6 หลักการ ที่เราสามารถเรียนรู้จากธุรกิจชั้นนำของโลก
ทุกคนรู้จักกันดี สำหรับธุรกิจผู้นำ เช่น Apple , Microsoft , Facebook เพราะเราต่างเป็นลูกค้า จ่ายเงินให้เขา ...แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ‘แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากเขาบ้างล่ะ ?’
ผมสรุปมาได้ 6 ข้อ ดังนี้
1. ‘ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด’ ...บริษัทเหล่านี้จะทุ่มเททรัพยากรที่มีจำกัด ไปที่สิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น Apple ถนัดในเรื่อง R&D และ Design เขาก็จะทำในเรื่องนั้น ...แต่เขาไม่ถนัดในเรื่องการผลิต เขาก็ส่งไปให้จีนผลิต ...อย่างบ้านเรา ชุดชั้นในอย่าง Sabina ก็ทำได้ดี คือ เขามุ่งทำจุดที่ถนัดคือ สร้าง Brand ทำงานยาก ส่วนงานง่ายๆ ก็ให้ต่างประเทศ ผลิตเพราะทำได้ถูกกว่า
2. ‘เลือกทำในสิ่งที่กำไรมากกว่า’ ...จากข้อแรก การจะรู้ว่าเราถนัดอะไร ก็สามารถดูจากกำไร หรือ Margin ที่เราทำได้เทียบกับคู่แข่ง ทั้งในและต่างประเทศ ...อะไรที่เรา ทำแล้ว Margin สูงกว่า ก็แปลว่า นั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราถนัด
3. ‘แบ่งทรัพยากรบางส่วนไปในสิ่งที่ไม่เคยทำ’ ..ต่างประเทศเรียกสิ่งนี้ว่า R&D ...วิจัยและพัฒนา ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน ...อย่างอเมริกาอาจถนัดในส่วนของ High Tech ก็ต้องมุ่งไปที่ High Tech ...ส่วนบ้านเรา High Touch เราก็ต้องมุ่งมาที่จุดแข็งของเรา คือ บริการที่ดีกว่า / การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ / การสร้างประสบการณ์ (เราเป็นประเทศที่ต่างชาติเลือกมาอันดับต้นๆ ของโลก นั่นแปลว่า การมอบประสบการณ์ หรือ Experience ที่คนต่างชาติต้องการ ...ต้องขยายที่จุดแข็ง ให้ดีขึ้นไปอีก)
4. ‘ทำลายเส้นแบ่งของอุตสาหกรรม’ ...เดิมทีอุตสาหกรรมเป็นข้อจำกัดของธุรกิจในอดีต แต่วันนี้ ไม่มีแล้ว ...Apple กำลังจะทำธุรกิจการเงิน , Grab เข้าสู่ทุกอย่างที่ทำรายได้ ...ตัวเราเองก็ต้อง ก้าวผ่านข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเช่นกัน
5. ‘ร่วมมือกันทำสิ่งที่ดีกว่า’ ...การร่วมกันพัฒนาเป็นจุดอ่อนของธุรกิจไทย ที่ต้องปรับตัว ...อย่างต่างประเทศ Toyota ยังร่วมกับ BMW พัฒนา รถสปอร์ตร่วมกัน ...คือ เอาจุดแข็ง มาร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน และ ให้ผลที่ดีกว่าเดิม
6. ‘เปลี่ยนลูกค้าเป็นสินค้า’ ...อันนี้ยากที่สุด แต่ถ้าใครทำได้ คุณจะผูกขาดอย่างสมบูรณ์ ..ยกตัวอย่าง Google ...เขาให้ลูกค้าใช้บริการของเขาฟรีเลย ...แปลว่า เขาต้อง ‘หาประโยชน์ จากการใช้ฟรี นั่นคือ เอาข้อมูลของลูกค้า ไปขายโฆษณาแทน’ ...ลูกค้าก็ งง ตกลง เราไม่ใช่ลูกค้า แต่เราคือ สินค้า ที่เขาเอาไปหาประโยชน์แทน ...คู่แข่ง ก็ไม่ทันระวัง สุดท้าย เขาก็ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ
ใช่!! การทำธุรกิจแบบดั้งเดิม มันหมดยุคแล้ว ...ถ้าไม่ปรับตัว เราก็จะแย่ลง จนตายไปในที่สุด ...เอาใจช่วยนักธุรกิจทุกคน ให้ปรับตัวได้ครับ ...เริ่มจากจุดแข็ง แล้วไปให้สุดทาง !!
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา
-
สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel สำหรับหนังสือ "The Art of Spending Money" ของ Morgan Housel (ผู...
-
10 ข้อคิดจาก Peter Lynch (ไอเด้า พี่เสริม) เมื่อพูดถึง Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Magellan ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี เขาคือต้นแบบขอ...
-
"เรื่องของการมองเวลาเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ..คุณว่าประเทศอย่างอิสราเอล หรือคนยิว เขามีเคล็ดลับอย่างไรถึงเก่งและครองโลกเศรษฐก...
-
สรุป 10 ข้อ หนังสือ Thinking in Bets – โดย Annie Duke สำหรับหนังสือ "Thinking in Bets" โดย Annie Duke อดีตแชมป์โป๊กเกอร์ระดับโลกท...
