แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มาดูเบื้องหลังการปั๊มเงินในระดับเวทีโลกกันบ้าง …ใครปั๊มเงินได้ ในระดับใด ?

 มาดูเบื้องหลังการปั๊มเงินในระดับเวทีโลกกันบ้าง …ใครปั๊มเงินได้ ในระดับใด ?


คราวนี้เรามามอง "ภาพใหญ่ทั้งโลก" กันบ้าง เพื่อดูว่าระบบการเงินโลกมันบิดเบี้ยวและซ่อนความเน่าเฟะไว้ขนาดไหน


ถ้าถามว่าธนาคารกลางไหนในโลก "พิมพ์เงินได้หรือไม่ได้" บ้าง? 


คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ ธนาคารกลางทุกประเทศมีแท่นพิมพ์เป็นของตัวเอง พิมพ์เงินสกุลตัวเองได้หมดครับ แต่! ไม่ใช่ทุกประเทศที่พิมพ์ออกมาแล้วคนอื่นจะยอมรับ


ตรงนี้แหละคือจุดแบ่งแยกชนชั้นและคว่ำบาตรความยุติธรรมในระบบการเงินโลก โดยผมแบ่งก๊วนในโลกออกเป็น 3 ระดับให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำกันชัดๆ:


ชนชั้นที่ 1: ก๊วน "พระเจ้า" (พิมพ์เงินเสกของได้ทั่วโลก)


กลุ่มนี้คือประเทศที่ถือสกุลเงินหลักของโลกเรียกว่า Reserve Currencies (เงินสำรองระหว่างประเทศ) นำทีมโดย FED (ดอลลาร์สหรัฐ), ECB (ยูโร), BOJ (เยินญี่ปุ่น) และ BOE (ปอนด์อังกฤษ)


ความน่าเกลียดของกลุ่มนี้: พวกแกสามารถ "เสกเงินในอากาศ" ขึ้นมา แล้วเดินไปซื้อน้ำมัน ซื้อทองคำ ซื้อไอโฟน หรือซื้อที่ดินในประเทศกำลังพัฒนาได้หน้าตาเฉย โดยที่ประเทศปลายทางยอมอ้าแขนรับกระดาษหรือตัวเลขเสกพวกนี้อย่างเต็มใจ


ทำไมแกทำได้? เพราะดอลลาร์สหรัฐคุมระบบค้าขายโลก คุมราคาน้ำมัน (Petrodollar) 


ส่วนสกุลอื่นก็มีกองทัพ สภาพคล่อง และเสถียรภาพค้ำคออยู่ ต่อให้สหรัฐฯ จะพิมพ์เงินเพิ่มจนหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 34-35 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน (ปี 2026) พี่แกก็ไม่แคร์ 


เพราะรู้ว่ายังไงโลกนี้ก็ยังต้องใช้ดอลลาร์ซื้อขายอยู่ดี มันคือการ "ส่งออกเงินเฟ้อ" ให้คนทั้งโลกช่วยกันหารหนี้ครับ


ชนชั้นที่ 2: ก๊วน "มหาอำนาจท้าทาย" (พิมพ์ได้ แต่ต้องมีของค้ำ)


กลุ่มนี้คือประเทศยักษ์ใหญ่ที่กำลังพยายามสะบัดตัวออกจากระบบดอลลาร์ นำโดย PBOC (ธนาคารกลางจีน)


 กลไกของจีน: จีนพิมพ์เงินหยวนออกมามหาศาลมาก (งบดุลใหญ่ไม่แพ้ FED) แต่จีนรู้ซึ้งถึงความเน่าของเงินกระดาษ ปัจจุบันจีนเลยเดินหน้า "เทขายพันธบัตรสหรัฐฯ" ทิ้งอย่างต่อเนื่อง แล้วเอาเงินหยวนไปไล่ "กวาดซื้อทองคำแท้ๆ" เข้าคลัง และเอาไปปล่อยกู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (Belt and Road Initiative)


 จีนทำแบบนี้เพื่อสร้างเครดิตให้เงินหยวนว่า "เงินฉันไม่ได้เสกมาลอยๆ นะ โลกพิมพ์เงินกระดาษไปเถอะ ฉันขอเก็บทองคำและสินทรัพย์จริง"


