“2 คน 2 คม” …บทเรียนความรวยยั่งยืนระดับโลกใน Generation เดียว !!
มาดูการสร้าง "ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน" ของสองประเทศที่มีจุดเริ่มต้นต่างกันสุดขั้ว
นอร์เวย์มีน้ำมันล้นเหลือ ส่วนสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย แม้แต่น้ำจืด !!
แต่ทั้งคู่กลับสร้าง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund: SWF) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกขึ้นมาได้ ด้วยวิธีคิดที่น่าศึกษาครับ
ภาค 1: นอร์เวย์ - จากหยดน้ำมันใต้ทะเล สู่กระปุกออมเงินโลก
1. โชคดีที่มาพร้อมความเยือกเย็น (1969)
ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 1969 ในขณะที่ทั้งโลกกำลังเฉลิมฉลองคริสต์มาส บริษัท Phillips Petroleum ได้ขุดเจาะพบแหล่งน้ำมัน Ekofisk ในทะเลเหนือของนอร์เวย์
มันคือหนึ่งในแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐบาลนอร์เวย์รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับ "โชคลาภก้อนโต" ที่สามารถเปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมและประมงยากจนให้กลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในชั่วข้ามคืน
แต่แทนที่จะดีใจแล้วนำเงินมาแจกจ่ายละเลงใช้ นอร์เวย์กลับตั้งคำถามสำคัญทางเศรษฐศาสตร์: "เราจะทำอย่างไรไม่ให้พรจากสวรรค์นี้ กลายเป็นคำสาปทำลายชาติในอนาคต?"
…ส่วนใหญ่ประเทศที่เจอน้ำมัน หรือเจอทอง เจอเพชร เจอทรัพยากรมีค่า …จะเจอกับ ‘คำสาบของทรัพยากร’ ..คือ มักจะมีผู้นำ ที่เอาไปใช้ส่วนตัว ใช้ผิดประเภท ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ …สุดท้ายพังทั้งผู้นำเผด็จการคนนั้น และก็พังทั้งประเทศ ..นั่นละคำสาบ !!
2. การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์: การทิ้งเงินโครน ถือเงินดอลลาร์
ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 นอร์เวย์เริ่มเจอปัญหาค่าเงินโครนแข็งค่าเกินไปจนอุตสาหกรรมดั้งเดิมพังทลาย (Dutch Disease)
…อันนี้อธิบายเพิ่มนิดนึง คือ เวลาขายทรัพยากรได้เงินมา พอแลกเป็นเงินตัวเอง ค่าเงินก็จะแข็ง (ในมุมคนในประเทศ เงินแข็งก็ดีซิ ซื้อของอะไรก็ถูก ?)
…แต่ในมุมผู้ผลิต ผู้ส่งออก เงินแข็ง ก็เท่ากับของคุณแพง คราวนี้ของก็ขายไม่ได้ เพราะแพง …เศรษฐกิจในประเทศก็จะค่อยๆ แย่ เพราะ ราคาสู้ที่อื่นไม่ได้
พวกเขาจึงตัดสินใจหักดิบในเชิงนโยบาย:
ห้ามแปลงเงินน้ำมันเป็นเงินโครน: รายได้จากการขายน้ำมันทั้งหมดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ ให้เก็บไว้ในรูปแบบดอลลาร์และสกุลเงินต่างประเทศอื่น ๆ
ส่งออกเงินทุน 100%: กฎหมายระบุว่า เงินก้อนนี้ห้ามนำมาลงทุนในประเทศนอร์เวย์เด็ดขาด แต่ต้องนำออกไปลงทุนใน "สินทรัพย์ต่างประเทศทั่วโลก"
แนวคิดนี้เฉียบคมมาก เพราะนอกจากจะป้องกันไม่ให้ค่าเงินโครนแข็งค่าจนประเทศพังแล้ว มันยังเป็นการ "เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติที่วันหนึ่งต้องหมดไป (น้ำมัน) ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่เติบโตได้ไม่มีวันสิ้นสุด"
…โคตรฉลาด !!
