เบื้องหลัง ‘เทพการค้าโลก จากญี่ปุ่น สู่จีน‘ รัฐบาลช่วยยังไงให้เอกชนร่ำรวย
..ความเหมือนที่แตกต่าง ของการอยู่เบื้องหลังเอกชน ของญี่ปั่นและจีน ที่สร้างให้ธุรกิจเอกชนของตัวเอง ไปยิ่งใหญ่ในตลาดโลก
ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีต (ช่วงทศวรรษ 1950-1980 ยุคสร้างชาติหลังสงคราม) และรัฐบาลจีนในปัจจุบัน ต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้รัฐนำเศรษฐกิจเพื่อปั้นเอกชนไปลุยเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม "โมเดลรัฐพัฒนาของญี่ปุ่น" (Japanese Developmental State) และ "ทุนนิยมโดยรัฐของจีน" (Chinese State Capitalism) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงโครงสร้าง วิธีการ และขอบเขตอำนาจ
โดยสรุปออกมาได้เป็น 8 ข้อแตกต่าง ดังนี้ครับ
1. บทบาทของรัฐ: "ผู้ชี้แนะ" (ญี่ปุ่น) vs "ผู้ควบคุมและลงขัน" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: ทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษาและผู้ชี้แนะ" ผ่านกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรม (MITI) โดยรัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์กว้างๆ คอยตบกลุ่มเอกชน (เช่น Toyota, Sony) ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่ได้ลงไปแทรกแซงโครงสร้างการบริหารภายใน
รัฐบาลจีน: ทำหน้าที่เป็น "ผู้ควบคุมและลงหุ้น" รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่วางนโยบาย แต่มีรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ขนาดใหญ่ในมือ และในบริษัทเอกชนจีนแทบทุกแห่งจะมี "คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์" ฝังตัวอยู่ข้างใน รัฐจึงมีอำนาจสั่งการหรือเบรกทิศทางของเอกชนได้โดยตรงเมื่อต้องการ
2. แหล่งที่มาของเงินทุน: "กลุ่มธนาคารพาณิชย์" (ญี่ปุ่น) vs "ธนาคารแห่งรัฐ" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: เอกชนญี่ปุ่นพึ่งพาเงินกู้จากระบบ Main Bank และกลุ่มพันธมิตรธุรกิจแบบเครือข่ายที่เรียกว่า Keiretsu (เช่น กลุ่มมิตซูบิชิ, กลุ่มมิตซุย) โดยรัฐบาลทำหน้าที่ช่วยค้ำประกันและควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผ่านธนาคารกลาง
รัฐบาลจีน: รัฐบาลอัดฉีดเงินให้เอกชนโดยตรงผ่าน ธนาคารแห่งรัฐ (State-Owned Banks) เช่น China Development Bank เงินทุนของจีนจึงหนาและไร้ขีดจำกัดกว่ามาก รัฐสามารถสั่งให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (Soft Loans) ให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น EV หรือเซมิคอนดักเตอร์) ได้ทันทีในระดับอภิมหาโปรเจกต์
3. กลไกการแข่งขัน: "จำกัดคู่แข่งเพื่อสร้างแชมป์" (ญี่ปุ่น) vs "ปล่อยให้ฆ่ากันเองจนเหลือผู้รอด" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: MITI มักจะพยายามจัดระเบียบไม่ให้เอกชนแข่งกันเองรุนแรงเกินไปในประเทศ บางครั้งถึงขั้นขอให้ควบรวมกิจการกันเพื่อสร้าง "แชมป์แห่งชาติ" (National Champion) ที่แข็งแกร่งที่สุดไปสู้กับฝรั่ง
รัฐบาลจีน: ใช้ระบบ "สนามประลองสุดโหด" รัฐบาลจีน (โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละมณฑล) จะให้เงินอุดหนุนและเปิดทางให้เอกชนเกิดใหม่นับร้อยๆ รายแข่งกันเองอย่างบ้าคลั่ง (เหมือนที่เกิดตลาดรถ EV จีนที่มีแบรนด์เกิดใหม่เป็นร้อยแบรนด์) จนเกิดภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) แล้วปล่อยให้กลไกตลาดคัดสรรผู้ที่แกร่งที่สุด (เช่น BYD) เหลือรอดไปแข่งในระดับโลก
4. การจัดการเทคโนโลยี: "ซื้อสิทธิบัตรมาพัฒนาต่อ" (ญี่ปุ่น) vs "ดึงเทศเข้าบ้านเพื่อเรียนลัด" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: ในอดีตญี่ปุ่นค่อนข้างปิดตลาด ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตง่ายๆ แต่วิธีการเรียนลัดคือ รัฐบาลจะช่วยเอกชนเจรจาซื้อสิทธิบัตรและเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และยุโรป แล้วนำมาแกะสูตร ปรับปรุง กระทั่งสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Incremental Innovation)
