แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Range Rover รถที่ทำไมผู้ใหญ่ชอบ ทั้งที่ค่าเสื่อมอย่างโหด !!

 Range Rover รถที่ทำไมผู้ใหญ่ชอบ ทั้งที่ค่าเสื่อมอย่างโหด !!


มือหนึ่ง 10 ล้าน มือสองหลักแสน  !! …เดี๋ยวๆ อันนั้นก็เกินไป เอาเคสจริงดีกว่า …Range Rover Sport คันนี้ (สีดำสนิท โคตรดุ ดูแบบนายหัวมากๆ) …มือหนึ่งต้องมี 7 ล้านกว่า …ผมได้มามือสอง 2 ล้านกว่าๆ 


เอาตรงๆ ที่คนเขาบอกว่า Range Rover เป็นหนึ่งในรถที่ค่าเสื่อมโหดที่สุด …ก็ใช่นะ ..ค่าบำรุงรักษาก็โหด …แต่ถ้าคุณซื้อถูกจังหวะ มันก็มี Sweet Spot ‘หวานๆ เลย’ …คันนี้ผมซื้อมาให้คุณพ่อใช้ ระหว่างหา Panamera Executive มือสอง …ใช่!! ผมนี่โคตรชอบมือสองเลย …แบบที่บอก ถ้าซื้อถูกจังหวะ เราเจ็บน้อย แถมได้ใช้รถแพงๆ ในราคาสมเหตุสมผล 


สรุป Range Sport คันนี้ พ่อผมใช้อยู่ ปีนึง …พอเจอ พานาสวยๆ ก็ขาย …ปรากฏว่า ‘ไม่ขาดทุน‘(โย่ว ไม่ขาดทุน ยิ้มเลยฮะ) …เป็นอะไรที่ประหลาดใจมากๆ เพราะ สาย Range เขาจะรู้กัน …ถ้าคุณไม่ใช่นายหัว หรือพ่อเลี้ยง ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเล่นเท่าไหร่ 


…พอผมลองขับ …เอาตรงๆ ติดใจเลย …มันเป็นรถที่ เบาะนั่งคนขับ มันอยู่ในตำแหน่งลงตัวมาก ทัศนวิสัยดีสุดๆ และ รถขับสบาย 


…ไอ้คำว่า ขับสบาย คือ คุณอยากขับเอง เพราะ มันขับแล้วชิว สบายอะ บอกไม่ถูก …พอขับปั๊บ เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้ใหญ่ชอบ 


…คันนี้เป็นเครื่อง 4 สูบ มีระบบไฟฟ้าช่วย ทำให้ความแรงนี่เอาเรื่อง …รถมันนิ่ม แต่มันไม่ย้วย …ซึ่งมันตรงข้ามกับ Cayenne แบบคนละขั่ว …ที่สุดของ SUV ขับสนุก ขับมันส์ หนึบ และ มั่นใจ ผมให้ Cayenne…แต่ถ้าสายแบบ ชิว สบาย แรง ผู้ดี ผมว่า Range นี่ใช่เลย


…เอาตรงๆ ไม่อยากป้ายยา เพราะ ค่าเสื่อมมันโหดจัด …แต่ก็เข้าใจว่า ทำไม Range เขามีสาวกที่ยอมจ่าย


…แต่ผมก็ไม่กล้าถือนาน ได้จังหวะก็ขายไปแล้ว …คนซื้อเป็นฝรั่ง เขามีรถแบบนี้ที่บ้านเขา พอมาอยู่เมืองไทย อยากได้ก็ซื้ออีกคัน …โคตรใจ ..คนมันชอบอ่ะ …555


…ตอนนี้ Range Sport ตัวใหม่ ก็ออกมาระยะนึงแล้ว แต่ราคายังแรงอยู่ ก็ไม่เป็นไร รอได้ …ผมมันแนว หาจุด Sweet Spot …ซึ่งจริงๆ เวลานี้ รถหลายๆ รุ่นนี่อยู่ในจุดที่ว่าเลยนะ 


ก็สรุป เป็นรถอีกคัน ที่เก็บไว้ในใจ ชอบนะ เราดูๆ นายอยู่เรื่อยๆ  …555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘รถที่เหมาะกับคนเกษียณ …แต่ยังอยากซิ่งอยู่นิดหน่อย !!’ …ใช่เหรอ ?

 ‘รถที่เหมาะกับคนเกษียณ …แต่ยังอยากซิ่งอยู่นิดหน่อย !!’ …ใช่เหรอ ?


..พ่อผมเอง เกษียณนานแล้ว …ตอนนี้อายุ 74 ยังขับรถได้อยู่ …ขับไปไหน ?


…‘ขับออกไปเติมน้ำมัน แวะกินกาแฟ แล้ว กลับบ้านมาทำสวนต่อ‘ 


…พ่อชอบรถอะไร ?


..Lamborghini !! …เดี๋ยวนะ ผมว่า มันโหดไปนิด อาจไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกพ่อผมเท่าไหร่ 


…ตอนนี้ถ้าไปดู ในตลาดราคา กระทิงดุ นี่เริ่มลงมาพอสมควร ถ้าเป็น Gallardo …เริ่มเห็นต่ำกว่า 5 ล้านละ (จากสมัยก่อนมือหนึ่งคันนึง 20 ล้านเลยนะ) …แต่ถ้าจะเอาภาพแบบสุขุมลุ่มลึก แบบ Tony Stark …ไปนี่ดีกว่า Audi R8 …ถ้าใครเคยดู Iron Man เราจะเห็นรถคู่ใจ เฮีย Tony ก็นี่เลย R8 


…วันนี้ราคาลงต่ำ 4 ล้านละ …ใช่!! ราคาเหลือแค่เสี้ยวเดียวของมือหนึ่ง แต่เอาตรงๆ ความหล่อ ยังได้อยู่ ไปห้างสามารถจอด Supercars ได้สบาย 


…เป็นรถที่ออกมาในช่วงเดียวกับ Porsche 997 แต่ตัว 997 ดูกลายเป็น Classic Car ไปแล้ว …ส่วน R8 ยังดู Modern อยู่เลย


…Audi R8 คันนี้ ผมได้มามือสอง …ตอนได้มาประมาณ 5 ล้านกว่า พ่อใช้มา 4 ปีละ ตอนนี้ราคาตลาดก็น่าจะอยู่แถวๆ 4 ล้าน ค่าเสื่อมไม่ได้หนักมาก เพราะซื้อมือสองตามสูตรที่เคยเล่าให้ฟัง (ไอ้ที่หนักก็ค่าซ่อมแหละ) 


..คันนี้เป็นเครื่อง V8 …ใช้ Platform เดียวกับ Lamborghini Gallardo …หน้าตาผู้ดี แต่ขับกระโชกโฮกฮากพอสมควรเพราะ เกียร์เป็น Single Clutch …มันเป็นเกียร์ออโต้ ที่ใช้ในพวก Lambo รุ่น Gallardo และ Aventador ..คือ เวลาเปลี่ยนเกียร์แล้วหัวโยก (ไม่ได้ Smooth เหมือนเกียร์ออโต้รุ่นใหม่) 


…ขับเคลื่ิอน 4 ล้อ ทำให้การเข้าโค้งคมกริบ ..แต่ไม่ต้องเอามาเทียบกับรถสปอร์ตรุ่นใหม่ๆ …เพราะนี่มันรถอายุเกือบ 20 ปีแล้วนะ - พูดง่ายๆ มันมี กลิ่นอายของรถสปอร์ตยุคก่อน ที่เสียงดัง ดุดัน เร้าใจ แต่ไม่เร็ว …555


…ใช่!! มันเหมาะกับพ่อผมมาก เพราะ ไม่อยากขับเร็ว แต่ได้อารมณ์ แบบฟิวลิ่งมาเต็มว่างั้น …ถ้าเจอรถไฟฟ้ามาขิง ก็บอก ’ไอ้หลาน เอ็งแซงไปเลยนะ‘ 


..รีวิวซิ คนแก่ แต่ยังขับรถสปอร์ต นี่ชีวิตเป็นไง ?


…แกบอกชอบนะ ‘รู้สึกหนุ่มขึ้นมาเลย สิบปี’ …มันรู้สึกมีพลังเวลาได้ขึ้นมาขับ …มันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา


..แล้วค่าบำรุงรักษาล่ะ ?


..ก็ถูกกว่า Lambo นะ เพราะนี่มันอะไหล่ Audi …แต่ก็ตามอายุ …ช่วงล่างถึงอายุ ทำใหม่หมดไปก็เป็นแสน …สำคัญคือ ถ้าเล่นรถแบบนี้ ต้องมีอู่ซ่อม ที่เราไว้ใจได้ 


…เคยเอา 992 ของผม ไปสลับให้แกใช้ ..แกบอก คนละฟิว …แกก็ยังติดกับฟิวของ R8 เพราะมัน แบบ Old School 


…ถ้าเห็น Audi R8 สีเหลือง ก็อย่าไปท้าแข่ง นะครับ ‘แกชอบขับเรื่อยๆ’ …สบายๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตลาดหุ้นไทย ยังหากินได้อยู่ ?

 ตลาดหุ้นไทย …ยังหากินได้อยู่ ?


..โบราณ คนรุ่นใหม่เขาไปลงทุนนอกกันหมดแล้ว ตามโลกไม่ทัน ไม่มี S-Curve ใหม่ ลงทุนไปมีแต่ลง !! …นั่นแหละครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดแหละครับ ทำให้ต้องหันกลับมามองหุ้นไทย


..ย้อนกลับไปสิบปีก่อน ต้องบอกว่า ตลาดหุ้นไทยสร้างรายย่อยให้เป็นเศรษฐีเยอะมาก (ผมเองก็พอได้หางๆ เขามาบ้าง ..อิ อิ) 


…เอาว่า ถ้าเข้าถูกจังหวะ พอร์ตโตหลายเด้งกันเลย …ส่วนโตมากน้อย ขึ้นกับแนวทางแต่ละคน


โอเค!! ..หลายคนคงอยากรู้ ‘แนวที่ทำเงินได้เยอะ’ มีตัวอย่างไหม ?


…อย่างหุ้นใหญ่ ถ้าเข้าต้นรอบ (ต้นรอบคือ ภาวะที่ผมเกริ่นไปตอนต้นเลย คือ ช่วงที่ตลาดซึมๆ คนด่าเยอะๆ คนขายมากกว่าซื้อ มีแต่ข่าวร้าย ..แต่หุ้นเริ่มไม่ค่อยลง)


…นั่นแหละ!! ทุกอย่างเลวหมด แต่ หุ้นไม่ค่อยลง …แปลว่า อะไร ?


…ก็แปลว่าคนขายหนีตายกันไปหมดแล้ว …พอคนขายหมดก็เหลือแต่คนอยากซื้อ (ยังไม่ได้ซื้อ) …คิดง่ายๆ แรงขายหมด ..การลงก็จำกัดละ …จากนั้น ขาขึ้นจะมา ก็ตอนคนที่อยากซื้อเริ่มทยอยเข้ามาซื้อ - มันก็จะเกิด ภาวะที่หุ้นยังไม่ได้มีข่าวดี แต่ราคาค่อยๆ ขึ้น …ใช่!! นั่นละ ต้นรอบ 


..ถามหน่อย แล้วถ้ามันไม่ใช่ล่ะ …ถ้าซื้อแล้วลงต่อ จะทำยังไง ?


..ก็ได้เป็นนักลงทุนระยะยาว รับปันผลไง …555 - ก็นั่นแหละครับ ‘ความเสี่ยง ที่ต้องรับ‘ - ขึ้นชื่อว่า ’การลงทุน‘ มันย่อมมีความเสี่ยง …แค่เราคำนวณความเสี่ยงได้ แล้วยอมรับมันได้ อันนี้ผมถือว่า เป็นจังหวะการลงทุนที่ดีแล้ว (ถึงพลาด ก็ไม่เจ็บหนัก)


…ส่วนคนที่ลงทุนแล้วเจ็บหนัก มันตรงข้ามเลย …คือ ตามกระแสไป …โลกเปลี่ยน …นี่แหละ ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม …อัดสุด …ถ้าผิดนิดเดียว นุ่นเลย ดอยสูงสุด 


สรุป การลงทุนที่ดี คือ ลงทุนในจุดที่เราเข้าใจความเสี่ยง เตรียมตัวรับการผลร้ายได้ ..นั่นแหละการลงทุนที่ดี และ มีโอกาสรวย !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

รถ Cayenne ก็คือ Fortuner คนรวย …ใช่ป่ะ ?

รถ Cayenne ก็คือ Fortuner คนรวย …ใช่ป่ะ ? - (ทำไมใครๆ ก็อยากได้ Cayenne!!) …ขับดี จนร้อง !!


ผมได้มีโอกาสสัมผัส Cayenne ก็คือ รุ่น 958.1 …รุ่นนี้ตอนออกใหม่ๆ นี่โคตรหล่อ ผมจำได้ว่า คันนึงต้องมี 10 ล้าน !! …รถ SUV คันละ 10 ล้าน ไม่ได้กินผมหรอก แพงไป !!!


…รอซิครับ !! …รถบ้านแบบนี้ ใครซื้อมือหนึ่ง เละแน่นอน …แล้วมันก็เป็นแบบนั้นแหละ …เมื่อเวลาผ่านไป ราคา Cayenne 958.1 มือสอง ก็ดิ่งลงในอัตราเร่ง ๆ …เร่ง 


..ในที่สุดผมว่า ราคามันเริ่มดีละ ผมจับมาคันนึง รถปี 2010 เป็น Cayenne S เครื่อง Hybrid …รับมา 2.7 ล้านบาท …ในใจคิดว่า โคตรคุ้ม !!!


…คุ้มไง ? …ขับโคตรดี …Cayenne ที่โดนล้อว่าเป็น Fortuner คนรวยนี่เอาตรงๆ เป็นรถทรง SUV ที่ขับดีที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา …รถขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ทำให้เวลาเข้าโค้ง เหมือนขับในราง แบบนั้นเลย …แน่น หนึบ เครื่องแรง ..ลุยได้ หล่อได้ เอาอยู่ทุกแนว  ..เหยียบแป๊บๆ ใบสั่งมาแน่นอน เพราะมันเพลิน!!


..แล้วข้อเสียล่ะ ?


…โอเค!! พอๆ กับข้อดีเลย …555


…ค่าเสื่อมโคตรโหด …มือหนึ่ง เขาซื้อมาเกือบ 10 ล้าน มือสองผมซื้อมา 2.7 ล้าน …คิดว่า ถูกแล้วนะ …วันนี้รุ่นนี้เขาขายกันต่ำล้าน …แล้วค่าบำรุงรักษา ไม่ได้เหมือน Cayman หรือ 911 นะครับ ..ทำไม ?


…แพงกว่าจิ !! …ค่าแบต ถ้าใช้ไปใกล้ๆ 10 ปี แบต Hybrid ลูกใหญ่ อันนี้ ครึ่งล้าน เตรียมไว้ (ถ้าเป็น รุ่นใหม่ แบตเตรียมไว้เลย 1 ล้านบาท แถวๆ แสนโล หรือ อายุ 10 ปี โดนแน่ๆ) …ช่วงล่าง หลายแสน ต้องมี (ถ้าเอาอะไหล่เทียบก็ถูกลงหน่อย) …ความรู้สึกมันต่างจากรถสปอร์ต 2 ประตู คือ ณ จุดนึง มันจะมาถึง ‘จุดที่ค่าซ่อมแพงกว่าราคารถ’


กลับมาที่คำถาม ’Cayenne ใช่ Fortuner คนรวย ใช่ไหม ?‘ 


ตอบชัดๆ เลย ‘ไม่ใช่ครับ’ …เพราะ Fortuner ทน ถึก ค่าบำรุงรักษาสบายกระเป๋าสุดๆ …ตรงข้ามกับ Cayenne …ถ้าจะเอาบำรุงรักษาต่ำ ขับดีคล้ายๆ กัน ไป Macan ครับ (ยิ่งระบบไฟฟ้าน้อย ก็จุกจิกน้อยกว่าเสมอ นั่นเป็นกฏ)


…คำถามคือ Cayenne สรุปว่า คุ้มไหม …แล้วรุ่นไหนคุ้มสุด ?


..ถ้าเป็น 958.1 วันนี้ราคาต่ำล้าน ถ้า Service มาครบ ช่วงล่าง และ แบตใหญ่ ผมว่าคุ้มนะ …ราคาไม่ถึงล้าน ฟิวการขับคือ รถ 10 ล้าน ..เป็นรถทรง SUV ที่ขับดีจน งง ว่า รถ SUV มันสามารถขับดีได้ขนาดนี้เลยเหรอ 

 …ที่สำคัญ แถมที่จอด Supercar ให้ (เป็นรุ่นที่ถูกที่สุดที่ได้รับเกียรติสูงสุด เกินราคาบอกเลย) …แต่ก็อย่างที่บอกว่า เตรียมใจค่าซ่อมไว้ได้ เพราะ รถมันอายุเกิน 10 ปีแล้ว 


..ถ้าเป็น ตัวใหม่เลย มีประกอบยุโรปกับตัวที่เขาประกอบมาเล ..ตัวมาเล ทำราคามาดีมาก 6 ล้านกว่าๆ ได้ตัวแรงด้วย ตัว S …ตอนนี้เห็นมือสองขายกันอยู่ 4-5 ล้าน ก็ยังเป็นรถใหม่อยู่ ยังไม่ถึงจุดซ่อมใหญ่ 


…แต่เอาตรงๆ นะ ที่ผมใช้รถมา ส่วนตัวผมไม่ชอบรถ Hybrid เพราะ มันทำให้เราต้อง Service 2 ระบบ …และที่สำคัญ ราคามันลงแรงกว่าเครื่องยนต์ล้วนๆ

 ส่วนตัว ..ถ้าเลือก SUV ของค่าย Porsche เอาแบบ ไม่จุกจิก ใช้ง่าย ทนทาน ไม่มีไฟฟ้า ผมเลือก Macan …ราคามือหนึ่งห้าล้านบวกๆ ..พอมือสอง เหลือ 3-4 ล้าน ปีใหม่หน่อย ใช้ยาวๆ ไป

 ..จาก Cayenne ไปจบที่ Macan เฉย ก็ค่าดูแลรักษาต่ำกว่า ค่าเสื่อมเบากว่า …นั่นแหละ ลงตัวละ

 …หลายคนถาม แล้วจอด Supercars ได้ไหม ? …ส่วนใหญ่ได้นะ เช่น Central มีจัดที่ข้างๆ ไว้ให้ ..Paragon มีที่จอดไว้ให้ ..เอ็มควอเทียร์ ได้เลย …ยิ่งห้างต่างจังหวัดนี่สบาย

…ส่วนรถไฟฟ้าล้วน ถ้าซื้อจะไม่ซื้อรถแพง จะซื้อรถถูกๆ แล้วใช้เยอะๆ (ถ้ารถไฟฟ้าแพง ส่วนใหญ่ราคามือสองเละ ไม่เหลือเลย) …ดังนั้น ถ้าซื้อรถไฟฟ้า เอาถูก เอามาใช้ ใช้เยอะๆ …ส่วนรถที่ชอบ ที่เก็บ ผมพยายามเลือกน้ำมันล้วน …ตามนั้นครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม













วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ช่วยเล่าวิธีการเล่นหุ้นที่รวยเร็ว จากนั้นก็รวยแบบยั่งยืน รวยตลอดไป มีไหม ?

