“Bond yield ของดอกเบี้ยอเมริกา ที่ระดับไหน ที่จะเป็นจุด Tipping point ของการเทขายสินทรัพย์ในอดีตที่ผ่านๆ มา ?‘
คำว่า Tipping Point ของ Bond Yield สหรัฐฯ (โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี หรือ US10Y) ที่ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) ในอดีต มักไม่ได้มีตัวเลขตายตัวเป๊ะๆ ว่าต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ครับ แต่มันขึ้นอยู่กับ "ความเร็วในการปรับตัวขึ้น" และ "ระดับที่สูงพอจนทำลายมูลค่า (Valuation) ของหุ้น" รวมถึงการดึงสภาพคล่องกลับ
หากถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเงิน พิกัด Yield ที่เป็นชนวนเหตุสำคัญ มีดังนี้ครับ:
1. ยุค Hyper-Inflation & Volcker Shock (ปี 1981)
Tipping Point: 15.0% - 15.8%
บริบท: ในช่วงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ Paul Volcker (ประธาน Fed สมัยนั้น) ได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรง ส่งผลให้ Yield 10 ปี ทะยานแตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่เกือบ 16% ในเดือนกันยายน 1981
ผลกระทบ: ยีลด์ที่สูงระดับนี้กลายเป็นเครื่องดูดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด เกิดภาวะ Recession ครั้งใหญ่ หุ้นร่วงระนาว เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนให้ผลตอบแทนสู้พันธบัตรรัฐบาลที่ไร้ความเสี่ยงได้เลย
2. วิกฤต Black Monday (ปี 1987)
Tipping Point: ทะลุ 10.0% (วิ่งจาก 7.5% ขึ้นไปแตะ 10.2%)
บริบท: ในช่วงปี 1987 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตดี แต่เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ทำให้ Bond Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 7.5% ในช่วงต้นปี ทะลุ 10% ในเดือนตุลาคม
ผลกระทบ: ยีลด์ที่แตะเลข 2 หลัก กลายเป็นจุด Trigger สำคัญที่ทำให้ Valuation ของหุ้นดูแพงเกินไปทันที ประกอบกับระบบ Program Trading ในยุคนั้น ทำให้เกิดการตื่นตระหนกและเทขายครั้งใหญ่ที่สุดในวันเดียว (Black Monday) หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงกว่า 20% ในวันเดียว
3. วิกฤตต้มยำกุ้ง & แฮมเบอร์เกอร์ (ปี 1997 & 2007)
Tipping Point: 4.5% - 5.3%
บริบท:
ปี 1997: ก่อนวิกฤตเอเชีย Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ยืนอยู่แถว 6.5% - 7.0% ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กลับเข้าสู่อเมริกา จนทำให้ฟองสบู่ในเอเชียแตก
ปี 2006-2007: ก่อนวิกฤต Subprime ดอกเบี้ย Fed และ Yield 10 ปี พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.2% - 5.3%
ผลกระทบ: การขึ้นมาแตะระดับ 5% กว่าในตอนนั้น กลายเป็น Tipping Point ที่ไปกดดันภาคอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มซับไพรม์ เพราะต้นทุนการกู้ยืม (Mortgage Rate) พุ่งสูงจนลูกหนี้จ่ายไม่ไหว ระบบเลเวอเรจพังทลาย นำไปสู่วิกฤตการเงินโลก
4. ยุคหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ & Taper Tantrum (ปี 2013 และ 2018)
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน (Low for Longer) จุด Tipping Point ของ Yield ก็ "ต่ำลง" ตามไปด้วย เพราะระบบเศรษฐกิจเสพติดของถูก
Taper Tantrum (2013): ยีลด์พุ่งจาก 1.6% ไปแตะ 3.0% ภายในไม่กี่เดือน หลังจาก Ben Bernanke ส่งสัญญาณลด QE ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรง (Fragile Five)
Fed Tightening (2018): ยีลด์พุ่งแตะ 3.25% ในเดือนตุลาคม 2018 หลังจาก Fed พยายามขึ้นดอกเบี้ยและทำ QT ยีลด์ระดับนี้ทำให้ตลาดหุ้น S&P 500 ดิ่งลงเกือบ 20% ในไตรมาส 4 ของปีนั้น จน Fed ต้องยอม "กลับลำ" (Fed Pivot) หันมาลดดอกเบี้ยในปีต่อมา
5. ยุค Post-COVID & Aggressive Hikes (ปี 2022 - 2023)
Tipping Point: 4.25% และ 5.0%
บริบท: Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงที่สุดในรอบ 40 ปีเพื่อสู้เงินเฟ้อ
ผลกระทบ:
ตุลาคม 2022: Yield 10 ปี พุ่งทะลุ 4.25% เป็นจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นในปีนั้น (S&P 500 ทำจุดต่ำสุด) หุ้นเทคฯ โดนเทขายยับเยินจากดาวน์เกรด Valuation
มีนาคม 2023: ยีลด์ที่ค้างในระดับสูง กดดันราคาพันธบัตรในงบดุลของธนาคารพาณิชย์จนเกิดขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Loss) ส่งผลให้เกิด วิกฤตธนาคารขนาดกลาง (SVB, Signature Bank พัง)
ตุลาคม 2023: Yield 10 ปี วิ่งไปแตะ 5.02% ซึ่งเป็นจิตวิทยาสำคัญ ตลาดหุ้นปรับฐานทันทีเกือบ 10% ก่อนที่ยีลด์จะม้วนตัวลง
สรุปความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (First Principles)
หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมราคาในอดีต Tipping Point จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ตัวเลขสัมบูรณ์" แต่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก นี้ครับ:
1 The Speed (ความเร็ว): ถ้ายีลด์ค่อยๆ ไต่ขึ้น ตลาดจะปรับตัวรับไหว (Earnings โตทัน) แต่ถ้าวัดกันในระดับ 1-2 เดือน แล้วพุ่งขึ้นเกิน 50-100 bps ตลาดมักจะปรับฐานแรงเสมอ เพราะบอทและกองทุน Risk Parity จะถูกบังคับขายสินทรัพย์เสี่ยงอัตโนมัติ
2 The Equity Risk Premium (ERP): จุดตายของตลาดหุ้นคือเมื่อไหร่ที่ Bond Yield พุ่งขึ้นจนทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้น (Earning Yield - Bond Yield) แคบลงจนไม่คุ้มความเสี่ยง เงินทุนจะไหลออกจากหุ้นเข้าสู่ตราสารหนี้ทันที ซึ่งในยุคปัจจุบัน ระดับ Yield ที่ทะลุ 4.5% - 5.0% มักจะเป็นโซนอันตรายที่เริ่มเห็นแรงเทขายสลับออกมาเสมอครับ
#จัดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น