวลิง Sapien จะถูกแทนด้วย AI เมื่อไหร่ ...เริ่มจากไหน แล้ว สุดท้ายลูกหลานเราจะไปทำอะไร ?

5. ‘หนังสือที่ดี ต้องสร้างแรงบันดาลใจ’ ...ลองสังเกตดูซิครับ ว่า หนัฃสือขายดีทั้งโลก ต้องอ่านแล้วมีพลัง ...ถ้าอ่านแล้วหลับ รับรองขายไม่ได้ ...หนังสือดี กับ หนัฃสือขายดี จึงไม่เกี่ยวกัน ...ถ้าคุณไม่อินในเรื่องที่เขียน ก็ไม่มีทางที่จะเขียนออกมาได้มีพลัง

6. ‘ความชัดเจน’ ...หลายคนเข้าใจว่า ความชัดเจนคือ ทำนายอนาคตแม่นยำ รู้ทุกอย่าง ...ผิดเลย !! ความชัดเจน คือ มีเป้าหมายชัดเจนในการนำเสนอ ...ถ้าเป้าหมายคือ อยากให้คน งง ...ความ งง ก็คือ สิ่งที่ต้องนำเสนอให้ชัดเจน ...อ่านจบ ทั้ง งง ทั้ง กลัว ..งั้นเตรียมอ่าน เล่ม 2 จะได้ งง เพิ่ม 

7. ‘ไม่มีใครอยากเสียเวลาอ่านหนังสือที่ไม่รู้จักคนเขียน’ ...การเขียนหนังสือ คือ การถ่ายทอดความเชื่อ ...เราคงไม่เชื่ออะไรก็ตาม ที่ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนเล่า ..การสร้างตัวตน โดยการเชื่อมโยงกับคนอ่าน ทำได้ง่ายในยุคปัจจุบัน ...อันนี้แหละ คือ การเริ่มต้นทำสิ่งแรก ถ้าเราอยากจะเป็นนักเขียน นักคิด

8. ‘ไม่มีอะไรใหม่ ในโลกนี้ แต่เราต้องไม่ตามใคร’ ...ถ้าคุณเป็นหนอนหนังสือแบบผม จะรู้ว่า จริงๆ แล้ว ไม่มีความรู้ใหม่ในโลกใบนี้ ...สิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยฉินซี หรือ สมัยโรมัน ...ขออย่างเดียว ว่า อย่าทำตามใคร คิดตามใคร และ เขียนตามใคร ...คุณต้องเล่าเรื่อง ในแบบของคุณ ด้วยวิธีการของคุณ และ ต้องมีจุดยืนไม่เหมือนใคร

ผมเขียนมา 8 ข้อแล้ว เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ...มนุษย์ลิง Sapien อย่างเรา จะไม่มีทางถูกทดแทนด้วย AI ตราบเท่าที่ เรามีชีวิต มีพลัง และเลือกเดินในแบบของเราเอง

...ทุกวันนี้เราเครียดกันมากขึ้น เพราะ ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง มันมากระทบ งานและ อนาคตเราอย่างรวดเร็ว บางคนตกงาน บางคนรายได้ลด ...แต่สิ่งที่แน่นอน คือ ความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ ...ให้คิดบวก ให้อดทน ให้เรียนรู้ และ ให้เปลี่ยนแปลง !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อยากชีวิตดี มีคำแนะนำไหม



‘อยากชีวิตดี มีคำแนะนำไหม’


ต้องถามว่า ‘อยาก’ แค่ไหน 


เคยได้ยินคำพูดนี้ไหม ว่า ‘เมื่อเราอยากมากพอ สิ่งนั้นจะปรากฏ’


เรามาดู พลังของความอยากเป็นลำดับขั้น ดังนี้


1. ‘อยาก แต่ไม่ทำอะไร’ ..อันนี้คือ คนส่วนใหญ่ เช่น อยากผอม แต่ไม่ทำอะไรเลย ...ไม่ลดอาหาร ไม่ออกกำลังกายเลย ...ถ้าแปลตรงๆ ‘ความอยาก’ แบบนี้ คือ ความอยากเทียม ..ของปลอม ..ก็ไม่ได้อยากได้จริงๆ 


2. ‘อยาก แล้วเริ่มศึกษา’ ...อันนี้คือ คนที่อยากทำอะไร แล้วเริ่มจากการศึกษาหาความรู้ อันนี้ดีกว่าขั้นแรก ที่อยากเฉยๆ แต่ไม่ทำอะไร ...ข้อเสียของ ‘ความอยากแบบนี้คือ มักท้อก่อนสำเร็จ ...พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเรียนอย่างเดียวโดยไม่ได้ลงมือทำ มันไปถึงฝั่งฝันยาก ...หลักๆ เพราะ เราไม่ได้ลิ้มรสความสำเร็จระหว่างทาง’ ...จะบอกว่า ความสำเร็จเล็กๆ ระหว่างทางที่เดิน สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จระยะยาว


3. ‘อยาก จนลงมือปฏิบัติ’ ..คนแบบนี้ คือ อยากทำอะไร ก็กระโดดเข้าไปทำเลย ..ถ้าสำเร็จก็เปรี้ยงเลย แต่โดยมากจะล้มหนัก ...ข้อเสียคือ เจ็บหนัก แล้วอาจลุกไม่ขึ้น


แล้วแบบไหนดีกว่ากัน ?


ตอบเลย แบบ 2 กับ แบบ 3 ดีกว่า ...เพียงแต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เตรียมใจล่วงหน้ากับทางที่เราเลือก


และต้องเข้าใจด้วยว่า ‘ความสำเร็จ’ ในชีวิตจริง ไม่มีสูตรสำเร็จ ...คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ถ้าเราเดินตามแนวทางของคนที่สำเร็จ แล้วจะสำเร็จตาม 


แต่ที่แน่ๆ คนที่ ชีวิตดี ...มันเป็นผลมาจาก ‘ความลำบาก และ อดทน ในอดีต’


ถ้าลำบากมากพอ เดี๋ยววันหน้า จะดีเอง 


...ถ้าวันนี้ คุณออกกำลังกายมากพอ ..วันหน้าจะทั้งหุ่นดีและ สุขภาพดี


...ถ้าวันนี้ คุณทำงานหนัก ..ใช้เงินน้อย ไม่ซื้อของหรูหราตามใจตัวเอง ...หมั่นสะสมสินทรัพย์ ด้วยความอดทน เป็นเวลานานพอ ...อนาคตคุณก็จะร่ำรวย 


แปลกตรงไหน ? ...มันแปลกตรงที่คนส่วนใหญ่ คิดว่า ทำอะไรเหมือนเดิม ไม่ต้องพยายามเพิ่ม เรียนรู้แบบเดิม แล้วหวังว่า อนาคตจะดี ...ถ้าคิดและทำแบบนี้แล้วสำเร็จ ผมว่า มันแปลกจริงๆ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อลูกน้อง กับลูกค้าเปลี่ยน เราได้เรียนรู้อะไร



