แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ทำไมเราไม่สามารถคิดแบบคนส่วนน้อยได้ ?

 7 ข้อควรรู้ ทำไมเราไม่สามารถคิดแบบคนส่วนน้อยได้ ?


1. ข้อดีของการคิดแบบคนส่วนน้อย คือ ทำอะไรก็มีโอกาสสำเร็จ เพราะเราอยู่ในฝั่งที่โอกาสแพ้น้อย โอกาสชนะมาก


2. คนส่วนใหญ่ชอบซื้อของแพง เพราะซื้อในจังหวะที่ใครๆ ก็อยากซื้อ ก็เลยต้องซื้อแพง …การจะซื้อแบบคนส่วนน้อย ต้องซื้อเวลาที่ไม่มีใครอยากซื้อ หรือ เวลาที่คนอื่นหนีตาย !!


3. คนส่วนน้อยชอบขายในเวลาที่คนส่วนใหญ่อยากซื้อ …ตัวอย่างง่ายๆ คนที่กล้าขายทองตอนมันแพง คนอื่นแย่งกันซื้อ นั่นน่ะคนส่วนน้อย …กล้าขาย Bitcoin ตอนที่คนอื่นแห่เข้าไปซื้อ นั่นแหละคนส่วนน้อย …กล้าขายหุ้นดีๆ เวลางบสวยๆ นั่นก็คนส่วนน้อย


4. คนที่ซื้อหุ้นแล้วไม่ขายเลย ก็คนส่วนน้อย …เพราะคนส่วนใหญ่ ซื้อๆ ขายๆ ทำกำไร …มีแต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ซื้ออย่างเดียว ไม่ขายเลย …ใช่!! มันก็ต้องมีตัวขาดทุนบ้างแหละ แต่บางตัวมันกำไรจนลบการขาดทุนทั้งหมด …นี่ไม่รวมปันผลนะ บางตัวปันผลเกินเงินต้นมากมาย !!


5. คนส่วนน้อยเรียนรู้จากความเจ็บปวด …คนส่วนใหญ่ เวลาเจ็บ ก็แค่เลิกเล่น จบๆ กันไป ไม่ได้เรียนรู้ …ไม่ได้เอามาปรับใช้ (รับความผิดพลาด กับ โทษคนอื่น ต่างกันตรงบทเรียนที่ได้รับ)


6. คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ‘จุดที่ ความเสี่ยงจำกัด แต่ผลตอบแทนไม่ได้จำกัด‘ …ความเสี่ยงของคนส่วนใหญ่ แค่ใช้ความรู้สึกวัด มันเลยไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ 


7. คนส่วนน้อย ต้องคิดและทำแตกต่างจากมวลชน ทำให้เข้าสังคมได้ยาก คบคนอื่นยาก เพราะ คุณคิดตรงข้ามกับคนอื่นตลอดเวลา …นั่นแหละ ความยากของการเป็นคนส่วนน้อย 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


7 ข้อควรรู้ อะไรๆ ก็พุ่งขึ้น แต่สุดท้ายไม่มีใครรวย ?

 7 ข้อควรรู้ อะไรๆ ก็พุ่งขึ้น แต่สุดท้ายไม่มีใครรวย ?


1. เรากำลังอยู่ในยุคที่สินทรัพย์แทบทุกอย่างเกิดฟองสบู่ ขึ้นมหาศาลจากการที่อเมริกาพิมพ์เงินมายาวนาน ตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ ..กระหน่ำอีกในช่วงโควิด


2. คนส่วนใหญ่เข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่แพง ..คนส่วนใหญ่จะเข้าซื้อทุกสินทรัพย์ตาม หลังจากมันขึ้นมาเยอะแล้ว …แนว FOMO ทำให้ต้นทุนสูง โอกาสกำไรสั้นๆ แต่ความเสี่ยงสูงปรี๊ด !!


3. ภาวะแบบนี้ทุกคนจะพูดว่า ใครไม่ลงทุนเงินเฟ้อสูงขนาดนี้ จะกัดกินเงินต้นของคุณจนไร้ค่า …เราต้องมีสติแล้ว balance ดีๆ ระหว่าง เงินเฟ้อ กับ ติดดอย ให้ดี …เรื่องนี้มันใกล้กันมาก


4. จุดน่ากลัวคือเงินเฟ้ออเมริกาขึ้นจน FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย …ถ้าไม่เกิดก็ดี แต่ถ้าเกิดต้องระวังการลงแรงของสินทรัพย์ต่างๆ 


5. ถ้าเกิดอย่างข้อ 4 แล้วสินทรัพย์ลงแรง …จุดนั้นแหละ ถึงจะน่าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เก็บระยะยาว …ใช่!! การซื้อสินทรัพย์เก็บยาว ต้องซื้อตอนถูก (ตอนร้าย) ไม่ใช่ไล่ซื้อตอนแพง