ชนชั้นที่ 3: ก๊วน "คนธรรมดา / ประเทศกำลังพัฒนา" (พิมพ์สุ่มสี่สุ่มห้า = บ้านบึ้ม)


นี่คือกลุ่มประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมถึง แบงก์ชาติไทย (ธปท.) ของเราด้วยครับ 


กลุ่มนี้คือคนที่ต้องอยู่บนโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย "ห้ามพิมพ์เงินตามใจชอบเด็ดขาด"


 กลไกจำยอม: ถ้าไทยอยากพิมพ์เงินบาทเพิ่มเข้าสู่ระบบ แบงก์ชาติต้องมี "ทุนสำรองระหว่างประเทศ" (เช่น ทองคำ, เงินดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ) มาฝากค้ำไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสมก่อน ถึงจะพิมพ์เงินบาทออกมาได้


 ถ้าฝืนกฎล่ะ? ถ้าประเทศก๊วนนี้ (เช่น ซิมบับเว, เวเนซุเอลา, หรือล่าสุดอาร์เจนตินาในช่วงที่ผ่านมา) 


นึกสนุกเปิดเครื่องพิมพ์เงินเองดื้อๆ เพื่อจ่ายหนี้หรือแจกประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ "เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation)" 


ค่าเงินจะกลายเป็นขยะในพริบตา ค่าเงินดิ่งเหว คนในประเทศเลิกใช้เงินสกุลท้องถิ่น แล้วหันไปหาดอลลาร์หรือ Bitcoin แทนทันที


สรุปภาพรวมความเน่าเฟะ: บ่อนคาสิโนที่เจ้ามือโกงหน้าด้านๆ


ถ้าเรามองภาพใหญ่แบบไม่อ้อมค้อม ระบบการเงินโลกตอนนี้มันคือ "บ่อนคาสิโนที่เจ้ามือ (ประเทศชนชั้นที่ 1) พิมพ์ชิปเงินไม่อั้น"


ความเน่าเฟะมันอยู่ตรงนี้ครับ... พวกเราก้มหน้าก้มตาปลูกข้าว ผลิตชิ้นส่วน แบกอิฐแบกปูน ทำงานแทบตายเพื่อแลกกับเงินดอลลาร์ที่ FED แค่คลิกเมาส์ 3 ทีก็เสกขึ้นมาได้เท่ากับค่าแรงเราทั้งปี


และพอเงินเสกพวกนั้นมันล้นตลาด เจ้าของเงินเสกเขาก็เอามาไล่กวาดซื้อ หุ้นเทคฯ, ทองคำ, และ Bitcoin จนราคาแพงระยับ ทำให้คนธรรมดาที่ถือเงินสดออมเงินไว้เฉยๆ กลายเป็น "คนจนลง" โดยไม่รู้ตัว


... เกมนี้มันถึงบีบให้ทุกคนต้องผันตัวเป็นนักลงทุน เพราะถ้าถือแค่เงินกระดาษเปล่าๆ คุณกำลังโดนระบบนี้ปล้นเงียบๆ ตลอด 24 ชั่วโมงครับ


…มาเจาะฝั่งจีน (PBOC - People's Bank of China) …ฝั่งที่วันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด !!


มาดูฝั่งพญามังกรกันบ้างครับ จีนมักจะออกมาประกาศหล่อๆ ตลอดว่า "เราไม่เคยทำ QE ขนานใหญ่แบบตะวันตกนะ"


 ซึ่งก็จริงในแง่เทคนิค เพราะจีนไม่ได้ใช้กลไกไล่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลดื้อๆ แบบอเมริกา 


แต่จีนใช้การ "ปล่อยสภาพคล่องผ่านระบบธนาคารรัฐ" (State-owned banks) และการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียน (เช่น MLF, Pledged Supplementary Lending) เข้าสู่อุทยานอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผลลัพธ์มันก็คือการขยายขนาดเงินในระบบเหมือนกันครับ!


 พิมพ์มาเท่าไหร่ตั้งแต่ปี 2008?


 ปี 2008 งบดุลของ PBOC อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านหยวน


 ปัจจุบัน (ปี 2026) งบดุลของจีนบวมโตขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 48.4 ล้านล้านหยวน (คิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็ราวๆ 6.7 - 7.1 ล้านล้านดอลลาร์) โตขึ้นเกือบ 2.5 เท่า!


