แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

เมื่อเงิน แทนทุกสิ่ง จึงทำให้เงินสร้างความสับสนที่สุดเช่นกัน



วันนี้ผ่านไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนคนโปรด Dan Ariely ก็ลองเปิดดู

เขาบอกว่า

‘คนส่วนใหญ่ ไม่มีเหตุผล เวลาคุยเรื่องเงิน’

- คนที่ใช้เครดิตการ์ด ส่วนใหญ่จะใช้เงินเปลืองกว่าใช้เงินสด เพราะ มันไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือ เสียดายตอนใช้เท่ากับเงินสด ...ดูง่ายๆ ว่า วันนี้ยิ่งสังคมไร้เงินสด คนรุ่นใหม่ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น

- เงินมีค่าเสียโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า ทุกครั้งที่ใช้เงินมีค่าเสียโอกาส เลยมักจ่ายของแพง แล้วมีความสุข 

- ของฟรีส่วนใหญ่ สุดท้ายทำให้เราจ่ายแพงกว่าเสมอ ดังคำพูดที่ว่า ‘There is a saying that the best things in life are free. Maybe. But free often ends up costing us in unexpected ways’ ..อย่างธุรกิจที่ให้ของฟรีเรามากมาย เช่น Casino..ห้องพักฟรี ..ตั๋วเครื่องบินฟรี ...กินฟรี ...สุดท้ายเสียบนโต๊ะคาสิโนหมด 

- หลักการของ การแลกชิปในคาสิโน กับ เครดิตการ์ด ใช้หลักการคล้ายๆ กัน คือ มันไม่ใช่เงิน เราเลยใช้มันง่ายมากๆ 

- เราจะชอบของลดราคา เป็นเปอร์เซ็นต์ มากกว่า จำนวนเงินที่ลด 

- เราจะตีราคา ของที่เป็นของเราสูงกว่า ...ตรงนี้ เรียก IKEA Effect ...เขาเลยให้เราประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง เพื่อให้เราเห็นค่ามันมากขึ้น 

- เราชอบสิ่งที่ราคานิ่งๆ มากกว่า สิ่งที่ราคาผันผวน ...แม้ว่า สุดท้ายการยอมถือสิ่งที่ราคาผันผวน เช่น สินทรัพย์ อย่างที่ดิน หรือ หุ้น สุดท้ายระยะยาวให้ผลตอบแทนมากกว่า ...แต่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกสบายใจกับการถือเงินสด ทั้งๆ ที่สุดท้าย มูลค่าของเงินสดมีแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

- เราจะจ่ายเงินให้ประสบการณ์และสภาพแวดล้อม มากกว่าจ่ายเงินให้สิ่งของนั้นๆ ...เช่น การกินอาหารในร้านอาหารธรรมดา กับ ร้านหรู บางครั้งต่างกันเพียงวิธีนำเสนอ การอธิบายของเชฟ การเขียนบรรยายอาหารในเมนู และ วิธีการเสริฟ

- เงิน ใช้เป็นตัวแทนของเกือบทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ..ซื้อได้ทั้งสิ่งของ , ซื้อเวลา , ซื้ออิสรภาพ , ...มันเป็นตัวแทนของมูลค่า รวมทั้งความรู้สึก ของคนใช้

...ไม่แปลก ที่เงิน คือ เรื่องใกล้ตัวที่สุด แต่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจมันน้อยที่สุด

เอาล่ะ ผมไปอ่านต่อละ !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

คนเก่ง ทำไมแข่งกันไปนอกโลก



คนเก่ง ทำไมแข่งกันไปนอกโลก

วันนี้คนเก่ง และ รวยที่สุดในโลกอย่าง เจ้าของ Amazon นาย Jeff Bezos , Elon Musk หรือ อย่าง Richard Branson เจ้าของ Virgin ต่างมี Passion ก็คือ ไปดาวอังคารบ้างล่ะ ...ไปเที่ยวอวกาศบ้างล่ะ ...

อ๋อ !! ‘เขารวยจนหลุดโลก’ ใช่หรือเปล่า ? 

ไม่ใช่ !! ...นี่คือ เหตุผลเบื้องหลัง

1. ‘คนรวยคือคนที่มองการณ์ไกล’ ...คนส่วนใหญ่ เราชอบอะไรเร็วๆ หาเงินง่ายๆ แต่คนรวยระดับโลก ชอบทำอะไรไกลๆ มองยาวๆ เรื่องยากๆ ...เพราะ ผลลัพธ์ของการมองไกล มันให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอในระยะยาว

2. ‘คู่แข่งน้อย’ ...ถ้าคุณเปิดร้านกาแฟ เพราะ คิดว่าใครๆ ก็ต้องดื่มกาแฟ ... เปิดร้านล้างรถ เพราะคิดว่า ทุกคนต้องล้างรถ ...พูดง่ายๆ อะไรที่เรามองว่า ใครๆ ก็ต้องใช้ แปลง่ายๆ เลยว่า คู่แข่งคุณเยอะมหาศาล ...พอคู่แข่งเยอะ ก็แย่งลูกค้า ตัดราคา สุดท้าย กำไรเลยไม่เหลือ ...ยุคนี้อะไรที่มองเผินๆ ว่าดี จึงไม่น่าทำ ...แต่อะไรที่มองว่า เป็นไปไม่ได้ จึงน่าทำกว่า (แต่สำคัญ คือ คุณต้องทำได้นะ)

3. ‘โจทย์ยาก มันดึงดูดคนเก่ง’ ...พวกมหาเศรษฐี เขาทำงานใหญ่ได้ เพราะ มีลูกน้องเก่ง ...การที่เราจะสามารถดึงดูดคนเก่งให้มาทำงานให้เรา มันต้องมีโจทย์ที่ท้าทายคนเก่ง ...ธุรกิจดึงดูดคนเก่ง ต้อง Mission Impossible ...ยิ่งยาก ยิ่งท้าทาย คนเก่ง!!

4. ‘อวกาศมันเต็มไปด้วยอันตราย เมื่ออันตรายจึงต้องรอบคอบ และ ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย’ ...ถ้าเราเปิดร้านขายข้าวแกง มันแทบไม่ต้องคิด ขอให้อร่อย ..แต่ถ้าคุณจะไปนอกโลก มันต้องคิด มันต้องใช้องค์ความรู้ใหม่ๆ ต้องล้ำสมัย ต้องก้าวหน้า ...หลายครั้งที่ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก มันเกิดจากสงคราม อย่างเช่น Internet ...ใช่!! ผลพลอยได้จากการไปอวกาศ คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สุดท้ายอาจทำเงิน เกิดธุรกิจ สร้างโอกาส มากกว่า แค่เดินทางไปดาวอังคาร ....ในมุมของนักธุรกิจ เขาเรียก สินค้า By-Product (สินค้าที่เป็นผลพลอยได้ จากผลิตภัณฑ์หลัก ...บางครั้งทำเงินมากกว่า สินค้าหลักด้วยซ้ำ)

5. ‘มันดังโดยไม่ต้องโฆษณา’ ...ถ้าคุณทำก๋วยเตี๋ยวอร่อย คงไม่ใครสนใจมากมาย เพราะ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยมีมากมาย ...คงไม่มีทุกสำนักข่าว หรือ social มาสนใจคุณ ...แต่ถ้าคุณทำจรวด เพื่อพา ทีมหมูป่าออกถ้ำ ...สื่อทั้งโลกจะโฆษณาให้คุณฟรี ...และแล้ว Elon Musk ก็ส่งจรวดมาช่วย ทีมหมูป่า ...ดังคำพูดที่ว่า ‘คนธรรมดา โลกไม่จำ’

ใช่!! โจทย์ที่ไม่น่าทำได้ มันต้องมองการณ์ไกล ..คนมองไกล ชนะคนมองสั้นเสมอ ..มันไม่มีคู่แข่ง นี่คือ โคตรโอกาสธุรกิจ ...มันดึงดูดคนเก่ง ทำให้คุณมีแต่คนเก่งช่วยงาน ...มันใช้เทคโนโลยี ซึ่งมีผลพลอยได้ ที่อาจจะสร้างมูลค่ามากกว่าสินค้าหลัก ...และมันได้โฆษณาฟรี

5 ข้อนี้ ทำให้ ทั้ง Amazon , Google , Facebook , Apple , Netflix เติบโตเป็น ธุรกิจระดับโลก นั่นเอง

ลองกลับมาถามตัวเองซิว่า เรามีข้อไหนบ้าง เพื่อให้เราก้าวหน้า แล้วกลายเป็นคนสำเร็จแบบ หลุดโลก คนต่อไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

(อันนี้ให้เป็นข้อมูล : Jeff Bezos มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับยานอวกาศ ชื่อว่า Blue Origin ...ตัวเขารวยที่สุดในโลกเวลานี้ คือ มีทรัพย์สินประมาณ $150 Billion จาก หุ้น Amazon ...ทุกๆ ปี เขาจะขายหุ้น Amazon ประมาณ $1 Billion มาลงในธุรกิจยานอวกาศของเขา ...เป้าหมายของเขาก็คือ ‘millions of people living and working in space’ ...ล้านคน อยู่ที่ทำงานในอวกาศ - บ้าไหมล่ะ ชายคนนี้ ...จัดไป!!)


วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

‘ค่าตัวเรา’ กับ ‘นายจ้างมอง’ ต่างกัน



ทำไม ‘ค่าตัวเรา’ กับ ‘นายจ้างมอง’ ต่างกัน 

สาเหตุที่แต่ละคนเงินเดือนมากน้อย ไม่เท่ากัน ก็เพราะแบบนี้นั่นเอง ....

1. ‘เรามอง ค่าเรียนที่พ่อแม่จ่ายไป’ แต่ ‘นายจ้างมอง เงินหรือ มูลค่าที่เราจะสร้างให้กับบริษัท’ ...ดังนั้น ถ้าเราเรียนแพง พ่อแม่จ่ายเงินลงทุนไปเยอะ มันก็ไม่ได้บอกว่า เราจะทำเงินให้บริษัทเท่าไหร่ 

2. ‘นายจ้าง มองอย่างน้อย 10 เท่า’ ...ถ้าเขาจ่ายเงินเดือนเรา 10,000 บาท แปลว่า เขาหวังว่าเราจะทำเงินให้บริษัท 100,000 บาท

3. ‘คน เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ แถมมีค่าใช้จ่ายแฝง แล้วมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี’ ...แต่เครื่องจักร หรือ หุ่นยนต์ มีแค่ค่าใช้จ่ายลงทุนเริ่มต้น ...ดังนั้น ประเทศพัฒนาแล้วจะมีแนวโน้ม ลดคน แล้วเพิ่มเครื่องจักรแทน

4. ‘คนเก่ง มีแนวโน้มที่จะ ออกมาทำธุรกิจแข่งกับนายจ้างมากขึ้นเรื่อยๆ’ ...ทุกวันนี้ข้อจำกัดในการเริ่มธุรกิจลดลง เริ่มง่ายขึ้น ใช้ทุนน้อยลง ...คนเก่งจึง สร้างทั้งโอกาส และ สร้างความเสี่ยง ในการเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว 

งานวิจัยในประเทศพัฒนา จึงจ้าง คนเก่ง หรือ ผู้บริหารระดับสูง ในเงินเดือนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ...สถิติของบริษัทระดับโลก (500 largest U.S. companies) จึงจ้าง CEO ด้วยเงินเดือนที่สูงกว่า พนักงานทั่วไป เฉลี่ย 160 เท่า (ตัวเลข จาก Bloomberg Businessweek)

ในบางบริษัทในอเมริกา ความแตกต่างระหว่าง CEO กับ พนักงานทั่วไป ต่างกันถึง 500 เท่า 

เบื้องหลังความแตกต่างของรายได้ที่มหาศาล เกิดจาก ..คนเก่ง มีที่ไป จึงต้องจ้างให้แพงที่สุด ...แพงเท่าที่เขาจะไม่คุ้มที่จะออกไปเปิดบริษัทแข่งนั่นเอง (ในขณะที่พนักงานทั้วไป สามารถออกไป ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับบริษัท) ....โหดร้าย !! ...ไม่ได้โหดร้าย เพียงแต่โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ !!

5. ‘ถ้างานเราสำคัญ เราจะได้รับค่าจ้างเป็น Profit Sharing (แบ่งกำไร) หรือ ได้หุ้น ...แต่ถ้างานเราไม่สำคัญ เราจะได้รับเงินเดือนเท่านั้น’ ...นี่คือ ความจริงอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ...บริษัทจะลดความสำคัญของคน และ เน้นการสร้างระบบ ที่ใครทำแทนก็ได้

นี่คือ เหตุผล ที่ว่าทำไม ..ช่วง 20 ที่ผ่านมา เงินเดือนของพนักงานทั่วไป ไม่เพิ่มขึ้น ...ในขณะที่เงินเดือนผู้บริหารเพิ่มขึ้น และกำไรของบริษัท หรือ GDP เติบโตตลอด

ที่ผมยกเรื่องราวทั้ง 5 ประเด็นนี้ขึ้นมา เพื่อชี้ให้เห็น อนาคตของการทำงานในโลกยุคใหม่ ที่การแข่งขันสูง คนเก่งมากมาย สินค้าเกินความต้องการ และ เงินกลายเป็นสิ่งที่ขาดแคลน 

สิ่งที่เราต้องปรับ คือ ‘การพัฒนาตัวเรา ให้เป็นผู้นำในสิ่งที่เราทำ’ ...เพราะ ในอดีต งานของผู้ตาม สามารถอยู่รอด มีชีวิตที่สบาย ...แต่โลกยุคใหม่ งานที่เป็น ผู้นำ เท่านั้น ที่เป็นคำตอบของชีวิตที่สบาย 

ฝึกนำ ต้องเริ่มจาก มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ตามกระแส ไม่ตามใคร ...มีจุดยืน และ หลักการที่เราเลือกอย่างชัดเจน

 ...ถ้าคุณชัดเจนมากพอ ในสิ่งที่มันดี เดี๋ยวก็จะมีคนตามคุณเอง - "นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของผู้นำ"

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 

8 ข้อควรรู้ ในการทำให้ทุกคนชอบเรา



8 ข้อควรรู้ ในการทำให้ทุกคนชอบเรา


1. รู้ไว้เลยว่า แค่คิดว่า อยากให้ทุกคนชอบเรา ก็ผิดตั้งแต่คิดแล้ว เพราะ ไม่มีทางทำให้ทุกคนชอบเรา


2. บางคนไม่ชอบเรา ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุย แล้วทำไมถึงไม่ชอบเรา ? ...ก็เพราะ จริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่ไม่ชอบเรา เพียงแต่เขาแค่ไม่ชอบตัวเขา ในสิ่งที่เขาเป็น ก็เท่านั้นเอง


3. ให้เราใช้เวลาส่วนใหญ่ อยู่กับคนที่ชอบเรา ดีกว่าเสียเวลาพยายามเปลี่ยนคนที่ไม่ชอบให้ชอบ ...เพราะพลังงานบวก จะทำให้เราวิ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ง่ายกว่านั่นเอง


4. ให้เราใช้เวลาเล็กน้อย คุยกับคนที่ไม่ชอบเราบ้าง ...เพื่ออะไร ? ...คนที่ไม่ชอบเรา บางครั้งก็เป็นกระจกสะท้อนที่ดี โดยเฉพาะเวลาที่เราหลงตัวเอง ...เราจะได้เรียนรู้แล้วปรับปรุงข้อบกพร่อง แล้วทำตัวเองให้ดีขึ้น 


5. อย่าเอาความไม่ชอบ มาเก็บเป็นอารมณ์ ...เพราะมันสร้างพลังงานลบ ...ให้เราเอาความไม่ชอบ มาเป็นโจทย์ แล้วหาเหตุผลปรับปรุงแก้ไข จะดีกว่า


6. คนที่ไม่ชอบเราจะ อ่อนพลังลง เมื่อเราพยายามทำเพื่อตัวเองน้อยลง ...ถ้าเราตั้งโจทย์เพื่อตัวเองน้อยลง แล้วตั้งโจทย์เพื่อคนอื่นมากขึ้น ...เราจะมองเห็น โอกาสใหม่ๆ โอกาสที่ใหญ่กว่า ..ที่อาจเป็นจุดก้าวกระโดดในชีวิตเรา


7. อย่าเอาเวลาของเราไปพยายามเปลี่ยนคนที่ไม่ชอบเรา ....ให้เอาเวลาไป ช่วยเหลือ และ สนับสนุนคนที่ชอบเรา ...นี่คือ การเลือกใช้เวลาเพื่อความก้าวหน้านั่นเอง


8. ถ้างานที่เราทำ ทำให้เราชอบตัวเองมากขึ้น ...จงทำงานนั้นให้สำเร็จ ...ต้องมุ่งมั่น อดทน แล้วไปให้สุดทาง


ถ้าเราทำงานอะไรแล้วไม่ชอบตัวเอง ...เช่น ทำสิ่งที่ผิด ..ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ผิดสามัญสำนึก แต่ได้เงิน เรามีแนวโน้มที่จะไม่ชอบตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ...ดังนั้น ให้เราพยายามสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ในแบบฉบับของเราเอง


สุดท้าย เราทำให้ทุกคนชอบเราไม่ได้หรอก ...แค่เราทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ และ ทำให้เรารู้สึกดีต่อตัวเอง ..นั่นแหละ ทางเดินที่เราควรเดิน !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

พ่อสอนลูกเรื่อง ค่าจ้าง



พ่อสอนผมเรื่อง ‘ค่าจ้าง’


ตั้งแต่เด็กผมวาดฝันไว้ว่า โตขึ้นผมจะมีธุรกิจใหญ่โตเป็นของตัวเอง 


วันนึงพอผมมีโอกาสผมก็ได้ไปเริ่มตั้งธุรกิจร้านอาหารของผมในออสเตรเลีย จากนั้นก็ขยายเป็นหลายๆ สาขา .. 3 ปี ผมขยายร้านไป 5 สาขา พร้อมมีครัวกลาง ในการส่งวัตถุดิบให้สาขา ...จนพบว่าไปไม่รอด !!


