แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อนาคตของ หนังสือพิมพ์และ นิตยสาร ที่ใกล้ตัวเรา



‘อนาคตของข่าว จะเป็นอย่างไร ?’ 


ไปเจอบทความที่น่าสนใจมากใน Bloomberg Businessweek ..ต้องถามว่า ‘เราจ่ายเงินครั้งสุดท้ายซื้อหนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร เมื่อไหร่ ?’


ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Social Media ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ อุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก 


เดิมที ‘สื่อ’ ต้องจ่ายเงิน เพื่อเสพข้อมูล แต่วันนี้ แค่อ่าน Timeline ในเฟส ก็ตามข่าวไม่ทันแล้ว ..คนในอดีต เวลาเดินทางจะพกนิตยสาร และ หนังสือพิมพ์เพื่ออ่านฆ่าเวลา ..แต่ทุกวันนี้เราดูแต่มือถือ


ถ้าเราตามข่าวอันนึง ที่ว่า Jeff Bezos เจ้าของ Amazon ได้ซื้อ หนังสือพิมพ์ Washington Post แล้วปรับใหม่หมด ..แรกๆ คนก็ งง ว่า จะซื้อหนังสือพิมพ์ทำไม ในเมื่ออุตสาหกรรมนี้มองไม่เห็นอนาคตแล้ว 


แต่จริงๆ Jeff Bezos ไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์ แต่เขาซื้อ คนที่เขียน Content ต่างหาก 


หลังจาก Jeff ซื้อหนังสือพิมพ์มา แทนที่เขาจะลดคนงาน เขากลับเพิ่ม แล้วดึงหนังสือพิมพ์มาทำ Online แล้ว Focus ไปที่การ Subscribe Service 


พูดง่ายๆ เปลี่ยน Business Model จากที่ เดิมทีหนังสือพิมพ์คือ สื่อ ทำเพื่อ สร้างฐานคนอ่าน แล้วเน้นทำเงินที่ขายโฆษณา 


เขาเปลี่ยนมา ทำเนื้อหา ให้คนที่ยอมจ่ายเงิน Subscribe แทน 


มองดูเผินๆ คือ ‘ฐานลูกค้าเล็กลง ..คงซวยแน่ๆ’ ...แต่มันกลับตรงข้าม 


ทุกวันนี้จะเห็นว่า ธุรกิจใหม่ๆ อย่าง Netflix หรือ Spotify ก็มี Business Model แบบนี้เช่นกัน คือ ไม่ได้ทำเพื่อขายโฆษณา แต่ทำเพื่อลูกค้าที่ยอมจ่ายรายเดือนเพื่อเสพข้อมูลคุณภาพ


ใช่!! ปัญหาในโลก ปัจจุบัน ไม่ใช่คนไม่มีข้อมูล ..แต่กลายเป็นว่า ทุกคนมีข้อมูลมากเกินไป ..และ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูล Fake news คือ ข่าวปลอม ที่เป็นปัญหาใหม่ของ Facebook และ Google ในปัจจุบัน 


นั่นแปลว่า ‘โจทย์ใหม่ คือ ข้อมูลมากเกิน และไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน ...ทุกข้อมูล เป็นประโยชน์ต่อคนโฆษณา’


อนาคตของ สื่อ จึงอยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริหาร ว่าจะ พยายามสร้างให้ Mass แข่งกับ Social แล้วขายโฆษณา หรือ จะเปลี่ยนทิศทาง ไปทำข้อมูลเฉพาะกลุ่มที่สนใจและยอมจ่ายเงินจริงๆ ...ตรงนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป


เมื่อตลาดเปลี่ยน การปรับตัวของผู้บริหาร ต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจน แล้วทุ่มทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปที่จุดนั้น ...และนี่คือ ทางรอดแล้วรุ่งในยุค Disruption 


นี่คือ ตัวอย่างของหนึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ...ไม่ว่า เราจะอยู่ในธุรกิจอะไร ผมว่า ความท้าทายกำลังวิ่งเข้ามาหาเราอย่างแน่นอน 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พันล้านสร้างกันอย่างไร




‘พันล้าน สร้างกันอย่างไร’ - The Self-made Billionaire effect 


หนังสือเล่มนี้ค้นคว้า และวิจัย เกี่ยวกับ คนที่ สร้างพันล้านด้วยตัวเองในโลก ว่า เขามีวิธีคิด และ วิธีการอย่างไร 


เริ่มด้วย การทำลายความเชื่อเดิมๆ ว่า ‘คนที่สร้างตัวเป็นเศรษฐีพันล้านได้ ต้องมาจากครอบครัวที่ฐานะดี’


จริงๆ ตรงข้าม 


1. ส่วนใหญ่คนที่สร้างตัวเองพันล้าน มักมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง (ลูกคนรวย ส่วนใหญ่ คิดในกรอบ สืบทอดกิจการ โดยมากเล็กลง และ ทำไม่ได้ดีเท่าพ่อแม่ / ลูกคนจนเลย ก็ลำบาก เพราะ ความรู้เป็นทุนตั้งต้น ยังเข้าไปถึง ...ผลเลยไปตกกับ ลูกคนชั้นกลาง ..เรียนหนังสือ และ เริ่มชีวิตจากการเป็นลูกจ้างนี่แหละ)


2. ‘คนที่สร้างพันล้านเอง เวลาเจอวิกฤต มักรวยขึ้น’ ...โดยปกติคนที่รวยจากมรดก หรือ โชค เวลาเจอวิกฤต จะจนลง ...จริงๆ คนที่รวยจากมรดก หรือ โชค ไม่ต้องเตอวิกฤต ก็จนลงตลอดอยู่แล้ว ...แต่คนที่สร้างพันล้านเอง พอเจอวิกฤต ส่วนใหญ่รวยขึ้น เพราะ คนเหล่านี้ เป็นพวกที่ชอบหาโอกาสในวิกฤต ...พูดง่ายๆ ว่า คนเหล่านี้ เขาเตรียมตัว ทำการบ้าน และ เตรียมทุกอย่าง นับวันนับคืน ที่วิกฤตจะมา แล้วคว้าโอกาสจากมัน (คนส่วนใหญ่ คิดตรงข้ามเลย คือ พยายามใช้ชีวิต ให้หนีวิกฤต - นี่แหละ Mindset ที่เหมือนเหรียญคนละด้านเลย)


3. ‘ไม่ชอบเสี่ยง’ ...คนส่วนใหญ่มักคิดว่า คนที่จะรวยเป็นพันล้าน มักชอบความเสี่ยง แต่ตรงข้ามเลย ...คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง


ยกตัวอย่าง คนเหล่านี้ มักจะไม่เล่นการพนัน เพราะรู้ว่า โอกาสชนะมันต่ำ ...แต่เขาลงทุนอย่างหนัก แล้วกล้า เมื่อเขาแน่ใจว่า ความเสี่ยงคุ้มค่า


(ใช่!! Mindset เรื่องความเสี่ยง อยู่คนละด้านกับคนส่วนใหญ่)


4. ‘มักเป็นลูกจ้างมาก่อน’ ...เรามักจะติดภาพ เศรษฐีรุ่นใหม่ ลาออกจากมหาวิทยาลัยมาเริ่มธุรกิจ ..แต่ในความจริง เศรษฐีพันล้าน ส่วนใหญ่ เป็นลูกจ้างมาก่อน (และโดยมาก ทำงานมานานด้วย)