เมื่อลูกน้อง กับ ลูกค้าเปลี่ยน ..เราเรียนรู้อะไร


1. ในอดีต เราชอบลูกน้องที่ทำตามสั่ง ..แต่ปัจจุบันเราชอบลูกน้องที่ช่วยเราคิด ช่วยเราสั่ง


2. ในอดีตลูกน้องไม่มีทางเลือก ...แต่วันนี้ลูกน้องมีแต่ทางเลือก คนรุ่นใหม่จึงยอมทนเป็นลูกจ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ 


3. ในอดีตลูกน้องต้องอดทน แต่ในปัจจุบันหัวหน้า หรือ เจ้าของต้องอดทนมากกว่า ...ดังคำที่ว่า ใครได้มากกว่า คนนั้นต้องอดทนสูงกว่า


4. ลูกน้องในอดีตสนทั้งความก้าวหน้าและค่าจ้าง ...ลูกน้องในปัจจุบันยิ่งสนแต่ค่าจ้างเท่านั้น เพราะ คำว่า Career Path มันไม่มีอีกแล้วในโลกการทำงานจริงในปัจจุบัน


5. หัวหน้าที่ดี ควรลดลูกน้อง แล้วเพิ่มหุ้นส่วนให้มากขึ้น ...ลูกจ้างที่มีคุณภาพในยุคต่อไป จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นหุ้นส่วน ...ถ้าจุดที่เราอยู่ มันไม่เปลี่ยน มันแปลตรงๆ ว่า หนึ่ง เราไม่ได้เรื่อง หรือ สอง เราอยู่ในที่ที่มันไม่ได้เรื่อง ...หาทางขยับขยายซะ


6. ในอดีตลูกค้าคือพระเจ้า ..ในปัจจุบันลูกค้าคือโอกาสในชีวิตเรา ..การสร้างชีวิต คือ การสร้างฐานลูกค้า 


7. งานที่ไม่มีลูกค้า คือ งานที่จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์และเครื่องจักร 


8. ทักษะที่สำคัญที่สุดในโลกยุคนี้ คือ การสื่อสาร ...การสื่อสาร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ ...ถ้าเราอยากสำคัญและมีอนาคต ให้ทุ่มเทให้ทักษะในการสื่อสาร และ การโน้มน้าวใจคน


9. กลยุทธ์การขายที่ดีที่สุดในยุคนี้ คือ โน้วน้าวและสร้างความประทับใจ จนลูกค้า กลายเป็นคนช่วยเราบอกต่อ


10. ถ้าทำให้ลูกน้องเป็นลูกค้าไม่ได้ เราต้อง หนึ่ง เปลี่ยนลูกน้อง หรือ สอง ปรับเปลี่ยนสินค้า ...ถ้าคนขายยังไม่มั่นใจในสินค้า ก็แปลว่า มันล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว


11. ถ้าเราทำให้ลูกน้องรักเราไม่ได้ แปลว่า เราเป็นหัวหน้าที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง


12. ถ้าเราทำให้ลูกค้ารักเราไม่ได้ ก็แปลว่า เราไม่ได้ใส่ใจลงไปในการทำงาน 


13. การมีลูกค้าเยอะๆ ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจดี ...การมีลูกค้าที่ชัดเจนต่างหาก ที่ทำให้ธุรกิจดีและยั่งยืน ยกตัวอย่าง Hermes เขาไม่จำเป็นต้องขายกระเป๋าให้ทุกคน เขาแค่เลือกขายให้บางคนที่ชัดเจน ก็กลายเป็นหนึ่งใน แบรนด์เนมที่สำเร็จมากที่สุดในโลกแล้ว


14. ลูกค้าในปัจจุบันต้องการเป็นคนพิเศษ ..ถ้าเราไม่สร้างความแตกต่างที่พิเศษ ก็อย่าริค้าขายในยุคปัจจุบัน


ไม่ต้องมีลูกน้องมากมาย แค่มีลูกน้องที่ดี ที่คิดแบบหุ้นส่วนก็เพียงพอ


ไม่ต้องมีลูกค้ามากมาย แค่มีลูกค้าที่รักเรา ก็สามารถประสบความสำเร็จได้แล้ว


...ถ้าอยากทำให้คนอื่นรักเรา ต้องเริ่มจากเรารักตัวเองก่อน


...เราจะรักตัวเองได้ เมื่อเราเห็นคุณค่าของตัวเรา


...เราจะเห็นคุณค่าในตัวเรา ย่อมเกิดจากเราได้ลองผิดลองถูก จนรู้ว่า เราเหมาะกับอะไร


...ผู้รู้ เริ่มมาจาก ผู้ที่อยากรู้ 


...ผู้เชี่ยวชาญ เริ่มมาจาก มือสมัครเล่น


..คนที่มีความสุข เพราะเขาผ่านแล้วรู้จักความทุกข์มาก่อน


ถ้าเรายังไม่พอใจกับสิ่งที่เราเป็น และ เรายังไม่มีความสุข ...ให้เราลุกขึ้น แล้วเริ่มเดินทาง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

16 หลักคิด ใช้ชีวิตแบบเสือ



16 หลักคิด ใช้ชีวิต แบบเสือ 


มีคำพูดนึง เกี่ยวกับ ชีวิตของเสือ 


‘ลูกเสือที่ไม่มีแม่ มักจะตายเร็ว’


ไม่ใช่เพราะ มันไม่เก่ง แต่เพราะลูกเสือที่ปราศจากแม่ มันเผยเขี้ยวเล็บของมันเร็วไป 


การโชว์เขี้ยวเล็บเร็วเกินไป ทำให้ลูกเสือตายก่อนที่มันจะแข็งแกร่ง ...เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ให้อดทน ให้เรียนรู้ ให้ดูความเสี่ยง


1. ‘ถ้าใครๆ ก็พูดว่าสิ่งนี้ดี ..ให้เราคิดให้ดี ก่อนจะเริ่มทำ’ ..เพราะ เมื่อใครๆ บอกว่าดี ก็แปลว่า มันน่าจะสายเกินไปที่จะเริ่มทำสิ่งนั้นๆ แล้ว ...ให้ไปมองหาสิ่งอื่นแทน


2. คนฉลาดยุคใหม่ คือ ใครก็ได้ที่ทำผิดพลาดเยอะๆ แต่ก็เรียนรู้จากข้อผิดพลาด แล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา


3. ความยาก ของการลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ ก็คือ บาดแผลจากการผิดพลาดในครั้งก่อน จะสร้างความกลัว จนเราไม่กล้าที่จะเริ่มสิ่งใหม่ในครั้งต่อไป


4. คนยิ่งไม่รู้อะไรเลย เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะ หนึ่ง เราเดาทิศทางของเขาไม่ได้ และ สอง เขาคือคู่แข่งที่ปราศจากความกลัว