...ผมมาเรียนรู้เลยว่า มันไม่ได้สำคัญเลยที่วันนี้คุณขยายธุรกิจให้เติบโตเร็วแค่ไหน เพราะ สุดท้ายถ้าวิกฤตมา มันคือบททดสอบที่แท้จริงว่า คุณคือ ตัวจริงในธุรกิจที่คุณทำรึเปล่า ?


ใช่!! ในวันนั้น ธุรกิจร้านอาหาร ผมไปไม่รอด ...ทางเลือกทางเดียว หลังจากนั้น คือ กลับประเทศไทย แล้ว หางานทำ !!


วันนั้นผมรู้สึก โคตร Fail ...นั่งถามตัวเองว่า ‘ทำไมคนอย่างกรู ต้องยอมมาเป็นลูกจ้าง ทั้งๆ ที่เคยทำธุรกิจร้านอาหาร ขยายสาขาใหญ่โตในต่างประเทศ ..มีฝรั่งเป็นลูกน้อง ...ทำไม ต้องแพ้ แล้วกลับมาหางานทำวะเนี่ย ?’


พ่อเรียกผมไปคุยว่า ‘แพ้ทกลับมาเมืองไทย ก็หลายเดือนแล้ว ...ไปหางานทำเถอะ ...แล้วพ่อก็แนะนำผมเรื่องนี้ !!’


1. ความล้มเหลวที่ผ่านมา ไม่สำคัญเท่าความสำเร็จในครั้งใหม่ ....บอกตรงๆ วันนั้น ฟังแล้วไม่อิน เหมือน พ่อพยายามปลอบใจ ...แต่วันนี้เข้าใจเลยว่า ความล้มเหลวที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องเล็กๆ จริงๆ เมื่อมองจากวันนี้ ...แถมยังรู้สึกขอบคุณความล้มเหลว ในวันนั้น ที่ทำให้ เราเป็นตัวเราในวันนี้


2. ลูกจ้าง ไม่ได้น่ากลัว ...มันแค่ความจริง ที่เราจะได้รู้ว่า ไอ้ที่เรียนปริญญาจบมา หรือ ไอ้ที่คิดว่า เราเก่งหนักหนา จริงๆ น่ะ คนอื่น หรือ สังคม เขามองเราแบบนั้นหรือเปล่า ? ....ค่าจ้าง คือ สังคม ตีค่าตัวเราเป็นมูลค่า นี่คือของจริง ...ธุรกิจพ่อ มันไม่ได้ตีค่าตรงนี้ ดังนั้น ให้ไปหางาน แล้วไปค้นหาว่า ตัวเราจริงๆ ราคาเท่าไหร่ 


3. ไม่เห็นทาง ไม่เป็นไร มีฝันไว้ ค่อยๆ เดิน ....วันนั้น บอกตรงๆ ผมมืดแปดด้าน คนอายุ 20 ปลายๆ กับ ความล้มเหลว มันรู้สึกไร้ค่าสุดๆ มันอาย !! ...แต่พ่อบอกว่า ทำไปก่อนลูก ...เดี๋ยวมันจะเห็นทางเอง ...แต่อย่าทิ้งความฝัน


4. หาความรู้ ให้เหมือนเราเป็นเจ้าของธุรกิจ ....ลูกจ้างปกติรู้แค่งานที่ตัวเองทำ ...แต่พ่อบอกให้ผม ไปเรียนให้รู้ ทุกส่วนของธุรกิจ ...เวลาผมไปทำงานที่ไหน ผมจะคุยกับคนเยอะ แทบทุกแผนก เก็บข้อมูล แถมศึกษาตลาด แล้วเอามาวิเคราะห์เหมือนผมเป็นเจ้าของ ....ทำงานเสมือน consult คือ คนที่เขาจ้างมาวิเคราะห์และปรับปรุงธุรกิจ ....จุดนี้ทำให้ผมเห็นโอกาสนั่นเอง 


5. ใช้เงินเดือนให้พอ อย่ามาขอกรู !! ....อันนี้ฟังดูโหดนะ จากที่ผมเคยมีเงินเยอะๆ เป็นเจ้าของธุรกิจ ...พอต้องมาเป็นลูกจ้าง พ่อบอก ใช้เงินเดือนให้พอ ...บอกตรงๆ วันนั้น กินข้าวแกงที่ออฟฟิศทุกวัน โคตรประหยัดจริงๆ ...แต่รู้ค่าของเงิน ในวันที่เงินหายาก มันช่วยให้เปลี่ยนความคิด ในเรื่องเงินทั้งหมดของผมเลย


ก็นี่แหละ 5 ข้อ คำสอน ที่พ่อสอนผม ในช่วงเวลาที่มืดที่สุด ในชีวิต ....พอผ่านได้ แล้วมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่า ขอบคุณความล้มเหลว และ โค๊ชอย่างพ่อ ที่ทำให้ผมมีวันนี้ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

3 คน 3 ความคิด กำหนดชีวิตตั้งแต่เริ่มเดิน



มีคน 3 คน เขาถาม 3 คำถาม เกี่ยวกับการเล่นหุ้น ..ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคลุกคลีอยู่ตลอด ...อาชีพผม !!


คนแรกถามว่า ‘พรุ่งนี้หุ้นตัวไหนจะขึ้น ?’


คนที่สองถามว่า ‘อยากซื้อหุ้นที่เดือนหน้าขึ้นเลย ซื้อตัวไหนดี ?’


คนที่สามถามว่า ‘อยากซื้อหุ้นที่ จะสามารถถือแล้วรับปันผลไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ซื้อตัวไหนดี ?’


ถ้าคุณเป็นผม ..เจอ 3 คน 3 คำถาม ที่แตกต่างกันแบบนี้ คุณคิดว่าอย่างไร ?


สิ่งที่ผมเห็นคือ 


1. คนเราโจทย์ไม่เหมือนกัน ทำให้เลือกหุ้นต่างกัน ...สั้น / กลาง หรือ ยาว 


2. โจทย์ที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว มักจะยากกว่าเสมอ ..สั้น ผันผวนสูง ได้เสียเร็ว / กลาง มีโอกาสได้บ้าง เสียบ้าง ตามจังหวะตลาด / ยาว มีโอกาสเสียน้อยมาก แต่เสียเวลาทั้งชีวิตในการลงทุน


3. โจทย์แต่ละอัน มันแทบจะกำหนดผลลัพธ์ที่เราจะได้อยู่แล้ว ...คนแรก คงได้ลุ้น ...คนที่สอง คงพอได้บ้าง เสียบ้าง ...คนที่สาม คงได้เงินช้า แต่ได้เรื่อยๆ และ สุดท้ายได้มากที่สุด 


4. มาดูเรื่อง ความเสี่ยง ...คนแรก เสี่ยงสูง โอกาสชนะต่ำ ...คนที่สอง เสี่ยงกลาง โอกาสชนะมากขึ้น ...คนที่สาม แทบไม่เสี่ยงเลย โอกาสชนะสูง แต่ใช้เวลานาน


5. แปลว่า ความเสี่ยง ขึ้นกับเวลา ในตลาดหุ้น ...แล้วที่เขาสอนกันว่า ความเสี่ยงอยู่ที่สินค้า หุ้นเป็น สินค้าทางการเงินที่ผันผวนสูง แปลว่าอะไร ?


6. ความผันผวน คือ ความเสี่ยง ...ถ้าเราเลือกที่จะเล่นสั้น ...แล้วคนเล่นยาวล่ะ ความผันผวนคืออะไร ?