และส่วนใหญ่ ก็มักจะใช้ ฐานความรู้ จากการเป็นลูกจ้างนั่นแหละ ในการต่อยอด


5. ‘ไม่รุ่งในที่ทำงานเดิม’ ...อันนี้เขาทำการศึกษาว่า ลูกจ้าง ที่ลาออกมาเป็นเศรษฐีพันล้าน ยกตัวอย่าง Steve Case ผู้ก่อตั้ง AOL เดิมทีทำงานอยู่ Pepsi แต่ความคิดเขามักไม่ลงรอยกับผู้บริการ ทำให้ยากในการเติบโตในฐานะลูกจ้าง 


แต่ต้องยอมรับว่า ..ทั้งเครือข่าย และ ประสบการณ์จากการทำงานเป็นลูกจ้าง นั่นแหละ ที่ทำให้เขาปั้น AOL ได้อย่างยิ่งใหญ่


ในหนังสือเล่มนี้ ได้แบ่งคนในที่ทำงานเป็น 2 แบบ คือ Performer กับ Producer


คนที่เป็น Performer คือ คนที่เก่งแบบนักบริหาร ซึ่งคนเหล่านี้ เติบโตและก้าวหน้าดีในองค์กร 


คนที่เป็น Producer คือ คนที่ไม่เหมาะเป็นลูกจ้าง แต่ก็มาทำงานในองค์กร (ไม่แปลก คนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ก็ต้องเริ่มชีวิตจากการเป็นลูกจ้างทั้งนั้น ซึ่งข้อดี ก็คือ ทั้งความรู้ และ ประสบการณ์ที่ได้ กลับทำให้เป็นแรงส่งในอนาคต)


ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่ จะไม่มีวิธี ในการดูแล Producer เพราะไม้รู้ ว่า จะวัดผลคนเหล่านี้อย่างไร ? ...ไม่รู้จะเอาวิธีคิดที่แตกต่างของคนเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างไร ?


ซึ่งคนที่เป็น Producer เหล่านี้ สุดท้ายก็อึดอัด ต้องออกไปทำธุรกิจตัวเอง ในที่สุด 


...ในชีวิตจริง ผมว่า เรื่องที่เล่ามามีความละเอียดอ่อนเพราะ จริงๆ เรายังไม่แน่ใจเลยว่า วันนี้เราอาจจะคิดว่าตัวเองเป็น Producer เพราะ คิดต่างจากเพื่อนร่วมงาน 


แต่ในความจริง ไอ้ความคิดต่างของเรา อาจจะไม่ Make Sense หรือ ไม่เอาไหนจริงๆ ก็ได้ ...บางครั้งที่หลายคนลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวก็ ไม่รอด แล้วเจ๊งจริงๆ 


อย่างน้อยผมว่า การที่เราจะทำอะไร ควรทดลองก่อน ..การทดลอง เช่น ทำเล็กๆ , จำกัดความเสี่ยง , ขายจริง , ...สิ่งเหล่านี้จะช่วย แสดงผลลัพธ์ให้เห็นว่า เราไม่ได้ มโน หรือ คิดเข้าข้างตัวเอง 


ก็เอาใจช่วยสำหรับคนที่วิ่งตามฝันของตัวเอง ...พันล้าน จัดไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

The 10% Entrepreneur



กฏ 10% ของผู้ประกอบการ - The 10% Entrepreneur !!


‘อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ’ ...นี่คือ คำแนะนำ จาก The 10% Entrepreneur 


ผู้เขียนคือ Patrick Mcginnis ...เขาเล่าว่า ‘คำว่าผู้ประกอบการ หรือ ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่เคยมีอยู่ในหัวของเขาเลย’ ..สิ่งที่เขาฝัน คือ การเรียนจบดีๆ ซึ่งเขาก็ทำได้ ..เขาจบ Harvard (มหาวิทยาลัยในฝันของหลายๆ คน) ..แล้วก็ทำงานในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มั่นคง ..คือ ทำในส่วนการลงทุนของ AIG (บริษัทแม่ของ ยักษ์ใหญ่ AIA) 


...ทุกอย่างในชีวิตของเขาดีหมด และเป็นไปตามที่คาดหวังทุกประการ


จนกระทั่ง .....?!?


จนกระทั่งเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 เขาพบว่า สิ่งที่เขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับ ชีวิตและงานที่มั่นคง มันตีลังกา ...ทุกวันนี้ เขาผันตัวเป็น นักลงทุน Venture Capital ...ลงทุนในธุรกิจ ...นักเขียน ..และ นักเดินทาง


สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายในชีวิตก็คือ ‘เขาน่าจะเริ่ม ในสิ่งที่เขาทำในปัจจุบันให้เร็วกว่านี้ !!’


หนังสือ The 10% Entrepreneur เล่าถึง แนวทางในการเริ่มธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นลูกจ้าง 


- การเริ่มธุรกิจ ที่ดีต้องเริ่มในจุดที่เรามั่นคง ...นั่นเป็นแนวคิดของคนที่เดินทางในสายนี้


หลายคน อาจมองว่า เริ่มธุรกิจ ต้องทุบหม้อข้าวตัวเอง แล้วตีเมือง ...ถ้าไม่สำเร็จ ก็ขอตาย ...จะว่า แรงไปนิดนะ เพราะ ในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่ ว่า ‘คุณมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า แล้วจะการันตีความสำเร็จ’


ไอเดียนี้ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับผู้เขียน ...ว่า การเป็นผู้ประกอบการยุคนี้ ต้องเริ่มในจุดที่ล้มได้ 


‘การเริ่มในจุดที่ล้มได้’ มี 2 แบบ


1. บ้านรวย ...พวกนี้ ล้มได้ ลุกได้ ...ถ้าไม่ถอดใจ แล้วแก้ไขเรียนรู้ ..ยังไงก็สำเร็จ เพราะ มีบ้านที่มีฐานะ คอยรองรับเมื่อล้มเหลว 


2. มีงานประจำรองรับ ...อันนี้คือ 10% Entrepreneur ที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ ...คนเหล่านี้แม้ไม่ได้มีบ้านที่ฐานะร่ำรวย แต่เขาก็ฝันจะเป็นผู้ประกอบการในวันนึง 


แต่ เขาไม่มีทุน และ เขาไม่ฐาน


ดังนั้น จึงใช้ ‘งานประจำ’ เป็นฐานตั้งต้น 


เริ่มจากใช้ เวลา 10% ที่ว่างจากงานประจำ ไปเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง 


...กฎ 10% ในเรื่องนี้ ก็คือ 


‘ความสำเร็จที่ก้าวกระโดดในชีวิตคนเรา มันมาจากการที่เราเลือกใช้เวลาว่าง 10% ของเรานั่นแหละ ...ถ้าเราเลือกใช้เที่ยวเล่น ผ่อนคลาย มันก็ได้ความสบายไปวันๆ ...แต่ถ้าเราเลือกใช้เวลานั้น เพื่อเปลี่ยนชีวิต ...มันก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนชีวิตเราในที่สุด’


...ยังมีรายละเอียด อีกเยอะ ที่เราสามารถเริ่ม เป็น 10% Entrepreneur ...ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าในมุมของการทำเรื่องนี้ ในประเทศไทยบ้าง 


...ที่เล่ามาเพื่ออยากจะบอกว่า ยุคนี้เส้นแบ่งระหว่าง ลูกจ้าง กับ เจ้าของธุรกิจ มันถูกลบด้วย เทคโนโลยี ...ลูกจ้างวันนี้หลายๆ คนเป็นเจ้าของธุรกิจ และ ใช้เวลา 90% ทำงานประจำ เพื่อสร้างประสบการณ์ สร้างฐานเงิน สร้างเครือข่าย และ ใช้เวลา 10% เพื่อสร้างธุรกิจ แล้วเปลี่ยนชีวิต ด้วยตัวจองเขาเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




Don’t get a Job ...Make a Job



“Don’t Get a Job ...Make a Job”


‘หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป อันนี้ก็ใช่อีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลง !!’


