แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ธุรกิจในโลกนี้มีแค่ 3 ประเภทเท่านั้นเอง


ในโลกแห่งธุรกิจอาจทำให้ หลายๆคนไม่อยากที่จะรับรู้หรือข้องเกี่ยว แต่หากเรามองอย่างชัดเจนจะเห็นได้ว่า การทำธุรกิจ ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน เพียงแต่หลายๆคนพยายามที่จะทำให้มันเป็น Science Fiction หรืออะไรที่มันน่าตื่นเต้นเกินความเป็นจริง

ในมุมของการทำธุรกิจ เราแบ่งได้เพียง 3 ประเภทเท่านั้นคือ Me too Business, Value added Business and Innovation Business และประเภทของมันก็ ถือว่าได้กำหนดระดับความสำเร็จของมันไว้เรียบร้อยแล้ว (จึงไม่แปลกที่หลายคนบอกว่า คิดแทบตาย ทำงานก็หนักกว่าคนอื่น แต่ท้ายสุดกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ..ก็แท้จริงแล้ว "ความผิดพลาด" มันคือตั้งแต่เลือก "ประเภท" ของธุรกิจแล้ว!!) นั่นก็คือไปเลือกทำ Me too Business พูดง่ายๆก็คือ ไปทำธุรกิจเลียนแบบคนอื่น คือเห็นคนอื่นสำเร็จ ก็เลยไปทำบ้าง

(Me too Business) คือ การทำธุรกิจตาม Fashion คือเห็นคนอื่นสำเร็จก็แห่ไปตาม เขาฮิต NGV ก็ไปเปิดร้านติดตั้ง NGV , เขากำลังฮิตร้านกาแฟก็แห่ไปเปิดร้านกาแฟ , เขาฮิตนมสด ก็ไปขายนมสดบ้าง ,ร้านชาไข่มุกดี ก็ไปซื้อไข่มุกมาขายบ้าง ..ถ้าสังเกตุให้ดี คนที่สำเร็จคือ คนที่มันทำก่อนคนอื่น ดังนั้น คนที่ทำก่อนคนอื่น มันเป็น Value added หรือไม่ก็ Innovation เขาก็จึงประสบความสำเร็จ --แต่ไอ้พวกที่แห่ไปตาม กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ก็เพราะทำ Me too Business นี่แหละ

(Value added Business) คือ ธุรกิจที่ปรับปรุงให้ดีกว่าที่เราเลียนแบบ เช่น StarBucks ไปเลียนแบบร้านกาแฟในอิตาลี แต่มาเปลี่ยน Concept ใหม่โดยใช้ความ Luxury เข้ามาเป็น Value Added จนในที่สุด สำเร็จกว่า อิตาลีต้นแบบเสียอีก หรือ อย่าง i-pods ที่ Steve Jobs ไปเลียนแบบ เครื่องฟังเพลง MP3 มาจาก Sony แต่ปรากฏว่า Apple ทำได้ดีกว่า เพราะมีทั้ง i-tunes Support รองรับในการซื้อเพลงที่ครบวงจร ซึ่งในที่นี้ก็คือการ เพิ่ม Value Added ให้เป็นเครื่องฟังเพลงที่ดีขึ้นกว่าของต้นแบบ
อย่างไรก็ตามการทำ Value Added เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยยั่งยืน เพราะ ต้นตำหรับอาจปรับตัวมาแข่งกับเราได้ไม่ยาก (ยิ่งถ้าเราการเงินอ่อนกว่า คู่แข่งที่เป็นต้นแบบ ก็อาจทำให้เราแพ้ได้)

(Innovation Business) เป็นประเภทที่คิดอะไรหลุดโลก ถ้าไม่เจ๊ง ก็ดังไปเลย อย่าง Bill Gates ต้องการเป็นเจ้าพ่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ คนอื่นๆยังแทบไม่มีใครรู้จัก Computer เลย ...จากนั้น Bill Gates ก็ผันตัวมาเป็นเจ้าพ่อ Software ตั้งแต่ยังไม่มี Software Industry เลย (คือ สมัยก่อน Software เป็นสิ่งที่แถมฟรี ..คนจะจ่ายแค่ค่า Hardware เท่านั้น) --คุณคิดดูเอาละกันว่า Bill Gates มีความล้ำหน้าทางความคิดเหนือกว่า คนทั้งโลก อยู่อีกหนึ่งก้าวเสมอ "ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เขาจะรวยที่สุดในโลก จริงมั๊ยครับ"

สรุป ได้ว่า การจะเริ่มต้นกิจการต้องพิจารณาให้ดีว่าสิ่งที่เรา กำลังจะทำ มันอยู่ในธุรกิจประเภทไหน คือถ้าอยู่ใน Me too (ก็ไม่ต้องไปโทษพระเจ้า ว่าไม่รักเรา ทำงานหนักแต่ท่านไม่ทรงเห็นใจ!!--"ให้โทษตัวเองว่า ที่ดันไปทำธุรกิจ Me too ก็เลยไม่มีทางสำเร็จ ก็ว่างั้น!!) ...ส่วนคนที่เก่งในการปรับปรุงให้ดีขึ้น (เก่งทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย)ก็ให้ทำ Value Added เพราะความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ มันมีตลาดอยู่แล้วเพียงแต่คุณทำให้ดีขึ้น "คือถ้าคุณชอบทำธุรกิจแบบ Value Added แสดงว่าคุณเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน" .... ส่วนสุดท้ายก็ Innovation คือ พวกนี้สำเร็จก็ "รวยโคตร" แต่ถ้าคุณ "ไม่บ้าดีเดือด..ทำไม่ได้" เพราะ Idea เหล่านี้เป็นสิ่งที่ใครๆก็บอกว่า "มันเป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้"--แต่ถ้าคุณทำได้ คุณก็เป็น Bill Gates ก็แค่นั้น เพราะคนอื่นเขาทำไม่ได้!!

1 ความคิดเห็น:

  1. ใช่เพราะการคิดขึ้นมาใหม่มันยากกว่าการลอกเลียนแบบเยอะ

    ตอบกลับลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