แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

เศรษฐกิจเรื่องหนักๆ

‘วันนี้มาเรื่องหนักเลย ...เรื่องเศรษฐกิจ’

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า QE ...คุ้นๆ ไหม ...ที่ประมาณว่า อเมริกาทำ QE แล้วรัฐบาลประเทศใหญ่ๆ ก็หันมาทำบ้าง ...คราวนี้วิกฤต Covid ...พอจะเดาได้ไหมว่า เขาเตรียมสู้กับปัญหาด้วยอะไร ?

ใช่!! ...ถูกต้อง เขาก็ทำ QE อีกครั้ง ...อธิบายแบบชาวบ้านก็คือ พิมพ์เงินเพิ่ม (เพียงแต่ไม่ได้พิมพ์แล้วแจกตรงๆ แต่พิมพ์เงินมาซื้อสินทรัพย์แทน ก็สรุปว่า เขาแก้ปัญหาวิกฤตรอบใหม่นี้ด้วยการเพิ่ม Supply ของเงินนั่นเอง)

ผลลัพธ์ถ้าวิเคราะห์ตรงๆ คือ ...อะไรก็ตามที่ Supply เพิ่ม สุดท้ายมูลค่ามันจะลดลง ...ยกตัวอย่าง ทุเรียน ถ้ามีผลผลิตน้อยๆ ราคาทุกเรียนก็จะแพง ...แต่ถ้าผลผลิต หรือ Supply เยอะ ..ราคาก็จะตก

‘แล้ว เงิน มันเหมือน ทุเรียน หรือ ?!?’

จริงๆ มันก็คล้ายๆ กัน ...เพียงแต่เงินมันซับซ้อนกว่า

...ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินคือ สินค้าอย่างนึง ที่ความต้องการไม่จำกัด Demand มหาศาล ...ในอดีตเราใช้ ‘ทองคำ’ เป็นตัวอ้างอิงมูลค่า ...ก็แน่นอน ‘ทอง’ มันมีจำกัด ก็ทำให้ Supply ของเงินมีจำกัด

แต่ปัญหามันเกิด คือ เวลามีวิกฤตเศรษฐกิจ ...Supply ของเงินมันหายไป ..ซึ่งถ้าเป็นทอง รัฐบาลพิมพ์เพิ่มไม่ได้ ...เลยไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ ..สมัยก่อนเราก็จะเห็นอย่าง Great Depression ...เพราะ มันแก้อะไรไม่ได้

แต่วันนี้ มันมี นวัตกรรม ที่เรารู้จักกันในนาม QE ...ซึ่งมันเริ่มจากที่ อเมริกา เปลี่ยนตัวอ้างอิงมูลค่าของเงิน จาก ทองคำ มาเป็น ‘หนี้รัฐบาล’ แทน

ตอนนั้น คนก็คิดว่า ‘เฮ้ย!! เงินดอลลาร์พังแน่ มันจะไม่เหลือมูลค่า’ ...แต่ผลลัพธ์มันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด ...การตัดสินใจครั้งนั้น ของอเมริกา ทำให้เงินดอลลาร์ กลายมาเป็น ‘เงินของโลก’ (เดิมทีธนาคารทั่วโลก ต้องมีทองคำ ค้ำมูลค่าของเงินตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ พอยกเลิกทอง ก็สามารถใช้ ดอลลาร์แทนได้)

ทำให้คนกำหนด มูลค่าเงินของทั้งโลก ก็คือ ‘อเมริกา’

การคุมมูลค่าเงินของโลก ก็ผ่านการคุม Supply ...พิมพ์เพิ่มหรือลด นั่นแหละ

แล้วปี 2008 วิกฤตการเงินก็เกิดขึ้น ...สิ่งที่อเมริกาสร้างความ งง ให้คนทั้งโลกอีกครั้ง คือ การทำ QE ...เดิมทีเพดานหนี้มันมีจำกัด เพื่อไม่ให้เพิ่ม Supply ของเงินได้แบบมั่วๆ ...แต่วันนี้ถ้าไปดูทั้งอเมริกา , ญี่ปุน , ยุโรป ...เพดานหนี้มันทะลุ 100% ไปหมดแล้ว ....ใช่!! ถ้านี่คือ คนธรรมดา ก็ล้มละลายไปแล้ว

โอเค!! ถ้าให้เดา เราคงคิดว่า QE คงทำให้ ดอลลาร์พัง ใช่ไหม ?