ลูกจบแล้ว จะหางานอะไรทำ ?


อายุเท่านี้ ยังไม่มีงานที่มั่นคงอีก ?


ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ?


...คำถามเหล่านี้ ผมเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ ฟังจนหูชา ...ทุกครั้งที่เจอคำถามเหล่านี้ มันทั้งกดดัน ..ทั้งทำให้ฉุกคิดตั้งคำถามหลายๆ อย่าง


- ถ้าถามว่า ยุคนี้ งานอะไรมั่นคง ?


..ตอบยาก เพราะงานมั่นคงอย่างงานประจำ ก็กลายเป็นไม่มั่นคง ..เอาคนออกเป็นว่าเล่น 


..อายุ 60 ยุคนี้ไม่ได้เกษียณแล้วเตรียมตัวตาย แบบสมัยก่อน ...อายุ 60 ยุคนี้เขาถือว่า แค่วัยกลางคน - จะให้เกษียณมาอยู่เฉยๆ เหรอ ? 


- ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หมายความว่าอะไร ?


...ยุคนี้เด็กติดเกม สร้างอาชีพใหม่ e-Sport ..พวกเด็กแว้น สามารถ ผันตัวมาสร้างกระแส Street Art ...ขายทั้ง เพลง ศิลปะ แฟชั่น


คนระดับโลกอย่าง Jay-Z (สามี บียองเซ่) ...คนนี้ก็เริ่มจากค้ายาริมถนน จนผันตัวเป็น Rapper ระดับโลก เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ ตั้งแต่ ค่ายเพลง , แฟชั่น , สถานบันเทิง , ร้านอาหาร


..เรื่องไร้สาระ ยุคนี้ หาเงินง่ายกว่า งานที่มีสาระ ...มีสาระไปเลย ทำงาน Office ตอกบัตร 9-5 ..ทำไป ทนไป ...ตกลง อะไรคือ บทสรุป ?


...ใช่!! วันนี้ มันเปลี่ยนจาก ‘หางาน’ เป็น ‘สร้างงานขึ้นมาเองนะ’


...การสร้างงานขึ้นมาเอง ...จริงๆ เป็นโจทย์ที่ยากขึ้น แต่ท้าทาย เหมือน ทำข้อสอบ เดิมทีอาจารย์ตั้งโจทย์ให้เป็น กากบาท ...มาสู่ยุคข้อสอบ เปิด ‘ยุคนี้ การสอบ คือ ตั้งโจทย์เอง แล้วก็ตอบเองด้วย’


- ถ้าคิดว่า ตัวเองมั่นคง อาจแปลว่า เรากำลังสั่นคลอน


- ถ้าคิดว่าเรามีสาระ บางครั้งเราปิดจินตนาการที่จะไปสู่โอกาสหาเงินมามาย ในโลกยุคนี้ (ไร้สาระ ชนะ สาระดี)


....ลองคิดดูซิครับว่า ‘ถ้าตั้ง สร้างงานขึ้นมาเอง เราจะสร้างงานอะไรให้โลกนี้’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

ที่เราขาด อาจไม่ใช่เงิน แต่ติดที่เรา



‘สนามแข่ง หาเงิน ที่เปิดกว้าง และใหญ่ขึ้น’


ตั้งแต่เด็กจนโต โดยเฉพาะเด็กไทยอย่างผม ...ผมมีความคิดที่จะร่ำรวย เหมือน IDOL อย่าง Bill Gates หรือ Steve Jobs และเศรษฐีระดับโลกอีกหลายคนๆ 


มันทำให้ผมชอบศึกษาประวัติเศรษฐี และ เส้นทางการสร้างตัวของคนเหล่านี้


สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘คนเหล่านี้ ล้วนมีวิธีหาเงิน ที่ไม่เหมือนเรา’ ....ไม่เหมือนยังไง มาดูกัน 


1. ‘คนเหล่านี้ ไม่ได้สนการหาเงินแบบคนทั่วไป’ ..ที่พยายาม ทำงานหนักแล้วเก็บเงินให้มากๆ เพื่อวันนึงจะได้สบาย ..แต่เขาสนใจ และ หมกมุ่น ที่จะสร้างอะไรบางอย่าง


 เช่น Reed Hasting ผู้ก่อตั้ง Netflix เขาอาจจะเริ่มจาก ธุรกิจให้เช่าวีดีโอเล็กๆ ออนไลน์ แต่จริงๆ สิ่งที่เขาต้องการสร้างคือ การต้องการสร้างธุรกิจร้านวีดีโอของเขา ให้ทุกคนสามารถเช่าวีดีโอ โดยที่ไม่ต้องคืนก็ได้ ด้วยราคาที่ถูกที่สุด ...สิ่งนี้คือ การตอบสนองฝันของคนมากมายในโลก ที่อยากดูหนังดีๆ ในราคาถูก แล้วก็ไม่อยากจะต้องมีภาระ ในการที่จะต้องดูตามเวลา หากไม่คืนตามเวลาก็โดนค่าปรับ (จนบางครั้ง ค่าเช่าวีดีโอ มันแพงกว่าซื้อวีดีโอเสียอีก) ...ไหนจะปัญหา วีดีโอ ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเก็บ รกบ้าน แล้วถ้าไม่ดูนานๆ ก็เสียหาย 


วันนี้ Netflix ยก ร้านวีดีโอ มาให้ทุกคนสามารถ ดูอะไรก็ได้ ในราคาต่อเดือนที่ถูกกว่าเดิมมาก ...วันนี้ เขาเดินมาไกล มีลูกค้าเป็นร้อยล้านคนที่ชอบ idea นี้ แล้วยอมจ่ายเงินเป็นลูกค้า


2. ‘คิดทำ คิดแก้ปัญหา ในสิ่งที่ไม่เคยมี’ ...ในอดีตหากเราอยากจะสั่งอาหารมากินที่บ้าน ..มีแต่ Pizza ครับ ..ซึ่ง Pizza Delivery ในสมัยนั้น โคตรล้ำ ...คนทำสำเร็จ วันนี้เป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทยไปแล้ว คือ คุณ บิว เฮเนกกี้ ผู้ก่อตั้ง Minor Group จากร้าน Pizza เป็นอาณาจักรอาหารที่ให้บริการคนทุกเพศ ทุกวัย 


วันนี้ล้ำกว่าเดิม ...เราสามารถสั่งอาหาร ในร้านดัง ที่เดิมต้องต่อคิว ...มาส่งบ้าน โดยไม่ต้องต่อคิว เกิดเป็น ธุรกิจดาวรุ่ง อย่าง Line Delivery , Wongnai ...เส้นทางของกลุ่มหลังเป็นจุดเริ่มต้นที่รอการพิสูจน์ ...แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเหล่านี้ พยายามคิดและแก้ปัญหาในสิ่งที่ไม่มี และ นั่นคือ หัวใจของคำว่า “โอกาสในยุคนี้”