6. ขอสถิติของคำว่าถูกของแต่ละสินทรัพย์หน่อย ? …อย่าง ทอง …ลง 50% น่าสนใจ …Bitcoin ..ลงสัก 70% กำลังสวย …หุ้นดี …ค่าเฉลี่ยลงสัก 70% ค่อนข้างปลอดภัย 


7. แบบนี้ระหว่างทาง ราคากลางๆ เราควรทำยังไง ? …ถ้าเป็นนักลงทุนยาว ก็ต้องรอ …ถ้านักลงทุนระยะสั้น อาจหาจังหวะ ทำกำไรเป็นช่วงๆ แต่ต้องตั้ง Limit Stop Loss ให้เป็น


บทสรุป ‘ทุกอย่างขึ้นแรง แต่ไม่มีใครรวย‘ ..เพราะ คนส่วนใหญ่ซื้อแพง = ได้ซื้อนะ แต่มันขึ้นต่อไม่เยอะ …พอขาลง มันทำเราดอยไง …แค่นั้นแหละ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ทำไมคนออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงมี Tg ต่ำ แต่ LDL สูง …หรือ ออกกำลังกายเยอะไป ไม่ดี ?

 7 ข้อควรรู้ ทำไมคนออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงมี Tg ต่ำ แต่ LDL สูง …หรือ ออกกำลังกายเยอะไป ไม่ดี ?


1. ไม่ใช่เพราะ "ออกกำลังกายเยอะไป" แต่เป็นสัญญาณของระบบเผาผลาญที่ฟิต (Metabolic Health)


ภาวะ Triglycerides (Tg) ต่ำ แต่ LDL สูง พบได้บ่อยมากในคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและควบคุมอาหารดี รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บหรือออกกำลังกายเกินขีดจำกัด (Overtraining) แต่เป็นผลจากการที่ร่างกายปรับตัวให้เผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


2. การออกกำลังกายสลาย Tg ไปใช้อย่างรวดเร็ว


การวิ่ง คาร์ดิโอ หรือการเวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ จะกระตุ้นเอนไซม์ Lipoprotein Lipase (LPL) ทำให้ร่างกายดึงไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดไปดักเผาผลาญเป็นพลังงานให้กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ค่า Tg จึงกดต่ำลงมาอยู่ในระดับดีเยี่ยม (มักจะต่ำกว่า 60-70 mg/dL)


3. เมื่อ Tg ลดลง "ซากรถขนส่ง" ที่เหลืออยู่คือ LDL


ตับจะปล่อยพาหนะที่ชื่อ VLDL ออกมาเพื่อขนส่งทั้ง Tg และ Cholesterol ไปให้ร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อดึง Tg ออกไปใช้อย่างรวดเร็วและหมดเกลี้ยง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดจาก VLDL ก็จะกลายสภาพเป็น LDL การที่ LDL สูงขึ้นจึงเป็นเพียงผลพลอยได้จากการขนส่งพลังงานที่เข้มข้น


4. LDL ของคนออกกำลังกาย เป็นชนิดอนุภาคใหญ่และปลอดภัย (Large Buoyant LDL)


LDL มีหลายขนาด ในคนทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกายและทานน้ำตาลสูง LDL มักจะเป็นชนิด Small Dense LDL (ขนาดเล็ก แน่น แทรกอุดผนังหลอดเลือดง่าย) แต่ในคนออกกำลังกายที่ Tg ต่ำ ค่า LDL ที่สูงเกือบทั้งหมดจะเป็น Large Buoyant LDL (อนุภาคใหญ่ เบา ลอยตัวดี ไม่แทรกเข้าผนังหลอดเลือด)


5. ความเสี่ยงอุดตันต่ำมาก หากดูจากอัตราส่วน Tg / HDL


การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจไม่ได้ดูที่ LDL เดี่ยวๆ แต่นำค่า Tg หารด้วย HDL หากคำนวณแล้วได้ น้อยกว่า 1.5 - 2.0 (ซึ่งคนออกกำลังกายมักจะได้ค่าน้อยกว่า 1.0) แสดงว่าสภาพแวดล้อมในหลอดเลือดไม่มีการอักเสบ และไขมันที่มีอยู่เป็นชนิดปลอดภัย


6. ร่างกายสวิตช์มาใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก (Fat-Adapted)


เมื่อร่างกายฟิต มวลกล้ามเนื้อดี และมีความไวต่ออินซูลินสูง ร่างกายจะดึงไขมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิงตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนพัก ตับจึงต้องหมุนเวียนคอเลสเตอรอลและไขมันในกระแสเลือดมากขึ้น เพื่อให้มีพลังงานพร้อมใช้งานเสมอ ส่งผลให้ตัวเลข LDL บนกระดาษตรวจเลือดดูสูงกว่าคนทั่วไป


7. สิ่งที่ต้องระวังจริง ไม่ใช่ LDL สูง แต่คือ "ภาวะอักเสบ" และ "การพักผ่อน"