 ช่วยเล่าวิธีการเล่นหุ้นที่รวยเร็ว จากนั้นก็รวยแบบยั่งยืน รวยตลอดไป มีไหม ?


..คำถามดีมาก!! …เล่าให้ฟังก่อน พวกที่ได้เงินเร็ว มีเยอะในตลาด …ก็คือ เล่น Leverage สูงๆ แล้วเก็งถูก แต่ประเด็นคือ พอได้เงินมาแล้ว …มันก็เล่นเหมือนเดิม สุดท้ายไอ้ที่ได้มาก็หมดตูด …‘มาเร็ว เครมไว แล้วก็หายสาบสูญ‘ 


…เอาพวกที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แบบชีวิตเปลี่ยน …เคสแรก : ซื้อหุ้นดี เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ไม่ขายเลย …เน้นซื้อเพิ่มตลอด เหมือนออมเงิน …ยิ่งตลาดวิกฤต หุ้นลง ยิ่งซื้อเพิ่ม …ส่วนใหญ่คือซื้อหุ้นปันผล ไม่ได้สนราคาเท่าไหร่ …ทำแบบนี้ถ้าทำสม่ำเสมอ สัก 10 ปีขึ้นไป นี่มีโอกาสรวยเลยนะ …เพราะ เราเก็บหุ้นปันผลไปเรื่อยๆ ได้เงินมาก็ซื้อเข้าไป …สุดท้ายเงินปันผลมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ - แนวนี้ ผมว่า ยังไงก็เกษียณสบาย รวยชัวร์ โคตร Passive เลย !!


…แต่มันช้า …ใช่!! - ’การเร่งให้รวยเร็วขึ้น ทำไง ?’ 


…ศึกษาจังหวะ ดู Cycle …เก็บเงินแล้ว อัดเพิ่มต้นรอบ ..ช่วงตลาดแย่ ต้นๆ รอบ ซื้อเยอะๆ …ถ้าทำได้ถูกจังหวะ อันนี้พอร์ตจะโตก้าวกระโดดเลย 


..เคสต่อมา …ซื้อหุ้นแบบรายใหญ่ …ซื้อให้ชื่อติดผู้ถือหุ้นเลย ก็อย่างน้อยต้องซื้อ 0.5% ของหุ้นทั้งหมด สมมุติ Market Cap หุ้นทั้งหมด 1,000 ล้าน …ถ้าซื้อ 0.5% ก็คือ ซื้อ 5 ล้านบาท …การซื้อแบบนี้มันมีจิตวิทยาเบื้องหลัง คือ เสมือนเราเป็นเจ้าของ …ดังนั้น เราต้องศึกษาเยอะ อยู่นาน ซึ่งการอยู่นานนี่แหละ ที่เวลากำไรมันได้เป็นกอบเป็นกำ …แต่ข้อเสีย คือ ถ้าพลาด ก็โดนหนัก


…เกมนี้ขึ้นกับ เงินที่เรามี และ Connection กับธุรกิจด้วย …ถ้าเรารู้จักเจ้าของ เราอาจเข้าไปลงทุน Pre IPO คือ ลงตั้งแต่ธุรกิจยังไม่เข้าตลาด ซึ่งการลงแบบนี้ คุยสัดส่วนกันเป็น % ของมูลค่ากิจการทั้งหมด 


…ใช่!! ก็คือ พอความเสี่ยงสูง เวลาได้ผลตอบแทนมันก็เยอะ …แต่ก็นั่นแหละ เคสหลังนี้ โอกาสพลาด เช่น ธุรกิจเข้า IPO ไม่ได้ ไปจนถึง ธุรกิจเจ็ง เจ้าของโกง หรืออะไรก็ว่าไป 


…เอาตรงๆ ผมแนะนำ วิธีแรก นั่นแหละ ชัวร์สุด …ถ้าอยากเร่งให้เร็ว ก็อัดเพิ่มต้นรอบ นั่นแหละ 


ผมเองลองมาหลายแบบ แต่สุดท้าย ผมว่า วิธีแรกนี่แหละ ชัวร์สุด ปวดหัวน้อยสุด ..เน้นความสม่ำเสมอ แต่รวยชัวร์ๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ถ้าเราไม่เก่ง ต้องคบเพื่อนเก่ง …แล้วมันจะคบเราไหมอ่ะ ?

 ถ้าเราไม่เก่ง ต้องคบเพื่อนเก่ง …แล้วมันจะคบเราไหมอ่ะ ?


หลักความสำเร็จในชีวิต คือ รายล้อมเราด้วยคนเก่ง …แล้วเดี๋ยวชีวิตเราจะดีเอง - ตามหลักกฏแรงดึงดูด ’ชีวิตเราจะเป็นดั่งคน 5 คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด’ 


เมีย? …นั่นละ หนึ่งละ …555 …กิ๊กอีก หนึ่ง สอง ..นั่นไง มรึงเลย ชีวิตวุ่นวาย มัวแต่สับลางอยู่นั่นแหละ !!


…เวลาผมสนใจเรื่องไหน ผมจะพยายามหาเพื่อนที่เก่งเรื่องนั้น แล้วใช้เวลากับมัน เราก็จะซึมซับความเก่งมาบ้างไม่มากก็น้อย


 …“ก็อย่าไปดื่มเหล้าเยอะนัก เดี๋ยวมันจะเมาอย่างเดียว ไม่ได้ซึมซับอะไร..55”


…เล่าเรื่อง คนไหนดี …พี่ปิ๊ก? …เอาไว้เล่าทีหลัง คนนี้เจอกันดื่มอย่างเดียว ..55


..เอาพี่หยง ละกัน …การโคจรมาเจอกันครั้งแรก ในฐานะ Monkey Trader …มันลิงเพราะเราเกิดปีลิงเหมือนกัน ..แต่ชื่อมันดูไม่น่าเชื่อถือ ตอนหลังเลยเปลี่ยนมา เป็น Freedom Trader ..คราวนี้หล่อเลย - ดูชีวิตอิสระเลย 


ซึ่งชีวิตพี่หยงนี่แม่งอิสระจริงๆ สมชื่อ 


เขาแค่ทำงานประจำตอนเรียนจบกลับมาใหม่ๆ สักพัก ฝึกวิชากับนักการเงินสายมารบุรพา แถวๆ นั้น …สุดท้ายพี่หยง ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็น เทรดเดอร์ Full-time …ซึ่งในช่วงเวลานั้น การเทรดมันไม่ได้แพร่หลายแบบทุกวันนี้ …มันเป็นเรื่องเฉพาะมากๆ …แอบหรือเว็บเทรดไม่ได้เกลื่อนแบบวันนี้


วันนั้นผมลงทุนสายพื้นฐาน แล้วสนใจ สายกราฟ แบบพี่หยง มาก เพราะ มันคนละทางเลย …


ผมก็เลยไปแลกเปลี่ยนความรู้ ..พอดีเป็นคนประเภทเดียวกัน …ประมาณว่า ใจบุญสุนทาน ชอบเข้าวัด เข้าวา ใจดี รักเด็ก (มันใช่เหรอวะ เอาดีๆ !!) ..ก็เลยสนิทกัน …นั่นแหละ ที่มาของ หนังสือที่เขียนร่วมกัน และ คอร์สอย่าง The Stock Blueprint แพ้ทยาว หยงสั้น (ซี่งพี่หยง มันไม่ชอบชื่อนี้เท่าไหร่ แต่ช่างมัน ผมชอบ …555)


ทุกวันนี้พี่หยง ไปสบายแล้ว …ไม่ใช่ คำว่าสบายคือ สบายจริง คือ ใช้ชีวิตกึ่งเกษียณ คือ ปีนึงอยู่เมืองนอก 1 ใน 3 …เดินทาง ดำน้ำ พูดง่ายๆ มันใช้ชีวิตแบบ Freedom Trader จริงๆ เลย …ยังเทรดอยู่ แต่ไม่ได้นั่งเฝ้าจอเอาเป็นเอาตายแบบแต่ก่อน 


…ใช่ครับ!! การที่เราได้สนิทกับ คนที่มีความรู้เรื่องที่เราสนใจ มัน Short Cut กว่า การไปงมทางเองเยอะมาก …


คร่าวๆ ละกัน ผมได้เรียนรู้แบบ Short cut อะไรบ้างจากพี่หยง Freedom Trader


1. อย่าให้ใครยืมตังค์ เพราะคุณจะไม่ได้คืน และ คุณจะไม่ได้เจอเขาอีก (ดังนั้น รีบให้ยืม ถ้าคุณไม่อยากเจอหน้าเขาอีก จัดไป)


2. มีเงินเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นคง ต้องเปลี่ยนมันเป็น Passive income ก่อน …แล้วชีวิตจะสบายขึ้นกล้าใช้ขึ้น …คนที่พูดว่า โถ่ ของแบบนี้ กรูจะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ แปลว่า มรึงไม่มีปัญญาซื้อ (โคตรแรง)


3. ของแพงทุกอย่างเป็นภาระ …พอคุณซื้อปั๊บ มันจะมาเป็นนายเราทันที …พี่หยงนี่แนวซื้อรถมาใช้ เอาให้คุ้ม ใช้สะบัด แล้วทิ้ง …ส่วนของแพง ซื้อให้เมียเท่านั้น (เพราะอันนี้ไม่สามารถขัดได้ เข้าใจนะ) 


4. อย่ากลัวที่จะเป็นนักเรียน …พี่หยง แม่งไปเรียนดำน้ำ เรียนสกี เรียนภาษาจีน เรียนหุ้น เรียนถ่ายรูปใต้น้ำ เรียนทุกอย่างที่อยากรู้ ไม่มีอีโก้ …สามารถกลับไปเป็นนักเรียนได้ตลอด …มันบอก มรึงคิดแบบนี้ ชีวิตมรึงจะเป็นเด็กตลอดไป (คนเรายิ่งโตยิ่งมีความสุขยากขึ้น …ต้องกลับไปเป็นเด็ก จะสุขง่ายขึ้น)


5. พี่หยงเป็นคนตัดสินใจเร็ว อยากทำอะไรทำทันที …ตอนเมีย บอกอยากได้บ้านริมน้ำ พี่หยงไปเลย อยุธยา ..ซื้อเลย ที่ดินริมน้ำ ปลูกบ้านเลย …ทำทันที …มันบอกก็ดีนะ แต่เหนื่อยชิบหาย …มันบอกผมว่า บทเรียนสำคัญคือ ถ้าอยากทำอะไร เดี๋ยวนี้มันจะรออีก Step ‘ทิ้งไว้ให้เย็นก่อน’ แล้วค่อยมาดูว่าอยากทำจริงๆ ใช่ไหม ? …ถ้าใช่ค่อยทำ - ใช่!! ‘ทิ้งไว้ให้เย็น’ จำไว้เพื่อน 


6. ตอนกลางคืน หมามันจะหอน ก่อนคืนวันพระ …เฮ้ย!! จริงดิ …แล้วหมามันรู้ได้ไงว่าวันพระวะ ? …บรรยากาศเงียบๆ ริมน้ำ …โอ้ย!! ความเงียบนั้น เงียบกว่าในเมืองมากนะ …แล้ว หมาก็หอน ..บวู้ …!!!


…พอแล้ว เดี๋ยวอยากได้เคล็ดลับชีวิตเพิ่ม ให้พี่หยงมาเล่าต่อ …เดี๋ยวมันจะว่า ผมมาแฉซะหมด …555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

นาฬิกาแพงสุดที่ผมเคยใส่ !! แค่ใส่ ไม่ได้ซิ้อ

 โลกแห่งนาฬิกาหรู เขาบอกเข้าแล้วก็ออกไม่ได้ ?


ออกตัวก่อน ผมไม่เล่นนาฬิกานะครับ ..เล่นแค่ รถ ก็ตังค์หมดละ (มรึง จะเล่นของแพงทุกอย่างไม่ได้ …555) 


วันก่อนผมไปซ้อมกอล์ฟกับเพื่อน …มันใส่ RM มา …คือ สำหรับผม Rolex นี่คือมาตรฐานละ …ถ้าจะสุดสำหรับผม ก็ Patek Phillip ..ไม่มีใครเป็นเจ้าของ โกเต๊ก ..เฮ้ย!! ไม่ใช่พิมพ์ผิด ปาเต๊ะ …คุณแค่ดูแลมัน และส่งต่อให้ลูกหลาน (เจส!! โฆษณานี่ โคตรโดนใจ …ถ้าซื้อนาฬิกานี้ คุณไม่ได้หล่อแค่คนเดียว คุณหล่อ และหล่อไปถึงลูกคุณเลยว่างั้น)


..นาฬิกาผมไม่เคยซื้อเอง ตบพ่อมาใส่ …สมัยเด็กผมเป็นเด็กที่เพื่อนไม่ค่อยคบ (หมั่นไส้แม่ง) ..รุ่นผม เด็กที่หล่อที่สุด ต้องใส่ Tag heuer ก้างปลา …เห็นเพื่อนใส่ แล้วอยากได้ชิบหาย แต่พ่อไม่ซื้อให้ ‘เป็นเด็กต้องรู้ค่าของเงิน เอานี่ Rolex พ่อไปใช้แทน ดูแลดีๆ มันแพงนะ‘ - นั่นแหละ Rolex เรือนแรกในชีวิต และก็ใส่มาจนโต ไม่ต้องซื้อ


…สมัยก่อนผมจำได้ Rolex ราคาเริ่มต้น แค่หลักหมื่น …ส่วน Patek เริ่ม 1 แสน …ใช่!! ราคานี้มันอยู่ในสมองผม จนวันนี้ พอเห็นราคานาฬิกาหรู ทำใจซื้อไม่ได้จริงๆ 


…ส่วน RM ‘Richard Mille’ นี่ยิ่งไปอีกอวกาศ เลย …ราคาเริ่มต้นหลักล้าน …เรือนนี้ตอน Peak นี่วิ่งไป 6-7 ล้าน ..ตอนนี้น่าจะถอยมาเหลือแถวๆ 4 ล้าน ….เอาเถอะ !! คิดดู คุณว่า คนที่จะใส่นาฬิกา เรือนละ 4 ล้าน (แม่งซื้อบ้านแถวๆ ชานเมือง ได้เลย) …มรึง!! คิดอะไรอยู่ 


’ผมเลยถามเพื่อนตรงๆ เลย …มรึงซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาทำ เ.ี้.ย อะไรครับเพื่อน ?‘


เพื่อนบอก ในวงการกรู มันคือ ความน่าเชื่อถือ !! …ทุกอย่างคือ ความน่าเชื่อถือ Full stop !!


มันบอก นาฬิกา มัน รักษามูลค่าได้ดีกว่ารถนะ …นาฬิกาที่มันซื้อมาส่วนใหญ่กำไร …ก่อนหน้านี้กำไรเยอะเลย …ตอนนี้มันลงมา ก็ยังกำไรอยู่


..เอาจริงๆ ช่างมรึง กรูไม่ได้อยากรู้หรอก …ที่ผมอยากรู้คือ Richard Mille เรือนละ 4 ล้านกว่าบาท ที่หน้าตามัน คล้าย G-shock มันสัมผัสเป็นยังไง ??


…ผมเลยบอกว่า ‘ไหนมรึงถอด RM มาให้กรูดูซิ !!‘


…เจสโด้.. มันเบาครับ ..นึกว่า มันจะหนัก เพราะมันใหญ่ แต่มันเบา (นาฬิกาแพง ต้องหนักซิ) …ก็มันเบาไง …แต่เราสัมผัสได้ถึงความปราณีต …เทียบกับ ของปลอม …ผมเคยเห็นของปลอม ที่เพื่อนอีกคนใส่ …เออ มันต่างกันนะ …ต้องต่างแหละ ไม่งั้น ใครจะซื้อของจริง จริงป่ะ !!


..สายยาง …พิเศษไหม ? …เออ อันนี้บอกเลย ยางธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ …555


‘ใส่แล้ว ผมสัมผัสความเป็น ซุลต่านได้ แป๊บนึง’ …โอเค พอละ เอาคืนไป !!!


สรุป ผมหยิบมาถ่ายรูป ทำเป็นใส่ …เพื่อนมันบอกมรึงเอาไปใส่เลย …เออ!! ไม่เป็นไร มรึงเอาคืนไป (กรูไม่อยากรับผิดชอบ เดี๋ยวใส่แล้ว เสือกอยากได้ นี่ชีวิต หนักเลยนะฮะ)


โอเคครับ ก็ขอจบการรีวิว RM ก็ประมาณนี้ จร้า !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

รถที่ผมขาดทุนเยอะที่สุดในชีวิต !!

 รถที่ขาดทุนเยอะที่สุดในชีวิต ? …ขาดทุนเละสุดๆ 


รถที่ผมขาดทุนเยอะที่สุด คือ รถบ้านที่อยู่กับเรานานที่สุด !!


คำว่า รถ = ‘ลด‘ …ราคามันจะ ลดไปเรื่อยๆ 


’อ้าว!! แล้วพวกที่บอกว่า รถเป็นของสะสม ซื้อแล้วกำไร ..หรือกำไรใช้ อะไรก็ว่าไป …มันคืออะไร ?’ 


