“โลกครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” This time is Different ..ย้อน 2 วิกฤตที่ทุกคนต้องระวัง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ มันคือภาพสะท้อนของ "วัฏจักรความโลภและความกลัว" (Market Cycle) ที่สลับขั้วกันระหว่างหุ้นประเภท Growth (เติบโตสูง/ราคามหาโหด) กับหุ้นประเภท Value/Dividend (คุณค่า/ปันผลสูงแต่ราคาซึม)
ในอดีตมี 2 เหตุการณ์หลักที่ถอดแบบสถานการณ์ปัจจุบันออกมาอย่างกับแกะ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในท้ายที่สุดแล้ว เกมนี้จบลงอย่างไร ครับ
1. ยุค "Dot-Com Bubble" vs "Old Economy" (ปี 1999 - 2000)
นี่คือเหตุการณ์ที่เหมือนกับปัจจุบันมากที่สุดในประวัติศาสตร์โมเดิร์น
สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา (ฝั่ง Growth):
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ในตลาด NASDAQ วิ่งขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างไร้เหตุผล หุ้นไม่มีกำไร ไม่มีปันผล แค่มีคําว่า ".com" ต่อท้ายราคาด็วิ่งกระฉูด คนแห่ซื้อหุ้นที่ราคาแพงลิ่วเพราะกลัวตกรถ (FOMO) ค่า P/E ของตลาด NASDAQ พุ่งทะลุ 100 เท่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้น Value (ฝั่งไทยและหุ้นดั้งเดิม):
ในช่วงเวลาเดียวกัน หุ้นบริษัทดั้งเดิม (Old Economy) ที่ทำมาหากินปกติ มีกำไร แข็งแกร่ง และจ่ายปันผลสูง กลับถูกนักลงทุน "ทอดทิ้ง" อย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นนิ่งสนิทและซึมลงเรื่อยๆ จนนักลงทุนสายคุณค่าในยุคนั้น (รวมถึง Warren Buffett) โดนล้อเลียนว่า “ตกยุคล้าสมัย ไม่เข้าใจอนาคต”
บทสรุปของเกม: ในเดือนมีนาคมปี 2000 ฟองสบู่ดอตคอมแตกอย่างรุนแรง ดัชนี NASDAQ ดิ่งลงกว่า 75% เงินของคนที่ซื้อหุ้นแพงหายวับไปกับตา แต่ในทางกลับกัน เงินทุนเหล่านั้นได้ไหลทะลักกลับเข้าหาหุ้น Value ปันผลสูง ที่ราคาถูกซึมมานาน ทำให้หุ้นกลุ่มที่เคยถูกทิ้งสร้างผลตอบแทนชนะตลาดอย่างถล่มทลายในอีก 3-5 ปีต่อมา
2. ยุค "Nifty Fifty" ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ช่วงปี 1970 - 1974)
เหตุการณ์นี้ฉายภาพให้เห็นว่า ต่อให้เป็นหุ้นที่ดีจริง แต่ถ้า "ซื้อแพงเกินไป" จุดจบจะเป็นอย่างไร
ปรากฏการณ์: ในช่วงต้นปี 1970 นักลงทุนสถาบันในอเมริการุมซื้อหุ้นอยู่แค่ 50 ตัวที่เรียกว่ากลุ่ม "Nifty Fifty" (เช่น McDonald's, Xerox, Kodak, Polaroid) ทุกคนเชื่อว่าหุ้นเหล่านี้เป็น "หุ้นที่ต้องซื้อตัวเดียวในชีวิตแล้วถือยาว" (One-decision stocks) เพราะเติบโตดีมาก จนทำให้คนยอมซื้อที่ P/E สูงลิ่วเฉลี่ย 40-80 เท่า โดยไม่สนใจปันผล
ผลลัพธ์สวนทาง:
