‘ญี่ปุ่น‘ ..ต้นฉบับของการพิมพ์เงิน และปัญหาการเงิน เยน อ่อน ที่ต้องจับตามอง !!
เรื่องของ ญี่ปุ่น ณ ปัจจุบัน (ปี 2026) คือเคสที่น่าปวดหัวที่สุดในระบบการเงินโลกวันนี้เพราะญี่ปุ่นกำลังติดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "กับดักหนี้และโครงสร้างประชากร" (Structural Trap)
ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของการพิมพ์เงิน (QE) แบบที่เคยทำมาตลอด 20 ปี
และสถานการณ์ในปัจจุบันถูกกดดันจากค่าเงินเยนที่ร่วงต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี
ผมจะสรุปภาพรวม ตัวเลขสถิติล่าสุด และ "กลไกทางตัน" ของรัฐบาลญี่ปุ่นให้เห็นภาพง่ายๆ เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ:
1. ตัวเลขสถิติจริง ณ ปัจจุบัน (อัปเดตกลางปี 2026)
เพื่อให้เห็นภาพหน้าตักของญี่ปุ่นในตอนนี้ เรามาดูตัวเลขจริงกันครับ:
ค่าเงินเยนอ่อนค่าประวัติศาสตร์: ล่าสุด (กรกฎาคม 2026) เงินเยนร่วงทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่ อ่อนค่าที่สุดในรอบ 39 ปี (นับตั้งแต่ปี 1987)
หากคิดเทียบเป็นเงินบาท ตอนนี้เงินเยนหล่นลงมาอยู่ที่แถวๆ 20.5 สตางค์ต่อ 1 เยน เท่านั้นครับ
หนี้สาธารณะสูงที่สุดในโลก: ปัจจุบันหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 260% ของ GDP คิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 1,300 ล้านล้านเยน ยืนหนึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ต่อขนาดเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
เงินเฟ้อที่คนญี่ปุ่นไม่เคยชิน: อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของญี่ปุ่นปัจจุบันแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 1.5% - 2.0%
แม้จะดูต่ำเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก แต่สำหรับประเทศที่เคยชินกับสภาวะ "เงินฝืด" (ของราคาเท่าเดิมมา 30 ปี) แบบญี่ปุ่น เงินเฟ้อระดับนี้บวกกับเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและอาหารพุ่งกระฉูด ประชาชนเริ่มเดือดร้อนอย่างหนัก
2. ทำไม "การพิมพ์เงินแบบเดิม" ถึงทำได้ยากขึ้นแล้วในตอนนี้? (ทางตันเชิงระบบ)
ในอดีต (ยุค Abenomics) เวลาญี่ปุ่นอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือรัฐบาลอยากกู้เงินเพิ่ม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะใช้วิธี "พิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลตัวเองเก็บไว้ทั้งหมด" เพื่อกดดอกเบี้ยให้เป็น 0% หรือติดลบ (Yield Curve Control)
แต่มาถึงปี 2026 กลไกนี้ "ชนเพดาน" แล้วด้วยสาเหตุ 2 ข้อครับ:
ข้อที่ 1: ติดกับดักส่วนต่างดอกเบี้ย (Interest Rate Gap)
ยิ่ง BOJ พิมพ์เงินและกดดอกเบี้ยไว้ที่ต่ำๆ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงดอกเบี้ยไว้สูง ผลลัพธ์คือ เงินเยนยิ่งไหลออกและอ่อนค่าดิ่งเหวคุมไม่อยู่ (นักลงทุนแห่ทำ Carry Trade คือกู้เงินเยนดอกเบี้ยถูก ไปฝากกินดอกเบี้ยดอลลาร์ที่แพงกว่า)
รัฐบาลญี่ปุ่นรู้ดีว่าถ้ายังขืนพิมพ์เงินแบบเดิมต่อไป เงินเยนจะอ่อนค่าจนพังพินาศ และทำให้ของนำเข้าในประเทศแพงจนประชาชนรับไม่ไหว
ข้อที่ 2: BOJ กลายร่างเป็น "เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด" จนขยับตัวไม่ได้
ปัจจุบัน BOJ พิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปแล้ว เกินกว่า 50% ของหนี้ทั้งหมดของประเทศ
ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ : เพื่อสกัดไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าจนพัง ล่าสุด (มิถุนายน 2026) BOJ จำเป็นต้องยอมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแตะระดับ 1.0% (ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 31 ปีของญี่ปุ่น)
แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพียงแค่ 1% นี้ กำลังกลายเป็น "ดาบกลับมาทิ่มแทงรัฐบาล" เพราะหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นมันใหญ่มาก (260% ของ GDP)
ทุกๆ 1% ของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หมายความว่ารัฐบาลต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินมหาศาลไป "จ่ายเฉพาะค่าดอกเบี้ยหนี้" เพิ่มขึ้นปีละหลายล้านล้านเยน บดบังงบพัฒนาประเทศด้านอื่นหมด
3. รัฐบาลประกาศสร้างหนี้เพิ่มเยอะ... แล้วผลจะเป็นอย่างไรต่อไป?
