แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เดือนเดือด การเมืองเสียว ทักษิณทั้งเดือดทั้งเสียว


เข้าเดือนกุมภาแล้ว แต่ต่างชาติยังวิ่งออกจากตลาดหุ้นไปอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ต่างชาติขายหุ้นออกไปเกือบ 9 พันล้านแล้ว -- ถ้าเทียบจากยอดการซื้อสุทธิปีที่ผ่านมา 2552 ต่างชาติ ซื้อสุทธิแค่ 38,000 - 9,000 = 29,000 ล้านบาท กลุ่มสถาบันขายสุทธิ 5,000 ล้าน กลุ่ม Broker ขายสุทธิ 1,000 ล้าน ส่วนนักลงทุนในประเทศยังขายสุทธิ 20,000 ล้านบาท

สรุปว่า ยอดเงินที่เข้าตลาดสุทธิตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง ปัจจุบัน เท่ากับ 29,000 ลบกับ 5,000 + 1,000 + 20,000 ได้ยอดเงินเข้าตลาดรวม แค่ประมาณ 3,000 ล้าน แต่ SET Index เพิ่มจาก 400 จุด มาที่ 700 จุด Market cap รวมเพิ่มขึ้น กว่า 2 ล้านล้านบาท

คำถามคือ เงินเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น 3 พันล้าน แต่ทำไม Market Cap. หรือ มูลค่าของบริษัทถึงเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท ---- ฮ้า...งง งง กันใหญ่ครับ... ก็ตอบง่ายๆครับว่า มูลค่าของหุ้นจริงๆแล้ว มิได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของตลาด เพราะการที่หุ้นมีราคาปิดขึ้นลงมันเกิดจากการ เปลี่ยนมือของหุ้นส่วนน้อย(ปริมาณเล็กๆเมื่อเทียบกับทั้งตลาด) นั่นหมายความว่า ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังคงถืออยู่เช่นเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เจ้าของบริษัทใหญ่ๆ เช่น ตระกูลดังๆ เขาก็ยังถือหุ้นเหมือนเดิม ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เขาก็ยังคงถือหุ้นเหมือนเดิม

--- แต่เมื่อเวลาผ่านไปพอตลาดสงบ พวกตระกูลใหญ่เหล่านั้นก็รวยขึ้น ตามราคาหุ้นที่ดีขึ้น โดยที่เขาไม่เห็นต้องออกแรงอะไรเลย (บรรดา Day Trader ผู้ที่ซื้อขายเอากำไร วันละเล็กๆทุกวัน คง งง ว่าแล้วสิ่งที่เขาทำกันอยู่มันดีจริงหรือไม่ -- ก็คิดง่ายๆว่า พวกที่อยู่เฉยๆ หรือ ตระกูลใหย่ๆเขารวยเอารวยเอา(คนรวยรวยขึ้น) ขณะที่คนเล่นหุ้นทั้วๆไปประมาณ 80% ขาดทุน)

--- ดังนั้น คำพูดที่ว่าคนรวยยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง มันมีคำอธิบาย จากการเล่นหุ้น คุณว่าจริงไหม (ใครกล้าๆกลัว ก็จะเสีย ส่วนพวกที่ไม่กลัว ก็มักจะได้กำไรสูงในระยะยาว ) ตลกดีนะครับพูดง่ายทำยาก เลยไม่ค่อยมีใครรวยมากๆ

ย้อนกลับมาที่ประเด็นเริ่มต้นคือ เงินเข้ามาในตลาดสุทธิแค่ 3,000 ล้าน แต่มูลค่ารวมเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท ถามว่าราคาหุ้นตอนนี้แพงหรือไม่ ตอบเลยว่าแพง(เพราะผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ซื้อถูกกว่าเรา)

--คำถามต่อไปคือ แล้วหุ้นจะขึ้นต่อหรือไม่ ก็ตอบเลยว่า จะต้องขึ้น เพราะท้ายที่สุดราคาหุ้นก็จะสะท้อนมูลค่าการเติบโตที่แท้จริงของกิจการ ตอนนี้มูลค่าสะท้อนที่แท้จริงอยู่ที่ SET พันกว่า จุดใน Scope ใน 10 ปี ดังนั้น ผลตอบแทนหลักหลังการเข้าซื้อในเวลานี้คือ Dividend บวกกับ Capital Gain ปีละประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ สรุปว่า ผลตอบแทนรวยที่คุณจะได้ หลังจากตลาดผ่านไปอีกสิบปีข้าหน้าก็ประมาณ 15% ต่อปี

คือ ถ้าคุณลงทุน 10 ล้านในวันนี้ คุณก็จะได้ 40 ล้านในอีก 10 ปี --ตกปีละ 4 ล้าน(จากการคิด 15% compounding นั่นเอง) ถ้าปีไหนคุณได้มากกว่านั้น คุณต้องระวัง Bubble ให้ดี แต่ถ้าคุณไม่กลัวก็ให้ถือยาว แล้วไปพบกันที่ปลายทาง 10 ปีข้างหน้า กับเศรษฐีคนใหม่ คือ คุณไงครับ ฮ่า ฮ่า

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