3. ‘คิดใหญ่ หน้าตาเป็นอย่างไร’ ...ถ้าคิดปกติ แค่ทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่ง่ายแล้ว ...แต่คนเหล่านี้ไม่เคยคิดแค่นั้น ...เขาคิดว่า สิ่งที่ทำ จะเลี้ยงคนเป็นล้านคนได้อย่างไร 


ถ้าสิ่งที่เราทำ เพื่อเลี้ยงตัวเรา แก้ปัญหาให้ครอบครัวเรา ก็ไม่ผิด แต่มันโตไม่ได้ ...ถ้าคิดใหญ่ ต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่า ‘ถ้าสิ่งที่ฉันทำ จะเลี้ยงคน 1 ล้านคนได้อย่างไร ?’ - อันนี้คิด การเริ่มตั้งโจทย์ใหญ่ ที่ต้องใช้พลังสมอง และ แรงกายมหาศาล


4. ‘ภาษา เป็นอุปสรรคของเราใช่หรือไม่’ ...อันนี้คือ ขนาดของตลาด ที่เราอยากตอบสนอง 


ถ้าเราคิดที่จะ เอาของมาขาย คนในซอย เราก็คือ ‘ร้านชำหน้าปากซอย’ 


แต่ถ้าเราจะขายของให้คนทั้งโลก คุณอาจเป็น Amazon หรือ Alibaba 


ความยากของคนไทย คือ เราถูกจำกัดที่ภาษาไทย เพราะ ประเทศเราใหญ่เพียงพอที่จะคิดเล็ก ...คิดขายคนในประเทศก็พอกิน


ต่างจากประเทศเล็กๆ อย่าง สิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง ที่เล็กเกินกว่าจะขายคนในประเทศ ...เขาจึงต้องคิดใหญ่ 


เมื่อคิด เลยภาษา เราก็จ้างลูกน้องฝรั่งได้ ...ตัวอย่างที่น่าสนใจของคนไทย อย่าง King Power ..ถ้าใครคิดว่า จะหาเฉพาะคนไทยที่เตะบอลเก่ง แล้ววันนึงฉันจะไประดับโลก อาจไปไม่ถึงฝัน


แต่ King Power ไปอังกฤษเลย ...เอานักบอลระดับโลกมาเป็นลูกทีม ...ก็เหมือนบริษัทไทย ถ้าเราคิดแบบว่า ต้องเอาคนไทยไปชนะทั้งโลก อาจไปไม่ถึง


แต่ลองเปลี่ยนโจทย์ ...แล้วถ้าทรัพยากรเราคือ ทั้งโลก ...คราวนี้ ข้อจำกัด ตรงนั้นก็จะหายไป 


...คุณ ธนินท์ แห่ง CP เคยกล่าว ไว้ว่า ‘คนเก่งทั้งโลก เป็นของ CP ..ทรัพยากรทั้งโลก ก็เป็นของ CP’ ...โคตรล้ำ !! 


ต่อไป เราจะเริ่มเห็น ธุรกิจระดับโลกที่เป็นของคนไทย เพราะ นักธุรกิจรุ่นใหม่ เขาเปิดใจเรื่องนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม


......


ที่เล่ามา คือ ส่วนเล็กๆ ที่โลกนี้ กำลังจะ เปลี่ยนไป ...โอกาสมันมากขึ้น สนามมันเปิดขึ้น 


....ผมได้เรียนรู้ว่า ...ข้อจำกัดที่แท้จริง มันคือ ‘วิธีคิดของเรานั่นแหละ’


ไม่ใช่ฝรั่งเก่งกว่า เรา แต่เขาเปิดใจ เดินทางไปค้าขายทั่วโลก ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์แล้ว ...เขาสั่งสม วิธีคิด แล้วส่งต่อให้รุ่นต่อๆ มา


แต่วันนี้ ผมเชื่อว่า ‘เมื่อคนไทย เดินทางมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้น ...เราก็สามารถเติบโต ก้าวหน้าได้ไม่แพ้ใคร’


ถ้าวันนี้ใครติดปัญหา ลองถอยมามองความคิดตัวเองใหม่ ...บางครั้ง มันอาจจะแค่เส้นผมบังภูเขา ที่กั้นไม่ให้เราเดินต่อ ก็เป็นได้


- สินค้าและบริการของฉัน ขายให้ทั่วโลก


- เราจ้างคนเก่ง จ้างฝรั่งเป็นลูกน้องก็ทำได้


- สิ่งที่ไม่เคยถูกแก้ปัญหา อาจเป็นโจทย์ตั้งต้น ที่พาให้ฉันเป็นเศรษฐีระดับโลก


- ถ้าติดเรื่องภาษา ก็เรียน ก็แก้ปัญหาได้


- อะไรที่ฉันไม่เก่ง ก็หาคนเก่งมาร่วมกันได้


- เงินไม่มี อาจไม่อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ Idea มันยังไม่ดีพอ 


...ถ้า Jack Ma ตอนเริ่มสร้าง Alibaba ตอนไม่มีเงิน แล้วสามารถกล่อมให้ Joe tsai นักการเงินดาวรุ่ง เงินเดือนล้าน ให้มาทำงานเงินเดือนไม่กี่พันให้ Jack Ma ได้ ....ก็แปลว่า มันไม่ได้อยู่ที่ ไม่มีเงิน ...แต่มันอยู่ที่ เรา ต่างหาก !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

10 ความยาก ‘ลำบากแล้วดี’ ในยุคนี้เปลี่ยนยังไง



10 ความยาก (ลำบากแล้วดี) ในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป 


‘ความยาก ความง่าย ในโลกนี้มันเปลี่ยน เมื่อเวลาเปลี่ยนไป’ ...ลองเช็คดูซิว่า ที่เราคิดว่า เราเก่ง เราทำเรื่องยากได้ มันจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ?


1. ความยากในยุคก่อน คือ ‘คนที่ทำอะไรได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน Multitask เป็นเรื่องยาก’ ...แต่ยุคนี้ ใครๆ ก็ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ...ความยากในยุคนี้คือ ‘ใจจดจ่อ ทำสิ่งเดียว’ (Focus)


2. มีจะกินเป็นเรื่องยากสมัยก่อน ..แต่ความยากในยุคนี้คือ ควบคุมการกิน 


3. สิ่งที่ฆ่าชีวิตคนในยุคก่อนมากที่สุด คือ ภัยธรรมชาติ , โรคภัย และ สงคราม ...แต่สิ่งที่ฆ่าชีวิตคนมากที่สุดในยุคนี้คือ ‘อาหารที่คุณกินไม่เลือก’ 


4. ธุรกิจยุคก่อน ชนะกันที่ ผลิตเยอะ ให้ต้นทุนต่ำ ...ธุรกิจยุคนี้ ล้มละลายกันตรง ผลิตมากและขายไม่ได้ 


5. คนสมัยก่อน เรียนสูงได้เปรียบ ...คนยุคนี้ คนเริ่มทำงานเร็ว มีประสบการณ์ตรงก่อน ได้เปรียบ