ในปี 1990 รัฐสภานอร์เวย์ได้ก่อตั้ง Government Petroleum Fund
(ปัจจุบันคือ Government Pension Fund Global) และโอนเงินก้อนแรกเข้าไปออมในปี 1996
3. พลังทบต้น 30 ปี กับความยั่งยืนของประชากร
ด้วยการยึดมั่นใน "กฎเหล็ก 3%" (รัฐบาลถอนเงินมาใช้ได้ไม่เกินปีละ 3% ของมูลค่ากองทุน)
เงินต้นจึงทำหน้าที่ทบต้นอย่างอิสระ ปัจจุบันในปี 2026 กองทุนนี้มีมูลค่าพุ่งทะยานสู่ 2.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 76.5 ล้านล้านบาท)
กองทุนนี้เป็นเจ้าของหุ้น 1.5% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดบนโลก
หากหารเฉลี่ยให้ประชากรนอร์เวย์ 5.6 ล้านคน ทุกคนจะมีสินทรัพย์หนุนหลังอยู่คนละ 13.5 ล้านบาท โดยเฉลี่ย
ภาค 2: สิงคโปร์ - เมื่อไม่มีน้ำมัน จึงต้องกลั่น "สมองและวินัย"
ตัดภาพมาที่ สิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาจากมาเลเซียในปี 1965 ดินแดนนี้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีก๊าซ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืดที่เพียงพอ
ลีกวนยู (Lee Kuan Yew) ผู้นำในยุคนั้นรู้ดีว่าทรัพยากรเดียวที่มีคือ "มนุษย์ วินัย และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์"
สิงคโปร์สร้างความมั่งคั่งผ่านกลไกที่ต่างออกไป พวกเขาแปรสภาพประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าของโลก เมื่อเศรษฐกิจโต รัฐบาลก็มีเงินเก็บจากการงบประมาณที่เกินดุล ผสมกับเงินออมภาคบังคับของประชาชน (CPF)
สิงคโปร์จึงริเริ่มสร้างกองทุนแห่งชาติขึ้นมา 2 โครงสร้างหลัก:
1. Temasek Holdings (ก่อตั้งปี 1974)
เริ่มแรกจัดตั้งขึ้นเพื่อเข้าถือหุ้นและบริหาร "รัฐวิสาหกิจและบริษัทในประเทศ" ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาสร้างชาติ เช่น Singapore Airlines, Singtel, DBS Bank ก่อนที่จะขยับขยายไปลงทุนเชิงรุกในต่างประเทศ เน้นหุ้นเติบโตสูง เทคโนโลยี และสตาร์ตอัป
ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ (Portfolio Value) ราว 2.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท)
2. GIC (Government of Singapore Investment Corporation - ก่อตั้งปี 1981)
จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับนอร์เวย์ คือนำ "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนเกิน" ของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ออกไปลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์
เพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาว ปัจจุบัน GIC บริหารเงินอยู่สูงถึงประมาณ 9.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.7 ล้านล้านบาท) ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก
บทสรุปเชิงข้อคิด:
วินัยชนะทรัพยากรเสมอ
เรื่องราวของนอร์เวย์และสิงคโปร์สอนบทเรียนสำคัญที่สุดข้อหนึ่งให้โลกการเงินได้รู้ว่า "การมีทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้การันตีความร่ำรวย และการไม่มี
ทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องยากจนเสมอไป"
นอร์เวย์ พิสูจน์ว่า หากคุณโชคดีมีน้ำมัน แต่คุณมี "วินัย" ที่จะหักห้ามใจไม่เอาเงินอนาคตมาผลาญเล่นในปัจจุบัน คุณจะเปลี่ยนสิ่งของที่ใช้แล้วหมดไปให้กลายเป็นความมั่งคั่งชั่วนิรันดร์ได้
สิงคโปร์ พิสูจน์ว่า ถึงคุณจะไม่มีโชค ไม่มีน้ำมันสักหยด แต่ถ้าคุณมี "สมองและระบบการบริหารที่โปร่งใสเป็นเลิศ"
คุณก็สามารถดึงเม็ดเงินจากทั่วโลกมาสร้างเป็นกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ติดอันดับโลกเพื่อดูแลประชากรของคุณให้กินดีอยู่ดีได้เช่นกัน
สิ่งที่ทั้งสองประเทศนี้มีเหมือนกันไม่ใช่สินทรัพย์ใต้ดินครับ แต่คือ "วิสัยทัศน์ระยะยาวและความซื่อสัตย์ต่ออนาคตของชาติ"
ซึ่งเป็นสิ่งทื่แยกประเทศแถวหน้าออกจากประเทศที่ติดหล่มความยากจนอย่างแท้จริงครับ
…ตัดกลับมาที่ ประเทศไทย …โอ้ว !! เราไม่มีน้ำมัน ..และเราก็ไม่ได้มีแบบสิงคโปร์ …แล้วเรามีอะไรวะ …555
ประมาณนั้น
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น