ต้องเข้าใจก่อนว่า รถที่กำไร ส่วนใหญ่เป็น Rare Item …ต้องผลิตน้อย …คนใช้น้อย …แล้วมีคุณสมบัติ หรือ เรื่องราวอะไรบางอย่างเกี่ยวกับรถรุ่นนั้น เช่น เป็นรุ่นที่ Paul Walker ขับก่อนเสียชีวิต มันคือ Carrera GT รถ Porsche เครื่อง V10 ตัวพิเศษ ที่ไม่มีในรุ่นอื่น อะไรก็ว่าไป (คือ Story มันต้องได้) 


อย่าง Godzillar มันคือ Supercars Killer ที่สุดแห่งค่ายปลาดิบ 


เอาเป็นว่า พอจะสรุปคร่าวๆ คือ 


1. รถมือหนึ่งขาดทุนหนักเสมอ …นั่นเพราะ มืออาชีพ เขาซื้อมือสอง (มือหนึ่ง กำไรมันอยู่กับ Showroom ..ถอยปั๊บ เจ็บทันที อันนี้ปกติ) …ส่วนมือสอง ก็ขึ้นกับฝีมือ ความรู้ อะไรก็ว่าไป


2. รถ 2 ประตู มักรักษามูลค่าดีกว่า รถบ้าน รถ 4 ประตู ‘ประตู ยิ่งเยอะ ยิ่งราคาลงเร็ว เพราะ มันคือ รถบ้าน’


3. แต่รถหรูบางยี่ห้อ แม้ว่า จะ 2 ประตู แล้วราคาก็ลงแรงอยู่ดี มือหนึ่งเกือบ 30 ล้าน มือสองเหลือ 10 กว่าๆ …ผ่านไปราคาก็ไหล ลงไปเรื่อยๆ จนเหลือหลักแสน จริงดิ? …คือ บางยี่ห้อ มันราคามันไม่มีฐาน Floor …คนซื้อมาใช้ต้อง ใจ จริงๆ (ชอบจริงๆ)


4. ไม่ว่ายี่ห้อไหน ถ้าถึงจุดที่ ‘ค่าซ่อม มากกว่า ราคารถ‘ มันคือ นรกแท้จริง …ผมเคยซื้อมาคันนึง ป้ายแดงเกือบ 7 ล้าน …ใช้ไปเรื่อยๆ ขับโคตรดี โคตรหล่อ ไม่เคยมีปัญหา


 …ปัญหาจะค่อยๆ มา พอประกันหมด 


…หนักสุดคือ ประกัน Hybrid มัน 10 ปี


 …ผมใช้ถึงปีที่ 8 … ‘มันไม่เสีย เหลือเชื่อ กรู อยากให้เสีย จะได้อยู่ในประกัน …แม่งไม่เสีย!!’


 ….ช่วงนั้น เช็คราคามือสอง ถ้าจะขายเหลือประมาณ 1 ล้าน …เอาวะ ใช้ต่อเถอะ คำนวณแล้วว่า ถ้าเปลี่ยนแบต ผมก็เตรียมเงินไว้ 1 ล้าน กัดฟันสู้ …ผ่านไปอีกเกือบปี แบตก็ไม่เสีย 


แต่อย่างอื่นเสีย เช่น inverter hybrid อะไรก็ไม่รู้ สรุป เข้าศูนย์จ่ายไปรวมๆ เกือบ 1 ล้าน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยน Hybrid ลูกใหญ่ 


….บ้าเอ้ย!! รถตอนนี้ตีราคามือสอง ไม่ถึง 1 ล้าน แต่เตรียมเงิน 1 ล้านเพื่อเปลี่ยน Hybrid …สรุป จ่ายไปหนึ่งล้าน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยน Hybrid เลย - เอาไงต่อวะ ? ….ก็คุยกับที่บ้าน งั้นขายทิ้งไป ตกลงขายได้ 9 แสน (เจริญมาก …!! กรูท่องไว้ในใจเลย กูจะไม่ซื้อ รถยี่ห้อนี้อีก !!!)


นิทานเรื่องนี้ สอนให้ผมรู้ว่า ‘กรูซื้อรถจากศูนย์ ป้ายแดงมา 6 ล้านกว่า ใช้ไปทั้งหมด 9 ปี ซ่อมไป ล้านกว่าบาท …ขายได้ 9 แสน …ยังไม่ได้ค่าซ่อมเลย‘ …นี่คือ รถบ้านหรู …ฮ่า ฮ่า …สบายไปเลย ภาววิทย์ เจสโด้ !!


5. ผมเริ่มทนไม่ไหว เกี่ยวกับ รถ …เลยเริ่มศึกษาจริงจัง จนไปเจอเพื่อนที่ทำเต๊นท์รถ …เขาเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกัน ผลัดพรากกันตั้งแต่ชั้นประถม …กลับมาเจออีกที เขาเป็นเซียนรถหรูมือสอง ย่านเลียบด่วน …เขาคือ ซูลต่าน แห่งคลองลำเจียก (เออ ..ถ้ามรึงจะ เกริ่น ขนาดนี้ มรึงพิมพ์ ซื่อและนามสกุล กรูเลยดีกว่านะ …555)


สั้นๆ คือ ถ้าจะซื้อรถมือสอง ต้องหาคนที่รู้จริง …รวมถึงรู้เกี่ยวกับ อู่ซ่อม …อู่สี …รู้ที่ซื้อ รู้ที่ขายต่อ 


ทำไป ทำมา ผมก็เริ่มลงทุนในรถ ได้พบกับ ลุงเจ้ย !! …ล้อเล่น!! ไม่ได้พบนะ …แต่ก็เริ่มลงทุนซื้อขายรถมือสอง …คราวนี้เริ่มสนุก …จนถึงวันนี้เริ่มไม่สนุก เพราะ ตลาดรถหรูมือสอง กับ ตลาดหุ้น มันลิงค์กัน …พอเงินมันไม่คล่อง คราวนี้ การซื้อขายก็หนืด …ราคารถก็ลง …ก็นั่นละ หุ้นก็ติด รถก็ติด สบายเลยครับพี่น้อง ..555


6. หลายคนอ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจจะสงสัยว่า กรูกำลังอ่านอะไรอยู่ …ผมก็ไม่รู้ฮะ แต่ช่วงนี้ ผมเบื่อตลาดหุ้นชิบหาย ก็เลย หาเรื่องอื่นมาเขียนบ้าง ไรบ้าง แค่นั้นแหละจร้า !!


จบแล้ว …ไว้ค่อยหาเรื่องอื่นมาเล่าอีก ฮ่า ฮ่า


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


รถแบบนี้ เอาเงินที่ไหนมาซื้อ มันทำงานอะไรวะ ?

 ’ไอ้นี่ มันทำงานอะไร ถึงขับรถแบบนี้ ?’ 


อาชีพอะไรวะ ขับ Supercars ไปทำงาน …งานอะไรวะ ? …ใช่!! เวลาเราเห็นคนขับรถแพงๆ ในวันทำงานเราก็มักจะเริ่มมีคำถามในหัวละว่า …ไอ้นี้มัน ทำอะไร !!


..ต้องบอกว่า วงการนี้ มีทุกอาชีพครับ ตั้งแต่ หมอ วิศวะ นักการเมือง จีนขาว วัยรุ่นทรงเอ ..ประเด็นคือ เงินที่เอามาซื้อต่างหาก …เอามาจากไหน ?


จริงๆ ผมลองคำนวนดู ว่า ถ้าคุณใช้รถคันละ 10 ล้าน ..ค่าเสื่อมต้องมีปีละล้าน + ค่าบำรุงรักษา ก็ตีกลมๆ ต้องมี เดือนละ 1 แสน …อันนี้กรณีที่ เอาเงินก้อน มาซื้อนะ (แต่ถ้ากู้ Finance ซื้อ หนักกว่านั้น …รวมจ่ายดอกเดือนนึงหลายแสนอ่ะ ว่าไป)


แปลว่า ค่ารถอย่างเดียว เดือนนึงหลักแสน …ดังนั้น เงินเดือนต้องมากกว่านั้น …มันคงไม่ใช่เงินเดือน 2 แสน แล้วมานั่งผ่อนรถเดือนละ แสนกว่า ที่เหลือ มาม่า กับ ปลากระป๋อง (ก็ คง มีแหละ แต่ไม่น่าเยอะ ..55) 


สรุปว่า ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน …ถ้าใช่ ก็คือ คุณพ่อเป็นประธานบริษัท …หรือ ต้องระดับ C Level ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งต้องมีอายุพอสมควร …ถ้าอายุน้อย ส่วนมาก ต้องทำธุรกิจส่วนตัว (เทา ? …นั่น คุณก็ไปคิดแบบนั้น …มันก็มีธุรกิจดีๆ เยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องเทานะ) 


..ธุรกิจอะไรวะ ?? ที่ Cash Flow เหลือๆ ให้เจ้าของสามารถดึงออกมาจ่ายค่า Supercar แบบสบายๆ ?? …ไม่คิดละ คิดยังไงก็วนไปที่เดิม …555


มาในมุมผมบ้าง …ผมอยากขับตั้งแต่วัยรุ่น แต่ไม่มีโอกาส …ก็ต้องเอารถเก่าที่มีอยู่ที่บ้านนั่นแหละมาขับ …ใครโชคดี พ่อขับ Supercar ก็อาจได้สัมผัส แต่พ่อคงยังไม่ให้ขับ …555 …ส่วนผม พ่อมองว่า มันเกินความจำเป็น


เอ้า!! …เอาปู่เบนซ์คันนี้ไปขับ ปลอดภัย วิ่งได้ไม่เร็ว เพราะมันเก่า ถ้าเสีย หักค่าขนมเอ็งมาซ่อม งั้นก็ขับดีๆ นะ !!!


กว่าผมได้เริ่มซื้อ Porsche คันแรกก็อายุใกล้ 40 แล้ว …เพราะต้องเก็บตังค์ซื้อเอง 


หลักการผมคือ 


1. เงินเดือน และเงินได้ ทั้งหมด เอาไปลงทุน (ยุคนั้น หุ้นไทยที่สุดแล้ว …ยุคนี้ หลากหลาย ตาดีได้ ตาร้าย เสีย ว่าไป)


2. เลือกลงในหุ้นต้นรอบ หรือ สินทรัพย์ ต้นรอบ …คำว่า ต้นรอบคือ ตอนที่คนอื่นไม่ค่อยสนใจ ..ซึมๆ เซ็งๆ (วิธีแบบนี้จะตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ที่วิ่งเข้าหากระแสฮิตช่วงนั้นๆ เช่น คริปโต , ทอง , Mag 7 , ชิบ , อวกาศ …จริงๆ ทุกกระแสมันมีคนรวย ได้เงินเยอะแหละ …แต่คนส่วนใหญ่แค่ไปรับของด้านบนตอนแพง แล้วก็ ติดดอย ให้เขานั่นแหละ)


3. รอเก็บเกี่ยว ตอนรอบมันมา …ทุกอย่างมันมีรอบ พอรอบมันมา ก็ต้องรู้จักเก็บเกี่ยว ..เพราะถ้าเพลิน ไม่เก็บเกี่ยว สุดท้ายเรานั่นแหละ จะติดดอยในที่สุด 


…ของผม ผมได้รอบ หุ้นเล็ก ตอนช่วงปี 2021 ช่วงนั้น หุ้นเล็กตลาดไทย ร้อนแรงมาก …ก็ใช้จังหวะนั้นแหละ ที่ทำให้ผมได้ เข้าวงการ (วงการที่เข้าแล้ว ออกไม่ได้ ..ออกตอนตังค์หมด นั่นล่ะ) 


แต่การลงทุนแบบสุดตัว อย่างที่ผมทำก็มีเรื่องที่ต้องระวังพอสมควร …ผมลงทุนแบบนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ตอนแรกๆ ก็เน้นแต่หุ้นใหญ่ …แต่พอเราฮึกเหิมขึ้น ก็ขยับเข้าหุ้นเล็ก คราวนี้พอร์ตโตกระฉูดเลย (แต่ลืมมองขาลง) ..นั่นไง!! ลืมมองขาลง …สุดท้าย ไอ้ที่ได้มาเยอะ และเร็ว พอตอนตลาดมันเอาคืนนี่ ก็เร็วและแรงแบบน้ำตาไหล พอๆ กัน 


ผมยังโชคดีเล็กๆ ตรงที่พอช่วงกำไรเยอะๆ ผมตัดกำไร ออกมาซื้อรถ ซื้อของที่ผมอยากได้บ้าง …มานั่งนึกดูถ้าช่วงกำไรเยอะๆ เราก็อยากทบไปเรื่อยๆ เพราะพอร์ตมันโตเร็ว  เรายิ่งประมาท …ถ้าวันนั้นไม่ถอนกำไรออกมาบ้าง ผมว่า วันนี้ก็คงไม่ได้ซื้อ (ไม่ได้และไม่เหลืออะไรเลย บระเจ้า!!) - กลายเป็นชีวิต นั่งดูตัวเลขพอร์ตขึ้นลงเฉยๆ


 “แบบนั้น มรึงไปนั่งเล่นเกม น่าจะมันส์กว่า ..555” 


มาถึงการลงทุน ในภาวะ ปัจจุบันนี้เลย …มองยังไง ?


เอาตรงๆ ในฐานะ คนที่ลงทุนผ่านมาหลายวิกฤต ตั้งแต่ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผ่านมาถึงโควิด และ วิกฤตต้มกบในปัจจุบัน …ผมรู้สึกว่า รอบนี้ อ่านเกมยากที่สุด 


ตั้งแต่ได้ตาทรัมพ์ มาเป็น ประธานาธิปดีรอบหลังนี้ ‘แม่งบ้า!!‘ ไม่ต้องอธิบายเยอะ …การลงทุนมันเลยบิดเบี้ยวไปหมด …หุ้นมันขึ้นแบบกระจุกตัว แล้วมันขึ้นในตัวที่ไม่มีปันผล และเป็นแบบนี้แทบทุกตลาด 


ในมุมนักลงทุนจริงๆ มันคือ ความเสี่ยงมาก เพราะหุ้นลักษณะแบบนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เวลามันจบรอบ มันจะพาแทบทุกคนที่เล่นตาม ติดดอย กันระนาว …‘หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า หุ้น “Superstocks” แจ๋วๆ ในอดีต มันสามารถพาคนติดดอย หุ้นอาจจะลงจนถึง 80% นอนนิ่งจนคนถือ ตายกันหมด จากนั้นมันก็คืนชีพกลับมา …พูดง่ายๆ คนเล่นเจ๊งหมด …คนรอดมีแค่คนซื้อถูกและถือยาว แค่นั้นที่รอดแล้วรวย’ 


…หุ้นอเมริการอบนี้ มันน่าดึงดูด มันเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกจริง แต่ผมว่า ราคาแถวนี้ มันไม่ได้เป็นบวกแก่คนที่ซื้อราคาแถวนี้ ดูน่าจะแบบ ’เจ้าของบริษัทรวย(Elon Musk นั่งขำอ่ะ) ..ส่วนนักลงทุนซวยมากกว่า’ 


…รอบนี้กลับกัน ตลาดที่ ’เจ้าของบริษัทเหนื่อย แต่นักลงทุนดูน่าจะสบายกว่า‘ ก็คือ หุ้นไทยเวลานี้ …จังหวะแบบนี้ ผมมองว่า หุ้นไทย เหมาะกับการ ปั้นพอร์ต ปันผล (ซึ่งเป็น Core Port หรือพอร์ตหลักสำหรับคนมองระยะยาว ถึงเกษียณได้เลย) 


เขียนมายาวพอแล้ว ไว้เดียวค่อยมาลงรายละเอียด การปั้นพอร์ต สำหรับคนอยากเล่นยาวๆ ให้เกษียณกันไปเลยรอบนี้แบบผม 


…ช่วงนี้ก็ตุนเงินสดกันดีๆ ครับ โอกาสดีๆ เดี๋ยวได้เห็นกันแน่ๆ …จัดไป !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม




วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จุดอ่อนผม คือ รถ

 จุดอ่อนผม คือ ‘รถ’ 


เรียกว่า Soft spot ดีกว่า …ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ชอบรถสปอร์ต และก็มักคิดว่า ‘ทำไมพ่อเราไม่ขับรถสปอร์ตล่ะ มันเท่ห์นะ?’ 


’พ่อก็บอก รถแบบนี้มันนั่งได้แค่ 2 คน เตี้ยไม่สะดวกหรอก‘ …หรือ สรุปได้ว่า ‘โถ่!! รถแบบนี้ จะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ !!‘ (อ้าว!! แล้วทำไมไม่ซื้อล่ะ ?) - ก็บอกแล้วไงว่า จะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ …555


ช่วงที่ผมเริ่มเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ ความหวังสูงสุดคือ ’ต้องรวยจากหุ้น ให้มากที่สุด’ ไม่ได้คิดเรื่องใช้เงินเลย ..หาก่อน …เก็บ ซื้อหุ้น …หา …เก็บ ซื้อหุ้น 


จนวันนึง ผมเล่นสกุ๊ตเตอร์แล้ว ล้ม เอาหน้าไปถูกับถนน หน้าแหก …ไปโรงพยาบาลนี่หมอตกใจ นึกว่าไปฟัดกับหมา …เอาว่า โคตรจิตตก …หน้าเละ !! …ช่วงนั้นทำอะไรไม่ได้เลย เจ็บ นอนอย่างเดียว 


ก็เลยคิดว่า แล้วเงินที่เราหามา เราหาเพื่อ ? 


ใช่!! หามาเพื่อลูกหลานไง …555 - ไม่ใช่ละ  วิธีคิดนั้น หาเงินเพื่อลูกหลาน เพื่อวงศ์ตระกูล เพื่อความยั่งยืน …นั่นมันคิดแบบ คนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ …ที่หาเงินมาแล้วไม่เคยใช้ หาร้อยบาท ใช้ 1 บาท ยังคิดหนักเลย


 …สุดท้ายคนใช้หนักเลย ก็ลูก หลานผลาญมันส์ชิหาย ….เข้าตำรา พ่อตาย ลูกชาย ยิ้มเลย - เฮ้ย!! ไม่ใช่ละ กรูต้องใช้เพื่อตัวเองด้วย


…นั่นไง …รถในฝัน …ขับมัน วันนี้เลย !! …สังเกต คนที่เริ่มเข้าวงการนี้ ’วงการที่เข้าแล้วออกยาก’ …ไม่มีใครซื้อคันเดียว พอซื้อแล้ว มันจะหาวิธีการซื้อไปเรื่อยๆ …บางที ขายบ้าง เปลี่ยนบ้าง 


มีคนถามว่า เห็นบางคนซื้อมาใช้ไม่ถึงปี เปลี่ยนละ …จริงๆ ก็เพราะมันเปลี่ยนได้ไง 


…ถ้าเราไปซื้อรถยุโรปป้ายแดง ถอยออกจากโชว์รูม นี่จบแล้วนะ ราคามันลง แบบที่คุณทำใจขายไม่ได้แล้ว …แต่คนที่เล่นรถแบบนี้ ถ้าเล่นมาระดับนึง เขาจะซื้อมือสอง ให้คนเจ็บมือหนึ่งเขารับไปก่อน จุกๆ 


…พอมือสอง ไมล์น้อย มันจะมีช่วงฮันนีมูน คือ บางทีใช้ไปเป็นปี ขายต่อไม่ขาดทุน …นั่นแหละ เราเลยเห็นคนใช้รถแบบนี้ เขาเปลี่ยนกันบ่อย


…อันนี้เล่าเฉพาะเคสปกตินะ ..แต่รถเทา รถฟอก รถอื่น เราไม่พูดถึงเขา ปล่อยเขาไป 


..ที่เคยเล่าว่า คันแรกโชคดี เจอ Porsche รุ่น 987.2 รถดี ไม่ค่อยมีปัญหา ดูแลง่าย …คันต่อมาเจอ Cayman รุ่น 981 ก็ไม่จุกจิก ราคาก็แข็งสุดๆ …เริ่มฮึกเหิม คิดว่า งั้นต้องลองป้ายแดงบ้าง …ก็ถึงเวลาของ 911 !!