7. คนมองยาว จะมองความผันผวน เป็น จุดทดสอบใจ ทดสอบความเข้าใจ และ ทดสอบความมุ่งมั่น 


8. เล่นหุ้น เป็นความเชื่อ ...เมื่อเราเชื่อแบบไหน สุดท้ายผลลัพธ์ก็จะออกมาในแบบนั้น 


9. หุ้นสอนผมว่า เราไม่สามารถได้ทุกอย่าง ...เราทุกคนล้วนต้องการเงินมากในเวลาสั้นๆ ...สุดท้ายตลาดหุ้นจะสอนให้เราเลือกทางใดทางหนึ่งในที่สุด


10. ทางเดิน 2 ทาง ที่ลากยาว ในตลาดหุ้น คือ หนึ่ง ใช้เวลาน้อย เอากำไรทีละน้อย ...สอง เอากำไรใหญ่ แต่ใช้เวลานาน


ลองกลับไปทบทวน สิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้น และ การลงทุน ใหม่ ...แล้วคุณจะพบว่า คำตอบของการสร้างความร่ำรวยในตลาดหุ้น มันไม่ได้ยาก เพียงแต่มันอาศัยการทำความเข้าใจตัวเราเองอย่างลึกซึ้งนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

5 เรื่อง มโนของชีวิต ที่ควรปรับความคิดใหม่



5 เรื่อง มโน ของชีวิตที่ควรปรับความคิดใหม่


1. ‘ปัญหาของเรา ใหญ่ที่สุดเสมอ’ ...มนุษย์ทุกคนคิดว่าปัญหาของตัวเอง หนักหนา สาหัสที่สุดแล้ว ..เมื่อเวลาผ่านไป ทุกปัญหาจะค่อยๆ เล็กลงเสมอ


- คิดแก้ปัญหาเสมือนว่า ไม่มีตัวเราอยู่ แล้วทุกปัญหาจะเบาลงมาก 


2. ‘บ้านคนอื่น รวยกว่าบ้านเราเสมอ’ ...ยุค social เราจะเห็นแต่ชีวิต ดี๊ ดี ของคนอื่น ..ก็เพราะทุกคนโพสแค่เรื่องดี ..เราเห็นแต่ส่วนที่ดีที่สุด แล้วก็มาตีความให้ตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ 


- ให้มองความสัมพันธ์ดีๆ ที่เรามีในครอบครัว ..เพราะบ้านไม่ใช่สถานที่เอาไว้โชว์ แต่บ้านคือ คนที่เราเชื่อมต่อและผูกพัน


3. ‘ของล้ำค่า คือ สิ่งที่เราไม่มี’ ...ธรรมชาติมนุษย์ จะไม่เคยมองเห็นค่าสิ่งที่ตัวเองมี ...ถ้าจะเห็นค่าอีกที ก็เมื่อวันที่เราสูญเสียสิ่งมีค่าสิ่งนั้นไป


- ให้ลองมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ชีวิตเราจะดี และ รู้สึกขอบคุณคนอื่นมากขึ้น ..แล้วสิ่งดีๆ ที่เรามีจะอยู่กับเราตลอดไป 


4. ‘น้องเมีย สวยกว่าเมียเสมอ’ ..อันนี้ปัญหาระดับชาติ จนกลายเป็นเมีย 2018 ...ถ้าเป็นแบบที่เรามโนจริง งั้นก็เวลาเจอใคร ถามก่อน มีน้องไหม ? ...เรื่องนี้ มโนกันล้วนๆ โดยเฉพาะผู้ชาย


- อันนี้ เลิกมโน อย่างเดียวเลย ..ฮ่า ฮ่า 


5. ‘ความทุกข์เรา หนักที่สุดแล้ว’ ...ที่คิดแบบนี้เพราะเราไม่เคยสนใจคนอื่นเลย ...เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น ผ่านโลกมากขึ้น เราจะรู้ว่า ชีวิตเราที่ว่าทุกข์ มันดีกว่าคนอีกมากมาย 


- ถ้าเราทุกข์ ลองอาสา ทำความดี แบบที่ไม่มีผลตอบแทน แล้วเราจะสุขมากขึ้น 


‘ปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิต มันเริ่มจากวิธีคิดที่ผิดทาง ...ลดอีโก้ลง มองคนรอบตัว เห็นคุณค่าสิ่งที่มี แล้ว ขอบคุณคนที่ช่วยเรา’ 


...แล้วชีวิตจะเจริญขึ้น โอกาสดีจะเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


5 ข้อควรเข้าใจ เพื่อให้เราไม่ตกงาน


5 ข้อควรเข้าใจ เพื่อให้เราไม่ตกงาน
1. 'ลืมคำว่าอาชีพซะ มันกำลังเป็นคำล้าสมัย' ..ให้คิดให้ออกว่า งานที่เราทำอยู่ 'แก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า' ..ถ้ามันแค่ทำไปเรื่อยๆ งานนี้จะค่อยๆ หายไป 'ตกงานครับ' 
('ส่งรถขับพี่ ไม่รับคนไทย' สุดท้ายพอมันไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ก็จะมีคนมา Disrupt คุณ)
2. 'เราเก่งอะไรที่คนอื่นไม่เก่ง' ถ้าตอบว่าไม่มี แปลว่า ใกล้ตกงานครับ ..ต้องรีบหา จุดเด่นของตัวเรา แล้วพัฒนาให้ยิ่งโดดเด่น ..อย่าเป็นคนธรรมดาๆ เพราะคนธรรมดาๆ น่ะ ต้องมาเครียดเรื่องถูกแย่งงาน
3. 'อย่ามีรายได้จากแหล่งเดียว เพราะชีวิตจะเสียวเกิน' ..สมัยก่อนการมีรายได้จากทางเดียว มีเงินเดือนก็พอรับได้ ..แต่ยุคนี้ ที่งานเราถูก Disrupt ได้ตลอดเวลา ต้องหารายได้จากหลายทาง ..จะขายของออนไลน์ จะเล่นหุ้น จะขายตรง จะทำอะไรเสริมก็รีบๆทำครับ 
4. 'อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง' ..ไม่มีแล้วครับ บริษัทที่จะจ้างงานจนเกษียณ วันดีคืนดี บริษัทที่เราทำงานอยู่อาจจะประกาศเลิกกิจการ 'เจ๊งได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะยุค Disrupt อย่างในปัจจุบัน' 
..บริษัท Hertz ผู้ให้บริการรถเช่ารายใหญ่ของโลก อยู่ดีๆ ก็กำลังจะปิดตัว เพราะขาดทุนมหาศาล ..ก็เดี๋ยวนี้จะเช่ารถทำไม เรียก UBER หรือ Grab แทน ง่ายกว่าไหม !! ...ดังนั้น ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา - ยุคนี้ใบปริญญา เป็นแค่บัตรผ่านประตู พอเดินเข้าประตูชีวิตจริง เขาใช้ฝีมือคุณจริงๆ ไม่ใช้แล้วบัตรผ่านประตู 
5. 'หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ถ้าหัวหน้างานเดินมายื่นซองขาว ไล่คุณออก!! คุณจะทำอย่างไร ?' ...ถ้าคุณคิดว่า มันจะไม่เกิดขึ้น แปลว่า มันกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ...ไม่มีใครเขาสนหรอกว่า คุณมีลูกเล็ก มีพ่อแม่ต้องดูแล มีครอบครัว มีหนี้สิน - นั่นคือปัญหาของคุณ !! ...ชีวิตเรา ถ้าเราไม่ดูแล คงไม่มีใครดูแลแทน
เตรียมตัวให้พร้อมกับ ยุค Disrupt ..มันไม่ใช่การพูดสนุกปาก ฟังดูเท่ห์ แต่มันเป็นยุคที่คุณและผม ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเอง อย่างต่อเนื่อง
'คนที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ก็คือ คนที่เตรียมตัวเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเอง ..เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงครับ' 
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อคิด เพื่อคนทันสมัย ไม่ตกยุค



5 ข้อคิด เพื่อ คนทันสมัย ไม่ตกยุค

1. ‘ดีแล้วไม่มี ..ต้องถามทุกปี ว่าดีกว่านี้ทำยังไง’

2. ‘ความเสี่ยง จริงๆ มันไม่มี’ ...เพราะคนที่มองว่า อะไรเสี่ยงแปลว่า คุณแค่ไม่เข้าใจเรื่องนั้น หรือ เราแค่มีความรู้ไม่พอ ...อย่างการเล่นหุ้นที่คนส่วนใหญ่มองว่าโคตรเสี่ยง แต่ก็มีคนที่เข้าใจเขาบริหารเงินผ่านวิธีการออมในหุ้น วางเงินเหมือนเงินฝากธนาคาร ...รวยกว่า 10 เท่าเงินฝาก แค่มีความเข้าใจ 

3. ‘งานที่มั่นคง มันไม่มี’ ...งานอะไรที่มั่นคง แปลว่า งานนั้น สามารถเขียนโปรแกรม แล้วเอาหุ่นยนต์ เครื่องจักร มาทำแทนเราได้ .(งานที่มั่นคง จริงๆ คือ งานที่กำลังจะหายไป) ..งานที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้คือ งานที่ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ...มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นหุ่นยนต์ เราถูกสร้างให้ตรงข้ามกับหุ่นยนต์  

4. ‘ไม่มีเวลา แปลว่า ไม่สำคัญ’ ..คนส่วนใหญ่ไม่พัฒนา ไม่ศึกษา ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะอ้างว่า ไม่มีเวลา ...จริงๆ แล้ว คนที่พูดว่าไม่มีเวลา ก็คือ การพูดว่า ‘เรื่องนี้ไม่สำคัญ’ ...ถ้าอยากทำอะไร คุณจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

5. ‘ไม่มีเงิน แปลว่า ไม่อยากทำจริง’ ...เงินนี่จริงๆ มันไม่ได้จำกัดเหมือนเวลา เงินมีมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘วิชาเรียกเงิน หรือ ที่เราเรียกว่า ความรู้ นั่นแหละ !!’ ...คนรวย คือ คนที่สามารถเรียกเงินจากธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ ...คุณเห็นเจ้าสัวไหม เขาสามารถกู้เงินธนาคารเท่าไหร่ก็ได้ บางทีตึกระฟ้าราคาเป็นพันล้าน เขาไม่ได้ใช้เงินตัวเองเลย ....สิ่งที่คนเหล่านี้มี ล้วนเกิดจากการฝึกวิชาเรียกเงิน

ทั้งหมดนี้ มันก็เริ่มจากการสร้างเครคิด สร้างความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองผ่านเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

อย่าเอาแต่ คิดหาข้ออ้าง ...เอาเวลาไปคิดหาวิธีดีกว่า ว่า ยุคที่โอกาสเปิด การเปลี่ยนแปลงรุนแรง เราจะออกแบบชีวิตของเราแบบจริงจัง เมื่อไหร่ ?

