แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“Bond yield ของดอกเบี้ยอเมริกา ที่ระดับไหน ที่จะเป็นจุด Tipping point ของการเทขายสินทรัพย์ในอดีตที่ผ่านๆ มา ?‘

 “Bond yield ของดอกเบี้ยอเมริกา ที่ระดับไหน ที่จะเป็นจุด Tipping point ของการเทขายสินทรัพย์ในอดีตที่ผ่านๆ มา ?‘


คำว่า Tipping Point ของ Bond Yield สหรัฐฯ (โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี หรือ US10Y) ที่ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) ในอดีต มักไม่ได้มีตัวเลขตายตัวเป๊ะๆ ว่าต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ครับ แต่มันขึ้นอยู่กับ "ความเร็วในการปรับตัวขึ้น" และ "ระดับที่สูงพอจนทำลายมูลค่า (Valuation) ของหุ้น" รวมถึงการดึงสภาพคล่องกลับ


หากถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเงิน พิกัด Yield ที่เป็นชนวนเหตุสำคัญ มีดังนี้ครับ:


1. ยุค Hyper-Inflation & Volcker Shock (ปี 1981)


 Tipping Point: 15.0% - 15.8%

 บริบท: ในช่วงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ Paul Volcker (ประธาน Fed สมัยนั้น) ได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรง ส่งผลให้ Yield 10 ปี ทะยานแตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่เกือบ 16% ในเดือนกันยายน 1981


 ผลกระทบ: ยีลด์ที่สูงระดับนี้กลายเป็นเครื่องดูดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด เกิดภาวะ Recession ครั้งใหญ่ หุ้นร่วงระนาว เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนให้ผลตอบแทนสู้พันธบัตรรัฐบาลที่ไร้ความเสี่ยงได้เลย


2. วิกฤต Black Monday (ปี 1987)

 Tipping Point: ทะลุ 10.0% (วิ่งจาก 7.5% ขึ้นไปแตะ 10.2%)


 บริบท: ในช่วงปี 1987 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตดี แต่เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ทำให้ Bond Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 7.5% ในช่วงต้นปี ทะลุ 10% ในเดือนตุลาคม


 ผลกระทบ: ยีลด์ที่แตะเลข 2 หลัก กลายเป็นจุด Trigger สำคัญที่ทำให้ Valuation ของหุ้นดูแพงเกินไปทันที ประกอบกับระบบ Program Trading ในยุคนั้น ทำให้เกิดการตื่นตระหนกและเทขายครั้งใหญ่ที่สุดในวันเดียว (Black Monday) หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงกว่า 20% ในวันเดียว


3. วิกฤตต้มยำกุ้ง & แฮมเบอร์เกอร์ (ปี 1997 & 2007)


 Tipping Point: 4.5% - 5.3%

 บริบท:


 ปี 1997: ก่อนวิกฤตเอเชีย Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ยืนอยู่แถว 6.5% - 7.0% ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กลับเข้าสู่อเมริกา จนทำให้ฟองสบู่ในเอเชียแตก


 ปี 2006-2007: ก่อนวิกฤต Subprime ดอกเบี้ย Fed และ Yield 10 ปี พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.2% - 5.3%


 ผลกระทบ: การขึ้นมาแตะระดับ 5% กว่าในตอนนั้น กลายเป็น Tipping Point ที่ไปกดดันภาคอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มซับไพรม์ เพราะต้นทุนการกู้ยืม (Mortgage Rate) พุ่งสูงจนลูกหนี้จ่ายไม่ไหว ระบบเลเวอเรจพังทลาย นำไปสู่วิกฤตการเงินโลก


4. ยุคหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ & Taper Tantrum (ปี 2013 และ 2018)


เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน (Low for Longer) จุด Tipping Point ของ Yield ก็ "ต่ำลง" ตามไปด้วย เพราะระบบเศรษฐกิจเสพติดของถูก


 Taper Tantrum (2013): ยีลด์พุ่งจาก 1.6% ไปแตะ 3.0% ภายในไม่กี่เดือน หลังจาก Ben Bernanke ส่งสัญญาณลด QE ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรง (Fragile Five)


 Fed Tightening (2018): ยีลด์พุ่งแตะ 3.25% ในเดือนตุลาคม 2018 หลังจาก Fed พยายามขึ้นดอกเบี้ยและทำ QT ยีลด์ระดับนี้ทำให้ตลาดหุ้น S&P 500 ดิ่งลงเกือบ 20% ในไตรมาส 4 ของปีนั้น จน Fed ต้องยอม "กลับลำ" (Fed Pivot) หันมาลดดอกเบี้ยในปีต่อมา


5. ยุค Post-COVID & Aggressive Hikes (ปี 2022 - 2023)


 Tipping Point: 4.25% และ 5.0%

 บริบท: Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงที่สุดในรอบ 40 ปีเพื่อสู้เงินเฟ้อ


 ผลกระทบ:


 ตุลาคม 2022: Yield 10 ปี พุ่งทะลุ 4.25% เป็นจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นในปีนั้น (S&P 500 ทำจุดต่ำสุด) หุ้นเทคฯ โดนเทขายยับเยินจากดาวน์เกรด Valuation


 มีนาคม 2023: ยีลด์ที่ค้างในระดับสูง กดดันราคาพันธบัตรในงบดุลของธนาคารพาณิชย์จนเกิดขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Loss) ส่งผลให้เกิด วิกฤตธนาคารขนาดกลาง (SVB, Signature Bank พัง)


 ตุลาคม 2023: Yield 10 ปี วิ่งไปแตะ 5.02% ซึ่งเป็นจิตวิทยาสำคัญ ตลาดหุ้นปรับฐานทันทีเกือบ 10% ก่อนที่ยีลด์จะม้วนตัวลง


สรุปความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (First Principles)


หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมราคาในอดีต Tipping Point จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ตัวเลขสัมบูรณ์" แต่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก นี้ครับ:


1 The Speed (ความเร็ว): ถ้ายีลด์ค่อยๆ ไต่ขึ้น ตลาดจะปรับตัวรับไหว (Earnings โตทัน) แต่ถ้าวัดกันในระดับ 1-2 เดือน แล้วพุ่งขึ้นเกิน 50-100 bps ตลาดมักจะปรับฐานแรงเสมอ เพราะบอทและกองทุน Risk Parity จะถูกบังคับขายสินทรัพย์เสี่ยงอัตโนมัติ


2 The Equity Risk Premium (ERP): จุดตายของตลาดหุ้นคือเมื่อไหร่ที่ Bond Yield พุ่งขึ้นจนทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้น (Earning Yield - Bond Yield) แคบลงจนไม่คุ้มความเสี่ยง เงินทุนจะไหลออกจากหุ้นเข้าสู่ตราสารหนี้ทันที ซึ่งในยุคปัจจุบัน ระดับ Yield ที่ทะลุ 4.5% - 5.0% มักจะเป็นโซนอันตรายที่เริ่มเห็นแรงเทขายสลับออกมาเสมอครับ


#จัดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