…จริงๆ ได้ยินตั้งแต่เริ่มแล้วว่า Porsche แท้ ต้อง 911 เท่านั้น …ตอนเราขับ Cayman มันก็เกาะถนนสุดๆ เครื่องวางกลาง เขาเรียกว่า Code of the Curve ‘จิตวิญญาณแห่งการเข้าโค้ง!!‘ 


พอมาขับ 911 มันเป็นอย่างที่คนอื่นพูดกันหรือเปล่า ?


’ฮึม!! ไม่ขนาดนั้นอ่ะ เอาตรงๆ’ …คือ มันดีอ่ะนะ เครื่องแรงกว่า (แต่เดี๋ยวนี้รถจีน ไอ้ 3.8 นั่น ทางตรง 911 ไม่กล้ากดด้วย …ทำเป็น กรูไม่แข่ง เอาจริงๆ Porsche มันกลัวแพ้ครับ เสียหน้าหมด …555)


 …การเข้าโค้ง ถ้าเทียบ Cayman เครื่องวางกลาง ผมว่า แทบไม่ต่าง …แต่ไอ้ที่ต่างคือ ‘ราคา‘ …ใช่ !! มันซื้อ Cayman ได้ 3 คัน 


…ด้วยความเปรี้ยว!! ..ผมซื้อมือหนึ่ง ป้ายแดง “จัดไป!!” - ช่วงนั้นหุ้นไทยขึ้นดี เงินหาง่าย …คนถอยป้ายแดง เยอะกันเป็นว่าเล่น 


…สรุปใช้มา 4 ปีกว่า ค่าเสื่ิอมน่าจะหนักอยู่ เพราะดันซื้อรถใหม่ป้ายแดง (ความลั่น อยู่เหนือเหตุผล มันก็เริ่มบรรลือละ ..55)


 …ค่าเสื่อม ตกปีละเกือบล้าน (เข้าหลักการเดิม คนที่ซื้อ 911 มือสอง นี่คนละ Story สมมุติซื้อตอนนี้ 7 ล้าน …รุ่น 992.1 ราคาแถวๆ นี้ …แล้วใช้ไปสักปีนึง …ผมว่า ราคามันก็อยู่แถวๆ นี้แหละ …ใช่!! พวกซื้อมือหนึ่งป้ายแดง เขาเจ็บมาให้ละ แลกกับความหล่อก่อน อะไรก็ว่าไป ..555)


…ข้อเสียของการซื้อรถป้ายแดง เรามักจะเสียดาย ก็เลยทำประกันแพง ประกันชั้นหนึ่งไปเลย ก็อีกปีละ แสนกว่าบาท (นี่ 911 ผมว่า ถูกสุดแล้วสำหรับพวกรถประเภทนี้)


…ใช้มา 4 ปีกว่า แล้ว ได้อะไร เบื่อหรือยัง …รู้สึกคุ้มไหม ? …แล้วไงต่อ ?


..รุ่นอย่าง 911 ส่วนใหญ่จะมี Option Lift ยกหน้าได้ …เวลาจะผ่านลูกระนาด หรือ ที่เตี้ย ก็กดปุ่มยกหน้าได้ ก็ทำให้สะดวกขึ้น ..แต่!! …แต่มันก็คือรถเตี้ยอยู่ดี …ที่เขาบอกว่ามันเป็น Everyday Supercar ‘ใช้ได้ทุกวัน’ — เอาตรงๆ นะ ‘ถ้าใช้ทุกวัน มรึงต้องพยายามมากๆ’ เพราะ มันขับแล้วเหนื่อย 


…มันไม่ได้ขับยาก แต่พอมันเตี้ย เวลาขับเราจะมาชิวๆ ไม่สนใจถนนไม่ได้เลย ต้องมองตลอดมีหลุม มีบ่อ อะไรไหม …เหนื่อยชิหายฮะ …สรุป ไอ้ที่อยากขับทุกวัน ไปทำงานรถติด กลับบ้าน …รถติดมัน 2 กิโล/ลิตรนะครับ …ถึงมรึงจะรวย ถ้าพ่อมรึงไม่ได้เป็นเจ้าของปั๊มหรือบ่อน้ำมัน มันต้องรู้สึกถึงค่าน้ำมันแน่นอน …ดังนั้น มันเลยกลายมาเป็นรถวันหยุด ขับเฉพาะวันหยุด ….ขับน้อยนั่นแหละ ชัดๆ 


…แล้วทำไมไม่ขายทิ้งไป ภาระโคตรๆ ? …ก็เพราะ มันเป็นตราประทับเข้าไปที่หน้าผากเรียบร้อยแล้ว ‘พี่สมชาย 911 …‘ , ’พี่โอ๊ต แลมโบ‘ …คือ ถ้าพี่โอ๊ต ขายแลม แล้วเปลี่ยนมาขับ Camry ..ซึ่งขับดี ขับสบาย ประหยัด …มรึงจะกลายเป็น พี่โอ๊ต ? …พี่โอ๊ต เสียหุ้นเหรอฮะ …ตกอับไปเสียแล้ว …’ก็นั่นแหละ ปัญหาของวงการ เข้าแล้วติด หาทางออกไม่ได้ ลงยาก’ …แต่ถึงจุดนึง ก็ต้องลงแหละ …หรือ “สุดท้ายคุณจะเป็นคนแก่ขับ 911 ไปจ่ายตลาดหรือ ?”


ใช่!! …นั่นแหละ ปัญหาของผมเลย …ผมก็แก่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ใกล้ 50 เข้าไปทุกที …แต่ความฝันในวัยแก่ ของผม คือ ’ชายแก่ ลงจากรถสปอร์ต …ดูทุกลักทุเท แต่ผมว่า มันแจ๋วแบบบอกไม่ถูก’ 


ดังนั้น ทุกวันนี้ หนึ่ง ผมต้องพยายามลงทุน ทำงานหาเงินต่อไป และ สอง ต้องออกกำลังกาย ให้เป็นคนแก่ ที่ยังขึ้นลงรถสปอร์ตแล้วยังดูโอเคอยู่


…หลายคนถามว่า ขับรถแบบนี้ มันคุ้มค่าตรงไหน ? …เอาตรงๆ ไม่มีความคุ้มเลย …ถ้าคุ้มค่า เอาเงินไปซื้อหุ้นปันผล แล้วจากนั้นก็นั่งรับเงินปันผล เป็น Passive Income …อันนั้นเรียกว่า คุ้ม 


แต่รถพวกแบบนี้ ผมว่า มันเป็นแค่ความชอบ เราอาจจะอยากตอบสนองความอยากที่ตอนเด็กได้แต่มอง …พอวันนึงเราจัดได้ก็จัด …แต่หลักการสำคัญที่ผมว่า สำคัญคือ มันต้องไม่สร้างภาระที่ทำให้ชีวิตเราพัง เช่น กู้แล้วผ่อนจนชีวิตพัง อันนั้นก็หนักไป 


หลักการผมคือ ต้องซื้อเงินสด …ถ้าเก็บตังค์ไม่ถึงยังไม่ซื้อ …ไม่ไปดูด้วย เพราะ เดี๋ยวมันเกิดกิเลส …แต่พอเก็บตังค์ถึง ถ้าเรายอมจ่ายเงินสดซื้อ แปลว่า เราอยากได้จริง …ก็ซื้อไปเถอะ 


แต่ที่แจ๋วสุดเลยนะ …คือ เอา Passive Income มาซื้อ …เช่น เราสร้างพอร์ตหุ้นปันผล จนวันนึง เงินปันผล มันเอามาซื้อหรือมาผ่อน โดยที่เราไม่ต้องไปแตะเงินเก็บส่วนอื่นเลย …อันนี้ดีที่สุด - อดเปรี้ยวไว้กินหวานขั้นสุด !!


ผมเป็นคนคิดเยอะ …กว่าจะซื้ออะไรนี่คิดแล้วคิดอีก …คิดรอบด้าน …แต่สุดท้ายพอมาเรื่องรถ มันก็ใช้อารมณ์เข้ามาเหนือเหตุผลหลายครั้ง …555


คันต่อไป อะไรดี …ไว้คราวหน้ามาเล่าให้ฟัง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม 








วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จากจุดที่หายใจก็อ้วนแล้ว …มากินได้ปกติ ไม่พึ่งยา ก็พอแล้วอ่ะ

 ’พออายุ 40 แค่หายใจก็อ้วนแล้ว’ ..เข้าฟิตเนสมา 3 ปี น้ำหนักลดไป 2 กิโล …มันคุ้มกันไหม ?


..แต่ก่อนผมไม่เคยเข้ายิมเลย …เพราะเป็นสายวิ่ง เพราะรู้สึกว่า วิ่งมันได้เหงื่อ น้ำหนักลดดี …วิ่งแล้วกินได้ ไม่อ้วน !!


จนวันนึง ‘โควิด‘ ..ช่วงนั้นหยุดวิ่ง แต่กินเท่าเดิม ผลคือ หลังโควิดน้ำหนักขึ้นกระฉูดไป 5 กิโล …เฮ้ย!!! ได้ไง ไม่ยอมแล้ว 


จากนั้นก็กลับมาวิ่งใหม่ แต่คราวนี้น้ำหนักไม่ลง …ส่องกระจกดู ก็พบว่า ’ตัวก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่มีพุง …ไหล่ อก แขน ขา เล็ก แต่มีพุง เป็นหุ่นที่แบบว่า Lord of the Ring มากๆ 


ศัพท์ทางการเขาเรียก ‘หุ่นแบบ Skinny Fat’ …ถ้าแบบน่ารัก ก็หุ่นพุงหมาน้อย 


เพื่อนผมก็ทัก …’เฮ้ย !! แพ้ท ไปยกเวทกับกรูไหม ?’ (ใช่!! …ตอนหลังมันสารภาพว่า มันทนเป็นสภาพของผมไม่ได้ …ช่วงบนเล็ก ไหล่เล็ก แขนเล็ก พุงโต เดินหลังค่อม …มันก็เลยชวนไปยกเวท) 


จากวันนั้นถึงวันนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ น้ำหนักโดยรวมลดไป 2 กิโล …กล้ามเนื้อเพิ่มมา 4 กิโล ส่วนไขมันลดไป 6 กิโล …ก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ระบบเผาผลาญดีขึ้น จากระบบเผาผลาญก่อนไปยกเวท เท่ากับคนอายุ 52 ปี (ในขณะที่ตอนนั้นผมอายุแค่ 40 กว่าๆ เอง) 


วันนี้ระบบเผาผลาญดีขึ้น วัดล่าสุด เผาผลาญเท่าคนอายุ 31 ปี …รู้สึกใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น …ตรวจสุขภาพล่าสุด โอเคทุกอย่าง (เทียบกับคนรุ่นผม 46+ ..ก็จะเริ่มความดัน เบาหวาน น้ำตาลพุ่ง ไขข้อ …ทุกโรคเริ่มรุมเร้า)


เดิมทีพอเริ่มอายุ 40 ผมรู้สึกเหมือนหลายๆ คนเลยว่า ‘แค่กรูหายใจก็อ้วนแล้ว !!’ …เดี๋ยวนี้กินได้มากขึ้น …ซึ่งแต่ก่อนผมคิดว่า แค่เรา Cardio ก็พอ …วิ่งอย่างเดียวน่าจะเอาอยู่ …แต่กลายเป็นว่า ผมเข้าใจผิด 


สิ่งที่สำคัญมาก เวลาเราอายุมากขึ้น คือ กล้ามเนื้อ …ที่เรากินนิดเดียวก็อ้วน เพราะ พอเราอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อมันจะหายไปเรื่อยๆ …ซึ่งกล้ามเนื้อนี่แหละ ตัวเผาผลาญพลังงาน …เป็นทั้งแหล่งเก็บน้ำตาล ป้องกันเบาหวาน และโรคคนแก่หลายๆ โรคเลย


…แล้วสิ่งที่เปลี่ยนอีกอย่างคือ ’หุ่น‘ …เอาตรงๆ ผมชอบหุ่นแบบ ผู้ชายผอมบางนะ …แต่พอเราอายุมากขึ้น หุ่นแบบนั้นจะเพิ่มพุงเข้ามา กลายเป็น ผอมบางพร้อมพุงหมาน้อย (แม้ว่าเรา จะวิ่ง ออก Cardio เยอะ มันก็ไม่ออก) 


…วันนี้เลยต้องยอม เปลี่ยนหุ่นเป็น ’หุ่นหมี’ …55 ..ก็อบอุ่นดี (คิดไปเอง) แต่แลกมาด้วย เรารู้สึกแข็งแรงขึ้น ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ป่วยลดลง …จากที่เคยเป็นหวัดทุกเดือน เดี๋ยวนี้กลับไม่เป็นเลย


ที่เขียนมา ก็อยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองเปิดใจ ออกกำลังกาย …ซึ่งเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ ก็ใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น …โดยเฉพาะ การยกเวท Weight Training …สำคัญกับคนที่เริ่มมีอายุ เพราะมันช่วยสุขภาพทุกอย่าง รวมถึงทำให้เราดูอ่อนกว่าวัย 


ใช่ครับ …วิ่งอย่างเดียว มันเป็นจุดเริ่มที่ดี แต่ถ้าเรา ยกเวทด้วย มันดีกว่าจริงๆ …แล้วช่วงที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของการเริ่มเข้าฟิสเนส ยกเวท คือ ช่วง 3 เดือนแรก (ทนผ่าน 3 เดือน ชีวิตเปลี่ยนเลย ตามหลัก Atomic Habits) …หลังจากนั้น มันจะค่อยๆ พัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปละ 


ใครชีวิตเปลี่ยนจากการเข้ายิม ลองแชร์มาให้ฟังกันบ้าง แล้วอย่าลืมชวนเพื่อนไปเปลี่ยนหุ่น เปลี่ยนชีวิต กันด้วยนะครับ


#จัดไป

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แข็ง ขึ้นลงก็ยาก เตี้ยก็เตี้ย ..ขนของไม่ได้ ขนคนก็แทบจะไม่ได้ ..เสียงดัง ซดน้ำมันก็หนัก’ …แล้วจะขับรถแบบนี้เพื่อ ?

 ‘แข็ง ขึ้นลงก็ยาก เตี้ยก็เตี้ย ..ขนของไม่ได้ ขนคนก็แทบจะไม่ได้ ..เสียงดัง ซดน้ำมันก็หนัก’ …แล้วจะขับรถแบบนี้เพื่อ ?


ก็นั่นแหละครับ เป็นเหตุผลที่คนใช้รถแบบนี้ …555


 …ก็เพราะมันไม่เหมือนใคร มันใช้ลำบาก มันก็เลยเป็นเสน่ห์ของมัน ที่คนอื่นจะพูดกันว่า ‘ขับรถแบบนี้ มีเงินอย่างเดียวไม่ได้!!‘ 


…ใช่!! มีเงินไม่พอ …ต้องพร้อมรับข้อเสียทั้งหมดที่ว่ามานั่นแหละ 


ครั้งก่อนผมโพสเรื่อง Porsche คันแรก มันอาจจะไม่ได้แพงอย่างที่คิดนะ …คนเลยถามกันว่า แล้ว Porsche รุ่นไหนบ้างล่ะ ที่มันคุ้มเงิน ?


ผมเข้าใจคนถามเลย เพราะ แต่ก่อนผมก็อยากรู้ …เงินเราไม่ได้มีเหลือมากมาย กว่าจะเก็บเงินได้ จะซื้อทั้งทีขอแบบที่ใช้แล้วไม่ค่อยมีปัญหา สตาร์ทติดทุกครั้งที่อยากจะไป แล้วก็ใช้ๆ ไปให้ราคามันเหลืออยู่บ้าง 


(ไอ้ปัญหานี้ มันเป็นปัญหาของคนซื้อรถยุโรปมือหนึ่ง …คือ ซื้อใหม่มา โคตรแพง หลายล้าน …ตอนใหม่ก็ดีทุกประการ …แต่ใช้ไปเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกที หมดประกันศูนย์ คราวนี้เริ่มซ่อมนุ่นนี่ …พออยากจะขายทิ้ง เฮ้ย!! รถเราเหลือราคาแค่หลักแสน …เฮ้ย!!! …งั้นซ่อมต่อ ….พอดูค่าซ่อม มันมาถึงจุดที่ ค่าซ่อมแพงกว่าราคารถ …นั่นแหละ ’กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง‘ (พี่เบิร์ดฮะ))


รถ Porsche คันแรก ที่ผมซื้อคือ Cayman 987.2 ที่ซื้อเพราะ เพราะงบมีแค่นั้น เลยต้องซื้อมือสอง …กลายเป็นโชคดี เพราะมือสอง ราคามันถูกกว่ามือหนึ่งเกือบครึ่ง 


แล้วส่วนใหญ่รถแบบนี้คนซื้อมือหนึ่ง เขาถนอม หรือไม่ค่อยได้ขับ รถมันเลยใหม่ ไมล์น้อย ..อันนี้ที่บอก ข้อเสีย เลยเป็นข้อดี สำหรับคนซื้อมือสองนั่นเอง


…สรุปคือ ได้รถใหม่กริ้บ แต่จ่ายแค่ครึ่งเดียว (อันนี้ที่บอก ส่วนมากคือ รถสปอร์ต 2 ประตู ถึงจะเข้าหลักการนี้ เพราะ ถ้าเป็นรถ 4 ประตู มันก็คือ รถบ้าน เจ้าของแรก เขาก็ใช้กระจุยก่อนถึงเราอยู่ดี) 


…ตอนที่ผมได้มา ก็รู้สึกคุ้มตั้งแต่ที่ซื้อ ในใจก็จะขับไปทำงานทุกวัน …อยากใช้ให้มันเป็น Porsche ที่ขับเยอะที่สุดในประเทศไปเลย …ฮ่า ฮ่า ฮ่า 


แล้วพอใช้จริงเป็นไงล่ะ ?


…ครับ ใช้จริง ก็รู้เลยว่า …ฮึม!! เข้าใจแล้วว่า ทำไมรถแบบนี้ ไมล์น้อย 


…เอาตรงๆ มันไม่ได้แข็งอะไรแบบที่คนส่วนใหญ่คิด …มันก็นิ่มนวล พอตัว ตามแบบของมัน แต่ปัญหาคือ มันเตี้ย !! ….อันนี้แหละ ที่คนขับเครียด โดยเฉพาะ ถนนเมืองไทย …ถ้าตกหลุม นี่แม็กดุ้ง เปลี่ยนทีน้ำตาไหลนะครับ (แพง!!!) …ลูกระนาดอีก …เวลาเจอลูกระนาด เราต้องเบรกเกือบหยุด …ไอ้คันหลังนี่มองแบบว่า ….