5. ในการประลอง หรือ การดวลกัน ..คนที่พร้อมจะตายมักมีโอกาสรอดที่สูงกว่าเสมอ 


6. ‘คนที่ไร้ความกลัวคือคนที่น่ากลัว’ ...จะทำอย่างไร ให้คนที่ปราศจากความกลัว สามารถจำกัดความเสียหายทุกครั้งที่ลงมือทำ ...สิ่งนี้ ผมเรียกมันว่า ‘สุดยอดของการบริหารความเสี่ยง’


7. คนที่ปรับเปลี่ยนมุมมอง อยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่คนโลเล แต่จริงๆ คือ คนฉลาด ..เพราะ การปรับเปลี่ยนมุมมอง มันเป็นผลลัพธ์จากการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด


8. หัวหน้าที่เก่ง มักรายล้อมด้วยลูกน้องที่โง่ (เพราะคนเก่ง จะกลัวคนที่เก่งกว่า) ..แต่หัวหน้าที่แสร้งโง่ มักรายล้อมด้วยคนที่เก่ง (เพราะคนแสร้งโง่ คือ คนเก่งที่ไม่กลัวคนเก่ง แถมชอบเรียนรู้จากคนเก่ง จึงเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด) ...ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ การยอมให้เราได้ผิดพลาดบ้าง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย ...เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกศึก ขอแค่สงครามใหญ่เราชนะก็พอแล้ว


9. เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเรา มักใช้ไปกับ สิ่งที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตก้าวหน้า แต่มันช่วยหาเงินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ...ดังนั้น ให้เราใส่ใจกับเวลาส่วนน้อย ที่เราจะใช้มันเปลี่ยนชีวิตเรา ...การเริ่มต้นเปลี่ยนชีวิตที่ดีที่สุด คือ การเริ่มมองหาสิ่งเล็กๆ ที่ใช้เวลาเราน้อย แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มหาศาลเมื่อทำสำเร็จ


10. ในโลกนี้ไม่มีคนที่ไม่เก่ง ..ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ พาตัวเองไปอยู่ที่ที่ตัวเองถนัด ก็เท่านั้นเอง


11. เรามักมอง คนเก่ง ที่ได้โอกาสในการทำงานที่ตัวเองถนัด ว่าเป็นคนโชคดี ...แต่จริงๆ แล้ว มันเกิดจากความกล้า และ ความพยายาม ต่างหาก


หนึ่ง กล้าเลิก ทำงานที่มันไม่ใช่

สอง พยายาม เสาะหาจุดที่ดีที่สุดของเราเอง


12. หนังจีนทุกเรื่อง มีจุดเปลี่ยน เมื่อพระเอกได้เจออาจารย์ ...ส่วนชีวิตจริง ตัวเราจะเจอจุดเปลี่ยน ก็เมื่อเรายอมมองสิ่งรอบตัวเป็นอาจารย์ 


13. ความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องที่ดี ...แต่ความมั่นใจที่มากเกินไป จะทำให้เราหยิ่งจองหอง 


14. ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี ..แต่การแอบซ่อนความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า ...และเมื่อถึงวันที่พร้อม จงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อพิชิตเป้าหมาย


15. ผิดพลาด ล้มลุก เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสือที่ต้องเรียนรู้ อดทน แล้วเริ่มต้นใหม่ ...ไม่มีคำว่าสายเกินไป ในชีวิต 


16. ก็เพราะสรรพสิ่ง ล้วนไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง แต่ทุกสิ่งเป็นวงกลม วิ่งวนเป็นวัฏจักร รอให้เรา เรียนรู้ และ เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เสมอ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จะไปต่อยังไง ถ้าเราไม่ยอมรับผิด



จะไปต่อได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยอมรับผิด !!

หลายคนมาปรึกษาผมว่า เขาอยากมีชีวิตก้าวหน้า อยากรวย อยากสำเร็จ แต่เขาไม่มีเงินทุนเริ่มต้น

ฟังดูคุ้นๆ ครับ ‘ไม่มีเงินทุนเริ่มต้น’ 

บางคนมีทุนนะ แต่ทำผิดพลาดเสียหาย ..แล้วจะทำยังไงต่อ ไปต่ออย่างไร ?

จริงๆ ผมกำลังจะบอกว่า ปัญหาที่คุณกำลังเจอ มันคือ ปัญหาที่ทุกคนต้องเจอและผ่านให้ได้ ...ผ่านไม่ได้ คุณก็แค่อยู่ที่เดิม ...แล้วจะกลัวอะไรล่ะ !!

1. ‘รับผิด’ คือ รับผิดชอบ และ รู้ปัญหา ...คนส่วนใหญ่ ชี้นิ้วโทษคนอื่น เลยไม่เคยรู้ปัญหา ...จริงๆ ปัญหา นั่นแหละ โอกาส ..เมื่อเราโยนความผิด โยนปัญหาไปให้คนอื่น ก็แปลว่า เราโยนโอกาสไปให้คนอื่นเช่นกัน

2. ‘การโทษคนอื่น ทำให้เราเจ็บปวดที่สุด’ ...เวลาเราโทษคนอื่น สุดท้ายเราน่ะปวดใจที่สุด เพราะ เราทำอะไรไม่ได้ เราจะเปลี่ยนคนอื่นก็ไม่ได้ ...แล้วจะโทษคนอื่นเพื่อ ?

3. ‘เลือกปัญหา มาแก้ทีละเรื่อง’ ...เอาอันที่ง่ายที่สุดแก้ก่อน เพราะ การแก้ปัญหาเล็กๆ มันค่อยๆ เพิ่มความมั่นใจ ...นี่แหละ การสร้างพลังให้ตัวเอง

4. ‘ให้รางวัลพ่อแม่ ก่อนให้รางวัลตัวเอง’ ...ผมเชื่อว่า เราทุกคนอยากจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ...อันนี้เป็นปมชีวิตเล็กๆ ที่เราต่างมี ...ลองอดทน ให้รางวัลตัวเองให้ช้าหน่อย แต่ให้รางวัลพ่อแม่ก่อน ...ทำแบบนี้คือ การให้รางวัลที่จะทำให้เรารู้สึกดีที่สุด

5. ‘เริ่มทำเลย’ ..อย่าแค่คิด เริ่มรับผิด ..เลือกปัญหา แล้วลงมือแก้เลย

ไม่มีเงิน ให้ลดค่าใช้จ่าย ให้ลดหนี้
ไม่มีความสามารถ ให้หาความรู้
ไร้โอกาส ให้ขยัน และ รับอาสา ใช้ความอึดเข้าสู้

ลองดูซิ มันไม่มีอะไร ที่เกินความพยายามหรอก

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561

10 ข้อคิด สอนลูกให้เป็นผู้นำ ทำอย่างไร



10 ข้อคิด สอนลูกให้เป็นผู้นำ ทำอย่างไร 


มีคนถามพ่อผมเยอะ ว่าเลี้ยงลูกอย่างไร ให้ลูกเก่ง ...แต่พ่อผมมักบอกว่า ไม่เคยคิดจะเลี้ยงลูกให้เก่ง แค่ต้องสอนให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ แล้วเป็นคนดี


1. ‘เลี้ยงลูกให้ เป็นคนดี ดีกว่าเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง’ ...คนเก่งในระบบโรงเรียนมักมีปัญหาเวลาออกไปทำงาน เพราะ ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ...แต่ถ้าสอนให้เขาเป็นคนดี คนมีน้ำใจ ใครๆ ก็จะอยากให้โอกาส ...พอมีโอกาส เดี๋ยวมันก็เก่งเอง !!


