แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกแบบไหน






"พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกแบบไหน"

พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่า การสื่อสารความคาดหวังคือการสื่อสารกับลูก แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย

พ่อแม่มักคิดว่าลูกคือ ลูก ดังนั้น พ่อแม่จะล็อคสมองไม่เรียนรู้อะไรจากลูก เพราะมองว่าลูกต้องเรียนจากพ่อแม่เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เลย ยิ่งยุคปัจจุบันลูกเปิดรับข้อมูลจากโลกและ Internet ที่กว้างขึ้น ถ้าพ่อแม่ไม่เรียนไปพร้อมกับลูก ในที่สุดจะคุยกันไม่รู้เรื่อง

พ่อแม่สอนลูกโดย จะวางตัวเป็นผู้จัดการ คือ จัดการทุกอย่างให้ลูกทำตาม

พอลูกเป็นวัยรุ่นก็ทำตัวเป็นตำรวจ ตรวจสอบลูก แต่ไม่เคยทำตัวเป็นโค๊ช

ถ้ามองดีๆ เรื่องเล็กๆ ของลูก มักเป็นเรื่องใหญ่ของพ่อแม่ เช่น ลูกเดินออกไปนอกบ้าน พ่อแม่อาจมองว่าอันตราย แต่ลูกมองว่าไม่เห็นมีอะไร , ลูกจะกลับบ้านช้า พ่อแม่ก็มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ , การนอนบ้านเพื่อน , การกลับบ้านเอง

แต่ในทางกลับกันเรื่องที่พ่อแม่มองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ของลูก เช่น เป็นสิว พ่อแม่มองว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ลูกเครียดมาก เหมือนโลกจะแตก , หรือลูกอกหัก พ่อแม่มองว่าไม่เป็นเป็นไร แต่ลูกอยากจะฆ่าตัวตาย

สิ่งสำคัญคือ ต้องมองในมุมของลูก จึงจะเข้าใจ

การสอนของพ่อแม่ ควรเป็นการสอนให้ลูกสามารถตัดสินใจได้เอง แต่พ่อแม่ดันไปเน้นการสอนแบบท่องจำ แล้วย้ำว่า ให้เรียนให้ดี ดังนั้น การลงทุนการเรียนจึงไม่ใช่การลงทุนกับลูก แต่เป็นการลงทุนกับความสุขของพ่อแม่เอง เพราะสังคมไทยตีค่าการศึกษาคือ “ใบปริญญา” ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่สนใจมากที่สุดคือ ใบปริญญา และ เกรดของลูก (จะได้เอาไปอวดกับพ่อแม่คนอื่นๆ)

ซึ่งในประเทศไทยการวัดผลการศึกษาวัดเพียงแค่ความจำคือ สมองซีกซ้าย ซึ่งถ้าใครท่องจำไม่เก่ง ก็จะไร้ที่ยืนในสังคม ทั้งๆที่คนไทยเป็นประเทศแห่งสมองซีกขวา ที่อุดมไปด้วย ศิลปะ , วัฒนธรรม , ความปราณีต และ จินตนาการ แต่เราสอนเด็กให้เป็นผลผลิตอุตสาหกรรม งานหยาบๆ แล้วส่งไปเป็นแรงงานในโรงงานนรก ทั้งๆที่ความจริง เด็กคนนั้น อาจมี Skill ของ ศิลปินแห่งชาติก็ได้ แต่สังคมไม่ได้เปิดโอกาส มี 2 ทาง ถ้าท่องไม่เก่ง คือ ไปเป็น แรงงาน หรือ ไม่ก็ไปแว้น ไปเป็นเดนสังคม

กลับมาเรื่องการศึกษาที่ไม่เน้นการท่องจำ ควรเน้นการสอนให้เด็กตัดสินใจเก่ง และ รับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง

พ่อแม่ไทยส่วนใหญ่สื่อสารความรักไม่เป็น คิดว่าการขอกำลังใจจากลูกคือ การเตือน การสั่งสอน หรือ การเปรียบเทียบ เช่น ชอบเทียบลูกคนอื่นดีกว่าลูก เพื่อให้ลูกมาเห็นใจ แต่ผลลัพธ์ทำให้ลูกรู้สึกไร้ค่า และ อึดอัด ..ซึ่งทางแก้ คือ การขอกำลังใจตรงๆจากลูก เช่น วันนี้แม่เหนื่อยนะ ลูกมากอดแม่หน่อย ซึ่งมันจะเป็นการสื่อสารที่ตรง และ เป็นบวกมาก

พ่อแม่มักคิดว่า ลูกเลี้ยงได้แต่ตัว แต่ในความเป็นจริง เราเลี้ยงหัวใจเขาได้ด้วย

ปัญหาหลักๆ ผมว่า สังคมไทย จีน และ เอเชีย มักเน้นสอนลูกให้เป็นมังกรเดียวดาย ..คือ เน้นให้แกร่ง ไม่มีการขอบคุณ ไม่มีการขอโทษ โหด มีแต่ไม้เรียว การอบรม สั่งสอน และ ความคาดหวัง ...คนเหล่านี้ไม่เคยกอดลูก ไม่เคยบอกลูกว่ารัก เพราะ เดี๋ยวมันเหลิง ...ผลที่ตามมา คือ ความเก็บกด อึดอัด ส่งผลสู่ ความกำหนัด และ ก้าวร้าว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงหลักฐานอย่างมากมายในสังคมไทย ที่ วัยรุ่นท้องก่อนแต่งติดอันดับโลก ..ความรุนแรงต่อผู้หญิง เราติดอันดับโลก ..โสเภณีเด็ก เราติดอันดับโลก และ พฤติกรรม Sex แปลกๆ เราเป็นศูนย์กลางของโลก

คนไทยเรามอง หน้าบ้าน สำคัญกว่าหลังบ้าน คือ รถคือ หน้าตา สำคัญกว่าบ้าน ..ดังนั้น สายตาคนอื่น สำคัญกว่าความรู้สึกของเรา

ทุกอย่างที่กล่าวมาสะท้อนความกดดันในสังคม เช่น คนจำนวนมาก ยอมเป็นหนี้ เพื่อซื้อของมาโชว์คนที่เราไม่ชอบ เพียงเพราะต้องการความสะใจ แต่สุดท้ายติดหนี้หัวโต เกิดปัญหาการเงินระหว่างสามี ภรรยา แล้วกระทบต่อลูก ที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ก็หนีไปอยู่บนห้อง รอวันที่อยากจะออกไปมีอิสระนอกบ้าน

ที่กล่าวมาจริงๆ เราต้องรู้จักการ Coach ลูก เพราะในช่วงวัยรุ่น ลูกมีปัญหา Oral Stress คือ ความเครียดทางปากสูง อยากระบาย อยากทะเลาะ ซึ่งเด็กต้องการพ่อแม่เป็นคู่ซ้อมให้เขา เพื่อจะได้ซ้อมการมีอำนาจต่อรองกับสังคมได้

..ซึ่งถ้าลูกเริ่มมีการคุยเหตุผล ต่อรอง ให้พ่อแม่ดีใจ ว่าลูกเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แล้วให้คิดเสมอว่า วันนึงลูกก็จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ที่เขาต้องดูแล และ รับผิดชอบต่อการตัดสินใจทุกอย่างของชีวิตเขาเองในอนาคต



...ต้องย้อนถามว่า วันนี้ เราสื่อสารกับลูกแบบไหน ?


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