ดูสายตาคนรอบข้างรู้เลย …‘มรึง มีเงินอย่างเดียวไม่ได้‘ …ด้วยเหตุนี้ล่ะ ที่คนไม่ได้ขับเยอะ เพราะ จะไปไหน ต้องศึกษาทางก่อนว่า ถนนเป็นไง …ที่จอดล่ะ ? …พอศึกษาทางเสร็จ …กรูไม่ไปก็ได้ 


…นี่แหละ สมบัติ ผลัดกันเท่ห์ (เท่ห์เงียบๆ อยู่คนเดียว เพราะจอดตลอด ไม่ค่อยได้ขับไปไหน) 


…เรื่องน้ำมัน ไม่มีใครเขาสนหรอก เพราะส่วนใหญ่ขับกันไม่เยอะ ก็เพราะเหตุผลที่ว่ามานั่นแหละ …แต่ถ้าเอาตัวเลขจริงๆ ผมว่า สัก 5 โลลิตร (เอาเรื่องอยู่นะ ค่าน้ำมัน) ถ้าเครื่องใหญ่ก็หนักกว่านั้น …ถ้ารถติดในเมือง 2 โลลิตร …นั่นแหละ สีลมไป Paragon รถติดๆ ก็ซดดุๆ 2 โลลิตร สบายๆ ฮะ …555


ค่าประกัน ถ้าประกันชั้นหนึ่ง แพงแน่นอน ปีเป็นแสน …ประกันเขาก็ดูที่อะไหล่ …ส่วนใหญ่ผมเห็นคนที่ยอมทำ ประกันชั้นหนึ่ง ก็คือ รถมือหนึ่ง หรือ รถที่ติด Finance อันนั้นโดนบังคับทำอยู่แล้ว …Porsche ต้องมีแสน ..ถ้าไป ม้า ไป กระทิง นุ่นเลย ปีละ 4 แสน …ใช่!! ค่าประกันชั้นหนึ่ง นี่แหละ สำหรับรถแบบนี้ โคตรโหด …..แต่ถ้าซื้อมือสอง ไม่ติดไฟแนนซ์ ก็อาจทำประกัน 2+ แทน อันนี้ก็ประหยัดไปหลายเลย


ค่าซ่อมล่ะ …มีระหว่างซ่อมศูนย์ กับ อู่นอก ..ส่วนตัวผมเลือกอู่นอก อันนี้เรื่องยาว..ไว้เล่าคราวหลัง 


เอาสรุปโดยรวมนะ …ใช้รถแบบนี้ ก็ไม่ได้โหดไปกว่ารถยุโรปเท่าไหร่ ถ้าเรารู้วิธีอย่างที่บอก คือ แทนที่จะซื้อมือหนึ่ง เราก็ซื้อมือสอง สภาพกริ๊บหน่อย ..เราขับระวังหน่อย ดูแลมันดีๆ อันนี้ตรงๆ ค่าเสื่อมน้อยกว่ารถยุโรปปกตินะ ..พอจะขาย ก็ยังมีราคาอยู่บ้าง ยิ่งรุ่นราคาแข็งๆ อย่าง 911 คนจับมือสองดีๆ บางทีใช้เป็นปี ขายต่อ ยังแทบไม่ขาดทุนเลย (เป็นไงล่ะ หล่อเลย ..ใช้มาเป็นปี ขับอวดไปทั่วหมู่บ้าน ร้านกาแฟ …พอขาย ได้ราคาเดิม ใช้ฟรี …เจสสสโด้!!) 


ปัญหาคือ คุณเคยเห็นคนที่ใช้รถแบบนี้ แล้วจบที่คันเดียวไหม ? 


’ไม่มีครับ’ …ใช่!! วงการนี้เข้า แล้ว ออกยาก มันติด …555


บางคนใช้คันแรก ใช้ไปเป็นปีๆ พอขาย แทบไม่ขาดทุน …ติดใจ …เฮ้ย!! มันไม่ได้แพงแบบที่คนอื่นเข้าใจ …จากนั้น ก็ต้องไปต่อ …ไปคันที่แพง ขึ้นโหดขึ้น 


ครับ.. คุณไม่ได้จะโชคดี ทุกคัน ทุกรุ่น …มันมี หลุมดำอยู่ มี Brand ต้องห้าม รถรุ่นต้องห้าม …ใครจับ เละทุกคน เละทุกคัน …เราปล่อยเขาไปเถอะ !!


ส่วนผม …หลังจาก 987.2 ผมก็รู้สึกว่าติดใจ …ใช้ไปปีกว่า ขับผ่านเต๊นท์อีกครั้ง คราวนี้เจอ Cayman 981 ปี 2015 …เฮ้ย !! มันดูสวยกว่ารถเรา งั้นขอไปดูหน่อย 


Cayman 981 มันเป็น Porsche เครื่อง 6 สูบ ที่เป็น N.A. ตัวสุดท้าย ก่อนที่รุ่นต่อมาจะเหลือเครื่อง 4 สูบ แล้วมีเทอร์โบ แทน …ใช่!! เท่าที่ศึกษามา Porsche แท้ มันต้อง 6 สูบ ไม่มีโบ …


‘เอาไปลองขับเลยพี่‘ …เจ้าของเต๊นท์ ยื่นกุญแจให้ (กุญแจรุ่น 981 มันเปลี่ยนจากกุญแจแบบเก่า มาเป็น Keyless รูปรถ แบบที่เราเห็นในรถ Porsche รุ่นปัจจุบันนี่แหละ) 


พอเปิดรถ …เฮ้ย!! เบาะหนังสีแดง …โคตรสวย …แค่เปิดประตู กรูก็จะซื้อแล้ว …พอ สตาร์ทรถ …เสียงเครื่องมัน กระหึ่ม แบบคำราม 


พอขับออกไป คนละฟิวเลย …ตัว 987.2 มันดิบเถื่อน พวงมาลัยไฮดรอลิค ที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนของพื้นผิวถนน มาสู่ รุ่น 981 ที่ Porsche นำระบบ พวงมาลัยไฟฟ้า เข้ามาใช้กับ Cayman …เอาตรงๆ นะ มันคนละฟิวเลย 


จากดิบเถื่อน แบบ Porsche แท้ๆ …มาสู่ Porsche 981 มันนุ่มนวล แต่หนึบแน่น ..พูดง่ายๆ คือ ฟิวของ Modern Porsche นี่แหละ ขับสบาย ขับง่าย แต่ยังคงแฝงความดุดันเอาไว้ 


‘ตกลงซื้อครับ‘ 


ใช่!! Cayman 981 ของผมปี 2015 …ตอนซื้อมาก็มือสอง ถูกกว่ามือหนึ่งครึ่งนึง ตอนนั้นซื้อมา 4 ล้าน …ตอนนี้คันนี้อยู่กับน้องสาวผมละ ใช้มาก็ 7 ปี ราคาตลาดตอนนี้น่าจะประมาณ 2.5 ล้าน (ก็ตกค่าเสื่อม ปีละ 2 แสนกว่าบาท …ก็พอๆ กับค่าเสื่อมรถยุโรป เผลอๆ น่าจะน้อยกว่าด้วยนะ)


ถ้าจะถามว่า รถ Porsche อีกรุ่นที่ใช้แล้ว ไม่จุกจิก ไม่งอแง ก็ 981 นี่แหละ ก็แค่เปลี่ยนน้ำมันต่างๆ ตามระยะ


คันนี้ตอนส่งต่อให้น้องสาว …ตอนแรกก็กะจะขาย แต่เสียดาย เพราะเอาตรงๆ ชอบมาก เลยถามน้องสาว (ซึ่งน้องสาว ผมเป็นคนไม่ได้สนใจรถเลย เขาขับอะไรก็ได้ เอาง่ายๆ ที่บ้านมีรถอะไร เขาก็ขับคันนั้นแหละ) 


ผมเลยถามว่า ‘อยากขับ Porsche ไหม ถ้าไม่พี่จะขายทิ้งละนะ‘ 


‘ได้ แต่เดี๋ยวขอลองขับเล่นก่อน‘ 


แค่นั้นแหละ !! …เราก็ได้แฟนคลับ Porsche มาอีกคน (โดนตกง่ายๆ เลย …บอกแล้ว วงการนี้ เข้าแล้ว หาทางออกยาก) 


…เดี๋ยวนี้ น้องสาวผม ยึด 981 เป็นรถส่วนตัว ขับทุกวันครับ ตอนแรกกลัวเรื่องจอด ผู้หญิงอ่ะ ..ปรากฏเขาบอกพอขับ Porsche ไป ยามดูแลพิเศษ จอดสะดวกกว่าเดิม ..ทุกคนดูแลผิดปกติ ..ชอบๆ ขอนะ 


#จัดไป

ขับ Porsche ไม่ได้แพงอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดนะ

 ‘ขับ Porsche ไม่ได้แพงอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดนะ !!‘ …ล้านกว่าบาทก็ขับ Porsche ได้แล้วนะ ..เฮ้ย!! จอด Supercar ได้อีก ?


รูปนี้ผมถ่ายประมาณ 8 ปีก่อน ..ถ่ายแอ็คทำเป็นเท่ห์ ..กับรถ Porsche Cayman รุ่น 987.2 …นี่คือ รถคันแรกที่ผมได้สัมผัสกับ Porsche 


…แต่ก่อนไม่เคยคิดเลยว่า จะขับ Porsche เพราะ มันเป็นเรื่องไกลตัว เหมือนรถในฝันก็ปล่อยให้มันอยู่ในฝันนั่นแหละ


 …จนวันนึงผมจะเปลี่ยนรถใหม่ ก็ไปดูกะว่าน่าจะออกเบนซ์คันใหม่ เตรียมงบไว้ไม่เกิน 3 ล้าน 


พอดีขับผ่านเห็นเต๊นท์รถมือสอง จอด Porsche สวยๆ อยู่หลายคัน ก็กะว่าจะแค่เข้าไปดู …เอาตรงๆ ไม่ได้จะซื้อ เพราะรู้ว่า Porsche รุ่นนี้ ถ้าออกศูนย์ต้องมี 8 ล้าน


 ..ก็ลองถามดูว่า มือสองคันนี้ที่จอด เท่าไหร่ ? …เขาบอก 3 ล้านกว่าๆ


 …ผมก็ต่อไปเล่นๆ 3 ล้านถ้วน จ่ายสด (ต่อเล่นๆ แต่พร้อมจบ…555) ..“ได้!!” ..สรุป จัด !! (เอาวะ แทนเบนซ์ จะใช้ขับไปทำงาน เป็นรถที่ใช้ทุกวัน ลองดูวะ เป็นไงเป็นกัน)


“แล้วชีวิตเป็นไง หลังจากขับ Porsche ไปทำงานประจำทุกวัน ?”


…วันแรก โคตรตื่นเต้นเลย …จริงๆ แต่ก่อนผมก็ขับรถยุโรปอยู่แล้ว ราคาก็ไม่ได้ต่างกัน  เพราะซื้อมามือสอง ก็เลยเท่าๆ กับรถเบนซ์มือหนึ่งนั่นแหละ 


แต่ที่ต่างคือ ความรู้สึกเรา มันเหมือนได้ขับรถในฝันไปทำงานทุกวัน …คนนอกมองมาก็ต่าง ..เขาทรีดเราต่าง จนเราสัมผัสได้ …ไปห้างนี่โบกจอด Supercar …เฮ้ย !! รถยุโรปมือหนึ่งแพงกว่านี้ ก็ยังจอดไม่ได้ …คิดในใจ ..เจสส!! แม่งโคตรเท่ห์ !!


เล่าเรื่องค่าใช้จ่ายบ้าง ที่บอกว่า มันก็ไม่ได้แพงกว่าขับรถยุโรปเลย ยังไง ?


…คันนี้ซื้อมา 3 ล้าน ใช้ไป 8 ปี …ตอนนี้ราคาน่าจะเหลือประมาณ 1.6 ล้าน ..รถยุโรปถ้าซื้อมา 3 ล้าน ใช้ 8 ปี ราคาจะเหลือ แค่หลักแสนเท่านั้นอ่ะ (ใช่!! ตอนนี้ Cayman 987.2 เวลานี้เขาก็ ซื้อขายกันแถวๆ นี้ …เป็นหนึ่งในรถที่ราคาถูกที่สุดที่จอด Supercar ได้) 


…ตกค่าเสื่อม ปีละ ไม่ถึง 2 แสน (ค่าเสื่อมน้อยกว่ารถยุโรปแทบทั้งหมด)


…ค่าบำรุงรักษา …อู่นอก ที่ดูแล Porsche เดี๋ยวนี้มีเยอะ …เปลี่ยนน้ำมันเครื่องก็พอๆ กับ เบนซ์ นะ …สรุป ค่าบำรุงรักษาไม่ได้โหด ใกล้เคียงรถยุโรปปกติ


(อันนี้ที่มันดูไม่แพง เพราะผมเทียบว่า ซื้อ Porsche มือสองนะ ..แล้วเป็นรุ่น 2 ประตู เท่านั้น …ถ้าเป็นรถ 4 ประตู อย่างพวก Cayenne , Panamera , Taycan , Macan อันนั้น ส่วนใหญ่ซื้อกันมือหนึ่ง อันนั้น ค่าเสื่อม ค่าบำรุงรักษา ก็คนละ Story นะ) 


…ที่เล่ามา ไม่ได้เชียร์ อะไร แค่อยากจะแชร์ประสบการณ์ ..ว่า ภาพที่คนส่วนใหญ่เห็น กับ ของจริง มันอาจจะต่างกัน 😁


#จัดไป

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

7 ข้อดี ว่าทำไมตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ถึงเหมาะกับการเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ให้เรามากที่สุด

 7 ข้อดี ว่าทำไมตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ถึงเหมาะกับการเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ให้เรามากที่สุด


1. Valuation อยู่ในโซนต่ำ (Margin of Safety สูง)


เมื่อราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับฐานลงมาลึก ดัชนี SET ซื้อขายกันบนระดับ P/E และ P/BV ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีต (Trailing P/E อยู่ในระดับประมาณ 14-17 เท่า ถือว่า Fair ถึง Under-priced ในหลายอุตสาหกรรม)


 แก่นคิด: การซื้อหุ้นที่ราคาถูกลง ทำให้เราได้ Margin of Safety (ส่วนต่างความปลอดภัย) ที่สูงขึ้น โอกาสที่เงินต้นจะขาดทุนรุนแรง (Capital Loss) ในระยะยาวมีจำกัดลงอย่างมาก


2. อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดในรอบหลายปี (High Dividend Yield)


จากกลไกคณิตศาสตร์พื้นฐาน: 

เมื่อตัวหาร (ราคาหุ้น) ลดลงมาต่ำ แต่ผลประกอบการของกิจการขนาดใหญ่ยังแข็งแกร่งและจ่ายปันผลได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้อัตราปันผลเฉลี่ยของตลาด (SET Dividend Yield) พุ่งขึ้นมาแตะระดับ 4.0% – 4.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ราวๆ 2.8% – 3% เท่านั้น 


ยิ่งถ้าเจาะจงคัดหุ้นรายตัวในกลุ่ม SETHD หรือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เราสามารถหาหุ้นพื้นฐานแกร่งที่ Yield ระดับ 5% – 7% ได้ไม่ยากเลยในเวลานี้


3. ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนโยบายอย่างขาดลอย


ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและการลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจำกัด การได้กระแสเงินสดจากเงินปันผลระดับ 5% – 7% ย่อมสร้าง Real Yield (ผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ) ที่สูงกว่าการเติมเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินฝากหรือพันธบัตรอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เงินทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


4. หุ้นปันผลไทยส่วนใหญ่เป็น "ธุรกิจสัมปทานและสาธารณูปโภค" ที่ไร้คู่แข่ง


แก่นของตลาดหุ้นไทยคือโครงสร้างธุรกิจแบบ Oligopoly (ผู้เล่นน้อยราย) หุ้นที่จ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอในไทย มักเป็นผู้นำในเซกเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น:


 กลุ่มสื่อสารและคมนาคม

 กลุ่มพลังงาน/ไฟฟ้า

 กลุ่มโรงพยาบาลและค้าปลีกขนาดใหญ่


ธุรกิจเหล่านี้มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง (Predictable Cash Flow) และมีเกราะกำบังจากคู่แข่งรายใหม่ (High Barrier to Entry) ทำให้ความเสี่ยงที่ปันผลจะหายไปเฉยๆ นั้นต่ำมาก


5. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดด้วย "เครดิตภาษีเงินปันผล" (Dividend Tax Credit)


นี่คือข้อดีที่ตลาดหุ้นต่างประเทศไม่มี และเป็นข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุดสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาในไทย


 ตามกฎหมายไทย หากบริษัทจดทะเบียนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (เช่น 20%) เมื่อเราได้รับปันผลและถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เราสามารถนำเงินปันผลนั้นมา "ขอเครดิตภาษีคืน" ได้ในการยื่นภาษีประจำปี ซึ่งหากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเราไม่ได้สูงลิ่ว การเคลมเครดิตภาษีคืนจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนรวม (Total Return) ให้เราแบบเนื้อๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มเลย


6. ตลาดอยู่ในภาวะ "กลัวปนเบื่อ" (สะสมหุ้นได้โดยไม่มีพรีเมียม)


เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสด ไม่ใช่ตอนที่ทุกคนแย่งกันซื้อจนราคาแพง แต่คือตอนที่ตลาดอยู่ในภาวะ "ซึมลึก" ไร้ปัจจัยกระตุ้นหวือหวา


 การที่ตลาดหุ้นไทยไม่มี Growth Story หวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยีโลก ทำให้ไม่มีแรงเก็งกำไรมาดันราคา (No Valuation Premium) เราจึงสามารถใช้กลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเพื่อ "เก็บเกี่ยวจำนวนหุ้น" เข้าพอร์ตได้อย่างใจเย็น ในราคาที่เป็นมิตรที่สุด


7. โอกาสได้ผลตอบแทน 2 เด้งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว (Dividend + Capital Gain)


การซื้อหุ้นปันผลในโซนราคาต่ำแบบนี้ นอกจากเราจะได้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อ (เด้งที่ 1) วันใดวันหนึ่งที่รอบของเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน หรือเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามา ราคาหุ้นเหล่านี้ที่ถูกกดดันมานานก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ทำให้เรามีโอกาสได้ Capital Gain (กำไรจากส่วนต่างราคา) พ่วงมาเป็นของแถมก้อนใหญ่ในอนาคต (เด้งที่ 2) อีกด้วย


