แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ถอดบทเรียนตุรกีเงินพัง เศรษฐกิจคล้ายไทย แล้วเราจะรอดยังไงมาดูกัน ?

 เศรษฐกิจตุรกี คล้ายๆ กับไทย แล้วมันเริ่มผิดพลาดตรงไหน จนทำให้เงินลีร่าพัง คนซวยกันทั้งประเทศแบบทุกวันนี้ ?


ถ้าจับเศรษฐกิจ ตุรกี มาวางคู่กับ ไทย จะเห็นเลยว่าสองประเทศนี้มีโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานที่ "คล้ายกันจนน่าตกใจ" ครับ


ทั้งสองประเทศพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดใหญ่ มีภาคอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจครอบครัวและ SME ขนาดใหญ่ แถมยังมีประชากรราวๆ 70-80 ล้านคนเหมือนกัน 


ในอดีตตุรกีเคยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งของยุโรป เหมือนที่ไทยเคยเป็นดาวรุ่งของอาเซียน (คล้ายไทยเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 สู่แมวซึมเศร้า แห่งเอเชียในปัจจุบัน)


แต่จุดแยกที่ทำให้ตุรกี "ดิ่งลงเหว" ขณะที่ไทยยังประคองตัวได้ เกิดจากความผิดพลาดเชิงนโยบายระดับขึ้นหิ้ง วนลูปพังแบบเป็นขั้นเป็นตอน 


สรุปสั้นๆ ภาษาบ้านๆ ดังนี้


จุดเริ่มต้น: แผลเดิมที่คล้ายไทย (ก่อนปี 2018)


ตุรกีมีแผลในใจคล้ายๆ ไทย คือ "หาเงินเข้าบ้านได้น้อยกว่าเงินที่จ่ายออก" (ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง) พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานสูงมาก


 วิธีแก้ปัญหาที่ผิด: รัฐบาลตุรกีเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการ "กู้เงินดอลลาร์และยูโรจากต่างประเทศ" เข้ามาอัดฉีดภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจนเกิดฟองสบู่ หนี้ต่างประเทศของตุรกีพุ่งทะลุ 50% ของ GDP (ของไทยตอนนี้อยู่แค่ ~34%)


จากจุดเริ่มถึงวันนี้: 


 มูลค่าเงินละลาย: ในปี 2018 เงิน 100 บาทแลกเงินลีราได้สะใจ แต่มาถึงกลางปี 2026 ค่าเงินลีราอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 92% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (จาก 3.7 ลีรา กลายเป็น 46.8 ลีรา)


 อำนาจซื้อพังทลาย: ราคาสินค้าและน้ำมันแพงขึ้นกว่า 10 เท่าในรูปเงินท้องถิ่น 


คนชั้นกลางตุรกีกลายสภาพเป็นคนจนในชั่วข้ามคืน เงินออมในธนาคารที่เก็บมาทั้งชีวิตกลายเป็นเศษกระดาษที่ซื้อของได้น้อยลง 10 เท่า


สรุปสั้นๆ คือ 


ตุรกีกับไทยเริ่มจากจุดเปราะบางที่คล้ายกันคือพึ่งพาภายนอกสูง แต่ตุรกีพังเพราะ "ผู้นำใช้อำนาจการเมืองเข้าไปแทรกแซงเม็ดเงินและทำลายนโยบายการเงินจนระบบความเชื่อมั่น (Trust) ล่มสลาย"


ในขณะที่ไทย แบงก์ชาติยังรักษาความเป็นอิสระและตั้งการ์ดสูง ปิดประตูไม่กู้เงินดอลลาร์เกินตัว ทำให้ต่อให้เศรษฐกิจไทยจะโตช้า แต่ค่าเงินบาทจะไม่มีวันลงไปซวยยกประเทศแบบลีราของตุรกีแน่นอนครับ