6. เงินทุนสมัยก่อน หายาก ...เดี๋ยวนี้ นายทุน วิ่งหาธุรกิจเพื่อเอาเงินไปให้ ...ใครถ่ายวิดีโอ เสนอไอเดียเก่ง สามารถหาเงินมหาศาลตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ...สิ่งที่หายากในยุคนี้คือ ‘คนทำงาน ที่มีประสบการณ์จริง’


7. คนใช้เงินเก่ง หาง่ายทุกยุค ..ยิ่งยุคนี้ ใช้เก่ง โชว์ออฟ หาง่าย ...คนหาเงินเก่ง ใช้เงินเป็น แทบหาไม่เจอเลย 


8. คนพูดเก่ง หาง่าย ...แต่คนฟังเก่ง หายาก ...โดยเฉพาะ ในองค์กร ผู้บริหารที่ฟังเก่ง แทบไม่มีเลย ...เรื่องตลก คือ การแก้ปัญหา และ การเจอทางออกของปัญหา มันเริ่มจากการฟังที่ดี


9. ทุกวันนี้ เราซื้อเสื้อผ้า และ สิ่งของ เกินกว่า ความสามารถในการใช้ ...ความยากคือ การห้ามใจ ไม่ให้ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น


10. การชื่นชม และ พอใจ ในสิ่งที่เราได้มา เป็นเรื่องที่ยากมาก ...เราจึง จิตตก และ พยายาม วิ่งไล่หาสิ่งที่ไม่มี ทั้งในเรื่องของ วัตถุ เงิน และ อำนาจ ....ทางสู่ความสุข เริ่มต้นง่ายๆ จากการเริ่ม พอใจ และ ขอบคุณ สิ่งที่เข้ามาในชีวิต


‘ความเกลียด และ ความอิจฉา’ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แต่ ‘ความรัก และ ความชื่นชมคนอื่น’ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก 


แต่ความตลกร้ายของโลกใบนี้ คือ ‘ความรัก และ ความชื่นชมคนอื่น’ เป็น เครื่องมือวิเศษ ที่จะพาเราไปสู่ โอกาสชีวิต ทั้งความร่ำรวย และ ความสุข


1. ‘ความรัก คือ การสร้าง ..สะสม ...ส่งเสริม’ ...ความเกลียด คือ การทำลาย ..การแตกแยก ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลว และ ความยากจน 


ถ้าถามว่า ความร่ำรวย เริ่มจากอะไร ? - ตอบง่ายๆ คือ เริ่มจาก ความรัก


2. ‘ความชื่นชมคนอื่น’ คือ การหาข้อดีของคนอื่น ...เป็นจุดเริ่มของความร่วมมือและการต่อยอด 


ถ้าถามว่า ‘โอกาส’ เกิดที่ไหน ? - ตอบง่ายๆ ว่า เริ่มจากความชื่นชม และ การมองเห็นข้อดีของคนอื่น


....ลองพิจารณา ‘ความคิด’ ของเราให้ดี เราอาจจะพบว่า คนที่ขัดขวางโอกาส ขัดขาความรวย ขัดแย้งความสุข ...มันคือ ความคิด ของเราเอง !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

ทำไมการสอนให้คนคิดต่างจึงยากนัก




‘ทำไม สอนให้คนคิดต่าง จึงยากนัก?’

ถ้าถามว่า ใครคิดว่า ตัวเอง แตกต่างบ้าง ...คนส่วนใหญ่คงยกมือ - ฉันนี่แหละ แตกต่าง !!

- ผมเดา ว่า คุณแตกต่างคือ 

1. คุณอยากทำงานอิสระ
2. คุณมี Passion คือ การท่องเที่ยวและหาประสบการณ์
3. คุณชอบอะไรที่เร็วๆ ได้ทันที เพราะ คุณไม่ชอบรอ
4. คุณชอบให้คนเอาใจ มากกว่าบริการคนอื่น
5. คุณชอบให้คนอื่น พูดคุยทักทายคุณก่อน เพราะ คุณเป็นคนที่ มีความติส มีความเป็นส่วนตัว

ปัสโถ่เอ้ย !! ..ไอ้นี่ มันไม่ใช่ แตกต่าง มันคือ คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ต่างหาก 

เรื่องตลกที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง คือ ทุกยุค ทุกสมัย จะมีคนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จ ...ซึ่งคนส่วนน้อยของแต่ละยุค ก็คือ คนที่คิดและทำต่างจากคนส่วนใหญ่ในยุคของเขา ...พวกนี้แหละ รวย สำเร็จ 

คำถามคือ คนส่วนน้อยในแต่ละยุค มีหน้าตาอย่างไร ?

ผมขอบกตัวอย่าง จากเรื่องสถิติ หรือ การเข้าใจ Bell Curve คือ การหาค่าทางสถิติ เพื่อหาคนส่วนใหญ่ จะพบว่า มันเหมือน ระฆังคว่ำ

กล่าวคือ 

คนส่วนใหญ่ จะอยู่ตรงกลาง ของกราฟ ...คือพวกที่อะไรเหมือนคนอื่น ...ถ้าเป็นสมัยก่อน พวกอยู่ตรงกลาง ก็คือ พวกที่เรียนใช้ได้ ทำงานมั่นคง มีบ้าน มีรถ มีลูก ตั้งใจทำมาหากิน ...พวกนี้คือ คนส่วนใหญ่ของโลกในยุคที่แล้ว ที่สุดท้าย ก็คือ Middle Class ‘คนชั้นกลาง’ 

มีชีวิต มีกิน แต่ไม่ได้ร่ำรวย

ถ้าถามว่า คนยุคที่แล้วที่รวย คือ คนแบบไหน 

...ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน ว่า กราฟระฆังคว่ำ จะมีคนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง แน่จะมี คนส่วนน้อยอยู่ตรงปลายของทั้งสองด้าน

นั่นคือ ด้านนึง ดีสุด ...อีกด้าน คือ เลวสุด

ใช่!! ...จริงๆ แล้ว คนที่ ดีสุดสำเร็จสุด ...มันคือ คนสุดโต่ง ...ซึ่งอีกด้านของ คนเจ๋งสุดโต่ง ก็คือ คนที่ห่วยสุด 

...(ขยายความให้เห็นภาพ คือ เด็กนักเรียน ที่ได้ A กับ ได้ F มันสุดโต่ง และจำนวนน้อยเหมือนกัน ..แต่ถ้าคุณเป็น F บางที คุณเปลี่ยนวิธีคิดนิดเดียว คุณมาเป็น A ได้ทันที !!)