LDL จะกลายเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเกิด Oxidation จากความเครียด การนอนไม่พอ หรือการอักเสบในร่างกาย หากคุณออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีวันพัก (Rest day) นอนหลับเพียงพอ ค่า LDL ที่สูงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่คือเครื่องหมายแสดงความฟิตของระบบเผาผลาญ


#จัดไป


วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อที่ได้เรียนรู้ จากกอล์ฟกีฬาที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ เสียเวลา ร้อน แพง และชวนอารมณ์เสียสุดๆ

 7 ข้อที่ได้เรียนรู้ จากกอล์ฟกีฬาที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ เสียเวลา ร้อน แพง และชวนอารมณ์เสียสุดๆ  


กีฬาเดียวที่วัดทั้งสมาธิ การตัดสินใจ และอารมณ์ในเวลาเดียวกัน คือครูชั้นดีในการฝึกจิตใจ


1. สู้กับสนาม ไม่ได้สู้กับคนอื่น


กอล์ฟไม่ใช่กีฬาปะทะ ปัจจัยที่คุณควบคุมได้มีเพียงแค่ตัวคุณและไม้ในมือ การโฟกัสกับคู่แข่งจะทำให้เสียจังหวะของตัวเอง การใช้ชีวิตและการทำงานก็เช่นกัน ชัยชนะที่แท้จริงคือการเก่งกว่าตัวเองในเมื่อวาน ไม่ใช่การเอาชนะคนอื่น


"อย่าเสียเวลาแข่งกับใคร ในเมื่อคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือตัวคุณเอง"


2. อยู่กับช็อตตรงหน้า (อยู่กับปัจจุบัน)


ไม่ว่าจะตีตกน้ำ ตีเข้ารุกขชาติ หรือตีไดรฟ์ได้ดีเยี่ยมในหลุมที่แล้ว ทั้งหมดกลายเป็นอดีตไปแล้วทันทีที่ลูกหยุดหมุน ในชีวิตจริง การจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีตหรือกังวลกับหลุมที่ยังมาไม่ถึง มีแต่จะทำให้ช็อตปัจจุบันเสียจังหวะ


"The most important shot in golf is the next one." (Ben Hogen)


3. ยอมรับผลลัพธ์และถอยออกมาตั้งหลัก (Course Management)


เมื่อตีลูกไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดี คนที่มีอีโก้สูงมักจะพยายาม "วัดดวง" ตีช็อตมหัศจรรย์ผ่านช่องแคบๆ เพื่อกู้สถานการณ์ ซึ่งมักจบลงด้วยคะแนนที่พังทลาย การบริหารอีโก้คือกรรมวิธีในการยอมรับความผิดพลาด วางแผนถอยหนึ่งก้าวเพื่อตีลูกเคาะออกมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยแก้เกมในช็อตถัดไป


"การยอมถอยหนึ่งก้าว ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการวางแผนกลับมาอย่างชาญฉลาด"


4. ความอดทนต่อความไม่สมบูรณ์แบบ


กอล์ฟเป็นกีฬาแห่งความผิดพลาด แม้แต่โปรกอล์ฟระดับโลกก็ไม่มีใครตีได้สมบูรณ์แบบทุกช็อตตลอด 18 หลุม ความท้าทายคือการรักษาสภาพจิตใจเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน คนที่อดทนต่อความหงุดหงิดได้ดีกว่า คือคนที่จะกลับมารักษาสกอร์ได้ในที่สุด


"ชีวิตไม่ได้วัดกันที่ช็อตที่ดีที่สุด แต่วัดกันที่การรับมือกับช็อตที่แย่ที่สุด"


5. กฎระเบียบและซื่อสัตย์เมื่อไม่มีใครมอง


กอล์ฟเป็นกีฬาที่ไม่มีกรรมการเดินตามตูดทุกก้าว ผู้เล่นต้องนับคะแนนและขีดเส้นซื่อสัตย์ด้วยตัวเอง การขยับลูกนิดหน่อยในพงหญ้าอาจไม่มีใครเห็น แต่คุณรู้ดีที่สุด การบริหารอีโก้คือการไม่ใช้วิธีมักง่ายเพื่อเอาชนะหรือสร้างภาพพจน์ปลอมๆ ให้ตัวเอง


"ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่คุณทำ เมื่อไม่มีใครมองเห็น"


6. จังหวะ (Tempo) สำคัญกว่าแรงอัด


ยิ่งคุณพยายามเบ่งพลัง หวดสุดแรงเพราะอยากให้ลูกไปไกล (อีโก้) วงสวิงมักจะเสียทิศทางทันที การควบคุมวงสวิงให้มีจังหวะที่สม่ำเสมอ แน่นอน และผ่อนคลาย กลับสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับการทำงาน การฝืนเค้นตัวเองจนเบิร์นเอาท์ไม่เคยให้ผลดีในระยะยาว การรักษาจังหวะชีวิตที่พอดีต่างหากที่พาไปได้ไกลกว่า


