‘เสกเงินจากอากาศ ..พิมพ์เงินเขาทำกันยังไง’ …BOJ ญี่ปุ่น ก็ทำได้เหมือนกัน !!
เวลาเราได้ยินคำว่า "ธนาคารกลางพิมพ์เงิน" (Money Printing) คนส่วนใหญ่จะนึกภาพโรงพิมพ์ กำลังเดินเครื่องปั๊มแบงก์กระดาษออกมาเป็นปึกๆ …ไม่ใช่!!
แต่ในโลกการเงินยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวิธีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ใช้ในการทำ QE (Quantitative Easing) มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้พิมพ์แบงก์กระดาษเลยแม้แต่ใบเดียวครับ
แต่เขาใช้วิธี "เสกเงินดิจิทัลขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วกดปุ่มโอน" อธิบายแบบบ้านๆ ชัดๆ เป็น 3 สเต็ปง่ายๆ แบบนี้ครับ:
1. กลไก 3 สเต็ป: เสกเงิน-กดปุ่ม-แลกของ
ลองนึกภาพว่า BOJ มีคอมพิวเตอร์วิเศษระบบหลังบ้านอยู่ตัวหนึ่ง สิ่งที่เขาทำคือ:
สเต็ปที่ 1: "พิมพ์ตัวเลข" ในบัญชี
BOJ จะเดินไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์ตัวเลขเงินเยนเพิ่มเข้าไปในบัญชีของตัวเองดื้อๆ เลย จากเดิมที่มีศูนย์บาท ก็เพิ่มเข้าไปเป็น 10 ล้านล้านเยน เงินก้อนนี้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า (เสกขึ้นมาทางดิจิทัล) โดยไม่มีทองคำหรือสินทรัพย์อะไรมาค้ำประกันทั้งสิ้น
สเต็ปที่ 2: โอนเงินไป "ซื้อพันธบัตร" จากธนาคารพาณิชย์
BOJ จะหันไปหาธนาคารพาณิชย์ในประเทศ (เช่น แบงก์ MUFG, Mizuho) แล้วบอกว่า "เฮ้ย เอาพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (ใบตราสารหนี้) ที่พวกแกถืออยู่มาขายให้ฉันหน่อย"
จากนั้น BOJ ก็ กดปุ่มโอนเงินดิจิทัลที่เพิ่งเสกขึ้นมา เข้าไปในบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น
แล้ว BOJ ก็ดึงเอา "พันธบัตรรัฐบาล" กลับมาเก็บไว้ที่ตัวเอง
สเต็ปที่ 3: เงินกระจายเข้าสู่ระบบ (ในทฤษฎี)
ตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะไม่มีพันธบัตรแล้ว แต่จะมี "เงินสดดิจิทัลล้นบัญชี" แทน
BOJ คาดหวังว่า เมื่อแบงก์พาณิชย์มีเงินสดเยอะขนาดนี้ แบงก์จะยอมปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชนและประชาชนง่ายขึ้น ดอกเบี้ยจะถูกลง เพื่อให้คนเอาเงินไปลงทุนและใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ
2. ลูปวนกู้: รัฐบาลออกหนี้ - แบงก์ซื้อ - BOJ พิมพ์เงินมาเคลียร์
นี่คือกลไก "ลับลมคมใน" ที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ไม่รู้จบ (จนทะลุ 260% ของ GDP) โดยที่ประเทศไม่ล้มละลาย:
1. รัฐบาลญี่ปุ่นถังแตก: อยากได้เงินไปดูแลคนแก่และซื้ออาวุธ แต่ภาษีไม่พอ รัฐบาลจึงออก "พันธบัตรชุดใหม่" (กระดาษสัญญากู้เงิน) มาประมูลขาย
2. ธนาคารพาณิชย์มาซื้อ: ธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นเอาเงินฝากของประชาชนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลนี้ไว้
3. BOJ พิมพ์เงินมาซับ: BOJ ก็ใช้กลไกในข้อ 1 (เสกเงินดิจิทัล) ไปไล่กว้านซื้อพันธบัตรเหล่านั้นต่อจากธนาคารพาณิชย์อีกทีหนึ่ง
ผลลัพธ์คืออะไร?
รัฐบาลได้เงินสดไปใช้สมใจอยาก ธนาคารพาณิชย์ได้เงินสดดิจิทัลกลับไปหมุน ส่วนหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลถูกย้ายมาอยู่ที่ BOJ (ธนาคารกลาง) ซึ่งเป็นพวกเดียวกันเอง
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเหมือนกู้เงินจากกระเป๋าซ้าย (BOJ) มาจ่ายกระเป๋าขวา (รัฐบาล) วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนปัจจุบัน BOJ กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด ถือหุ้นและพันธบัตรเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไปแล้วครับ
ทำไมวิธีนี้ถึงเริ่มพังในปี 2026?
ในอดีต เงินเสกพวกนี้มันจมอยู่ในระบบธนาคาร ไม่ล้นออกไปข้างนอกเพราะคนญี่ปุ่นไม่ยอมใช้เงิน (เงินฝืด)
แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน (ปี 2024-2026) ดอกเบี้ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น แต่ญี่ปุ่นยังพิมพ์เงินกดดอกเบี้ยไว้ในคอมพิวเตอร์ต่ำๆ นักลงทุนทั่วโลกเลยมองว่า "เงินเยนมันหาง่ายและไร้ค่า" เพราะธนาคารกลางเสกเมื่อไหร่ก็ได้
ทุกคนจึงแย่งกันทำ Carry Trade คือ แอบมากู้เงินเยนดอกเบี้ยถูกๆ ที่ BOJ เสกขึ้นมานี้ แล้วรีบเทขายเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์เพื่อไปโกยดอกเบี้ย 5% ที่ฝั่งอเมริกา
แรงเทขายนี้เลยย้อนกลับมาทุบให้เงินเยนอ่อนค่าประวัติศาสตร์ทะลุ 162 เยนในปัจจุบันนั่นเองครับ
นี่คือกลไกการ "พิมพ์เงินแบบจับเสือมือเปล่า" ของธนาคารกลางยุคใหม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วตลาดคือนักลงทัณฑ์ที่จะบอกว่า เงินที่คุณเสกขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่มี Productivity รองรับ
ในท้ายที่สุด มูลค่าของมัน (ค่าเงิน) จะต้องถูกลดทอนลงไปตามกฎธรรมชาติครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น