วิกฤตค่าเงินพัง แล้วไทยกับเวียดนาม จะรอดไหม ?
ย้อนกลับมามองที่ ไทย x เวียดนาม โดยใช้เลนส์และบทเรียนจากวิกฤตตุรกี (เงินเฟ้อรุนแรง ค่าเงินพังจากการแทรกแซงนโยบาย)
ต้องบอกให้สบายใจได้เปลาะหนึ่งก่อนครับว่า ทั้งสองประเทศมีความเสี่ยงที่จะเจริญรอยตามตุรกี "ต่ำมาก" …โย่ว !!
เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และวิธีบริหารจัดการของธนาคารกลางต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่ถ้าถามว่า "แล้วเรามีจุดเปราะบางตรงไหนที่ต้องเฝ้าระวัง?"
สรุปแยกเป็นรายประเทศให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้
1. ประเทศไทย: แข็งแกร่งเรื่องค่าเงิน แต่เหนื่อยเรื่องเติบโต
ประเทศไทยมีระบบป้องกัน (Buffer) ทางการเงินที่หนาแน่นมาก แผลเป็นจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายของไทย "กลัว" วิกฤตค่าเงินพังมากที่สุด
จุดแข็งที่ทำให้ไทย "ห่างไกล" จุดจบแบบตุรกี
ทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาล: ปัจจุบันไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงติดอันดับ Top 15 ของโลก (ประมาณ 2.2 - 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วนที่สามารถคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้หลายเท่าตัว
ความเป็นอิสระของ ธปท. (ธนาคารกลาง): แม้จะมีความขัดแย้งทางความคิดหรือแรงกดดันทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรากฏให้เห็นตามหน้าข่าวอยู่เนืองๆ (เช่น เรื่องการลดหรือขึ้นดอกเบี้ย)
แต่ในทางกฎหมายและโครงสร้างปฏิบัติ ธปท. ยังคงรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ได้ถูกแทรกแซงจนสั่งซ้ายหันขวาหันได้แบบตุรกี
จุดเปราะบางของไทยที่ต้องเฝ้าระวัง
หนี้ครัวเรือนระดับวิกฤต: หนี้ครัวเรือนไทยขยับอยู่แถวๆ 90% ของ GDP การที่ ธปท. ต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันเพื่อดูแลเสถียรภาพ ไม่ให้เงินทุนไหลออก และไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ จึงกลายเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาคประชาชนและ SME ที่มีหนี้ท่วมหัว
เศรษฐกิจโตต่ำเรื้อรัง (Structural Slowdown): ปัญหาของไทยไม่ใช่เงินเฟ้อบ้าคลั่งแบบตุรกี แต่เป็นอาการ "โตช้า สังคมสูงวัย ไร้เครื่องยนต์ใหม่" ซึ่งทำให้เสน่ห์ในการดึงดูดเงินทุนต่างชาติ (FDI) ค่อยๆ ลดลง
2. ประเทศเวียดนาม: โตแรง เสี่ยงการเมือง แต่อยู่ใต้การควบคุม
เวียดนามเป็นเสือเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วมาก แต่โครงสร้างตลาดเงินและการบริหารยังมีความเป็น "กึ่งปิดกึ่งเปิด" และพึ่งพาการส่งออกสูง
จุดแข็งที่ทำให้เวียดนาม "รอด" จากแบบตุรกี
การควบคุมเบ็ดเสร็จโดยรัฐ: ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ทำงานภายใต้กลไกของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเน้นเสถียรภาพทางสังคมและการเติบโตเป็นหลัก
แม้จะมีแรงกดดัน แต่รัฐบาลเวียดนามตระหนักดีว่าการปล่อยให้ค่าเงินดอง (VND) พังทลาย จะทำลายฐานรากของประเทศที่เป็น "โรงงานโลก" พังทันที
ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหา รัฐพร้อมใช้ยาแรงเข้าจัดการเสมอ
ดุลการค้าที่เป็นบวก: เวียดนามเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องจากการเป็นฐานการผลิตระดับโลก (Apple, Samsung) ต่างจากตุรกีที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง
จุดเปราะบางของเวียดนามที่ต้องเฝ้าระวัง
ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และระบบธนาคาร: ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเผชิญวิกฤตปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคารพาณิชย์ (เช่น เคสของ Van Thinh Phat และธนาคาร SCB ของเวียดนาม) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในประเทศอย่างรุนแรง
การจัดการค่าเงินดอง (VND): ค่าเงินดองเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าอยู่บ่อยครั้ง ทุนสำรองของเวียดนามแม้จะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ไม่ได้หนาแน่นเท่าประเทศไทย
ทำให้บางจังหวะที่เงินดอลลาร์แข็งค่ามากๆ ธนาคารกลางเวียดนามต้องเข้าแทรกแซงตลาดอย่างหนักเพื่อไม่ให้เงินดองหลุดการควบคุม
สรุปสั้นๆ
ทั้งไทยและเวียดนามมี "ภูมิต้านทาน" ที่ดีพอในการป้องกันไม่ให้ค่าเงินพังทลายแบบโดมิโนเหมือนตุรกี
สิ่งที่นักลงทุนในบ้านเราต้องกังวลมากกว่าไม่ใช่เรื่องเงินเฟ้อขั้นรุนแรงหรือเงินบาทจะกลายเป็นเศษกระดาษ แต่คือ "ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว" ของไทย และ "ความโปร่งใสในระบบการเงิน" ของเวียดนามครับ
ก็เอามากรณีศึกษากัน …ต้องเฝ้าระวัง อย่าประมาท จร้าา !!
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น