ถ้าเรา ตัด Curve หา คนสุดโต่งเหล่านี้ เราจะไปเจอ พวกคนใน Silicon Valley ...เด็กหนุ่ม นักคอมพิวเตอร์ รวยสุด บ้าสุด ...ตรงข้ามอีกด้านของพวกนี้คือ แย่สุด

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ ...คนรวยสุด กับ แย่สุด มันคือคนประเภทเดียวกัน คือ เป็นคนส่วนน้อยเหมือนกัน ...ต่างกันที่ เขามองความสุดไม่เหมือนกัน

กลับมายุคนี้ คนส่วนใหญ่ หรือคนชั้นกลาง แบบคนรุ่นใหม่ ก็คือ พวกที่ใช้ชีวิตแบบที่คนยุคนี้เห็นว่าดีนั่นแหละ

- อิสระ ..เก็บภาพ ..หรู ..ติส 
- ติส ยุคนี้ คือ โหล นะ เพราะ ทุกคนอยากติส

ความติส แบบคนรุ่นใหม่ หรือคนส่วนน้อย คือ มีวิถีชีวิตที่คนรุ่นใหม่ไม่ทำ 

- ไม่เล่นมือถือ ..แต่ใช้มือถือ หาเงิน
- ไม่เที่ยว ..หรือ เที่ยวไปถ่ายรูป
- ประหยัด ..แต่เปลืองในเรื่องที่แตกต่าง
- ไม่ตามกระแส 
- อดทนสูง รอได้
- มนุษย์สัมพันธ์ดี

...เดี๋ยว !! ...ยุคนี้ มันคือ ยุคที่กำลังดำเนินอยู่ เราทุกคนกำลังใช้ทั้งชีวิต เพื่อหาคำตอบ 

ฝาก เรื่อง Bell Curve ไปศึกษาดูว่า 

ที่สุด ของแต่ละด้าน ต้องเป็นอย่างไร

แล้วศึกษา เดินทางไป ในแบบนั้น 

‘ถ้าเราคิดว่า เราคิดต่าง ...ลองเช็คกับคนรอบข้างดีๆ บางที เราก็แค่อีกคนที่คิดแบบคนส่วนใหญ่!!’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 เรื่อง พ่อแม่ยุคใหม่ควรสอนอะไรลูก




‘พ่อแม่ ยุคใหม่ ควรสอนอะไรลูก ?’


คำถามโลกแตก เพราะ พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกดี ...แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ลูกกลายเป็นปัญหาที่น่าหนักอก หนักใจมากขึ้นเรื่อยๆ 


คำตอบ คือ ‘ไม่ต้องสอนครับ!!’ 


เฮ้ย!! จริง ...เคยเห็นลูกฟังพ่อแม่ไหม ?

 ...อ่านหนังสือซิ ..เรียนให้ดี ..เป็นคนดีนะ


 ..อย่าทำอันนี้ - จะทำ!! ...อย่ายุ่งกับสิ่งนี้ - เฮ้ย !! มันต้องลอง ...ในฐานะลูก บอกเลย อยากท้าทายทุกเรื่องที่ผู้ใหญ่สอน 


เราคิดในใจเสมอ ...ทำไมต้องห้าม ทุกเรื่องที่เราอยาก แล้วทำไมต้องพยายามสอนให้ทำ ในสิ่งที่เราไม่อยากทำ


- เหตุผลหลักๆ ที่บอกไม่ต้องสอน เพราะ ลูกไม่ได้ฟังสิ่งที่เราสอน แต่เขาทำตาม สิ่งที่เราทำต่างหาก ...’การสอนของพ่อแม่ยุคใหม่ จึงคือ ทำตัวให้เป็นแบบอย่าง’


ส่วนพ่อแม่คนที่สองก็คือ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ..ทุกวัน กำลังพยายามปรับตัว เพราะ โลกมันเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรม เข้าสู่ยุคข้อมูล 


แทนที่ เดิมที การเรียน คือ การมารับข้อมูล ..มารับความรู้ แล้วก็เอาความรู้นี้ไปประกอบอาชีพ ..กลายเป็นใช้ไม่ได้ 


หลักๆ มันเริ่มมาจาก บริษัท ห้างร้าน นายจ้างทุกวันนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘คุณภาพนักศึกษา ไม่ดีพอ!!’


อ้าว!! ถ้าไม่ดีพอ แล้วอะไรล่ะที่บริษัทต้องการ ?


- บริษัทต่างๆ ก็บอก ต้องการดังนี้


1. ขยัน

2. ไม่เกี่ยงเงิน (เอาเงินน้อย)

3. ตั้งใจทำงานเก็บเงิน 


พอดู 3 ข้อเริ่มต้นนี่ ตอบเลย ‘แรงงานด่างด้าว’ นี่เข้าคุณสมบัติเป๊ะ 


ส่วนงานระดับสูง ...ก็ ‘ฝรั่ง’ จะเข้าคุณสมบัติพอดีเป๊ะ 


1. ภาษาดี

2. ทำงานกับต่างประเทศ ประสานงานเก่ง

3. ความรู้ได้ ไม่ต้องสอนงาน

4. ดูดี 


ส่วนงานปฏิบัติการทั้งหมด ระดับล่าง แทนด้วย เครื่องจักร ...งานระดับกลาง แทนด้วย AI ...


สรุป แล้ว ‘เด็กไทยรุ่นใหม่’ อยู่ตรงไหน ?


มีจร้า ตำแหน่งนี้ว่าง


...หน้าที่เป็นผู้บริโภค คนจ่ายเงิน 


เหมือนอเมริกาเลย ...งานระดับบน Startup ระดับโลก ทำโดย พวกคนอพยพระดับหัวกะทิ กับ ชาวยิว ...ตั้งแต่ Google , Facebook , Whatapp ก็ก่อตั้งด้วย immigration ..ซึ่งมันเหมาะกับอเมริกา เพราะ เขาต้อนรับคนต่างชาติ ใครเก่ง เขาให้เป็นคนอเมริกา


- งานระดับล่าง เขาแทนด้วยเครื่องจักร ..งานระดับกลางเขาแทนด้วย AI


- คนส่วนใหญ่ กลายเป็น ผู้บริโภค ...คนเหล่านี้ เป็นกำลังซื้อหลักของอเมริกาและโลก ...อยู่ด้วยหนี้ ทำงานไม่มั่นคง แต่ใช้จ่ายอย่างหนัก


คนกลุ่มนี้คือ คนชั้นกลางของอเมริกา ที่เคยมีชีวิตที่ดี เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้ คนชั้นกลางเหล่านี้ กำลังแย่ลง จนลง กลายเป็นคนชั้นล่างแทน


..สิ่งที่เล่าให้ฟังนี่เป็น Trend ระดับโลก ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจาก คนชั้นกลาง ปรับตัวเรื่องการศึกษาและทักษะ ไม่ทันกับ ยุคข้อมูลข่าวสาร


การปรับการศึกษา - จากยุคอุตสาหกรรม สู่ยุคข้อมูลข่าวสาร (Industrial age - Information age)


1. เปลี่ยนจากการวัด IQ ให้เป็นวัด EQ ...ความฉลาดทางอารมณ์ จำเป็นกว่า ในการอยู่รอดและร่ำรวย ในยุคนี้


2. การสอนเรื่องจิตวิทยา ...การขาย การหางาน การหาตลาด ...ใช้ จิตวิทยา และ การเข้าใจคน เป็นจุดเริ่มเลย


3. ภาษาภาคปฏิบัติ ..คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่ อนุบาล แต่จบ ม.6 แล้วส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้พูด ต้องเปลี่ยนจากการเรียนทฤษฎี ให้เป็นเรียนภาษาเพื่อพูดและเขียน ...ไม่ต้องเป๊ะ แต่ให้เป็น 


4. สอนเรื่องการรับมือกับความผิดหวังและข้อผิดพลาด ...คนยุคนี้ทุกอย่างเร็ว เขาจะเจอความผิดหวังทั้งชีวิตและการงานที่หนักและถี่กว่า ...ต้องสอนให้เขาฉลาดทางอารมณ์ และ พร้อมรับมือกับความผิดหวัง


5. สอนมนุษย์สัมพันธ์และการเข้าสังคม ...เด็กยุคนี้ขาด Social Skill มากๆ ..เก่งแต่เข้ากับคน ไม่ได้เลย นี่คือ จุดอ่อน ...คนที่เข้าคนได้ ทำงานก็การันตีความสำเร็จเกินครึ่งไปแล้ว


จะเห็นว่า ทุกข้อที่กล่าวมาคือ Soft Skill ทั้งหมด 


ใช่!! เพราะ พวก Hard Skill มันใช้เครื่องจักร และ หุ่นยนต์ทำแทนได้ ...ก็มีแต่ Soft Skill นี่แหละ ที่คนรุ่นใหม่ต้องเชี่ยวชาญเพื่อความแตกต่างและสำเร็จ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

5 ข้อควรรู้ ของคนที่อยากเป็นนายตัวเอง




5 ข้อควรรู้ เมื่อใครๆ ก็อยากเป็นนายตัวเอง !!


