แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ชีวิต Leverage ตอน ความเสี่ยงของบริษัท Broker


ตอนนี้เหล่า Broker เครียด แต่คนซื้อหุ้น(นักลงทุน) นั่งยิ้ม --- เพราะในอีกไม่กี่ปี “การเปิดค่าคอมเสรี” จะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน แย่งตัวลูกค้าที่เล่นหุ้น(ที่มีอยู่น้อยนิด อย่างรุนแรง)

ประเทศไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้าน แต่คนเปิดบัญชีเล่นหุ้น หลักแสน เท่านั้น (ประมาณ 300,000 บัญชี) แต่คิดดู แต่ละคนก็มี 2 – 3 บัญชีขึ้นไป – “คุณคิดดูว่า บัญชีซื้อขายหุ้นจริงๆ ในตลาดหุ้นไทย มันน้อยแต่ไหน” --- ทั้งๆที่เรารู้ว่าตลาดหุ้น สร้างความมั่งคั่ง แต่คนส่วนใหญ่ที่เล่นผิดๆ ก็สอนลูกหลานให้กลัวตลาดหุ้นแบบผิดๆตาม

มันเหมือนคนไทย “ชอบเล่าเรื่องผีหลอกเด็ก” ..ตลาดหุ้นไทยจึงเป็นเหมือน “ผีบ้า” ..ผมสลดกับการสอนลูกหลานแบบผิดๆของคนไทยจริงๆ คือ แทนที่จะให้เขาศึกษา ข้อดีข้อเสีย เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ --- เพราะคุณรู้ไหม เมื่อตลาดหุ้น Bubble อีกครั้งเมื่อไหร่ “คนอีกมากก็จะเข้ามาอยู่ดี คุณหนีสัจธรรมของความโลภไม่ได้หรอก”

ดังนั้น แทนที่จะสอนให้กลัว “ผมว่าเราควรสอนให้คุณรู้จักมัน(สอนให้มีปัญญา!!)” เหมือนอาวุธ การที่คุณใช้มันเป็น ย่อมดีกว่า --- ไอ้แว่นหนาที่เอาแต่อ่านการ์ตูน พอต้องไปรบ “มันตายสถานเดียว!!” (เด็กถ้าเลี้ยงแบบคุณหนู ท้ายสุดมันก็ตายอย่างคุณหนู (โดนหลอก..หมดตูด!!)

กลับมาเรื่องของ Broker ผมเชื่อว่าเราจะกลับมา สู่ยุคการลงทุนเฟื่องฟูอีกครั้ง (ตอนนี้เราก็เริ่มสัมผัส คนใหม่ๆที่เริ่มเข้ามาในตลาด) ถ้าให้ผมทำนาย ...ผมว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องมีบัญชีเล่นหุ้น เพิ่มขึ้นมาอีก หลายแสนบัญชี “อ้าว!!แย่งกันเอาเอง”

ประเด็นเรื่อง “ค่าคอมเสรี” เป็นมุมของ Leverage ที่จะเข้ามาให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค ไม่ใช้เจ้าของบริษัท ...อย่างในต่างประเทศ เราเริ่มเห็นการพัฒนาของ Broker Online อย่าง Interactive Broker ที่ทำทุกอย่าง Online “แน่นอนค่าคอม ต่ำสุดขีด เพราะเขาไม่ต้องจ้าง Broker”

ส่วนนักวิเคราะห์เขาก็ไม่ต้องจ้าง สู้เขามา co กับ Blogger ดังๆ ประหยัดกว่า แถมให้ impact ที่ดีกว่าด้วย เพราะเดี๋ยวนี้พลังของ Social Network มันส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อ มากกว่าการโฆษณา (เยอะ)

ผมยกตัวอย่าง ถ้า Blogger หุ้นดังๆ จะปั่นหุ้น “คุณว่าทำยากไหมล่ะ” (ง่ายจะตาย) นี่แหละพลังของ Social Network (แต่นี่ก็เพิ่งเริ่มต้น) ลองดูตัวอย่างของกระทู้ pantip ที่ establish มาค่อนข้างนาน ในด้านของ การท่องเที่ยวและการ shopping ..Trend ที่ผมพูดนี้ เริ่มมีให้เห็นอย่างชัดเจนในอเมริกา เพราะเนื่องจาก คนส่วนใหญ่ ใช้ internet ในการหาข้อมูล “เพื่อที่จะตัดสินใจซื้อ”

นี่แหละที่ Social Network มันมีพลังเหนือ Advertising ...ตอนนี้ถ้ามองให้ดี บริษัทใหญ่ๆในอเมริกาเขาเริ่มแล้ว เขาเริ่มซื้อตัวคนที่เก่ง Social Network มาสร้าง Brand ลองดูอย่าง Starbucks , Coke ผมว่าเขาทำได้น่าสนใจมาก “สรุปจุดนี้ใครมองเกมไม่ออก ปรับตัวไม่ทัน (ตายสถานเดียว!!)”

