4 วิกฤต หลังการลงทุน infra ระดับโลกในอดีต เพื่อเทียบกับ การลงทุนแบบอภิมหาโปรเจค AI ในปัจจุบัน
การอัดฉีดเม็ดเงินระดับ "แสนล้านดอลลาร์" ในระยะเวลาอันสั้นแบบที่ Big Tech กำลังทำกับ AI ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกครับ หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเคยผ่านการลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนโลก" (General Purpose Infrastructure) มาแล้วหลักๆ 4 ครั้งสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งมักจะเดินตามโมเดลเดียวกัน นั่นคือ:
สร้างโครงสร้างพื้นฐานเกินความต้องการ (Overbuilt) → เกิดฟองสบู่และวิกฤตการเงินในระยะสั้น → โครงสร้างพื้นฐานนั้นราคาถูกลง → เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ในระยะยาว
นี่คือรายละเอียดการลงทุนครั้งใหญ่ทั้ง 4 ครั้งในอดีต เทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ AI ครับ
1. ยุคตื่นรถไฟ (Railway Mania) – ทศวรรษ 1840 (อังกฤษ) และ 1870 (สหรัฐฯ)
เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ของโลกเป็นครั้งแรก
มูลค่าการลงทุน: ในช่วงพีคสุด อังกฤษใช้เงินลงทุนในทางรถไฟสูงถึง 7% ของ GDP ประเทศ (เทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของการลงทุนรวมของทั้งประเทศในขณะนั้น) หากปรับมูลค่าเงินเฟ้อมาเป็นปัจจุบันเทียบเท่า หลายแสนล้านดอลลาร์
วิกฤตที่ตามมา: เกิด "Railway Mania Crisis" หุ้นรถไฟดิ่งเหว นักลงทุนล้มละลาย บริษัทรถไฟจำนวนมากกลายเป็นบริษัทร้างเนื่องจากสร้างเส้นทางทับซ้อนกันและตู้รถไฟว่างเปล่าไม่มีผู้โดยสาร ในฝั่งสหรัฐฯ นำไปสู่ "Panic of 1873" แบงก์ล้มและเศรษฐกิจหยุดชะงัก
โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: หลังจากบริษัทเหล่านั้นล้มละลาย สินทรัพย์ (รางรถไฟและสถานี) ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกซื้อต่อในราคาถูก (Sunk Cost) นำไปสู่การลดต้นทุนขนส่งอย่างมหาศาล เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ เมืองเกิดใหม่ และระบบซัพพลายเชนระดับชาติ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตามมานับเป็น หลายล้านล้านดอลลาร์ ในอีกไม่กี่ทศวรรษ
2. ยุคระบบไฟฟ้าและสายส่ง (Electrification) – ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20
การสร้างโรงไฟฟ้าและโยงสายไฟไปทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานไอน้ำสู่พลังงานไฟฟ้า
มูลค่าการลงทุน: เฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป เม็ดเงินที่ใช้สร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหิน และโครงข่ายสายส่ง (Grid) กินมูลค่ารวมกันเกินกว่า หลักหลายแสนล้านดอลลาร์ (มูลค่าปัจจุบัน) คิดเป็นสัดส่วนราว 2-3% ของ GDP โลกในแต่ละปีต่อเนื่องกันเป็นสิบปี
วิกฤตที่ตามมา: ในช่วงแรกเกิดสงครามมาตรฐานกระแสไฟฟ้า (AC vs DC) โรงไฟฟ้าจำนวนมากที่สร้างเสร็จไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาต่อพ่วงเพราะโรงงานยังใช้เครื่องจักรไอน้ำแบบเก่า ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขาดทุนและเกิดสภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มพลังงานช่วงสั้นๆ
โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าเสถียรและครอบคลุม มันกลายเป็น "ตัวเร่ง" (Enabler) ให้เกิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในโลก เกิดโรงงานผลิตรถยนต์แบบสายพาน (Mass Production) และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ปลดปล่อยเวลาว่างให้มนุษย์ มูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังจากนั้นคิดเป็น หลายสิบล้านล้านดอลลาร์
3. ยุคสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมและใยแก้วนำแสง (Dot-Com & Dark Fiber) – ปลายทศวรรษ 1990
การลงทุนวางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) ใต้ดินและใต้ทะเลเพื่อรองรับอินเทอร์เน็ต
มูลค่าการลงทุน: ในช่วงปี 1996-2001 บริษัทโทรคมนาคมทั่วโลกอัดฉีดเงินรวมกันกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ($2.2 Trillion) เพื่อวางสายเคเบิลทั่วโลก
วิกฤตที่ตามมา: วิกฤตฟองสบู่ Dot-com Crash ปี 2000 บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่เช่น WorldCom, Global Crossing ล้มละลาย เพราะในตอนนั้นคนใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อย สายเคเบิลที่ฝังอยู่ใต้ดินกว่า 95% กลายเป็นสายว่างเปล่าที่ไม่มีข้อมูลวิ่งผ่าน (เรียกกันว่า Dark Fiber)
โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: สายใยแก้วนำแสงราคาถูกที่ถูกทิ้งไว้ใต้ดินเหล่านั้น กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทำให้ค่าอินเทอร์เน็ตถูกลงแบบก้าวกระโดดในเวลาต่อมา และมันคือ "รากฐาน" ที่ทำให้เกิด Google, Amazon, Facebook, Netflix และสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน มูลค่าของ Digital Economy ที่เกิดขึ้นจาก Dark Fiber ในวันนั้น มีมูลค่าเกิน 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน
4. ยุคโครงสร้างพื้นฐาน Cloud Computing – ช่วงปี 2010 - 2020
การเปลี่ยนผ่านจากระบบเซิร์ฟเวอร์ในออฟฟิศ (On-premise) ไปสู่การเช่าพื้นที่บนคลาวด์
มูลค่าการลงทุน: Big Tech (AWS, Azure, Google Cloud) ลงทุนสร้าง Data Center ทั่วโลกรวมกัน เกินกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
วิกฤตที่ตามมา: ไม่ได้เกิดวิกฤตการเงินรุนแรง แต่เกิดแรงกดดันต่อผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech เป็นระยะ เนื่องจากใช้เวลาหลายปีกว่าที่องค์กรแบบดั้งเดิมจะยอมย้ายระบบขึ้นคลาวด์
โอกาสและมูลค่าหลังวิกฤต: ทำให้เกิดยุคของแอปพลิเคชันบนมือถือ, สตาร์ทอัพยูนิคอร์น (เช่น Uber, Airbnb, TikTok) ที่สามารถเติบโตได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโลกหลายล้านล้านดอลลาร์
สรุปบทเรียนประวัติศาสตร์: AI อยู่จุดไหน?
เมื่อมองเทียบกับประวัติศาสตร์ เม็ดเงิน $400 Billion+ ต่อปีของ Big Tech ในปัจจุบัน กำลังทำสิ่งเดียวกับยุค Railway Mania และ Dark Fiber ครับ
แต่หลังวิกฤตสั้นๆ นั้นคือ โอกาสครั้งใหญ่ที่สุด เพราะเมื่อต้นทุนการประมวลผลของ AI (Cost of Compute) ถูกลงจนเกือบเหลือศูนย์
เหมือนค่าอินเทอร์เน็ตใยแก้วนำแสงที่ถูกลงในอดีต มันจะเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ นำพลัง AI ราคาถูกนี้ไปสร้างแอปพลิเคชัน หุ่นยนต์ ยารักษาโรค หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกในระดับ Multi-Trillion Dollars ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น