….นี่คือ บทเรียนและกลยุทธ์ 5 ข้อ ที่นักลงทุน Value Investor สามารถนำมาปรับใช้เพื่อปกป้องและสร้างความมั่งคั่งในสภาวะตลาดหลังจากนี้


1. มองหา "Deep Value" ในประเทศที่มี "เสถียรภาพภายนอก" แข็งแกร่ง


 สิ่งที่ได้เรียนรู้: ค่าเงินจะพังพินาศแบบตุรกีได้ ต้องเกิดจากปัจจัย 3 ประสาน คือ ทุนสำรองต่ำ หนี้ต่างประเทศสูง และธนาคารกลางโดนการเมืองแทรกแซง


 การนำไปปรับใช้: จากสถิติที่เราแกะดู ประเทศไทยมีทุนสำรองหนาแน่นระดับ Top 15 ของโลก และมีหนี้ต่างประเทศต่ำมาก แปลว่า ความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทจะล่มสลายจนระบบพังนั้นต่ำมาก เมื่อไรก็ตามที่เกิดวิกฤตภายนอก (เช่น หุ้นอเมริกาฟองสบู่แตกจากดอกเบี้ย) แล้วต่างชาติตื่นตระหนกเทขายหุ้นไทยจนราคาร่วงดิ่งลงมา 


ในมิติของ VI นี่ไม่ใช่จังหวะหนีตาย แต่คือ "โอกาสทองในการช้อนซื้อหุ้นไทยที่เป็น Deep Value" เพราะตัวราคาหุ้นลดลงอย่างไรร้เหตุผล แต่ความแข็งแกร่งของระบบการเงินของประเทศยังคงแน่นปึ้ก


2. หลีกเลี่ยง "Value Trap" ในธุรกิจที่เป็นโครงสร้างเก่า


 สิ่งที่ได้เรียนรู้: วิกฤตในปัจจุบันเกิดจาก Structural Shift (การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างโลก) 


สถิติดุลการค้าไทยที่เริ่มติดลบเพราะสู้สินค้าเทคโนโลยีราคาถูกจากจีนไม่ได้ บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตแบบเก่ากำลังเข้าสู่ช่วงถดถอย


 การนำไปปรับใช้: อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะมัน "ราคาถูกลงมาเยอะ" (P/E ต่ำ P/BV ต่ำ) หากธุรกิจนั้นอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังโดน Disrupt เพราะมันอาจเป็น กับดักมูลค่า (Value Trap) ที่ราคาถูกแล้วสามารถถูกลงได้อีกชั่วนิรันดร์ 


ให้เลือกโฟกัสหุ้นที่แข็งแกร่งในประเทศ (Domestic Play) หรือกลุ่มที่ผูกขาดกับเส้นเลือดใหญ่ที่ยังเติบโตได้ เช่น ภาคบริการหรือท่องเที่ยวที่คอยค้ำดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่


3. โฟกัส "หุ้นปันผลสูง (High Dividend)" เป็นเกราะกำบัง


 สิ่งที่ได้เรียนรู้: ในสภาวะที่เศรษฐกิจโตช้า และประเทศมีกับดักหนี้ครัวเรือนค้ำคออยู่ (แบบที่ไทยเป็นอยู่ตอนนี้) 


ธนาคารกลางจะไม่สามารถกระชากดอกเบี้ยขึ้นสูงๆ ตามฝั่งอเมริกาได้ เพราะกลัวประชาชนล้มละลาย ดอกเบี้ยในประเทศจึงจะถูกกดให้ต่ำต่อเนื่อง (Low Interest Rate Environment)


 การนำไปปรับใช้: เงินสดและเงินฝากธนาคารจะแพ้เงินเฟ้อในระยะยาว สินทรัพย์ที่ดีที่สุดคือ หุ้นที่มี Dividend Yield สูง (6-8% ขึ้นไป) และมีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ 


ยามที่ตลาดหุ้นปรับฐาน ราคาหุ้นที่ร่วงลงจะยิ่งดันให้อัตราปันผล (Yield) สูงขึ้นไปอีก 