2. ‘สอนลูกให้ พึ่งตัวเอง’ ...พ่อผมไม่เคยสนว่า ลูกจะต้องเรียนเก่ง แต่จะเน้นให้พึ่งตัวเอง ...ทุกครั้งที่ผมสร้างปัญหา พ่อจะไม่ช่วย แต่จะเรียกไปคุยว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ? ...ถ้าสร้างปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง


3. ‘ชีวิตเหมือนกีฬา พาลูกไปเล่น’ ...พ่อผมพาไปเล่นกอล์ฟตั้งแต่เด็ก แล้วสอนว่า สิ่งที่ยากที่สุดในเกมกอล์ฟคืออะไรรู้ไหม ? ...เกมกอล์ฟ เป็นเกมเดียวในโลก ที่แต้มน้อยที่สุดชนะ ...การจะได้แต้มน้อย ไม่ใช่การตีให้ดี แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ การแก้ปัญหาเมื่อตีไม่ดี ...สิ่งนี้แหละ ที่มันเหมือนการทำงานจริง ...คนเก่งไม่ใช่คนที่ทำงานดี แต่คือ คนที่แก้ปัญหาได้ดี เวลามีวิกฤต


4. ‘ส่งลูกไป ให้ไกลตัว’ ...ธรรมชาติของพ่อแม่ทุกคน คือ ตามใจ แล้วให้ท้ายลูก แม้ในเวลาที่ทำผิด ...การส่งลูกไปเรียนไกลตัว ทำให้ลูกฝึก การช่วยเหลือตัวเอง 


5. ‘ความลำบาก สร้างผู้นำ’ ...พ่อแม่ที่เคยลำบาก จะไม่อยากให้ลูกเจอความลำบาก จึงทำทุกอย่างให้ลูกสบาย แต่นั่นคือ ความผิดพลาดในการเลี้ยงลูก ...เพราะ ความลำบากจะสร้างผู้นำ 


6. ‘ต้องกินง่าย อยู่ง่าย’ ...การกินง่าย อยู่ง่าย จะทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้ กินอะไรก็ได้ ...อย่าพยายามสร้างเงื่อนไขในการใช้ชีวิต ...เอาเวลาไปคิดเรื่องที่จำเป็นจะดีกว่า


7. ‘อย่าสร้างหนี้ ที่ไม่สร้างรายได้’ ...และถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าสร้างหนี้เลยดีที่สุด ...พ่อสอนว่า สิ่งที่ทำให้คนธรรมดา สามารถเครียดจนฆ่าตัวตายได้ ก็คือ การสร้างหนี้ ...ถ้าเก่งจริง ต้องสร้างตัวโดยไม่สร้างหนี้ 


8. ‘สะสมสินทรัพย์ แล้วตีราคาให้เป็น’ ...ตั้งแต่เล็กจนโต ผมเห็นพ่อ เป็นนักสะสมสินทรัพย์มืออาชีพ ...พ่อสอนว่า การสะสมสินทรัพย์ จะทำให้เราร่ำรวย ...มันเป็นทักษะที่ยิ่งแก่ ยิ่งรวย เพราะ ในโลกนี้มีเพียงสินทรัพย์ที่ราคาขึ้น นอกนั้นราคาลงตลอดเวลา ...ใครรู้เคล็ดลับนี้ ไม่มีทางจน !!


9. ‘หุ้น คือ สินทรัพย์ที่สร้าง กระแสเงินสดที่ดีที่สุด’ ....สิ่งที่ทำให้ชีวิตมั่นคงคือ กระแสเงินสด ...อย่าเอาแต่ทำงานเก็บเงิน ...ให้พยายามเปลี่ยนเงินสด ให้เป็นหุ้นปันผล ทุกครั้งที่ตลาดมีวิกฤต เพราะ เราจะได้หุ้นราคาถูก ที่จะปันผลเลี้ยงเราชั่วชีวิต


10. ‘ถ้าอยากได้อะไร ให้เราทำสิ่งนั้นให้คนอื่นก่อน’ ...ถ้าอยากได้ความเคารพ จงให้เกียรติคนอื่นให้มาก ...ถ้าอยากได้โอกาส ให้เราสร้างประโยชน์ให้คนอื่น ...ถ้าอยากได้ความสุข ให้เราทำให้คนรอบข้างมีความสุข


ยิ่งอายุผมมากขึ้น ...ก็ยิ่งเข้าใจสิ่งที่พ่อสอนมากขึ้น


ไม่ต้องสอนให้ลูกเก่ง แต่สอนให้ลูกเป็นคนดี ..สุดท้ายจะได้ทั้งคนดี และ คนเก่ง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

10 เรื่องสอนน้อง ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน



10 เรื่องสอนน้อง ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 


จะแนะนำ ดังนี้


1. ‘คนเรียนเก่ง ไม่ได้การันตีว่าจะทำงานดี’ ..ให้ฝึกทำงาน ให้มากที่สุด เมื่อเราเป็นเด็ก เพราะ ความผิดพลาดสมัยเด็ก จะทำให้เราแข็งแกร่ง และ พร้อมในโลกการทำงานจริงในอนาคต


2. ‘คนเรียนไม่เก่ง ยิ่งแย่กว่า ถ้าค้นหาจุดเด่นของตัวเองไม่ได้’ ...จุดเด่นของเรา คือ พาหนะที่ดีที่สุด ที่จะพาเราไปสู่โอกาส และ การเดินทางครั้งสำคัญของชีวิต


3. ‘เป้าหมาย สำคัญน้อยกว่า การก้มหน้าลงมือทำ’ ...คนส่วนใหญ่มักพูดว่า ให้ตั้งเป้าหมายแล้วไปให้ถึง ...แต่ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่ที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ไม่ได้แปลว่า เขาล้มเหลว ...ผมมองว่า เป้าหมาย เป็นแค่จุดเริ่มต้น ที่ให้เราก้าวเดิน ...และ การก้าวเดิน นั่นแหละ ที่สำคัญยิ่งกว่าเป้าหมาย 


4. ‘วิสัยทัศน์เกิดจาก การเรียนรู้หลังจากที่เราพลาดครั้งแล้ว ครั้งเล่าต่างหาก’ ...วิสัยทัศน์เกิดจากการลงมือทำ ไม่ได้เกิดจากการนั่งคิด


5. ‘การลงทุน โดยเฉพาะในหุ้น เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิต แต่เราต้องเรียนเอง ฝึกเอง’