รัฐบาลจีน: จีนใช้ความใหญ่ของตลาดตัวเองเป็นเหยื่อล่อ รัฐบาลบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องเข้ามาตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทท้องถิ่น หรือยอมรับเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดจีน ทำให้เอกชนจีนสามารถ "เรียนลัด" จากเทคโนโลยีชั้นยอดของโลกได้อย่างรวดเร็ว
ข้อสังเกตเชิงลึก: ขนาดตลาดในประเทศที่ต่างกันอย่างมหาศาล
ตลาดในประเทศของญี่ปุ่นมีขนาดจำกัด ทำให้รัฐบาลต้องผลักดันเอกชนให้ "ส่งออก" ตั้งแต่วันแรก แต่สำหรับจีน ตลาดในประเทศใหญ่กว่า 1.4 พันล้านคน รัฐจึงสามารถสร้างเอกชนให้เติบโตจนได้ขนาด (Scale) ที่ใหญ่โตมหาศาลก่อนจะส่งออกเสียด้วยซ้ำ
5. วิธีอุดหนุนเงินทุน (Subsidies): "สิทธิประโยชน์ทางภาษี" (ญี่ปุ่น) vs "แจกเงินสด/อุดหนุนตรง" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: เน้นการช่วยอุดหนุนทางอ้อม เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับการทำ R&D, การลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือการปกป้องภาษีศุลกากรสินค้าขาเข้า เพื่อให้เอกชนในประเทศเติบโต
รัฐบาลจีน: มีความดุดันและส่งผลต่อราคาตลาดโลกทันที รัฐบาลจีนพร้อมอุดหนุนแบบจ่ายเงินตรง (Direct Subsidies) เช่น จ่ายเงินชดเชยให้ค่ายรถ EV ต่อคันที่ผลิต, ให้ที่ดินตั้งโรงงานฟรีๆ หรือช่วยจ่ายค่าไฟในกระบวนการผลิต ทำให้สินค้าจีนมีต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริงมากจนต่างชาติตามไม่ทัน
6. การขยายตลาดโลก: "การตลาดของเอกชน" (ญี่ปุ่น) vs "การทูตนำทางโครงสร้างพื้นฐาน" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอกชนและกลุ่มเทรดดิ้งคอมพานี (Sogo Shosha) ในการไปสร้างแบรนด์ บุกเบิกตลาด และตั้งศูนย์บริการในต่างประเทศเองตามกลไกการค้าเสรี
รัฐบาลจีน: รัฐบาลใช้การทูตระดับประเทศอภิมหาโปรเจกต์อย่าง Belt and Road Initiative (BRI) ไปปูพรมแดงนำทางให้ก่อน รัฐบาลจีนไปช่วยสร้างทางรถไฟ ท่าเรือ หรือระบบโครงข่ายในประเทศต่างๆ แล้วพ่วงเงื่อนไขให้ใช้เทคโนโลยีหรือสินค้าของบริษัทจีน (เช่น รถบัสไฟฟ้า หรือระบบ 5G) ตามเข้าไป
7. นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา: "เน้นสิทธิบัตรเอง" (ญี่ปุ่น) vs "เน้นสร้างมาตรฐานใหม่" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: มุ่งเน้นการจดสิทธิบัตรระดับโลกและการควบคุมคุณภาพ (เช่น ระบบ Kaizen, TQM) เพื่อให้ได้รับการยอมรับในมาตรฐานอุตสาหกรรมเดิมที่ชาติตะวันตกเป็นคนกำหนด
รัฐบาลจีน: พยายามกระโดดข้าม (Leapfrog) ไปเป็น ผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของโลกเอง เช่น การผลักดันมาตรฐาน 5G/6G ของตัวเอง หรือการกำหนดมาตรฐานแท่นชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV เพื่อบีบให้ทั่วโลกต้องหันมาใช้ตามมาตรฐานจีน
8. ความสัมพันธ์กับระเบียบโลก: "ยอมโอนอ่อนตามสหรัฐฯ" (ญี่ปุ่น) vs "พร้อมท้าทายระบบ" (จีน)
รัฐบาลญี่ปุ่น: เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรความมั่นคงของสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯ รู้สึกถูกคุกคามทางเศรษฐกิจและบีบให้ญี่ปุ่นลงนามใน ข้อตกลงพลาซ่า (Plaza Accord) ปี 1985 เพื่อทำให้เงินเยนแข็งค่า รัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องยอมปฏิบัติตาม ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decades) ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
รัฐบาลจีน: จีนวางสถานะตัวเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ เมื่อเกิดสงครามการค้าหรือการตั้งกำแพงภาษีจากชาติตะวันตก รัฐบาลจีนพร้อมที่จะตอบโต้ (Retaliate) ด้วยมาตรการที่รุนแรงเท่ากัน เช่น การจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) และพร้อมที่จะอุ้มเอกชนของตนเองให้ฝ่าแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์โดยไม่ยอมถอย
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น