ผิด!! ตั้งแต่ปี 2008 ที่เราเริ่มทำ QE มาถึงปัจจุบัน ซึ่งกำลังทำ QE อีกครั้ง ...เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ...งง กันละครับ !!

ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อจะชี้ว่า กลไกทางเศรษฐกิจมันกำลังบิดเบี้ยวมากๆ ...ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนกันมาตอนมหาวิทยาลัย แทบจะตอบอะไรไม่ได้เลย ....’เฮ้ย!! สงสัยผู้นำโลก เวลาเรียนเศรษฐศาสตร์เขาต้องโดดเรียนแน่ๆ’ ...แต่ไม่ใช่!!

ผมว่าวันนี้ เรากำลังต้องทำความเข้าใจใหม่ กับโลกปัจจุบัน ...ถ้าไม่เข้าใจ ผมว่า เราจะกลายเป็นเหยื่อ ของระบบ

1. ‘การทำ QE จะทำ สินทรัพย์ราคาสูงขึ้น’ ...ไม่ต้องไปเดาอะไรให้ซับซ้อน การทำ QE ย่อมส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น

2. ‘คนส่วนใหญ่ซวย เพราะ ไม่ได้ถือสินทรัพย์’ ...คนส่วนใหญ่ยิ่งกลัวยิ่งถือเงินสด ...แต่ปรากฏว่าสินทรัพย์ต่างหากที่ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ

3. ‘ช่วงวิกฤตจะมีช่วงสั้นๆ ที่เปิดโอกาสให้คนไม่มีสินทรัพย์สามารถเข้ามาซื้อมันในราคาถูก’ ...แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ซื้ออยู่ดี ...กลับเป็นจังหวะ ที่พวกคนรวยมาซื้อสินทรัพย์เพิ่มเข้าไปอีก ...มันโหดไหมล่ะ !!

มีทางแก้ไหม ? ...เออ!! ทางแก้ระดับชาติไม่มีหรอกครับ ...มันมีแต่ทางแก้ระดับบุคคล ‘เอาตัวเองให้รอดน่ะ ก็พอได้’ ...ยกตัวอย่าง ผมจะเป็นคนที่สำรองเงินสด ประมาณ 30% ตลอดเวลา เผื่อว่า ถ้าเกิดวิกฤต ก็จะได้เอาเงินนี้มาช้อนซื้อสินทรัพย์ ซึ่งสำหรับผม สินทรัพย์ที่ผมชอบสุดก็ หุ้น อย่างเดียวเลย

ก็แค่นี้แหละ ทางแก้ของผม ...ทุกวิกฤตผมเข้าซื้อหุ้น ...เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ...เอาง่ายๆ ผมสอนลูกศิษย์ทุกคนให้ทำแบบนี้แหละ ....เพียงแต่จังหวะการซื้อ หรือ ซื้อได้มากน้อย ราคาไหน อันนั้น ก็ขึ้นกับชั่วโมงบินและประสบการณ์ของแต่ละคนเลย

4. ‘บริษัทใหญ่ จะได้ผลกระทบน้อยกว่า SME’ ...อ้าว!! แล้วคนตัวเล็กๆ จะทำยังไงถึงจะได้ประโยชน์ ....เราก็ซื้อหุ้น บริษัทใหญ่ ในตลาดหุ้นได้เลย ...คือ ภาวะแบบนี้ การจะเริ่มธุรกิจใหม่น่ะยากมาก ...แต่การหาโอกาสไปซื้อหุ้นบริษัทใหญ่ ที่น่าจะรอด ในราคาถูก ง่ายกว่า