"ความสำเร็จไม่ได้มาจากแรงฮึดชั่วคราว แต่มาจากจังหวะชีวิตที่สม่ำเสมอ"


7. ความถ่อมตัวต่อธรรมชาติต่างๆ


กระแสลม รอยไดวอทบนแฟร์เวย์ หรือสภาพอากาศ คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย สนามกอล์ฟสอนให้เราถ่อมตัว ยอมรับว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา และเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมมากกว่าการฝืนดื้อรั้น


"เมื่อเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ จงปรับใบเรือเพื่อไปต่อ"


#จัดไป

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินสหรัฐฯ และกับดัก Fed

 7 สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินสหรัฐฯ และกับดัก Fed


 1. หนี้ทุบสถิติทะลุฟ้า (สะสมจนเริ่มคุมไม่อยู่):


หนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งสูงทะลุ $39.6 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนสูงเกิน 124% - 130% ของ GDP ซึ่งขยับสูงกว่าระดับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว


 2. จ่ายแค่ "ดอกเบี้ย" ก็แทบล้มละลาย:


ด้วยระดับหนี้ที่ใหญ่มาก รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเจียดงบประมาณจ่ายแค่ "ค่าดอกเบี้ยหนี้" พุ่งแตะระดับเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 8.5 แสนล้านดอลลาร์ในรอบ 9 เดือนแรกของปี) จนภาระดอกเบี้ยกลายเป็นงบจ่ายที่แซงหน้างบกลาโหมไปแล้ว


 3. Fed ติดกับดัก "ลดดอกเบี้ยไม่ได้... ขึ้นดอกเบี้ยก็พัง":


หาก Fed ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัดค่าดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะตีกลับฉับพลัน แต่ถ้าคงดอกเบี้ยไว้สูงแถว 3.50% - 3.75% หรือปรับขึ้นอีก ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลก็จะยิ่งเพิ่มมหาศาลจนขาดดุลคลังรุนแรง  


 4. เงินเฟ้อเรื้อรัง (Stagflationary Pressure):


เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงหนืดและค้างอยู่เหนือเป้าหมาย 2% จากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ภาวะภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงของดอลลาร์ลดลงไปเรื่อยๆ (ซื้อของแพงขึ้นแต่ income เท่าเดิม)


 5. ขาดดุลการคลังเรื้อรัง (กู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ยหนี้):


รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลการคลังเฉลี่ยปีละ $1.4 - $1.8 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ต้อง "ออกพันธบัตรใหม่เพื่อมากู้เงินไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้ก้อนเก่า" ไม่จบสิ้น  


 6. ต่างชาติเริ่มถอย... Fed จำเป็นต้องอุ้มเอง:


ธนาคารกลางต่างชาติ (เช่น จีน และญี่ปุ่น) เริ่มลดอัตราส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงเพื่อป้องกันความเสี่ยง ทำให้ในอนาคต หากไม่มีคนซื้อหนี้ สหรัฐฯ จะเหลือทางเลือกเดียวคือบังคับให้ Fed พิมพ์เงินมาซื้อหนี้ตัวเอง (Fiscal Dominance / Quantitative Easing) ซึ่งจะยิ่งทำลายค่าเงินดอลลาร์


 7. "เสื่อมค่าดีกว่าล้มละลาย" (Debasement Strategy):


ทางออกสุดท้ายที่สหรัฐฯ มักใช้ ไม่ใช่การเบี้ยวหนี้ แต่คือ "ยอมให้เงินเฟ้อค้างสูง เพื่อเจือจางมูลค่าหนี้ในอนาคต" (Fiscal Inflation) ส่งผลให้เงินดอลลาร์เสื่อมอำนาจการซื้อลงเรื่อยๆ และบีบให้สินทรัพย์โภคภัณฑ์ ทองคำ หรือสินทรัพย์เสี่ยงกลายเป็นที่หลบภัย


สรุปภาพรวม: สหรัฐฯ กำลังติดอยู่ใน "กับดักหนี้เชิงโครงสร้าง" ไม่ต่างจากญี่ปุ่น ต่างกันเพียงแค่อเมริกาครองสถานะ "สกุลเงินสำรองโลก" (Reserve Currency) ทำให้ยังสามารถพิมพ์เงินเจือจางหนี้และยื้อเวลาออกไปได้เรื่อยๆ แต่แลกมาด้วยความมั่งคั่งที่แท้จริงของผู้ถือดอลลาร์ที่ลดลงครับ


#จัดไป

7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า

 7 ข้อ สรุปสั้นๆ ทางตันการเงินญี่ปุ่นและเยนอ่อนค่า


 1. เงินเยนถูกเป็นประวัติศาสตร์ (ซื้อของต่างชาติแพงขึ้น):


