4 สินทรัพย์ ที่คนรวย ใช้เป็นตัวรักษามูลค่าความมั่งคั่งของตัวเอง ..ในยุคเงินเฟ้อ เงินด้อยค่า !!
พวก "ฉลามการเงิน" หรือคนที่เขารอดแล้วรวยขึ้นทุกวิกฤต เขาวางเงินกันยังไง?
ขยับเข้ามาครับ นี่คือพอร์ตโฟลิโอและวิธีคิดของเสือซุ่มยุคนี้:
1. เริ่มจากแยก "สินทรัพย์จริง" ออกจาก "กระดาษเสก"
คนพวกนี้เขาจะมองทะลุเปลือกนอก แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่มีจำนวนจำกัดจริงๆ บนโลกนี้ และมนุษย์ยังต้องแย่งกันใช้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า?
พวกเขาจะไม่เก็บเงินไว้ในรูปของ "หนี้" หรือ "เงินฝาก" เกินความจำเป็น แต่จะ
เปลี่ยนเงินกงเต๊กให้เป็นสินทรัพย์ 4 กลุ่มนี้:
กลุ่มที่ 1: หุ้นผูกขาด / หุ้นห่านทองคำ (Value Stocks & Tech Monopolies)
พวกเขารู้ว่าเงินเฟ้อมา ข้าวของแพงขึ้น บริษัทที่รวยคือบริษัทที่ "สามารถขึ้นราคาสินค้าตามเงินเฟ้อได้โดยที่ลูกค้าไม่เลิกซื้อ"
สิ่งที่เขาถือ: หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน, หุ้นพลังงาน, หุ้นอาหาร/สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นเจ้าตลาด (อย่างในไทยก็พวกหุ้นเบอร์หนึ่งที่มีกระแสเงินสดหนาๆ ปันผลสม่ำเสมอ)
หรือถ้าสายเติบโตก็คือ หุ้นบิ๊กเทคฯ ระดับโลก ที่ผูกขาดระบบปฏิบัติการหรือ AI ซึ่งต่อให้เศรษฐกิจพัง คนก็ยังต้องจ่ายเงินให้บริษัทพวกนี้อยู่ดี
กลยุทธ์ยามวิกฤต: ถือรับปันผลไปเรื่อยๆ พอเกิดวิกฤตราคาหุ้นร่วงแรง (แต่พื้นฐานบริษัทไม่ได้พังตาม)
เขาก็เอาเงินปันผลหรือกระแสเงินสดสดๆ จากธุรกิจนั่นแหละครับ ไป "ช้อนซื้อเพิ่ม" เพื่อสะสมจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นในราคาถูก
กลุ่มที่ 2: ทองคำแท้ (The Ultimate Safe Haven)
ในอดีตทองคำดียังไง ปัจจุบันและอนาคตก็ยังดีอย่างนั้นครับ มันคือสินทรัพย์เดียวที่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ว่ามูลค่ากลายเป็นศูนย์ และรัฐบาลไหนในโลกก็กดปุ่มเสกทองคำเพิ่มขึ้นมาดื้อๆ ไม่ได้
สิ่งที่เขาถือ: ทองคำแท่ง หรือกองทุนทองคำระดับโลก
กลยุทธ์ยามวิกฤต: เมื่อคนเริ่มตื่นตระหนกไม่ไว้ใจเงินกระดาษ ทองคำจะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่พุ่งทะยาน เขามีไว้เพื่อ "ประกันความเสี่ยง" พอร์ตฝั่งหุ้นพัง พอร์ตทองคำพุ่งขึ้นมาชดเชย
กลุ่มที่ 3: Bitcoin (The Digital Gold)
สำหรับคนรุ่นใหม่และสถาบันการเงินยุคนี้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ต้องมีติดพอร์ตไปแล้ว (Asset Allocation ราวๆ 1-5%)