สิ่งที่เกิดขึ้นย้อนแย้งมากครับ ในขณะที่ธนาคารกลาง (BOJ) พยายามจะดึงเงินกลับเพื่ออุ้มค่าเงินเยน แต่ฝั่ง รัฐบาลญี่ปุ่นกลับยังจำเป็นต้องออกงบประมาณขาดดุลและสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเอาเงินมาอุ้มสองเรื่องหลัก:
1. สวัสดิการสังคม: ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด งบประมาณดูแลคนแก่และสาธารณสุขบวมขึ้นทุกปีโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. งบประมาณกลาโหม: จากภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ (จีน-ไต้หวัน-เกาหลีเหนือ) ทำให้ญี่ปุ่นต้องประกาศเพิ่มงบทหารแบบก้าวกระโดด
ฉากทัศน์อนาคตของญี่ปุ่น (The End Game)
ญี่ปุ่นจะไม่ได้พังครืนเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งหรือแบบตุรกี เพราะ หนี้ทั้งหมดของญี่ปุ่นเป็น "เงินเยน" และเจ้าหนี้ส่วนใหญ่คือคนในประเทศเอง ไม่ใช่ต่างชาติ
แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเจอกับ "ภาวะซึมยาวและสูญเสียสถานะมหาอำนาจ" (The Stagflationary Grind):
เยนจะไม่มีวันกลับไปแข็งค่าแบบในอดีต: มูลค่าที่แท้จริงของเยนจะถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ
รัฐบาลต้องคอยเอาทุนสำรองมาแอบแทรกแซงซื้อเงินเยนเป็นระยะๆ (เหมือนที่เพิ่งใช้เงินทุบสถิติ 11.7 ล้านล้านเยนไป) เพื่อพยุงไม่ให้เยนหลุด 165-170 เยนต่อดอลลาร์
BOJ ต้องเล่นเกมบาลานซ์ขั้นสุดยอด: ต้องยอมให้เงินเฟ้อค้างอยู่แถวๆ 2% เพื่อใช้เงินเฟ้อไปเจือจางมูลค่าหนี้ (เหมือนกลยุทธ์ที่อเมริกาใช้)
แต่ต้องคอยกดดอกเบี้ยไม่ให้พุ่งสูงเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลจ่ายค่าดอกเบี้ยจนล้มละลาย
สรุปสั้น
วิกฤตของญี่ปุ่นรอบนี้คือตัวอย่างของการพิมพ์เงินจนแตะขีดจำกัดที่แท้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei) อาจจะยังดูดีในรูปเงินเยน (เพราะบริษัทส่งออกได้ประโยชน์จากเยนอ่อน และเงินเฟ้อทำให้มูลค่าหุ้นขึ้น)
แต่ในมิติของ "ความมั่งคั่งที่แท้จริงเมื่อทอนเป็นดอลลาร์หรือบาท" มันกำลังลดลง
เป็นเหตุผลว่าทำไมเม็ดเงินบางส่วนเริ่มมองหาทางกระจายตัวออกจากญี่ปุ่น
เรื่องราว ก็ประมาณนั้นเอง
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น