7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า
1. เงินเยนถูกเป็นประวัติศาสตร์ (ซื้อของต่างชาติแพงขึ้น):
เงินเยนร่วงทุบสถิติในรอบ 39 ปี ไปแตะระดับ 162 เยน/ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินบาทอยู่ราวๆ 20.5 สตางค์/1 เยน) ส่งผลให้คนญี่ปุ่นซื้อของนำเข้าและพลังงานแพงขึ้นทันที
2. แบกหนี้ล้นพ้นตัว เป็นอันดับ 1 ของโลก:
รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP (คิดเป็นเงินมหาศาลกว่า 1,300 ล้านล้านเยน) สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
3. เงินเฟ้อพุ่ง ช็อกคนในประเทศ:
จากเดิมที่สินค้าคงราคาเท่าเดิมมา 30 ปี ตอนนี้เงินเฟ้อ (CPI) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% - 2.0% แม้ดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก แต่กระทบค่าครองชีพคนญี่ปุ่นอย่างหนักเพราะไม่คุ้นเคย
4. พิมพ์เงินจนชนเพดาน (ติดกับดักดอกเบี้ย):
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เคยพิมพ์เงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปมากกว่า 50% ของหนี้ทั้งหมด เพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แต่ผลข้างเคียงคือทำให้นักลงทุนแห่ขายเงินเยนทิ้งไปถือดอลลาร์ที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า
5. ขึ้นดอกเบี้ยนิดเดียว... รัฐบาลก็จุกแล้ว:
ล่าสุด BOJ ต้องยอมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 1.0% (สูงที่สุดในรอบ 31 ปี) เพื่อเบรกเงินเยนอ่อน แต่การขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ 1% นี้ ทำให้รัฐบาลต้องเจียดงบไปจ่ายแค่ "ค่าดอกเบี้ยหนี้" เพิ่มขึ้นปีละหลายล้านล้านเยน
6. ค่ายกเว้นเยอะ รัฐจำใจสร้างหนี้ต่อ:
แม้จะอยากประหยัดงบ แต่รัฐบาลยังต้องออกงบขาดดุลเพื่อดูแล "สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด" และเพิ่ม "งบกลาโหม" ตอบรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หยุดกู้ไม่ได้
7. ไม่ถึงขั้นล้มละลาย แต่รวยลดลงแบบเงียบๆ:
ญี่ปุ่นจะไม่พังแบบวิกฤตต้มยำกุ้งเพราะหนี้เกือบทั้งหมดเป็น "เงินเยน" และถือโดยคนในประเทศ แต่ความมั่งคั่งเมื่อทอนเป็นดอลลาร์หรือบาทจะลดลงเรื่อยๆ ( Stagnation ) ขณะที่ตลาดหุ้น Nikkei ดูเหมือนพุ่งสูงขึ้น แค่เพราะผลจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงเท่านั้น
เป็นสภาวะ "ซึมยาว" ที่ทำให้เงินทุนเริ่มมองหาทางกระจายออกจากญี่ปุ่นไปสู่ตลาดอื่นเพื่อรักษาความมั่งคั่งที่แท้จริงครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น