5. ‘ทำไมดอลลาร์ ขึ้นตั้งแต่ปี 2008 ทั้งที่มันควรจะอ่อน จาก QE’ ...ตรงๆ นะ ถ้าเทียบอเมริกาเป็นบริษัท ก็เหมือนบริษัทใหญ่ ประเทศอื่นเป็น SME ...ดังนั้น โอกาสรอดเขามีสูงอยู่แล้ว

6. ‘แล้วประเทศไทย จะรอดไหม’ ...ถ้าอเมริกาเป็นบริษัทใหญ่ ...ประเทศอื่นเป็น SME ...ประเทศไทย เราเป็น ร้านข้าวแกง หน้าหมู่บ้านเลยแหละ

อ้าว!! ก็ซวยดิ ?

...ไม่!! ถ้ามองดีๆ เราอาจจะดีกว่า SME หลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งที่จะมาหลังจากนี้ อาจจะเป็น อาหาร การเกษตร และ สินค้าจำเป็น จะราคาสูงขึ้น ...ซึ่งประเทศไทย อย่างที่รู้ๆ ว่า ก่อนหน้านี้ เราตามใครเขาไม่ทันแล้ว คนอื่นเขาไป IT , AI ไป เทคโนโลยี แต่เรา มีแต่ของพื้นๆ

ใช่!! หลังจากนี้ ‘ของพื้นๆ’ น่าจะดี ...ของจำเป็น อาหาร สินค้าเกษตร ...แต่เราแค่ต้อง ‘ต่อยอด’ คือ การแปรรูป เพิ่มมูลค่า

7. ‘เราต้องลดหนี้’ ...รัฐบาลเขาเพิ่มหนี้ นั่นเป็นเรื่องของรัฐบาล ...แต่ถ้าตัวเรา เราต้องลดหนี้ ...หลักการเริ่มต้นที่ผมแนะนำ เรื่องการบริหารเงินคือ ‘ซื้อของเงินสดเท่านั้น ไม่ผ่อน ไม่กู้’

ถ้าอยากจะผ่อน ผมแนะนำ อันเดียวเลย คือ ‘ทยอยออมในหุ้น’ ...อย่างบัวหลวง มีโปรแกรม ออมหุ้นอัตโนมัติแบบ DCA ...เช่น ใครต้องการซื้อหุ้นแบบทยอยซื้อเดือนละหมื่นทุกเดือน อันนี้ติดต่อบัวหลวงได้เลยครับ ที่ 02-618-1111

(พี่แพ้ท ขายของ!!! ...ก็สักนิดครับ ...อะไรที่มันดี ก็แนะนำกันตรงๆ)

8. ‘ลงทุนให้กับทักษะใหม่’ ...ผมว่าพอวิกฤตผ่านไป จะเกิดโอกาสงานใหม่ๆ ...ถามว่า งานอะไร ผมไม่รู้ ...แต่ที่รู้คือ งานนั้นต้อง หนึ่ง Supply น้อย ..สอง เป็นสิ่งที่คนต้องการ เช่น ธุรกิจแปรรูป สินค้าเกษตร อาจเกิดขึ้นมากมาย , คนสนใจสุขภาพมากขึ้นแน่นอน , หมาแมวมาแน่นอน ถ้าถามว่า วันนี้ผู้หญิงที่อยู่กับ แฟนกับ อยู่กับหมาแมว ผมว่า อย่างหลังมากกว่าเยอะ ...ค่อยๆ คิด ผมว่ามีเยอะ

ก็ประมาณนี้ ...เอาใจช่วย สู้ สู้ กันครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