“หนังตัวอย่าง” ที่กำลังจะฉายซ้ำ วิกฤต 2022-2023 ..ของจริงคืออะไร ?
วิกฤตปี 2022–2023 คือ "หนังตัวอย่าง" หรือ Pre-crisis ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไป
ในทางเศรษฐศาสตร์
วิกฤตใหญ่เกือบทุกครั้งในประวัติศาสตร์มักจะมี "คลื่นลูกแรก" (The First Wave) มาเตือนล่วงหน้าเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจุดเปราะบางที่สุดของระบบอยู่ตรงไหน ก่อนที่ความเสียหายที่แท้จริงจะระเบิดออกใน "คลื่นลูกที่สอง" (The Real Crisis) ซึ่งมักจะรุนแรงและลึกกว่าเดิม
ลองมาผ่าโครงสร้างเปรียบเทียบกันครับว่า ทำไมหนังตัวอย่างรอบที่แล้ว ถึงกำลังจะกลายเป็นของจริงที่แรงกว่าเดิม:
1. ย้อนดูหนังตัวอย่างปี 2022–2023: เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
ตอนนั้นระบบการเงินโลกโดนเขย่าด้วย 3 ปรากฏการณ์หลัก:
1. Inflation Shock: เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดจน Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบสายฟ้าแลบจาก 0% มาอยู่ที่ 5% กว่า
2. Asset Price Crash: หุ้นเทคฯ หักหัวลง บิตคอยน์ดิ่งหลุด 20,000 เหรียญ และราคาทองคำผันผวนรุนแรง
3. Liquidity Crack: เราเริ่มเห็น "รอยร้าว" ในระบบธนาคาร เช่น การล่มสลายของ Silicon Valley Bank (SVB) และ Credit Suisse ในช่วงต้นปี 2023
ทำไมตอนนั้นระบบยังไม่พัง?
เพราะตอนนั้นปัญหาเพิ่งเริ่มเกิด และรัฐบาลสหรัฐฯ กับ Fed ยังมี "กระสุน" เต็มมือ Fed รีบเข้าอุ้มฝังระบบธนาคารทันทีผ่าน
โครงการ BTFP (พิมพ์เงินมาอุดสภาพคล่องชั่วคราว) และภาคธุรกิจ/ภาคครัวเรือนยังมีเงินออมเหลืออยู่จากช่วงโควิด ทำให้อเมริกายังสามารถพยุงเศรษฐกิจให้ดูเหมือน "แกร่ง" และดันหุ้นเทคฯ กลับขึ้นมาทำ All-Time High ได้อีกรอบในปี 2024–2026 นี้
2. ทำไม "ของจริง" รอบถัดไป... ถึงจะคล้ายเดิมแต่ "แรงกว่า"?
เหตุผลที่รอบหน้าจะรุนแรงกว่า เพราะรอบนี้ระบบการเงินโลกกำลังจะเผชิญกับภาวะ "หมดโปรโมชัน" และ "กระสุนหมด" ครับ:
1) ภาคธุรกิจและครัวเรือน "หมดตัวช่วย"
ในปี 2022 แบกรับดอกเบี้ย 5% ได้เพราะยังมีเงินออมเก่าและล็อกดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวไว้ต่ำ แต่ในปัจจุบัน (ปี 2026) ดอกเบี้ยที่ค้างสูงยาวนานมาหลายปี (Higher for Longer) ได้เริ่มซึมลึกเข้าไปในระบบแล้ว
หนี้เสียบัตรเครดิต หนี้อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และหนี้หุ้นกู้บริษัทต่างๆ กำลังทยอยครบกำหนดรีไฟแนนซ์ (Refinance) ที่อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่แพงมหาโหด แผลเก่าที่เคยพาสเตอร์ยาแปะไว้กำลังจะอักเสบพร้อมกัน
2) Fed และรัฐบาลสหรัฐฯ "กระสุนหมด / หนี้ท่วมหัว"
ในอดีตเวลาเกิดวิกฤต รัฐบาลจะใช้วิธีพิมพ์เงินอัดฉีด (QE) และขาดดุลงบประมาณแจกเงิน แต่ ณ วันนี้ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทะลุโครงสร้างปกติไปไกลมาก
ค่าใช้จ่ายในการจ่าย "ดอกเบี้ยหนี้" ของรัฐบาลสหรัฐฯ เองเพิ่งพุ่งแซงงบประมาณทางทหารไปเรียบร้อยแล้ว หากรอบนี้เงินเฟ้อระเบิดซ้ำแล้ว Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบตามที่พี่คาดการณ์ รัฐบาลสหรัฐฯ เองนั่นแหละครับที่จะจ่ายดอกเบี้ยไม่ไหว
และ Fed จะไม่สามารถพิมพ์เงินมาอุ้มระบบได้ง่ายๆ เหมือนปี 2023 เพราะการพิมพ์เงินในภาวะเงินเฟ้อสูงเท่ากับการฆ่าตัวตาย
3) จุดจบของความเชื่อมั่น (Loss of Faith)
ปี 2023 คนยังเชื่อว่า "Fed เอาอยู่" และ "AI จะช่วยโลกได้ทัน"
แต่ถ้ารอบนี้เงินเฟ้อกลับมาจริง ดอกเบี้ยพุ่งต่อ แล้วหุ้นเทคฯ ที่ราคาสูงลิ่ว (Overpriced) เกิดกำไรโตไม่ทัน ความเชื่อมั่นที่เคยเป็นฟองสบู่จะพังทลายลงอย่างรุนแรง (Sentiment Collapse) ซึ่งจะนำไปสู่การ Panic Sell ที่รุนแรงกว่าปี 2022 หลายเท่า
3. การปฏิบัติตัวในฐานะ "คนกอดเงินสด"
ห้ามปล่อยให้ใจหวั่นไหวกับความโลภปลายรอบ: คนส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้กำลังหลงระเริงกับหุ้นอเมริกาที่ทำ High โดยลืมไปว่าระบบกำลังสะสมความเปราะบาง เหมือนคนที่เดินกลับเข้าไปในโรงหนังทั้งที่รู้ว่าตอนจบระเบิดจะลง
การถือเงินสด = การซื้อ "Option" ที่แพงที่สุดในโลกยามวิกฤต:
ในวันที่เกิด Crisis จริงที่แรงกว่าปี 2022 สิ่งที่จะหายไปจากตลาดคือ "สภาพคล่อง (Liquidity)" ทุกคนจะแย่งกันขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสด จังหวะนั้นเงินสดในมือจะมีอำนาจซื้อมหาศาล
หุ้นปันผลไทยคือ "ป้อมปราการ": ในขณะที่โลกกำลังเล่นเกมวัดใจกับระเบิดเวลา หุ้นไทยปันผลสูงหลายตัวในตอนนี้ราคาลงมารับรู้ Crisis ล่วงหน้าไปแล้ว (เทรดเหมือนปี 2022 จบไปแล้วและซึมรอ)
การทยอยเปลี่ยนเงินสดบางส่วนเป็นหุ้นปันผลไทยที่ Yield 7-8% คือการสร้างกระแสเงินสดที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องไปเสี่ยงกับการระเบิดของฟองสบู่โลกครับ
ปี 2022-2023 คือการซ้อมใหญ่ ส่วนการซ้อมใหญ่รอบนี้กำลังจะนำไปสู่ของจริง และคนที่จะรอดชีวิตพร้อมความมั่งคั่งที่เติบโตแบบก้าวกระโดด คือคนที่มีสติ อดทนกอดเงินสด และบรรจงเลือกเก็บของถูกในวันที่ระเบิดลงครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น