ส่วนต่างระหว่างปันผลหุ้นกับดอกเบี้ยเงินฝากจะกว้างมาก ซึ่งปันผลก้อนนี้จะเป็นทั้งเกราะกันกระแทกและเป็นกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้เรามีสิทธิ์เลือกซื้อหุ้นเพิ่มในราคาที่ถูกลงไปอีก


4. ตระหนักรู้กลไก "Inflation Tax" และบริหารหนี้สินให้ถูกฝั่ง


 สิ่งที่ได้เรียนรู้: รัฐบาลอเมริกาใช้วิธี Rollover หนี้ และปล่อยให้เกิดเงินเฟ้อเพื่อเจือจางมูลค่าหนี้ในอนาคต เงินเฟ้อคือนักฆ่าเงินสดที่เงียบเชียบที่สุด คนที่ถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่โตไม่ทันเงินเฟ้อคือคนที่จ่ายภาษีนี้โดยไม่รู้ตัว


 การนำไปปรับใช้: ในพอร์ตการลงทุนระยะยาว การถือเงินสด เพื่อรอจังหวะอย่างเดียวอาจทำให้เสียโอกาสจากอำนาจซื้อที่ลดลง ควรแบ่งเงินไปอยู่ใน Hard Assets (สินทรัพย์ที่แท้จริง) ที่สามารถปรับราคาขึ้นตามเงินเฟ้อได้ เช่น หุ้นของบริษัทที่มีอำนาจในการต่อรองราคา (Pricing Power) สามารถผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคได้ หรือทองคำ …พูดง่ายๆ คือ รอซื้อตอนลงเท่านั้น แล้วก็ต้องเงินเย็น ใจนิ่งๆ ทิ้งยาวๆ 


5. กระจายความเสี่ยงแบบ "Asset Allocation" ไม่พึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 100%


 สิ่งที่ได้เรียนรู้: คนตุรกีที่รอดตายและมั่งคั่งขึ้นในวิกฤต ไม่ใช่คนที่เลือกหุ้นเก่งที่สุด แต่คือคนที่มีการกระจายความเสี่ยงไปถือสินทรัพย์นอกประเทศ ดอลลาร์ หรือทองคำ 


ก่อนที่วิกฤตจะเกิด เช่นเดียวกับโครงสร้างประเทศไทยในปัจจุบันที่พึ่งพา "การท่องเที่ยว" เป็นเครื่องยนต์หลักตัวเดียวในการปั๊มดุลบัญชีเดินสะพัดให้เป็นบวก ซึ่งมีความเสี่ยงเชิงระบบ (Single-Point of Failure)


 การนำไปปรับใช้: แม้เราจะเน้นช้อนซื้อหุ้นไทยราคาถูก ปันผลสูง เป็นหลักเพื่อหวังรอบเติบโตใหม่ แต่ในเชิงการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) 


ควรมีสัดส่วนของ ทองคำ หรือสินทรัพย์ต่างประเทศ ติดพอร์ตไว้บ้าง เพื่อเป็นประกันภัยในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันระดับโลก (Black Swan) ที่อาจมากระทบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวของไทยครับ


สรุปแก่นความคิด:


บทเรียนจากตุรกีสอนให้เราเฝ้าระวังความเสี่ยงมหภาค แต่อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป 


โครงสร้างไทยแข็งแกร่งพอที่จะรับแรงกระแทกได้ หน้าที่ของเราในฐานะนักลงทุนคือ "เตรียมเงินสดให้พร้อมในฝั่งที่ปลอดภัย 


และรอคอยการล่มสลายของฟองสบู่ฝั่งสินทรัพย์ราคาแพง (US) เพื่อเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์ราคาถูกที่มีกระแสเงินสดรองรับในบ้านตัวเอง (Thai Deep Value)" 


ครับ ไพ่เกมนี้ยาวๆ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ …อาเมน …555


#จัดไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