แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เบื้องหลัง ‘เทพการค้าโลก จากญี่ปุ่น สู่จีน‘ รัฐบาลช่วยยังไงให้เอกชนร่ำรวย

 เบื้องหลัง ‘เทพการค้าโลก จากญี่ปุ่น สู่จีน‘ รัฐบาลช่วยยังไงให้เอกชนร่ำรวย


..ความเหมือนที่แตกต่าง ของการอยู่เบื้องหลังเอกชน ของญี่ปั่นและจีน ที่สร้างให้ธุรกิจเอกชนของตัวเอง ไปยิ่งใหญ่ในตลาดโลก 


ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีต (ช่วงทศวรรษ 1950-1980 ยุคสร้างชาติหลังสงคราม) และรัฐบาลจีนในปัจจุบัน ต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้รัฐนำเศรษฐกิจเพื่อปั้นเอกชนไปลุยเวทีโลก


อย่างไรก็ตาม "โมเดลรัฐพัฒนาของญี่ปุ่น" (Japanese Developmental State) และ "ทุนนิยมโดยรัฐของจีน" (Chinese State Capitalism) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงโครงสร้าง วิธีการ และขอบเขตอำนาจ 


โดยสรุปออกมาได้เป็น 8 ข้อแตกต่าง ดังนี้ครับ


1. บทบาทของรัฐ: "ผู้ชี้แนะ" (ญี่ปุ่น) vs "ผู้ควบคุมและลงขัน" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: ทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษาและผู้ชี้แนะ" ผ่านกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรม (MITI) โดยรัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์กว้างๆ คอยตบกลุ่มเอกชน (เช่น Toyota, Sony) ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่ได้ลงไปแทรกแซงโครงสร้างการบริหารภายใน


 รัฐบาลจีน: ทำหน้าที่เป็น "ผู้ควบคุมและลงหุ้น" รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่วางนโยบาย แต่มีรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ขนาดใหญ่ในมือ และในบริษัทเอกชนจีนแทบทุกแห่งจะมี "คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์" ฝังตัวอยู่ข้างใน รัฐจึงมีอำนาจสั่งการหรือเบรกทิศทางของเอกชนได้โดยตรงเมื่อต้องการ


2. แหล่งที่มาของเงินทุน: "กลุ่มธนาคารพาณิชย์" (ญี่ปุ่น) vs "ธนาคารแห่งรัฐ" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: เอกชนญี่ปุ่นพึ่งพาเงินกู้จากระบบ Main Bank และกลุ่มพันธมิตรธุรกิจแบบเครือข่ายที่เรียกว่า Keiretsu (เช่น กลุ่มมิตซูบิชิ, กลุ่มมิตซุย) โดยรัฐบาลทำหน้าที่ช่วยค้ำประกันและควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผ่านธนาคารกลาง


 รัฐบาลจีน: รัฐบาลอัดฉีดเงินให้เอกชนโดยตรงผ่าน ธนาคารแห่งรัฐ (State-Owned Banks) เช่น China Development Bank เงินทุนของจีนจึงหนาและไร้ขีดจำกัดกว่ามาก รัฐสามารถสั่งให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (Soft Loans) ให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น EV หรือเซมิคอนดักเตอร์) ได้ทันทีในระดับอภิมหาโปรเจกต์


3. กลไกการแข่งขัน: "จำกัดคู่แข่งเพื่อสร้างแชมป์" (ญี่ปุ่น) vs "ปล่อยให้ฆ่ากันเองจนเหลือผู้รอด" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: MITI มักจะพยายามจัดระเบียบไม่ให้เอกชนแข่งกันเองรุนแรงเกินไปในประเทศ บางครั้งถึงขั้นขอให้ควบรวมกิจการกันเพื่อสร้าง "แชมป์แห่งชาติ" (National Champion) ที่แข็งแกร่งที่สุดไปสู้กับฝรั่ง


 รัฐบาลจีน: ใช้ระบบ "สนามประลองสุดโหด" รัฐบาลจีน (โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละมณฑล) จะให้เงินอุดหนุนและเปิดทางให้เอกชนเกิดใหม่นับร้อยๆ รายแข่งกันเองอย่างบ้าคลั่ง (เหมือนที่เกิดตลาดรถ EV จีนที่มีแบรนด์เกิดใหม่เป็นร้อยแบรนด์) จนเกิดภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) แล้วปล่อยให้กลไกตลาดคัดสรรผู้ที่แกร่งที่สุด (เช่น BYD) เหลือรอดไปแข่งในระดับโลก


4. การจัดการเทคโนโลยี: "ซื้อสิทธิบัตรมาพัฒนาต่อ" (ญี่ปุ่น) vs "ดึงเทศเข้าบ้านเพื่อเรียนลัด" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: ในอดีตญี่ปุ่นค่อนข้างปิดตลาด ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตง่ายๆ แต่วิธีการเรียนลัดคือ รัฐบาลจะช่วยเอกชนเจรจาซื้อสิทธิบัตรและเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และยุโรป แล้วนำมาแกะสูตร ปรับปรุง กระทั่งสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Incremental Innovation)


