แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

Case study BANPU


บ้านปู เมื่อปีที่ 2552 ต้นๆปี ราคาตกมาต่ำกว่า 200 บาท ช่วงนั้นมีแต่คนรีบขายออกเพราะมองว่า "โอ๊ย..แม่เจ้า แย่แล้ว ตลาดกำลังแย่ หุ้นจะตกจนไม่เหลือมูลค่า -- หลังจากนั้นไม่ถึงปี หุ้นบ้านปูวิ่งมาเกิน 600 กว่าบาท --- ถามว่า ไอ้คนที่ขาย มันจะขายไปหาบ้าอะไร หรือ ว่ากรรมมันบดบังดวงตา ทำให้มานั่งเสียดายจนบัดนี้ "

--ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่โดนกรรมบังตาเช่นกัน ผมขายไปที่ 260 กว่า หลังจากนั้นมันก็วิ่งไป 600 ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา (กูแม่งโคตรโง่เลย ใช่เปล่า) จริงๆแล้วไม่ใช่หรอกครับ ประเด็นจริงๆมันอยู่ที่คุณมีวิธีการเล่นหุ้นอย่างไร ซึ่งในปีที่แล้วผมเล่นสั้น ดังนั้นพอหุ้นวิ่งขึ้นไป ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ผมก็ขายแล้ว จากนั้นก็ไปเก็งตัวต่อไป --- แต่แท้จริงแล้วจากที่ได้ศึกษาและทดลองจริง ก็พบว่า คนที่จะได้กำไรอย่างแท้จริงในตลาดต้องมองภาพใหญ่ให้ออกแล้วเล่นยาว

คำถามคือ แล้วตอนนี้ผมเห็นภาพใหญ่อะไรบ้าง --- ครับ ตอนนี้ผมมองเลยว่า พวกกลุ่ม PTT Group ยังคงวิ่งไปได้อีกมาก เช่น PTT เองถ้าไม่เกิน 400 ก็ไม่น่าปล่อย ถือกินปันผลดีกว่า

--กลับมาที่บ้านปู ว่าทำไมมันถึงวิ่งไปถึง 600 บาทต่อหุ้นได้ ง่ายๆครับก็เพราะมีคนต้องการซื้อ ถ้าจะถามต่อว่าใครซื้อ ก็ต่างชาติไงครับ เพราะปกติเขาเล่นเฉพาะ Big Cap แต่พอ PTT เจอมาบตาพุตก็ไม่รู้จะลงอะไร ก็เลยลงบ้านปู ทั้งๆที่จริงๆ..ศักยภาพเติบโตที่แท้จริงของบ้านปู สู้กับ PTT ไม่ได้เลย เอาเป็นว่าระยะยาวเราก็จะค่อยๆเห็นกันว่า ความจริงคืออะไร ฮ่า ฮ่า

จาก Case ของบ้านปู ชี้ให้เห็นว่าต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนเต็มแก่ แต่ไม่กล้า (อดีตจะเห็นได้ว่า ปี 2551 ช่วงก่อน Lehman ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดกว่า 400,000 ล้าน พอเจอ Lehman พังวิ่งออกไปกว่าครึ่ง SET Index วิ่งรูดจาก 800 จุด ไปเหลือ 300 กว่าๆ จากนั้นตลอดปี 2552 ที่ผ่านมาต่างชาติเข้ามาสุทธิ 38,000 ล้าน ซึ่งนับว่าตั้งแต่ออกไปยังแทบไม่กลับมาเลย

---- คำถามที่เกิดขึ้นคือ แล้วตอนนี้ตลาด SET Index 700 กว่าจุดแล้วมันขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่ทั้งปีที่แล้ว นักลงทุนในประเทศยังขายสุทธิต่อเนื่องประมาณ 37,000 ล้านตลอดปี ถ้าหักลบกับต่างชาติเข้ามา ก็แสดงว่า ตลาดแท้จริงแล้วตลอดปี 2552 ที่ขึ้นมาเยอะมากยังแทบไม่ได้มีเงินลงทุนรวมเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร ดังนั้น การที่ดัชนีขึ้นเป็นการหมุนเวียนเงินระหว่างตัวหุ้นที่สลับกันขึ้นลงใช่หรือไม่
ตอนนี้หลายคนคงสงสัยว่า ยกประเด็นนี้ขึ้นมาทำไม --- ครับ เพราะ การที่หุ้นไม่ได้เพิ่ม แต่ราคาเพิ่มนั่นหมายถึง มีทั้งโอกาส แต่ก็แฝงด้วยความเสี่ยง---ทั้งตลาดสมมุติให้เรามองเป็น สินทรัพย์อย่างหนึ่ง การที่ราคาจะขึ้นก็คือ แสดงว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่ในขณะนี้คือ ทั้งที่ความต้องการจากต่างชาติ(เม็ดเงิน)ไม่ได้เพิ่มนั่นแสดงว่า การขึ้นเป็นผลมาจากการให้ค่าของสินทรัพย์ จากภายในประเทศที่ดันราคาเพื่อสะท้อนมูลค่าจริง

ดังนั้น ณ จุดนี้ราคาหุ้นไม่แพงและไม่ถูก แต่ถ้าให้มองข้าม ซ๊อตไปก็เห็นได้ว่าโอกาสเงินเฟ้อสูงมากซึ่งจะส่งผลให้ราคา Asset รวมทั้งหุ้นมีโอกาสดีดตัวได้สูง หรือ เข้าภาวะ Bubble นั่นเอง ดังนั้นเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจผ่านไป จะส่งผลให้ราคาหุ้น Bubble อย่างแรง ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะไอ้เงินอีกเกือบ 200,000 ล้าน ที่ออกไปแล้วยังไม่เข้ามา ก็มีแนวโน้มจะเข้ามา ผนวกกับเม็ดเงินใหม่ที่ให้น้ำหนักการลงทุนในเอเชียในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ มีเม็ดเงินเข้ามามหาศาลมาก ลองนึกถึงราคาหุ้น Blue chip ของเราว่าจะวิ่งไปขนาดไหน

มาถึงจุดนี้ผมแนะนำเลยให้ออกจากเงินสด แล้วหาช่วงที่หุ้นตกระหว่างปี เข้าทั้งหมด เข้าหมด Port แล้วรอคอยพร้อมๆกับผมนะครับ --พ่อแม่พี่น้อง.......... (สิบปีรวย สิบปีรวย.. เพราะอีกสิบปี ผมจะเอาหุ้นที่ซื้อ ณ เวลานี้ไปขายให้กับพวกแมงเม่า ที่เข้ามาซื้อตอนเศรษฐกิจดี ที่ราคาสูงกว่านี้มากๆ ขอบใจล่วงหน้าสำหรับทุกชีวิตของแมงเม่าในภายภาคหน้าครับ)

ท่านรู้ไหมว่าพวกแมงเม่าที่ว่านี้คือใคร ก็คือพวกที่มีความรู้ Finance อย่างลึกซื้ง ติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่การศึกษาดี มีหน้าที่การงานในระดับสูง แต่ใจไม่ถึงไงล่ะครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า --- ฮ่า ฮ่า ขำว่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