เพราะโครงสร้างของมันถูกออกแบบมาตรงข้ามกับ FED เป๊ะๆ คือ "มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ ไม่มีการพิมพ์เพิ่มตามใจชอบ" เมื่อเงินดอลลาร์เสกออกมาเยอะ มูลค่าเทียบเคียงของ Bitcoin มันจึงต้องพุ่งขึ้นตามกลไกคณิตศาสตร์
กลุ่มที่ 4: ที่ดิน / อสังหาริมทรัพย์ทำเลทอง
ที่ดินทำเลดีๆ ใจกลางเมือง หรือที่ดินเพื่อ
การเกษตร/อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ
เพราะโลกนี้ประชากรเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่โลกเท่าเดิม เป็นอีกหนึ่งหลุมหลบภัยเงินเฟ้อชั้นดี
2. กลยุทธ์การวางเงิน: "จังหวะแบบไหน รับได้ทุกทรง!!‘
คนที่รอดเขาไม่ได้นั่งกอดบุ๊กแบงก์ที่มีเงินสดนอนนิ่งๆ ครับ แต่เขาวางเงินแบบนี้ คือ 80/20 …คือ วาง 80% ในสินทรัพย์จริงทั้ง 4 ประเภท และ อีก 20% เงินสด (รอช้อน เวลาเกิดการปรับฐานเป็นรอบๆ ของแต่ละสินทรัพย์)
เคล็ดลับความรวยยามวิกฤต: เมื่อเกิด Hard Landing หรือฟองสบู่แตก สินทรัพย์ทุกอย่างจะร่วงกระจาย (รวมถึงหุ้นดีๆ ด้วย) คนที่กอดเงินสด 10-20% บวกกับมี "กระแสเงินสด" จากปันผลที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เขาจะใช้เงินก้อนนี้แหละครับ เดินชิลๆ ไปเลือกช้อนซื้อ "หุ้นพื้นฐานดีที่ราคาโดนทุบลงมาจนถูกเวอร์" หรือไปช้อนซื้ออสังหาฯ จากคนที่กำลังโดนยึดทรัพย์
มุมสรุปแบบเฉียบคม: เขาไม่ได้เดาใจเจ้ามือ แต่เขาเล่นตามเกม
คนที่รอดและรวยขึ้นในลูปนรกนี้ เขาเลิกหวังจะพึ่งพาความปราณีจากธนาคารกลางนานแล้วครับ เขาไม่ได้มานั่งเดาว่าปีนี้ FED จะลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง หรือจีนจะอัดฉีดเงินเท่าไหร่
แต่วิธีของเขาคือ "ถ้ารัฐบาลชอบพิมพ์กระดาษเสก... เขาก็แค่เอาความได้เปรียบนั้นมาเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่เสกไม่ได้"
เวลาปกติ ปล่อยให้สินทรัพย์พวกนี้มันทำงาน ผลิตปันผลมาให้เขาใช้ เวลาวิกฤต ตลาดตื่นตระหนกเทขายของดีราคาถูก
เขาก็แค่เอาตังค์ไปเก็บตก เสือซุ่มพวกนี้เขาทำตัวเป็น "เจ้าของบ่อนร่วม" ครับ ไม่ใช่แมงเม่าที่วิ่งไล่ตามราคาหุ้นปั่นไปวันๆ
เกมนี้ถ้าคุณวางหมากถูกที่... ต่อให้ฟองสบู่แตกกี่รอบ คุณก็จะเป็นคนที่ลุกขึ้นมาเลียแผลได้ไวที่สุด และกลับมารวยกว่าเดิมทุกครั้งครับ!
#จัดไป
(สำหรับเอามาปรับใช้ …ผมว่า เราไม่จำเป็นต้องมีทุกสินทรัพย์แบบคนรวย ’เราไม่ได้มีเงินเหลือขนาดนั้น’ …แค่เรา Balance ให้ดี ระหว่าง 80/20 คือ สินทรัพย์ 80% แล้วเงินสด 20% …แค่นี้ก็รอด ทุกวิกฤตแล้วครับ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น