แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แสงสว่างปลายอุโมงค์ของ ‘ทองคำ’ …อยู่ตรงไหน มาทำความเข้าใจเบื้องหลังของทองคำกัน !!

 แสงสว่างปลายอุโมงค์ของ ‘ทองคำ’ …อยู่ตรงไหน มาทำความเข้าใจเบื้องหลังของทองคำกัน !!


ทองคำไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่เครื่องประดับ แต่เป็น "มาตรวัดความเชื่อมั่นในเงินกระดาษ" (Faith in Fiat Currency)


หลังจากปี 1980 ทองคำได้ปรับฐานและเข้าสู่ตลาดหมีที่ยาวนานกว่า 20 ปี (เรียกกันว่า The Great Bear Market of Gold) ก่อนจะฟื้นกลับมาเป็นขาขึ้นมหากาพย์อีกครั้งในปี 2001 


โดยมีเหตุผล ตัวเลข และสถิติที่น่าสนใจ คือ


1. ทำไมหลังปี 1980 ทองคำถึงเป็นขาลงนานกว่า 20 ปี?


จุดพีคสุดของทองคำในรอบนั้นเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ปี 1980 ที่ราคา $850 ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาได้ดิ่งลงและซึมยาวไปทำจุดต่ำสุดในปี 1999–2001 แถว ๆ $250 กว่าดอลลาร์ (ปรับฐานลึกถึงราว ๆ -70%) 


ด้วย 3 เหตุผลหลักเชิงโครงสร้าง


เหตุผลที่ 1: นโยบาย "ดอกเบี้ยปราบเซียน" ของ Paul Volcker (Real Yield พุ่งกระฉูด)

 ตัวเลขและสถิติ: เพื่อฆ่าเงินเฟ้อที่สูงถึง 14% ประธาน FED อย่าง Paul Volcker ได้บ้าเลือดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแตะระดับสูงสุดที่ 20% ในปี 1980–1981


 กลไกเบื้องหลัง: เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงจนชนะเงินเฟ้อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง" (Real Interest Rate หรือ Real Yield) พลิกกลับมาเป็นบวกอย่างรุนแรง (แตะระดับ +6% ถึง +9% ในช่วงทศวรรษ 1980)


 เมื่อการฝากเงินในธนาคารหรือถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนงดงามและไร้ความเสี่ยง "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) ในการถือทองคำที่ไม่มีปันผลจึงพุ่งสูงลิ่ว 


นักลงทุนทั่วโลกจึงพากันเทขายทองคำแล้วแห่เอาเงินกลับไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย


เหตุผลที่ 2: เสถียรภาพของเงินดอลลาร์กลับคืนมา (The Strong Dollar Period)


 หลังจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยอมสยบลงมาเหลือต่ำกว่า 4% ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เข้าสู่ยุคทองที่เติบโตอย่างมั่นคง นวัตกรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเริ่มมา 


ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ความจำเป็นที่จะต้องถือทองคำเพื่อเป็นหลุมหลบภัยจึงหมดไป


เหตุผลที่ 3: ธนาคารกลางทั่วโลกพากัน "เทขายทองคำ" (Central Bank Selling)


 ในช่วงปี 1990 ธนาคารกลางหลายแห่ง (โดยเฉพาะฝั่งยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร หรือ Bank of England) มองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ "ตายแล้ว" ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จึงพากันเทขายทองคำในทุนสำรองออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรแทน (เหตุการณ์เทขายครั้งใหญ่ในปี 1999 ถูกเรียกว่า Brown Bottom ซึ่งกลายเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักร)


2. แล้วทำไมสุดท้าย (หลังปี 2001) ถึงกลับมาเป็นขาขึ้นระเบิดอีกครั้ง?


หลังจากซึมยาวมา 21 ปี ทองคำได้จบรอบขาลงที่ประมาณปี 2001 และพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นมหากาพย์ วิ่งจาก $251 ขึ้นไปแตะ $1,921 ในปี 2011 (โตขึ้นเกือบ 7 เท่า หรือ +660%) ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ:


เหตุผลที่ 1: ฟองสบู่ Dot-Com แตก + ดอกเบี้ยขาลงแบบถาวร


 สถิติและตัวเลข: หลังจากเกิดวิกฤตหุ้นเทคโนโลยี (Dot-Com Crash) ในปี 2000 และเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 FED ภายใต้การนำของ Alan Greenspan ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็วจาก 6.5% ลงมาเหลือเพียง 1.0% ในปี 2003


 การหั่นดอกเบี้ยรอบนี้ทำให้ Real Yield (ดอกเบี้ยหักลบเงินเฟ้อ) พลิกกลับมาลิดรอนเงินในกระเป๋าของคนฝากเงิน (กลายเป็นติดลบหรือเกือบศูนย์) 


นักลงทุนจึงต้องวิ่งกลับมาหาทองคำเพื่อปกป้องความมั่งคั่งอีกครั้ง


เหตุผลที่ 2: การกำเนิดของ "แท่นพิมพ์เงิน" และหนี้สาธารณะ (The Debt Explosion)


 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดคือ วิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ FED เริ่มใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) 


หรือการเสกเงินพิมพ์แบงก์ก้อนมหึมาเข้าระบบเพื่ออุ้มธนาคาร 


งบดุลของ FED ระเบิดจากไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ พุ่งทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาอันสั้น


 เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงิน (Money Supply) และก่อหนี้ท่วมหัวอย่างไม่มีขีดจำกัด ค่าเงินดอลลาร์ที่แท้จริงจึงเริ่มด้อยค่าลง 


ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ "พิมพ์เพิ่มไม่ได้" จึงทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนการเสื่อมค่าของเงินกระดาษ ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปี 2011


สิ่งที่ประวัติศาสตร์นี้กำลังบอกเราในปัจจุบัน (ปี 2026)


ถ้าเราเปรียบเทียบยุคหลังปี 1980 กับยุคปัจจุบัน จะเห็นข้อแตกต่างที่สำคัญมาก คือ 


 ยุค 1980: สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะต่ำ Paul Volcker จึงสามารถขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 20% เพื่อฆ่าเงินเฟ้อได้ โดยที่รัฐบาลไม่ล้มละลาย และระบบธนาคารยังทนไหว


 ยุคปัจจุบัน (2026): สหรัฐฯ แบกหนี้สาธารณะมหาศาล ทันทีที่ FED พยายามดันดอกเบี้ยค้างสูง ระบบธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มขาดสภาพคล่องจน FED ต้องคอยแอบอัดฉีดเงิน RMPs เข้ามาอุ้มท่อน้ำเลี้ยงอยู่เรื่อย ๆ


ดังนั้น โอกาสที่ทองคำจะเข้าสู่ช่วงขาลงยาวนาน 20 ปีเหมือนหลังปี 1980 จึง เป็นไปได้ยากมากในยุคนี้ ตราบใดที่ FED ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยแบบโหดเหี้ยมเพื่อล้างไพ่ระบบการเงินได้จริง การย่อตัวของทองคำในปัจจุบันจึงเป็นเพียงแค่ "การพักฐานชั่วคราวในวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่" เพื่อรอเวลาที่ระบบหนี้และเงินเฟ้อจะกลับมาปะทุอีกครั้งครับ


#จัดไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