‘คนสำเร็จ เราก็เป็นได้ - ถ้าเอาจริง ที่จะเป็น!!’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

ไม่มีเงิน จะเริ่มทำธุรกิจ และ ลงทุนยังไง



‘ถ้ามีรุ่นน้อง เดินมาขอคำปรึกษาคุณว่า ...พี่ครับ ผมไม่เงิน แล้วผมจะเริ่มทำธุรกิจอย่างไร ? - คุณจะตอบเขาว่าอย่างไร’


ทุกครั้งที่ผมไปพูด เรื่องธุรกิจ ...ก็จะมีคำถามว่า ‘ผมไม่มีเงิน เริ่มไม่ได้ !!’


ทุกครั้งที่ผมไปพูด เรื่องการลงทุน ..ก็จะมีคำถามแบบเดียวกัน คือ ‘ผมไม่มีเงิน เริ่มลงทุนไม่ได้’


ผมถามจริงๆ ว่า ‘ที่คนพูดว่า ไม่เริ่มเพราะไม่มีเงิน จริงๆ เขาพูดแบบนั้น เพราะอะไร ?’


แน่นอน เขาคงไม่มีเงินจริงๆ อันนี้ ไม่แปลก เพราะ ถ้าใครมีเงินอยู่แล้ว จะมาทำธุรกิจหรือลงทุนให้เมื่อยทำไม ...ก็ทุกคนที่มาเริ่มทำธุรกิจ เริ่มลงทุน เขาทำเพราะไม่มีเงิน หรือ เงินไม่พอ เขาถึงกระโดดลงมาทำ 


ดังนั้น 


1. คนที่อยากทำธุรกิจ และ อยากลงทุน ..เพราะไม่มีเงินถึงเริ่มทำ ..ถ้ารวยแล้ว เขาไม่ต้องทำก็ได้ 


2. มีการทำธุรกิจหลายๆ อย่างที่ไม่ต้องเริ่มด้วยเงิน ...แค่เราออกแรง แก้ปัญหาอะไรบางอย่างให้คนอื่น ก็เริ่มหาเงินได้แล้ว ...พูดง่ายๆ ถ้าอยากรวยขึ้น อยากมีโอกาสมากขึ้น แค่ลุกขึ้นมา เสนอตัว ทำอะไรอะไรบางอย่าง แก้ปัญหาบางอย่าง ..เดี๋ยวจะเริ่มเห็นโอกาส


3. การลงทุน ไม่ต้องเริ่มจากเงิน ...แล้วเริ่มจากอะไร ? ...ตอบ เริ่มจากความรู้ครับ - ‘ถ้าคุณไปถามคนรวยว่า สมมุติไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้โรงงาน สูญเสียทุกอย่าง ...คุณคิดว่า คุณจะสามารถกลับมารวยเหมือนเดิม ได้หรือไม่?’ ...คำตอบ คือ ได้ !! ...ก็แปลว่า สิ่งที่ทำให้เขารวย ไม่ใช่บ้านที่เขามี รถที่เขาขับ โรงงานที่เขามี หรือ แม้แต่เงินที่เขามี ...เราสามารถเอาของทั้งหมดนี้ไปจากเขา สุดท้ายเขาก็สามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ใหม่ 


สรุป ‘ความรู้ และ ประสบการณ์’ คือ สิ่งที่สร้างคนรวย


- รู้อะไร ทำให้รวย ?


1. ‘รู้งี้’ ...ใครเจอ รู้งี้ มากๆ ก็แปลว่า ผิดพลาดเยอะ ...ชีวิตใครพลาดเยอะ แต่ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อ ...ยังไงคนนั้นก็จะรวย


2. ‘รู้เบสิค’ ...ทุกเรื่องทำต้องเข้าใจพื้นฐานของมัน ...อยากจะทำอะไร หาความรู้ให้มากๆ หาให้มาที่สุด


3. ‘รู้เทคนิค’ ...เมื่อเราเริ่มทำอะไรสักพัก เราจะเริ่มจับทางได้ ตัวเทคนิคนี่แหละ คือ สิ่งที่ช่วยให้เราจับทางได้ 


4. ‘รู้เขา’ ...เมื่อรู้พื้นฐาน จับทิศทางได้ แปลว่า เราเข้าใจตลาด เข้าใจคนอื่น 


5. ‘รู้เรา’ ...สุดยอดความรู้ของการทำธุรกิจ และ การลงทุนคือ รู้จักตัวเอง 


ถ้าอยากทำอะไร อย่าหยุดที่ปัญหา ให้เดินเข้ามา ลองทำ แล้วจะเห็นทางเอง ...ไม่มีเงิน ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะเมื่อความรู้เราเพิ่ม เงินมันจะเพิ่มขึ้นเองอัตโนมัติ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เข้าใจเงินเฟ้อ แบบง่ายๆ



‘รู้จักกับ เงินเฟ้อ’ 


ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่รู้จักคำว่าเงินเฟ้อ ..แต่ไม่เข้าใจมัน !!


รู้จักคือ ‘ใครๆ ก็รู้ว่า เงินเฟ้อก็คือ เงินมันจะลดมูลค่าเมื่อเราถือไว้เฉยๆ ...เช่น เงิน 1 ร้อยบาท ในอดีตกินข้าวได้มื้อใหญ่ แต่ 1 ร้อยบาท วันนี้ กินได้แค่ก๋วยเตี๋ยว หรือ ข้าวแกง’


แล้วไงล่ะ ?


นี่แหละ ไอ้คำถาม ‘แล้วไงล่ะ ?’ มันเกิดจาก คนที่รู้จักเงินเฟ้อ แต่ไม่เข้าใจมัน


สิ่งที่ควรเข้าใจมีดังนี้


1. ‘เงิน เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง’ ...ต้องเข้าใจก่อนว่า เงิน ของทุกประเทศ ก็เหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง ..ประเทศที่เงินแพงๆ ก็เพราะ คนในโลกต้องการเงินเขา เช่น ดอลลาร์ ใครๆ ก็ต้องการ ยิ่งคุณอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่มั่นคง คุณก็จะไม่อยากได้เงินของตัวเอง อยากได้ดอลลาร์แทน 


(ลองนึกภาพ นักธุรกิจในประเทศที่การเมืองไม่นิ่ง ถ้าเขาขายของ เขาก็อยากรับเป็นดอลลาร์ แล้วก็อยากเอาเงินที่ได้ ไปฝากไว้ต่างประเทศ เช่น ที่สวิส , สิงคโปร์ , ฮ่องกง ...)


วันนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้น พอเราเห็นปัญหา ค่าเงิน ในประเทศ เช่น เวเนซุเอลา , ตุรกี , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย ...