‘สนทนากับเด็กรุ่นใหม่ ...ถามว่า เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร ? ...อยากทำอาชีพอะไร ?’


เขาบอก ‘อยากเป็นนายตัวเอง !!’


ผมก็บอกว่า ‘รู้ไหมพี่ถาม น้องคนไหน ..ทุกคนอยากเป็นนายตัวทั้งนั้น !!’ ...รู้ไหมว่ามันหมายความว่า อะไร ?


เดี๋ยว.. ยังไม่ต้องตอบ ‘ขอถามก่อนว่า คนที่พูดว่า อยากเป็นนายตัวเอง แปลว่า เขาไม่มีหัวหน้า ใช่หรือไม่ ?’


จริงๆ ไม่ใช่เลย ...คนที่ไม่มีนาย ไม่มีหัวหน้า ...แปลว่า เขามี ‘ลูกค้า’ เป็นหัวหน้า ..ซึ่งบอกตรงนี้เลยนะ ไม่มีนายคนไหน ที่โหดกับลูกน้องเท่ากับ ‘ลูกค้า’


บางคนบ่น นายผมโหด ไม่เป็นธรรม ..ผมขยัน ดันไปขึ้นเงินเดือนให้อีกคน ไม่แฟร์ !!


- ผมจะบอกคุณว่า นายที่ชื่อว่า ‘ลูกค้า’ ที่โหดสัด ...บางคนนะ ทำกระเป๋า เย็บก็ใช้มือเย็บ ขายก็ขายเอง ..เวลาลูกค้าเข้าร้าน นี่สุดจะ ดูถูก ลูกค้า เดินเข้าไปนี่พนักงานขายมองตั้งแต่หัวจดเท้า 


แล้ว ถ้าใครไม่เคยซื้อมาก่อน ..โห โตครดูถูก ..เอาง่ายๆ ว่า ถ้าไม่เคยซื้อ เขาจะไม่ขายกระเป๋ารุ่นดีๆ ให้เรา ...นุ่น คุณไปซื้อรุ่นกระจอกใบละแสนก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาคุยกัน 


สรุป แม่งขายดี ขายโคตรแพง ลูกค้าแย่งกันซื้อ ...ลูกค้ารัก ซื้อไปแล้วทะนุถนอมเหมือนเป็นสินทรัพย์ เก็บอย่างดี ว่างๆ ก็เอาไปสปา ...คือ ดูแลกว่า ดูแลตัวเองอีก 


- อีกคนนึง ขายกระเป๋า ขายก็ถูก หนังก็ดีเย็บมือเหมือนกัน ..รับประกันคุณภาพ ...ดูแลลูกค้า แทบจะกราบ แต่ขายไม่ดี ...ทั้งถูกและดี แต่ขายไม่ดี 


ที่เล่ามาคือ ความโหดของนาย ที่ชื่อว่า ‘ลูกค้า’ 


‘ไม่มีหรอกครับ ที่ว่า จะเป็นนายตัวเอง ...คิดว่า ไม่เป็นลูกจ้างใคร จะสั่งตัวเอง เป็นนายตัวเอง นั่งๆ นอนๆ ดูทีวี ...ไปจิบกาแฟ ...นั่นคือ ตกงาน ติสแตก และไม่มีงานทำ - ที่พูดกันว่า อยากเป็นนายตัวเอง ก็คือ คุณมีลูกค้าเป็นนาย’


คนยุคต่อไป ผมว่า งานจะเหนื่อย หนักขึ้น คู่แข่งมากขึ้น ก็เพราะ คนส่วนใหญ่ เลือกลูกค้าเป็นนาย 


สิ่งที่คุณต้องรู้คือ ‘รู้จักนายของคุณ ก็คือ ลูกค้า’


1. ‘ทำงานดี อาจจะไม่ดีก็ได้ ถ้าไม่ถูกใจลูกค้า’ ...ดังนั้น งานยุคต่อไป ต้องโฟกัสไปที่ ‘อารมณ์ของลูกค้า ..ไม่ใช่เหตุผล แบบในปัจจุบัน’ ...ถูกและดี ผมอาจะไม่ซื้อก็ได้ ...ผมใช้ ‘อารมณ์’ เท่านั้นในการตัดสินผลงานของคุณ


2. ‘ผมต้องการเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่เมื่อรืนนี้’ ...ลูกค้ายุคนี้ มีต่อมความต้องการอย่างเดียว คือ เดี๋ยวนี้ ...ถ้าคุณตอบสนองไม่ได้ เขาก็คลิ๊กมือถือผ่านไปทันที ...ต้นทุนการขายสินค้า จะแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะออนไลน์ ...อำนาจการจับจ่ายจะขึ้นกับ Platform ไม่กี่รายที่ผูกขาด และ ตัดกำไร จนคนขายไม่เหลืออะไร ...เพื่อสนอง เจ้านายคนเดียวกัน ชื่อ ‘ลูกค้า’


3. ‘ยุคล่าแม่มด’ ..ถ้าคุณทำดี ลูกค้าก็เฉยๆ แต่ถ้าคุณทำแย่นิดเดียว เขาจะแชร์ และ ประจานให้คุณ ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลย ...’ถ้าคุณ เลือกที่จะมีนายที่โหด คนนี้ ...เตรียมแผนรับมือไว้ ...ธุรกิจที่รอดจากออนไลน์ คือ ต้องโดนเหยียบแล้ว กลับมาได้ ..ถึงจะอยู่ได้’


4. ‘ลูกค้ายุคนี้ไม่รู้หรอกว่าตัวเอง อยากได้อะไร’ ...ไม่แปลกหรอก เพราะ คนยุคใหม่ ไม่ใครรู้หรอกว่า ตัวเอง ต้องการอะไร ...ก็เพราะ ความต้องการเขาเปลี่ยนตลอดเวลา ...แปลว่า เมื่อวานเขารักคุณ พรุ่งนี้เขาอาจจะมองว่าคุณโคตรเชย ...พร้อมหรือยังกับลูกค้าแบบนี้ ? - แปลว่า ถ้าคุณหยุดคิด หยุดพัฒนา คุณเตรียมตัวตาย !!