6. ‘ภาษาที่สอง และ สาม สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ...อย่าลืมว่า การเรียนภาษาไม่ใช่การท่องจำ แต่เป็นการหาโอกาสฝึกฝน’ ...ค่ายอาสา , นักเรียนแลกเปลี่ยน , โครงการแลกเปลี่ยน ...หาโอกาสให้เราได้ฝึกภาษาจากการปฏิบัติให้มากที่สุด


7. ‘การทำกิจกรรม สอนทักษะของการเป็นผู้นำ และ การประสานงาน’ ...ทักษะผู้นำ และ การประสานงานนี่แหละ ที่จะทำให้เราก้าวหน้าไวในที่ทำงาน


8. ‘ขยันในจุดที่เราถนัด ตามกฏ 20/80’ ...ทุกการทำงานในโลก อยู่ภายใต้กฏ 20/80 ...กล่าวคือ ผลลัพธ์ 80% มักเกิดจากคนเพียง 20% ....ให้เราหาจุดที่เราออกแรงน้อย แต่ให้ผลลัพธ์เยอะ ...เพราะ ชีวิตเรามีเวลาที่จำกัด ต้องออกแรง และ ใช้เวลา ในจุดที่เราสร้างผลลัพธ์ที่มากที่สุด


9. ‘อย่ารีบสร้างหนึ้ ตั้งแต่อายุน้อย’ ...ให้ฝึกขาย idea หาหุ้นส่วน แทนการสร้างหนี้ ...เพราะ ยิ่งเป็นหนี้เยอะขึ้นเท่าไหร่ ความคิดสร้างสรรค์และ Passion จะลดลงเท่านั้น


10. ‘อย่าเก็บเงินเพื่อซื้อของ แต่ให้เก็บเงินเพื้อซื้อโอกาส’ ....คนที่สำเร็จเร็วในยุควัตถุนิยม คือ คนที่ไม่นิยมสิ่งของ แต่นิยมความรู้ และ โอกาสแห่งความก้าวหน้า 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ยุคนี้ทำธุรกิจ ต้องคิดให้เป็น




‘ต่อไป คนจะเปลี่ยนจากซื้อบ้าน ซื้อคอนโด เป็นเช่าแทน ...คนรุ่นใหม่ ให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่า การซื้อเป็นเจ้าของ ...นั่นแปลว่า ในอนาคต ถ้าคุณอยากจะขับรถสปอร์ต อยากใช้ของหรูหรา อยากมีบ้านพักตากอากาศหรูริมทะเล อยากมีคอนโดกลางเมือง ...คุณอาจชอบทางเลือกในการเช่า หรือ การแชร์กันซื้อ’


เมื่อ concept ของ sharing economy เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า  


- ทุกสินทรัพย์ที่ราคาขึ้น อาจมีการออก ICO เพื่อแชร์กันซื้อ ร่วมเป็นเจ้าของ แถมสามารถเปลี่ยนมือในสัดส่วนของตัวเองได้ตลอดเวลา ...ต่างจากโลกปัจจุบันที่ สินทรัพย์ดีๆ ที่ดินทำเลทอง จะมีเฉพาะมหาเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถซื้อได้ ...โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนทั่วไป สามารถแชร์แล้วเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นได้


- จะซื้อของหรูหราทำไม ในเมื่อทุกคนสามารถเช่า ในราคาถูก ถ่ายรูปขึ้น instragram แล้วเปลี่ยนรุ่นใหม่ตลอดเวลาโดยไม่เห็นต้องเป็นเจ้าของ 


- ทุกวันนี้เราเห็นรูปแบบธุรกิจของ คอมพิวเตอร์ และ software ที่ใช้ วิธี Subscribe ให้จ่ายเป็นรายเดือนแบบถูกๆ แทนการซื้อ แล้วมีการ Update ของใหม่ ให้ใช้ตลอดเวลา ...รูปแบบธุรกิจแบบ Subscribe จะค่อยๆ ลามไปทุกอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ หรือ แม้กระทั่งมือถือ


- การทำธุรกิจจะเปลี่ยนไป ..เส้นแบ่งธุรกิจจะไม่มี แปลว่า อะไรเป็นโอกาส ทุกคนสามารถคว้ามัน ...เส้นแบ่ง คู่แข่ง กับ คู่ค้า อาจไม่มี เช่น ที่ Com7 คุณ สุระ ใช้วิธีเปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า ยกตัวอย่าง ร้านขายมือถือ ในจังหวัดที่ห่างไกล เดิมทีมันไม่คุ้มที่ Com7 จะเปิดหน้าร้านของตัวเอง ...การไปหา ร้านมือถือที่ขายของอยู่แล้วในแต่ละพื้นที่ ให้เขามาร่วมขายสินค้ากับ Com7 จะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ...ทางร้านค้า สามารถซื้อของได้ต้นทุนที่ถูกลง หรือ อย่างน้อยก็ไม่แพงกว่าที่เคยซื้อ แต่ได้สินค้าที่มากขึ้น ...ทาง Com7 ก็ได้ คนที่เชี่ยวชาญในการขายสินค้าในแต่ละพื้นที่มาช่วยขยายธุรกิจ 


- ทุนของธุรกิจ มาจากที่ไหนก็ได้ !! ...ยกตัวอย่าง คุณโก้ อนันดา เริ่มธุรกิจจากเงินของ Private Equity พูดง่ายๆ คือ Other People Money ...คือ ตัวเองมี Idea อยากทำธุรกิจที่จับ Trend คนรุ่นใหม่ ที่กำลังขยายตัว ตามจุดรถไฟฟ้า ก็เอา Idea นี้ไปเสนอ Private Equity ...พอขยายไปถึงจุดนึง ก็เอาธุรกิจเข้าตลาด ระดมทุนจาก มหาชนแทน แล้วเอาเงินไปคืนนักลงทุน Private Equity ...วันนี้ อนันดา ร่วมมือกับ Partner ที่หลากหลาย ในการใช้จุดแข็งของตัวเอง คือ ความเชี่ยวชาญในตลาดที่ตัวเองทำ แล้วหาเงินทุนจากใครก็ได้ที่มีเงินอยากลงทุน ...ล่าสุด บริษัท มาม่า ก็ร่วมมือกับอนันดา ในการพัฒนาคอนโด ...เรียกได้ว่า สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ มันเป็นการร่วมมือ จากคนละธุรกิจ คนละอุตสาหกรรม 