#จัดไป 

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ฟองสบู่หุ้น และมหาวิกฤติ 1929 คล้ายกับสภาพตลาดปัจจุบันมากที่สุด

 7 ข้อควรรู้ ฟองสบู่หุ้น และมหาวิกฤติ 1929 คล้ายกับสภาพตลาดปัจจุบันมากที่สุด 


องค์ประกอบของ "The Great Crash 1929" (มหาวิกฤติปี 1929) ออกมาเป็นแกนความคิดหลัก แล้วนำมาทาบกับบริบทของตลาดในปัจจุบัน (ปี 2026) เราจะพบจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจมากครับ วิกฤติไม่ได้เกิดจากประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เกิดจาก "พฤติกรรมมนุษย์" ที่ยังขับเคลื่อนด้วยความโลภและความกลัวเหมือนเดิม


นี่คือ 7 ข้อควรรู้ ที่สรุปจุดที่คล้ายคลึงและสะท้อนภาพตลาดปัจจุบันได้ดีที่สุดครับ


1. การขับเคลื่อนด้วย "Mega-Trend" และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (ตลาดขึ้นจากปี 1921 ไปจนถึง 1929 ขึ้นรวม 600% จนเรียกว่า The Roaring Twenties)


 1929: ตลาดตอนนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตอย่าง วิทยุ, รถยนต์ (Ford Model T) และระบบไฟฟ้า ทุกคนเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่มีวันเจ๊ง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้วิ่งขึ้นไปหลายสิบหลายร้อยเท่า


 ปัจจุบัน: เรากำลังอยู่ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Artificial Intelligence), Semiconductors และ Clean Energy ซึ่งมีภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากว่าหุ้นที่เกี่ยวโยงกับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "The New Normal" ที่จะเติบโตแบบไม่มีสิ้นสุด


2. ความคลั่งไคล้ในหุ้น "ตัวเดียว" ที่เป็นผู้นำตลาด (Market Concentration)


 1929: หุ้นอย่าง RCA (Radio Corporation of America) คือขวัญใจมหาชนที่ราคาพุ่งทะยานจากไม่กี่ดอลลาร์ไปแตะ 500 ดอลลาร์ เป็นหุ้นที่ทุกคนต้องมีขัดไม่ได้


 ปัจจุบัน: ตลาดพึ่งพาหุ้นบิ๊กเทคเพียงไม่กี่ตัวในการลากดัชนี (คล้ายกับปรากฏการณ์ Magnificent 7 หรือหุ้นชิปเซ็ตยักษ์ใหญ่) หากหุ้นผู้นำเหล่านี้เริ่มตึงตัวหรือกำไรไม่มาตามนัด ภาพรวมของตลาดทั้งหมดก็จะสั่นคลอนได้ง่ายมาก


3. พลังของ "รายย่อย" และการเข้าถึงสภาพคล่องที่ง่ายเกินไป


 1929: ยุคนั้นเริ่มมีระบบ Buying on Margin (วางเงินดาวน์แค่ 10% ที่เหลือบวกกู้) ทำให้คนเดินถนน พนักงานออฟฟิศ แห่กันเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน


 ปัจจุบัน: แม้ระบบเลเวอเรจจะถูกควบคุมดีขึ้น แต่ถูกทดแทนด้วย แอปพลิเคชันเทรดฟรี, การซื้อขาย Options ของรายย่อย, และกลุ่มชุมชนโซเชียลมีเดีย ที่พร้อมใจกันผลักดันราคาหุ้น (Momentum Trading) ทำให้กระแสเงินวิ่งเข้าออกเร็วกว่าในอดีตหลายเท่า


4. สภาพคล่องล้นตลาดและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง


 1929: ก่อนเกิดวิกฤติ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำในช่วงทศวรรษ 1920 (The Roaring Twenties) ทำให้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากเกินไป ก่อนจะเริ่มตื่นตัวและขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อเบรกฟองสบู่


 ปัจจุบัน: ตลาดเพิ่งผ่านช่วงการอัดฉีดเงินมหาศาลจากยุคโควิด-19 และการคงดอกเบี้ยระดับสูงในปัจจุบันเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เศรษฐกิจจริงเริ่มตึงตัว แต่ตลาดหุ้นกลับทำจุดสูงสุดใหม่จากสภาพคล่องที่ยังค้างอยู่ในระบบ


5. ความต่างของ "เศรษฐกิจจริง" กับ "ราคาบนหน้าจอ" (Divergence)


 1929: ในขณะที่หุ้นทำ New High ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิมของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปี 1927-1928 แต่เหล่านักลงทุนเลือกที่จะมองข้ามเพราะโฟกัสแต่หุ้นเทคโนโลยี


 ปัจจุบัน: เรามักจะเห็นภาพที่ขัดกัน ระหว่างดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งทะยาน กับตัวเลขการจ้างงานบางส่วน ภาคการบริโภคระดับล่าง หรือปัญหาระบบอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศที่เริ่มตึงตัว


6. ทฤษฎี "คนเช็ดรองเท้า" (The Shoeshine Boy Theory)


 1929: เรื่องเล่าคลาสสิกของ Joseph P. Kennedy (พ่อของ JFK) ที่ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดก่อนตลาดพัง เพราะเขาได้รับคำแนะนำเรื่องหุ้นจากเด็กเช็ดรองเท้า สะท้อนว่าเมื่อไหร่ที่ "ทุกคน" พูดเรื่องเดียวกัน ตลาดมักจะถึงจุดสูงสุด


 ปัจจุบัน: เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเห็น Content Creator สายไลฟ์สไตล์, คนรอบตัวที่ไม่เคยสนใจการลงทุน หรือแม้กระทั่งกลุ่มแชทครอบครัวหันมาคุยเรื่องการออมเงินในหุ้นเทคโนโลยีหรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างคึกคัก นั่นคือสัญญาณเตือนในเชิงจิตวิทยาหมู่


7. จุดจบไม่ได้เกิดจากข่าวร้ายเสมอไป แต่เกิดจาก "ไม่มีคนซื้อต่อ" 


(จุดจบ ตลาดอเมริกาลง 89.2% ใช้เวลาลง 3 ปี 1929-1932 จากนั้น ตลาดหุ้นซบเซาไปอีก 25 ปี กว่าดัชนีจะกลับไปที่จุดเดิมก่อน crash)


 1929: ตลาดไม่ได้พังเพราะมีสงครามหรือโรคระบาดใหญ่ในวันนั้น แต่มันพังเพราะราคาขึ้นมาจน Valuation (มูลค่า) แพงเกินกว่าที่ใครจะยอมจ่ายเงินซื้อต่อในราคาที่สูงกว่า (Greater Fool Theory) เมื่อแรงซื้อหมด แรงเทขายจึงสลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว


 ปัจจุบัน: ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้ว (เช่น ดอกเบี้ย หรือภูมิรัฐศาสตร์) แต่คือการที่ราคาหุ้นรับรู้ "ความคาดหวังในอนาคตที่สมบูรณ์แบบ" ไปล่วงหน้าไกลมาก หากมีอะไรสะดุดเพียงนิดเดียว การปรับฐานจะรุนแรงเพราะทุกคนพยายามวิ่งหาทางออกพร้อมกัน


#จัดไป

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

10 ข้อ เจาะลึกการ IPO ของหุ้น Space X ‘หุ้น IPO แพงที่สุดในโลก + คนถือกองทุนดัชนี Nasdaq ต้องซิ้อ’…ทั้งข้อดีและจุดที่ต้องระวัง !!

 10 ข้อ เจาะลึกการ IPO ของหุ้น Space X ‘หุ้น IPO แพงที่สุดในโลก + คนถือกองทุนดัชนี Nasdaq ต้องซิ้อ’…ทั้งข้อดีและจุดที่ต้องระวัง !!

กระแสข่าวการ IPO ของ SpaceX (ภายใต้บริษัท Space Exploration Technologies Corp.) กำลังเป็นดีลประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีกำหนดการนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq (ใช้ชื่อย่อหุ้น SPCX) ด้วยมูลค่าบริษัท (Valuation) ที่ตั้งเป้าไว้สูงถึงราว 1.77 - 1.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เฉือนชนะสถิติเดิมของ Saudi Aramco)


สำหรับนักลงทุนสายเน้นคุณค่า (Value Investor) หรือผู้ที่มองหาการเติบโตระยะยาว นี่คือ 10 ข้อควรรู้เชิงลึก ที่สรุปทั้งโอกาส (ข้อดี) และความเสี่ยง (จุดต้องระวัง) แบบแกะงบและโครงสร้างธุรกิจมาให้เห็นภาพชัดๆ ครับ


🚀 ส่วนที่ 1: ข้อดีและโอกาสเติบโต (The Bull Case)


1. โครงสร้างธุรกิจ 3 ขาขับเคลื่อนอนาคต

การ IPO ครั้งนี้ไม่ใช่แค่บริษัททำจรวด แต่ SpaceX จัดพอร์ตโครงสร้างรายได้ออกเป็น 3 เซกเมนต์หลักที่มีเป้าหมายชัดเจน:


 Space (Rocket Launch): ธุรกิจรับจ้างส่งจรวด (Falcon, Dragon, Starship) ครองส่วนแบ่งการตลาดการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ทั่วโลกไปแล้วกว่า 90%


 Connectivity (Starlink): บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) มีผู้ใช้งานมากกว่า 12 ล้านรายใน 160 ประเทศทั่วโลก


 AI & Compute Infrastructure: ธุรกิจใหม่ล่าสุดที่เพิ่งควบรวมเอา xAI (รวมถึง Chatbot อย่าง Grok และแพลตฟอร์ม X) เข้ามาอยู่ใต้ร่ม SpaceX โดยมีแผนจะทำ Orbital Compute หรือการทำดาต้าเซนเตอร์ในอวกาศภายในปี 2028


2. Starlink คือ "เครื่องจักรปั๊มเงินสด" (Cash Cow) ที่แท้จริง


ในขณะที่ส่วนอื่นยังลงทุนสูง แต่โครงสร้างทางการเงินระบุชัดเจนว่า Connectivity (Starlink) เป็นส่วนเดียวที่ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำรายได้ไปถึง 11.4 พันล้านดอลลาร์ (จากรายได้รวมของบริษัท 18.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025) และสร้างกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉพาะส่วนนี้กว่า 50% YoY


3. ศักยภาพการผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ (Monopoly Power)


ในเชิงการแข่งขันแทบไม่มีคู่แข่งรายใดในโลกที่เทียบชั้นได้ SpaceX คุมการปล่อยจรวดในสหรัฐฯ เบ็ดเสร็จกว่า 80% ความสามารถในการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ (Reusable Rockets) ทำให้ต้นทุนต่อการปล่อย 1 ครั้งต่ำจนคู่แข่งรายอื่นไล่ตามไม่ทัน เป็นปราการทางธุรกิจ (Economic Moat) ที่แข็งแกร่งมาก


4. ตลาดเป้าหมาย (TAM) ขนาดมหึมา

SpaceX ประเมินตลาดรวมที่บริษัทสามารถเข้าไปแชร์เค้กได้ (Total Addressable Market) อยู่ที่ 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโทรคมนาคมโลก, โครงสร้างพื้นฐาน AI, ไปจนถึงเมกะโปรเจกต์ในอนาคตอย่างการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Mining) และการขนส่งไปดวงจันทร์และดาวอังคาร


5. ทางลัดเข้าคำนวณในดัชนีระดับโลกอย่างรวดเร็ว


ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ได้ปรับเกณฑ์ผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้หุ้น SpaceX สามารถเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 ได้ทันทีหลังซื้อขายเพียง 15 วันทำการ (ปกติใช้เวลานานกว่านั้นมาก) หากมูลค่าติด Top 40 ในสัปดาห์แรก ซึ่งจะส่งผลให้กองทุน Passive Fund และ ETF ขนาดใหญ่อย่าง QQQ จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้นตัวนี้โดยอัตโนมัติ


⚠️ ส่วนที่ 2: จุดที่ต้องระวังและข้อจำกัด (The Bear Case)


6. ราคาแพงมหาศาลเมื่อเทียบกับงบการเงินปัจจุบัน


ราคาเสนอขายที่ $135 ต่อหุ้น คิดเป็น Price-to-Sales (P/S) Ratio สูงถึงราว 92 - 95 เท่า ของรายได้ปี 2025 ซึ่งถือว่าแพงกว่าหุ้นบิ๊กเทค (Big Tech) ทุกตัวในตลาดตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด ของดีแต่ถ้าราคาแพงเกินไป ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ก็จะเหลือน้อยครับ


7. ภาพรวมบริษัทยัง "ขาดทุน" จากการเผาเงินในฝั่ง AI


แม้ Starlink จะกำไรดี แต่ภาพรวมงบปี 2025 ของ SpaceX กลับพลิกมาขาดทุนสุทธิสูงถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์ (จากที่เคยกำไรราว 791 ล้านดอลลาร์ในปี 2024) สาเหตุหลักมาจากการแบกรับต้นทุนการพัฒนา Starship และการควบรวม xAI เข้ามา ซึ่งฝั่ง AI มีการเผาเงิน (Cash Burn) สูงถึงราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์


8. โครงสร้างหุ้นแบบ "เบ็ดเสร็จ" นักลงทุนรายย่อยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง


นี่คือจุดที่กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ (เช่น CalPERS) ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรง เนื่องจาก Elon Musk จะถือหุ้น Class B ซึ่งเป็นหุ้นที่มีสิทธิ์โหวตพิเศษ ทำให้เขายังคง คุมสิทธิ์ในการโหวต (Voting Power) สูงถึง 82.4% และเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานบอร์ดบริหาร นักลงทุนภายนอกแทบจะไม่มีอำนาจคานเสียงใดๆ เลย


9. หนี้สินระยะสั้นจากการกู้มาอุ้มธุรกิจอื่น


ในหนังสือชี้ชวนระบุว่า เงินที่ได้จากการระดมทุน IPO ส่วนหนึ่ง (ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์) จะต้องถูกนำไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Loan) ภายใน 6 เดือน ซึ่งเงินกู้นี้ถูกนำไปใช้ปรับโครงสร้างหนี้ที่ SpaceX รับช่วงต่อมาจากธุรกิจโซเชียลมีเดีย X และ xAI ของ Elon Musk หมายความว่าเงินระดมทุนส่วนหนึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้ขยายอวกาศโดยตรง แต่เอามาล้างหนี้เก่า


10. ความเสี่ยงด้าน Key-Man Risk และการกระจายโฟกัส


ความสำเร็จของ SpaceX ผูกติดกับวิสัยทัศน์ของ Elon Musk อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องบริหารทั้ง Tesla, X, xAI และโปรเจกต์อื่นๆ ความขัดแย้งในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ระหว่างบริษัทในเครือ รวมถึงการตัดสินใจที่ขึ้นกับอารมณ์ของผู้นำเพียงคนเดียว ถือเป็นความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมที่นักลงทุนต้องเผื่อใจรับความผันผวนไว้ด้วยครับ


#จัดไป 

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

8 เบื้องหลัง ความสำเร็จของบริษัทเกาหลี ที่เปลี่ยนจากประเทศล้าหลังเป็นเศรษฐกิจชั้นนำของโลกได้ใน Generation เดียว

 8 เบื้องหลัง ความสำเร็จของบริษัทเกาหลี ที่เปลี่ยนจากประเทศล้าหลังเป็นเศรษฐกิจชั้นนำของโลกได้ใน Generation เดียว


การก้าวกระโดดของเกาหลีใต้จากประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม ย่ำแย่จนยากจนติดอันดับโลกในทศวรรษ 1960 มาเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำและมหาอำนาจทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ถือเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่เรียกกันว่า "ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน" (Miracle on the Han River)


เบื้องหลังที่ทำสำเร็จได้ในเวลาเพียง Generation เดียว (ประมาณ 30-40 ปี) ประกอบด้วย 8 ปัจจัยหลักสำคัญ ดังนี้ครับ


1. การปูพื้นฐานด้วย "แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี" (Five-Year Plans)


รัฐบาลภายใต้การนำของนายพล ปาร์ค จุงฮี (Park Chung-hee) ในอดีต เลือกที่จะ "ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก" โดยการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวอย่างเป็นระบบและยืดหยุ่น เริ่มต้นจากการส่งออกอุตสาหกรรมเบา (สิ่งทอ, ของเด็กเล่น) ในช่วงแรก เพื่อสะสมทุน จากนั้นเปลี่ยนผ่านสู่การเน้นหนักในอุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์ (HCI) และขยับสู่เทคโนโลยีขั้นสูงตามลำดับ การมีทิศทางที่ชัดเจนทำให้ประเทศไม่หลงทาง


2. รัฐบาลดันหลังเอกชน จับมือกลุ่ม "แชโบล" (Chaebol)


สูตรสำเร็จที่ขัดกับหลักการตลาดเสรีทั่วไปคือ รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้ปล่อยให้เอกชนโตตามยี่ห้อ แต่ทำการเลือกและปั้นกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "แชโบล" (เช่น Samsung, Hyundai, LG) โดยรัฐให้สิทธิพิเศษทางภาษีและให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (Policy Loan) แต่มีข้อแม้ว่า "ต้องทำยอดขายและส่งออกตามเป้าหมายของรัฐ" ใครทำสำเร็จจะได้ทุนไปขยายกิจการต่อ ใครแพ้จะถูกตัดสิทธิ์


3. นโยบายมุ่งเน้นการส่งออก (Outward-Looking Strategy)


เนื่องจากตลาดภายในประเทศของเกาหลีใต้ในเวลานั้นค่อนข้างเล็กและประชาชนยังยากจน รัฐบาลจึงเปลี่ยนทิศทางแบบหักดิบจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) มาเป็น การผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลก เป็นหลัก บังคับให้บริษัทท้องถิ่นต้องปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ผ่านเกณฑ์และแข่งขันในเวทีสากลได้อย่างรวดเร็ว


4. ไม่มีทรัพยากร จึงยอมเทหมดตักเพื่อ "ลงทุนในมนุษย์"


เกาหลีใต้เป็นประเทศที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือ "ประชากร" รัฐบาลจึงทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการปฏิรูปการศึกษา สร้างวินัย เรียนหนัก และเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรม การันตีด้วยอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสายอาชีพที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป


5. ตั้งสถาบันวิจัยระดับชาติ ช้อนซื้อและต่อยอดเทคโนโลยี


เกาหลีไม่ได้เน้นการคิดค้นขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์ในช่วงแรก แต่ใช้แนวคิด "เรียนรู้ ดัดแปลง และพัฒนาต่อยอด" โดยรัฐบาลจัดตั้งสถาบันสำคัญอย่าง KAIST (สถาบันขั้นสูงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลี) ในปี 1971 ทำหน้าที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตกและญี่ปุ่น นำมาแกะสูตร พัฒนาให้ดีกว่า และขายในราคาที่ถูกกว่า