-
สรุป 10 ข้อ หนังสือ The Daily Stoic (เตือนตนวันละนิด) ผู้เขียน: Ryan Holiday สำหรับหนังสือ "The Daily Stoic" ของ Ryan Holiday เป็...
-
เมื่อคืน 1 มีนาคม 2555 คุณแม่โทรมาบอกว่า "แพ้ท!! คุณตาท่านเสียแล้ว" ผมก็รู้สึกใจหายอย่างมาก เพราะคุณตาเป็น เสมือนต้นแบบ ที่สอนให้ผ...
-
สรุป 10 ข้อ How Countries Go Broke: The Big Cycle – โดย Ray Dalio นี่คือสรุปใจความสำคัญ 10 ข้อที่นักลงทุนระดับมหาภาคต้องรู้ครับ: 1. โลกดำเน...
-
ตลาดหุ้นไทย จะไปอย่างไรต่อ!! -- เป็นคำถามที่ตอบยากมากที่สุดคำถามนึง เท่าที่ผมเจอมาตลอด..อิ อิ (จริงๆ ภาพ Chart อันนี้ ก็ตอบเกี่ยวกับ ทิศทาง...
-
สรุป 10 ข้อคิด จากหนังสือ "Fixed: Why Personal Finance Is Broken" โดย John Campbell John Y. Campbell (อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Har...
-
สรุป 10 ข้อ หนังสือ Poor Charlie’s Almanack ผู้เขียน: Charlie Munger นี่คือสรุป 10 หัวใจสำคัญ จากหนังสือ "Poor Charlie’s Almanack...
ย้อนรอย SET จัดทำเพื่อย้ำเตือนของคำพูดที่ว่า "History Repeat itself!!"
- ภาพใหญ่หุ้นไทย ปี 1987 - 2009
- ย้อนรอย SET ปี 1987 - 1990(จาก Black Monday ไปแตะ 1,000 จุด)
- ย้อนรอย SET ปี 1991 - 1993 ( 3 ปีสู่ยอดดอย )
- ย้อนรอย SET ปี 1994 - 1996 ( 3 ปี แห่งการ "เผาหลอก" )
- ย้อนรอย SET ปี 1997 - 1999 ( 3 ปี "เผาจริง"แตะ Bottom แล้วเด้งขึ้น )
- ย้อนรอย SET ปี 2000 - 2008 ( 9 ปี แห่งการ "พายเรื่อในอ่าง" )
- ย้อนรอย SET ปี 2009 (Do you Remenber?)
"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ
-
จาก หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ หน้า 20 - วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556 : Link ที่ Thairath Online http://www.thairath.co.th/content/life/321...
-
10 เรื่องที่ต้อง "รู้งี้" ก่อนจบปริญญา ... 1. "ใบปริญญามีวันหมดอายุ" ..หลายคนคิดว่า ใบปริญญาไม่มีวันหมดอายุ พอเรียนจ...
-
ในตลาดจริงๆ มีหุ้นอีกมากมายที่เรามองข้าม ..หลายคนก็กลัวว่าซื้อแล้วหุ้นจะไม่ขึ้น แต่ลองมองอีกมุมนึงว่า ถ้าหุ้นนั้นๆ ให้ปันผลในระดับ 5 -10% ต...
-
ตลาดหุ้นไทย จะไปอย่างไรต่อ!! -- เป็นคำถามที่ตอบยากมากที่สุดคำถามนึง เท่าที่ผมเจอมาตลอด..อิ อิ (จริงๆ ภาพ Chart อันนี้ ก็ตอบเกี่ยวกับ ทิศทาง...
-
'คำทำนาย ที่ว่าโลกหลังปี 2017 จะเกิด ..ธุรกิจเล็กจะใหญ่ ธุรกิจใหญ่จะเล็ก!!' ยุคนี้รายใหญ่ก็ตายได้ ..รายเล็กก็เกิดได้ ..นี่อ่านข...
-
วันนี้มาดอนเมือง ผมได้ชิมกาแฟมวลชน จุดเริ่มของ All Cafe ของ 7-11..วันนี้เกมค่าปลีกแข่งดุ เนื่องจากค่าเช่าแพงขึ้นตามราคา Asset ที่พุ่งกร...
-
เราค้างเรื่องของ "จิตอิสระ" กับ "จิตทาส" เอาไว้ว่า มันแบ่งระหว่าง คนที่จิตเป็นทาส ย่อมเป็นทาสตลอดไป ไม่ว่าระหว่างทางใน...
-
Luxury คือ เงินเฟ้อ!! เศรษฐกิจไม่ดี ทำไม ของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ..คนธรรมดาทำไมอยู่ยากขึ้นทุกวันล่ะ ? ก็เพราะ เราไม่รู้ว่า 'ความห...
-
วันนี้ฟังรายการ "คุยกับ อาจารย์ วีระ ธีรภัทร ช่อง FM 96.5" ...ไปสะกิดกับคำถามนึง คือ มีพี่ผู้หญิงท่านนึงเขาโทรเข้ามาแล้วระบายให้...
-
(อันนี้ยกขึ้นมาให้ดูเล่นๆนะครับ ..ไม่ได้จะบอกว่ามันดีหรือไม่ เพียงแต่ มาดูกัน "แปลกดี") ประเด็นแรก ผมชอบหุ้นปันผล แต่ตัวนี้ถ้ามอง...

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น