- ‘เปลี่ยนหนี้เป็นทุน’ ...ฟังดูสวรรค์มากๆ สำหรับคนที่เป็นหนี้ เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นทุนก็แปลว่า คุณสามารถลดหนี้ ด้วยการเปลี่ยนมาเป็นทุน ...ผมกำลังพูดถึง Perpetual Bond ...ตราสารหนี้ ที่ไม่มีวันหมดอายุ ที่เขาเรียกว่า หนี้ 100 ปี ยืมชาตินี้ คืนชาติหน้า นั่นแหละ ...บริษัทที่ออกได้ประโยชน์ จากการได้เงินมา แต่ไม่ต้องบันทึกเป็นหนี้ ในช่วง 5 ปี แต่สามารถเอาไปใส่ในส่วนทุน ...แปลว่า ทุนเพิ่ม ก็กู้ธนาคารได้เพิ่ม ...จากนั้น พอ 5 ปี ก็ไถ่ถอน มิเช่นนั้น Bond นี้จะถูกเปลี่ยนเป็นหนี้ ...ส่วนนักลงทุนที่ซื้อ Bond นี้ ก็ได้ดอกเบี้ยสูง เป็นเวลา 5 ปี นั่นเอง ....ใช่!! ยุคนี้ ถ้าคุณไม่เข้าใจ เกมการเงิน คุณจะเสียเปรียบมากๆ


เมื่อวาน The Stock Master Exclusive ได้เชิญ คุณ โก้ แห่ง อนันดา มาขึ้นเวที พร้อมกับ คุณ สุระ แห่ง Com7 ....เรียกได้ว่า เป็นการแชร์ความรู้ในการทำธุรกิจที่ทันสมัยอย่างแท้จริง 


1. ‘อย่าคิดว่า ตัวเองอยู่ในธุรกิจอะไร ...ให้คิดว่า เราทุกคนล้วนอยู่ในธุรกิจบริการ ...แค่ตอบความต้องการให้โดนใจลูกค้าที่สุด เดี๋ยวกำไรมาเอง’


2. ‘ให้กลัวความสำเร็จ แล้วหาความสำเร็จใหม่ มาชนะความสำเร็จเดิม’ ...บริษัทใหญ่ๆ ยุคนี้ล้มเหลว เพราะ สินค้าที่ขายดีที่สุด ...ดังนั้น ถ้าอะไรขายดีที่สุด แปลว่า เราต้องรีบหาสินค้าที่ดีกว่า มาชนะตัวนี้ให้ได้ 


3. ‘การบริหารเงิน สำคัญที่สุด’ ...อย่าทำธุรกิจแบบลูกคนรวย ...อย่าลงทุนโดยไม่รู้ว่า รายได้จะเป็นอย่างไร ...ธุรกิจแบบเดิม ที่สร้างก่อน ลงทุนก่อน แล้วรอลุ้นว่า ลูกค้าจะซื้อ มันล้าสมัยไปแล้ว ...ยุคนี้ ต้องได้เงิน ก่อนจ่ายเงิน


4. ‘ฝึกใช้เงินคนอื่น เพื่อทดสอบไอเดียธุรกิจ’ ...ยุคนี้มีคนอื่นมากมาย อยากเอาเงิน ให้ธุรกิจดีๆ ใช้ เช่น Angel , Venture Capital , Private Equty , Crowdfunding .....ถ้าธุรกิจคุณดีจริง นักลงทุนเหล่านี้ ต้องแย่งกันเพื่อเอาเงินให้คุณให้คุณ ....แต่ถ้าธุรกิจคุณ ไม่มีใครอยากลง ให้กลับไปคิดใหม่ เพราะ แปลว่า คุณยังคิดไม่ดีพอ !!


5. ‘ธุรกิจยุคใหม่ ไม่ว่าทำอะไร ก็ให้มุ่งไปขายบริการ’ ...ถึงเราขายสินค้า ก็ควรเปลี่ยนให้มันเป็นบริการ (Product to Service) เช่น ธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์ แทนที่จะขายอุปกรณ์ ก็ขายเป็น Cloud แทน ...อย่าง Amazon ใช้วิธีนี้สร้างอุตสาหกรรมใหม่ แล้วแทบผูกขาดตลาดนี้เลยทีเดียว


6. ‘ไม่ต้องไปหา Big Idea แต่ให้ทดลองทุกไอเดียที่คุ้มทำ’ .....คุ้มทำ คือ นิยามของการขยายธุรกิจรุ่นใหม่ ต้องทำแล้ว โอกาสเสีย เสียน้อย แต่ถ้าได้ ได้เยอะ ....ทดลองสิ่งใหม่ จำกัดความเสียหาย แล้วลองทุกอย่าง


7. ‘ลูกค้า ก็เป็นคู่ค้าเราได้’ ...บริษัทอสังหาจำนวนมาก ใช้เงินลูกค้ามาร่วมลงทุน ซื้อแล้วเขาไม่อยู่ แล้วปล่อยเช่าเอาดอกเบี้ย ...จากนั้นบริษัทอสังหา การันตีราคาซื้อคืน ...สรุป win-win ทั้งคู่ ...นักลงทุนได้ดอกเบี้ย ...บริษัท ได้เงินลูกค้ามาลงทุน


.....


คิดให้หลุดกรอบ ...อะไรที่ในอดีตเป็นไปไม่ได้ ...ต่อไปทุกอย่างจะทำได้หมด !!


เก็บตกมุมมองจากเวทีเสวนา The Stock Master Exclusive ...คุณ โก้ อนันดา , คุณ สุระ Com7 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สัมมนาหุ้นแห่งปี 2018 ลดพิเศษ สุดๆ 8 วันเท่านั้น



เปิดแล้ว!! ..คอร์สหุ้น The Stock Blueprint 2018 ‘สั้นยาวครบจบที่เดียว’ ...คอร์สสุดท้ายของปี ลดราคาพิเศษสุดๆ กันไปเลย แล้วแถมสัมมนาสดให้มาเจอกัน 


‘เรียนออนไลน์ ..ทบทวนได้ ดูซ้ำได้ตลอดไป แล้วแถมสัมมนาสดอีก ...ครบสุดๆ’


รุ่นสุดท้าย ราคาพิเศษ 8 วัน (3-10 ต.ค.)

จาก 17,500 เหลือเพียง 9,900 เท่านั้น

สอนหุ้นเล่นสั้น & ยาว ดูตัวอย่างฟรี ได้ที่ 

https://bit.ly/2uxz8h7 และ https://bit.ly/2zoKdG5

สมัครแล้วเรียนได้เลย รุ่นนี้ราคาพิเศษ แถมสัมมนาสด 4 พ.ย.

สนใจทักไลน์ ​@thestockblueprint หรือโทร 063 191 0816

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ทัศนคติ ประสบการณ์ ความรู้ และ ความเชื่อ



‘อ่านหนังสือ เล่มเดียวกัน แต่ทำไม ได้ประโยชน์ ..ได้ความรู้ไม่เหมือนกัน ?’


ทำไม คนเรา เรียนจากสถาบันเดียวกัน อาจารย์ก็คนเดียวกัน แต่ทำไม ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างกัน ?


