เบื้องหลังการพิมพ์เงินครั้งใหญ่ของโลก ..จัดไป !!
ถ้าเปรียบโลกใบนี้เป็นผับขนาดใหญ่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็คือเจ้าของร้านสุดป๋าที่ใจดีเปิดดนตรีขับกล่อม และพร้อมจะ "แจกเหล้าฟรี" ทุกครั้งที่มีคนทำท่าจะหมดสติ …ปั๊ม เงิน !!!
มาครับ... ผมจะเล่ามหากาพย์การ "ปั๊มแบงก์กงเต๊ก" ระดับโลกให้ฟังแบบสั้นๆ ง่ายๆ ฉบับผู้ชายคุยกันในวงเหล้า ว่าทำไมตอนนี้ราคาข้าวของ สินทรัพย์ทุกอย่างมันถึงพุ่งทะลุอวกาศขนาดนี้
1. จุดเริ่มต้น: ญี่ปุ่นเปิด อเมริกาตาม (ปี 2008)
ย้อนกลับไปปี 2008 เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime) ธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกาพังครืนเป็นโดมิโน่ ถ้าเป็นพ่อค้าทั่วไปเจ๊งก็คือเจ๊งใช่ไหมครับ? แต่ไม่ใช่กับพี่เบิ้มอเมริกา
Fed เห็นท่าไม่ดีเลยงัดวิชาเด็ดที่ ญี่ปุ่น เคยแอบทำเงียบๆ มาก่อน นั่นคือการทำ QE (Quantitative Easing) หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ "การพิมพ์เงินเสกขึ้นมาจากอากาศ" แล้วเอาไปไล่ซื้อหนี้เน่า ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เติมสภาพคล่องเข้าระบบ
เหมือนผับอเมริกากำลังจะเจ๊ง ลูกค้าไม่มีตังค์จ่ายค่าเหล้า เจ้าของร้านเลยตัดสินใจ พิมพ์แบงก์ปลอมของร้านขึ้นมาเอง แล้วเดินแจกทุกคนในผับ "เอ้า! เอาไปเที่ยวต่อ อย่าเพิ่งกลับบ้าน!"
2. โควิด-19: ปั๊มแบงก์แบบ "เทกระจาด"
หลังจากปี 2008 โลกเราก็เสพติดเงินฟรีมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอแจ็กพอตปี 2020 คือวิกฤตโควิด-19
รอบนี้ทุกคนต้องอยู่บ้าน ทำมาหากินไม่ได้ เศรษฐกิจกำลังจะตายสนิท
รอบนี้พี่ Fed และธนาคารกลางทั่วโลกไม่แจกธรรมดาแล้วครับ พี่แกใช้ท่อดับเพลิงฉีดเงินเข้าสู่ระบบเลย พิมพ์เงินออกมามหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จนเงินดอลลาร์ในโลกนี้เกือบครึ่งนึง ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง
3. ผลลัพธ์: เงินล้นโลก ไหลไปซุกตาม "สินทรัพย์"
พอมันมีเงินกระดาษลอยอยู่เต็มท้องฟ้า คนรวยและกองทุนต่างๆ เขารู้ทันครับว่า "เงินฝากในธนาคารคือขยะที่มูลค่าดิ่งลงทุกวัน" เพราะฉะนั้น พวกเขาต้องรีบเอาเงินกงเต๊กพวกนี้ไปเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ที่มีจำนวนจำกัด!
และนั่นคือเหตุผลที่สินทรัพย์ทั่วโลกพุ่งทะยานเป็นบ้าเป็นหลัง:
หุ้นเทคฯ: พุ่งกระฉูดราวกับบริษัทพวกนี้จะสามารถยึดครองกาแล็กซีได้ในเร็ววัน
ทองคำ: สินทรัพย์คลาสสิกที่คนวิ่งไปซบเวลาไม่ไว้ใจรัฐบาล พุ่งทำ All-Time High ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Bitcoin: จากเงินดิจิทัลที่เคยโดนด่าว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ตอนนี้กลายเป็น "ทองคำดิจิทัล" ที่กองทุนระดับโลกต้องแย่งกันซื้อ เพราะมันมีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ (ในขณะที่เงินดอลลาร์พี่ Fed พิมพ์ได้ไม่จำกัด)
ตอนนี้ไม่ใช่ว่าของพวกนี้มันมีค่ามากขึ้นหรอกครับ แต่เป็นเพราะ "มูลค่าของเงินกระดาษในมือเรามันต่ำลง" ต่างหาก สมัยก่อนพกเงิน 100 บาทเดินยืดได้ ตอนนี้ซื้อข้าวผัดกะเพราจานเดียวยังแทบไม่พอ
4. บทสรุปของเกม: ลูปนรกที่ไม่รู้จบ
ถามว่าเกมนี้จะจบยังไง? ประวัติศาสตร์มันบอกเราไว้หมดแล้วครับ
1. ปั๊มเงิน: กระตุ้นเศรษฐกิจ (หลอกๆ) ให้คนรู้สึกรวย
2. ฟองสบู่แตก: เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยพุ่ง สินทรัพย์รับไม่ไหว ระเบิดตู้ม!
3. แยกย้ายไปเลียแผล: แมงเม่าและคนชนชั้นกลางหมดตัว ขยาดการลงทุนไปพักใหญ่
4. กด Reset แล้วเริ่มใหม่: พอเศรษฐกิจพัง รัฐบาลก็กลับมาพิมพ์เงินรอบใหม่ วนไปเป็นลูปนรก
มันคือเกมการเงินที่คนคุมกฎไม่มีวันแพ้ ส่วนพวกเราชนชั้นแรงงานก็ได้แต่ก้มหน้าทำมาหากิน แล้ววิ่งไล่ตามเงินเฟ้อที่พวกเขาเสกขึ้นมา...
เกมนี้มันกำลังมันส์ระเบิดระเบ้อเลยครับ แต่อย่าลืมเช็กดูดีๆ นะครับว่าในมือเราถือ "สินทรัพย์จริง" หรือถือแค่ "กระดาษเปล่า" ที่เขากำลังจะโละทิ้ง!
#จัดไป
(เพื่อให้เห็นภาพว่า "ปั๊มกันแหลก" ขนาดไหน ให้ดูที่ขนาด Balance Sheet (งบดุล/สินทรัพย์รวม) ของทั้งสองธนาคารกลางครับ ยิ่งงบดุลโต แปลว่าปั๊มเงินออกมาซื้อของสะสมไว้เยอะ
: FED ก่อนวิกฤต 2008 มี Balance Sheet 0.9 ล้านล้านดอลลาร์ ..ปี 2024 (จุด Peak) เพิ่มมาเป็น 9 ล้านล้าน …วันนี้ทำ QT พยายามดูดเงินออก เหลือ 6.7 ล้านล้าน (ใช่!! ขนาดดูดออก แต่มันก็ยังเยอะ เทียบกับจุดเริ่มปี 2008 แค่ 0.9 ล้านล้าน)
: BOJ (ค่ายญี่ปุ่น) ก่อนวิกฤต 2008 มี Balance Sheet 110 ล้านล้านเยน ..ปี 2024 (จุด Peak) เพิ่มมาเป็น 764 ล้านล้านเยน …วันนี้พยายามดูดเงินออก เหลือ 639 ล้านล้านเยน
ทั้งอเมริกา และ ญี่ปุ่นช่วยกันปั๊มเงินซะเยอะ แต่พอเอาออก ก็ออกช้า ออกน้อย ….ผลก็คือ มันก็ทำให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ พุ่งเป็นฟองสบู่แบบที่เราเห็นวันนี้แหละ !!)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น