เงินเยนร่วงทุบสถิติในรอบ 39 ปี ไปแตะระดับ 162 เยน/ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินบาทอยู่ราวๆ 20.5 สตางค์/1 เยน) ส่งผลให้คนญี่ปุ่นซื้อของนำเข้าและพลังงานแพงขึ้นทันที


 2. แบกหนี้ล้นพ้นตัว เป็นอันดับ 1 ของโลก:


รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP (คิดเป็นเงินมหาศาลกว่า 1,300 ล้านล้านเยน) สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว


 3. เงินเฟ้อพุ่ง ช็อกคนในประเทศ:


จากเดิมที่สินค้าคงราคาเท่าเดิมมา 30 ปี ตอนนี้เงินเฟ้อ (CPI) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% - 2.0% แม้ดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก แต่กระทบค่าครองชีพคนญี่ปุ่นอย่างหนักเพราะไม่คุ้นเคย


 4. พิมพ์เงินจนชนเพดาน (ติดกับดักดอกเบี้ย):


ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เคยพิมพ์เงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปมากกว่า 50% ของหนี้ทั้งหมด เพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แต่ผลข้างเคียงคือทำให้นักลงทุนแห่ขายเงินเยนทิ้งไปถือดอลลาร์ที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า


 5. ขึ้นดอกเบี้ยนิดเดียว... รัฐบาลก็จุกแล้ว:


ล่าสุด BOJ ต้องยอมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 1.0% (สูงที่สุดในรอบ 31 ปี) เพื่อเบรกเงินเยนอ่อน แต่การขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ 1% นี้ ทำให้รัฐบาลต้องเจียดงบไปจ่ายแค่ "ค่าดอกเบี้ยหนี้" เพิ่มขึ้นปีละหลายล้านล้านเยน


 6. ค่ายกเว้นเยอะ รัฐจำใจสร้างหนี้ต่อ:


แม้จะอยากประหยัดงบ แต่รัฐบาลยังต้องออกงบขาดดุลเพื่อดูแล "สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด" และเพิ่ม "งบกลาโหม" ตอบรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หยุดกู้ไม่ได้


 7. ไม่ถึงขั้นล้มละลาย แต่รวยลดลงแบบเงียบๆ:


ญี่ปุ่นจะไม่พังแบบวิกฤตต้มยำกุ้งเพราะหนี้เกือบทั้งหมดเป็น "เงินเยน" และถือโดยคนในประเทศ แต่ความมั่งคั่งเมื่อทอนเป็นดอลลาร์หรือบาทจะลดลงเรื่อยๆ ( Stagnation ) ขณะที่ตลาดหุ้น Nikkei ดูเหมือนพุ่งสูงขึ้น แค่เพราะผลจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงเท่านั้น


เป็นสภาวะ "ซึมยาว" ที่ทำให้เงินทุนเริ่มมองหาทางกระจายออกจากญี่ปุ่นไปสู่ตลาดอื่นเพื่อรักษาความมั่งคั่งที่แท้จริงครับ


#จัดไป

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?

 7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?


1. ดอลลาร์ไม่ได้ล่ม... แค่คนเริ่ม "ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว"


…ดอลลาร์ไม่ได้จะกลายเป็นกระดาษกงเต๊กในชั่วข้ามคืน แต่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลัวความเสี่ยง เลยทยอยลดการถือดอลลาร์ลง แล้วแบ่งเงินไปเก็บสกุลอื่นบ้าง


สถิติยืนยัน: สมัยปี 2000 ธนาคารกลางทั่วโลกเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์สูงถึง 71% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือราว 57% แล้วเอาเงินบางส่วนไปเก็บในเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย, แคนาดา หรือโครนสวีเดนแทน


2. "ทองคำ" คือพระเอกตัวจริงที่ทุกคนแห่ไปซบ


 …พอเริ่มไม่อยากถือดอลลาร์เยอะ สินทรัพย์แรกที่ทุกประเทศวิ่งใส่คือ "ทองคำ" เพราะมันเป็นของจริง อยู่ในตู้เซฟเรา ใครก็มาสั่งอายัดหรือยึดไปไม่ได้


สถิติยืนยัน: 3–4 ปีมานี้ ธนาคารกลางทั่วโลกแห่กว้านซื้อทองคำรวมกันทะลุ 1,000 ตัน/ปี (จากปกติเมื่อก่อนซื้อกันแค่ปีละ ~500 ตัน) และกว่า 90% ของผู้บริหารเงินสำรอง ยืนยันว่าจะเก็บทองเพิ่มอีก!