6. วัฒนธรรมและจิตวิญญาณแบบ "ปัลลี ปัลลี" (เร็วๆ ไวๆ) และความเข้มงวด


สภาพสังคมที่ต้องดิ้นรนจากความอดอยากและภัยสงคราม หล่อหลอมให้คนเกาหลีใต้มีวัฒนธรรม "ปัลลี ปัลลี" (Ppalli-Ppalli) หรือความรักความรวดเร็วในการทำงาน บวกกับความชาตินิยมที่รุนแรงและความมีวินัยสูงมาก แรงงานเกาหลีใต้ในยุคนั้นทำงานหนักเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเพื่อกอบกู้เกียรติยศของชาติและครอบครัว


7. เงินทุนสนับสนุนและการช่วยเหลือจากต่างประเทศ


ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์มีส่วนสำคัญ เกาหลีใต้ได้รับเงินช่วยเหลือ ทุนทรัพย์ และการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจำนวนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา (เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในยุคสงครามเย็น) และการปรับความเข้าใจทางการทูตกับญี่ปุ่น ซึ่งทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงตั้งไข่


8. พลิกวิกฤตต้มยำกุ้งสู่ "ยุทธศาสตร์ AI และ Soft Power"


เมื่อเผชิญวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 เกาหลีใต้เกือบล้มละลายและต้องกู้เงินจาก IMF แต่พวกเขาใช้โอกาสนี้ในการ "ล้างกระดานและปฏิรูปเชิงลึก" โดยลดการผูกขาดของกลุ่มแชโบลบางส่วน เพิ่มความโปร่งใส เปลี่ยนผ่านประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัล และหันมาส่งออกวัฒนธรรมผ่านนโยบาย Hallyu (Korean Wave) ผสมผสานนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ (เช่น Semiconductor) และคอนเทนต์เข้าด้วยกันจนกลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่


#จัดไป 

4 วิกฤต หลังการลงทุน infra ระดับโลกในอดีต เพื่อเทียบกับ การลงทุนแบบอภิมหาโปรเจค AI ในปัจจุบัน

 4 วิกฤต หลังการลงทุน infra ระดับโลกในอดีต เพื่อเทียบกับ การลงทุนแบบอภิมหาโปรเจค AI ในปัจจุบัน


การอัดฉีดเม็ดเงินระดับ "แสนล้านดอลลาร์" ในระยะเวลาอันสั้นแบบที่ Big Tech กำลังทำกับ AI ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกครับ หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเคยผ่านการลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนโลก" (General Purpose Infrastructure) มาแล้วหลักๆ 4 ครั้งสำคัญ


สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งมักจะเดินตามโมเดลเดียวกัน นั่นคือ:


⁠สร้างโครงสร้างพื้นฐานเกินความต้องการ (Overbuilt) → เกิดฟองสบู่และวิกฤตการเงินในระยะสั้น → โครงสร้างพื้นฐานนั้นราคาถูกลง → เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ในระยะยาว⁠


นี่คือรายละเอียดการลงทุนครั้งใหญ่ทั้ง 4 ครั้งในอดีต เทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ AI ครับ


1. ยุคตื่นรถไฟ (Railway Mania) – ทศวรรษ 1840 (อังกฤษ) และ 1870 (สหรัฐฯ)


เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ของโลกเป็นครั้งแรก


 มูลค่าการลงทุน: ในช่วงพีคสุด อังกฤษใช้เงินลงทุนในทางรถไฟสูงถึง 7% ของ GDP ประเทศ (เทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของการลงทุนรวมของทั้งประเทศในขณะนั้น) หากปรับมูลค่าเงินเฟ้อมาเป็นปัจจุบันเทียบเท่า หลายแสนล้านดอลลาร์


 วิกฤตที่ตามมา: เกิด "Railway Mania Crisis" หุ้นรถไฟดิ่งเหว นักลงทุนล้มละลาย บริษัทรถไฟจำนวนมากกลายเป็นบริษัทร้างเนื่องจากสร้างเส้นทางทับซ้อนกันและตู้รถไฟว่างเปล่าไม่มีผู้โดยสาร ในฝั่งสหรัฐฯ นำไปสู่ "Panic of 1873" แบงก์ล้มและเศรษฐกิจหยุดชะงัก


 โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: หลังจากบริษัทเหล่านั้นล้มละลาย สินทรัพย์ (รางรถไฟและสถานี) ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกซื้อต่อในราคาถูก (Sunk Cost) นำไปสู่การลดต้นทุนขนส่งอย่างมหาศาล เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ เมืองเกิดใหม่ และระบบซัพพลายเชนระดับชาติ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตามมานับเป็น หลายล้านล้านดอลลาร์ ในอีกไม่กี่ทศวรรษ


2. ยุคระบบไฟฟ้าและสายส่ง (Electrification) – ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20


การสร้างโรงไฟฟ้าและโยงสายไฟไปทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานไอน้ำสู่พลังงานไฟฟ้า


 มูลค่าการลงทุน: เฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป เม็ดเงินที่ใช้สร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหิน และโครงข่ายสายส่ง (Grid) กินมูลค่ารวมกันเกินกว่า หลักหลายแสนล้านดอลลาร์ (มูลค่าปัจจุบัน) คิดเป็นสัดส่วนราว 2-3% ของ GDP โลกในแต่ละปีต่อเนื่องกันเป็นสิบปี


 วิกฤตที่ตามมา: ในช่วงแรกเกิดสงครามมาตรฐานกระแสไฟฟ้า (AC vs DC) โรงไฟฟ้าจำนวนมากที่สร้างเสร็จไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาต่อพ่วงเพราะโรงงานยังใช้เครื่องจักรไอน้ำแบบเก่า ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขาดทุนและเกิดสภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มพลังงานช่วงสั้นๆ


 โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าเสถียรและครอบคลุม มันกลายเป็น "ตัวเร่ง" (Enabler) ให้เกิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในโลก เกิดโรงงานผลิตรถยนต์แบบสายพาน (Mass Production) และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ปลดปล่อยเวลาว่างให้มนุษย์ มูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังจากนั้นคิดเป็น หลายสิบล้านล้านดอลลาร์


3. ยุคสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมและใยแก้วนำแสง (Dot-Com & Dark Fiber) – ปลายทศวรรษ 1990


การลงทุนวางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) ใต้ดินและใต้ทะเลเพื่อรองรับอินเทอร์เน็ต


 มูลค่าการลงทุน: ในช่วงปี 1996-2001 บริษัทโทรคมนาคมทั่วโลกอัดฉีดเงินรวมกันกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ($2.2 Trillion) เพื่อวางสายเคเบิลทั่วโลก


 วิกฤตที่ตามมา: วิกฤตฟองสบู่ Dot-com Crash ปี 2000 บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่เช่น WorldCom, Global Crossing ล้มละลาย เพราะในตอนนั้นคนใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อย สายเคเบิลที่ฝังอยู่ใต้ดินกว่า 95% กลายเป็นสายว่างเปล่าที่ไม่มีข้อมูลวิ่งผ่าน (เรียกกันว่า Dark Fiber)


 โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: สายใยแก้วนำแสงราคาถูกที่ถูกทิ้งไว้ใต้ดินเหล่านั้น กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทำให้ค่าอินเทอร์เน็ตถูกลงแบบก้าวกระโดดในเวลาต่อมา และมันคือ "รากฐาน" ที่ทำให้เกิด Google, Amazon, Facebook, Netflix และสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน มูลค่าของ Digital Economy ที่เกิดขึ้นจาก Dark Fiber ในวันนั้น มีมูลค่าเกิน 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน


4. ยุคโครงสร้างพื้นฐาน Cloud Computing – ช่วงปี 2010 - 2020

การเปลี่ยนผ่านจากระบบเซิร์ฟเวอร์ในออฟฟิศ (On-premise) ไปสู่การเช่าพื้นที่บนคลาวด์


 มูลค่าการลงทุน: Big Tech (AWS, Azure, Google Cloud) ลงทุนสร้าง Data Center ทั่วโลกรวมกัน เกินกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา


 วิกฤตที่ตามมา: ไม่ได้เกิดวิกฤตการเงินรุนแรง แต่เกิดแรงกดดันต่อผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech เป็นระยะ เนื่องจากใช้เวลาหลายปีกว่าที่องค์กรแบบดั้งเดิมจะยอมย้ายระบบขึ้นคลาวด์


 โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: ทำให้เกิดยุคของแอปพลิเคชันบนมือถือ, สตาร์ทอัพยูนิคอร์น (เช่น Uber, Airbnb, TikTok) ที่สามารถเติบโตได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโลกหลายล้านล้านดอลลาร์


สรุปบทเรียนประวัติศาสตร์: AI อยู่จุดไหน?

เมื่อมองเทียบกับประวัติศาสตร์ เม็ดเงิน $400 Billion+ ต่อปีของ Big Tech ในปัจจุบัน กำลังทำสิ่งเดียวกับยุค Railway Mania และ Dark Fiber ครับ


แต่หลังวิกฤตสั้นๆ นั้นคือ โอกาสครั้งใหญ่ที่สุด เพราะเมื่อต้นทุนการประมวลผลของ AI (Cost of Compute) ถูกลงจนเกือบเหลือศูนย์ 


เหมือนค่าอินเทอร์เน็ตใยแก้วนำแสงที่ถูกลงในอดีต มันจะเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ นำพลัง AI ราคาถูกนี้ไปสร้างแอปพลิเคชัน หุ่นยนต์ ยารักษาโรค หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกในระดับ Multi-Trillion Dollars ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ


#จัดไป

7 ข้อ จุดแข็งและประโยชน์ที่ AI จะมาเปลี่ยนโลกยุคใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้และทำความเข้าใจ

 7 ข้อ จุดแข็งและประโยชน์ที่ AI จะมาเปลี่ยนโลกยุคใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ควรรู้และทำความเข้าใจ 


หากเจาะลึกไปที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนไฟฟ้าในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ 


นี่คือ 7 จุดแข็งและประโยชน์ของ AI ที่กำลังพลิกโฉมโลก และเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก "ผู้ตามเทคโนโลยี" มาเป็น "ผู้คุมเกม" ครับ


1. การทวีคูณศักยภาพส่วนบุคคล (Amplified Individual Capability)


AI ทำลายขีดจำกัดเดิมๆ ที่ว่า "หนึ่งคนทำได้แค่อย่างเดียว" ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่มีความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน


 ประโยชน์: คนๆ เดียวสามารถเขียนโค้ด ออกแบบกราฟิก วิเคราะห์งบการเงิน และวางแผนการตลาดได้พร้อมกันผ่านการสั่งการ AI (Prompting)


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: เกิดโมเดลธุรกิจแบบ Solopreneur (ผู้ประกอบการคนเดียว) ที่สร้างบริษัทระดับล้านได้โดยไม่ต้องมีกองทัพพนักงาน ความเก่งในยุคนี้ไม่ได้วัดที่การทำงานถึก แต่รอดด้วยการบริหาร AI ให้ทำงานแทน


2. การตัดสินใจด้วยข้อมูลขั้นสูง (Data-Driven Hyper-Rationality)


มนุษย์มักใช้ความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจ ซึ่งอาจมีความลำเอียง (Bias) แต่ AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อหาแพทเทิร์นที่ซ่อนอยู่ได้ในเสี้ยววินาที


 ประโยชน์: ตั้งแต่การพยากรณ์ราคาหุ้น การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภค ไปจนถึงการตรวจรอยโรคทางการแพทย์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: หลักการคิด จะถูกเสริมพลังด้วย AI คนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามเฉียบคมและอ่านผลลัพธ์จากข้อมูลเป็น จะสามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญได้อย่างเฉียบคมและลดความเสี่ยงได้เกือบทั้งหมด


3. การเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรมทันที (Instant Creation & Prototyping)


ในอดีต การจะเปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นสินค้า ผลงานศิลปะ หรือซอฟต์แวร์ ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล แต่ Generative AI ตัดวงจรนั้นออกไป


 ประโยชน์: เราสามารถสร้าง Prototype (ชิ้นงานจำลอง) ของแอปพลิเคชัน ร่างดีไซน์โปรดักต์ หรือเขียนบทความคุณภาพสูงได้ภายในไม่กี่นาที


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: "ไอเดีย" มีมูลค่าลดลง แต่ "การคัดเลือกและขัดเกลา" มีมูลค่ามากขึ้น ใครที่ไอเดียเจ๋งและใช้ AI เปลี่ยนมันเป็นของจริงได้เร็วที่สุด คนนั้นชนะ


4. การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลขั้นสุด (Hyper-Personalized Learning)


ระบบการศึกษาแบบเดิมคือการป้อนความรู้ชุดเดียวกันให้คนร้อยคน แต่ AI เปลี่ยนให้การศึกษาหมุนรอบตัวผู้เรียน


 ประโยชน์: AI สามารถประเมินความเร็ว จุดอ่อน และสไตล์การเรียนรู้ของเรา แล้วสร้างบทเรียนที่เหมาะกับเราคนเดียวได้ เหมือนมีติวเตอร์ส่วนตัวระดับโลกประกบยี่สิบสี่ชั่วโมง


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: ใบปริญญาจะลดความศักดิ์สิทธิ์ลงเรื่อยๆ ทักษะที่สำคัญกว่าคือ Autodidactism (การเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง) โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือทลายกำแพงความรู้


5. การทำงานอัตโนมัติในงานสมอง (Automation of Cognitive Tasks)


ยุคก่อน หุ่นยนต์มาแทนที่แรงงานกาย (Blue-collar) แต่ยุคนี้ AI มาแทนที่และช่วยลดภาระงานด้านความคิดและงานเอกสาร (White-collar)


 ประโยชน์: งานจำพวกการคีย์ข้อมูล การตรวจเอกสารกฎหมาย การเขียนรีพอร์ตสรุปการประชุม หรือการตอบคำถามลูกค้าพื้นฐาน ถูกส่งต่อให้ AI ทำได้อย่างไร้ข้อผิดพลาดตลอด 24 ชั่วโมง


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: งาน Routine ของมนุษย์ออฟฟิศกำลังจะหายไป คนรุ่นใหม่ต้องขยับตัวเองขึ้นไปทำงานระดับ Strategic Thinking (คิดเชิงกลยุทธ์) และงานที่ต้องใช้ Empathy (ความเข้าใจมนุษย์) ซึ่ง AI ยังเลียนแบบได้ยาก


6. การเร่งความเร็วในการค้นคว้าและนวัตกรรม (Accelerated R&D)


AI ช่วยย่นย่อเวลาในการวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่เคยต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ให้เหลือเพียงไม่กี่เดือนหรือกี่วัน


 ประโยชน์: เช่น การใช้ AI ช่วยคำนวณและค้นพบสูตรยาใหม่ๆ การคิดค้นวัสดุศาสตร์เพื่อสร้างแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอน


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: โลกจะเกิดนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) คนรุ่นใหม่ต้องพร้อมรับมือกับวงจรชีวิตของสินค้าและธุรกิจที่สั้นลงอย่างมาก


7. โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Democratization of Technology)


แต่ก่อน เทคโนโลยีระดับสูงและซอฟต์แวร์ราคาแพงเป็นเรื่องขององค์กรยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนหนาเท่านั้น


 ประโยชน์: ปัจจุบันโมเดล AI ระดับโลกเปิดให้ใช้งานผ่าน Cloud ในราคาที่จับต้องได้ หรือแม้กระทั่งเปิดเป็น Open-source ให้ใช้ฟรี ทำให้สตาร์ทอัพเล็กๆ มีเครื่องมือทรงพลังเท่าเทียมกับบริษัท Tech giant


 จุดแข็งที่ต้องเข้าใจ: "แต้มต่อ" เรื่องทุนลดลง แต่ "แต้มต่อ" เรื่องศักยภาพและจินตนาการเพิ่มขึ้น ข้ออ้างที่ว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีทุนหรือไม่มีเครื่องมือจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้


Mindset สำหรับคนรุ่นใหม่: AI ไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับคนที่พร้อมปรับตัว แต่มันคือ "คานดีด" (Leverage) ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 


คนที่จะตกงานไม่ใช่เพราะโดน AI แย่งงาน แต่จะตกงานเพราะโดน "คนที่ใช้ AI เป็น" แย่งงานครับ


#จัดไป

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

5 ข้อ หลักการเดินลงอย่างสบายๆ ..เปลี่ยนตัวตนใหม่ เมื่อเราไม่ใช่คนเดิม

 5 ข้อ หลักการเดินลงอย่างสบายๆ ..เปลี่ยนตัวตนใหม่ เมื่อเราไม่ใช่คนเดิม 


การเปลี่ยนผ่านจากจุดสูงสุดลงมาเพื่อ "สร้างตัวตนใหม่" (Reinvention) ในทางจิตวิทยาและในเชิงกลยุทธ์ สามารถย่อยให้เป็นขั้นตอนที่จับต้องได้และปฏิบัติได้จริงตามหลักเหตุและผล 


โดยตัดความฟูฟ่าภายนอกออก แล้วเหลือไว้แค่ "แก่น" ของชีวิต ดังนี้ครับ


1. แยก "บทบาท" ออกจาก "ตัวตน" (Detach Persona from True Self)


 วิธีคิด: ตระหนักว่า "ชื่อเสียง/ตำแหน่ง" คือ หัวโขนหรือสินค้า (Product) ที่เราถือไว้ชั่วคราว ไม่ใช่ "เนื้อแท้" ของตัวเรา


 วิธีปฏิบัติ: เขียนใส่กระดาษแบ่งเป็น 2 ฝั่ง


 ฝั่งซ้าย (ตัวตนในอดีต/บทบาท): ฉันคือดาราดัง, ฉันคือผู้บริหาร, ฉันคือคนที่มีแต่คนรุมล้อม


 ฝั่งขวา (ตัวตนที่แท้จริง): ฉันคือคนที่ชอบเรียนรู้, ฉันคือคนรักครอบครัว, ฉันคือคนที่มีวินัย


 Action: ท่องไว้เสมอว่า ฝั่งซ้ายหายไปได้ แต่ฝั่งขวาจะอยู่กับเราตลอดชีวิต


2. ลด "ต้นทุนหน้าตา" แล้วเปลี่ยนเป็น "ต้นทุนความรู้" (Shift Asset Allocation)