หุ้นตัวอื่นๆ ในตลาดที่เหลือ รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ให้ปันผลดี กลับถูกเมินเฉย ราคาซึมตัวเพราะเงินวิ่งเข้าหาแต่หุ้นยอดฮิต 50 ตัวนี้
บทสรุปของเกม: เมื่อเจอกับภาวะเงินเฟ้อสูงและวิกฤตน้ำมันในปี 1973-1974 ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจบีบให้ Valuation ต้องกลับสู่พื้นฐาน
หุ้น Nifty Fifty ถล่มลงมา 60-90% (บางตัวถึงขั้นล้มละลายในเวลาต่อมาเช่น Kodak, Polaroid) ขณะที่เงินทุนวิ่งกลับไปหาหุ้นเล็ก หุ้นคุณค่า และสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดจริง
3. ช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของ "หุ้นไทย" (ปี 2000 - 2003)
ถ้ามองกลับมาที่ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยเอง เราก็เคยผ่านจุดที่ "ถูกจนไม่มีใครเอา ปันผลสูงจนน่าตกใจ" มาแล้ว
ปรากฏการณ์: หลังวิกฤตปี 2540 ตลาดหุ้นไทยซึมยาวต่อเนื่องหลายปี ดัชนี SET วิ่งวนอยู่แถว 200-400 จุด หุ้นไทยตอนนั้นถูกมาก ค่า P/B ต่ำกว่า 1 เท่า หุ้นหลายตัวมี Dividend Yield สูงถึง 8-10% แต่บรรยากาศตอนนั้นเงียบเหงา ไม่มีใครอยากคุยเรื่องหุ้นไทย ทุกคนกลัวและมองว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีอนาคต
บทสรุปของเกม:
สำหรับคนที่กล้าเปลี่ยน "เงินสด" เป็น "หุ้นปันผล" ในช่วงที่ตลาดซึมสุดขีดตอนนั้น (ช่วงปี 2000-2002) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ยุคทอง ดัชนีพุ่งทะยานจาก 300 จุดขึ้นไปทะลุ 800 จุดในปี 2003 หุ้นปันผลดีหลายตัวราคาโตขึ้น 2-5 เท่าตัว โดยที่ระหว่างทางนักลงทุนก็ได้ปันผลก้อนโตหล่อเลี้ยงตลอดเวลา
ถอดบทเรียนอดีต สู่การกระทําในปัจจุบัน
จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทั้งหมด
สรุปได้ 3 ข้อครับ:
1. ของแพงที่โตด้วยแรงเก็งกำไร สุดท้ายต้องปรับฐาน: ไม่เคยมีข้อยกเว้นในประวัติศาสตร์ เมื่อ Valuation ตึงตัวเกินไป วันหนึ่งความจริงจะบังคับให้มันกลับมาสู่จุดสมดุล
2. ของถูกที่มีปันผล สุดท้ายจะมีคนเห็นหัว: ในยามที่ตลาดกระทิงฝั่ง Growth พังลง สิ่งเดียวที่จะปกป้องนักลงทุนได้คือ "กระแสเงินสดจริง" และ Yield จากปันผลจะเป็นแรงดึงดูดให้เงินไหลกลับมาเอง
3. ความอดทนในช่วง "ราคาซึม" คือต้นทุนของความมั่งคั่ง: จังหวะที่น่าซื้อที่สุด มักจะเป็นจังหวะที่บรรยากาศตลาดน่าเบื่อที่สุดเสมอครับ
ดังนั้น การเรากอดเงินสดไว้ตอนนี้ แล้วค่อยๆ บรรจงเลือกหุ้นไทยที่เข้าเกณฑ์ "ราคาถูกกว่ามูลค่าจริง + ปันผลสูงและเสถียร" จึงเป็นการเดินตามรอยกลยุทธ์ของนักลงทุนระดับตำนานในอดีตทุกประการครับ
ในช่วงเวลาที่ทุกคนมองไปที่อเมริกาอย่างตื่นเต้น การนั่งเก็บของถูกเงียบๆ ในตลาดไทยคือจุดเริ่มต้นของผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ในรอบถัดไปครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น