ก็เหมือน คนเราเจอประสบการณ์เดียวกัน แต่คนนึงอาจตีความว่า ‘ความผิดพลาด คือ โอกาสเรียนรู้ เพื่อการเติบโตทางความคิดที่มากขึ้น’ ..อีกคน อาจจะตีความว่า ‘สิ่งที่ทำมา นำไปสู่ความล้มเหลว เข็ดขยาดไม่กล้า ทำอะไรใหม่ๆ อีก’


ใช่!! สิ่งที่ทำให้แต่ละคน เรียนรู้ต่างกัน ก็คือ ‘การตีความ’


องค์ประกอบของการตีความมีดังนี้


1. ‘ทัศนคติ’ ...คนคิดบวก กับ คนคิดลบ จะตีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ...คนคิดบวก เจออะไร ก็จะตีความเป็นการเรียนรู้ แล้วพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นเสมอ


...มีตัวอย่าง มากมาย สำหรับ คนที่ยิ้มได้ ทุกครั้งที่ล้มเหลว ล้วนสำเร็จยิ่งใหญ่ ไปไกลในชีวิตทุกคน


...คนคิดบวก ยังไง ก็ประสบความสำเร็จมากกว่า คนคิดลบ 


...แค่คิดบวก ก็การันตีความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอนแล้ว !!


2. ‘ประสบการณ์’ ...คนที่ผ่านประสบการณ์มากกว่า ล้มเหลวเยอะกว่า เจอปัญหาชีวิตมามากกว่า ก็จะมีจิตใจที่เปิดกว้างมากกว่า ดังคำพูดที่ว่า ‘ยิ่งเจอความผิดพลาดมากเท่าไหร่ ใจเราก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น’


 ...ตัวอย่าง เจ้าของ Start up ชื่อก้องโลกอย่าง Alibaba ที่สร้างธุรกิจ จากสิ่งที่เป็นไม่ได้ 


..เริ่มจากทุกข้อจำกัด 


..เงินน้อย ไม่มีคน ไม่มีประสบการณ์ อยู่ในประเทศที่ไม่เอื้อในการแข่งขัน 


..ไม่มีเส้นสาย 


...แล้วก็ไม่มีอะไรเลย 


...Jack Ma เป็นคนนึง ที่เรียนรู้จากทุกความล้มเหลว จากชีวิตที่ยากจนสุดๆ 


..เก็บเกี่ยวความผิดพลาด แล้วเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ จนวันนี้ กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน 


...ฝึกภาษาอังกฤษ จากการยอมทำงานฟรี เป็นไกด์ได้คุยกับฝรั่ง 


...เห็นความสำคัญของภาษาแล้วใช้จุดนั้นสร้างโอกาส 


...ไม่ย่อท้อแม้ถูก ดูถูก และ ปฏิเสธ เพียงเพราะเขาหน้าตาไม่ดี 


...เริ่มธุรกิจออนไลน์ ตั้งแต่จีนยังไม่เปิดอินเตอร์เน็ต 


...กล้าขอทุนจากต่างประเทศ 


....ยุคนี้ สรุปได้เลย ใครมีประสบการณ์ความล้มเหลว แล้วลุกขึ้นเดินต่อ ที่มากกว่า ย่อมสำเร็จไกลกว่า 


3. ‘ความรู้’ ...ระดับความรู้ ไม่เท่ากัน จะตีความต่างกัน ...ถ้าความรู้เยอะ ก็จะใช้เหตุผลในการตีความ มากกว่าใช้ความรู้สึก 


...ตัวอย่าง คนที่ไม่ค่อยพัฒนาความรู้ จะมองโลกแคบ และ ใช้อารมณ์นำเหตุผล พาตัวเองสู่หายนะได้เรื่อยๆ 


...ที่พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเรียนสูง เพราะ อย่างน้อยถึงทำอะไรไม่ได้ ก็ยังมีใบปริญญาไว้สมัครงาน ไม่อดตาย


...ส่วนในเรื่องของความรู้ มันคือ สิ่งที่แต่ละคนขวนขวายเพิ่มเติม เพื่อยกระดับทั้งจิตใจ และ สมอง 


...ก็ความรู้นี่แหละ ที่ทำให้ มนุษย์เป็น สัตว์ ที่สามารถครอบครองโลกใบนี้อย่างในปัจจุบัน 


4. ‘ความเชื่อ’ ...คนเราจะตีความในแบบที่เราเชื่อ เช่น ถ้าเราเชื่อว่า ชีวิตเราถูกกำหนดไว้แล้ว เราก็จะยอมรับในโชคชะตา 


...แต่ถ้าเราเชื่อว่า ตัวเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิต ก็จะมักเป็นคนที่สู้ยิบตา พยายามจนกว่าจะทำให้ได้ 


...ตัวอย่าง คุณ จูน แห่ง WHA เชื่อว่า ‘ถ้าเรื่องนี้ฉันทำไม่ได้ ก็คงไม่มีใครทำได้ ดังนั้น ฉันต้องทำให้ได้’ 


...นี่คือ แนวคิด ที่พาแม่ทัพหญิง จากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ให้เป็นอาณาจักรแสนล้านอย่าง WHA ในเจนเนอเรชั่นเดียว


...


...ทัศนคติ / ประสบการณ์ / ความรู้ และ ความเชื่อ คือ พื้นฐานของการตีความ และ การมองโลก


ความสำเร็จ คือ ผลลัพธ์ หรือ กระจกสะท้อน มุมมองของเราที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว 


ถ้าวันนี้ชีวิตเราดีขึ้น ...จงขอบคุณ ทัศนคติ , ประสบการณ์ , ความรู้ และ ความเชื่อ นั่นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ความรวยขึ้นกับโชค ..แต่ความสามารถคุมความเสี่ยงอยู่ที่ฝีมือ



‘ความรวยขึ้นอยู่กับโชค’ แต่ ‘การคุมความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับฝีมือ’


อันนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่คนนึงเล่าให้ฟัง


เขาบอกผมว่า ...’เคยเห็นคนเก่งที่ไม่รวยไหม ?’


‘เยอะแยะ’


‘เคยเห็นคนไม่เก่ง แต่โคตรรวยไหม ?’


‘ก็เยอะแยะ เช่นกัน’


เขาถามผมว่า ‘คุณคิดว่า อะไรคือ ตัวกำหนดว่า คนนี้จะรวย หรือ ประสบความสำเร็จ ในชีวิตมากน้อยเพียงใด ?’


...ใช่ !! ‘โชค หรือ ดวง’ อันนี้สำคัญ เพราะ โอกาสมันวิ่งหาเรา เราแค่ต้องทำตัวเองให้พร้อม ...เมื่อวันใดก็ตามที่โอกาสวิ่งมาหาเรา ...เราต้องคว้ามันด้วยความพร้อม !! ...ก็แปลว่า เราเลือกไม่ได้หรอกว่า จะสำเร็จหรือรวย ด้วยอะไร 


สิ่งสำคัญกว่า ก็คือ การทำตัวให้พร้อม 


เออ !! ...ยิ่งพูดยิ่ง งง ....ตกลงเราต้องทำยังไงอ่ะ ?


...แปลว่า จริงๆ แล้ว คนเราเลือกไม่ได้หรอกว่า จะสำเร็จด้วยเรื่องอะไร ...ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำอย่างเดียวก็คือ การคุมความเสี่ยงในสิ่งที่ทำ


ยกตัวอย่าง การลงทุนในหุ้น ...ถ้าคุณอยากรวยจากหุ้น คุณต้องรอซื้อหุ้นดีในเวลาวิกฤติ


แล้วมันยากตรงไหน ?