 วิธีคิด: ในช่วงขาลง "การพยายามรักษาภาพลักษณ์เดิม" มีแต่จะทำให้เจ็บตัวและเสียพลังงาน (High Maintenance, Low Return) ให้เปลี่ยนพลังงานนั้นมาลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว


 วิธีปฏิบัติ:


 ลดเวลาการส่องโซเชียลมีเดียเพื่อดูยอดไลก์หรือคอมเมนต์ลง 50%


 เอาเวลาที่เหลือไป ลงเรียนทักษะใหม่, อ่านหนังสือการเงิน/ธุรกิจ หรือศึกษาเรื่องการลงทุนที่คุณไม่เคยรู้ลึก


 Action: เปลี่ยนคำชื่นชมในอดีต ให้กลายเป็นความรู้ที่เป็นเนื้อเป็นหนังในปัจจุบัน


3. หา "สนามรบใหม่" ที่ไม่ใช้แต้มต่อเรื่องชื่อเสียง (Find a New Playground)


 วิธีคิด: ถ้าคุณยังเล่นในเกมเดิม (เช่น พยายามแย่งชิงบทเด่นกับคนรุ่นใหม่) คุณจะรู้สึกพ่ายแพ้ซ้ำๆ ให้เปลี่ยนไปเล่นใน "เกมที่คุณควบคุมปัจจัยได้มากกว่า"


 วิธีปฏิบัติ:


 ลองทำโปรเจกต์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคุณทำ (Underdog Project) เช่น เปิดแบรนด์สินค้าเงียบๆ, ลงทุนในฐานะ Angel Investor เบื้องหลัง หรือเปิดเพจแชร์ความรู้เฉพาะทางที่ไม่ใช้หน้าตา


 Action: พิสูจน์กับตัวเองว่า "ถ้าไม่มีหัวโขนอันเดิม สมองและฝีมือของเราเพียวๆ จะสร้างเงินหรือสร้างคุณค่าได้เท่าไหร่" เกมนี้จะสนุกและท้าทายมาก


4. ปรับวงสังคม สกรีนคนรอบตัว (Curate Your Inner Circle)


 วิธีคิด: ในช่วงขาขึ้น เรามักจะมี "คน YES-man" รายล้อม แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เราต้องการ "คนที่พูดความจริงและอยู่ข้างเราในวันที่สปอตไลต์ดับ"


 วิธีปฏิบัติ:


 ลดการไปงานปาร์ตี้สังคมที่เน้นการอวดอ้างหรือพึ่งพาคอนเนกชันเปลือกนอก

 หันมาใช้เวลากับครอบครัว, เพื่อนสนิทสมัยเรียน หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่คุยกันด้วยตัวเลขและเนื้อผ้าจริงๆ


 Action: จัดกลุ่มผู้คนใหม่ ใครที่เป็น Toxic หรือคบแค่เปลือก ให้ค่อยๆ เฟดตัวออกมา


5. ฉลองสิ่งเล็กๆ ในปัจจุบัน (Celebrate Small Wins)


 วิธีคิด: สมองของคนที่เคยผ่านจุด Peak จะติดนิสัย "ต้องสำเร็จระดับร้อยล้าน หรือคนกรี๊ดเป็นหมื่น" ถึงจะมีความสุข (Dopamine Spikes) ต้องฝึกสมองให้หลั่งโดปามีนจากสิ่งเล็กๆ แทน


 วิธีปฏิบัติ:


 ตั้งเป้าหมายประจำวันสั้นๆ ที่ควบคุมได้ 100% เช่น การออกกำลังกาย , การเรียนรู้ทักษะใหม่


 เมื่อทำสำเร็จ ให้บันทึกไว้และชื่นชมตัวเองเงียบๆ


 Action: ความมั่นใจรอบใหม่ไม่ได้เกิดจากเสียงเชียร์ของคนอื่น แต่เกิดจาก "การรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับตัวเองในทุกๆ วัน"


#จัดไป

5 ข้อควรรู้ ในยุคที่ Social สร้างให้ใครๆ ก็เป็นเซเลบ เป็นคนดัง เป็นคนสำคัญ …แต่มันจะไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดไป

 5 ข้อควรรู้ ในยุคที่ Social สร้างให้ใครๆ ก็เป็นเซเลบ เป็นคนดัง เป็นคนสำคัญ …แต่มันจะไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดไป


ดารา คนดัง เซเลบ ดังเปรี้ยง ชีวิตรุ่ง งานพุ่ง เงินทะลัก เมื่อผ่านพ้น "จุดสูงสุด (Peak)" แล้วเริ่มก้าวเข้าสู่ "ช่วงขาลง" ในทางจิตวิทยาถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายและส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของ "งานที่ลดลง" แต่เป็นเรื่องของ วิกฤตตัวตน (Identity Crisis)


ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาและสิ่งทีกระทบที่พวกเขามักจะต้องเผชิญ มีดังนี้ครับ:


1. วิกฤตการสูญเสียตัวตน (Identity Crisis & Role Confusion)


ดาราดังส่วนใหญ่มักจะผูก "คุณค่าของตัวเอง (Self-Worth)" ไว้กับ "ชื่อเสียงและเสียงปรบมือ" เมื่อสิ่งเหล่านี้เริ่มหายไป พวกเขาจะเกิดคำถามใหญ่ในใจว่า "ถ้าฉันไม่ได้เป็นดาราดังคนนั้นแล้ว ตัวฉันคือใคร? และฉันยังมีความหมายอยู่ไหม?" ยิ่งถ้าแยกแยะระหว่าง "ตัวตนในวงการ (Persona)" กับ "ตัวตนที่แท้จริง (True Self)" ไม่ได้ ความเจ็บปวดจะยิ่งทวีคูณ


2. ภาวะลงแดงทางเคมีในสมอง (Fame Withdrawal Effect)


ในทางประสาทวิทยา การได้รับความสนใจ สายตานับพันคู่ เสียงกรี๊ด หรือยอดไลก์ มันจะไปกระตุ้นการหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ในปริมาณที่สูงมากอย่างต่อเนื่อง (คล้ายกับการเสพติดสิ่งกระตุ้น)


 เมื่อก้าวเข้าสู่ขาลง สารความสุขเหล่านี้จะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว


 สมองจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน ส่งผลให้เกิดอาการกระสับกระส่าย เหงา หดหู่ และรู้สึกอ้างว้างอย่างรุนแรง (ความเงียบเหงาหลังจากเคยอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์นั้นน่ากลัวเสมอ)


3. ความรู้สึกแปลกแยกและถูกโดดเดี่ยว (Alienation & Isolation)


ในช่วงที่ดังที่สุด รายล้อมไปด้วยผู้คน แฟนคลับ และคนสนิทที่เข้ามาหาผลประโยชน์ แต่เมื่อกระแสเริ่มซาลง คนเหล่านั้นมักจะค่อยๆ หายไป ดาราหลายคนจะเริ่มเผชิญกับ ความจริงที่โหดร้าย (Reality Check) และเกิดความรู้สึกถูกทอดทิ้ง จนนำไปสู่สภาวะไม่ไว้วางใจใคร (Paranoia) และปลีกตัวออกจากสังคม


4. กลไกการป้องกันตนเองที่ผิดเพี้ยน (Maladaptive Coping Mechanisms)


เพื่อรับมือกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียการยอมรับ ดาราหลายคนอาจเลือกใช้กลไกการรับมือที่ไม่เป็นผลดี เช่น:


 Denial (การปฏิเสธความจริง): พยายามหลอกตัวเองว่ายังดังอยู่ ทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างกระแส (แม้จะเป็นกระแสด้านลบ) เพื่อให้สังคมยังพูดถึง


 Escapism (การหนีความจริง): หันเข้าหาแอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือการพนัน เพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกไร้ค่าในปัจจุบัน


 Projection (การโทษสิ่งอื่น): โทษระบบ โทษเด็กรุ่นใหม่ โทษผู้จัดการ หรือโทษโชคชะตา แทนที่จะยอมรับวงจรตามธรรมชาติ


5. ปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health Issues)


ผลลัพธ์สุดท้ายหากปรับตัวไม่ได้ มักจะนำไปสู่โรคทางจิตวิทยาที่เด่นชัด เช่น:


 โรคซึมเศร้า (Depression) และ โรควิตกกังวล (Anxiety) จากความเครียดสะสมและการเปรียบเทียบตัวเองในอดีตกับปัจจุบัน


 ความภูมิใจในตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว


💡 มุมมองการปรับตัว (The Turning Point)


อย่างไรก็ตาม ในทางจิตวิทยาใช่ว่าทุกคนจะจบแบบโศกนาฏกรรม ดาราที่สามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสง่างาม มักใช้หลักการที่เรียกว่า "Reinvention" (การสร้างตัวตนใหม่) 


หรือการยอมรับความจริงตาม สัจธรรมมนุษย์:


1 Acceptance (การยอมรับ): มองเห็นว่าชื่อเสียงเป็น "สิ่งชั่วคราว" และเป็นไปตามวัฏจักร (Product Life Cycle)


2 Shift of Focus: ย้ายจุดโฟกัสจาก "การวิ่งหาการยอมรับจากภายนอก" มาเป็นการ "สร้างความสุขจากภายใน" เช่น การทำงานเบื้องหลัง, การทำธุรกิจ, การส่งต่อประสบการณ์ให้รุ่นน้อง หรือการให้เวลากับครอบครัวอย่างแท้จริง


คนกลุ่มหลังนี้จะสามารถเปลี่ยนจาก "ดาราดังที่ร่วงโรย" กลายเป็น "ผู้ใหญ่ที่ทรงคุณค่าและมีความมั่นคงทางอารมณ์" ได้อย่างยั่งยืนครับ


#จัดไป 

3 เหตุผลที่หุ้นปันผลสูง มักพ่วงมากับการผูกขาดแบบ Old Money ..แต่มันก็มีข้อจำกัด!!

 3 เหตุผลที่หุ้นปันผลสูง มักพ่วงมากับการผูกขาดแบบ Old Money ..แต่มันก็มีข้อจำกัด!!


1. สัมปทาน และ โครงสร้างพื้นฐานที่เลียนแบบไม่ได้ (High Barrier to Entry)


ธุรกิจเหล่านี้มักครอบครองโครงสร้างพื้นฐานที่ชาติหนึ่งจะสร้างได้แค่ครั้งเดียว หรือถือใบอนุญาตที่จำกัดจำนวนจากรัฐบาล


 ลองคิดดูว่า: ใครจะกล้าสร้างท่อส่งก๊าซคู่ขนาน, ตั้งเสาสัญญาณมือถือทั่วประเทศแข่งใหม่, หรือขอใบอนุญาตตั้งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ขึ้นมาสู้?


 เมื่อไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาร่วมหารเค้ก ส่วนแบ่งการตลาดจึงนิ่ง รายได้และกระแสเงินสดไหลเข้าบริษัทเหมือนเสือนอนกินทุกเดือน


2. วงจรธุรกิจอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว (Mature Stage)


หุ้นเทคโนโลยี (New Money) ต้องเก็บกำไรทุกบาทไว้ทำ R&D หรือลงทุนใน AI เพื่อความอยู่รอด ถ้าปีไหนหยุดลงทุนก็อาจโดนคู่แข่งกลืนทันที แต่ธุรกิจผูกขาดแบบเก่าผ่านช่วงนั้นมาหลายสิบปีแล้ว โรงไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้ว ถนนหนทางสร้างเสร็จแล้ว เครือข่ายธนาคารเข้าที่แล้ว


ผลลัพธ์คือ: รายจ่ายลงทุน (CAPEX) ต่ำมาก เงินสดที่หามาได้จึงไม่มีที่ไป ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ "จ่ายกลับคืนให้ผู้ถือหุ้น" ในสัดส่วนที่สูง (High Payout Ratio)


3. อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power)


ธุรกิจกึ่งผูกขาดมีอำนาจเหนือผู้บริโภคค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่ เงินเฟ้อจะพุ่ง หรือดอกเบี้ยจะขึ้น พวกเขาปรับราคาสินค้าหรือบริการขึ้นตามได้ทันที โดยที่ลูกค้าไม่มีทางเลือกต้องจำใจจ่าย (ลองดูค่าธรรมเนียมธนาคาร, ค่าไฟ, ค่าทางด่วน หรือค่าแพ็กเกจมือถือ) ทำให้ "อัตรากำไร (Margin) คงเส้นคงวามาก" ปันผลที่จ่ายออกมาจึงมีความต่อเนื่อง ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ


ข้อพึงระวังในระยะยาว (The Risk of Old Money)


แม้จะดูปลอดภัยและน่าสบายใจ แต่จุดตายของธุรกิจกลุ่มนี้คือ "Value Trap" (กับดักหุ้นคุณค่า) หรือการโดนเทคโนโลยีเข้ามาทำลายล้างจากภายนอก (Digital Disruption)


#จัดไป 

10 อันดับตลาดหุ้นที่จ่ายปันผลสูงและต่อเนื่องที่สุดในโลก

 10 อันดับตลาดหุ้นที่จ่ายปันผลสูงและต่อเนื่องที่สุดในโลก


การจัดอันดับตลาดหุ้นที่จ่ายปันผลสูงในระดับโลก หากเรามองภาพรวมจาก อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี (Market Dividend Yield) จะพบว่าตลาดหุ้นที่ให้ปันผลสูง มักจะเป็นตลาดที่มีสัดส่วนของ Value Stocks หรือหุ้นกลุ่มดั้งเดิมสูง เช่น ธนาคาร, พลังงาน, โทรคมนาคม, อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์


อีกมุมคือ ตลาดที่เต็มไปด้วยหุ้น Old Money , อุตสาหกรรมเก่า หรือ ธุรกิจกึ่งผูกขาด นั่นเอง


1 ตลาดหุ้นอิตาลี (FTSE MIB) — Yield เฉลี่ย: 4.2% – 4.5%


 จุดเด่น: ยืนหนึ่งในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets) โครงสร้างดัชนีขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หุ้นพลังงานอย่าง Eni และหุ้นสาธารณูปโภคที่มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีนโยบายเน้นการดึงกระแสเงินสดกลับคืนในรูปแบบปันผลอย่างสม่ำเสมอ


2 ตลาดหุ้นไทย (SET) — Yield เฉลี่ย: 4.0% – 4.1%


 จุดเด่น: ขยับขึ้นมาติดกลุ่ม Top ของโลกอย่างเหนียวแน่น ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (ธนาคาร, พลังงาน, สื่อสาร, อสังหาริมทรัพย์) บจ.ไทยมีฐานทุนที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนการจ่ายปันผล (Payout Ratio) สูง และซื้อขายกันบนระดับราคา (Valuation) ที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับกำไร ทำให้ % Yield ดีดตัวสูงและจับต้องได้มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน


3 ตลาดหุ้นสหราชอาณาจักร (FTSE 100) — Yield เฉลี่ย: 3.6% – 3.9%


 จุดเด่น: แหล่งรวมหุ้นคุณค่า (Value Stocks) ระดับโลก ตลาดลอนดอนขึ้นชื่อเรื่องความต่อเนื่องในการจ่ายปันผลมาเป็นร้อยปี โดยมีเสาหลักเป็นหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์/เหมืองแร่ (Rio Tinto) และกลุ่มพลังงาน (Shell, BP) ที่พร้อมจ่ายปันผลหนักแม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว


4 ตลาดหุ้นออสเตรเลีย (ASX / All Ordinaries) — Yield เฉลี่ย: 3.5% – 3.8%


 จุดเด่น: มีระบบภาษี Franking Credits เป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้บริษัทจดทะเบียนถูกกดดันให้ต้องจ่ายปันผลเกือบทั้งหมดกลับมาให้ผู้ถือหุ้น หุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 และกลุ่มเหมืองแร่ทรัพยากรธรรมชาติ (BHP) จึงเป็นเครื่องจักรผลิตเงินปันผลที่ต่อเนื่องยาวนาน


5 ตลาดหุ้นสเปน (IBEX 35) — Yield เฉลี่ย: 3.3% – 3.6%


 จุดเด่น: คล้ายกับอิตาลี โครงสร้างดัชนีของสเปนหนักไปทางหุ้นระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและธนาคารพาณิชย์ที่มีเครือข่ายข้ามชาติ (เช่น Santander, BBVA) ซึ่งมีรายได้เป็นกระแสเงินสดที่นิ่งและคาดการณ์ได้ง่าย


6 ตลาดหุ้นสิงคโปร์ (STI) — Yield เฉลี่ย: 3.2% – 3.5%


 จุดเด่น: คู่แข่งปันผลสำคัญในอาเซียน ดัชนีขับเคลื่อนโดย 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ (DBS, OCBC, UOB) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก รวมถึงโครงสร้างกฎหมายที่เอื้อต่อการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่บังคับจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไร


7 ตลาดหุ้นมาเลเซีย (FBM KLCI) — Yield เฉลี่ย: 3.2% – 3.4%


 จุดเด่น: เป็นตลาดที่มีความผันผวนต่ำ (Low Beta) และให้ปันผลสม่ำเสมอ หุ้นกลุ่มธนาคารมาเลย์และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมันปาล์ม/พลังงาน) มีนโยบายการจ่ายปันผลที่แน่นอนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ในประเทศ


8 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส (CAC 40) — Yield เฉลี่ย: 2.8% – 3.2%


 จุดเด่น: แม้ว่าจะมีหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหรา (Luxury) ที่ให้ Yield ต่ำรวมอยู่ด้วย แต่ดัชนีภาพรวมยังถูกพยุงด้วยหุ้นอุตสาหกรรมหนัก พลังงาน (TotalEnergies) และยา/สาธารณสุข (Sanofi) ซึ่งจ่ายปันผลเติบโตขึ้นทุกปีตามแนวคิด Dividend Aristocrats ของฝรั่งเศส


9 ตลาดหุ้นแคนาดา (TSX) — Yield เฉลี่ย: 2.7% – 3.1%


 จุดเด่น: ตลาดหุ้นแคนาดาพึ่งพาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และระบบท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ (Midstream Energy) บริษัทเหล่านี้ได้รับสัมปทานและคุ้มครองทางการค้าสูง ทำให้มี Margin เสถียรและจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ


10 ตลาดหุ้นเยอรมนี (DAX) — Yield เฉลี่ย: 2.4% – 2.8%


 จุดเด่น: แม้ % Yield จะดูเป็นอันดับท้ายของตารางนี้ แต่ บจ.เยอรมันในดัชนีเป็นหุ้นอุตสาหกรรมระดับโลก (ยานยนต์, ประกันภัยยักษ์ใหญ่, เคมีภัณฑ์) ที่มีฐานลูกค้าทั่วโลก เงินปันผลของตลาดนี้จึงไม่ได้สูงหวือหวาแต่มีความ "ทนทาน" ต่อสภาวะเศรษฐกิจสูงมาก


#จัดไป

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