 รัฐบาลจีน: จีนใช้ความใหญ่ของตลาดตัวเองเป็นเหยื่อล่อ รัฐบาลบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องเข้ามาตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทท้องถิ่น หรือยอมรับเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดจีน ทำให้เอกชนจีนสามารถ "เรียนลัด" จากเทคโนโลยีชั้นยอดของโลกได้อย่างรวดเร็ว


ข้อสังเกตเชิงลึก: ขนาดตลาดในประเทศที่ต่างกันอย่างมหาศาล

ตลาดในประเทศของญี่ปุ่นมีขนาดจำกัด ทำให้รัฐบาลต้องผลักดันเอกชนให้ "ส่งออก" ตั้งแต่วันแรก แต่สำหรับจีน ตลาดในประเทศใหญ่กว่า 1.4 พันล้านคน รัฐจึงสามารถสร้างเอกชนให้เติบโตจนได้ขนาด (Scale) ที่ใหญ่โตมหาศาลก่อนจะส่งออกเสียด้วยซ้ำ


5. วิธีอุดหนุนเงินทุน (Subsidies): "สิทธิประโยชน์ทางภาษี" (ญี่ปุ่น) vs "แจกเงินสด/อุดหนุนตรง" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: เน้นการช่วยอุดหนุนทางอ้อม เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับการทำ R&D, การลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือการปกป้องภาษีศุลกากรสินค้าขาเข้า เพื่อให้เอกชนในประเทศเติบโต


 รัฐบาลจีน: มีความดุดันและส่งผลต่อราคาตลาดโลกทันที รัฐบาลจีนพร้อมอุดหนุนแบบจ่ายเงินตรง (Direct Subsidies) เช่น จ่ายเงินชดเชยให้ค่ายรถ EV ต่อคันที่ผลิต, ให้ที่ดินตั้งโรงงานฟรีๆ หรือช่วยจ่ายค่าไฟในกระบวนการผลิต ทำให้สินค้าจีนมีต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริงมากจนต่างชาติตามไม่ทัน


6. การขยายตลาดโลก: "การตลาดของเอกชน" (ญี่ปุ่น) vs "การทูตนำทางโครงสร้างพื้นฐาน" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอกชนและกลุ่มเทรดดิ้งคอมพานี (Sogo Shosha) ในการไปสร้างแบรนด์ บุกเบิกตลาด และตั้งศูนย์บริการในต่างประเทศเองตามกลไกการค้าเสรี


 รัฐบาลจีน: รัฐบาลใช้การทูตระดับประเทศอภิมหาโปรเจกต์อย่าง Belt and Road Initiative (BRI) ไปปูพรมแดงนำทางให้ก่อน รัฐบาลจีนไปช่วยสร้างทางรถไฟ ท่าเรือ หรือระบบโครงข่ายในประเทศต่างๆ แล้วพ่วงเงื่อนไขให้ใช้เทคโนโลยีหรือสินค้าของบริษัทจีน (เช่น รถบัสไฟฟ้า หรือระบบ 5G) ตามเข้าไป


7. นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา: "เน้นสิทธิบัตรเอง" (ญี่ปุ่น) vs "เน้นสร้างมาตรฐานใหม่" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: มุ่งเน้นการจดสิทธิบัตรระดับโลกและการควบคุมคุณภาพ (เช่น ระบบ Kaizen, TQM) เพื่อให้ได้รับการยอมรับในมาตรฐานอุตสาหกรรมเดิมที่ชาติตะวันตกเป็นคนกำหนด


 รัฐบาลจีน: พยายามกระโดดข้าม (Leapfrog) ไปเป็น ผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของโลกเอง เช่น การผลักดันมาตรฐาน 5G/6G ของตัวเอง หรือการกำหนดมาตรฐานแท่นชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV เพื่อบีบให้ทั่วโลกต้องหันมาใช้ตามมาตรฐานจีน


8. ความสัมพันธ์กับระเบียบโลก: "ยอมโอนอ่อนตามสหรัฐฯ" (ญี่ปุ่น) vs "พร้อมท้าทายระบบ" (จีน)


 รัฐบาลญี่ปุ่น: เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรความมั่นคงของสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯ รู้สึกถูกคุกคามทางเศรษฐกิจและบีบให้ญี่ปุ่นลงนามใน ข้อตกลงพลาซ่า (Plaza Accord) ปี 1985 เพื่อทำให้เงินเยนแข็งค่า รัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องยอมปฏิบัติตาม ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decades) ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น


 รัฐบาลจีน: จีนวางสถานะตัวเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ เมื่อเกิดสงครามการค้าหรือการตั้งกำแพงภาษีจากชาติตะวันตก รัฐบาลจีนพร้อมที่จะตอบโต้ (Retaliate) ด้วยมาตรการที่รุนแรงเท่ากัน เช่น การจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) และพร้อมที่จะอุ้มเอกชนของตนเองให้ฝ่าแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์โดยไม่ยอมถอย


#จัดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