5. ‘โหวตด้วยเงิน’ ...ลูกค้ายุคนี้ โหวตด้วยเงิน ...เขาจะตีค่าสินค้าและบริการ จากเงินจริงๆ ที่เขาจ่ายเท่านั้น ...ถ้าจะอ่านความต้องการเข้าใจลูกค้า ศึกษาการจ่ายเงินของเขา


...เอาล่ะ นี้คือ จุดเริ่มคร่าวๆ ที่คนที่เลือกเป็นนายตัวเอง ต้องรู้ ...มันกำลังจะเปลี่ยน และ เปลี่ยนอย่างรุนแรง 


‘ลูกค้า = นายจ้าง ที่เอาใจยาก ..ใช้แต่อารมณ์ ...ต้องการสิ่งที่ดีขึ้น ..ถ้าไม่ดีขึ้น เอ็งต้องถูกลง ..ต้องการให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาตัวเองตลอดเวลา และ ที่สำคัญ ลำเอียงโคตรๆ ...ใช่!! ที่แหละนาย ของคนที่คิดจะเป็นนายตัวเอง’


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

ไม่มีใครร่ำรวยจากความสุรุ่ยสุร่าย



‘ไม่มีใครรวยจากความสุรุ่ยสุร่าย !!’


อันนี้ใครๆ ก็รู้ แต่ถามว่า จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ 


ทุกวันนี้เราถูกกระแส Social ..กระแสสังคม กดดันให้เราใช้ชีวิตหรูหรา ...เปิดมือถือมาแต่ละครั้ง ก็เห็นคนนั้นโพส โชว์รถใหม่ ..นาฬิกาใหม่ ..กระเป๋าใหม่ ..ของเล่นใหม่ ...เห็นแล้วอยากซื้อบ้าง จริงไหม ?


จริงๆ ไม่ผิด ..แต่ต้องใช้บนฐานะของเรา ...อันนี้วัดยาก แต่ถ้าเราตั้งสติดีๆ เราจะรู้ว่า อะไรที่ควรซื้อ หรือ อะไรที่ไม่ควรซื้อ ถึงแม้ว่าเราจะมีเงินพอก็ตาม 


ถ้าเราไปดู คนที่ประสบความสำเร็จ ทุกคน จะพบว่า เขาจะมี 3 ช่วงชีวิต


คือ 1. ช่วงอดออม ศึกษา เรียนรู้ และ ค้นหาตัวเอง


2. ช่วงการเติบโต และ ความอดทน


3. ช่วงใช้เงินที่หามา


ถ้าถามว่า คนยุคนี้ รู้จักช่วงไหน ? ...ส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ช่วงที่ 3 คือ ‘ช่วงใช้’ ...ที่หนักกว่านั้น คือ คนยุคนี้ใช้ก่อนหาได้ ยอมเป็นหนี้ เพื่อใช้ซื้อสิ่งที่อยากได้ ...นี่คือ ปัญหาที่มันขัดกับความสำเร็จ


ยกตัวอย่าง คนที่เพิ่งเรียนจบ ...จริงๆ คนที่เรียนจบ ต้องเริ่มช่วงที่ 1 ...แต่ที่เราเห็นส่วนใหญ่ เราจะเห็นเขาพยายามกระโดดไปช่วงที่ 3 เลย ...ซึ่งมันขัดกับหลักธรรมชาติของความสำเร็จ 


เหมือนคุณพยายามปลูกต้นไม้ แล้วเร่งกรีดยางให้เร็ว ...เอาน้ำยางออกมา รีบขาย ทั้งที่ต้นยาง ยังไม่ถึงเวลากรีด ...ผลก็คือ เจ๊ง นั่งเอง


ที่ถูกต้อง คือ เริ่มจากช่วงที่ 1 อย่างจริงจัง


1. คนที่เพิ่งเรียนจบ ความเน้น ฝึกงาน ทำงานจริง ..หานายที่เก่ง เพื่อที่จะเรียนจากคนเก่ง แล้วก็ได้ลองทำงานในอุตสาหกรรมจริงๆ ...แน่นอน ช่วงแรก เงินจะไม่เยอะ แต่สิ่งที่เราจะได้ คือ ความรู้ ที่เราจะเอาไปใช้ต่อยอด ...เรียกว่า เรียนรู้ แล้ว ค่อยๆ เก็บฐานทุน 


ฐานทุน นี่สำคัญมาก ...ถ้าเรามัวแต่ใช้ทันที ตั้งแต่เรายังไม่มีฐานทุน ...เราจะต่อยอดอะไรไม่ได้เลย 


2. พอเริ่มมีฐานทุน (ตรงนี้ น่าจะใช้เวลาเกือบ 10 ปี) เราจะเริ่มมีฐานทุน และ ความรู้ในอุตสาหกรรมจริงๆ ...ทั้งสองอย่างนี่แหละ ที่จะทำให้เราเติบโตแบบก้าวกระโดด


ใครคิดจะเริ่มธุรกิจ หรือ ลงทุนแบบจริงจัง ควรเริ่มตรงนี้ 


เรามักจะได้เห็นเรื่องราวของ เศรษฐีอายุน้อย ที่เริ่มธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ...มันมีนะ แต่มันคือ 1 ใน แสน หรือ หนึ่งในล้าน จะเอามาเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างในชีวิตจริงไม่ได้


3. ช่วงการใช้ อันนี้ไม่ต้องสอน เพราะ ทุกคนทำเป็นอยู่แล้ว ....แต่เชื่อเถอะว่า หลายๆ อย่างที่เราอยากซื้อตอนไม่มีเงิน ...พอมีเงิน เราอาจจะไม่อยากซื้อ 


มาถึงคำถาม ที่ว่า 


ถ้าต้องการสำเร็จ ให้เร็วขึ้น ตัองทำอย่างไร ?


- ก็ต้องเริ่มขั้นที่ 1 และ 2 ให้เร็วขึ้น ถ้าเราค้นหาตัวเอง คือ รู้ว่าเราเก่งอะไร ทำอะไรได้ดี ได้เร็ว เราก็จะย่นระยะเวลาความสำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่น 


- ใช่!! เราจะหาตัวเองเจอ จากการทำให้มาก ลงมือให้เยอะ เท่านั้น ไม่มีทางลัด (ไม่มีหรอกครับ นั่งเฉยๆ นั่งมโน แล้วจะรู้ว่า เราทำมันได้ดีหรือเปล่า ต้องลงมือทำถึงจะรู้)


...เช่น ฝึกทำงานจริง ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ...ต้องฝึกหาเงินเร็วขึ้น ...แต่อย่าทิ้งการเรียน เพราะ แม้ว่า เราจะบ่นว่า การศึกษามันล้าหลัง และ ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ 


แต่เชื่อเถอะว่า ...อย่างน้อย การศึกษา ก็เป็น บัตรการันตีว่า คุณไม่อดตาย


คนมีความรู้ ถ้าขยัน ไม่มีทางอดตาย 


คนมีความรู้ ถ้าขยัน แล้วหมั่นพัฒนาความรู้ตัวเอง ...อันนี้ยังไง ก็สำเร็จครับ


‘แค่ว่าวันนี้ เราไม่ได้ใช้เงินไฮโซ แบบคนอื่น ...ไม่ได้หมายความว่า เราตกต่ำ ...เพียงแต่เราแค่อดทน เรียนรู้ เพื่อรอความสำเร็จที่แท้จริง เมื่อเวลาของเรามาถึงต่างหาก’


ผมเชื่อว่า ทุกคนมีเวลาสุกงอมที่ต่างกัน ...แค่เรามุ่งมั่นในทางของเราก็พอ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