ประเทศเหล่านี้ ค่าเงิน อ่อนลงอย่างรวดเร็ว เพราะ ทั้งนักลงทุน , เจ้าหนี้ และ ประชาชน ต่างกลัว แล้วขายเงินของประเทศเหล่านี้ แล้วไปถือเงินที่มั่นคงกว่าแทนเช่น ดอลลาร์ 


2. ‘ถ้ารัฐบาล สร้างหนี้เยอะๆ แล้วทำโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากๆ สุดท้ายเงินจะพัง เงินเฟ้อจะยิ่งสูง’ ...วันนี้เรากำลังเห็นปัญหาแบบ เวเนซุเอลา ลุกลาม มาในกลุ่มประเทศ Emerging Market ...ประเทศที่โดนก่อน ก็คือ ประเทศที่สร้างหนี้ต่างประเทศเยอะๆ แล้วมีเงินทุนสำรองต่ำๆ เช่น มาเลเซีย ...ปัญหานี้เพิ่งเริ่มต้น แล้วกำลังลุกลาม ช่วงนี้ถ้าจะลงทุนที่ไหน ต้องระวังเรื่อง หนี้ และ ทุนสำรองของประเทศนั้นๆ ให้ดี 


ไม่งั้น เงินที่ลงทุนต่างประเทศ อาจกำไร แต่ดันขาดทุนค่าเงิน สุดท้าย ก็ขาดทุนอยู่ดี ...ช่วงนี้ต้องระวังให้เยอะครับ


3. ‘คนรวย แต่ละประเทศ เขาสู้กับเงินเฟ้ออย่างไร’ ...สิ่งที่ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ ก็คือ สินทรัพย์ 


เพราะในขณะที่เงินสด นับวันจะลดมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป ...แต่สินทรัพย์จะเพิ่มมูลค่าสวนทาง 


คนรวยในทุกประเทศ จึง เอาเงินสดไปซื้อสินทรัพย์ แล้วถือครองแทน 


(อันนี้คนส่วนใหญ่ ไม่รู้ คิดว่า คนรวย คือ คนที่มีเงินฝากธนาคารเยอะๆ ...แต่ไม่ใช่เลย จริงๆ แล้ว คนรวยส่วนใหญ่ จะถือครองสินทรัพย์แทน เช่น ที่ดิน , อสังหา , หุ้น , ทอง , ของสะสม)


ถ้าเป็นประเทศ ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพอย่างเช่น เมืองไทย ...คนรวยจะเอาเงินใส่ไว้ในหุ้น เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ...รองลงมา ก็คือ ที่ดิน และ อสังหา


แต่ถ้าเป็นประเทศ ที่ไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ...คนรวยในประเทศนั้น จะนิยม ฝากเงินไว้ต่างประเทศ , ถือครองดอลลาร์ และ ทองคำ แทน


4. ‘จะรู้ได้อย่างไร ว่าประเทศไหนมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ’ ...ก็ดูว่า ประเทศนั้นๆ ผลิตสินค้าและบริการ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนใช่หรือไม่ 


การที่ประเทศไทย วันนี้ค่อนข้างดี เพราะเราผลิตสินค้าและบริการที่หลากหลาย 


พูดแบบไม่ได้อวยกัน ...สินค้าของไทย เป็นที่ยอมรับในประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่อง คุณภาพ และ ราคา 


บริการเราก็มีการท่องเที่ยว ที่หลากหลาย และดึงดูด


ตรงนี้แหละ ที่เราต้องรักษาสมดุลย์ ให้ดี ไม่ประมาท แล้ว พยายามพัฒนาความรู้ ให้สามารถสร้างสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง หรือ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้


ก็ลองทำความเข้าใจสิ่งรอบตัว เราจะใช้ชีวิต ในโลกที่เศรษฐกิจผันผวนได้ดีขึ้นครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม



เปลี่ยนโจทย์ชีวิต ให้เรารอด แล้วประเทศรวย



โจทย์คนรุ่นใหม่ ทำไง ให้ตัวเรารอด แล้วประเทศเรารวย 


เดี๋ยวไม่ได้โลกสวย ...จะบอกว่า ทุกอย่าง มันเกิดได้ถ้ารู้จักวางแผน 


1. ‘ตัวเรารอด’ ...อย่างแรก ต้องหาเงินเป็น ...สมัยก่อนเงินหายาก ต้องรอเรียนให้จบ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เลย เดี๋ยวนี้ อายุน้อยก็เริ่มหาเงินได้แล้ว 


คำแนะนำผมคือ วันนี้ลองตั้งโจทย์เลยว่า ‘ฉันจะเริ่มหาเงิน ...แล้วลงมือทำเลย ...มันเริ่มตั้งแต่ Online ...ขายของ ...อะไรก็ว่าไป ...เคล็ดลับ คือ ต้องลอง เพราะ ไม่ลอง ก็ไม่ได้เริ่มสักที’


พอหาเงินเป็นแล้ว ...คราวนี้ก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งความรู้เพิ่ม เรียนปริญญา เรียนต่อเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ...การเรียนจะช่วยให้คนที่หาเงินเป็นแล้ว เจอโอกาสหาเงินที่ดีขึ้น 


...อย่างที่สอง ‘ต้องลงทุนเป็น’ ...ยุคนี้ใครลงทุนไม่เป็น ไม่มีทางรอด ...ถึงหาเงินเก่งแค่ไหน หากลงทุนไม่เป็น ก็ไม่มีทางรวย เพราะ มันใช้เงินหมดก่อนรวย


การลงทุน ไม่ใช่แค่การไปเล่นหุ้น ...แต่มันคือ ฝึกทักษะของการวางเงินทำงาน ...เพราะ การลงทุนยาว จะให้ 2 เด้ง คือ หนึ่ง พอร์ตโต และ สอง ให้ Passive Income


ไอ้ตัวที่ทำให้ชีวิตรอด สบาย และ รวย ก็คือ Passive Income ...ไม่มีใครรวยจากการมีเงินก้อน เพราะเงินก้อน มันกินเงินต้นไปเรื่อยๆ ถ้าตายช้า วันนึง เงินจะหมด แต่ถ้ามี Passive Income คือ รับเงินปันผล ชาตินี้ไม่มีวันหมด มีแต่พอร์ตโตขึ้น และ ปันผลเพิ่มขึ้น


เชื่อไหม ผมคุยเรื่อง ‘ออมในหุ้น’ มาตลอด คือ ซื้อหุ้นดี แล้วถือชั่วชีวิตไม่ขาย ...รอรับแต่ปันผล ...คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ แล้วก็บอกว่า ‘ไม่ขาย จะรวยได้ไง’


ตลกไหม ?


ซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย ถือตลอดชีวิต ซิรวยกว่า ...เพราะ ไม่ต้องไปลุ้นเลยว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง ไม่ต้องไปหาจังหวะ ว่า ซื้อตรงนี้ ไปขายตรงนี้ แล้วจะได้กำไร ...ไม่ต้องลุ้น ...ถือ รับปันผลทุกปี ...หุ้นบริษัทดีๆ ปกติโตปีละ 15% การซื้อแล้วไม่ขายเลย ทำให้ พอร์ตโต แล้วก็ได้ปันผล เป็น Passive Income 


สรุป ‘ออมในหุ้น’ คือ วิธีที่รวย ตั้งแต่วันที่ซื้อแล้ว


(ยิ่งถ้าใครเชี่ยวชาญในหุ้นหน่อย หากรอซื้อหุ้นดี เวลามีวิกฤติ หรือ ข่าวร้าย ยิ่งได้หุ้นถูก อันนี้รวยเพิ่มไปอีก ถ้าเรามีความรู้และประสบการณ์เพิ่ม)


- ตกลง ยุคนี้ คนที่จะรอดแล้วรวย ต้อง หนึ่ง หาเงินเป็นตั้งแต่ก่อนเรียนจบ ..สอง ออมในหุ้นเป็น (ไม่ใช่แค่เล่นหุ้น ..ต้องออมหุ้น)


2. ‘ประเทศรวย’ ...ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถทำแบบในข้อหนึ่งที่กล่าวมา คือ หาเงินเป็น แล้ววางเงินทำงานได้ ....ไม่ต้องห่วงเลยว่า ทำไมประเทศนั้นจะไม่ร่ำรวย


วันนี้ปัญหาในโลก แม้แต่อเมริกาเอง คือ คนเป็นหนี้ ...ที่เป็นหนี้ เพราะ ไม่ได้ฝึกหาเงิน ...อย่างอเมริกา เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากเป็นหนี้การศึกษา เพราะ คิดว่า ถ้าจบปริญญาแล้วจะร่ำรวย แต่ผิดถนัด 


ยุคนี้ มันยุคของ การที่เราต้องฝึกเด็กให้หาเงิน แล้วให้เขาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ...มันหมดยุคของการเรียนสูงๆ สุดท้ายก็หาเงินไม่เป็นอยู่ 


คิดดีๆ ซิ มันคนละ ทักษะ ...การเรียนหนังสือ กับ การหาเงิน ...หาเงินมันคือ ทักษะ ที่ต้องเรียนจากสนามจริง และ เก่งจากการลองผิดลองถูก (ใครหาเงินเป็นแล้ว จะเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามอธิบาย)


ปัญหา ต่อมา คือ การทำงานที่เดียวในยุคนี้ ไม่น่าเอาตัวรอดได้ เพราะ ค่าครองชีพสูงขึ้น ...คนรอดยุคนี้ ต้องหารายได้หลายทาง อย่างน้อยสุด ถ้าเป็นลูกจ้าง ก็ต้องฝึกหารายได้จากการลงทุน หรือ ออมหุ้น อีกทาง 


ใครกำลังเรียนอยู่ หรือ มีพี่น้อง ที่กำลังศึกษา ลองเอาบทความอันนี้ให้เขาลองอ่าน ...ผมว่า เมื่อโลกเปลี่ยน หากเราไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เราอาจไม่รอด 