 ตอนนี้ทำ QT ไหม?


 ตรงกันข้ามเลยครับ จีนไม่มี QT มีแต่จะปั๊มเพิ่ม!


 ในขณะที่สหรัฐฯ (FED) และยุโรป (ECB) พยายามทำ QT เพื่อดูดเงินกลับและขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ แต่จีนกลับกำลังเผชิญหน้ากับ "ภาวะเงินฝืด" (Deflation) และวิกฤตฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเคลียร์ไม่จบ


 ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน (ปี 2026) แบงก์ชาติจีน (PBOC) ต้องเดินหน้าสวนกระแสโลกด้วยการ "หั่นดอกเบี้ย" และ "ลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคาร (RRR)" เพื่อบังคับให้ธนาคารปล่อยเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น งบดุลของจีนจึงไม่มีแนวโน้มจะลดลงเลย มีแต่จะอัดฉีดเพิ่มเพื่อพยุงไม่ให้ตึกถล่ม


ถ้าเทียบเป็นวงเหล้าตอนนี้:


 พี่ Fed (อเมริกา) กับ ป้า ECB (ยุโรป): 


แฮงก์เหล้ากงเต๊กอย่างหนัก อ้วกแตกเป็นเงินเฟ้อ ตอนนี้เลยต้องฝืนใจกินยาถอน (ทำ QT ดึงเงินกลับ) 


ยอมเหงา ยอมให้เศรษฐกิจกร่อย ดีกว่าหัวใจวายตายเพราะเงินเฟ้อ


 เฮียจีน (PBOC): สมัยก่อนคนอื่นเขากินเหล้าถัง เฮียแกแอบจิบเงียบๆ แต่ดันไปกินกับแกล้มดิบ (สร้างหนี้อสังหาฯ ไว้เยอะ) 


ตอนนี้ท้องร้องจ๊อกๆ เศรษฐกิจทำท่าจะนิ่ง เฮียแกเลยบอก "พวกเม็งล้างท้องไปเถอะ ตูขอเปิดเหล้าขวดใหม่แป๊บ" แล้วรีบอัดฉีดเงินสวนทางทันที


นี่แหละครับความเฟะของระบบ สองฝั่งสลับกันปั๊ม สลับกันปล่อย ดึงเงินออกจากฝั่งตะวันตก มันก็ไหลมานอนรอจังหวะในฝั่งตะวันออก 


หรือไม่ก็วิ่งไปซุกอยู่ใน สินทรัพย์ทางเลือก ที่รัฐบาลคุมไม่ได้ เกมนี้มันเลยไม่ยอมจบง่ายๆ ฟองสบู่ฝั่งหนึ่งเหี่ยว อีกฝั่งหนึ่งก็กำลังโดนเป่าลมเข้าไปใหม่ วนลูปอุบาทว์กันไปเรื่อยๆ ครับ!


แล้วคนธรรมดาอย่างพวกเราอยู่ตรงไหน ?


…อันนี้แหละ โคตรยาก เพราะ บทสรุปหลังพิมพ์เงินขนานใหญ่ระดับโลก แต่ละครั้งในอดีตที่ผ่านมา มักจบด้วย ฟองสบู่ในสินทรัพย์ ทุกประเภท ตั้งแต่ ทองคำ อสังหา ไปจนหุ้น …ดังนั้น จุดจบในแต่ละรอบก็คือ วิกฤตเศรษฐกิจที่เราเคยเห็นมา 


ใช่!! พอฟองสบู่แตก ราคาทุกอย่างพัง …มันเริ่มต้น Set Zero กันใหม่ ….ใครมีเงินได้ซื้อเวลาตลาดแต่ละสินทรัพย์พัง ก็แค่ซื้อถือยาวๆ ไปเล่นอีกรอบ …ก็รวยเละ หรือเละเฉยๆ ดีวะ …555


(แต่คนส่วนใหญ่ มันเละ เงินหมดตั้งแต่ยอดดอยฟองสบู่แล้ว ไม่เหลือเงินมาช้อนของถูกหรอกอ่ะ) 


#จัดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