3. "Bitcoin" ตัวท็อปสายดิจิทัล... แต่ยังเล็กไปที่จะมาแทนดอลลาร์


….บิทคอยน์คือ "ทองคำดิจิทัล" ที่วัยรุ่นและนักลงทุนชอบ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนควบคุมได้ แต่ความผันผวนยังสูงมาก และขนาดตลาดยังเล็กเกินกว่าจะรองรับการค้าของทั้งโลกไหว


สถิติยืนยัน: มูลค่า Bitcoin ทั้งโลกอยู่ที่ราว $1.3 - $1.8 Trillion ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับทองคำ ($15-$16 Trillion) หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ($35+ Trillion) สถาบันการเงินใหญ่ๆ จึงใส่บิทคอยน์ไว้ในพอร์ตนิดหน่อยเพื่อเก็งกำไร ไม่ได้เอามาใช้แทนดอลลาร์


4. โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายแม่ทัพ" (Multi-Currency)


…ต่อไปนี้จะไม่มีสกุลเงินไหนครองโลกเดี่ยวๆ แบบ 100% อีกแล้ว แต่จะเป็นยุคที่ "บ้านใครบ้านมัน" ค้าขายกับใครก็ใช้เงินคนนั้น


สถิติยืนยัน: แม้ดอลลาร์จะยังครองการโอนเงินโลกผ่าน SWIFT อยู่ที่ 47-49% แต่การค้าตรงของพี่ใหญ่แบบจีน ตอนนี้ใช้ เงินหยวนชำระเกิน 50% แซงหน้าดอลลาร์ในการค้าของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว


5. "การเอาดอลลาร์มาแกล้งกัน" ทำคนอื่นเริ่มกลัวและหาทางรอด


…จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนสหรัฐฯ แบนรัสเซีย แล้วสั่งยึด/แช่แข็งเงินดอลลาร์ของรัสเซีย ทำให้ประเทศอื่นๆ (เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง) ตกใจว่า "ถ้าวันไหนกูขัดใจอเมริกา กูจะโดนยึดเงินไหม?" เลยต้องสร้างระบบโอนเงินของตัวเองขึ้นมา


สถิติยืนยัน: รัสเซียโดนอายัดเงินสำรองไปสูงถึง $300,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ระบบโอนเงินทางเลือกของจีนที่ชื่อ CIPS มีสถาบันการเงินแห่เข้าร่วมพุ่งเกิน 1,500 แห่ง จากกว่า 110 ประเทศทั่วโลกทันที


6. หนี้อเมริกาเยอะจัด... เงินดอลลาร์ในกระเป๋าเราเลย "โดนสูบมูลค่า"


…รัฐบาลอเมริกาพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายจนหนี้ท่วมหัว พอหนี้เยอะ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยอาน สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อ Valuation ของดอลลาร์ลดลงเรื่อยๆ ถือเงินสดเฉยๆ ก็เหมือนเงินละลาย


สถิติยืนยัน: หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ $35 - $39 Trillion (คิดเป็น 120%-140% ของ GDP ประเทศ) เฉพาะ ดอกเบี้ยจ่ายอย่างเดียวสูงเกิน $1 Trillion ต่อปี — ซึ่งแพงกว่างบกองทัพทหารของอเมริกาซะอีก!


7. แล้วคนธรรมดาอย่างเรา ต้องปรับพอร์ตยังไง


…อย่าเก็บเงินสดไว้เฉยๆ และอย่าแทงข้างอเมริกาฝ่ายเดียว ควรแบ่งเงินไปถือ "ของที่มีอยู่จริง" และกระจายไปหลายๆ ที่


สถิติยืนยัน: กองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock หรือ Bridgewater ปรับคำแนะนำการถือ ทองคำ / สินทรัพย์ทางเลือก (Hard Assets) ในพอร์ตเพิ่มขึ้นจากเดิม 3-5% ขยับขึ้นเป็น 7-15% เพื่อสู้กับเงินเฟ้อและโลกทางการเงินที่ผันผวนครับ


สรุปสั้นประโยคเดียว: ดอลลาร์ยังคงเป็น "พี่ใหญ่" แต่ไม่ใช่ "เจ้าพ่อคนเดียว" อีกต่อไป — ทองคำขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้านความปลอดภัย ส่วนคนลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้นครับ!


#จัดไป

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ลงทุนยังไงในยุค Multipolar World - ‘ในโลกหลายขาใหญ่ อะไรคือโอกาส ?‘

 7 ข้อควรรู้ ลงทุนยังไงในยุค Multipolar World - ‘ในโลกหลายขาใหญ่ อะไรคือโอกาส ?‘ 


Multipolar World ก็คือ “ยุคโลกหลายขาใหญ่”


จากเดิมที่โลกเราเหมือนมี เจ้าพ่อเบอร์หนึ่งอยู่คนเดียว (สหรัฐฯ) คอยคุมกฎ คุมเงินดอลลาร์ และคุมการค้าโลก พอเจ้าพ่อสั่งอะไร ทุกคนก็ต้องยอมฟัง

แต่มาตอนนี้ ขาใหญ่คนอื่นๆ เริ่มแข็งแรงขึ้นมาคานอำนาจ เช่น


 จีน – ขาใหญ่ฝั่งโรงงาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ


 รัสเซีย – ขาใหญ่ฝั่งอาวุธ ขุมพลังงาน และทรัพยากร


 อินเดีย / ตะวันออกกลาง / กลุ่ม BRICS – กลุ่มแก๊งใหม่ที่มีเงิน มีคนเยอะ และเริ่มไม่ยอมฟังคำสั่งใครง่ายๆ


