แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘เสกเงินจากอากาศ ..พิมพ์เงินเขาทำกันยังไง’ …BOJ ญี่ปุ่น ก็ทำได้เหมือนกัน !!

 ‘เสกเงินจากอากาศ ..พิมพ์เงินเขาทำกันยังไง’ …BOJ ญี่ปุ่น ก็ทำได้เหมือนกัน !!


เวลาเราได้ยินคำว่า "ธนาคารกลางพิมพ์เงิน" (Money Printing) คนส่วนใหญ่จะนึกภาพโรงพิมพ์ กำลังเดินเครื่องปั๊มแบงก์กระดาษออกมาเป็นปึกๆ …ไม่ใช่!!


แต่ในโลกการเงินยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวิธีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ใช้ในการทำ QE (Quantitative Easing) มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้พิมพ์แบงก์กระดาษเลยแม้แต่ใบเดียวครับ


แต่เขาใช้วิธี "เสกเงินดิจิทัลขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วกดปุ่มโอน" อธิบายแบบบ้านๆ ชัดๆ เป็น 3 สเต็ปง่ายๆ แบบนี้ครับ:


1. กลไก 3 สเต็ป: เสกเงิน-กดปุ่ม-แลกของ

ลองนึกภาพว่า BOJ มีคอมพิวเตอร์วิเศษระบบหลังบ้านอยู่ตัวหนึ่ง สิ่งที่เขาทำคือ:


สเต็ปที่ 1: "พิมพ์ตัวเลข" ในบัญชี

BOJ จะเดินไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์ตัวเลขเงินเยนเพิ่มเข้าไปในบัญชีของตัวเองดื้อๆ เลย จากเดิมที่มีศูนย์บาท ก็เพิ่มเข้าไปเป็น 10 ล้านล้านเยน เงินก้อนนี้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า (เสกขึ้นมาทางดิจิทัล) โดยไม่มีทองคำหรือสินทรัพย์อะไรมาค้ำประกันทั้งสิ้น


สเต็ปที่ 2: โอนเงินไป "ซื้อพันธบัตร" จากธนาคารพาณิชย์


BOJ จะหันไปหาธนาคารพาณิชย์ในประเทศ (เช่น แบงก์ MUFG, Mizuho) แล้วบอกว่า "เฮ้ย เอาพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (ใบตราสารหนี้) ที่พวกแกถืออยู่มาขายให้ฉันหน่อย"


 จากนั้น BOJ ก็ กดปุ่มโอนเงินดิจิทัลที่เพิ่งเสกขึ้นมา เข้าไปในบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น


 แล้ว BOJ ก็ดึงเอา "พันธบัตรรัฐบาล" กลับมาเก็บไว้ที่ตัวเอง


สเต็ปที่ 3: เงินกระจายเข้าสู่ระบบ (ในทฤษฎี)


ตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะไม่มีพันธบัตรแล้ว แต่จะมี "เงินสดดิจิทัลล้นบัญชี" แทน 


BOJ คาดหวังว่า เมื่อแบงก์พาณิชย์มีเงินสดเยอะขนาดนี้ แบงก์จะยอมปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชนและประชาชนง่ายขึ้น ดอกเบี้ยจะถูกลง เพื่อให้คนเอาเงินไปลงทุนและใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ


2. ลูปวนกู้: รัฐบาลออกหนี้ - แบงก์ซื้อ - BOJ พิมพ์เงินมาเคลียร์


นี่คือกลไก "ลับลมคมใน" ที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ไม่รู้จบ (จนทะลุ 260% ของ GDP) โดยที่ประเทศไม่ล้มละลาย:


1. รัฐบาลญี่ปุ่นถังแตก: อยากได้เงินไปดูแลคนแก่และซื้ออาวุธ แต่ภาษีไม่พอ รัฐบาลจึงออก "พันธบัตรชุดใหม่" (กระดาษสัญญากู้เงิน) มาประมูลขาย


2. ธนาคารพาณิชย์มาซื้อ: ธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นเอาเงินฝากของประชาชนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลนี้ไว้


3. BOJ พิมพ์เงินมาซับ: BOJ ก็ใช้กลไกในข้อ 1 (เสกเงินดิจิทัล) ไปไล่กว้านซื้อพันธบัตรเหล่านั้นต่อจากธนาคารพาณิชย์อีกทีหนึ่ง


ผลลัพธ์คืออะไร?


รัฐบาลได้เงินสดไปใช้สมใจอยาก ธนาคารพาณิชย์ได้เงินสดดิจิทัลกลับไปหมุน ส่วนหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลถูกย้ายมาอยู่ที่ BOJ (ธนาคารกลาง) ซึ่งเป็นพวกเดียวกันเอง 


รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเหมือนกู้เงินจากกระเป๋าซ้าย (BOJ) มาจ่ายกระเป๋าขวา (รัฐบาล) วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนปัจจุบัน BOJ กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด ถือหุ้นและพันธบัตรเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไปแล้วครับ


ทำไมวิธีนี้ถึงเริ่มพังในปี 2026?


ในอดีต เงินเสกพวกนี้มันจมอยู่ในระบบธนาคาร ไม่ล้นออกไปข้างนอกเพราะคนญี่ปุ่นไม่ยอมใช้เงิน (เงินฝืด)


แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน (ปี 2024-2026) ดอกเบี้ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น แต่ญี่ปุ่นยังพิมพ์เงินกดดอกเบี้ยไว้ในคอมพิวเตอร์ต่ำๆ นักลงทุนทั่วโลกเลยมองว่า "เงินเยนมันหาง่ายและไร้ค่า" เพราะธนาคารกลางเสกเมื่อไหร่ก็ได้


ทุกคนจึงแย่งกันทำ Carry Trade คือ แอบมากู้เงินเยนดอกเบี้ยถูกๆ ที่ BOJ เสกขึ้นมานี้ แล้วรีบเทขายเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์เพื่อไปโกยดอกเบี้ย 5% ที่ฝั่งอเมริกา 


แรงเทขายนี้เลยย้อนกลับมาทุบให้เงินเยนอ่อนค่าประวัติศาสตร์ทะลุ 162 เยนในปัจจุบันนั่นเองครับ


นี่คือกลไกการ "พิมพ์เงินแบบจับเสือมือเปล่า" ของธนาคารกลางยุคใหม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วตลาดคือนักลงทัณฑ์ที่จะบอกว่า เงินที่คุณเสกขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่มี Productivity รองรับ 


ในท้ายที่สุด มูลค่าของมัน (ค่าเงิน) จะต้องถูกลดทอนลงไปตามกฎธรรมชาติครับ


#จัดไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