แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Art of Stock Manipulation


(คำชี้แจง : มันอาจจะแรงไปที่จะใช้ชื่อคนจริง จึงขอใช้ชื่อตัวละครสมมุติ !! )

ตลาดหุ้นไทยเดิมทีเป็นสถานที่หาประโยชน์ จากผู้มีอิทธิพลและอำนาจ ซึ่งแม้ในปัจจุบัน กลิ่นอายของการปั่นหุ้นและความโหด ยังคงหลงเหลืออยู่ …อันเนื่องมาจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งเครือข่าย จึงเอื้อต่อกลุ่มผลประโยชน์ในการปั่นหุ้นยิ่งนัก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกลุ่มทุนที่สนับสนุนการเมือง ..เรารวมเรียกคนเหล่านี้ว่า “กลุ่มมือที่มองไม่เห็น”

การหาประโยชน์จากตลาดหุ้นทำได้ง่าย เพราะ ด้วยเครือข่ายอำนาจของกลุ่มผู้ปั่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ กลต. ไม่เคยจับมือใครดมได้เลย นอกจาก “แพะ” (ถูกต้อง!! แพะรับบาป คือ คนซวยที่ถูกใช้บูชายันต์นั่นเอง)

หากย้อนสู่ยุคของการปั่นกระจาย สมัยก่อนหน้านี้ที่ "ใครรักใคร" เรืองอำนาจ …ตลาดหุ้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ ระดมทุนในรูปแบบง่ายๆ (สังเกตุได้จากช่วงเวลานั้น ไม่มีกลุ่มทุนใดได้ผลประโยชน์เลยนอกจาก กลุ่มทุนของ"ใครรักใคร" โดยลักษณะการปั่นหุ้นเป็นการปั่นเพื่อโกยเงินเท่านั้น "ดันให้ติดเพดาน แล้วค่อยทุบให้เลือดสาด กลับไปสู่สามัญ --(โคตรจะขงจื้อเลย)" คือ ไม่ได้มุ่งหวังที่จะพัฒนาตลาดหุ้นโดยรวมแต่อย่างใด กองทุนเกษียณอายุต่างๆ รวมทั้งกองทุนใหญ่ๆ ทุกก่อตั้งขึ้นมาในยุคนี้ เพื่อเทเงินสดเข้าสู่ตลาดหุ้น "สิบปีผ่านไป คนที่เร่ิมลงทุนในกองทุนต่างๆ หันมามองหน้ากันแล้ว พูดว่า (บะแล้ว ๆ ) ซื้อลงทุนมาสิบปี ตกลงว่า ไม่ได้อะไรเลย แถมปี 2008 ยังขาดทุนอีก อย่างนี้ใส่ตุ่มแล้วฝังไว้ใต้ถุนบ้านจะดีกว่าไหม!!

..เราให้นิยามในยุคนั้นว่า “ตลาดหุ้นยุคพายเรือในอ่าง” ..ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่ม Old Rich คนรวยโบราณ ผู้ดีเก่า ที่ไม่มีโอกาสในการลงแขก จึงรวมตัวกัน สร้างกีฬาสี แห่งเมืองสยามขึ้น… เป็นการแตกแยกครั้งใหญ่ของสังคมไทย ที่ดึงเอาเบื้องสูง เบื้องต่ำ ลงมายำเละเทะไปหมด ซึ่งความเน่าและความมั่วยังคงเป็นควันดำคุกรุ่น ตราบจนปัจจุบัน-- “เลวร้ายจริงๆ!!”)

จากวันนั้นถึงวันนี้ เราได้นายกคนใหม่ แต่ตลาดหุ้นก็ยังคงเป็นแหล่งผลิตเงินเร็ว ให้กับกลุ่มการเมืองอยู่ดี (ต่างกันตรงที่ มันแค่เปลี่ยนกลุ่ม) วิธีการปั่นหุ้น ก็ยังคงเลือดเย็น และจบด้วยเลือดสาดเช่นเคย การใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองที่สำคัญทางการเมืองเอามาสร้างข่าว เพื่อช้อนและทุบหุ้น ก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม

“แล้วอะไรที่เปลี่ยนไป!!” …รอบการขึ้นของตลาดในปี 2010 มันต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ หุ้นขึ้นรอบนี้มันไม่ได้ขึ้นด้วยการปั่นธรรมดา แต่มันถูก Inflation โหมโรง ทำให้คนปั่นเองยัง งง ว่าท้ายสุดหุ้นที่ปั่นมันกลับขึ้นไปเรื่อยๆ เกินกว่าเป้าหมายของตัวเอง …นั่นก็แปลว่า ตลาดหุ้นเริ่ม Out of Control เนื่องจากกลไกของเศรษฐกิจและ Fund Flow ไหลหนีตายจากการ อ่อนค่าของเงินดอลลาห์ในอัตราเริ่งเป็นตัว Tipping Point นั่นเอง

ถามว่าใครคือ ตัวกำหนดมูลค่าหุ้นในตลาด

ในอดีต ก็คือ คนปั่น …. แต่ในปัจจุบัน กลไกของการสร้างราคามันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2010 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากที่สุด ก็คือ Fund Flow ซึ่งไม่ว่า มันจะ Flow จากฝรั่งหัวแดง หรือหัวดำ มันก็เป็น Trend การไหลเข้าของเงิน Fund Flow เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน

วันนี้คนปั่นเป็นเพียง ตัว Spark จากนั้น กลไกต่างๆจะเข้ามาทำหน้าที่ “ไฟลามทุ่ง ในแบบฉบับของมันเอง” …ดังนั้น ตลาดในวันนี้จึงไม่ได้หมายความว่า คนปั่นจะสามารถสร้างกำไรอย่างเบ็ดเสร็จเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา ..เห็นได้จาก มีข่าวความล้มเหลวของนักปั่นหลายๆคน และเสี่ยชื่อดัง ที่ทยอยเจ๊ง รวมทั้งติดหุ้นที่ตัวเองปั่น

สัญญาณของการพัฒนาความรู้ของแมงเม่า เริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อให้เกิด Pattern การลงทุนใหม่ของรายย่อย ที่ใช้วิธี “ซื้อเมื่อหุ้นตก และขายเมื่อหุ้นขึ้น” (มันได้กลายเป็น Case Study Classic ที่สร้างความวิตกกังวลแก่นักปั่นหุ้นยิ่งนัก)… หากถามว่าถ้ารายย่อยยังคงเล่นแบบ ซื้อถูกขายแพง ย่อมทำให้รายย่อยได้ผลตอบแทนอย่างสูงแบบไม่ต้องสงสัย ตราบเท่าที่ตลาดยังคงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนสุดที่ Peak ของตลาด ซึ่งยังคงเป็นเส้นทางที่ยังดำเนินไปได้อีกไกล

… The Art of Stock Manipulation!!

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