ผลที่ตามมาแบบเข้าใจง่าย:


1. ไม่ใช้ดอลลาร์เจ้าเดียวแล้ว: ประเทศต่างๆ เริ่มหันมาค้าขายด้วยเงินสกุลตัวเอง หรือเก็บ "ทองคำ" แทน


2. ย้ายค่ายย้ายวิก: โรงงานและธุรกิจต้องกระจายไปตั้งในประเทศที่เป็นกลาง (เช่น ไทย หรือเวียดนาม) เพราะกลัวโดนลูกหลงเวลาค่ายใหญ่ทะเลาะกัน


3. ของแพงขึ้น: พอค้าขายกันยากขึ้น มีกำแพงภาษี มีการแบ่งค่าย ต้นทุนทำมาหากินก็สูงขึ้น เงินเฟ้อง่ายขึ้น


สรุปสั้นๆ คือ จากยุคที่มี "ขาใหญ่คนเดียวคุมโต๊ะ" กลายมาเป็นยุค "หลายค่ายหลายกลุ่มต่างคนต่างมีอิทธิพล" ใครจะทำธุรกิจหรือลงทุนยุคนี้ เลยต้องมองให้ออกว่าค่ายไหนกำลังเปิดศึกกับใคร แล้วเราจะวางตัวยังไงไม่ให้เจ็บตัวครับ


…มาสรุป 7 ข้อควรรู้สำคัญ สำหรับนักลงทุน มีดังนี้:


1. หมดยุค Globalization เข้าสู่ยุค Regionalization


หมดยุคการแสวงหา "ต้นทุนที่ถูกที่สุด" (Just-in-Time) โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ "มั่นคงและใกล้พันธมิตรที่สุด" (Just-in-Case / Friend-shoring) ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกลุ่มกลาง (Swing States) ที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย เช่น อินเดีย และกลุ่มอาเซียน


2. ** De-dollarization และระบบหลายสกุลเงิน**


ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินหลัก แต่บทบาทจะค่อยๆ ลดลง โดยมีการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (เช่น หยวน, รูปี, ดิรฮัม) ชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น พอร์ตลงทุนจึงต้องกระจายความเสี่ยงออกจากการถือสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว


3. เงินเฟ้อเชิงโครงสร้างจะค้างสูงนานขึ้น (Structural Inflation)


การย้ายฐานการผลิตและการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทานทำให้ต้นทุนการผลิตโลกสูงขึ้นโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในระยะยาวมีแนวโน้มยืนเหนือระดับเฉลี่ยในอดีต หุ้นที่จะรอดคือธุรกิจที่มี Pricing Power (อำนาจปรับราคาตามเงินเฟ้อ)


4. ทองคำและโภคภัณฑ์คือ Core Asset ป้องกันความเสี่ยง


ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่กลายเป็น Reserve Asset ที่ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมถึงแร่ธาตุยุทธศาสตร์ (ทองแดง, ลิเธียม) และพลังงาน ที่จะกลายเป็นไพ่ต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์


5. เน้นธุรกิจที่มีคูเมืองในระดับภูมิภาค (Regional Moat)


บริษัทที่พึ่งพาการส่งออกข้ามขั้วเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งภายในภูมิภาคของตัวเอง หรือบริษัทที่มีโครงสร้าง China + 1 เพื่อลดความเสี่ยงด้านกำแพงภาษีและการคว่ำบาตร


6. กระแสเงินสดและปันผลคือ Margin of Safety


ในสภาวะที่ตลาดผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิด หุ้นที่มี Free Cash Flow แข็งแกร่ง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ จะช่วยพยุงพอร์ตและให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงราคาหุ้นที่เติบโต (Capital Gain)


7. ความมั่นคงแห่งชาติคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (National Security Focus)


เม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐทั่วโลกจะไหลเข้าสู่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติโดยตรง ได้แก่ พลังงานและพลังงานสะอาด, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล/Data Center, นิคมอุตสาหกรรม, และความมั่นคงทางอาหาร


#จัดไป 

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ฝากเงินอเมริกาได้ดอกเบี้ยเกือบ 4% ส่วนฝากเงินไทยได้ไม่ถึง 1% น่าเชื่อถือกว่าอีก” …แต่ทำไมเงินไทยถึงไม่ไหลออกไปอเมริกาจนหมด?

 “ฝากเงินอเมริกาได้ดอกเบี้ยเกือบ 4% ส่วนฝากเงินไทยได้ไม่ถึง 1% น่าเชื่อถือกว่าอีก” …แต่ทำไมเงินไทยถึงไม่ไหลออกไปอเมริกาจนหมด?