โคตรยาก ...เพราะ ธรรมชาติมนุษย์ ชอบจ่ายเงินซื้อของตอนที่อารมณ์ดี บรรยากาศดี ..แต่การซื้อหุ้นในวิกฤติคือ เราต้องทำสวนกับธรรมชาติของมนุษย์ ...มันเลยยากไง !!


แล้วที่ยาก ยกกำลังสอง คือ เราไม่สามารถบังคับให้หุ้นที่เราอยากซื้อให้มันเกิดวิกฤติ ก็เหมือนที่เราไม่สามารถบังคับให้โอกาสวิ่งมาหาเรา


สิ่งที่ยากที่สุด ก็คือ ‘การควบคุมความเสี่ยง’ เพราะ ความเสี่ยงเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้


คนที่เป็นมืออาชีพ เขาจะเลือกคุมความเสี่ยง แล้วรอโอกาส 


ถ้าเราอยู่ในตลาดนานพอ ...ทำสิ่งนั้น นานพอ ...โอกาสดีๆ จะ มาหาเราในที่สุด


‘คนโชคดี คือ คนที่เข้าใจความเสี่ยง เก่งในการควบคุมความเสี่ยง ...นี่คือ มืออาชีพ ที่จะคว้าความสำเร็จนั่นเอง’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

10 นิสัยประหลาด ของ คนรวยระดับเจ้าสัว



10 นิสัย คนรวย ที่เราคาดไม่ถึง


ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนรวยระดับประเทศหลายต่อหลายคน ...คนที่ส่วนใหญ่สร้างตัวเองจากศูนย์ ...ความแปลกคือ คนเหล่านี้มีนิสัยคล้ายๆ กัน


และที่น่าแปลกกว่านั้น คือ นิสัยของคนรวยเหล่านี้ กลับตรงข้ามกับสิ่งที่คนอื่นๆ คิด


ผมรวบรวมมาให้พิจารณากัน 10 ข้อ ...ลองดูซิว่า เรามีกี่ข้อที่เป็นนิสัยของคนรวยระดับเจ้าสัว


1. ‘อยากรวยเพื่อหาเงิน ไม่ได้อยากรวยเพื่อใช้เงิน’ ...คนส่วนใหญ่อยากรวย จะได้มีเงินเยอะมาใช้จ่าย ซื้อของที่อยากได้ ...แต่คนรวยจริงเหล่านี้ กลับไม่ได้อยากรวยเพื่อใช้ แต่อยากรวย เพื่อที่จะได้มีเงินมาทำธุรกิจ ขยายธุรกิจ และ ลงทุนเพิ่ม


2. ‘ขี้งก’ ...อันนี้ตลกร้าย ...คนรวยมาก พวกนี้ดันใช้เงินประหยัด ...บางคนกินกาแฟ Starbucks ยังบ่นเลยว่าแพง ...ผมบอกเสี่ยไม่ต้องจ่าย เดี๋ยวผมเลี้ยงเองครับ ..ฮ่า ฮ่า


3. ‘คนเหล่านี้ชอบคุยอะไรยาวๆ ไกลๆ’ ...คุยกับคนเหล่านี้ทีไร เหมือนกำลังเดินทางสู่อนาคต ...มองอะไรทีเป็นสิบๆ ปีข้างหน้า 


4. ‘ชอบฟัง ไม่ชอบพูด’ ...อันนี้ผมสอบตกเลย เพราะ ผมชอบพูด ...แต่คนเหล่านี้ มักเป็นนักฟังที่ดี ชอบฟัง พูดน้อย ...แต่พูดแต่ละที นี่เราหงายหลังกันเลยทีเดียว ...ในห้องประชุม คนเหล่านี้จะไม่ค่อยพูด ฟังเยอะ แต่ทุกครั้งที่พูด โคตรคม โคตรตรงประเด็น


5. ‘ถ่อมตัวมาก’ ....คนรวยจริงที่ผมรู้จัก ส่วนใหญ่ ถ่อมตัวมาก ...มักจะพูดว่า ผมไม่ค่อยรวยหรอก (แต่จริงๆ โคตรจะรวย) ...แล้วก็ไม่ค่อยโอ้อวด มีแต่ไม่โชว์ 


6. ‘มีความรู้ทันสมัยมาก’ ....คนส่วนใหญ่สนใจแต่ของทันสมัย โทรศัพท์รุ่นใหม่ (แมวน้ำ!!) ..แฟชั่นนำกระแส ...แต่คนเหล่านี้ สนใจแต่ความรู้ที่ทันสมัย ...เพราะเขาใส่ใจหาความรู้ในเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา


7. ‘มือถือราคาถูก’ ...ครั้งนึงผมไปพบ ลูกค้าระดับเจ้าสัว รวยมาก ...ผมได้ยินเสียงโทรศัพท์ ...ท่านก็หยิบมือถือแบบราคาถูกขึ้นมา ...ท่านบอกว่า ซื้อแพงทำไม ผมใช้แค่โทรเข้าออก ....ผมรีบเก็บ iPhone เข้ากระเป๋าเลย ...แหม!! ก็ผมไม่ได้มีลูกน้อง แบบที่ท่านมีอ่ะ 


8. ‘ชอบลงทุน’ ...คนเหล่านี้ ชอบลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ ...ชอบซื้อสินทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ...เงินสดไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ มักซื้อสินทรัพย์หมด 


9. ‘ซื้อสินทรัพย์เก่ง แต่ขายไม่เป็น’ ....คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะลงทุน หรือ ทำธุรกิจ ก็มักจะขยายหรือซื้อในเวลาที่มีวิกฤต ...แถมซื้อแล้วไม่ค่อยขาย


10. ‘ไม่ชอบสร้างหนี้’ ...คนพวกนี้ทำธุรกิจจะเน้นเงินเย็น ไม่ค่อยสร้างหนี้ ...ถ้าจำเป็นต้องกู้ ก็วางแผนที่จะคืนหนี้ให้เร็วที่สุด ...พกแต่เงินสด บัตรเครดิตก็ไม่ค่อยใช้ 


ครบแล้ว 10 ข้อ ...ผมแนะนำ รุ่นน้องที่มาถามว่า อยากรวย ...ผมก็บอกไปว่า ลองไปสร้างนิสัยเศรษฐี 10 ข้อนี้ ให้ได้ ...ถ้าทำได้แล้ว ความรวยมันตามมาเอง


รุ่นน้องคนนั้น สวนกลับ ‘อ้าว!! นิสัยแบบนี้ มันรวยเพื่อจะหาเงิน ...ไม่ได้รวยเพื่อจะใช้เงินนี่พี่ ? ....ไม่สนุกเลย!!’


‘ก็เอ็ง เอาแต่สนุก มันเลยยังไม่รวยไง !!’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