Facebook ไม่ได้โต เพราะมัน “ปลูกผักได้” โอเค นั่นเป็นส่วนนึง แต่ประเด็นสำคัญจริงๆ มันคือ Content ที่สร้างจาก Social Network (ขยายความนิดนึง คำว่า Social Network หลายคนนึกว่ามันคือ Facebook ..จริงๆแล้วนั่นเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ

เพราะ Social Network มันกินความถึง -- สื่อ Online ทั้งหมด ที่ใช้เป็น Community ในการสื่อสาร ( ตั้งแต่ Blog , Webboard , Hi5 , Facebook , Twitter)..เมืองไทยเริ่ม Social Network ตั้งแต่ “กระทู้ต่างๆ” อย่าง www.stock2morrow.com นี่ก็ใช่ (เป็นกระทู้เชื่อมโยง Social Network ของนักลงทุน ที่ลงทุนจริงๆ) อย่าง pantip ก็เชื่อมโยง กลุ่มวัยรุ่น(ทั้งเล็กถึงโต)ที่ใหญ่มากๆ

ช่วงหลัง Facebook / Twitter เข้ามาสร้างสีสรรค์ และทำให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วประโยชน์ของ Social Network มันสามารถ เปิดเผยข้อมูลความจริง ที่ลึกกว่าสื่อ (มันให้ประโยชน์สองทางคือ ทั้ง”สื่อ(Media)” และ ”คนรับ”) เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก (ถ้าคุณนึกย้อน ตอนเสื้อแดง คุณจะจำได้ ว่า Social Network เข้ามามีบทบาทอย่างไร)

ข้อดีของ Social Network คือ มัน Fake ไม่ได้ และนี่คือการสื่อสารที่คุณต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของสื่อและผู้รับ (ผมมองว่ามันเป็นการคืน อำนาจให้กับผู้บริโภค จากเดิมเป็นผู้รับทางเดียว “แถมรับข้อมูลห่วยๆ ที่เขาอยากให้คุณรู้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคุณเท่าไหร่นัก”)

ครับ (ใช่แล้ว) อาชีพที่เคยเป็น “ผู้กระทำด้านเดียว” อย่าง นักวิเคราะห์ นักเขียน หรือ สื่อต่างๆ ...คุณกำลังโดน Leverage of Social Network เข้ามาท้าทายคุณ

ที่ผมยกตัวอย่างไม่ใช่ แต่อาชีพ Broker หรือ Media เท่านั้น ที่จะต้องปรับตัว -- มันเกือบทุกสาขาอาชีพ ...และทั้งหมดนี้คือ “ชีวิต Leverage ที่ (IT + Internet) ได้เข้ามาเปลี่ยนโลก โดยคืนอำนาจให้กับ individual (ปัจเจกชน)

ยุคนี้ไม่ใช่คุณต้องกลัวองค์กรใหญ่ๆ--- องค์กรใหญ่จะต้องกลัว“คนที่เก่งจริงต่างหาก” เพราะ “เด็กในโรงรถ คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด” นี่เป็นสิ่งที่ Bill Gates กล่าวไว้ เป็นสิบปี ก่อนที่ Google จะก้าวขึ้นมาขย้ำ Microsoft

“ระวังให้ดีองค์กร ที่ไม่รู้จักปรับตัว ...กลุ่มคนเก่งๆรุ่นใหม่ เขารอขย้ำคุณเช่นกัน!!” และนี่คือ ชีวิต Leverage นั่นเอง (คนเก่งที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นตัวเล็กๆ คุณก็สามารถล้มยักษ์ได้ ..ทุนวิ่งตามความคิดที่ดีที่สุด --- ดังนั้น The Best Idea ชนะเสมอในยุคนี้)

2 ความคิดเห็น:

  1. ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่อง คนไทยเลี้ยงลูกโดยใช้ความกลัวเป็นที่ตั้ง ทำให้เจ้านิสัยความกลัวนี้ส่งผลกระทบในระยะยาว บางคนตลอดชีวิต ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่างไปจากที่คนส่วนใหญ่ทำ เพราะคิดแต่เพียงว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทำตามกันนั้นถูกต้องเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เสมอไป บทเรียนที่เกิดกับสังคมไทยก็มีอยู่มากมาย ตอนยังเด็ก ผมมักถูกยายห้ามทำโน่น ทำนี่ แถมเล่าเรื่องผีมาหลอกด้วย (ยายนั่นแหละครับที่หลอก ไม่ใช่ผีหลอก) บางครั้งผมก็ถามเหตุผลว่าทำไมเรื่องบางเรื่องถึงทำไม่ได้ ไม่ได้คำตอบที่เป็นเหตุผล กลับโดนตอกกลับมาว่า "บอกว่าไม่ดีก็ไม่ดีสิ" และทุกวันนี้แถวบ้านผมก็ยังเล่านิทานหลอกเด็กอยู่เหมือนเดิม :)

    ตอบกลับลบ
  2. ติดตามคุณภาววิทย์มาได้สักพัก อ่านแล้วก็ยิ่งถูกใจครับ เป็นกำลังใจให้คนเก่งจริง มั่นใจตัวเองสูง และรอบรู้อย่างคุณครับ สักวันคุณก็จะเป็นผู้นำ social network ได้แน่ๆ ผมเชียร์ แต่ถึงวันนั้น ขอให้คุณภาววิทย์อย่าเปลี่ยนไปนะครับ อย่าบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ตัวเองอย่างเดียวแบบที่คนอื่นเขาทำกันนะ สร้างบุญเยอะๆดีกว่าครับ ผมก็อายุน่าจะไล่กับคุณและลงทุนแนว VIจ๋าเช่นกันครับ

    ข้อสังเกต
    ช่วงนี้คุณเชียร์ ptt มากจังเลยนะครับ แต่ผมก็ยังเห็นด้วยสุดๆ เหมือนเดิม pptเป็นหนึ่งในหลายๆตัวที่ผมตั้งใจจะถือยาวๆ ตอนนี้ยังไม่แพงนะใครจะเข้าก็รีบเข้า เข้าก่อนคนอื่นก็เป็นคนฉลาด แห่ตามทีหลังเวลาราคามันขึ้นไปมากๆแล้วก็จะเป็นแมงเม่านะ

    ตอบกลับลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