หลายคนคงสงสัยว่า ในเมื่อดอกเบี้ยฝากเงินหรือลงทุนที่อเมริกาทั้ง “สูงกว่า” ไทย แถมอเมริกายังดู “ปลอดภัยกว่า” แล้วทำไมคนไทยหรือนักลงทุนถึงไม่ขนเงินทั้งหมดในประเทศไปฝากหรือลงทุนที่นู่นให้จบๆ ไป? 


ถ้าทุกคนขนเงินออกหมด เงินบาทไทยไม่พังทลายหรืออ่อนค่าจนยับเยินไปแล้วเหรอ?


คำตอบง่ายๆ คือ “ระบบการเงินมีตัวช่วยเบรก” ครับ ถึงแม้ส่วนต่างดอกเบี้ยจะยั่วใจแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงมี 4 เหตุผลสำคัญที่คอยดึงเงินให้อยู่ในไทย และค้ำไม่ให้เงินบาทพัง ดังนี้ครับ


1. ไทยมี "กระปุกหมูสำรอง" ก้อนใหญ่มาก (ทุนสำรองสูง)


ลองนึกภาพว่า แบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) มีตู้เซฟเก็บเงินดอลลาร์คลังใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าวันไหนมีคนแห่เอาเงินบาทมาแลกดอลลาร์เพื่อจะขนออกนอกประเทศมากๆ จนเงินบาทเริ่มอ่อนค่ารุนแรง แบงก์ชาติก็แค่ "เปิดตู้เซฟ เทเงินดอลลาร์ออกมาแลกคืน" เพื่อประคองไม่ให้เงินบาทดิ่งเหว พูดง่ายๆ คือเรามี "กระสุน" ป้องกันตัวเองหนาแน่นมาก บาทเลยไม่พังเสียง่ายๆ


2. เรายังหาเงินเข้าบ้านได้เรื่อยๆ (นักท่องเที่ยว & ส่งออก)


ประเทศไทยไม่ได้มีแต่เงินไหลออก แต่เรามีเงินดอลลาร์ไหลเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเที่ยวไทย และ การขายสินค้าส่งออก ไปต่างประเทศ เมื่อต่างชาติเอาดอลลาร์มาจ่าย คนไทยก็นำดอลลาร์นั้นมาแลกกลับเป็น "เงินบาท" เพื่อใช้จ่ายในประเทศ แรงซื้อเงินบาทตรงนี้แหละครับที่คอยพยุงค่าเงินไว้ตลอดเวลา


3. มี "ค่าประกันความเสี่ยง" ที่ทำให้นำเงินออกไปแล้วอาจไม่คุ้ม


การขนเงินไปรับดอกเบี้ยสูงที่อเมริกา ไม่ใช่ว่าได้กำไรเนื้อๆ เสมอไป เพราะมีเรื่อง "อัตราแลกเปลี่ยน" มาเกี่ยว


 สมมติเอาเงินไปฝากอเมริกาได้ดอกเบี้ย 4%แต่ตอนแลกเงินกลับไทย เงินบาทดันแข็งค่าขึ้นมา 5% กำไรจากดอกเบี้ยที่ได้มาจะหายวับไปทันที!


 ถ้าจะทำประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน (FX Hedging) ค่าธรรมเนียมประกันก็แพงจนแทบจะเท่ากับส่วนต่างดอกเบี้ยที่ได้เพิ่ม สรุปคือ หักลบกลบหนี้แล้ว เหลือส่วนต่างกำไรนิดเดียว จนหลายคนรู้สึกว่า "อยู่ไทยเหมือนเดิมง่ายกว่า"


4. คนเรายังต้องกินต้องใช้ "เงินบาท" ในชีวิตประจำวัน


ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร ร้านค้า บริษัทประกัน หรือแม้แต่ตัวเราเอง ทุกคนมีภาระต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือน พนักงาน หรือคืนเงินฝากเป็น "เงินบาท" บริษัทใหญ่ๆ จึงไม่สามารถขนเงินทั้งหมดไปถือเป็นดอลลาร์ได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องเก็บเงินบาทไว้หมุนเวียนธุรกิจในไทยอยู่ดี


สรุปให้เห็นภาพ


ดอกเบี้ยอเมริกาที่สูงกว่า เหมือน "แรงดึงดูด" ที่พยายามดูดเงินออกจากไทยจริงครับ แต่มันทำได้แค่ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงระดับหนึ่ง เท่านั้น


มันไม่สามารถทำให้เงินบาท "พัง" หรือ "ไหลออกจนหมด" ได้ เพราะเรามีทั้ง นักท่องเที่ยวเอาเงินเข้า + แบงก์ชาติคอยประคอง + ต้นทุนความเสี่ยงค่าเงิน + ความจำเป็นต้องใช้เงินบาทในชีวิตจริง คอยเป็นเบรกเกอร์คอยดึงเอาไว้นั่นเองครับ


ก็ประมาณนั้นครับ


#จัดไป


บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