แล้วสุดท้าย เราก็มักโทษ ว่า ‘เราดวงไม่ดี ...ทำไมเรียนสูง แต่ไม่รวย ...ทำไมทำงานหนักแต่ไม่รวย’


- ดวง ไม่เกี่ยวเลย มันขึ้นกับ การวางแผน


-  ถ้าเรียนสูง แต่ไม่รวย ต้องแก้ด้วย ฝึกหาเงินให้เป็น (การเรียนสูง จะช่วยคนที่หาเงินเป็นแล้ว ให้หาเงินเก่งขึ้น ...แต่ถ้าหาเงินไม่เป็น เรียนจบสูง แค่ไหน ก็หาเงินไม่เป็นอยู่ดี) ...ใช่!! ตั้งโจทย์ แล้วฝึกให้เด็กหาเงิน ตั้งแต่เด็ก สำคัญมาก


- ทำงานหนัก แต่ไม่รวย ต้อง หางานเสริม หรือ เรียนรู้การลงทุน เพื่อได้ Passive Income เช่นออมในหุ้น


- เล่นหุ้น แต่ยังไม่รวย ..แปลว่า คุณเอาแต่เล่นสั้น มันจะรวยได้ไง ...ถ้าจะรวย ต้องซื้อหุ้นเหมือนซื้อที่ดิน หาหุ้นดี ออมยาวๆ แล้วเราจะรวยจาก Passive Income


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เข้าใจเศรษฐกิจแบบง่ายๆ



พื้นฐานความรู้เรื่องเศรษฐกิจในภาษาชาวบ้าน 


ว่าจะเขียนเรื่องนี้นานแล้ว ก็ได้จังหวะ ช่วงนี้เศรษฐกิจโลกผันผวน ...เราจึงควรมีความรู้พื้นฐานในเรื่องเศรษฐกิจจะได้เอาตัวรอดได้ ไม่ถูกหลอก


 ‘ธุรกิจเกิดจากอะไร’ ...หลายคนบอกอยากเป็นนักธุรกิจ ก็พยายามไปเรียนบัญชี เรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนสาขาธุรกิจ ..ก็ถือเป็นเรื่องดีนะ มีความรู้พื้นฐาน ...แต่พอเรียนจบเริ่ม งง ว่า แล้วจะเริ่มเป็นนักธุรกิจได้อย่างไร ? 


(ผมเอง สมัยจบบริหารธุรกิจ ก็นั่ง เกาหัว 3 รอบ ว่า จะเริ่มธุรกิจอย่างไร ในเมื่อเราไม่ได้ประสบการณ์อะไรเลย ...เงินก็ไม่มี ...ความรู้ก็เอามาจากอาจารย์ ใครๆ ก็รู้ ...ความเชี่ยวชาญสักอย่าง ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีครับ ...เพราะ ยุคนี้สอนให้รู้ทุกอย่าง สรุป กรูไม่เก่งอะไรเลย งง ?)


โอเค !! เรามาเริ่มกัน


มาเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่า ‘ธุรกิจ’ ทั้งหมดในโลก เริ่มจากแก่น คือ 


1. ธุรกิจที่เกิดมาแก้ปัญหาให้คน


2. ธุรกิจที่เกิดมาสร้างประโยชน์ให้คน


มาขยายความกันว่า


‘แก้ปัญหาอะไร’ ..จริงๆ ปัญหาอะไรก็ได้ ขอให้เป็นปัญหาที่มีคนยอมจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหานั้น 


- ‘ปัญหา ในอดีต’ ก็คือ ปัญหาพื้นฐาน ความต้องการปัจจัย 4 ...อาหาร , ยา , เสื้อผ้า , ...ซึ่งปัญหาเหล่านี้ สร้างธุรกิจยักษ์ใหญ่ และ เศรษฐีมากมาย เจ้าของบริษัทเหล่านี้ 


- ‘ปัญหา ยุคใหม่’ เป็นปัญหา ที่เกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ...ความยากของปัญหาก็ซับซ้อนขึ้น 


...ยกตัวอย่าง Google เห็นปัญหาว่า คนต้องการค้นหาข้อมูลบน Internet 


...หรือ Facebook เห็นปัญหาเรื่อง การติดต่อเชื่อมโยงกัน ก็เกิดเป็น Social Media ที่ท้าทาย สื่อรูปแบบเดิม 


กลับมาที่ระดับบุคคล ...ยกตัวอย่าง คนที่เรียนจบ ต้องมาเริ่มที่ตอบคำถามว่า ‘ด้วยความรู้ที่เรียนมา เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้คนอื่นได้บ้าง ?’


คำถามนี้ยากมาก ...แทบจะพูดได้ว่า เด็กจบใหม่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียนมาจะไปแก้ปัญหาอะไรให้คนอื่น จนคนยอมจ่ายเงิน 


...จริงๆ ถ้าเขาคิดได้ เขาต้องคิดได้ตั้งแต่ก่อนเรียนปริญญาแล้ว จริงไหม ?


...เดี๋ยวนะ !! เรื่องนี้แรง แต่ต้องทำความเข้าใจ คือ ถ้าก่อนเรียนปริญญา เราหาเงินไม่เป็น ก็ไม่ได้หมายความว่า พอจบปริญญาแล้วจะหาเงินเก่ง ...มันไม่เกี่ยวกันเลย 


เพราะ การ ‘หาเงิน’ คือ การรู้วิธี ‘แก้ปัญหา’ ให้คนอื่น ...ความรู้ในการเรียนปริญญาที่เพิ่มขึ้น มันช่วยเฉพาะคนที่รู้วิธีหาเงินเป็นแล้วมากกว่า 


ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหา เบื้องต้นคือ 


1. การเป็นลูกจ้าง ...การหางานทำ ...ที่เราได้งาน เพราะ เราเข้าไปทำงานเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างให้นายจ้าง 


(ที่หลายคนบอกว่า ลูกจ้างไม่รวย ก็มีส่วนถูก ...เพราะ เงินจะมากหรือน้อย มันขึ้นกับขนาดของปัญหาที่เราแก้ ...ลูกจ้าง ส่วนใหญ่แก้ปัญหาเล็กๆ เงินเลยน้อย ...ผู้บริหาร แก้ปัญหาใหญ่กว่าลูกน้อง ก็เลยได้เงินมากขึ้นตามลำดับ)


2. การทำธุรกิจส่วนตัว ...ก็ขึ้นกับขนาดของปัญหา และ คนยอมจ่าย 


แต่ธุรกิจ มีความยากกว่าลูกจ้าง ตรงที่


1. ต้องมีทุนเริ่มต้น

2. ต้องมีความเชี่ยวชาญบางอย่าง 


ทุนเริ่มต้น คนส่วนใหญ่ไม่มี ...แต่ถ้าทุนเราน้อย ต้องชดเชยด้วยความเชี่ยวชาญ ...พอถามว่า เชี่ยวชาญอะไร ก็บอกยิ่งไม่มีใหญ่ (อ้าว ?)


เราจะเห็น ธุรกิจส่วนใหญ่ ถ้าขาดความเชี่ยวชาญ ก็จะเปิดธุรกิจ Me too คือ เห็นใครทำแล้วดี ก็เปิดบ้าง ..คนทำธุรกิจแบบนี้ มีแต่เจ๊ง !!


ก็ลอง สำรวจตัวเองดูว่า วันนี้ เรามีอะไรบ้างที่จะเริ่มธุรกิจ 


- เราเห็นปัญหาอะไรที่คนต้องการให้แก้


- เรามีความเชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหานั้น (ความเชี่ยวชาญ คือ เราทำได้เก่ง ทำได้ดีกว่าคนอื่น)


- เรามีทุนเริ่มต้นหรือไม่ (ทุนไม่มี ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญชดเชย ..แล้วไปหาเงิน จากนายทุนแทน) 


จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญมากในการเริ่มธุรกิจ ก็คือ ความรู้ ....ถ้ามีความรู้ รู้ว่าอะไรคือปัญหา ก็แปลว่า เห็นโอกาส ...พอเห็นโอกาส ก็ต้องเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เรามีไปแก้ปัญหานั้น ...เงิน เป็นสิ่งที่ต้องใช้ แต่ถ้าเราเก่งจริง ยุคนี้ หาทุนจากคนอื่น ไม่ใช่เรื่องยาก


นี่คือ ‘วิธีคิดเบื้องต้นของการเริ่มทำธุรกิจ และ หาเงิน’ ...ลองไปปรับใช้ดูครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เราเรียนรู้อะไรจาก เวเนซุเอลา ค่าเงินพัง




ช่วงนี้มีคนพูดถึง เรื่องค่าเงินของ เวเนซุเอลาเยอะ ...หลายคนแปลกใจว่า ทำไมอยู่ดีๆ เงินเฟ้อก็พุ่งสูง จนควบคุมไม่ได้ ? ...ทำไมล่ะ ?


- คนรวยกลายเป็นคนจน เพราะ ข้าวของ สินค้าจำเป็น ราคาเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ


- วันนี้คนเวเนซุเอลา พากันอพยพ หนีออกจากประเทศกันแล้ว 


น่าแปลกใจไหมที่ประเทศ ที่มี น้ำมัน เยอะที่สุด ในอเมริกาใต้ ...วันนี้ก็ยังมีน้ำมันเยอะอยู่ (ไม่ใช่น้ำมันหมดนะ) ...แต่อยู่ดีๆ ล้มละลายกันทั้งประเทศ 


เรามาดูสาเหตุกัน 


1. ค่าเงินพัง ...อันนี้จริงๆ เป็นปลายเหตุ ...เนื่องจาก ‘เงิน’ จริงๆ ก็คือ สินค้าชนิดนึง ที่ซื้อขายกันระหว่างประเทศ ...ตัวกำหนด ค่าเงิน ก็คือ Demand (ความต้องการเงิน) และ Supply (ปริมาณเงินที่มีอยู่) 


ประเทศที่มีวินัยการเงินที่ดี ก็จะบริหาร ปริมาณเงินกับความต้องการได้สมดุลย์ ...แต่อย่าง เวเนซุเอลา ...รัฐบาลไม่ได้รักษานโยบายการคลังที่ดี มีการพิมพ์เงินเพิ่มอย่างไร้วินัย ...ผลก็คือ ต่างชาติที่ค้าขายด้วย ก็ไม่เชื่อถือ ไม่อยากได้เงินของ เวเนซุเอลา ...พอทุกคนไม่อยากถือเงิน เวเนซุเอลา ค่าเงินก็อ่อน 


2. น้ำมันราคาลง ...เดิมทีน้ำมันราคาแพง ...รัฐบาลได้เงินต่างประเทศ มาจากการขายน้ำมัน ...พอเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ประเทศเวเนซุเอลาก็เริ่มขาดเงิน ไม่มีเงินต่างชาติมาใช้บริหารประเทศ ...(ที่ต้องใช้เงินต่างชาติบริหารประเทศ เพราะ การผลิตในประเทศไม่มีประสิทธิภาพ จึงต้องซื้อสินค้าและนำเข้าจำนวนมาก) ...พอเงินเริ่มฝืด การจ้างงานก็ลดลง ...ที่หนักกว่านั้น ธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศ (ก็เป็นของรัฐบาล) พอขาดเงินบริหาร ก็เกิดปัญหา ขาดเงินเป็นลูกโซ่ ...ผลก็คือ การผลิตสินค้า ตั้งแต่น้ำมัน จนสินค้าอุปโภค บริโภค ก็เริ่มขาดแคลน


3. รัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม ...นโยบายประชานิยม หลักๆ ก็คือ การแจกเกิดให้ประชาชนในรูปแบบต่างๆ ....จริงๆ ประชานิยม ก็มีข้อดี คือ คนจนได้การช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ปัญหาจะเกิด เมื่อทำประชานิยมมากเกินไป ....อย่างเวเนซุเอลา รัฐบาลเป็น กึ่งๆ เผด็จการ ...มีการยึดบริษัทมาจากคนรวย เช่น เอาสัมปทานน้ำมัน มาเป็นของรัฐบาล 


เหมือนจะดีนะ ...ยึดจากคนรวย มาแจกคนจน ...แต่เวลาปฏิบัติจริง เราก็รู้ว่า เวลารัฐบาลทำอะไร จะมีปัญหา 2 อย่าง คือ หนึ่ง บริหารไม่มีประสิทธิภาพแล้วขาดทุน สอง มีการรั่วไหลเยอะ ....สิ่งที่เวเนซุเอลาทำ ส่งผลให้ เศรษฐกิจทั้งระบบ อ่อนแอ 


คนเก่ง และคนรวยที่มีทางเลือก ก็ออกนอกประเทศ ไปทำธุรกิจที่อื่น เหลือแต่ คนที่อยากพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาล ....เศรษฐกิจจึงค่อยๆ อ่อนแอ แล้วก็ขาดทุน ลามไปทุกธุรกิจ

(นึกภาพ ว่า ทุกบริษัท ในประเทศ เป็นของรัฐบาล ...ทุกคนก็จะไม่แข่งกัน ความสามารถในการแข่งขันก็จะลดลง ทุกธุรกิจจะไม่เน้นกำไร แต่เน้นเส้นสาย ขี้เกียจ แล้ว คอรัปชั่นก็จะยิ่งเยอะ แล้วสุดท้ายขาดทุนกันทุกธุรกิจ)


4. สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลน ...พอมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ เริ่มต้นก็คือ สินค้าเริ่มขาดตลาด ...แต่คนมีเงิน เพราะ รัฐบาลพิมพ์เงินแจก ...ส่วนของอุปโภค บริโภค ไม่มี ...คนที่อยากได้ ต้องจ่ายในราคาสูง แอบซื้อในตลาดมืด หรือ ต้องใช้เงินสกุลอื่นซื้อ (เพราะไม่มีใคร อยากจะถือเงินสกุลของเวเนซุเอลา ..ทุกคนก็อยากจะทิ้งเงินตัวเอง แล้วแลกเงินต่างชาติ) ....สุดท้าย พอไม่มีใครอยากได้เงินเวเนซุเอลา เงินก็เริ่มไร้ค่า ...ค่าเงินที่อ่อนค่าก็ยิ่งอ่อน ไปเรื่อยๆ 


จะเห็นได้ว่า วิกฤตของเวเนซุเอลา มันคือ นโยบายการบริหารประเทศที่ผิดพลาด อย่างต่อเนื่อง 


คำถามคือ แล้วมีวิธีแก้ไขไหม ?


1. ในระดับบุคคล ...ใครมีเงินต่างชาติ เช่น ถือเงินดอลลาร์ หรือ ถือทองคำ ก็ไม่จนลง (หลายๆ ประเทศ ตอนนี้ก็เริ่มเกิดภาวะแบบเวเนซุเอลา แต่ไม่รุนแรงเท่า อย่าง เพื่อนบ้านเรา เวียดนาม ก็เคยเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ ...คนเวียดนามเลย นิยม ดอลลาร์ และ ทองคำ ไง)


2. ในระดับประเทศ ...อันนี้ไม่ง่าย ต้องสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ได้ก่อน ...ประเทศไทย ก็เคยประสบปัญหาเหมือนเวเนซุเอลา ในปี 1997 เพียงแต่ เราแก้ปัญหาได้ทัน ไม่ปล่อยให้ลามเป็นเงินเฟ้อสุดโต่ง (Hyper-inflation) แบบเวเนซุเอลา ....ในเวลานั้น จากกู้เงินต่างประเทศ จาก IMF มาช่วย ...แล้วขายทรัพย์สิน ให้ต่างชาติมาถือ แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมส่งออก 


- จนวันนี้รายได้หลักของเรากว่า 60% คือ การส่งออก ผลิตของขายต่างชาติ ได้เงินมากกว่านำเข้า แล้วเก็บเป็นเงินสำรอง เงินตรา ..ไทยเรามีเงินสำรอง เทียบกับ GDP อันดับต้นๆ ของโลก


- เรามีรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ปีล่าสุด เรามีรายได้การท่องเที่ยว $50 Billion ถือเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่ อเมริกา และ สเปนเท่านั้น) ....ทั้งการค้า และ การท่องเที่ยว ช่วยกันทำให้ต่างชาติ มีความต้องการเงินบาท ทั้งเพื่อการค้า และ การลงทุน


เดี๋ยว !! ...ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ไม่ได้จะให้หลงระเริงว่าประเทศไทยดี แต่อยากให้เห็นว่า ความจริงคืออะไร ...วันนี้เราดี เพราะเราเกิดวิกฤตรุนแรงมาตอนปี 1997 ...ทำให้วันนี้เรามีภูมิคุ้มกัน


แต่ต้องไม่ลืมตัว และเหลิง เพราะ เศรษฐกิจและการค้า รวมทั้งการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไว ....ถ้าไม่ระวัง วันนึงเราอาจเกิดวิกฤตขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ 


จุดที่ควรระวัง และ ควรที่จะเริ่มจากตัวเรา ไปจนถึง คนบริหารประเทศ ก็คือ 


1. ‘ต้องมีรายรับ มากกว่า รายจ่ายเสมอ’ 


2. ‘ถ้าสร้างหนี้ ต้องแน่ใจว่า เป็นการสร้างหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต’


3. ‘ถ้าต้องการความมั่งคั่ง ต้องใส่ใจในการเพิ่มผลผลิต’


4. ‘การเพิ่มผลผลิตที่ดี คือ การใช้เทคโนโลยี และ ความรู้ ที่เพิ่มขึ้น เข้ามาลดต้นทุน แล้วเพิ่มผลผลิต’ (ใส่ใจการพัฒนาคุณภาพ)


5. ‘ต้องมีความรู้ในการลงทุน แล้วลงทุนในสินทรัพย์ ทุกครั้งที่มีโอกาส’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